ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกามีความสัมพันธ์กันมายาวนาน เรารับพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เมืองลังกาเคยเป็นสถานที่แสวงบุญของชาวพุทธมาก่อนที่เราจะรู้จักพุทธคยา และเมื่อพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง อยุธยาได้ส่งสมณทูตเข้าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในเกาะลังกาให้กลับคืนมาจนเป็นที่มาของพุทธศาสนานิกาย ‘สยามวงศ์’ ในลังกาปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีวัดบนเกาะลังกาแห่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยอยู่ด้วย วัดแห่งนั้นคือ วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกอลล์ เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศศรีลังกา

วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร (Sri Paramananda Raja Maha Viharaya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘อัฐธรรมวิหาร’ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1824 หรือ พ.ศ. 2367 โดยมีพระเดชพระคุณ พระอรุทณวรา ปัณณะติสสะเถระ (Most ven. Aluthanuwara Pannathissa thera) เป็นผู้ก่อตั้ง ทว่า พระรูปสำคัญที่เราจะพูดถึงก็คือ พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา ธรรมลังกา สิริ สุมณติสสะเถโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2380 พระรูปนี้มีความชำนาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา ในจำนวนนั้นมีภาษาไทยด้วย นอกจากนี้ ท่านยังรู้จักกับพระวชิรญาณมหาเถระ ผู้ที่ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดตั้งโรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. 2405 และพระองค์ยังส่งพระราชหัตถเลขาไปยังพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ให้มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาหลายครั้ง ซึ่งท่านไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่ท่านก็เดินทางมายังประเทศสยามเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2429 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงนิมนต์ให้พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาซึ่งท่านก็ตอบรับ เมื่อสิ้นช่วงเข้าพรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระพุทธรูปทองคำ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำ ผ้าไตรจีวรแบบสยาม และพระไตรปิฎก แด่พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ซึ่งสิ่งของทั้งหมดนั้นปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด

เมื่อพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโรมรณภาพใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ เยือนศรีลังกาและเสด็จฯ ทอดพระเนตรวัดศรีปรมานันทะ ราชมหาวิหาร และยังทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ และเพื่อรำลึกถึงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนั้น ศาลาการเปรียญนี้จึงมีชื่อว่า ‘จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา’ วัดแห่งนี้ยังได้รับการเยี่ยมเยือนโดยผู้แทนจากประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการเสด็จฯ เยือนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใน พ.ศ. 2536 ซึ่งพระองค์ได้ปลูกต้นบุนนาคไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งทางสถานทูตไทยได้มอบเงินช่วยเหลือในการบูรณปฏิสังขรณ์

เมื่อเดินทางไปถึงวัด อาคารหลังแรกสุดที่จะเจอก่อนก็คือ จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา อาคารในผังกากบาทหลังคามุงกระเบื้องโดยทางทิศใต้จะมีอาคารทรงตะวันตกสูง 2 ชั้นพร้อมป้ายชื่อ 3 ภาษา คือ สิงหล ไทย และอังกฤษ ไม่เท่านั้น ยังมีจารึกประวัติของอาคารสำคัญหลังนี้เขียนโดย 3 ภาษาเอาไว้ด้วย ด้านหน้าอาคารนี้ยังมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมจารึกภาษาสิงหลและอังกฤษระบุถึงที่มาของพระบรมรูปนี้ว่า เพื่อเฉลิมฉลอง 110 ปีการเสด็จฯ เยือนวัดของรัชกาลที่ 5 โดยผู้มอบและเดินทางมาเปิดคือพระเดชพระคุณ พระราชรัตนาภรณ์ (ปัจจุบันคือพระเทพวิสุทธาภรณ์) วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร และคณะผู้ศรัทธา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พอเข้าไปในตัวอาคารจะพบห้องโถงกว้างที่ที่รองรับด้วยเสาไม้ขนุน พร้อมกับพระพุทธชินราชจำลองที่ไม่มีซุ้มเรือนแก้ว แต่เรายังสามารถสังเกตเห็นประติมากรรมรูปยักษ์ที่มุมของฐานทั้งสองด้านที่จะอยู่บริเวณฐานของซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่าพระพุทธชินราชหลายองค์ที่พบในประเทศศรีลังกามักจะประดิษฐานโดยไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีพระเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนแท่นโดยส่วนท้ายสามารถเปิดออกเป็นบันไดขึ้นไปยังเก้าอี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเก้าอี้สำคัญ ผมไม่ได้ถามพระในวัดว่าใช้ทำอะไร แต่สันนิษฐานว่าน่าจะอารมณ์ประมาณธรรมาสน์บ้านเรา คือให้พระขึ้นไปนั่งเทศน์ข้างบน

