นี่คือคอลัมน์ของ The Cloud ที่ผมเสนอตัวขอรับภาระทำเองด้วยความเต็มใจ

ด้วยเหตุผลและรสนิยมส่วนตัวบางอย่าง ผมชอบและหลงรักเขตย่านเมืองเก่ามากกว่าย่านเมืองใหม่ ความชอบนี้ขยายอาณาเขตไปจนถึงตัวตึกและอาคารเก่าๆ อาจจะด้วยความที่ตึกเก่าเหล่านี้เป็นเหมือนหมุดหมายที่จดเหตุการณ์สำคัญในอดีตไว้ผ่านการตกแต่ง หรือห้องต่างๆ ด้านใน บางตึกยังพอเห็นเค้าโครงความนิยมเมื่อครั้งอดีต คราบสีแห้งร่อนเป็นแผ่นๆ จากการผ่านวันเวลา ความเปิ่นๆ โก๊ะๆ ของสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าอย่างเสาโรมัน หน้าต่างวงกลม โค้งประตูที่ช่างไม่เข้ายุคสมัยกับยุคปัจจุบันเลย เวลาที่มีคนคิดจะบูรณะ หรือซ่อมแซมตึกเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนั้น จึงทำให้ผมมักจะตื่นเต้น และคอยเอาใจช่วยอยู่เสมอ

ผมเข้าใจดีและไมไ่ด้ยึดติดว่าตึกเก่าเหล่านั้นต้องมีหน้าตาเก่าแก่สีลอกสีซีดแบบเดิมอยู่ตลอดไป

แต่ถ้าตึกเก่าเหล่านั้นจะได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ผมก็อยากให้มั่นใจว่ามันจะเป็นตึกใหม่ที่น่าภาคภูมิ-ทั้งในแง่ของหน้าตาและการใช้งาน พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เพื่อจะได้ใช้บอกเล่าความคิด การทำงาน เบื้องหลัง และการลงมือบูรณะปรับปรุงอาคารเก่าสักหลังเพื่อที่มันจะได้ทำหน้าที่บอกเล่าอดีตและหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ได้ต่อไป

Bangkok Publishing Residence

บ้านผมอยู่แถวฝั่งธน

ทุกเย็นผมต้องนั่งรถผ่านถนนหลานหลวงเพื่อข้ามสะพานปิ่นเกล้ากลับบ้าน

และก็เป็นทุกเย็นอีกเหมือนกันที่ผมได้เห็นตึกสีดำตรงปลายถนนหลานหลวง ที่จำได้แม่นยำก็เพราะชั้นล่างสุดของตึกสีเข้มหลังนั้นไร้ประตูและหน้าต่าง

วันหนึ่งก่อนที่ผมกำลังจะลงเรือแสนแสบที่ท่าเรือผ่านฟ้าฯ ผมก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าตึกสีเข้มนั้นคืออะไร จนยอมเดินย้อนกลับมาเพื่อดูด้านหน้าตึก ป้ายแผ่นเล็กที่ติดอยู่หน้าตึกบอกเราว่า Bangkok Publishing Residence ตึกสีดำไร้หน้าต่างแห่งนี้คือโรงแรม

ผมจำชื่อโรงแรมกลับมาค้นหาช้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะเจออดีตอันรุ่งเรืองของโรงแรมแห่งนี้ ที่เคยเป็นโรงพิมพ์ของนิตยสาร บางกอก มาก่อน ภาพบรรยากาศภายในโรงแรมหลายๆ รูปบอกผมว่าการรีโนเวตครั้งนี้น่าสนใจและน่าบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

หลังการนัดหมายในเวลาไม่นาน ผมก็ได้มีโอกาสเดินผ่านประตูเข้าไปในโรงแรมแห่งนี้สักที ตรงหน้าผมคือ คุณอุ้ม-ปณิดา ทศไนยธาดา เจ้าของและผู้ลงมือปรับโฉมโรงแรมแห่งนี้ด้วยตัวเอง

