The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

“…Let me go home…I’m Just too far from where you are…I want to come home…”

ที่ร้าน ‘Coffee เขาไม้แก้ว’ เพลง Home ของ Michael Buble กำลังเล่นอยู่

ถ้าได้ยินเพลงนี้ที่อื่นเราคงไม่อินเท่าไหร่ แต่การได้ยินเพลงนี้ที่ร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่ใน ‘เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว’ จังหวัดระยอง ทำให้เราอินจับใจ เพราะภาพที่เราได้เห็นขณะฟังเพลง Home คือพี่ๆ นักโทษชายที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เราคิดว่าน่าจะอินกับเนื้อร้องท่อน “I want to come home” มากที่สุด

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปเยี่ยมชมเรือนจำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาไร้รั้วกั้น ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 16 Peace, Justice and Strong Institutions ส่งเสริมหลักนิติธรรมและสร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ลดการทุจริตและการรับสินบนทุกรูปแบบ รวมถึงสร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วมและมีความเป็นตัวแทนที่ดีในทุกระดับการตัดสินใจ

เรือนจำแห่งนี้ ด้านหน้าติดถนน ด้านหนึ่งติดวัด ด้านหนึ่งติดป่า บริเวณทางเข้ามีสวนสัตว์ ถัดจากสวนสัตว์เป็นโรงอาหารซึ่งเอาไว้เยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิด ถัดจากโรงอาหารเป็นส่วนควบคุมที่มีรั้วหนาม ฝั่งตรงข้ามคือแปลงเกษตรจากศาสตร์พระราชาที่ใหญ่เอาการ 

ขณะที่เรากำลังสะดุดตากับป้าย ‘เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เราจะทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว’ สุกฤตา เพชรหนองชุม ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ก็เข้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

สุกฤตา เพชรหนองชุม ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง

“รอนานมั้ยน้อง ทานอะไรแล้วยัง อาหารได้ช้านิดหนึ่งนะ เพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก ไม่น่าเชื่อนะว่าแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของระยองจะอยู่ในเรือนจำ” พี่สาวผู้อำนวยการหัวเราะอารมณ์ดี

เธออธิบายให้เราฟังว่า ที่นี่ตั้งใจกำหนดนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคนหนึ่งคนได้อย่างครอบคลุม โดยสร้างบรรยากาศของสถานที่ให้เหมาะสมแก่การฟื้นฟูและพัฒนา เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมพวกเขาให้กลับเข้าสู่สังคมอย่างเป็นสุข รวมถึงมีงานสุจริตทำอย่างยั่งยืน

มองไปรอบๆ เราเห็นต้นไม้เขียวขจี ท้องฟ้ากว้างไกลและบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและให้โอกาส และนี่คือเรื่องราวการขับเคลื่อนและผลักดันการคืนผู้ที่เคยเลือกเส้นทางสายผิด กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน

01

ล้อมรั้วด้วยใจ

“ร้านนี้นักโทษชายของเราสร้างขึ้นมานะ สวยเลยใช่มั้ย พนักงานที่นี่เป็นนักโทษหญิงที่มาฝึกงานทั้งนั้น ตรงนั้นเป็นเบาะนวดสำหรับคนฝึกงานนวด ตรงนี้เป็นจุดให้อาหารปลา ส่วนอาหารนี่พ่อครัวที่ทำเป็นนักโทษชายหมดเลย” สุกฤตาเล่าเรื่องจิปาถะเกี่ยวกับร้านกาแฟแห่งนี้ด้วยน้ำเสียงของความภาคภูมิใจ เหมือนพี่สาวใจดีที่กำลังเฝ้ามองน้องๆ เติบโต ก่อนจะนำเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเรือนจำแห่งนี้

