ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกามีความสัมพันธ์กันมายาวนาน เรารับพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เมืองลังกาเคยเป็นสถานที่แสวงบุญของชาวพุทธมาก่อนที่เราจะรู้จักพุทธคยา และเมื่อพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง อยุธยาได้ส่งสมณทูตเข้าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในเกาะลังกาให้กลับคืนมาจนเป็นที่มาของพุทธศาสนานิกาย ‘สยามวงศ์’ ในลังกาปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีวัดบนเกาะลังกาแห่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยอยู่ด้วย วัดแห่งนั้นคือ วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกอลล์ เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศศรีลังกา

วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร (Sri Paramananda Raja Maha Viharaya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘อัฐธรรมวิหาร’ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1824 หรือ พ.ศ. 2367 โดยมีพระเดชพระคุณ พระอรุทณวรา ปัณณะติสสะเถระ (Most ven. Aluthanuwara Pannathissa thera) เป็นผู้ก่อตั้ง ทว่า พระรูปสำคัญที่เราจะพูดถึงก็คือ พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา ธรรมลังกา สิริ สุมณติสสะเถโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2380 พระรูปนี้มีความชำนาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา ในจำนวนนั้นมีภาษาไทยด้วย นอกจากนี้ ท่านยังรู้จักกับพระวชิรญาณมหาเถระ ผู้ที่ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดตั้งโรงพิมพ์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. 2405 และพระองค์ยังส่งพระราชหัตถเลขาไปยังพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ให้มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาหลายครั้ง ซึ่งท่านไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่ท่านก็เดินทางมายังประเทศสยามเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2429 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงนิมนต์ให้พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร มาจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาซึ่งท่านก็ตอบรับ เมื่อสิ้นช่วงเข้าพรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระพุทธรูปทองคำ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำ ผ้าไตรจีวรแบบสยาม และพระไตรปิฎก แด่พระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโร ซึ่งสิ่งของทั้งหมดนั้นปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด

เมื่อพระเดชพระคุณ พระบุราทะกามา เถโรมรณภาพใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ เยือนศรีลังกาและเสด็จฯ ทอดพระเนตรวัดศรีปรมานันทะ ราชมหาวิหาร และยังทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ และเพื่อรำลึกถึงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนั้น ศาลาการเปรียญนี้จึงมีชื่อว่า ‘จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา’ วัดแห่งนี้ยังได้รับการเยี่ยมเยือนโดยผู้แทนจากประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการเสด็จฯ เยือนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใน พ.ศ. 2536 ซึ่งพระองค์ได้ปลูกต้นบุนนาคไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งทางสถานทูตไทยได้มอบเงินช่วยเหลือในการบูรณปฏิสังขรณ์

เมื่อเดินทางไปถึงวัด อาคารหลังแรกสุดที่จะเจอก่อนก็คือ จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา อาคารในผังกากบาทหลังคามุงกระเบื้องโดยทางทิศใต้จะมีอาคารทรงตะวันตกสูง 2 ชั้นพร้อมป้ายชื่อ 3 ภาษา คือ สิงหล ไทย และอังกฤษ ไม่เท่านั้น ยังมีจารึกประวัติของอาคารสำคัญหลังนี้เขียนโดย 3 ภาษาเอาไว้ด้วย ด้านหน้าอาคารนี้ยังมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมจารึกภาษาสิงหลและอังกฤษระบุถึงที่มาของพระบรมรูปนี้ว่า เพื่อเฉลิมฉลอง 110 ปีการเสด็จฯ เยือนวัดของรัชกาลที่ 5 โดยผู้มอบและเดินทางมาเปิดคือพระเดชพระคุณ พระราชรัตนาภรณ์ (ปัจจุบันคือพระเทพวิสุทธาภรณ์) วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร และคณะผู้ศรัทธา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พอเข้าไปในตัวอาคารจะพบห้องโถงกว้างที่ที่รองรับด้วยเสาไม้ขนุน พร้อมกับพระพุทธชินราชจำลองที่ไม่มีซุ้มเรือนแก้ว แต่เรายังสามารถสังเกตเห็นประติมากรรมรูปยักษ์ที่มุมของฐานทั้งสองด้านที่จะอยู่บริเวณฐานของซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่าพระพุทธชินราชหลายองค์ที่พบในประเทศศรีลังกามักจะประดิษฐานโดยไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีพระเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนแท่นโดยส่วนท้ายสามารถเปิดออกเป็นบันไดขึ้นไปยังเก้าอี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเก้าอี้สำคัญ ผมไม่ได้ถามพระในวัดว่าใช้ทำอะไร แต่สันนิษฐานว่าน่าจะอารมณ์ประมาณธรรมาสน์บ้านเรา คือให้พระขึ้นไปนั่งเทศน์ข้างบน

