ผมได้รับชมรูปถ่ายของช่างภาพคนหนึ่งผ่านทางแอปพลิเคชันอินสตาแกรมผ่านการแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากส่งมาเพื่อนคนนั้นถามว่ารูปที่ดูอยู่นั้นเป็นอย่างไร

หลังจากเหลือบดูภาพทั้งชุดนั้นแล้ว เราก็ตอบไปอย่างเต็มปากว่า สวยงาม และน่าจะเป็นช่างภาพดังคนหนึ่งแน่ๆ เพราะมุมมองที่ถ่ายมานั้นมีความพิเศษบางอย่างเฉพาะตัวอยู่ที่ไม่ใช่ทุกคนจะถ่ายออกมาแบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เพื่อนเราหัวเราะ บอกว่า นั่นไม่ใช่ช่างภาพชื่อดังใดๆ ทั้งนั้น หากแต่เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวด้วยการเป็นวินมอเตอร์ไซค์ต่างหาก

เขาคือ เอก-พิชัย แก้ววิชิต ที่นอกเหนือจากการแชร์ภาพถ่ายภาพผ่านอินสตาแกรม @phichaikeawvichit แล้ว พี่วินมอเตอร์ไซค์คนนี้ก็กำลังจะมีงานนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 8 – 31 มีนาคมนี้ ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ร่วมกับศิลปินอีก 2 คน ในชื่อ ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019 อีกด้วย

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

จากเด็กที่อาศัยอยู่ในสลัม ครอบครัวมีปัญหา ทำให้ไม่ได้โอกาสในการเรียนต่อ มาประกอบอาชีพใช้แรงงาน ก่อนที่จะมีครอบครัวในช่วงวัยรุ่น ด้วยภาระด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัวจึงหันมาประกอบอาชีพขี่รถมอเตอร์ไซค์วินตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการสร้างสรรค์หรือเสพงานศิลปะที่เหมือนเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยของชีวิต ในวันที่ท้องยังไม่ถูกเติมเต็มให้อิ่มด้วยอาหารเลย เพียงแค่โชคชะตาไม่หลงพาชีวิตของเขาเข้าสู่หลุมดำมืดที่ไร้ทางออกก็แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะไม่มีจุดไหนในชีวิตที่ได้เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ แต่เอกตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะผ่านการถ่ายรูปเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วในวัย 43 ปี การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ นั้นถือเป็นความท้าทาย ยิ่งเป็นเรื่องศิลปะที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน และยิ่งเป็นในวัยที่ไมไ่ด้เรียนรู้อะไรง่ายๆ อีกแล้ว

อะไรทำให้คนขับวินเบอร์ 3 วัย 43 แห่งราชเทวีที่ใช้เวลาส่วนมากของวันไปกับการหาเลี้ยงชีพ แบ่งเวลาเล็กๆ ไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวันมาเริ่ม-ฝึก-หัด สร้างสรรค์งานศิลปะ วันนี้เราจึงลงรถไฟฟ้ามาที่วินราชเทวีเพื่อเรียกรถมอเตอร์ไซค์ จุดหมายปลายทางไม่ใช่การเข้าซอย แต่เป็นการเข้าไปทำความเข้าใจถึงชีวิตของเขาต่างหากว่าอะไรทำให้เขากลายมาเป็นศิลปินพาร์ตไทม์แบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณมาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ยังไง

ตอนเด็กๆ ผมเกิดที่พะเยาและโตมากับยาย ส่วนพ่อแม่ก็ลงมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ พอผม 8 ขวบก็ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ พอเรียนไปจนถึง ม.1 ก็ไม่ได้เรียนละ เพราะว่าซาเล้งของพ่อหาย พ่อผมมีอาชีพปั่นซาเล้งขายสับปะรด

ขายตามตลาดตอนเช้าๆ พอรถซาเล้งหายก็เลยทำอาชีพต่อไม่ได้ ครอบครัวแยกย้ายกันหมด ผมก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ไปโรงเรียนได้ปีเดียวก็เกเร ไม่ไปเรียน เลยเลิกเรียนอีกที ผมก็เลยมีวุฒิแค่ ป.6 ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยกลับมาทำงานเข็นผักผลไม้อยู่ที่ตลาดมหานาค ระหว่างที่เข็นผักตอนเช้าเห็นนักเรียนเขาแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียน… โห ฉันอยากเรียนหนังสือจัง (ขำ) ก็เลยไปสมัครเรียนศึกษาผู้ใหญ่ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น กศน. แล้ว) เรียนมาเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นอายุ 22 ก็มาเจอแฟนอายุ 18 สักพักแฟนก็ท้อง เราก็ฉิบหายแล้วกู (หัวเราะ)

