กฤษณ์ คุนผลิน คือผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ (U.S. Space & Rocket Center) ในประเทศไทย

ผลงานที่ผ่านมาของเขาคือ หัวเรือใหญ่ของงาน NASA – A HUMAN ADVENTURE เมื่อปี 2014 และเป็นผู้ริเริ่มโครงการทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศไทย ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว

โครงการนี้จะส่งเยาวชนไทยไปเรียนรู้การทำงานในส่วนต่างๆ ของนาซาที่ฮันต์สวิลล์ (Huntsville) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานวิทยาศาสตร์จ๋า ก็สมัครเข้าร่วมได้

ถ้าอยากรู้ว่าศูนย์ฮันต์สวิลล์มีอะไรดี อ่านที่นี่ได้เลย

ได้ยินอย่างนี้หลายคนคงเข้าใจว่า เขาน่าจะเรียนด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์สักแขนง

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

“เปล่าครับ ตอน ม.ปลาย ผมจบสายศิลป์ ส่วนปริญญาตรีเรียนนิติศาสตร์ ต่อโทรัฐศาสตร์ สาขาระบบการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบครับ” กฤษณ์อธิบายประวัติการศึกษาของตนเองพร้อมรอยยิ้ม

แล้วเด็กสายศิลป์กลายมาเป็นผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ยังไง

“ผมได้แรงบันดาลใจจากการไปเดิน National Air and Space Museum บ่อยๆ ในช่วงที่เรียนปริญญาโทและทำงานที่ Voice of America หรือ VOA ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เพราะสมิธโซเนียนอยู่แถวที่ทำงานเลย ออกจากรถไฟใต้ดิน ข้างหน้าเป็นรัฐสภา ขวามือเป็นที่ทำงาน ซ้ายมือเป็นสมิธโซเนียน ถ้าวันไหนมีเวลาหน่อยผมจะเข้าไปเดินเล่นในนั้น เดินไปก็วาดฝันไปด้วย” เขาเล่าย้อนไปถึงแหล่งรวมพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต และยังเป็นแรงผลักดันของเขาจนถึงทุกวันนี้

เขาฝันว่า

“สักวันผมจะเอาจรวดพวกนี้มาที่ประเทศไทย เพราะเวลาเห็นจรวดหรือเครื่องบินพวกนี้ ผมคิดว่านี่คืออนาคต มันต้องกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ผมจึงกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าผมสร้างจรวดไม่ได้ เพราะผมสร้างไม่เป็น สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้คือเอาจรวดที่โชว์ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ไปโชว์ที่เมืองไทย ให้คนไทยได้เห็น ได้จินตนาการเห็นภาพของอนาคต แล้วรวมคนที่เก่งและทำเรื่องนี้เป็นมาอยู่ด้วยกัน”

จากนักศึกษาฝึกงานที่ทำงานอยู่ข้างสมิธโซเนียน ใช้เวลาเดินดูจรวดจนเกิดแรงบันดาลใจ เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ให้กับทุกคน

NASA

01

จดหมายทักทายจากเด็กชายกฤษณ์

“ตอนเด็กๆ ผมชอบเล่น Atari เกม Star Wars มันคือเกมยิงยานอวกาศ ส่วนเวลาที่อยู่ในห้องเรียน ชอบเล่นยิงจรวดกับเพื่อน

“แล้วผมก็ชอบนาซามาตั้งแต่เด็กด้วย พอเราเริ่มมาศึกษาแล้วจึงรู้ว่ามันคือโครงการที่เขาขึ้นไปสำรวจอวกาศ ผมรู้จัก นีล อาร์มสตรอง จากหนังสือเรียนสมัยประถม แล้วผมก็เริ่มเขียนจดหมายด้วยภาษาอังกฤษส่งไปที่นาซา แล้วก็ส่งไปเรื่อยๆ” กฤษณ์เล่าว่า เขาเขียนไปทักทายนาซา องค์กรที่เขารู้สึกชื่นชม เพื่อบอกเล่าความสนใจของตัวเขาในตอนนั้น

“แต่ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมานะ เขาคงได้รับจดหมายจากคนทั่วโลกแหละ” เขาพูดยิ้มๆ

