7 Mar 2019
8 PAGES
553 K

ผมได้รับชมรูปถ่ายของช่างภาพคนหนึ่งผ่านทางแอปพลิเคชันอินสตาแกรมผ่านการแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากส่งมาเพื่อนคนนั้นถามว่ารูปที่ดูอยู่นั้นเป็นอย่างไร

หลังจากเหลือบดูภาพทั้งชุดนั้นแล้ว เราก็ตอบไปอย่างเต็มปากว่า สวยงาม และน่าจะเป็นช่างภาพดังคนหนึ่งแน่ๆ เพราะมุมมองที่ถ่ายมานั้นมีความพิเศษบางอย่างเฉพาะตัวอยู่ที่ไม่ใช่ทุกคนจะถ่ายออกมาแบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เพื่อนเราหัวเราะ บอกว่า นั่นไม่ใช่ช่างภาพชื่อดังใดๆ ทั้งนั้น หากแต่เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวด้วยการเป็นวินมอเตอร์ไซค์ต่างหาก

เขาคือ เอก-พิชัย แก้ววิชิต ที่นอกเหนือจากการแชร์ภาพถ่ายภาพผ่านอินสตาแกรม @phichaikeawvichit แล้ว พี่วินมอเตอร์ไซค์คนนี้ก็กำลังจะมีงานนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 8 – 31 มีนาคมนี้ ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ร่วมกับศิลปินอีก 2 คน ในชื่อ ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019 อีกด้วย

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

จากเด็กที่อาศัยอยู่ในสลัม ครอบครัวมีปัญหา ทำให้ไม่ได้โอกาสในการเรียนต่อ มาประกอบอาชีพใช้แรงงาน ก่อนที่จะมีครอบครัวในช่วงวัยรุ่น ด้วยภาระด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัวจึงหันมาประกอบอาชีพขี่รถมอเตอร์ไซค์วินตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการสร้างสรรค์หรือเสพงานศิลปะที่เหมือนเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยของชีวิต ในวันที่ท้องยังไม่ถูกเติมเต็มให้อิ่มด้วยอาหารเลย เพียงแค่โชคชะตาไม่หลงพาชีวิตของเขาเข้าสู่หลุมดำมืดที่ไร้ทางออกก็แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะไม่มีจุดไหนในชีวิตที่ได้เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ แต่เอกตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะผ่านการถ่ายรูปเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วในวัย 43 ปี การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ นั้นถือเป็นความท้าทาย ยิ่งเป็นเรื่องศิลปะที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน และยิ่งเป็นในวัยที่ไมไ่ด้เรียนรู้อะไรง่ายๆ อีกแล้ว

อะไรทำให้คนขับวินเบอร์ 3 วัย 43 แห่งราชเทวีที่ใช้เวลาส่วนมากของวันไปกับการหาเลี้ยงชีพ แบ่งเวลาเล็กๆ ไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวันมาเริ่ม-ฝึก-หัด สร้างสรรค์งานศิลปะ วันนี้เราจึงลงรถไฟฟ้ามาที่วินราชเทวีเพื่อเรียกรถมอเตอร์ไซค์ จุดหมายปลายทางไม่ใช่การเข้าซอย แต่เป็นการเข้าไปทำความเข้าใจถึงชีวิตของเขาต่างหากว่าอะไรทำให้เขากลายมาเป็นศิลปินพาร์ตไทม์แบบนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณมาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ยังไง

ตอนเด็กๆ ผมเกิดที่พะเยาและโตมากับยาย ส่วนพ่อแม่ก็ลงมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ พอผม 8 ขวบก็ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ พอเรียนไปจนถึง ม.1 ก็ไม่ได้เรียนละ เพราะว่าซาเล้งของพ่อหาย พ่อผมมีอาชีพปั่นซาเล้งขายสับปะรด

ขายตามตลาดตอนเช้าๆ พอรถซาเล้งหายก็เลยทำอาชีพต่อไม่ได้ ครอบครัวแยกย้ายกันหมด ผมก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ไปโรงเรียนได้ปีเดียวก็เกเร ไม่ไปเรียน เลยเลิกเรียนอีกที ผมก็เลยมีวุฒิแค่ ป.6 ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยกลับมาทำงานเข็นผักผลไม้อยู่ที่ตลาดมหานาค ระหว่างที่เข็นผักตอนเช้าเห็นนักเรียนเขาแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียน… โห ฉันอยากเรียนหนังสือจัง (ขำ) ก็เลยไปสมัครเรียนศึกษาผู้ใหญ่ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น กศน. แล้ว) เรียนมาเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นอายุ 22 ก็มาเจอแฟนอายุ 18 สักพักแฟนก็ท้อง เราก็ฉิบหายแล้วกู (หัวเราะ)

