ผมได้รับชมรูปถ่ายของช่างภาพคนหนึ่งผ่านทางแอปพลิเคชันอินสตาแกรมผ่านการแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากส่งมาเพื่อนคนนั้นถามว่ารูปที่ดูอยู่นั้นเป็นอย่างไร

หลังจากเหลือบดูภาพทั้งชุดนั้นแล้ว เราก็ตอบไปอย่างเต็มปากว่า สวยงาม และน่าจะเป็นช่างภาพดังคนหนึ่งแน่ๆ เพราะมุมมองที่ถ่ายมานั้นมีความพิเศษบางอย่างเฉพาะตัวอยู่ที่ไม่ใช่ทุกคนจะถ่ายออกมาแบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เพื่อนเราหัวเราะ บอกว่า นั่นไม่ใช่ช่างภาพชื่อดังใดๆ ทั้งนั้น หากแต่เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวด้วยการเป็นวินมอเตอร์ไซค์ต่างหาก

เขาคือ เอก-พิชัย แก้ววิชิต ที่นอกเหนือจากการแชร์ภาพถ่ายภาพผ่านอินสตาแกรม @phichaikeawvichit แล้ว พี่วินมอเตอร์ไซค์คนนี้ก็กำลังจะมีงานนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 8 – 31 มีนาคมนี้ ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ร่วมกับศิลปินอีก 2 คน ในชื่อ ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019 อีกด้วย

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

จากเด็กที่อาศัยอยู่ในสลัม ครอบครัวมีปัญหา ทำให้ไม่ได้โอกาสในการเรียนต่อ มาประกอบอาชีพใช้แรงงาน ก่อนที่จะมีครอบครัวในช่วงวัยรุ่น ด้วยภาระด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัวจึงหันมาประกอบอาชีพขี่รถมอเตอร์ไซค์วินตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการสร้างสรรค์หรือเสพงานศิลปะที่เหมือนเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยของชีวิต ในวันที่ท้องยังไม่ถูกเติมเต็มให้อิ่มด้วยอาหารเลย เพียงแค่โชคชะตาไม่หลงพาชีวิตของเขาเข้าสู่หลุมดำมืดที่ไร้ทางออกก็แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะไม่มีจุดไหนในชีวิตที่ได้เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ แต่เอกตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะผ่านการถ่ายรูปเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วในวัย 43 ปี การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ นั้นถือเป็นความท้าทาย ยิ่งเป็นเรื่องศิลปะที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน และยิ่งเป็นในวัยที่ไมไ่ด้เรียนรู้อะไรง่ายๆ อีกแล้ว

อะไรทำให้คนขับวินเบอร์ 3 วัย 43 แห่งราชเทวีที่ใช้เวลาส่วนมากของวันไปกับการหาเลี้ยงชีพ แบ่งเวลาเล็กๆ ไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวันมาเริ่ม-ฝึก-หัด สร้างสรรค์งานศิลปะ วันนี้เราจึงลงรถไฟฟ้ามาที่วินราชเทวีเพื่อเรียกรถมอเตอร์ไซค์ จุดหมายปลายทางไม่ใช่การเข้าซอย แต่เป็นการเข้าไปทำความเข้าใจถึงชีวิตของเขาต่างหากว่าอะไรทำให้เขากลายมาเป็นศิลปินพาร์ตไทม์แบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณมาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ยังไง

ตอนเด็กๆ ผมเกิดที่พะเยาและโตมากับยาย ส่วนพ่อแม่ก็ลงมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ พอผม 8 ขวบก็ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ พอเรียนไปจนถึง ม.1 ก็ไม่ได้เรียนละ เพราะว่าซาเล้งของพ่อหาย พ่อผมมีอาชีพปั่นซาเล้งขายสับปะรด

ขายตามตลาดตอนเช้าๆ พอรถซาเล้งหายก็เลยทำอาชีพต่อไม่ได้ ครอบครัวแยกย้ายกันหมด ผมก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ไปโรงเรียนได้ปีเดียวก็เกเร ไม่ไปเรียน เลยเลิกเรียนอีกที ผมก็เลยมีวุฒิแค่ ป.6 ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยกลับมาทำงานเข็นผักผลไม้อยู่ที่ตลาดมหานาค ระหว่างที่เข็นผักตอนเช้าเห็นนักเรียนเขาแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียน… โห ฉันอยากเรียนหนังสือจัง (ขำ) ก็เลยไปสมัครเรียนศึกษาผู้ใหญ่ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น กศน. แล้ว) เรียนมาเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นอายุ 22 ก็มาเจอแฟนอายุ 18 สักพักแฟนก็ท้อง เราก็ฉิบหายแล้วกู (หัวเราะ)