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้วเป็นเรือนจำในสังกัดเรือนจำกลางระยอง เปิดเมื่อ พ.ศ. 2506 เพื่อดำเนินภารกิจหลักคือฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำผิด 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ปัจจุบันมีนักโทษจำนวน 162 คน โดยผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในนี้ได้ต้องเป็นนักโทษชั้นกลางและชั้นดี กล่าวคือมีโทษเหลือไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องผ่านการทดสอบและการประเมินต่างๆ เพื่อย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ 

สุกฤตาชี้ให้เราดูขอบเขตของพื้นที่รอบๆ ก่อนกล่าวว่า “พื้นที่ 1,661 ไร่ ของเรามีไว้เพื่อเป้าหมายเดียว คือคืนคนใหม่ที่ดีกว่ากลับสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัว”

ผู้อำนวยการหญิงแกร่งแห่งเรือนจำชวนเราเดินไปนั่งพัก ที่อาคารยาวเปิดโล่งซึ่งใช้เป็นจุดเยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิด โต๊ะทุกตัวในเวลานี้ถูกจับจองโดยบรรดาญาติๆ ที่มารอพบปะพูดคุยกับคนที่เขารักซึ่งอยู่ข้างในนี้ 

เรานั่งลงที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง บรรยากาศเวลานี้อบอวลไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความใส่ใจซึ่งกันและกัน จากทุกผู้คน โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ต้อนรับทุกคนอย่างเป็นมิตร   

“ที่นี่บรรยากาศดีเลยใช่มั้ย เจ้าหน้าที่เราตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เนื่องจากภารกิจหลักของเราคือทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว เราก็ต้องพัฒนาเขาอย่างครอบคลุม 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

“เริ่มตั้งแต่สร้างบรรยากาศให้เหมือนข้างนอกที่สุด จะเห็นว่าเรือนจำเราแทบไม่มีรั้ว เราล้อมรั้วด้วยใจ คืออยู่ด้วยความเชื่อใจกันว่าเขาจะไม่หนี โดยมีมาตรการจับคู่บัดดี้ให้เขาช่วยดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเราอยากให้เขารู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ให้เขารู้ตัวเองว่าถ้าเขาหนีโทษอาจจะหนักกว่าเดิม ที่นี่มีคนเข้ามาเที่ยว มาเซลฟี่กันทุกวัน ชิลล์มาก เพราะเราอยากให้นักโทษเราคุ้นชินกับโลกภายนอกมากที่สุด”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

นอกจากการสร้างบรรยากาศของสถานที่ให้เหมาะสมแก่การฟื้นฟูและพัฒนาแล้ว หัวใจสำคัญในการเตรียมพวกเขาให้กลับเข้าสู่สังคมอย่างเป็นสุข คือการกำหนดนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคนหนึ่งคนได้อย่างครอบคลุม โดยสุกฤตาจะประชุมและทบทวนการทำงานของตนเองและเจ้าหน้าที่เสมอ เพื่อให้ทัศนคติและการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ทัศนคติการทำงานนี้ไม่ได้มาจากพี่นะ เป็นนโยบายท่านอธิบดีเลย ว่าให้เราทำเรือนจำที่ผู้ต้องขังใช้ชีวิตใกล้เคียงคนข้างนอก ท่านมองว่ามันเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และท่านบอกเสมอว่า จะไม่คืนคนเดิมกลับสู่สังคม จะคืนคนดีกลับสู่สังคม จะไม่มีคนที่มาแล้วมาเสียชีวิตในเรือนจำ เช่น พิษสุราเรื้อรังเข้ามาแล้วตาย 

“เราจะต้องดูแลเขาแบบให้เขากลับไปอยู่ในครอบครัวอย่างคนใหม่ที่ปรับและแก้ไขแล้ว เพราะเรามองว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรได้รับโอกาสในการแก้ตัว บางคนเขากระทำผิดด้วยเหตุจำเป็น บางคนอาจจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงจริงๆ เราก็พยายามทำทุกทางให้เขาไม่ต้องมีชีวิตแบบนั้นอีก