Bangkok Publishing Residence

จากตึกแถวสู่โรงพิมพ์

โรงพิมพ์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากคุณตาของคุณอุ้มซึ่งเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงเริ่มขายหนังสือกับเพื่อน ขายไปสักพักก็รู้จักนักเขียนเยอะขึ้น จนตัดสินใจเริ่มทำโรงพิมพ์เอง เป็นจุดเริ่มของนิตยสาร บางกอก ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เลยซื้อห้องแถวที่อยู่ติดกันเพื่อขยายกิจการโรงพิมพ์ ขยายยาวจนครบทั้ง 6 คูหาก็ยังไม่พอ จึงย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่ถนนศรีอยุธยาแทน ที่นี่กลายมาเป็นสำนักงานของบริษัทอื่นในครอบครัวของคุณอุ้มอยู่สักพัก ก่อนจะถูกทิ้งร้างไว้อีกหลายปี

นิตยสาร บางกอก เป็นนิตยสารนิยายรายปักษ์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ชาย ภาพปกจึงมักจะเป็นผู้ชายกล้ามโตกับหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย โด่งดังมากจนมีการนำนิยายบู๊ที่ลงในนิตยสาร มาสร้างเป็นหนังและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ช่วงนึงในวงการภาพยนต์ถึงกับได้สูตรสำเร็จในการทำหนังฮิตของยุคนั้นว่า

เป็นนิยายบู๊ที่ลงพิมพ์ในนิตยสาร บางกอก ก่อนมาทำเป็นละครวิทยุคณะแก้วฟ้า แล้วเป็นหนังที่นำแสดงโดยมิตร-เพชรา และลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

แน่นอนว่าหนังอย่าง อินทรีแดง ก็เป็นนิยายพิมพ์เป็นตอนๆ ของนิตยสาร บางกอก เช่นเดียวกัน

ด้านล่างนี่คือป้ายห้องน้ำชายและหญิง

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

ช่วงนั้นคุณอุ้มซึ่งเริ่มจะว่าง เพราะทำโปรเจกต์อื่นๆ เสร็จหมดแล้ว เจอคุณยายมายื่นกุญแจให้ แล้วบอกว่า เข้าไปดูที่ตึกแล้วทำอะไรกับมันหน่อย

“ทำเลน่าจะทำเป็นโรงแรมได้ แกก็คิดว่าทำโฮสเทลง่ายๆ ก็พอ ดีกว่าปิดตึกไว้เฉยๆ พออุ้มเข้ามาดู ก็เห็นว่ามันมีศักยภาพมากกว่านั้น คือถ้าทำโฮสเทล เราต้องแข่งกับทุกคนในย่านนี้เลย แล้วอุ้มเป็นคนขี้เกียจแข่งกับคนอื่นไง (หัวเราะ) ถ้าจะทำแบบนั้นก็แค่วางคอนเซปต์แล้วก็ไปจ้างบริษัท Developer ให้เข้ามาทำก็จบ

ถ้าทำแบบนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม อุ้มเริ่มต้นรีโนเวตโดยคิดจาก 2 เรื่อง หนึ่ง เราอยากทำพิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก ถ้าที่นี่จะเป็นด้วยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แค่ไม่ค่อยทำเงินเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

สอง แถวนี้โฮสเทลเยอะก็จริง แต่โรงแรมดีๆ มีน้อยมาก อุ้มก็เลยเลือกทางออกง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งกับใคร คือทำพิพิธภัณฑ์ผสมโรงแรมดีๆ ที่ไม่มีในละแวกนี้ คอนเซปต์ก็ง่ายๆ ที่นี่เคยเป็นอะไร ก็ดึงให้มันกลับมาเป็นแบบนั้น มันเป็นแรงผลักให้เรายิ่งอยากทำด้วย เพราะยุคของโรงพิมพ์นิตยสาร บางกอก เป็นยุคที่ถนนสายนี้เฟื่องฟูสุด เป็นแหล่งแฮงเอาต์ของนักเขียน พิพิธภัณฑ์สำหรับอุ้มคือต้องเก็บสิ่งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่มันเป็นตอนนั้น”

Bangkok Publishing Residence

จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม

คุณอุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์หรือมัณฑนศิลป์มาโดยตรง เลยต้องหาคนมาช่วยดูแลโครงการนี้ร่วมกัน ประกอบด้วย ทีมสถาปนิกคือ คุณศรันย์ สุนทรสุข คุณพงศกร กิจขจรพงษ์ คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล และคิวเรเตอร์ คุณเกี้ยว-ประคำกรอง พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเคยทำงานด้วยกันมาหลายงาน เข้าใจเรื่องรสนิยมกันอย่างดี ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นมาก

โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกปรับปรุงมาหลายครั้ง จากตึกแถวมาเป็นโรงพิมพ์ และจากโรงพิมพ์มาเป็นสำนักงาน แต่ละช่วงมีการปรับปรุงดัดแปลงตึึกอยู่ตลอด ทำให้ตึกนี้มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากยุคแรกเริ่มเยอะมาก คุณอุ้มได้ตึกมาโดยไม่มีแบบแปลนหรือผังอะไรทั้งนั้น เลยใช้วิธีการไปเดินดูตึกแถวในย่านราชดำเนินที่สร้างในยุคใกล้ๆ กันเพื่อดูว่าตึกแถวในยุคนั้นมีหน้าตาแบบไหน เหมือนเป็นการย้อนกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ ของมัน พอเจอรูปแบบหน้าต่างที่ใช้กันในยุคนั้นก็เลยสั่งทำหน้าต่างใหม่ขึ้นมาใช้ติดที่ตึก

ด้วยความที่เจอปัญหาเรื่องเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน เพราะด้านหน้าของโรงแรมอยู่ตรงป้ายรถเมล์พอดิบพอดี คุณอุ้มจึงตัดสินใจปรับให้ชั้นล่างสุดของโรงแรมเป็นผนังทึบไร้หน้าต่างตลอดทั้งแนวโรงแรม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพัก ที่นี่จึงไม่เปิดให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาเข้ามาชมโดยไมไ่ด้นัดหมายมาล่วงหน้า แม้กระทั่งลุงยามยังได้คำสั่งว่าให้ยืนขวางประตูไว้แทนที่จะเป็นยืนข้างประตู เพราะไม่ได้ต้องการให้คนภายนอกที่เดินผ่านไปมาเข้ามาพลุกพล่านด้านในจริงๆ

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

ตรวจภายใน

คุณอุ้มเล่าถึงสภาพภายในตึกว่าคือสภาพวิบัติ

ตอนสั่งแท่นพิมพ์เข้ามาใช้งานในโรงพิมพ์ในยุคนั้น เจอปัญหาแท่นพิมพ์ใหญ่กว่าอาคาร คุณตาคุณยายของคุณอุ้มไม่ได้คิดอะไรมาก จึงแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการทุบเสาทิ้งเพื่อให้แท่นพิมพ์เข้ามาตั้งข้างในได้ โดยไม่ได้ทำเสาใหม่มาวางค้ำอาคารด้วย (คุณอุ้มทึ่งมากที่ตึกยังคงตั้งอยู่ได้โดยไม่ถล่มไปซะก่อน) ถ้าเดินขึ้นไปชั้นบนก็จะเจอพื้นไม้อัด ซึ่งพื้นไม้มันเก่าจนผุทะลุลงไปจนไม่เหลือแม้แต่พื้นจะเดิน คุณอุ้มเล่าว่าคุยกับสถาปนิกได้แม้อยู่คนละชั้นผ่านช่องพื้นที่ทะลุเป็นรู

ก่อนที่จะเริ่มลงมือปรับปรุง คุณอุ้มเลยจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเข้ามาสำรวจทุกอย่าง ดูความแข็งแรงของปูน ของเหล็ก ของเสา ที่มีทั้งหมด มีการยิงเลเซอร์วัดระดับการทรุดตัวของอาคาร มีการขุดและเจาะดูระยะความลึกของเสาเข็มที่ตอกไว้ ปัญหาใหม่ที่เจอก็คือ เสาเข็มเดิมอยู่ตรงตาน้ำ ขุดลงไปก็เจอน้ำผุดขึ้นมาอยู่ตลอด จนต้องไปเอาปั๊มมาสูบน้ำออกไปให้หมดก่อนเริ่มทำงานต่อ ตัวลิฟต์ในโรงแรมก็ถูกบังคับให้ต้องอยู่ในจุดที่อยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นจุดเดียวที่เจาะเสาเข็มลงไปแล้วไม่เจอตาน้ำ ทำให้ต้องแก้แบบกันอีกหลายรอบจากปัญหาหน้างาน

เสาทุกต้นของตึกแถวทั้งหกห้องนี้ก็ไม่มีต้นไหนขนานกันเลย ตอนที่สถาปนิกมาทำแบบก็ต้องมาวัดหน้างานกันจริงๆ ทุกชั้น ทุกจุดทุกรายละเอียดเพื่อให้สามารถออกแบบโครงสร้างตึกที่ปลอดภัยได้จริงๆ