แล้วตอนนั้นคุณทำยังไง

อาชีพเข็นผักมันรายได้วันละ 200 – 300 เอง มันไม่พอกิน ก็เลยใช้วุฒิ ม.3 ไปสมัครเป็นเมสเซนเจอร์แทน ซึ่งพอลูกเริ่มโตเงินเดือนที่ได้ก็ไม่พอละ เพราะไหนจะค่านม ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ-ไฟ สุดท้ายมีคนข้างห้องบอกว่า เขารู้จักหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ที่ราชเทวี เขาก็มาฝากให้ เราก็แค่ติดต่อหัวหน้าวิน ขอมาวิ่งด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้น จากวันนั้นถึงตอนนี้ 20 กว่าปี วันนี้ก็ยังวิ่งอยู่ (หัวเราะ) พอวิ่งวินสักพักก็เริ่มอยู่ตัว จึงคิดอยากกลับไปเรียนอีก ผมก็เลยไปเรียนต่อ ม.4 – 6 พอจบก็เลยไปสมัครเรียนที่รามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เรียนไป 3 ปีครึ่งก็จบ พอจบมาตอนแรกกะว่าจะไปสมัครงานทำอาชีพอื่น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้า ใครจะไปอยู่ข้างถนนตลอดชีวิต เรายังสู้ได้อยู่ พอเอาเข้าจริงๆ มันก็หางานได้เงินไม่พอใช้ ก็เลยเป็นวินเหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้คุณมีโอกาสไปเรียนแต่ก็เลิกเรียนไปเอง อะไรทำให้เรารู้สึกอยากกลับไปเรียนอีกที

ตอนวัยรุ่นน่ะไม่รู้จักคิดหรอก ข้อมูลในสมองมันน้อยมาก แต่พอเริ่มโต เริ่มมีครอบครัว เริ่มรู้สึกตัวว่าเราควรต้องพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนให้มันดีขึ้น ไม่ใช่หาเงินไปวันๆ คนเรามันต้องเปลี่ยน บางทีเราคิดว่าเราคิดถูก แต่ว่าเราก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดชีวิตของเรา

มองย้อนกลับไปยังวัยเด็ก คุณเกลียดชีวิตตัวเองมั้ย

ผมรักมันนะ ส่วนใหญ่ผมน่าจะเกลียดช่วงที่อยู่กับพ่อมากกว่า เอาตรงๆ นะพ่อผมเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ เป็นพ่อที่ใจร้ายกับเด็กคนหนึ่งมาก ขายของแบบขายวันหยุดวันแต่กินเหล้าทุกวัน บางทีเงินไม่พอก็กู้เงินนอกระบบมากินเหล้า กินเสร็จก็นอนด่าทุกคนในบ้าน ด่าเราว่าเป็นภาระเขา ที่เขาต้องกินเหล้าก็เพราะพวกเรานี่แหละ แล้วก็ไปทะเลาะกับแม่ ผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลย

ทีนี้ห้องเช่าที่อยู่มันก็ไม่ได้เป็นห้องกว้างมีหลายชั้น มันเป็นสลัมที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ จะหนีไปหลบที่อื่นก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งทำให้ผมอยู่กับมันได้เพราะผมมีโลกในจินตนาการของผม โลกของเด็กที่ไม่มีตังค์ไปเที่ยว ผมมีของเล่นไม่กี่ตัว ก็ก้มหน้าก้มตาเล่น เอามาสร้างเรื่องราวว่าของเล่นของพี่อยู่ๆ มันก็มีชีวิตขึ้นมา แล้วตัวพี่ก็เล็กลง กอหญ้ามันใหญ่ขึ้น แล้วของเล่นทุกตัวนั้นก็มาเล่นกับพี่ พาเราไปผจญภัยกันรอบๆ บ้าน สนุกมากเลย