“ดังนั้น เวลาทำงาน พี่กับเจ้าหน้าที่ทุกคนจะทำงานโดยคิดว่าคนเหล่านี้เป็นเพื่อนมนุษย์ที่พลาดไปแล้ว และต้องการโอกาสอีกครั้ง”

02

ฟื้นฟูหัวใจอย่างครอบคลุม

สุกฤตาหยิบหนังสือรายงานของเรือนจำมาวางตรงหน้า ก่อนจะเริ่มต้นเล่าถึงนโยบายการฟื้นฟูและพัฒนาแก้ไขผู้กระทำผิดอย่างครอบคลุม โดยเน้นให้เขาสามารถออกไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน 

นโยบายนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การฝึกวิชาชีพ การฟื้นฟูพัฒนาจิตใจ และการสร้างการยอมรับจากสังคม

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนจำจนผ่านระยะปรับตัว ผู้ต้องขังทุกคนจะได้ฝึกวิชาชีพต่างๆ ที่พวกเขาสนใจตั้งแต่อาชีพพ่อครัว ช่างซ่อม ช่างตัดผม ควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพด้านการเกษตร ทั้งการทำปศุสัตว์ ปุ๋ย และปลูกพืชผลต่างๆ อีกทั้งยังเลือกฝึกวิชาชีพภายนอกเรือนจำได้อีกด้วย 

โดยประสานความร่วมมือ (MOU) กับสถานประกอบการภายนอก เช่น สวนสุภัทราแลนด์ เพื่อฝึกทักษะวิชาชีพอื่นๆ เช่น ไกด์ ผู้จำหน่ายอาหาร ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพแก่พวกเขาภายหลังพ้นโทษ    

เมื่อผู้ต้องขังมีความชำนาญด้านทักษะอาชีพและมีการวางแผนชีวิตที่ชัดเจน ต่อมาคือการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ เปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดและเป็นทุกข์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง ด้วยการอบรมด้านศาสนา ครอบครัวสัมพันธ์ และการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคมอย่างเป็นสุข ผ่านนโยบายการสร้างการยอมรับจากสังคมด้วยการให้บริการ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ผู้ต้องขังจะได้ออกไปช่วยเหลือสังคมในหลากหลายด้าน เช่น กวาดลานวัด พูดสร้างแรงบันดาลใจ ซ่อมแซมถนน เป็นต้น ทั้งหมดจะช่วยให้พวกเขาไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ เป็นการคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

 “จะเห็นว่าการฟื้นฟูของเราต้องครอบคลุมทุกด้าน แต่เหตุผลที่เราเน้นเรื่องการฝึกทักษะอาชีพ เพราะเราพบว่านักโทษที่เข้ามาส่วนหนึ่งอาจจะมาด้วยเหตุที่เขาว่างงาน รับจ้างไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง เหตุนี้มีส่วนผลักดันให้เขาไปทำสิ่งไม่ดีแล้วต้องโทษเข้ามา 

“เราจึงอยากจะสร้างอาชีพให้เขา เริ่มตั้งแต่ให้เขาเป็นคนเลือกว่าอยากฝึกอะไร เพราะพี่คิดว่าคนเราถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบเขาก็จะทำได้ดี แล้วเราก็สอนให้เขาทำจนออกไปใช้ได้จริง เช่น ฝึกวิชาชีพช่างยนต์ก็จะทำจนเป็น จนใช้ในชีวิตได้ และสุดท้ายต้องมีการวางแผนชีวิตชัดเจนก่อนออกไป 

“ใครที่ชีวิตลำบาก จำเป็นต้องขอทุนประกอบอาชีพ เราก็จะดำเนินเรื่องขอทุนให้ แถมเรายังติดตามและประเมินผลสำหรับคนที่ให้ยอมติดตามว่าเขามีชีวิตที่ดีจริงๆ หรือเปล่า เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับปรุงแก้ไขตรงไหนในการทำงานของเรา” 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เนื่องจากที่นี่เน้นคืนคนดีสู่ครอบครัวผ่านการฝึกทักษะอาชีพจนชำนาญ พื้นที่สวนใหญ่ของเรือนจำแห่งนี้จึงกลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ บ่อปลา สวนยางพารา สวนมะม่วงหิมพานต์ และโซนฝึกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างตัดผม ช่างซ่อม 