แล้วตอนนั้นคุณทำยังไง

อาชีพเข็นผักมันรายได้วันละ 200 – 300 เอง มันไม่พอกิน ก็เลยใช้วุฒิ ม.3 ไปสมัครเป็นเมสเซนเจอร์แทน ซึ่งพอลูกเริ่มโตเงินเดือนที่ได้ก็ไม่พอละ เพราะไหนจะค่านม ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ-ไฟ สุดท้ายมีคนข้างห้องบอกว่า เขารู้จักหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ที่ราชเทวี เขาก็มาฝากให้ เราก็แค่ติดต่อหัวหน้าวิน ขอมาวิ่งด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้น จากวันนั้นถึงตอนนี้ 20 กว่าปี วันนี้ก็ยังวิ่งอยู่ (หัวเราะ) พอวิ่งวินสักพักก็เริ่มอยู่ตัว จึงคิดอยากกลับไปเรียนอีก ผมก็เลยไปเรียนต่อ ม.4 – 6 พอจบก็เลยไปสมัครเรียนที่รามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เรียนไป 3 ปีครึ่งก็จบ พอจบมาตอนแรกกะว่าจะไปสมัครงานทำอาชีพอื่น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้า ใครจะไปอยู่ข้างถนนตลอดชีวิต เรายังสู้ได้อยู่ พอเอาเข้าจริงๆ มันก็หางานได้เงินไม่พอใช้ ก็เลยเป็นวินเหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้คุณมีโอกาสไปเรียนแต่ก็เลิกเรียนไปเอง อะไรทำให้เรารู้สึกอยากกลับไปเรียนอีกที

ตอนวัยรุ่นน่ะไม่รู้จักคิดหรอก ข้อมูลในสมองมันน้อยมาก แต่พอเริ่มโต เริ่มมีครอบครัว เริ่มรู้สึกตัวว่าเราควรต้องพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนให้มันดีขึ้น ไม่ใช่หาเงินไปวันๆ คนเรามันต้องเปลี่ยน บางทีเราคิดว่าเราคิดถูก แต่ว่าเราก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดชีวิตของเรา

มองย้อนกลับไปยังวัยเด็ก คุณเกลียดชีวิตตัวเองมั้ย

ผมรักมันนะ ส่วนใหญ่ผมน่าจะเกลียดช่วงที่อยู่กับพ่อมากกว่า เอาตรงๆ นะพ่อผมเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ เป็นพ่อที่ใจร้ายกับเด็กคนหนึ่งมาก ขายของแบบขายวันหยุดวันแต่กินเหล้าทุกวัน บางทีเงินไม่พอก็กู้เงินนอกระบบมากินเหล้า กินเสร็จก็นอนด่าทุกคนในบ้าน ด่าเราว่าเป็นภาระเขา ที่เขาต้องกินเหล้าก็เพราะพวกเรานี่แหละ แล้วก็ไปทะเลาะกับแม่ ผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลย

ทีนี้ห้องเช่าที่อยู่มันก็ไม่ได้เป็นห้องกว้างมีหลายชั้น มันเป็นสลัมที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ จะหนีไปหลบที่อื่นก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งทำให้ผมอยู่กับมันได้เพราะผมมีโลกในจินตนาการของผม โลกของเด็กที่ไม่มีตังค์ไปเที่ยว ผมมีของเล่นไม่กี่ตัว ก็ก้มหน้าก้มตาเล่น เอามาสร้างเรื่องราวว่าของเล่นของพี่อยู่ๆ มันก็มีชีวิตขึ้นมา แล้วตัวพี่ก็เล็กลง กอหญ้ามันใหญ่ขึ้น แล้วของเล่นทุกตัวนั้นก็มาเล่นกับพี่ พาเราไปผจญภัยกันรอบๆ บ้าน สนุกมากเลย