โลกในจินตนาการทำให้ผมอยู่ได้แม้ในสภาวะที่แย่ที่สุด คือผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลยจริงๆ บางทีผมก็เคยคิดจะประชดด้วยการทำตัวแย่ๆ นะ เพราะในซอยที่ผมอยู่นี่มีทุกอย่างเลยนะ ฉีดผง ดมกาว กินเหล้า เมายา แต่การประชดแย่ๆ มันไม่ได้ช่วย ผมคิดว่ามันต้องทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่คุณพูดมันผิด เราต้องทำแบบอื่นให้ไม่เหมือนกับที่เขาพูด แบบนี้มันเจ๋งกว่า ซึ่งพอเรามีครอบครัวเราก็เลยแยกออกมาจากพ่อและแม่ ซึ่งผมไม่รู้สึกผิดเลยนะ แต่กลับรู้สึกว่าเป็นอิสระแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เท่าที่ฟังดู ชีวิตคุณก็ยังดูห่างไกลจากโลกของศิลปะอยู่ดี

ใช่ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับศิลปะเลย ตั้งแต่ตอนอายุ 22 ที่มีลูกคนแรก จนตอนนี้อายุ 43 ลูกก็ 3 คนแล้ว

ตั้งแต่อายุ 22 ปี จนมาอายุ 43 ปี ช่องว่าง 20 ปีนั้นคุณใช้เวลาไปกับอะไร?

วิ่งรถ ได้เงินมาก็ใช้จ่ายเดือนชนเดือน แล้วก็นั่งดูความทุกข์ของตัวเองทุกวันว่ามันไปไหนไม่ได้ ก็อยู่แค่นี้ จะใส่เสื้อวินไปจนตายไหม หรือแก่แล้วจะไปทำอะไร (หัวเราะ) เพราะครอบครัวผมรายได้ทั้งหมดก็มาจากอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ของผมนี่แหละ ซึ่งอาชีพนี้มันไม่มั่นคง ได้เงินมาก็จ่ายค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ ค่ากินข้าวที่โรงเรียนของลูก ค่าเช่าบ้าน แค่นี้ก็หมดละ แล้วถามว่าปัญหาชีวิตมีไหม… มีแน่นอน (เน้นเสียง) ผมก็เลยมองหาโลกในจินตนาการอันใหม่เพื่อทำให้ผมยังทนอยู่ได้ ก็คือการถ่ายรูปนี่แหละ

ทำไมคุณถึงเลือกการถ่ายรูปเป็นโลกแห่งจินตนาการใบใหม่ของคุณ

ก่อนหน้านี้หลายปีที่แล้ว เคยได้กล้องฟิล์มมาตัวหนึ่ง แล้วก็เคยไปลงเรียนการถ่ายรูปที่วิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา พอเป็นโรงเรียนสอนถ่ายรูปเขาก็มีรูปแบบวางไว้ว่าช่างภาพเนี่ยต้องเดินทางไปที่อื่นถ่ายรูปวิวสวยๆ ถ่ายพระอาทิตย์ตกดินสีแดงๆ ถ่ายป่า ถ่ายน้ำตกฟุ้งๆ แต่ผมต้องวิ่งส่งผู้โดยสารหาเงินอยู่ที่วินเนี่ย แล้วจะไปหาเงินหาเวลาที่ไหนเดินทางไปถ่ายน้ำตก ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน กันล่ะ ชีวิตผมมันมีเงื่อนไขเยอะไง