ภารกิจประจำวันของทุกคนหลังจากตื่นนอน สวดมนต์ ดูแลความสะอาด ทานข้าว เคารพธงชาติ คือประชุมการทำงานในแต่ละวัน และแยกกันไปฝึกทักษะอาชีพจนเชี่ยวชาญ  

“ที่นี่เน้นให้ทุกคนเลือกทำในสิ่งที่ชอบ แต่ทักษะที่ทุกคนต้องฝึกก่อนปล่อยตัวหกเดือน คือการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา เดี๋ยวพี่จะพาไปดูว่ามันดียังไง”

03

เปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดด้วยศาสตร์พระราชา

‘ให้เราดูแลผัก ให้ผักดูแลคุณ’

ป้ายทางเข้าหน้าศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาช่างน่ารัก ภายในบริเวณมีแปลงผักหลากหลายชนิดสลับกับเล้าสัตว์ต่างๆ เราเดินชมพืชผักเขียวๆ ทักทายสัตว์เล็กสัตว์น้อยในบรรยากาศที่สะอาดตา มีเสียงหัวเราะพูดคุยสบายๆ ของนักโทษที่กำลังพรวนดินและให้อาหารสัตว์อย่างตั้งใจ ทำให้ที่นี่ยิ่งเหมือนที่ศึกษาดูงานมากกว่าเรือนจำ 

“เราทำงานฟื้นฟูพัฒนามาสักพัก ตอนนั้นเราคิดว่าทำยังไงที่จะช่วยให้นักโทษออกไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีก คือทำยังไงให้เขามีงานทำ มีชีวิตที่เติบโตยั่งยืน เราเลยคิดว่าเขาต้องรู้จักการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง พูดง่ายๆ คือรู้กินรู้ใช้ เขาจะต้องรู้ว่าตัวเองมีเท่าไหร่ ใช้ได้เท่าไหร่ ทำยังไงให้ไม่ต้องเป็นหนี้สิน พอไม่เป็นหนี้ โอกาสที่จะทำผิดมันก็น้อย 

“ดังนั้น เราเลยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ เพราะเชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเอาเข้าไปอยู่ในชีวิตได้เลย มี อาจารย์สมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ด้านการเกษตรที่พวกเราเคารพมาวางผังต่างๆ และมาสอนเจ้าหน้าที่ด้วยตนเองเลย”

ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชานั้นแบ่งเป็น 4 ฐานหลัก 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ฐานที่ 1 คือ ฐานปศุสัตว์และประมงน้ำจืด ซึ่งพี่ๆ นักโทษจะได้เรียนรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงสัตว์เพื่อประกอบอาชีพ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ไปจนถึงการขาย มีสัตว์หลากหลายชนิดให้ฝึกเลี้ยงตามความชอบและความถนัดตั้งแต่หมูหลุม เป็ด ไก่ วัว ควาย แพะ และบรรดาปลาต่างๆ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

นอกจากการฝึกเลี้ยงสัตว์ 1 ตัว ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ทุกคนยังได้เรียนรู้การบริหารจัดการฟาร์มให้มีต้นทุนน้อยที่สุด ตั้งแต่การลดค่าอาหารสัตว์โดยใช้เศษอาหารที่เหลือจากการจัดเลี้ยงผู้ต้องขังมาผสมกับหัวอาหาร รวมถึงการนำมูลสัตว์มาแปรรูปเป็นแก๊สและปุ๋ยเพื่อหมุนเวียนใช้ในแปลงเกษตรต่อไป