หากเมื่อเขาโตขึ้นจนถึงวันที่ต้องเลือกเส้นทางการศึกษาต่อ แรงบันดาลใจสำคัญของกฤษณ์กลับเป็นครอบครัวของเขามากกว่า

“ผมเลือกเรียนปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอวกาศเลย

“เลือกเรียนเพราะที่บ้าน ผมได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อมาตั้งแต่จำความได้ เลยคิดอยู่อย่างเดียวคือจะเรียนนิติศาสตร์ เพื่อที่จะกลับมาช่วยพ่อทำงานที่บ้าน” เขาเล่าย้อนไปถึงกรอบความคิดของตนเองในขณะนั้น ซึ่งในเวลาต่อมาสิ่งนี้ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการริเริ่มโครงการต่างๆ มากมาย

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

02

อีเมลของกฤษณ์ถึงนาซา

4 ปีผ่านไป กฤษณ์เรียนจบมาในยุคที่ใครต่อใครในซีกโลกตะวันออกต่างพูดถึงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พัดมาจากตะวันตก เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปบอกพ่อว่า เขาจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา

“ผมเลือกไปเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงก่อนเรียนจบจะมีช่วง Optional Practical Training หรือ OPT บังเอิญผมไปได้งานที่ Voice of America ทำงานเป็น Rewriter แปลบทความจากภาษาอังกฤษเป็นไทยเพื่อให้คนไทยอ่านและฟัง ช่วงนั้นเป็นสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ดังนั้น บทความส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและนโยบายต่ออิรัก” กฤษณ์อธิบายหน้าที่ของตนเมื่อแรกเริ่มเข้าไปทำงาน ซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้ขยับหน้าที่จากการเป็น Rewriter สู่บทบาทการเป็นผู้ประกาศข่าว อีกทั้งยังได้โอกาสในการทำข่าวที่สนใจอีกด้วย

“พอผู้ใหญ่เริ่มให้โอกาส มาบอกผมว่าถ้าผมสนใจอะไรให้ไปทำมาเสนอ ผมจึงเริ่มลงพื้นที่แล้วเขียนข่าวไปส่ง ถ้าเขาอนุมัติก็จะให้ผมอ่านข่าวเอง ซึ่งข่าวที่ผมสนใจทำในตอนนั้นคือเรื่องแวดวงวิทยาศาสตร์ การวิจัยไบโอเทคโนโลยี สเต็มเซลล์ และเรื่องจรวด”

ความสนใจของกฤษณ์วกกลับมาสู่เรื่องราวของจรวดและอวกาศอีกครั้ง เพราะที่ทำงานของเขาในขณะนั้นอยู่ตรงข้ามสมิธโซเนียน กฤษณ์จึงได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับจรวดและอวกาศอยู่บ่อยครั้ง และเขาในตอนนั้นก็ยังคงรักษาความมุ่งมั่นในวัยเยาว์ด้วยการเขียนอีเมลส่งถึงนาซาอยู่เป็นประจำ

แต่เนื้อหาของจดหมายเปลี่ยนไปจากเดิม

“หลังจากที่เราได้เดินดูจรวดในสมิธโซเนียน ผมก็เขียนไปบอกเขาว่า ผมอยากจะเอาจรวดไปเมืองไทย ผมต้องทำยังไง ผมจะติดต่อใครได้บ้าง ซึ่งยังไม่มีคำตอบกลับมาเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เป็นไร” กฤษณ์เล่าพร้อมหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงการกระทำของตนเองในอดีต

แม้ว่าตลอด 1 ปีครึ่งที่เขาทำงานอยู่ที่ Voice of America กฤษณ์จะไม่เคยได้รับอีเมลตอบกลับจากนาซา แต่เขาไม่เคยละทิ้งความมุ่งมั่นของตนเอง และพกพามันกลับมายังประเทศไทยอีกด้วย

