ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกามีความสัมพันธ์กันมายาวนาน เรารับพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เมืองลังกาเคยเป็นสถานที่แสวงบุญของชาวพุทธมาก่อนที่เราจะรู้จักพุทธคยา และเมื่อพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง อยุธยาได้ส่งสมณทูตเข้าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในเกาะลังกาให้กลับคืนมาจนเป็นที่มาของพุทธศาสนานิกาย ‘สยามวงศ์’ ในลังกาปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีวัดบนเกาะลังกาแห่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยอยู่ด้วย วัดแห่งนั้นคือ วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกอลล์ เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศศรีลังกา

วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร (Sri Paramananda Raja Maha Viharaya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘อัฐธรรมวิหาร’ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1824 หรือ พ.ศ. 2367 โดยมีพระเดชพระคุณ พระอรุทณวรา ปัณณะติสสะเถระ (Most ven. Aluthanuwara Pannathissa thera) เป็นผู้ก่อตั้ง ทว่า พระรูปสำคัญที่เราจะพูดถึงก็คือ พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา ธรรมลังกา สิริ สุมณติสสะเถโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2380 พระรูปนี้มีความชำนาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา ในจำนวนนั้นมีภาษาไทยด้วย นอกจากนี้ ท่านยังรู้จักกับพระวชิรญาณมหาเถระ ผู้ที่ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดตั้งโรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. 2405 และพระองค์ยังส่งพระราชหัตถเลขาไปยังพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ให้มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาหลายครั้ง ซึ่งท่านไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่ท่านก็เดินทางมายังประเทศสยามเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2429 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงนิมนต์ให้พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาซึ่งท่านก็ตอบรับ เมื่อสิ้นช่วงเข้าพรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระพุทธรูปทองคำ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำ ผ้าไตรจีวรแบบสยาม และพระไตรปิฎก แด่พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ซึ่งสิ่งของทั้งหมดนั้นปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด

เมื่อพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโรมรณภาพใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ เยือนศรีลังกาและเสด็จฯ ทอดพระเนตรวัดศรีปรมานันทะ ราชมหาวิหาร และยังทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ และเพื่อรำลึกถึงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนั้น ศาลาการเปรียญนี้จึงมีชื่อว่า ‘จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา’ วัดแห่งนี้ยังได้รับการเยี่ยมเยือนโดยผู้แทนจากประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการเสด็จฯ เยือนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใน พ.ศ. 2536 ซึ่งพระองค์ได้ปลูกต้นบุนนาคไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งทางสถานทูตไทยได้มอบเงินช่วยเหลือในการบูรณปฏิสังขรณ์

เมื่อเดินทางไปถึงวัด อาคารหลังแรกสุดที่จะเจอก่อนก็คือ จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา อาคารในผังกากบาทหลังคามุงกระเบื้องโดยทางทิศใต้จะมีอาคารทรงตะวันตกสูง 2 ชั้นพร้อมป้ายชื่อ 3 ภาษา คือ สิงหล ไทย และอังกฤษ ไม่เท่านั้น ยังมีจารึกประวัติของอาคารสำคัญหลังนี้เขียนโดย 3 ภาษาเอาไว้ด้วย ด้านหน้าอาคารนี้ยังมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมจารึกภาษาสิงหลและอังกฤษระบุถึงที่มาของพระบรมรูปนี้ว่า เพื่อเฉลิมฉลอง 110 ปีการเสด็จฯ เยือนวัดของรัชกาลที่ 5 โดยผู้มอบและเดินทางมาเปิดคือพระเดชพระคุณ พระราชรัตนาภรณ์ (ปัจจุบันคือพระเทพวิสุทธาภรณ์) วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร และคณะผู้ศรัทธา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พอเข้าไปในตัวอาคารจะพบห้องโถงกว้างที่ที่รองรับด้วยเสาไม้ขนุน พร้อมกับพระพุทธชินราชจำลองที่ไม่มีซุ้มเรือนแก้ว แต่เรายังสามารถสังเกตเห็นประติมากรรมรูปยักษ์ที่มุมของฐานทั้งสองด้านที่จะอยู่บริเวณฐานของซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่าพระพุทธชินราชหลายองค์ที่พบในประเทศศรีลังกามักจะประดิษฐานโดยไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีพระเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนแท่นโดยส่วนท้ายสามารถเปิดออกเป็นบันไดขึ้นไปยังเก้าอี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเก้าอี้สำคัญ ผมไม่ได้ถามพระในวัดว่าใช้ทำอะไร แต่สันนิษฐานว่าน่าจะอารมณ์ประมาณธรรมาสน์บ้านเรา คือให้พระขึ้นไปนั่งเทศน์ข้างบน