โลกในจินตนาการทำให้ผมอยู่ได้แม้ในสภาวะที่แย่ที่สุด คือผมมองไม่เห็นแสงในชีวิตเลยจริงๆ บางทีผมก็เคยคิดจะประชดด้วยการทำตัวแย่ๆ นะ เพราะในซอยที่ผมอยู่นี่มีทุกอย่างเลยนะ ฉีดผง ดมกาว กินเหล้า เมายา แต่การประชดแย่ๆ มันไม่ได้ช่วย ผมคิดว่ามันต้องทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่คุณพูดมันผิด เราต้องทำแบบอื่นให้ไม่เหมือนกับที่เขาพูด แบบนี้มันเจ๋งกว่า ซึ่งพอเรามีครอบครัวเราก็เลยแยกออกมาจากพ่อและแม่ ซึ่งผมไม่รู้สึกผิดเลยนะ แต่กลับรู้สึกว่าเป็นอิสระแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เท่าที่ฟังดู ชีวิตคุณก็ยังดูห่างไกลจากโลกของศิลปะอยู่ดี

ใช่ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับศิลปะเลย ตั้งแต่ตอนอายุ 22 ที่มีลูกคนแรก จนตอนนี้อายุ 43 ลูกก็ 3 คนแล้ว

ตั้งแต่อายุ 22 ปี จนมาอายุ 43 ปี ช่องว่าง 20 ปีนั้นคุณใช้เวลาไปกับอะไร?

วิ่งรถ ได้เงินมาก็ใช้จ่ายเดือนชนเดือน แล้วก็นั่งดูความทุกข์ของตัวเองทุกวันว่ามันไปไหนไม่ได้ ก็อยู่แค่นี้ จะใส่เสื้อวินไปจนตายไหม หรือแก่แล้วจะไปทำอะไร (หัวเราะ) เพราะครอบครัวผมรายได้ทั้งหมดก็มาจากอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ของผมนี่แหละ ซึ่งอาชีพนี้มันไม่มั่นคง ได้เงินมาก็จ่ายค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ ค่ากินข้าวที่โรงเรียนของลูก ค่าเช่าบ้าน แค่นี้ก็หมดละ แล้วถามว่าปัญหาชีวิตมีไหม… มีแน่นอน (เน้นเสียง) ผมก็เลยมองหาโลกในจินตนาการอันใหม่เพื่อทำให้ผมยังทนอยู่ได้ ก็คือการถ่ายรูปนี่แหละ

ทำไมคุณถึงเลือกการถ่ายรูปเป็นโลกแห่งจินตนาการใบใหม่ของคุณ

ก่อนหน้านี้หลายปีที่แล้ว เคยได้กล้องฟิล์มมาตัวหนึ่ง แล้วก็เคยไปลงเรียนการถ่ายรูปที่วิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา พอเป็นโรงเรียนสอนถ่ายรูปเขาก็มีรูปแบบวางไว้ว่าช่างภาพเนี่ยต้องเดินทางไปที่อื่นถ่ายรูปวิวสวยๆ ถ่ายพระอาทิตย์ตกดินสีแดงๆ ถ่ายป่า ถ่ายน้ำตกฟุ้งๆ แต่ผมต้องวิ่งส่งผู้โดยสารหาเงินอยู่ที่วินเนี่ย แล้วจะไปหาเงินหาเวลาที่ไหนเดินทางไปถ่ายน้ำตก ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน กันล่ะ ชีวิตผมมันมีเงื่อนไขเยอะไง