ในส่วนของอาคารที่มี 2 ชั้นนั้นมีพิพิธภัณฑ์ของวัดอยู่บ้านชั้น 2 ของอาคาร ภายในจัดแสดงข้าวของที่น่าสนใจหลายชิ้น แต่แน่นอนว่าชิ้นที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพระราชหัตถเลขาฉบับจริงของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ในตู้กระจกซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ โดยถูกเคลือบเอาไว้แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พ.ศ. 2470 คัมภีร์ใบลาน ย่ามพระ พระพุทธรูปทองคำ ตาลปัตร พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และยังมีจดหมายภาษาไทยจากหลวงอนันตสมบัติ ซึ่งมีการระบุชื่อเรียกวัดแห่งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า บรมานันทิวิหาร แขวงเมืองคาลุณ ซึ่งก็คือคำเรียกเมืองกอลล์นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังเป็นมกุฎราชกุมารและเสด็จฯ มายังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2536 พร้อมกับลายเซ็นของพระองค์ท่านในสมุดเยี่ยม และยังมีภาพถ่ายของแท่นพิมพ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเคยอยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปเก็บรักษาที่วัดอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดศรีปรามานันทะราชมหาวิหารทำให้ทราบว่า วัดที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 คือวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารในย่านคาทาลูวา (Kathaluwa) ผมไม่ทราบประวัติของวัดแห่งนี้ แต่จากงานศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏก็พอจะคาดเดาว่าน่าจะเป็นวัดสร้างในยุคแคนดี้ อายุราว 200 ปีหรือหลังจากนั้น

สถานที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์นี้อยู่ภายในกุฏิเจ้าของเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ตัวแท่นพิมพ์นี้มีรูปนกอินทรีหัวขาวติดอยู่บริเวณเครื่องถ่วงน้ำหนัก ที่เสา 2 ด้านประดับรูปคทางูไขว้หรือไม้เท้าผู้แจ้งข่าว ซึ่งในบางที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ด้วย น่าเสียดายว่าแท่นพิมพ์นี้ไม่ปรากฏชื่อหรือตราสัญลักษณ์ใดๆ ที่บอกชื่อบริษัทที่ผลิตแท่นพิมพ์นี้

แต่ก็เป็นโชคดีที่ผมเจอแท่นพิมพ์ที่หน้าตาคล้ายๆ กันหน้าวัดคงคาราม เมืองโคลัมโบ ทำให้รู้ว่า แท่นพิมพ์นี้เรียกว่า โคลัมเบียนเพรส (Columbian Press) แท่นพิมพ์ที่คิดค้นโดย จอร์จ ไคล์เมอร์ (George Clymer) นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวอเมริกันในราว พ.ศ. 2357 แท่นพิมพ์นี้เดิมมีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปยังลอนดอนและประสบความสำเร็จอย่างมาก นายไคล์เมอร์ต่อมาได้ตั้งบริษัทร่วมกับ ซามูเอล ดิกซัน (Samuel Dixon) ภายใต้ชื่อของไคล์เมอร์ ดิกซัน แอนด์ โค (Clymer, Dixon and Co.) ก่อนที่จะถูกเทกโอเวอร์โดย วิลเลียม คาร์เพนเทอร์ (William Carpenter) อย่างไรก็ตาม แท่นพิมพ์นี้ยังมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษต่อมา โดยผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรป

ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองกอลล์แล้วเบื่อที่จะชมโบสถ์ ชมป้อม อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวัดบ้าง 2 วัดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ลองไปชมครับ อีกทั้งคุณยังจะได้มีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวของราชวงศ์จักรีไปพร้อมๆ กันเลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1.  วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารอยู่ค่อนข้างห่างจากย่านท่องเที่ยวของเมืองกอลล์ ดังนั้น วิธีการเดินทางที่เหมาะสมที่สุดก็คือรถตุ๊กตุ๊กซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปในเมืองนี้ สามารถนั่งได้ 3 คนต่อ 1 คัน แต่ถ้านั่งอัดๆ กันสามารถนั่งได้ 4 คน
  2. จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาปกติจะปิด ต้องไปติดต่อพระในวัดให้ช่วยมาเปิดอาคารนี้ให้ชมครับ หรือถ้าโชคดีอาจจะเจอพระมาช่วยเปิดให้เพราะคิดว่าน่าจะมีคนไทยมาวัดนี้อยู่บ้าง
  3. วัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารอยู่ห่างจากวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารพอสมควร ไกลจากเมืองกอลล์กว่าเพราะอยู่ในย่านคาธาลูวา ดังนั้น ต้องใช้รถตุ๊กตุ๊กสถานเดียว อาจจะเปิดตำแหน่งในกูเกิลให้คนขับตุ๊กตุ๊กดูได้ครับ โดยเสิร์ชว่า Kathaluwa Old Temple หรืออาจให้เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์เรียกให้ก็ได้ครับ
  4. แท่นพิมพ์ของรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัด ให้ลองถามทางจากคนในวัดดูครับ อาจจะเอาภาพให้เขาดูก็ได้ครับ
  5. ถ้าใครยังอยากชมวัดอื่นอีก ขอแนะนำวัดปูรวรมะมหาวิหาร (Poorvarama Maha Viharya) วัดแห่งนี้มีรูปแบบที่น่าจะสร้างร่วมสมัยกับวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหาร แต่วัดนี้จะมีวิหารที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยแคนดี้ที่เล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก แต่ถ้าใครดูและตีความไม่ออก คุณก็ยังสามารถชมความงามของฉากที่เริ่มมีอาคาร เครื่องแต่งกาย และเฟอร์นิเจอร์ แบบตะวันตกเข้ามาแล้ว

ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกามีความสัมพันธ์กันมายาวนาน เรารับพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เมืองลังกาเคยเป็นสถานที่แสวงบุญของชาวพุทธมาก่อนที่เราจะรู้จักพุทธคยา และเมื่อพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง อยุธยาได้ส่งสมณทูตเข้าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในเกาะลังกาให้กลับคืนมาจนเป็นที่มาของพุทธศาสนานิกาย ‘สยามวงศ์’ ในลังกาปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีวัดบนเกาะลังกาแห่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยอยู่ด้วย วัดแห่งนั้นคือ วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกอลล์ เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศศรีลังกา

วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร (Sri Paramananda Raja Maha Viharaya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘อัฐธรรมวิหาร’ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1824 หรือ พ.ศ. 2367 โดยมีพระเดชพระคุณ พระอรุทณวรา ปัณณะติสสะเถระ (Most ven. Aluthanuwara Pannathissa thera) เป็นผู้ก่อตั้ง ทว่า พระรูปสำคัญที่เราจะพูดถึงก็คือ พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา ธรรมลังกา สิริ สุมณติสสะเถโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2380 พระรูปนี้มีความชำนาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา ในจำนวนนั้นมีภาษาไทยด้วย นอกจากนี้ ท่านยังรู้จักกับพระวชิรญาณมหาเถระ ผู้ที่ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดตั้งโรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. 2405 และพระองค์ยังส่งพระราชหัตถเลขาไปยังพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ให้มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาหลายครั้ง ซึ่งท่านไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่ท่านก็เดินทางมายังประเทศสยามเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2429 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงนิมนต์ให้พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาซึ่งท่านก็ตอบรับ เมื่อสิ้นช่วงเข้าพรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระพุทธรูปทองคำ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำ ผ้าไตรจีวรแบบสยาม และพระไตรปิฎก แด่พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ซึ่งสิ่งของทั้งหมดนั้นปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด

เมื่อพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโรมรณภาพใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ เยือนศรีลังกาและเสด็จฯ ทอดพระเนตรวัดศรีปรมานันทะ ราชมหาวิหาร และยังทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ และเพื่อรำลึกถึงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนั้น ศาลาการเปรียญนี้จึงมีชื่อว่า ‘จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา’ วัดแห่งนี้ยังได้รับการเยี่ยมเยือนโดยผู้แทนจากประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการเสด็จฯ เยือนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใน พ.ศ. 2536 ซึ่งพระองค์ได้ปลูกต้นบุนนาคไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งทางสถานทูตไทยได้มอบเงินช่วยเหลือในการบูรณปฏิสังขรณ์

เมื่อเดินทางไปถึงวัด อาคารหลังแรกสุดที่จะเจอก่อนก็คือ จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา อาคารในผังกากบาทหลังคามุงกระเบื้องโดยทางทิศใต้จะมีอาคารทรงตะวันตกสูง 2 ชั้นพร้อมป้ายชื่อ 3 ภาษา คือ สิงหล ไทย และอังกฤษ ไม่เท่านั้น ยังมีจารึกประวัติของอาคารสำคัญหลังนี้เขียนโดย 3 ภาษาเอาไว้ด้วย ด้านหน้าอาคารนี้ยังมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมจารึกภาษาสิงหลและอังกฤษระบุถึงที่มาของพระบรมรูปนี้ว่า เพื่อเฉลิมฉลอง 110 ปีการเสด็จฯ เยือนวัดของรัชกาลที่ 5 โดยผู้มอบและเดินทางมาเปิดคือพระเดชพระคุณ พระราชรัตนาภรณ์ (ปัจจุบันคือพระเทพวิสุทธาภรณ์) วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร และคณะผู้ศรัทธา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พอเข้าไปในตัวอาคารจะพบห้องโถงกว้างที่ที่รองรับด้วยเสาไม้ขนุน พร้อมกับพระพุทธชินราชจำลองที่ไม่มีซุ้มเรือนแก้ว แต่เรายังสามารถสังเกตเห็นประติมากรรมรูปยักษ์ที่มุมของฐานทั้งสองด้านที่จะอยู่บริเวณฐานของซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่าพระพุทธชินราชหลายองค์ที่พบในประเทศศรีลังกามักจะประดิษฐานโดยไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีพระเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนแท่นโดยส่วนท้ายสามารถเปิดออกเป็นบันไดขึ้นไปยังเก้าอี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเก้าอี้สำคัญ ผมไม่ได้ถามพระในวัดว่าใช้ทำอะไร แต่สันนิษฐานว่าน่าจะอารมณ์ประมาณธรรมาสน์บ้านเรา คือให้พระขึ้นไปนั่งเทศน์ข้างบน

ในส่วนของอาคารที่มี 2 ชั้นนั้นมีพิพิธภัณฑ์ของวัดอยู่บ้านชั้น 2 ของอาคาร ภายในจัดแสดงข้าวของที่น่าสนใจหลายชิ้น แต่แน่นอนว่าชิ้นที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพระราชหัตถเลขาฉบับจริงของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ในตู้กระจกซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ โดยถูกเคลือบเอาไว้แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พ.ศ. 2470 คัมภีร์ใบลาน ย่ามพระ พระพุทธรูปทองคำ ตาลปัตร พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และยังมีจดหมายภาษาไทยจากหลวงอนันตสมบัติ ซึ่งมีการระบุชื่อเรียกวัดแห่งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า บรมานันทิวิหาร แขวงเมืองคาลุณ ซึ่งก็คือคำเรียกเมืองกอลล์นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังเป็นมกุฎราชกุมารและเสด็จฯ มายังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2536 พร้อมกับลายเซ็นของพระองค์ท่านในสมุดเยี่ยม และยังมีภาพถ่ายของแท่นพิมพ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเคยอยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปเก็บรักษาที่วัดอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดศรีปรามานันทะราชมหาวิหารทำให้ทราบว่า วัดที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 คือวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารในย่านคาทาลูวา (Kathaluwa) ผมไม่ทราบประวัติของวัดแห่งนี้ แต่จากงานศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏก็พอจะคาดเดาว่าน่าจะเป็นวัดสร้างในยุคแคนดี้ อายุราว 200 ปีหรือหลังจากนั้น