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

03

คำตอบจากนาซา

“ผมมีสิ่งที่คิดอยากจะทำที่เมืองไทยเยอะมาก ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด ผมตัดสินใจกลับมาและบอกกับพ่อว่า ก่อนหน้านี้ผมทำงานอยู่ Voice of America ถ้ากลับมาเมืองไทยก็อยากจะเป็นนักข่าว คงไม่ได้ช่วยงานที่บ้านแล้ว พ่อโอเค ผมเลยเดินไปสมัครงานตามสำนักข่าว” กฤษณ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานในประเทศไทยครั้งแรก ในฐานะผู้สื่อข่าวพื้นที่ สำนักข่าวต่างประเทศ ประจำสำนักข่าวไทย ช่อง 9 อสมท แต่ในขณะเดียวกัน เขายังคงครุ่นคิดถึงความฝันของตนเองที่แบกกลับมาจากอเมริกาอยู่เสมอ

“ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตรงนี้คือสิ่งที่ผมต้องการใช่ไหม ความฝันของผมคือการเป็นนักข่าวใช่หรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่” กฤษณ์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

แล้วความฝันของเขาคืออะไร

“ผมต้องการนำนวัตกรรมบางอย่างจากอเมริกามาสู่ประเทศไทยเท่าที่ผมจะทำได้ จึงตัดสินใจไปเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดสเต็มเซลล์แบงก์ THAI StemLife ซึ่งเป็นธนาคารสเต็มเซลล์เอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยในขณะนั้น ตอนนั้นเขาเพิ่งเปิด ผมก็ไปสมัคร” กฤษณ์อธิบายถึงตำแหน่งงานถัดมาของเขา ซึ่งยังคงเชื่อมโยงกับความสนใจด้านไบโอเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

เมื่อกฤษณ์ทำงานที่นั่นได้ปีกว่า ก็เกิดคำถามแบบเดิมขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง พอดีกับที่บริษัทเซนทรัลพัฒนาเรียกตัวให้เขาเข้าไปทำงานในแผนกการพัฒนาพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งที่นั่น นอกเหนือจากการบริหารจัดการเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจแล้ว กฤษณ์ยังได้รับมอบหมายให้ดูแลเมกะโปรเจกต์อีกด้วย

“บริษัทให้ผมไปคิดมาว่าอยากทำเมกะโปรเจกต์อะไร พอดีกับสิ่งที่ผมฝัน ผมจึงเสนอว่า อยากเอาจรวดจากนาซามาแสดง”

เสียงตอบรับเกือบทั้งหมดในที่ประชุมล้วนไม่เชื่อว่ากฤษณ์จะทำมันได้จริงๆ ยกเว้นเพียงซีอีโอใหญ่อย่าง คุณกอบชัย จิราธิวัฒน์ ซึ่งไฟเขียวให้โปรเจกต์นี้ และ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา หัวหน้าใหญ่ฝ่ายการตลาดผู้ให้ความสนับสนุน เพราะเล็งเห็นว่าถ้าหากกฤษณ์ทำได้จริง จะนำความสำเร็จมากมายมาสู่บริษัท

“คราวนี้ผมไม่ได้เขียนจดหมายไปนาซาด้วยตัวเองแล้วครับ ผมตัดสินใจเข้าไปหาอดีตเอกอัครราชสหรัฐฯ ท่านทูตคริสตี้ เคนนี่ย์ (Kristie Kenney) ตอบกลับมาว่า ท่านสนใจ เลยส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีมาหาผม 6 คน เพื่อถามว่าผมต้องการอะไร จะทำอะไร” กฤษณ์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อเอ่ยถึงขั้นตอนการลิสต์รายชื่อยานอวกาศที่เขาต้องการนำมาจัดแสดง ซึ่งใช้วิธีการเข้าไปเลือกจากเว็บไซต์ของนาซาโดยตรงเลยทีเดียว

“แล้วคุณลิสต์ไปเยอะไหม” เราสงสัย

“เพียบเลยครับ” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

“อะไรที่ผมเคยไปเห็นมาจากสมิธโซเนียนยังอยู่ในหัวผม ผมก็พยายามถ่ายทอดออกไปว่าผมต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้”

กระทั่ง 1 เดือนให้หลัง เมื่อเขาได้รับคำตอบผ่านมาทางสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