ทีนี้วันหนึ่งมันมีจุดเปลี่ยน คือนอกจากการวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่วินแล้ว บางทีผมก็มักจะได้รับจ้างให้ไปวิ่งส่งของหรือทำงานอื่นเพิ่มเติมจากผู้โดยสารที่ใช้บริการเราประจำนี่แหละ วันนั้นพี่นิว (ศุภชัย เกศการุณกุล – ช่างภาพอิสระ) แกเรียกให้ผมช่วยวิ่งรถไปติดตั้งรูปที่ร้านอาหารตรงถนนพระอาทิตย์ ผมก็ขนรูปไปที่ร้านช่วยพี่นิวแกติดตั้งอยู่ พอดีกับที่ในร้านมีเปิดเพลงแจ๊สเบาๆ คลอไปด้วย เราแขวนรูปอยู่ก็รู้สึก เฮ้ย ดีอะ ชอบ นี่คือที่ของเรา เราอยากมาอยู่ในจุดนี้ ก็เลยเริ่มอยากกลับมาถ่ายภาพแบบจริงจังมากขึ้น แล้ววิธีการถ่ายรูปของผมมันก็เปลี่ยนไป มันเป็นการตอบสนองตัวเองและวิถีชีวิตมากขึ้น เพราะผมก็มองหาความงามที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่แล้ว ตรอกซอยซอกหลืบ ผมไม่ต้องไปไหนไกล แค่หามันให้เจอและบันทึกมาให้ได้แค่นั้นเอง ทีนี้ก็เลยใช้อินสตาแกรมเป็นที่แสดงออกของงานเรา อยากให้คนอื่นได้เห็นว่าเราก็สามารถถ่ายทอดอะไรพวกนี้ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

อะไรทำให้คุณเลือกจะบันทึกความงดงามเล็กๆ จากซอกหลืบแบบนั้น

โดยพื้นฐานผมคงเป็นขบถตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตั้งแต่เขาชวนกันไปมั่วสุมเล่นยาอะไรกันผมก็ไม่ไป เลยอยากทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่คนอื่นทำกันมั้ง ผมเลยมองแนวทางนี้ที่ทำให้เราเห็นความงามของสิ่งรอบตัวมากขึ้น ใส่ใจกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด มันมีคุณค่าความงดงามของมันถ้ามองมันด้วยใจ แล้วคนที่เห็นภาพที่ผมถ่าย เขาก็น่าจะรู้สึกว่ามันมีอะไรที่สวยงามซ่อนอยู่เยอะนะในชีวิตประจำวัน ลองมองสิ มันมีสิ่งสวยๆ ซ่อนอยู่ ไม่ต้องนั่งรถไปตามหาในที่ไกลๆ ก็ได้ แค่เพียงออกมานอกบ้านและมองหามันแค่นั้นเอง

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

เราจำเป็นต้องเห็นด้านงดงามของชีวิตเหรอ

ต้องมี (ตอบทันที)

เพราะไม่งั้นชีวิตมันจะย่ำแย่มากเลยนะ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินหรือมีชื่อเสียงมากแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าทั้งชีวิตเราไม่รู้จักสิ่งสวยงามหรือความรัก ก็จะมองแต่เรื่องแย่ๆ สุดท้ายก็จะไปทำแต่อะไรแย่ๆ แบบนั้นเหมือนกัน ก็เหมือนที่เราเห็นเด็กอายุน้อยๆ ไปตีรันฟันแทงทำร้ายร่างกายกัน เพราะมันไม่เห็นสิ่งสวยงาม มันไม่รู้จักความรัก เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจไอ้เด็กที่มันฆ่าลูกตัวเอง ผมก็ด่าว่าโคตรชั่วโคตรเลว แต่มานั่งนึกอีกที อาจเป็นเพราะคนที่ทำตอนเป็นเด็กมันไม่รู้จักว่าความรักคืออะไรด้วยซ้ำ คนที่รู้จักความรักมันไม่ทำแน่ๆ ต่อให้เอาปืนจ่อเรา ให้เราฆ่าลูก เราไม่ทำแน่ๆ เพราะเรารู้ความรักคืออะไร

แล้วอย่างบนท้องถนนนี่เป็นที่รวบรวมด้านลบของผู้คนทั้งนั้นเลย ต่อให้เราอารมณ์ดีแค่ไหนไม่เกิน 2 ชั่วโมงคุณมีอารมณ์ด้านลบแน่นอน แล้วผมอยู่กับถนนเนี่ยวันหนึ่งตั้ง 10 ชั่วโมง เห็นมั้ยล่ะข่าวฆ่ากันยิงกันมาจากขับรถทั้งนั้น ถ้าเราไม่ได้ระบายด้วยการทำสิ่งที่เราชอบเราก็คงจบอยู่ 2 ทาง ไม่คุกก็หลุมศพ

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

แล้วตอนคุณตัดสินใจกลับมาถ่ายรูปอีกที คุณเริ่มต้นยังไง

ผมเริ่มด้วยสมาร์ทโฟนแหละ เพราะผมคิดว่าผมก็ถ่ายเล่นๆ มันมาจากคำว่าเล่นก่อน แล้วก็เริ่มถ่ายในมุมมองที่สนใจและคิดไว้ แล้วพอมันเป็นโทรศัพท์มันก็ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะผิด มันจะถูก ถ่ายๆ ไปเถอะ ถ่ายในความรู้สึกที่เราเห็นมันจริงๆ