แม้แต่เสาเดิมๆ ของตัวอาคารก็เสื่อมสภาพเสียจนปูนด้านนอกของตัวเสาหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่เกาะตัวเหล็กเส้นด้านในเสาอีกต่อไป คุณอุ้มแก้ปัญหาด้วยการฉาบปูนปิดเสาไปเหมือนเดิม แล้วใช้คานเหล็กไปเสริมค้ำรับแรงตัวเสาไว้ทั้งหมดเพื่อให้เสายังรับน้ำหนักตัวอาคารอยู่ได้ โดยออกแบบให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งแบบโรงงานในยุคนั้นแทน

Bangkok Publishing Residence

จัดระบบให้เป็นระเบียบ

ตึกแถวในสมัยนั้นไม่มีระบบบำบัดหรืออะไรทั้งนั้น ท่อน้ำทิ้งจากอาคารถูกต่อท่อให้เททิ้งไปที่ข้างหลังบ้านทั้งหมด คุณอุ้มจึงต้องทำระบบถังบำบัดน้ำเสียและถังดักไขมันใหม่หมด เช่นเดียวกับการเดินไฟฟ้า เดินท่อน้ำดีและท่อน้ำทิ้ง

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

มันก็แค่อากาศ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของตึกแถวคือเรื่องแสงสว่างและการระบายอากาศ เพราะตึกแถวทั่วไปมีช่องให้แสงและอากาศเข้าเพียงแค่หน้าบ้านกับหลังบ้าน โรงพิมพ์แห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณอุ้มเลยอยากให้ผนังด้านหลังเปิดโล่งออกไปเลย แต่ด้านหลังโรงแรมเป็นอู่ซ่อมรถที่มีคนเดินไปมาอยู่เยอะก็เลยตกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะได้ข้อสรุปออกมาเป็นการติดตั้งหน้าต่างเข้าไปจนทั้งผนังด้านหลังของโรงแรมทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสองจนถึงชั้นสี่ แล้วทุบพื้นของชั้นสองถึงสี่ออกไปด้วยเลย เพื่อให้เป็นช่องแสงและช่องอากาศแก่ทุกๆ ชั้น แต่ก็เกิดปัญหาใหม่มาแทน เพราะหน้าต่างที่สูงขนาดนั้นไม่สามารถเปิด-ปิดได้ ทีมสถาปนิกก็เลยต้องออกแบบกลไกพิเศษให้ผู้ดูแลสามารถเปิด-ปิดหน้าต่างเหล้านี้ได้ด้วยตัวคนเดียว (นึกภาพคล้ายๆ ก้านหมุนของหน้าต่างบานเกล็ด แต่อันนี้ใหญ่โตกว่ามาก)

ไม่ใช่แค่นั้น พอพื้นและผนังด้านหลังหายไป ก็ยังมีอีกปัญหาคือ ตึกบิดตัว ต้องให้วิศวกรมาออกแบบคานเพื่อยึดผนังหน้าต่างด้านหลังเข้ากับตัวอาคารเดิมอีกที คุณอุ้มบอกว่า ถ้าด้วยความสวยงามก็ไม่อยากให้มีคานตัวนี้อยู่ แต่ว่าเรื่องความปลอดภัยนั้นสำคัญกว่า

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence : จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม
Bangkok Publishing Residence

เรื่องพื้นๆ ที่ไม่เคยพื้น

ด้วยความที่ชั้นสองชั้นสามเป็นพื้นไม้อัดแบบที่ไม่เก็บเสียงและไม่เก็บฝุ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยังอยากเก็บพื้นไม้ไว้ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ยางรองเครื่องจักรอุตสาหกรรมตามโรงงานมาปูรองพื้นด้านในก่อน แล้วค่อยปูไม้กระดานทับ ช่วยให้พื้นไม้เก็บเสียงและเก็บฝุ่นได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยางที่ว่าร้านวัสดุก่อสร้างที่ไหนๆ ก็ไม่มีขาย คุณอุ้มต้องไปถามเพื่อนที่มีโรงงานอุตสาหกรรมว่าสั่งจากไหนแล้วขอฝากสั่งเพิ่มให้ด้วย