นาซาระบุว่า สิ่งที่กฤษณ์ขอไปนั้นทำได้ เพียงเท่านั้นเขาก็แทบกระโดดตัวลอย

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

04

คำเชิญจาก ดร.เดบอราห์

“หลังจากที่สถานทูตส่งข่าวมาว่ามีคำตอบให้เรื่องนี้ เขาก็ส่งคนจากนาซามาตรวจสอบดูว่าปลอดภัยไหม มีเจ้าหน้าที่ดูแลเพียงพอไหม ผ่านมาตรฐานหรือเปล่า” เมื่อการตรวจสอบทั้งหมดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี กฤษณ์ก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง ด่านถัดมาที่เขาต้องเผชิญจึงเป็นเรื่องของงบประมาณ

100 ล้านบาท คือต้นทุนทั้งหมดที่เขาต้องรับผิดชอบ

“เงินร้อยล้าน เราวิ่งสู้ฟัด วิ่งหาสปอนเซอร์จนรองเท้าสึกเรียบเลย คู่นั้นผมไม่ทิ้งนะ เก็บไว้ เพราะภูมิใจกับรองเท้าคู่นั้นมาก” กฤษณ์เล่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะต้องทำงานอย่างหนัก ถึงขั้นไปพบสปอนเซอร์วันละ 3 – 4 เจ้าก็ตาม

“ตอนนั้นเราก็สู้หาสปอนเซอร์ สู้ทั้งในบอร์ด สู้ทั้งในแผนก เพราะหลายคนบอกว่า อย่าเลย แค่ทำงานปัจจุบันก็จะตายอยู่แล้ว จะไปเอางานมาแบกเพิ่มทำไม

“บางคนบอกว่า คุณอย่าทำเลย ถ้ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาคุณรับผิดชอบไหวไหม คุณลาออกยังไม่พอเลย ซึ่งก็จริง เงินร้อยล้าน ถ้าผมทำงบบริษัทเจ๊งขึ้นมา ผมลาออกก็ยังไม่พอเลย” เขายอมรับ แต่ถึงอย่างนั้น กฤษณ์ก็สู้ทำจนสำเร็จออกมาเป็นงาน NASA – A HUMAN ADVENTURE ได้ในที่สุด ซึ่งตลอดทั้ง 62 วัน ของการจัดงานมีผู้เข้าชมมากถึง 270,000 คน จากที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้เพียงแค่ 80,000 คนเท่านั้น

“เวลาที่ผมไปพูดให้คณะผู้เข้าชม บางทีก็มีนักเรียนวิ่งเข้ามาขอบคุณ เขาดึงแขนเสื้อผมแล้วบอกว่า งานนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่เป็นคนบ้าอีกต่อไป ปกติอยู่โรงเรียนผมรู้สึกโดดเดี่ยวมากเลย จนมางานนี้ผมถึงได้รู้ว่ามีคนที่เหมือนกัน ได้มาเจอเพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่ผมเดินบรรยายนิทรรศการด้วยตัวเอง

“ผมเลยกลับมาตั้งคำถามว่า เด็กไทยไม่สนใจวิทยาศาสตร์จริงหรือ เด็กไทยไม่โหยหาวิทยาการจริงหรือ”

คำตอบที่เขาได้คือ

“ไม่จริง!”

เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว กฤษณ์ไม่รีรอที่จะตามหาเป้าหมายลำดับถัดไป เขาต้องการที่จะต่อยอดโอกาสนี้ให้ไปไกลยิ่งกว่าเดิม โชคดีที่ทางศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ รวมถึงนาซา และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ยินดีให้ความช่วยเหลือต่อ

ดร.เดบอราห์ บาร์นฮาร์ต (Dr. Deborah Barnhart) ผู้อำนวยการใหญ่ของศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ ได้มาร่วมทานข้าวแล้วบอกผมว่า คุณจะต้องมาที่ฮันต์สวิลล์ แอละแบมา (Alabama) มาที่ทำงานของดิฉัน” กฤษณ์เล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น เมื่อ ดร.เดบอราห์ บอกว่า มีเรื่องจะคุยกับเขา แน่นอนว่าเขาตอบรับทันที เพราะเขาเองก็มีเรื่องอยากพูดกับท่านมากมายเช่นกัน