พอถ่ายมาเรื่อยๆ เฮ้ย เริ่มสนุกกับมันละ แต่มุมที่อยู่ไกลๆ อย่างหน้าตึกหน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปพวกนี้เนี่ยโทรศัพท์มือถือมันเก็บภาพมาไม่ได้ ผมก็เลยมองหากล้อง Compact ที่ซูมได้ เพราะมันเวิร์กกว่ามือถือ และกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้แบบอื่นๆ มันแพงเกินกว่าที่ผมจะซื้อ แล้วที่สำคัญ พี่ว่ามันไม่กลืนกับสภาพแวดล้อม (โชว์กล้อง) ตัวนี้ก็สะดวกมากเลย ปรับแมนวลได้ ซูมได้ 30 เท่า ถูกใจเหลือเกิน มุมตึกนั่นเสร็จฉัน (หัวเราะ)

แล้วคุณเอาเงินที่ไหนไปซื้อกล้องตัวนี้

กล้องมันก็ไม่ได้แพงมากนะ แต่ผมก็ไม่มีเงินพอซื้ออยู่ดี ก็เลยเอารถมอเตอร์ไซค์ไปจำนำ ซึ่งก็ได้มาไม่พอค่ากล้องหรอก ขาดอีกนิดหน่อย (หัวเราะ) ก็ไปหาหยิบยืมมาเพิ่มจนซื้อมาได้ แต่ตอนนี้ผ่อนหมดเรียบร้อยแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ชีวิตประจำวันคุณแบ่งเวลาทำงานกับถ่ายรูปยังไง

ถ้าวันธรรมดาตอนเช้าผมตื่น 6 โมงไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วก็มาถึงที่วินตอน 8 โมง ผมวิ่งรับส่งผู้โดยสารถึง 10 โมง หลังจากนั้นก็ใช้เวลา 10 โมงถึงประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมงไปถ่ายรูป มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเงินไม่พอใช้ทั้งบ้าน (หัวเราะ) แล้วก็กลับมาวิ่งส่งผู้โดยสารต่อจนถึง 3 ทุ่มครึ่ง ผมไม่เคยเลิกงาน 5 โมงเลย เป็นความฝันหนึ่งของผมเลยว่าอยากเลิกงาน 5 โมง ถ้ามีเวลาช่วงเย็นผมคงได้ทำอะไรมากกว่านี้อีกเยอะเลย

แล้วคุณจัดการกับไฟล์รูปและแต่งรูปยังไง

คอมพิวเตอร์ที่บ้านผมลูกใช้อยู่ตลอด แต่กล้องที่ผมซื้อสามารถส่งรูปเข้ามือถือได้ ผมก็จัดการทำรูปด้วยโปรแกรมบนมือถือ

ใครสอนคุณเรื่องโปรแกรมเหล่านี้

ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหาข้อมูล แล้วก็เรียนและหัดด้วยตัวเอง มันอยู่ที่ว่าคุณชอบสิ่งที่คุณทำมันหรือเปล่า สมัยนี้ความรู้มันกว้างมากจนเราเรียนรู้จากอะไรก็ได้ นิตยสารหรือว่าสื่อเยอะแยะไปหมดเลย แต่ผมก็มีหลักการในการแต่งรูปนะ ผมจะไม่แต่งสีจนมันผิดไปจากธรรมชาติ แล้วถ้ารูปมันเบลอก็จะปล่อยมันไป ศิลปะมันไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

คุณประกอบอาชีพเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ได้เข้าตรอกซอกซอย มันมีส่วนช่วยต่องานภาพถ่ายที่คุณทำมั้ย

ไม่เกี่ยวกันนะ เวลาผมเป็นวินมอเตอร์ไซค์ผมก็ขี่รถไปส่งผู้โดยสาร ส่งเอกสาร ตามปกติ แต่เวลามาถ่ายรูปผมก็ใช้ความเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เวลาจะไปถ่ายรูปผมถอดเสื้อวินเก็บก่อนนะ แต่ก็มีบ้างที่เวลาเข้าซอยไปส่งผู้โดยสารแล้วเจอมุมสวยๆ ก็จะจำไว้ และรอให้ถึงเวลาที่แสงสวยที่สุดของมุมนั้นๆ แล้วผมค่อยกลับมาถ่าย

เดี๋ยวนะ คุณบอกว่าคุณถอดเสื้อวินเก็บก่อนเวลาออกไปเดินถ่ายรูป?