แล้วตอนนั้นคุณทำยังไง

อาชีพเข็นผักมันรายได้วันละ 200 – 300 เอง มันไม่พอกิน ก็เลยใช้วุฒิ ม.3 ไปสมัครเป็นเมสเซนเจอร์แทน ซึ่งพอลูกเริ่มโตเงินเดือนที่ได้ก็ไม่พอละ เพราะไหนจะค่านม ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ-ไฟ สุดท้ายมีคนข้างห้องบอกว่า เขารู้จักหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ที่ราชเทวี เขาก็มาฝากให้ เราก็แค่ติดต่อหัวหน้าวิน ขอมาวิ่งด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้น จากวันนั้นถึงตอนนี้ 20 กว่าปี วันนี้ก็ยังวิ่งอยู่ (หัวเราะ) พอวิ่งวินสักพักก็เริ่มอยู่ตัว จึงคิดอยากกลับไปเรียนอีก ผมก็เลยไปเรียนต่อ ม.4 – 6 พอจบก็เลยไปสมัครเรียนที่รามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เรียนไป 3 ปีครึ่งก็จบ พอจบมาตอนแรกกะว่าจะไปสมัครงานทำอาชีพอื่น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้า ใครจะไปอยู่ข้างถนนตลอดชีวิต เรายังสู้ได้อยู่ พอเอาเข้าจริงๆ มันก็หางานได้เงินไม่พอใช้ ก็เลยเป็นวินเหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้คุณมีโอกาสไปเรียนแต่ก็เลิกเรียนไปเอง อะไรทำให้เรารู้สึกอยากกลับไปเรียนอีกที

ตอนวัยรุ่นน่ะไม่รู้จักคิดหรอก ข้อมูลในสมองมันน้อยมาก แต่พอเริ่มโต เริ่มมีครอบครัว เริ่มรู้สึกตัวว่าเราควรต้องพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนให้มันดีขึ้น ไม่ใช่หาเงินไปวันๆ คนเรามันต้องเปลี่ยน บางทีเราคิดว่าเราคิดถูก แต่ว่าเราก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดชีวิตของเรา

มองย้อนกลับไปยังวัยเด็ก คุณเกลียดชีวิตตัวเองมั้ย

ผมรักมันนะ ส่วนใหญ่ผมน่าจะเกลียดช่วงที่อยู่กับพ่อมากกว่า เอาตรงๆ นะพ่อผมเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ เป็นพ่อที่ใจร้ายกับเด็กคนหนึ่งมาก ขายของแบบขายวันหยุดวันแต่กินเหล้าทุกวัน บางทีเงินไม่พอก็กู้เงินนอกระบบมากินเหล้า กินเสร็จก็นอนด่าทุกคนในบ้าน ด่าเราว่าเป็นภาระเขา ที่เขาต้องกินเหล้าก็เพราะพวกเรานี่แหละ แล้วก็ไปทะเลาะกับแม่ ผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลย

ทีนี้ห้องเช่าที่อยู่มันก็ไม่ได้เป็นห้องกว้างมีหลายชั้น มันเป็นสลัมที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ จะหนีไปหลบที่อื่นก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งทำให้ผมอยู่กับมันได้เพราะผมมีโลกในจินตนาการของผม โลกของเด็กที่ไม่มีตังค์ไปเที่ยว ผมมีของเล่นไม่กี่ตัว ก็ก้มหน้าก้มตาเล่น เอามาสร้างเรื่องราวว่าของเล่นของพี่อยู่ๆ มันก็มีชีวิตขึ้นมา แล้วตัวพี่ก็เล็กลง กอหญ้ามันใหญ่ขึ้น แล้วของเล่นทุกตัวนั้นก็มาเล่นกับพี่ พาเราไปผจญภัยกันรอบๆ บ้าน สนุกมากเลย