ฐานที่ 2 เป็นฐานสาธิตเกษตรอินทรีย์ซึ่งเน้นการทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำส้มควันไม้ ในแต่ละวันพวกเขาจะรวบรวมเศษอาหาร มูลสัตว์ วัชพืช และผักตบชวา มาหมักเป็นปุ๋ย รวมถึงแบ่งกำลังกันออกตระเวนหาไม้บริเวณรอบๆ เรือนจำเพื่อเผาและทำเป็นน้ำส้มควันไม้กำจัดศัตรูพืช ผลผลิตที่ได้ในฐานนี้จะถูกส่งต่อให้ฐานต่อไป 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ฐานที่ 3 คือ ฐานผักปลอดสารพิษ ภายในมีผักสารพัดชนิดที่ปลูกหมุนเวียนกันตามฤดูกาล ตั้งแต่ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ถั่วพู ฟักทอง ผู้ต้องขังจะได้เรียนรู้วิธีดูแลพืชผักให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด รวมถึงการบริหารจัดการแปลงผักให้มีผลผลิตทั้งปี กล่าวคือปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในระยะเวลาที่ไม่ตรงกัน เพื่อสร้างรายได้จากแปลงผักได้ตลอดปี  

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

ส่วนฐานที่ 4 เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ในฐานที่ 1 ถึง 3 ไว้ในพื้นที่ 1 ไร่ ผ่านแนวคิด ‘ศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ไร่ 1 แสน’ โดยเป้าหมายหลักคือทำให้ผู้ต้องขังเห็นแนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่ที่ตนเองมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดรายได้ตลอดปี  

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา
เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

มีการจำลองพื้นที่ 1 ไร่ ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัย แปลงเกษตร และการทำปศุสัตว์ ภายในขุดบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลา กบ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงหมูหลุมและการปลูกผัก โดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ มาหมุนเวียนทำเป็นปุ๋ย สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขารู้ว่าพื้นที่บ้านของตนเองนั้นสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด  

04

ยืนขึ้นใหม่อย่างยั่งยืน

เราเดินออกจากฐานศาสตร์พระราชาและเห็นว่าที่ฐานสาธิตเกษตรอินทรีย์มีพี่นักโทษ 2 คนกำลังดูแลการทำน้ำส้มควันไม้และการทำปุ๋ยอินทรีย์ เราจึงขอนุญาตพูดคุยกับพี่จ๋าและพี่วันถึงชีวิตและประสบการณ์ในเรือนจำแห่งนี้ พี่ชายใจดีเล่าถึงชีวิตของพวกเขาอย่างจริงใจ

“ตื่นมาอย่างแรกผมก็อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วก็ทำภารกิจเช้า หน้าที่หลักของผมคือดูแลกล้วยไม้ ดูแลต้นไม้ เสร็จภารกิจก็กลับมาอาบน้ำ รอเข้าแถว แล้วแยกย้ายไปทำ ภารกิจหลักของผมคือดูแลการทำปุ๋ยและน้ำส้มควันไม้ 