ผมไม่เคยใส่เสื้อวินถ่ายรูป เพราะผมรู้สึกไม่ดี หนึ่งคือ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผม ยอมรับนะว่าเรามีอาชีพ มีรายได้ จากการเป็นมอเตอร์ไซค์วิน แต่เวลาไปถ่ายรูปผมอยากเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ก็เลยไม่อยากเอาเสื้อวินมาเกี่ยวข้อง อาจจะเหมือนตอนเด็กๆ ที่มีโลกส่วนตัวกับตุ๊กตาแบบนั้นน่ะ

อะไรคือความยากลำบากที่สุดที่วินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งจะทำงานศิลปะ

สิ่งที่ลำบากที่สุดคือตัวตนเรามันมาจากที่สังคมบอก คุณทำอาชีพนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณจะเป็นช่างภาพ คุณต้องเรียนจบถ่ายภาพ คุณจะคิดเรื่องศิลปะคุณก็ต้องจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะเท่านั้น คนถึงจะยอมรับ โดยทั่วไปเขาก็จะคิดกันอย่างนี้ คนทุกคนจะไม่สนใจข้างในตัวเราแต่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น

อย่างผมเนี่ยถ้าไม่ได้พยายามกลับมาถ่ายรูป ตัวตนจริงๆ ข้างในของผมที่ชอบศิลปะมันอาจจะหายไปตลอดกาล และคนเราควรที่จะได้แสดงตัวตนที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ของเราออกมาบ้าง ไม่งั้นเราจะถูกห่อหุ้มด้วยอาชีพที่เราเป็นแทนตัวตนจริงๆ ข้างใน 

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์ พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

มันจำเป็นแค่ไหนในการแสดงตัวตนจริงๆ ของเราออกมา

มันจำเป็นมากนะครับ ไม่งั้นชีวิตเราจะหดหู่และตึงเครียดมาก เพราะเราทำสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ เช่นต้องตื่นเช้าเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ ต้องแข่งขันกันในองค์กรเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เราถูกการศึกษาสร้างมาให้แข่งขันกัน อย่างเวลาผมมองแม่ค้าส้มตำ ผมไม่ได้มองว่าเขาคือแม่ค้าส้มตำนะ แต่มองว่าเขาคือคนคนหนึ่งที่อาจจะมีอะไรอยู่ข้างในเยอะ แต่ไม่ได้มีโอกาสจะแสดงออกมา เขาอาจจะเขียนรูป Abstract เวลาอยู่บ้านก็ได้

และการมาถ่ายรูปของผมมันเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่เราค่อยๆ ต่อไปแล้วก็เห็นตัวตนของตัวเองค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าตัวเรานั้นเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง ไม่งั้นผมก็เป็นแค่วินมอเตอร์ไซค์ที่ตื่นเช้าวิ่งงานหาเงิน ตอนเย็นกลับบ้านดูละครนอน ตื่นเช้ามาหาเงินใหม่ วนไปเรื่อยๆ แบบนี้ 

แต่การออกไปถ่ายรูปในเวลาทำงานแบบนี้มันทำให้เสียรายได้ คนรอบๆ ตัวคุณเข้าใจสิ่งที่คุณทำมั้ย

ไม่ อย่างภรรยาเนี่ยเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับผมหรอก เขามองว่าไร้สาระด้วยซ้ำ เสียเวลาทำงานไปถ่ายรูปทำไม เพราะในครอบครัวผมหารายได้คนเดียว คนรอบๆ ตัวอย่างเพื่อนที่วินเนี่ยก็ไม่มีใครรู้นะว่าพี่มาถ่ายรูป ตอนกลางวันที่หายไปคนก็นึกว่าไปวิ่งรับส่งงานอื่น นี่พ่อแม่ผมก็ไม่รู้นะว่าเรามาถ่ายรูปและจะมีนิทรรศการ แต่ลูกผมรู้นะ ลูกคนโตเขาก็มาแซว “พ่อเจ๋งว่ะ นี่ไปรับจ้างได้เลยนะ” หรือลูกคนกลางก็มาบอกว่า “โห ไม่ธรรมดาว่ะคุณ” (หัวเราะ) จริงๆ ก็ถือเป็นการทำงานที่โดดเดี่ยวเหมือนกันนะ