โลกในจินตนาการทำให้ผมอยู่ได้แม้ในสภาวะที่แย่ที่สุด คือผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลยจริงๆ บางทีผมก็เคยคิดจะประชดด้วยการทำตัวแย่ๆ นะ เพราะในซอยที่ผมอยู่นี่มีทุกอย่างเลยนะ ฉีดผง ดมกาว กินเหล้า เมายา แต่การประชดแย่ๆ มันไม่ได้ช่วย ผมคิดว่ามันต้องทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่คุณพูดมันผิด เราต้องทำแบบอื่นให้ไม่เหมือนกับที่เขาพูด แบบนี้มันเจ๋งกว่า ซึ่งพอเรามีครอบครัวเราก็เลยแยกออกมาจากพ่อและแม่ ซึ่งผมไม่รู้สึกผิดเลยนะ แต่กลับรู้สึกว่าเป็นอิสระแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เท่าที่ฟังดู ชีวิตคุณก็ยังดูห่างไกลจากโลกของศิลปะอยู่ดี

ใช่ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับศิลปะเลย ตั้งแต่ตอนอายุ 22 ที่มีลูกคนแรก จนตอนนี้อายุ 43 ลูกก็ 3 คนแล้ว

ตั้งแต่อายุ 22 ปี จนมาอายุ 43 ปี ช่องว่าง 20 ปีนั้นคุณใช้เวลาไปกับอะไร?

วิ่งรถ ได้เงินมาก็ใช้จ่ายเดือนชนเดือน แล้วก็นั่งดูความทุกข์ของตัวเองทุกวันว่ามันไปไหนไม่ได้ ก็อยู่แค่นี้ จะใส่เสื้อวินไปจนตายไหม หรือแก่แล้วจะไปทำอะไร (หัวเราะ) เพราะครอบครัวผมรายได้ทั้งหมดก็มาจากอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ของผมนี่แหละ ซึ่งอาชีพนี้มันไม่มั่นคง ได้เงินมาก็จ่ายค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ ค่ากินข้าวที่โรงเรียนของลูก ค่าเช่าบ้าน แค่นี้ก็หมดละ แล้วถามว่าปัญหาชีวิตมีไหม… มีแน่นอน (เน้นเสียง) ผมก็เลยมองหาโลกในจินตนาการอันใหม่เพื่อทำให้ผมยังทนอยู่ได้ ก็คือการถ่ายรูปนี่แหละ

ทำไมคุณถึงเลือกการถ่ายรูปเป็นโลกแห่งจินตนาการใบใหม่ของคุณ

ก่อนหน้านี้หลายปีที่แล้ว เคยได้กล้องฟิล์มมาตัวหนึ่ง แล้วก็เคยไปลงเรียนการถ่ายรูปที่วิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา พอเป็นโรงเรียนสอนถ่ายรูปเขาก็มีรูปแบบวางไว้ว่าช่างภาพเนี่ยต้องเดินทางไปที่อื่นถ่ายรูปวิวสวยๆ ถ่ายพระอาทิตย์ตกดินสีแดงๆ ถ่ายป่า ถ่ายน้ำตกฟุ้งๆ แต่ผมต้องวิ่งส่งผู้โดยสารหาเงินอยู่ที่วินเนี่ย แล้วจะไปหาเงินหาเวลาที่ไหนเดินทางไปถ่ายน้ำตก ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน กันล่ะ ชีวิตผมมันมีเงื่อนไขเยอะไง