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

05

ก้าวแรกในฐานะตัวแทน

“ถัดจากนี้ผมต้องการร่วมมือกับท่านต่อ” คือคำพูดที่กฤษณ์เอ่ยกับ ดร.เดบอราห์ ด้วยความมุ่งมั่น หลังจากที่เขาได้เข้าพบเธอและบุคลากรคนอื่นเมื่อไปถึงฮันต์สวิลล์

“แล้วท่านว่ายังไงบ้าง” เราถามต่อ

“ท่านก็ยื่นมือมาจับมือผม และบอกว่า งั้นเรามานั่งดูกันดีกว่าว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่ก่อนอื่น การที่คุณจะทำอะไรต่อไปได้ คุณจะต้องเป็นผู้แทนเราที่ประเทศไทย” กฤษณ์เล่าด้วยความตื่นเต้น

“ตอนนั้นฟังแล้วเข้าใจไหมว่าเขาหมายถึงอะไร” เราสงสัย

“ตกใจมากกว่าครับ ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ตอนนั้นผมมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตามองไกลออกไป พร้อมพยายามหายใจให้เต็มอิ่ม เห็นโมเดลยานอวกาศ Pathfinder ตัวเบ้อเริ่มตั้งอยู่ คิดในใจว่า เอาวะ มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ถอยแล้ว เป็นไงเป็นกัน” กฤษณ์เล่าถึงขั้นตอนการตกลงรับตำแหน่งของเขา ซึ่งแทบไม่ต้องใช้เวลาอ่านหนังสือสัญญาให้มากความ เพราะลึกๆ ในใจเขาเองก็ต้องการทำสิ่งนี้มาตั้งนานแล้ว

“จากนั้นผมถามกลับไปว่า ตำแหน่งนี้ผมต้องทำอะไรยังไงบ้าง ทางนั้นตอบกลับมาว่า ไม่ใช่ว่าคุณต้องทำอะไร แต่คุณอยากจะทำอะไรกับเราต่างหาก ให้บอกมาเลย”

กฤษณ์ตอบเขาไปว่า

“ผมต้องการยกแคมปัสศูนย์อวกาศของท่านตรงนี้ไปไว้ที่เมืองไทย” กฤษณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนเล่าต่อ

“เขาก็โอเค แต่บอกว่ามันต้องมีก้าวแรกก่อนนะ เพราะสิ่งที่คุณพูดอาจเป็นก้าวที่ร้อย เรามาดูกันว่าก้าวแรกเราจะทำอะไร” ดร.เดบอราห์ อธิบายกระบวนการทำงานให้กฤษณ์ฟังช้าๆ

“ผมเลยบอกว่า ผมต้องการทำทุนการศึกษา เหมือนกับที่ผมได้มาฝึกที่นี่ห้าวัน ผมต้องการให้คนไทยมีโอกาสมาฝึกที่นี่ด้วย” จากประโยคนี้ของกฤษณ์ เขาใช้เวลา 5 วัน ที่นั่นในการเข้าคลาส เรียนรู้กระบวนการต่างๆ สลับกับเขียนโมเดลของทุนการศึกษาที่เขาวาดฝันเอาไว้ และนำเสนอมันในวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ จึงเป็นที่มาของทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศไทย หรือ Discover Thailand’s Astronauts Scholarship Program (DTAS) ในเวลาต่อมา

NASA

06

ภารกิจแห่งการส่งต่อ

จากวันที่กฤษณ์เดินดูจรวดในสมิธโซเนียนที่วอชิงตัน ดี.ซี. จนถึงวันที่เขาได้มาเยือนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ความฝันของเขาก็ยังไม่หายไปไหน

“ผมกลับมานั่งคิดเหมือนเดิมว่า ถ้าผมได้มาเห็นอะไรเหล่านี้ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัย มันอาจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผมไปเลยก็ได้ เพราะตอนนั้นผมอยู่แต่ในบ้าน แรงบันดาลใจของเราก็มาจากที่บ้าน แต่ถ้าผมได้ออกจากกรอบเดิม ออกจากบ้าน ออกจากประเทศ เราก็จะได้รู้ว่าโลกมันกว้าง” กฤษณ์เล่าถึงความตั้งใจ ซึ่งกลั่นออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง

“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงอยากให้มีแคมปัสศูนย์อวกาศในไทย” เรานึกสงสัยว่า แค่ทุนการศึกษาที่ช่วยส่งเด็กไทยไปเรียนที่อเมริกานั้นยังไม่เพียงพออีกหรือ

“ก็เหมือนกับที่เรามี Le Cordon Bleu สำหรับคนทำอาหาร ในเมื่อเรามีสถาบันสำหรับคนทำอาหารเก่งได้ แล้วเหตุใดเราจึงไม่มีที่รวมตัวของคนที่ชอบจรวดหรือชอบประดิษฐกรรมต่างๆ ให้เขาได้รวมตัวกัน ยิ่งถ้าเราได้องค์กรที่เขาเชี่ยวชาญตรงนี้มาช่วยซัพพอร์ต มันน่าจะทำให้เราไปได้เร็ว และไปได้ไกลมากๆ” กฤษณ์เล่าถึงความหวังในใจของเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

หลายคนคงสงสัยว่า เด็กที่เรียนสายศิลป์คนหนึ่งซึ่งไม่มีพื้นฐานวิทย์มากนัก มาหลงใหลและทำงานทุ่มเทให้วิทยาศาสตร์แบบนี้จนเป็นตัวแทนของนาซาได้ยังไง

“ผมไม่ได้มองว่าการที่ผมไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์คืออุปสรรค แต่ผมมองว่าเราอยู่ตรงนี้แล้ว ผมจะทำสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ให้ดีที่สุดได้อย่างไร

“ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องจับผมเข้าโรงเรียนไงครับ เขาให้ผมไปเรียนอยู่ห้าวัน เพื่อให้ผมเข้าใจเขา” กฤษณ์เล่าถึงเบื้องหลังสาเหตุที่ ดร.เดบอราห์ จำเป็นต้องเชิญเขามาพูดคุยไกลถึงสหรัฐอเมริกา ก่อนจะอธิบายต่อ

“ความจริงโลกของวิทยาศาสตร์กับศิลปะต้องไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้ โรงเรียนที่ผมไปเห็นที่สหรัฐฯ ส่วนมากเป็น School of Arts and Sciences แทบทั้งนั้น”

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาจนถึงคำถามสุดท้าย เราได้รับฟังเรื่องราวความตั้งใจของกฤษณ์หลายอย่าง ทั้งหมดเพียงเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ที่เขาได้พบเจอให้กับสังคม และนั่นทำให้เราตัดสินใจถามออกไปว่า

“ทำไมคุณถึงใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ เรื่องนี้สำคัญอย่างไร”

“สำคัญมาก เพราะคนเราทุกคนมีข้อจำกัด ถ้าเราไม่จำกัดด้วยอายุก็คงด้วยชะตากรรม เราไม่รู้เลยว่าชีวิตจะจบลงที่ตรงไหน เราจึงจำเป็นต้องมีคนรุ่นหลังที่เข้ามารับช่วงต่อ อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า Passing the Torch ส่งคบเพลิงต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องมารับในวันที่ผมเกษียณหรือตาย คุณมารับเอาไปวันนี้ ตอนนี้เลย

“ถ้าเราสร้างคนรุ่นหลังขึ้นมาได้ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะถูกสืบทอดต่อไป อย่าเพิ่งให้ชะตากรรมจบลงตรงนั้นเลย”

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนนาซาเบื้องหลังการขนจรวดจากนาซามาโชว์ที่ไทยและส่งเด็กไทยไปเรียนนาซา

NASA Visitor Center

การแข่งขันชิงทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศไทย ก่อตั้งโดยศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ และศูนย์ข้อมูล NASA เพื่อรณรงค์ให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสร้างประดิษฐกรรมในไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ปีนี้มีทุนการศึกษาสำรวจอวกาศเบื้องต้น 4 ทุน ผู้ได้รับทุนจะเป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปศึกษาด้านการสำรวจอวกาศเบื้องต้นที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ และศูนย์ข้อมูล NASA เป็นเวลา 10 วัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.spacecampthailand.com หรือเพจเฟซบุ๊ก Spacecamp Thailand

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load