คุณโอเคกับความโดดเดี่ยวนี้มั้ย

ก็เหมือนที่บอกไป ผมเหมือนอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันเดิมเมื่อตอนเด็ก ผมทำแล้วมีความสุข ผมได้ออกมาถ่ายภาพ ได้เดิน ได้คุยกับผู้คน ได้ถ่ายรูปมุมสวยๆ เหมือนเป็นการเติมเต็มในใจเราเอง แค่ได้ทำก็โอเคแล้ว

ความฝันของคุณในวัยนี้ล่ะ

ตอนนี้ผมยังทำแค่ถ่ายภาพ แต่ต่อไปผมก็ฝันอยากจะเริ่มทำภาพเคลื่อนไหวดูด้วย อยากเรียนรู้และสนุกกับมันไปให้สุด ผมว่ามันท้าทายดีนะ ตอนเด็กๆ เคยจินตนาการว่าอยากเป็นผู้กำกับหนังฮ่องกง เพราะพ่อเคยพาไปดูหนังฮ่องกงที่โรงหนังชั้นสองใกล้ๆ บ้านที่ฉายหนังวนไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือมุมที่ผมชอบพ่อที่สุดนะ อ้อ แล้วตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้เรื่องการตัดต่ออยู่ ถ้าสามารถถ่ายและตัดต่อได้เองจริงๆ ก็คงมีเรื่องที่อยากจะเล่าออกมามากกว่านี้อีกเยอะเลย

คุณเคยคิดอยากถอดเสื้อวินออกไปตลอดชีวิตไหม

คิด

ในยุคสมัยแบบนี้คนเรามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงมีการพัฒนา อย่างผมเนี่ยวิ่งรถมอเตอร์ไซค์วินมาเหมือนเดิมยี่สิบกว่าปีเพราะไม่มีทางเลือกไง ถ้ามีการศึกษา มีโอกาสทำงานอื่น ใครจะมาวิ่งวิน แล้วการที่ทำงานเป็นวินมาแบบเดิมนานขนาดนี้แสดงว่าผมไม่มีการพัฒนาตัวเอง ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างแล้วในชีวิตเรา

แล้วถ้าสุดท้ายคุณก็ยังต้องเป็นมอเตอร์ไซค์วินแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณจะทำยังไง

ก็ไม่เป็นอะไร ชีวิตผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ผมไม่เคยคาดหวังด้วยซ้ำว่าจะได้แสดงงานนิทรรศการ แค่ลงรูปในอินสตาแกรมแล้วมีคนมากดไลก์ให้เรา ซึ่งมันคือการที่มีคนเข้าใจสิ่งที่เราทำ แค่นั้นก็ดีใจแล้ว

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

พิชัย แก้ววิชิต, นิทรรศการภาพถ่าย, วินมอเตอร์ไซค์

ภาพ :  ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข
ACCIDENTALLY PROFESSIONAL EXHIBITION 2019

ศิลปินที่มีพื้นเพมาจากสามอาชีพ แต่ตามหาตัวตนของตัวเองผ่านศิลปะเหมือนกัน พวกเขาตั้งใจพัฒนาความสามารถในงานศิลปะเพื่อให้คนที่พบเห็นให้การยอมรับในวิธีคิด มุมมอง ฝีมือ ผ่านการบอกเล่าในรูปแบบเฉพาะตัว

นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชม 7.00-19.00 น. ทุกวัน ระหว่างวันที่ 8 – 31 มีนาคม 2562 นอกจากพิชัย แก้วพิชิต (photographer) แล้วมีผลงานของพรรษชล โตยิ่งไพบูลย์ (illustrator) และรพิ ริกุลสุรกาน (calligrapher) จัดแสดงด้วย

Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง

ถนนราชวิถี เชิงสะพานซังฮี้ เปิดทุกวัน 07.00 – 19.00 น. FB | craftsmanroastery

CONTRIBUTOR

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'