ทีนี้วันหนึ่งมันมีจุดเปลี่ยน คือนอกจากการวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่วินแล้ว บางทีผมก็มักจะได้รับจ้างให้ไปวิ่งส่งของหรือทำงานอื่นเพิ่มเติมจากผู้โดยสารที่ใช้บริการเราประจำนี่แหละ วันนั้นพี่นิว (ศุภชัย เกศการุณกุล – ช่างภาพอิสระ) แกเรียกให้ผมช่วยวิ่งรถไปติดตั้งรูปที่ร้านอาหารตรงถนนพระอาทิตย์ ผมก็ขนรูปไปที่ร้านช่วยพี่นิวแกติดตั้งอยู่ พอดีกับที่ในร้านมีเปิดเพลงแจ๊สเบาๆ คลอไปด้วย เราแขวนรูปอยู่ก็รู้สึก เฮ้ย ดีอะ ชอบ นี่คือที่ของเรา เราอยากมาอยู่ในจุดนี้ ก็เลยเริ่มอยากกลับมาถ่ายภาพแบบจริงจังมากขึ้น แล้ววิธีการถ่ายรูปของผมมันก็เปลี่ยนไป มันเป็นการตอบสนองตัวเองและวิถีชีวิตมากขึ้น เพราะผมก็มองหาความงามที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่แล้ว ตรอกซอยซอกหลืบ ผมไม่ต้องไปไหนไกล แค่หามันให้เจอและบันทึกมาให้ได้แค่นั้นเอง ทีนี้ก็เลยใช้อินสตาแกรมเป็นที่แสดงออกของงานเรา อยากให้คนอื่นได้เห็นว่าเราก็สามารถถ่ายทอดอะไรพวกนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

อะไรทำให้คุณเลือกจะบันทึกความงดงามเล็กๆ จากซอกหลืบแบบนั้น

โดยพื้นฐานผมคงเป็นขบถตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตั้งแต่เขาชวนกันไปมั่วสุมเล่นยาอะไรกันผมก็ไม่ไป เลยอยากทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่คนอื่นทำกันมั้ง ผมเลยมองแนวทางนี้ที่ทำให้เราเห็นความงามของสิ่งรอบตัวมากขึ้น ใส่ใจกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด มันมีคุณค่าความงดงามของมันถ้ามองมันด้วยใจ แล้วคนที่เห็นภาพที่ผมถ่าย เขาก็น่าจะรู้สึกว่ามันมีอะไรที่สวยงามซ่อนอยู่เยอะนะในชีวิตประจำวัน ลองมองสิ มันมีสิ่งสวยๆ ซ่อนอยู่ ไม่ต้องนั่งรถไปตามหาในที่ไกลๆ ก็ได้ แค่เพียงออกมานอกบ้านและมองหามันแค่นั้นเอง

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เราจำเป็นต้องเห็นด้านงดงามของชีวิตเหรอ

ต้องมี (ตอบทันที)

เพราะไม่งั้นชีวิตมันจะย่ำแย่มากเลยนะ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินหรือมีชื่อเสียงมากแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าทั้งชีวิตเราไม่รู้จักสิ่งสวยงามหรือความรัก ก็จะมองแต่เรื่องแย่ๆ สุดท้ายก็จะไปทำแต่อะไรแย่ๆ แบบนั้นเหมือนกัน ก็เหมือนที่เราเห็นเด็กอายุน้อยๆ ไปตีรันฟันแทงทำร้ายร่างกายกัน เพราะมันไม่เห็นสิ่งสวยงาม มันไม่รู้จักความรัก เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจไอ้เด็กที่มันฆ่าลูกตัวเอง ผมก็ด่าว่าโคตรชั่วโคตรเลว แต่มานั่งนึกอีกที อาจเป็นเพราะคนที่ทำตอนเป็นเด็กมันไม่รู้จักว่าความรักคืออะไรด้วยซ้ำ คนที่รู้จักความรักมันไม่ทำแน่ๆ ต่อให้เอาปืนจ่อเรา ให้เราฆ่าลูก เราไม่ทำแน่ๆ เพราะเรารู้ความรักคืออะไร

แล้วอย่างบนท้องถนนนี่เป็นที่รวบรวมด้านลบของผู้คนทั้งนั้นเลย ต่อให้เราอารมณ์ดีแค่ไหนไม่เกิน 2 ชั่วโมงคุณมีอารมณ์ด้านลบแน่นอน แล้วผมอยู่กับถนนเนี่ยวันหนึ่งตั้ง 10 ชั่วโมง เห็นมั้ยล่ะข่าวฆ่ากันยิงกันมาจากขับรถทั้งนั้น ถ้าเราไม่ได้ระบายด้วยการทำสิ่งที่เราชอบเราก็คงจบอยู่ 2 ทาง ไม่คุกก็หลุมศพ