ในส่วนของอาคารที่มี 2 ชั้นนั้นมีพิพิธภัณฑ์ของวัดอยู่บ้านชั้น 2 ของอาคาร ภายในจัดแสดงข้าวของที่น่าสนใจหลายชิ้น แต่แน่นอนว่าชิ้นที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพระราชหัตถเลขาฉบับจริงของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ในตู้กระจกซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ โดยถูกเคลือบเอาไว้แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พ.ศ. 2470 คัมภีร์ใบลาน ย่ามพระ พระพุทธรูปทองคำ ตาลปัตร พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และยังมีจดหมายภาษาไทยจากหลวงอนันตสมบัติ ซึ่งมีการระบุชื่อเรียกวัดแห่งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า บรมานันทิวิหาร แขวงเมืองคาลุณ ซึ่งก็คือคำเรียกเมืองกอลล์นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังเป็นมกุฎราชกุมารและเสด็จฯ มายังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2536 พร้อมกับลายเซ็นของพระองค์ท่านในสมุดเยี่ยม และยังมีภาพถ่ายของแท่นพิมพ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเคยอยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปเก็บรักษาที่วัดอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดศรีปรามานันทะราชมหาวิหารทำให้ทราบว่า วัดที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 คือวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารในย่านคาทาลูวา (Kathaluwa) ผมไม่ทราบประวัติของวัดแห่งนี้ แต่จากงานศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏก็พอจะคาดเดาว่าน่าจะเป็นวัดสร้างในยุคแคนดี้ อายุราว 200 ปีหรือหลังจากนั้น

สถานที่เก็บรักษาแท่นพิมพ์นี้อยู่ภายในกุฏิเจ้าของเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ตัวแท่นพิมพ์นี้มีรูปนกอินทรีหัวขาวติดอยู่บริเวณเครื่องถ่วงน้ำหนัก ที่เสา 2 ด้านประดับรูปคทางูไขว้หรือไม้เท้าผู้แจ้งข่าว ซึ่งในบางที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ด้วย น่าเสียดายว่าแท่นพิมพ์นี้ไม่ปรากฏชื่อหรือตราสัญลักษณ์ใดๆ ที่บอกชื่อบริษัทที่ผลิตแท่นพิมพ์นี้

แต่ก็เป็นโชคดีที่ผมเจอแท่นพิมพ์ที่หน้าตาคล้ายๆ กันหน้าวัดคงคาราม เมืองโคลัมโบ ทำให้รู้ว่า แท่นพิมพ์นี้เรียกว่า โคลัมเบียนเพรส (Columbian Press) แท่นพิมพ์ที่คิดค้นโดย จอร์จ ไคล์เมอร์ (George Clymer) นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวอเมริกันในราว พ.ศ. 2357 แท่นพิมพ์นี้เดิมมีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปยังลอนดอนและประสบความสำเร็จอย่างมาก นายไคล์เมอร์ต่อมาได้ตั้งบริษัทร่วมกับ ซามูเอล ดิกซัน (Samuel Dixon) ภายใต้ชื่อของไคล์เมอร์ ดิกซัน แอนด์ โค (Clymer, Dixon and Co.) ก่อนที่จะถูกเทกโอเวอร์โดย วิลเลียม คาร์เพนเทอร์ (William Carpenter) อย่างไรก็ตาม แท่นพิมพ์นี้ยังมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษต่อมา โดยผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรป

ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองกอลล์แล้วเบื่อที่จะชมโบสถ์ ชมป้อม อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวัดบ้าง 2 วัดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ลองไปชมครับ อีกทั้งคุณยังจะได้มีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวของราชวงศ์จักรีไปพร้อมๆ กันเลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1.  วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารอยู่ค่อนข้างห่างจากย่านท่องเที่ยวของเมืองกอลล์ ดังนั้น วิธีการเดินทางที่เหมาะสมที่สุดก็คือรถตุ๊กตุ๊กซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปในเมืองนี้ สามารถนั่งได้ 3 คนต่อ 1 คัน แต่ถ้านั่งอัดๆ กันสามารถนั่งได้ 4 คน
  2. จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลาปกติจะปิด ต้องไปติดต่อพระในวัดให้ช่วยมาเปิดอาคารนี้ให้ชมครับ หรือถ้าโชคดีอาจจะเจอพระมาช่วยเปิดให้เพราะคิดว่าน่าจะมีคนไทยมาวัดนี้อยู่บ้าง
  3. วัดรังเวลละปูรณะมหาวิหารอยู่ห่างจากวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหารพอสมควร ไกลจากเมืองกอลล์กว่าเพราะอยู่ในย่านคาธาลูวา ดังนั้น ต้องใช้รถตุ๊กตุ๊กสถานเดียว อาจจะเปิดตำแหน่งในกูเกิลให้คนขับตุ๊กตุ๊กดูได้ครับ โดยเสิร์ชว่า Kathaluwa Old Temple หรืออาจให้เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์เรียกให้ก็ได้ครับ
  4. แท่นพิมพ์ของรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัด ให้ลองถามทางจากคนในวัดดูครับ อาจจะเอาภาพให้เขาดูก็ได้ครับ
  5. ถ้าใครยังอยากชมวัดอื่นอีก ขอแนะนำวัดปูรวรมะมหาวิหาร (Poorvarama Maha Viharya) วัดแห่งนี้มีรูปแบบที่น่าจะสร้างร่วมสมัยกับวัดรังเวลละปูรณะมหาวิหาร แต่วัดนี้จะมีวิหารที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยแคนดี้ที่เล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก แต่ถ้าใครดูและตีความไม่ออก คุณก็ยังสามารถชมความงามของฉากที่เริ่มมีอาคาร เครื่องแต่งกาย และเฟอร์นิเจอร์ แบบตะวันตกเข้ามาแล้ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load