ทีนี้วันหนึ่งมันมีจุดเปลี่ยน คือนอกจากการวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่วินแล้ว บางทีผมก็มักจะได้รับจ้างให้ไปวิ่งส่งของหรือทำงานอื่นเพิ่มเติมจากผู้โดยสารที่ใช้บริการเราประจำนี่แหละ วันนั้นพี่นิว (ศุภชัย เกศการุณกุล – ช่างภาพอิสระ) แกเรียกให้ผมช่วยวิ่งรถไปติดตั้งรูปที่ร้านอาหารตรงถนนพระอาทิตย์ ผมก็ขนรูปไปที่ร้านช่วยพี่นิวแกติดตั้งอยู่ พอดีกับที่ในร้านมีเปิดเพลงแจ๊สเบาๆ คลอไปด้วย เราแขวนรูปอยู่ก็รู้สึก เฮ้ย ดีอะ ชอบ นี่คือที่ของเรา เราอยากมาอยู่ในจุดนี้ ก็เลยเริ่มอยากกลับมาถ่ายภาพแบบจริงจังมากขึ้น แล้ววิธีการถ่ายรูปของผมมันก็เปลี่ยนไป มันเป็นการตอบสนองตัวเองและวิถีชีวิตมากขึ้น เพราะผมก็มองหาความงามที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่แล้ว ตรอกซอยซอกหลืบ ผมไม่ต้องไปไหนไกล แค่หามันให้เจอและบันทึกมาให้ได้แค่นั้นเอง ทีนี้ก็เลยใช้อินสตาแกรมเป็นที่แสดงออกของงานเรา อยากให้คนอื่นได้เห็นว่าเราก็สามารถถ่ายทอดอะไรพวกนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

อะไรทำให้คุณเลือกจะบันทึกความงดงามเล็กๆ จากซอกหลืบแบบนั้น

โดยพื้นฐานผมคงเป็นขบถตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตั้งแต่เขาชวนกันไปมั่วสุมเล่นยาอะไรกันผมก็ไม่ไป เลยอยากทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่คนอื่นทำกันมั้ง ผมเลยมองแนวทางนี้ที่ทำให้เราเห็นความงามของสิ่งรอบตัวมากขึ้น ใส่ใจกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด มันมีคุณค่าความงดงามของมันถ้ามองมันด้วยใจ แล้วคนที่เห็นภาพที่ผมถ่าย เขาก็น่าจะรู้สึกว่ามันมีอะไรที่สวยงามซ่อนอยู่เยอะนะในชีวิตประจำวัน ลองมองสิ มันมีสิ่งสวยๆ ซ่อนอยู่ ไม่ต้องนั่งรถไปตามหาในที่ไกลๆ ก็ได้ แค่เพียงออกมานอกบ้านและมองหามันแค่นั้นเอง

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เราจำเป็นต้องเห็นด้านงดงามของชีวิตเหรอ

ต้องมี (ตอบทันที)

เพราะไม่งั้นชีวิตมันจะย่ำแย่มากเลยนะ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินหรือมีชื่อเสียงมากแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าทั้งชีวิตเราไม่รู้จักสิ่งสวยงามหรือความรัก ก็จะมองแต่เรื่องแย่ๆ สุดท้ายก็จะไปทำแต่อะไรแย่ๆ แบบนั้นเหมือนกัน ก็เหมือนที่เราเห็นเด็กอายุน้อยๆ ไปตีรันฟันแทงทำร้ายร่างกายกัน เพราะมันไม่เห็นสิ่งสวยงาม มันไม่รู้จักความรัก เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจไอ้เด็กที่มันฆ่าลูกตัวเอง ผมก็ด่าว่าโคตรชั่วโคตรเลว แต่มานั่งนึกอีกที อาจเป็นเพราะคนที่ทำตอนเป็นเด็กมันไม่รู้จักว่าความรักคืออะไรด้วยซ้ำ คนที่รู้จักความรักมันไม่ทำแน่ๆ ต่อให้เอาปืนจ่อเรา ให้เราฆ่าลูก เราไม่ทำแน่ๆ เพราะเรารู้ความรักคืออะไร

แล้วอย่างบนท้องถนนนี่เป็นที่รวบรวมด้านลบของผู้คนทั้งนั้นเลย ต่อให้เราอารมณ์ดีแค่ไหนไม่เกิน 2 ชั่วโมงคุณมีอารมณ์ด้านลบแน่นอน แล้วผมอยู่กับถนนเนี่ยวันหนึ่งตั้ง 10 ชั่วโมง เห็นมั้ยล่ะข่าวฆ่ากันยิงกันมาจากขับรถทั้งนั้น ถ้าเราไม่ได้ระบายด้วยการทำสิ่งที่เราชอบเราก็คงจบอยู่ 2 ทาง ไม่คุกก็หลุมศพ