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

“ถ้าให้ผมพูดตรงๆ ตอนแรกที่ต้องมาเรียนฐานศาสตร์พระราชาผมไม่ชอบเลย เหนื่อยมาก มันเปื้อน สกปรก มีมูลวัว มูลไก่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามันเป็นอาชีพได้ ต่อให้ไม่เป็นอาชีพหลักก็เป็นอาชีพเสริมได้ ผมวางแผนชีวิตแล้วนะว่าออกไปผมอยากไปสมัครงานประจำ ทำแคบหมูขาย เพราะผมทำเป็น และปลูกอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นรายได้เสริมในพื้นที่ที่เรามี ปุ๋ยราคาแพงก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้เราทำเองได้” พี่จ๋าเล่าให้ฟัง พี่วันเลยเสริมว่าตนเองเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรนะ การเรียนรู้เกษตรกรรมมันหนักแล้วก็เหนื่อย อย่างผมโดนคดียา อันนั้นผมอาจจะเคยได้เงินง่าย แต่พอทำไปๆ ผมก็คิดขึ้นมาได้เองว่าอันนี้มันบริสุทธิ์กว่า ปลูกผักเราไม่ได้ทำร้ายใคร ผมก็วางแผนแล้วนะว่าบ้านผมขายข้าวแกงและที่บ้านมีพื้นที่ พอได้เรียนรู้เรื่องปุ๋ยเรื่องการเกษตร ผมก็จะออกไปปลูกผัก ทำปุ๋ยเอง ผักที่เราได้มาก็ใช้ในร้านข้าวแกงเราได้ ผมว่าศาสตร์พระราชามันเอาไปใช้ได้จริงนะ คิดง่ายๆ แค่เราปลูกผักได้ เราเอาไว้กินเอง เราก็ไม่ต้องไปซื้อ มันลดเงินที่ต้องใช้แล้ว ถ้าเหลือก็ขายเป็นรายได้ได้อีก อย่างน้ำส้มควันไม้ก็ขายได้ ถ้าเงินเหลือเราก็ไม่ต้องเป็นหนี้อะไร ก็ไม่ต้องพาตัวเองไปวนเวียนกับอะไรที่ไม่ดีอีก”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

สุกฤตาเสริมว่า นอกจากองค์ความรู้ที่พวกเขาจะได้เมื่อปล่อยตัวไป ทั้งเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการสร้างรายได้หรือลดรายจ่ายด้วยการปลูกผักกินเอง เลี้ยงสัตว์ต่างๆ พวกเขายังมีส่วนในรายได้จากโครงการศาสตร์พระราชาและโครงการต่างๆ ในเรือนจำ โดยผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะจัดจำหน่ายผ่านพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง และจำหน่ายในโครงการตลาดนัดเรือนจำวันพุธ ซึ่งประชาชนทั่วไปให้ความสนใจจำนวนมาก

“ในเรือนจำของเรา พวกเขาทุกคนจะมีส่วนในรายได้ต่างๆ ไปด้วยกัน เรานำผลผลิตไปจัดจำหน่ายแล้วนำรายได้มาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายและส่งกองทุนเงินผลพลอยได้ เราปันผลให้ผู้ต้องขัง 50 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และ 35 เปอร์เซ็นต์ เป็นทุนหมุนเวียนของเรือนจำ”

รายได้เหล่านี้จะกลายเป็นเงินตั้งต้นในการประกอบอาชีพต่างๆ เมื่อพวกเขาออกไป เป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขายืนขึ้นใหม่ด้วยการวางแผนชีวิตบนหลักความพอเพียง เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

05

คืนคนดีสู่อ้อมกอดของครอบครัว

ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรศาสตร์พระราชานั้นไม่ใช่แค่พืชผักและรายได้ แต่ยังออกดอกออกผลเป็นชีวิตที่เติบโตงดงามของนักโทษหลังการปล่อยตัว 

จากโครงการติดตามความสำเร็จของผู้พ้นโทษ พบว่านักโทษที่ถูกปล่อยตัวจากที่นี่มีสถิติการกระทำผิดซ้ำ 0 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลังการปล่อยตัวในทิศทางที่ดีขึ้น จากอดีตที่เคยไม่มีอาชีพหรือทำอาชีพรับจ้างทั่วไป เริ่มขยับขยายมาสู่การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย ลูกจ้างตามสถานประกอบการต่างๆ รวมถึงทำธุรกิจส่วนตัว  

“สังคมจะให้โอกาสพวกเขาขนาดไหนพี่ไม่รู้ แต่พี่จะบอกพวกเขาเสมอนะว่าต้องให้โอกาสตัวเอง พิสูจน์ตัวเองให้เขารู้ว่าเราปรับตัวได้แล้ว เราเป็นคนใหม่แล้ว ช่วงแรกๆ ออกไปเราอาจจะเจอสิ่งกระทบจิตใจบ้าง เรายิ่งต้องเข้มแข็งและวางแผนอาชีพให้ดี ปรึกษาครอบครัว ให้โอกาสตัวเองได้เป็นคนใหม่ พี่ทำงานที่นี่มาประมาณสามปี พี่รู้สึกภาคภูมิใจนะที่ได้ช่วยสร้างอาชีพ ได้เห็นว่าทุกคนที่มาอยู่มีความสุขขึ้น ได้เห็นว่าเขาไม่ต้องมาวนเวียนในเรือนจำอีก”