สถานที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์นี้อยู่ภายในกุฏิเจ้าของเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ตัวแท่นพิมพ์นี้มีรูปนกอินทรีหัวขาวติดอยู่บริเวณเครื่องถ่วงน้ำหนัก ที่เสา 2 ด้านประดับรูปคทางูไขว้หรือไม้เท้าผู้แจ้งข่าว ซึ่งในบางที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ด้วย น่าเสียดายว่าแท่นพิมพ์นี้ไม่ปรากฏชื่อหรือตราสัญลักษณ์ใดๆ ที่บอกชื่อบริษัทที่ผลิตแท่นพิมพ์นี้

แต่ก็เป็นโชคดีที่ผมเจอแท่นพิมพ์ที่หน้าตาคล้ายๆ กันหน้าวัดคงคาราม เมืองโคลัมโบ ทำให้รู้ว่า แท่นพิมพ์นี้เรียกว่า โคลัมเบียนเพรส (Columbian Press) แท่นพิมพ์ที่คิดค้นโดย จอร์จ ไคล์เมอร์ (George Clymer) นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวอเมริกันในราว พ.ศ. 2357 แท่นพิมพ์นี้เดิมมีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปยังลอนดอนและประสบความสำเร็จอย่างมาก นายไคล์เมอร์ต่อมาได้ตั้งบริษัทร่วมกับ ซามูเอล ดิกซัน (Samuel Dixon) ภายใต้ชื่อของไคล์เมอร์ ดิกซัน แอนด์ โค (Clymer, Dixon and Co.) ก่อนที่จะถูกเทกโอเวอร์โดย วิลเลียม คาร์เพนเทอร์ (William Carpenter) อย่างไรก็ตาม แท่นพิมพ์นี้ยังมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษต่อมา โดยผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรป

ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองกอลล์แล้วเบื่อที่จะชมโบสถ์ ชมป้อม อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวัดบ้าง 2 วัดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ลองไปชมครับ อีกทั้งคุณยังจะได้มีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวของราชวงศ์จักรีไปพร้อมๆ กันเลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1.  วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารอยู่ค่อนข้างห่างจากย่านท่องเที่ยวของเมืองกอลล์ ดังนั้น วิธีการเดินทางที่เหมาะสมที่สุดก็คือรถตุ๊กตุ๊กซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปในเมืองนี้ สามารถนั่งได้ 3 คนต่อ 1 คัน แต่ถ้านั่งอัดๆ กันสามารถนั่งได้ 4 คน
  2. จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาปกติจะปิด ต้องไปติดต่อพระในวัดให้ช่วยมาเปิดอาคารนี้ให้ชมครับ หรือถ้าโชคดีอาจจะเจอพระมาช่วยเปิดให้เพราะคิดว่าน่าจะมีคนไทยมาวัดนี้อยู่บ้าง
  3. วัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารอยู่ห่างจากวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารพอสมควร ไกลจากเมืองกอลล์กว่าเพราะอยู่ในย่านคาธาลูวา ดังนั้น ต้องใช้รถตุ๊กตุ๊กสถานเดียว อาจจะเปิดตำแหน่งในกูเกิลให้คนขับตุ๊กตุ๊กดูได้ครับ โดยเสิร์ชว่า Kathaluwa Old Temple หรืออาจให้เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์เรียกให้ก็ได้ครับ
  4. แท่นพิมพ์ของรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัด ให้ลองถามทางจากคนในวัดดูครับ อาจจะเอาภาพให้เขาดูก็ได้ครับ
  5. ถ้าใครยังอยากชมวัดอื่นอีก ขอแนะนำวัดปูรวรมะมหาวิหาร (Poorvarama Maha Viharya) วัดแห่งนี้มีรูปแบบที่น่าจะสร้างร่วมสมัยกับวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหาร แต่วัดนี้จะมีวิหารที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยแคนดี้ที่เล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก แต่ถ้าใครดูและตีความไม่ออก คุณก็ยังสามารถชมความงามของฉากที่เริ่มมีอาคาร เครื่องแต่งกาย และเฟอร์นิเจอร์ แบบตะวันตกเข้ามาแล้ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load