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

แล้วตอนคุณตัดสินใจกลับมาถ่ายรูปอีกที คุณเริ่มต้นยังไง

ผมเริ่มด้วยสมาร์ทโฟนแหละ เพราะผมคิดว่าผมก็ถ่ายเล่นๆ มันมาจากคำว่าเล่นก่อน แล้วก็เริ่มถ่ายในมุมมองที่สนใจและคิดไว้ แล้วพอมันเป็นโทรศัพท์มันก็ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะผิด มันจะถูก ถ่ายๆ ไปเถอะ ถ่ายในความรู้สึกที่เราเห็นมันจริงๆ

พอถ่ายมาเรื่อยๆ เฮ้ย เริ่มสนุกกับมันละ แต่มุมที่อยู่ไกลๆ อย่างหน้าตึกหน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปพวกนี้เนี่ยโทรศัพท์มือถือมันเก็บภาพมาไม่ได้ ผมก็เลยมองหากล้อง Compact ที่ซูมได้ เพราะมันเวิร์กกว่ามือถือ และกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้แบบอื่นๆ มันแพงเกินกว่าที่ผมจะซื้อ แล้วที่สำคัญ พี่ว่ามันไม่กลืนกับสภาพแวดล้อม (โชว์กล้อง) ตัวนี้ก็สะดวกมากเลย ปรับแมนวลได้ ซูมได้ 30 เท่า ถูกใจเหลือเกิน มุมตึกนั่นเสร็จฉัน (หัวเราะ)

แล้วคุณเอาเงินที่ไหนไปซื้อกล้องตัวนี้

กล้องมันก็ไม่ได้แพงมากนะ แต่ผมก็ไม่มีเงินพอซื้ออยู่ดี ก็เลยเอารถมอเตอร์ไซค์ไปจำนำ ซึ่งก็ได้มาไม่พอค่ากล้องหรอก ขาดอีกนิดหน่อย (หัวเราะ) ก็ไปหาหยิบยืมมาเพิ่มจนซื้อมาได้ แต่ตอนนี้ผ่อนหมดเรียบร้อยแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ชีวิตประจำวันคุณแบ่งเวลาทำงานกับถ่ายรูปยังไง

ถ้าวันธรรมดาตอนเช้าผมตื่น 6 โมงไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วก็มาถึงที่วินตอน 8 โมง ผมวิ่งรับส่งผู้โดยสารถึง 10 โมง หลังจากนั้นก็ใช้เวลา 10 โมงถึงประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมงไปถ่ายรูป มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเงินไม่พอใช้ทั้งบ้าน (หัวเราะ) แล้วก็กลับมาวิ่งส่งผู้โดยสารต่อจนถึง 3 ทุ่มครึ่ง ผมไม่เคยเลิกงาน 5 โมงเลย เป็นความฝันหนึ่งของผมเลยว่าอยากเลิกงาน 5 โมง ถ้ามีเวลาช่วงเย็นผมคงได้ทำอะไรมากกว่านี้อีกเยอะเลย

แล้วคุณจัดการกับไฟล์รูปและแต่งรูปยังไง

คอมพิวเตอร์ที่บ้านผมลูกใช้อยู่ตลอด แต่กล้องที่ผมซื้อสามารถส่งรูปเข้ามือถือได้ ผมก็จัดการทำรูปด้วยโปรแกรมบนมือถือ

ใครสอนคุณเรื่องโปรแกรมเหล่านี้

ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหาข้อมูล แล้วก็เรียนและหัดด้วยตัวเอง มันอยู่ที่ว่าคุณชอบสิ่งที่คุณทำมันหรือเปล่า สมัยนี้ความรู้มันกว้างมากจนเราเรียนรู้จากอะไรก็ได้ นิตยสารหรือว่าสื่อเยอะแยะไปหมดเลย แต่ผมก็มีหลักการในการแต่งรูปนะ ผมจะไม่แต่งสีจนมันผิดไปจากธรรมชาติ แล้วถ้ารูปมันเบลอก็จะปล่อยมันไป ศิลปะมันไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณประกอบอาชีพเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ได้เข้าตรอกซอกซอย มันมีส่วนช่วยต่องานภาพถ่ายที่คุณทำมั้ย

ไม่เกี่ยวกันนะ เวลาผมเป็นวินมอเตอร์ไซค์ผมก็ขี่รถไปส่งผู้โดยสาร ส่งเอกสาร ตามปกติ แต่เวลามาถ่ายรูปผมก็ใช้ความเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เวลาจะไปถ่ายรูปผมถอดเสื้อวินเก็บก่อนนะ แต่ก็มีบ้างที่เวลาเข้าซอยไปส่งผู้โดยสารแล้วเจอมุมสวยๆ ก็จะจำไว้ และรอให้ถึงเวลาที่แสงสวยที่สุดของมุมนั้นๆ แล้วผมค่อยกลับมาถ่าย

เดี๋ยวนะ คุณบอกว่าคุณถอดเสื้อวินเก็บก่อนเวลาออกไปเดินถ่ายรูป?