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

พี่วันกับพี่จ๋ายิ้มและเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเองที่พวกเขาสังเกตเห็นตั้งแต่มาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ พวกเขาพบว่าตัวเองไม่ใช่คนเดิม แต่เป็นคนที่ดีกว่าเดิม 

 “ผมก็แปลกใจตัวเองนะ พออยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น ผมเห็นว่าตัวเองเริ่มเป็นคนอดทน ขยัน ใช้เงินประหยัด ประหยัดมาก สามร้อยนี่อยู่ได้นานเลย จะใช้เงินต้องคิดก่อน มีความรับผิดชอบ และไม่เหนื่อยหน่ายกับงาน เมื่อก่อนอยู่ข้างนอกผมเป็นคนขี้เกียจมาก แต่อยู่ในนี้ผมอดทนมาก อยู่ข้างนอกชอบอะไรที่หามาง่าย ขายยาก็ขาย ผมไม่ค่อยสนใจใคร ไม่แคร์คน แต่มาอยู่ในนี้เรารับรู้ถึงชีวิตแต่ละคน ได้รู้จักที่จะเอื้ออาทรกัน เราเลยเห็นชีวิตที่ผ่านมาและไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวอีก” พี่วันเล่าอย่างจริงใจ

 “อยู่ที่นี่มันเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นะน้อง ตอนอยู่ข้างนอกผมดื้อด้าน ไม่ฟังใคร ทำอะไรตามใจตัวเอง กินเหล้าก็กิน ทุกอย่างที่เป็นสิ่งมัวเมาผมเอาหมด ตอนนั้นจะสามสิบแล้วผมก็ยังไม่โต ผมไม่เคยเห็นตัวเองโตสักที แต่พอติดคุกเรามองเห็นว่าแม่ลำบาก ลูกลำบาก เมียแยกทางไป มีปัญหาหลายอย่าง 

“จนมาอยู่ที่นี่ ผมเห็นจริงๆ นะว่าตอนนี้ผมโตแล้ว ผมพร้อมแล้ว มีศักยภาพที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ได้จากเรือนจำแห่งนี้ คือเขาสอนให้คนเรามีความรับผิดชอบ ตอนนี้ผมวางแผนชีวิตแล้วว่าออกไปจะทำอะไร ผมว่าผมพร้อมแล้วนะ” พี่จ๋าเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว เรือนจำไร้รั้วบนพื้นที่เกษตรพันไร่ที่คืนคนใหม่สู่สังคมด้วยศาสตร์พระราชา

เรากล่าวลาพี่ทั้งสองด้วยความเชื่อมั่นว่าพี่จะกลับบ้านอย่างมีความสุขที่สุด เรากล่าวขอบคุณพี่สุกฤตาและเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจทำทุกวิธีเพื่อคืนคนดีกลับสู่ครอบครัว ทั้งการสร้างอาชีพที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการฟื้นฟูพวกเขาให้มีหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความหวังในมนุษย์

และหวังว่าเรื่องราวการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 16 Peace, Justice and Strong Institutions ณ เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว จะช่วยให้คุณตระหนักถึงเส้นทางที่จะเลือกเดินในแต่ละทางแยกของชีวิต แม้อยู่ในสถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน เราต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง 

ในทางกลับกัน ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม การให้โอกาสครั้งที่ 2 แก่คนที่เคยทำผิดพลาดให้สามารถเดินกลับสู่บ้านหลังใหญ่หลังนี้ เพื่อเปลี่ยนใจที่เคยผิดพลาดและเป็นทุกข์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง จะช่วยสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load