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

แล้วตอนคุณตัดสินใจกลับมาถ่ายรูปอีกที คุณเริ่มต้นยังไง

ผมเริ่มด้วยสมาร์ทโฟนแหละ เพราะผมคิดว่าผมก็ถ่ายเล่นๆ มันมาจากคำว่าเล่นก่อน แล้วก็เริ่มถ่ายในมุมมองที่สนใจและคิดไว้ แล้วพอมันเป็นโทรศัพท์มันก็ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะผิด มันจะถูก ถ่ายๆ ไปเถอะ ถ่ายในความรู้สึกที่เราเห็นมันจริงๆ

พอถ่ายมาเรื่อยๆ เฮ้ย เริ่มสนุกกับมันละ แต่มุมที่อยู่ไกลๆ อย่างหน้าตึกหน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปพวกนี้เนี่ยโทรศัพท์มือถือมันเก็บภาพมาไม่ได้ ผมก็เลยมองหากล้อง Compact ที่ซูมได้ เพราะมันเวิร์กกว่ามือถือ และกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้แบบอื่นๆ มันแพงเกินกว่าที่ผมจะซื้อ แล้วที่สำคัญ พี่ว่ามันไม่กลืนกับสภาพแวดล้อม (โชว์กล้อง) ตัวนี้ก็สะดวกมากเลย ปรับแมนวลได้ ซูมได้ 30 เท่า ถูกใจเหลือเกิน มุมตึกนั่นเสร็จฉัน (หัวเราะ)

แล้วคุณเอาเงินที่ไหนไปซื้อกล้องตัวนี้

กล้องมันก็ไม่ได้แพงมากนะ แต่ผมก็ไม่มีเงินพอซื้ออยู่ดี ก็เลยเอารถมอเตอร์ไซค์ไปจำนำ ซึ่งก็ได้มาไม่พอค่ากล้องหรอก ขาดอีกนิดหน่อย (หัวเราะ) ก็ไปหาหยิบยืมมาเพิ่มจนซื้อมาได้ แต่ตอนนี้ผ่อนหมดเรียบร้อยแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ชีวิตประจำวันคุณแบ่งเวลาทำงานกับถ่ายรูปยังไง

ถ้าวันธรรมดาตอนเช้าผมตื่น 6 โมงไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วก็มาถึงที่วินตอน 8 โมง ผมวิ่งรับส่งผู้โดยสารถึง 10 โมง หลังจากนั้นก็ใช้เวลา 10 โมงถึงประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมงไปถ่ายรูป มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเงินไม่พอใช้ทั้งบ้าน (หัวเราะ) แล้วก็กลับมาวิ่งส่งผู้โดยสารต่อจนถึง 3 ทุ่มครึ่ง ผมไม่เคยเลิกงาน 5 โมงเลย เป็นความฝันหนึ่งของผมเลยว่าอยากเลิกงาน 5 โมง ถ้ามีเวลาช่วงเย็นผมคงได้ทำอะไรมากกว่านี้อีกเยอะเลย

แล้วคุณจัดการกับไฟล์รูปและแต่งรูปยังไง

คอมพิวเตอร์ที่บ้านผมลูกใช้อยู่ตลอด แต่กล้องที่ผมซื้อสามารถส่งรูปเข้ามือถือได้ ผมก็จัดการทำรูปด้วยโปรแกรมบนมือถือ

ใครสอนคุณเรื่องโปรแกรมเหล่านี้

ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหาข้อมูล แล้วก็เรียนและหัดด้วยตัวเอง มันอยู่ที่ว่าคุณชอบสิ่งที่คุณทำมันหรือเปล่า สมัยนี้ความรู้มันกว้างมากจนเราเรียนรู้จากอะไรก็ได้ นิตยสารหรือว่าสื่อเยอะแยะไปหมดเลย แต่ผมก็มีหลักการในการแต่งรูปนะ ผมจะไม่แต่งสีจนมันผิดไปจากธรรมชาติ แล้วถ้ารูปมันเบลอก็จะปล่อยมันไป ศิลปะมันไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณประกอบอาชีพเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ได้เข้าตรอกซอกซอย มันมีส่วนช่วยต่องานภาพถ่ายที่คุณทำมั้ย

ไม่เกี่ยวกันนะ เวลาผมเป็นวินมอเตอร์ไซค์ผมก็ขี่รถไปส่งผู้โดยสาร ส่งเอกสาร ตามปกติ แต่เวลามาถ่ายรูปผมก็ใช้ความเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เวลาจะไปถ่ายรูปผมถอดเสื้อวินเก็บก่อนนะ แต่ก็มีบ้างที่เวลาเข้าซอยไปส่งผู้โดยสารแล้วเจอมุมสวยๆ ก็จะจำไว้ และรอให้ถึงเวลาที่แสงสวยที่สุดของมุมนั้นๆ แล้วผมค่อยกลับมาถ่าย

เดี๋ยวนะ คุณบอกว่าคุณถอดเสื้อวินเก็บก่อนเวลาออกไปเดินถ่ายรูป?