ผมไม่เคยใส่เสื้อวินถ่ายรูป เพราะผมรู้สึกไม่ดี หนึ่งคือ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผม ยอมรับนะว่าเรามีอาชีพ มีรายได้ จากการเป็นมอเตอร์ไซค์วิน แต่เวลาไปถ่ายรูปผมอยากเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ก็เลยไม่อยากเอาเสื้อวินมาเกี่ยวข้อง อาจจะเหมือนตอนเด็กๆ ที่มีโลกส่วนตัวกับตุ๊กตาแบบนั้นน่ะ

อะไรคือความยากลำบากที่สุดที่วินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งจะทำงานศิลปะ

สิ่งที่ลำบากที่สุดคือตัวตนเรามันมาจากที่สังคมบอก คุณทำอาชีพนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณจะเป็นช่างภาพ คุณต้องเรียนจบถ่ายภาพ คุณจะคิดเรื่องศิลปะคุณก็ต้องจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะเท่านั้น คนถึงจะยอมรับ โดยทั่วไปเขาก็จะคิดกันอย่างนี้ คนทุกคนจะไม่สนใจข้างในตัวเราแต่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น

อย่างผมเนี่ยถ้าไม่ได้พยายามกลับมาถ่ายรูป ตัวตนจริงๆ ข้างในของผมที่ชอบศิลปะมันอาจจะหายไปตลอดกาล และคนเราควรที่จะได้แสดงตัวตนที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ของเราออกมาบ้าง ไม่งั้นเราจะถูกห่อหุ้มด้วยอาชีพที่เราเป็นแทนตัวตนจริงๆ ข้างใน 

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์
พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

มันจำเป็นแค่ไหนในการแสดงตัวตนจริงๆ ของเราออกมา

มันจำเป็นมากนะครับ ไม่งั้นชีวิตเราจะหดหู่และตึงเครียดมาก เพราะเราทำสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ เช่นต้องตื่นเช้าเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ ต้องแข่งขันกันในองค์กรเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เราถูกการศึกษาสร้างมาให้แข่งขันกัน อย่างเวลาผมมองแม่ค้าส้มตำ ผมไม่ได้มองว่าเขาคือแม่ค้าส้มตำนะ แต่มองว่าเขาคือคนคนหนึ่งที่อาจจะมีอะไรอยู่ข้างในเยอะ แต่ไม่ได้มีโอกาสจะแสดงออกมา เขาอาจจะเขียนรูป Abstract เวลาอยู่บ้านก็ได้

และการมาถ่ายรูปของผมมันเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่เราค่อยๆ ต่อไปแล้วก็เห็นตัวตนของตัวเองค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าตัวเรานั้นเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง ไม่งั้นผมก็เป็นแค่วินมอเตอร์ไซค์ที่ตื่นเช้าวิ่งงานหาเงิน ตอนเย็นกลับบ้านดูละครนอน ตื่นเช้ามาหาเงินใหม่ วนไปเรื่อยๆ แบบนี้ 

แต่การออกไปถ่ายรูปในเวลาทำงานแบบนี้มันทำให้เสียรายได้ คนรอบๆ ตัวคุณเข้าใจสิ่งที่คุณทำมั้ย