“พอทำออกมาแล้วมันเวิร์กจริงๆ ผู้รับเหมาทุกคนก็อึ้ง เพราะไม่มีใครเคยคิดและทำสิ่งนี้มาก่อนเลย พี่สรัญ (สถาปนิก) แกเจ๋งมาก ความดีความพิเศษทุกอย่างของโรงแรมนี้มันซ่อนอยู่หลังฝ้า หลังกำแพง ทั้งหมดเลย และไม่มีใครเห็นสิ่งเหล่านี้ รูปลักษณ์ภายนอกอย่างการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ก็แค่โรยผักชี ยกอะไรมาวางให้มันสวยก็ได้ แค่เดินเข้าโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สักแห่งแล้วก็เลือกเฟอร์นิเจอร์มาสักชุดให้ถูกยุคก็สวยแล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือสิ่งที่อยู่หลังกำแพง ใต้พื้น ใต้ฝ้า อะไรเหล่านี้ทั้งหมดต่างหาก

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

ตกแต่งภายใน

ด้วยความที่เป็นโรงพิมพ์โรงงานมาก่อน คุณอุ้มและทางทีมสถาปนิกเลยกำหนดให้วัสดุที่นำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมหลักๆ ก็เป็นเหล็ก ผสมด้วยปูน ซึ่งตอบโจทย์ความเป็นโรงงาน แต่ยังขาดความเป็นที่พักอาศัยไปจึงเติมไม้เข้ามาเพื่อช่วยให้บรรยากศดูผ่อนคลายมากขึ้น ในส่วนของห้องพักก็ใช้ผ้าม่านมาทำให้ดูเป็นบ้านมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคงเป็นเรื่องของกระเบื้องยาง มันเป็นแบบเดิมที่โรงพิมพ์เคยใช้ แต่ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ต้องไปตามหาโรงงานเดิมที่ผลิตในยุคนั้นแล้วสั่งให้ผลิตขึ้นมาใหม่ เพื่อเอามาใช้งานในโรงแรมนี้อีกครั้ง

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ถึงคุณอุ้มเกิดไม่ทันได้เห็นโรงพิมพ์แห่งนี้ในยุคเฟื่องฟู แต่ก็ได้ทันเห็นชุดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เคยอยู่ที่นี่แล้วถูกย้ายไปที่โรงพิมพ์ตรงศรีอยุธยา พอเริ่มทำโปรเจกต์นี้ก็เลยต้องดึงกลับมา โดยของที่ยกกลับมาต้องเป็นของโรงพิมพ์จริงๆ

“พวกแท่นพิมพ์ทั้งหมดที่เห็นเป็นของตกแต่งในโรงแรมก็เคยอยู่ที่นี่จริงๆ ก่อนจะถูกยกไปที่นู่น พอเขาจะปิดโรงพิมพ์ที่นู่นอุ้มก็ไปรื้อแล้วดึงกลับมาหมดเลย มันเป็นโจทย์ในการตกแต่งเลยแหละ คือพอได้ของที่เคยอยู่ที่นี่มาแล้วก็ยกมาตั้งวางไว้ก่อนเลย เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่เหลือรอบตัวก็ต้องตามเขา ถ้าของเดิมที่ดึงกลับมาตอบการใช้งานได้หมดจบในตัวก็คือจบ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยไปหาของอย่างอื่นมาวางเสริม แล้วค่อยวางของตกแต่งด้วยของจากโรงพิมพ์อีกทีหนึ่ง”

ในส่วนของห้องพักทั้งแปดห้องนั้นคุณอุ้มก็เลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่แตกต่างกันทั้งหมด ส่วนหนึ่งนั้นมาจากเฟอร์นิเจอร์ที่คุณอุ้มได้มา

“เพื่อความประหยัด อุ้มก็ไปหยิบของจากบ้านพ่อบ้านแม่บ้านยายมา โชคดีเป็นจังหวะที่เขารีโนเวตบ้านใหม่พอดี อุ้มก็ไปรื้อไปค้นเอาชิ้นที่มันถูกยุคสมัยมา พอได้มาก็เอามาวางกองรวมกันที่ชั้นล่าง ตัวอุ้มยืนมองอยู่ชั้นบน แล้วค่อยๆ แยกเป็นกองๆ ตามสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ อารมณ์จีนๆ ไปด้านนั้น อารมณ์ฝรั่งไปด้านนู้น แล้วอุ้มก็ไปดูสีห้อง ดูลักษณะผนังที่สถาปนิกทำไว้ให้มันอยู่ที่อารมณ์ไหน แล้วก็ไปเอาเฟอร์นิเจอร์ที่สไตล์ไปในทางเดียวกันมาลงไว้ สิ่งเดียวที่ซื้อใหม่หมดเลยทุกห้องคือเตียง เดี๋ยวแขกจะกลัว (หัวเราะ)”