ในส่วนของอาคารที่มี 2 ชั้นนั้นมีพิพิธภัณฑ์ของวัดอยู่บ้านชั้น 2 ของอาคาร ภายในจัดแสดงข้าวของที่น่าสนใจหลายชิ้น แต่แน่นอนว่าชิ้นที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพระราชหัตถเลขาฉบับจริงของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ในตู้กระจกซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ โดยถูกเคลือบเอาไว้แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พ.ศ. 2470 คัมภีร์ใบลาน ย่ามพระ พระพุทธรูปทองคำ ตาลปัตร พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และยังมีจดหมายภาษาไทยจากหลวงอนันตสมบัติ ซึ่งมีการระบุชื่อเรียกวัดแห่งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า บรมานันทิวิหาร แขวงเมืองคาลุณ ซึ่งก็คือคำเรียกเมืองกอลล์นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังเป็นมกุฎราชกุมารและเสด็จฯ มายังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2536 พร้อมกับลายเซ็นของพระองค์ท่านในสมุดเยี่ยม และยังมีภาพถ่ายของแท่นพิมพ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเคยอยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปเก็บรักษาที่วัดอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดศรีปรามานันทะราชมหาวิหารทำให้ทราบว่า วัดที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 คือวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารในย่านคาทาลูวา (Kathaluwa) ผมไม่ทราบประวัติของวัดแห่งนี้ แต่จากงานศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏก็พอจะคาดเดาว่าน่าจะเป็นวัดสร้างในยุคแคนดี้ อายุราว 200 ปีหรือหลังจากนั้น

สถานที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์นี้อยู่ภายในกุฏิเจ้าของเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ตัวแท่นพิมพ์นี้มีรูปนกอินทรีหัวขาวติดอยู่บริเวณเครื่องถ่วงน้ำหนัก ที่เสา 2 ด้านประดับรูปคทางูไขว้หรือไม้เท้าผู้แจ้งข่าว ซึ่งในบางที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ด้วย น่าเสียดายว่าแท่นพิมพ์นี้ไม่ปรากฏชื่อหรือตราสัญลักษณ์ใดๆ ที่บอกชื่อบริษัทที่ผลิตแท่นพิมพ์นี้

แต่ก็เป็นโชคดีที่ผมเจอแท่นพิมพ์ที่หน้าตาคล้ายๆ กันหน้าวัดคงคาราม เมืองโคลัมโบ ทำให้รู้ว่า แท่นพิมพ์นี้เรียกว่า โคลัมเบียนเพรส (Columbian Press) แท่นพิมพ์ที่คิดค้นโดย จอร์จ ไคล์เมอร์ (George Clymer) นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวอเมริกันในราว พ.ศ. 2357 แท่นพิมพ์นี้เดิมมีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปยังลอนดอนและประสบความสำเร็จอย่างมาก นายไคล์เมอร์ต่อมาได้ตั้งบริษัทร่วมกับ ซามูเอล ดิกซัน (Samuel Dixon) ภายใต้ชื่อของไคล์เมอร์ ดิกซัน แอนด์ โค (Clymer, Dixon and Co.) ก่อนที่จะถูกเทกโอเวอร์โดย วิลเลียม คาร์เพนเทอร์ (William Carpenter) อย่างไรก็ตาม แท่นพิมพ์นี้ยังมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษต่อมา โดยผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรป

ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองกอลล์แล้วเบื่อที่จะชมโบสถ์ ชมป้อม อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวัดบ้าง 2 วัดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ลองไปชมครับ อีกทั้งคุณยังจะได้มีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวของราชวงศ์จักรีไปพร้อมๆ กันเลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1.  วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารอยู่ค่อนข้างห่างจากย่านท่องเที่ยวของเมืองกอลล์ ดังนั้น วิธีการเดินทางที่เหมาะสมที่สุดก็คือรถตุ๊กตุ๊กซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปในเมืองนี้ สามารถนั่งได้ 3 คนต่อ 1 คัน แต่ถ้านั่งอัดๆ กันสามารถนั่งได้ 4 คน
  2. จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาปกติจะปิด ต้องไปติดต่อพระในวัดให้ช่วยมาเปิดอาคารนี้ให้ชมครับ หรือถ้าโชคดีอาจจะเจอพระมาช่วยเปิดให้เพราะคิดว่าน่าจะมีคนไทยมาวัดนี้อยู่บ้าง
  3. วัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารอยู่ห่างจากวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารพอสมควร ไกลจากเมืองกอลล์กว่าเพราะอยู่ในย่านคาธาลูวา ดังนั้น ต้องใช้รถตุ๊กตุ๊กสถานเดียว อาจจะเปิดตำแหน่งในกูเกิลให้คนขับตุ๊กตุ๊กดูได้ครับ โดยเสิร์ชว่า Kathaluwa Old Temple หรืออาจให้เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์เรียกให้ก็ได้ครับ
  4. แท่นพิมพ์ของรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัด ให้ลองถามทางจากคนในวัดดูครับ อาจจะเอาภาพให้เขาดูก็ได้ครับ
  5. ถ้าใครยังอยากชมวัดอื่นอีก ขอแนะนำวัดปูรวรมะมหาวิหาร (Poorvarama Maha Viharya) วัดแห่งนี้มีรูปแบบที่น่าจะสร้างร่วมสมัยกับวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหาร แต่วัดนี้จะมีวิหารที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยแคนดี้ที่เล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก แต่ถ้าใครดูและตีความไม่ออก คุณก็ยังสามารถชมความงามของฉากที่เริ่มมีอาคาร เครื่องแต่งกาย และเฟอร์นิเจอร์ แบบตะวันตกเข้ามาแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load