ผมไม่เคยใส่เสื้อวินถ่ายรูป เพราะผมรู้สึกไม่ดี หนึ่งคือ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผม ยอมรับนะว่าเรามีอาชีพ มีรายได้ จากการเป็นมอเตอร์ไซค์วิน แต่เวลาไปถ่ายรูปผมอยากเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ก็เลยไม่อยากเอาเสื้อวินมาเกี่ยวข้อง อาจจะเหมือนตอนเด็กๆ ที่มีโลกส่วนตัวกับตุ๊กตาแบบนั้นน่ะ

อะไรคือความยากลำบากที่สุดที่วินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งจะทำงานศิลปะ

สิ่งที่ลำบากที่สุดคือตัวตนเรามันมาจากที่สังคมบอก คุณทำอาชีพนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณจะเป็นช่างภาพ คุณต้องเรียนจบถ่ายภาพ คุณจะคิดเรื่องศิลปะคุณก็ต้องจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะเท่านั้น คนถึงจะยอมรับ โดยทั่วไปเขาก็จะคิดกันอย่างนี้ คนทุกคนจะไม่สนใจข้างในตัวเราแต่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น

อย่างผมเนี่ยถ้าไม่ได้พยายามกลับมาถ่ายรูป ตัวตนจริงๆ ข้างในของผมที่ชอบศิลปะมันอาจจะหายไปตลอดกาล และคนเราควรที่จะได้แสดงตัวตนที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ของเราออกมาบ้าง ไม่งั้นเราจะถูกห่อหุ้มด้วยอาชีพที่เราเป็นแทนตัวตนจริงๆ ข้างใน 

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

มันจำเป็นแค่ไหนในการแสดงตัวตนจริงๆ ของเราออกมา

มันจำเป็นมากนะครับ ไม่งั้นชีวิตเราจะหดหู่และตึงเครียดมาก เพราะเราทำสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ เช่นต้องตื่นเช้าเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ ต้องแข่งขันกันในองค์กรเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เราถูกการศึกษาสร้างมาให้แข่งขันกัน อย่างเวลาผมมองแม่ค้าส้มตำ ผมไม่ได้มองว่าเขาคือแม่ค้าส้มตำนะ แต่มองว่าเขาคือคนคนหนึ่งที่อาจจะมีอะไรอยู่ข้างในเยอะ แต่ไม่ได้มีโอกาสจะแสดงออกมา เขาอาจจะเขียนรูป Abstract เวลาอยู่บ้านก็ได้

และการมาถ่ายรูปของผมมันเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่เราค่อยๆ ต่อไปแล้วก็เห็นตัวตนของตัวเองค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าตัวเรานั้นเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง ไม่งั้นผมก็เป็นแค่วินมอเตอร์ไซค์ที่ตื่นเช้าวิ่งงานหาเงิน ตอนเย็นกลับบ้านดูละครนอน ตื่นเช้ามาหาเงินใหม่ วนไปเรื่อยๆ แบบนี้ 

แต่การออกไปถ่ายรูปในเวลาทำงานแบบนี้มันทำให้เสียรายได้ คนรอบๆ ตัวคุณเข้าใจสิ่งที่คุณทำมั้ย