คุณอุ้มอยากให้ที่นี่เป็นโรงแรมกึ่งพิพิธภัณฑ์ ของที่วางอยู่ทั้งหมดในโรงแรมก็เลยสัมผัสได้ ตู้ก็ไม่ล็อก

หนังสือในคลังข้อมูลคุณอุ้มก็ยินดีที่จะให้แขกหยิบมาอ่านได้ โดยขอแค่ให้ใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันหนังสือเสียหาย แต่หนังสือที่พิมพ์หลังปี 2500 แขกสามารถจับได้ด้วยมือเปล่า

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

จากใจคนเคยทำมาก่อน

“ให้คาดหวังในสิ่งที่ไม่คาดหวัง คืออย่าคิดว่าจะไม่เจอปัญหา อย่าคิดว่ามันต้องโอเค อย่าคิดว่าเสามันต้องมี ท่อ มันต้องโอเค ไม่งั้นเขาอยู่กันมาได้ไง 50 – 60 ปี อย่าคิดแบบนั้น คือเขาอยู่ได้เพราะมันคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันแบบนั้นอีกแล้ว การรีโนเวต ตึกก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทและวิถีชีวิตของคนที่จะเข้ามาใช้จริง คือให้มันอารมณ์เดิมได้ แต่ถ้าฟังก์ชันมันไม่ได้ก็ทำให้มันได้เถอะ ไม่งั้นมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

Bangkok Publishing Residence

สิ่งที่ได้รับจากการยอมเหนื่อยทำโปรเจกต์รีโนเวตแห่งนี้

“อุ้มได้บทเรียนโคตรเยอะเลยค่ะ อุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์ ไม่ได้จบวิศวกรรม ไม่ได้จบอินทีเรียอะไรมาด้วยซ้ำ การที่มาทำเราได้เรียนรู้ทั้งหมดเลย ตอนนี้อุ้มอ่านแบบก่อสร้างได้ด้วย ได้บทเรียนชีวิตโดยไม่ต้องไปเข้ามหาวิทยาลัยใดๆ เป็นการเรียนจากการทำจริง แล้วก็ได้บทเรียนกับคน คือเราต้องประสานงานตั้งแต่คนรับเหมาก่อสร้างไปจนถึงลูกค้าที่เข้าพักที่เป็นราชนิกุลจากที่นั่นที่นี่ คือเราได้เรียนรู้เยอะมากๆ

อีกอย่างคือ ทั้งหมดที่เรามีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เริ่มต้นจากโรงพิมพ์ที่นี่ บ้านอุ้มไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก่อน ได้มาเพราะนิตยสาร บางกอก นี่แหละ วันนี้โรงพิมพ์ปิดไปแล้ว บางกอก ปิดไปแล้ว ทุกคนลืมหมดแล้ว เราเลยอยากเอามันมาเก็บไว้ให้โลกยุคนี้ได้เห็นว่า นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของพวกเรา เรามาจากตรงนี้นะ นี่คือแรงผลักให้อุ้มทำได้”

ผมมั่นใจว่าใครก็แล้วแต่ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาด้านในโรงแรมแห่งนี้ ก็คงจะรู้สึกและสัมผัสถึงสิ่งที่คุณอุ้มคิดและทุ่มเททำลงไปทั้งหมดได้

ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ เราอ่านมันด้วยตา

แต่รับรู้ถึงสารนั้นๆ ด้วยใจ

Bangkok Publishing Residence
Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ระยะเวลาการรีโนเวต: 6 ปี

สถาปนิก: คุณศรันย์ สุนทรสุข, คุณพงศกร กิจขจรพงษ์, คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล

31-33-35-37-37/1 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพ

โรงแรมนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีมากและเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพักอาศัย จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปด้านใน ถ้าไม่ได้นัดหมายมาก่อนล่วงหน้า แนะนำให้ติดต่อเพื่อสอบถามและนัดวันเข้าชมได้ที่ 0-2282-0288

www.bpresidence.com

FB | bangkokpublishingresidence

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load