ไม่ อย่างภรรยาเนี่ยเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับผมหรอก เขามองว่าไร้สาระด้วยซ้ำ เสียเวลาทำงานไปถ่ายรูปทำไม เพราะในครอบครัวผมหารายได้คนเดียว คนรอบๆ ตัวอย่างเพื่อนที่วินเนี่ยก็ไม่มีใครรู้นะว่าพี่มาถ่ายรูป ตอนกลางวันที่หายไปคนก็นึกว่าไปวิ่งรับส่งงานอื่น นี่พ่อแม่ผมก็ไม่รู้นะว่าเรามาถ่ายรูปและจะมีนิทรรศการ แต่ลูกผมรู้นะ ลูกคนโตเขาก็มาแซว “พ่อเจ๋งว่ะ นี่ไปรับจ้างได้เลยนะ” หรือลูกคนกลางก็มาบอกว่า “โห ไม่ธรรมดาว่ะคุณ” (หัวเราะ) จริงๆ ก็ถือเป็นการทำงานที่โดดเดี่ยวเหมือนกันนะ

คุณโอเคกับความโดดเดี่ยวนี้มั้ย

ก็เหมือนที่บอกไป ผมเหมือนอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันเดิมเมื่อตอนเด็ก ผมทำแล้วมีความสุข ผมได้ออกมาถ่ายภาพ ได้เดิน ได้คุยกับผู้คน ได้ถ่ายรูปมุมสวยๆ เหมือนเป็นการเติมเต็มในใจเราเอง แค่ได้ทำก็โอเคแล้ว

ความฝันของคุณในวัยนี้ล่ะ

ตอนนี้ผมยังทำแค่ถ่ายภาพ แต่ต่อไปผมก็ฝันอยากจะเริ่มทำภาพเคลื่อนไหวดูด้วย อยากเรียนรู้และสนุกกับมันไปให้สุด ผมว่ามันท้าทายดีนะ ตอนเด็กๆ เคยจินตนาการว่าอยากเป็นผู้กำกับหนังฮ่องกง เพราะพ่อเคยพาไปดูหนังฮ่องกงที่โรงหนังชั้นสองใกล้ๆ บ้านที่ฉายหนังวนไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือมุมที่ผมชอบพ่อที่สุดนะ อ้อ แล้วตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้เรื่องการตัดต่ออยู่ ถ้าสามารถถ่ายและตัดต่อได้เองจริงๆ ก็คงมีเรื่องที่อยากจะเล่าออกมามากกว่านี้อีกเยอะเลย

คุณเคยคิดอยากถอดเสื้อวินออกไปตลอดชีวิตไหม

คิด

ในยุคสมัยแบบนี้คนเรามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงมีการพัฒนา อย่างผมเนี่ยวิ่งรถมอเตอร์ไซค์วินมาเหมือนเดิมยี่สิบกว่าปีเพราะไม่มีทางเลือกไง ถ้ามีการศึกษา มีโอกาสทำงานอื่น ใครจะมาวิ่งวิน แล้วการที่ทำงานเป็นวินมาแบบเดิมนานขนาดนี้แสดงว่าผมไม่มีการพัฒนาตัวเอง ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างแล้วในชีวิตเรา

แล้วถ้าสุดท้ายคุณก็ยังต้องเป็นมอเตอร์ไซค์วินแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณจะทำยังไง

ก็ไม่เป็นอะไร ชีวิตผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ผมไม่เคยคาดหวังด้วยซ้ำว่าจะได้แสดงงานนิทรรศการ แค่ลงรูปในอินสตาแกรมแล้วมีคนมากดไลก์ให้เรา ซึ่งมันคือการที่มีคนเข้าใจสิ่งที่เราทำ แค่นั้นก็ดีใจแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019

ศิลปินที่มีพื้นเพมาจากสามอาชีพ แต่ตามหาตัวตนของตัวเองผ่านศิลปะเหมือนกัน พวกเขาตั้งใจพัฒนาความสามารถในงานศิลปะเพื่อให้คนที่พบเห็นให้การยอมรับในวิธีคิด มุมมอง ฝีมือ ผ่านการบอกเล่าในรูปแบบเฉพาะตัว

นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชม 7.00-19.00 น. ทุกวัน ระหว่างวันที่ 8 – 31 มีนาคม 2562 นอกจากพิชัย แก้วพิชิต (photographer) แล้วมีผลงานของพรรษชล โตยิ่งไพบูลย์ (illustrator) และรพิ ริกุลสุรกาน (calligrapher) จัดแสดงด้วย

Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง

ถนนราชวิถี เชิงสะพานซังฮี้ เปิดทุกวัน 07.00 – 19.00 น. FB | craftsmanroastery

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 100,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load