ไม่ อย่างภรรยาเนี่ยเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับผมหรอก เขามองว่าไร้สาระด้วยซ้ำ เสียเวลาทำงานไปถ่ายรูปทำไม เพราะในครอบครัวผมหารายได้คนเดียว คนรอบๆ ตัวอย่างเพื่อนที่วินเนี่ยก็ไม่มีใครรู้นะว่าพี่มาถ่ายรูป ตอนกลางวันที่หายไปคนก็นึกว่าไปวิ่งรับส่งงานอื่น นี่พ่อแม่ผมก็ไม่รู้นะว่าเรามาถ่ายรูปและจะมีนิทรรศการ แต่ลูกผมรู้นะ ลูกคนโตเขาก็มาแซว “พ่อเจ๋งว่ะ นี่ไปรับจ้างได้เลยนะ” หรือลูกคนกลางก็มาบอกว่า “โห ไม่ธรรมดาว่ะคุณ” (หัวเราะ) จริงๆ ก็ถือเป็นการทำงานที่โดดเดี่ยวเหมือนกันนะ

คุณโอเคกับความโดดเดี่ยวนี้มั้ย

ก็เหมือนที่บอกไป ผมเหมือนอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันเดิมเมื่อตอนเด็ก ผมทำแล้วมีความสุข ผมได้ออกมาถ่ายภาพ ได้เดิน ได้คุยกับผู้คน ได้ถ่ายรูปมุมสวยๆ เหมือนเป็นการเติมเต็มในใจเราเอง แค่ได้ทำก็โอเคแล้ว

ความฝันของคุณในวัยนี้ล่ะ

ตอนนี้ผมยังทำแค่ถ่ายภาพ แต่ต่อไปผมก็ฝันอยากจะเริ่มทำภาพเคลื่อนไหวดูด้วย อยากเรียนรู้และสนุกกับมันไปให้สุด ผมว่ามันท้าทายดีนะ ตอนเด็กๆ เคยจินตนาการว่าอยากเป็นผู้กำกับหนังฮ่องกง เพราะพ่อเคยพาไปดูหนังฮ่องกงที่โรงหนังชั้นสองใกล้ๆ บ้านที่ฉายหนังวนไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือมุมที่ผมชอบพ่อที่สุดนะ อ้อ แล้วตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้เรื่องการตัดต่ออยู่ ถ้าสามารถถ่ายและตัดต่อได้เองจริงๆ ก็คงมีเรื่องที่อยากจะเล่าออกมามากกว่านี้อีกเยอะเลย

คุณเคยคิดอยากถอดเสื้อวินออกไปตลอดชีวิตไหม

คิด

ในยุคสมัยแบบนี้คนเรามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงมีการพัฒนา อย่างผมเนี่ยวิ่งรถมอเตอร์ไซค์วินมาเหมือนเดิมยี่สิบกว่าปีเพราะไม่มีทางเลือกไง ถ้ามีการศึกษา มีโอกาสทำงานอื่น ใครจะมาวิ่งวิน แล้วการที่ทำงานเป็นวินมาแบบเดิมนานขนาดนี้แสดงว่าผมไม่มีการพัฒนาตัวเอง ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างแล้วในชีวิตเรา

แล้วถ้าสุดท้ายคุณก็ยังต้องเป็นมอเตอร์ไซค์วินแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณจะทำยังไง

ก็ไม่เป็นอะไร ชีวิตผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ผมไม่เคยคาดหวังด้วยซ้ำว่าจะได้แสดงงานนิทรรศการ แค่ลงรูปในอินสตาแกรมแล้วมีคนมากดไลก์ให้เรา ซึ่งมันคือการที่มีคนเข้าใจสิ่งที่เราทำ แค่นั้นก็ดีใจแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019

ศิลปินที่มีพื้นเพมาจากสามอาชีพ แต่ตามหาตัวตนของตัวเองผ่านศิลปะเหมือนกัน พวกเขาตั้งใจพัฒนาความสามารถในงานศิลปะเพื่อให้คนที่พบเห็นให้การยอมรับในวิธีคิด มุมมอง ฝีมือ ผ่านการบอกเล่าในรูปแบบเฉพาะตัว

นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชม 7.00-19.00 น. ทุกวัน ระหว่างวันที่ 8 – 31 มีนาคม 2562 นอกจากพิชัย แก้วพิชิต (photographer) แล้วมีผลงานของพรรษชล โตยิ่งไพบูลย์ (illustrator) และรพิ ริกุลสุรกาน (calligrapher) จัดแสดงด้วย

Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง

ถนนราชวิถี เชิงสะพานซังฮี้ เปิดทุกวัน 07.00 – 19.00 น. FB | craftsmanroastery

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load