ตลอดช่วงเช้าจรดเย็นในร้านเกษมสโตร์ ลูกค้ารุ่นราวคราวลุงป้าจำนวนมากต่างทยอยกันเข้ามาเดินเลือกซื้อสินค้าไม่ขาด โดยมี ยายกี-วิไล อุดมผล ทายาทรุ่นสองวัย 86 ปี และลูกหลาน คอยต้อนรับถามไถ่ลูกค้าอย่างเป็นกันเอง และเป็นเช่นนี้เรื่อยมาตั้งแต่คุณลุงคุณป้ายังเป็นเด็กน้อยมีพ่อแม่คอยจูงมือพามา

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ร้านเกษมสโตร์เปิดอยู่คู่กับกาดหลวง ตลาดขนาดใหญ่ของเชียงใหม่ มาตั้งแต่สมัยก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และปัจจุบันมีอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

คุณพ่อของยายกีก่อตั้งร้านแห่งนี้ขึ้นมา โดยช่วงแรกขายเพียงแค่สินค้าจำพวกผักสดและผักดองเป็นหลัก ภายใต้ชื่อร้าน เล่า ซง เฮง ก่อนจะขยับต่อมาเป็นร้านโชห่วย เฟ้นสินค้าหายากจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาขายตามความต้องการของลูกค้า เพิ่มขึ้นทีละอย่างสองอย่างกระทั่งมีสินค้าให้เลือกสรรจำนวนมาก และไม่เหมือนใครในสมัยนั้น โดยเฉพาะวัตถุดิบทำอาหารและเบเกอรี่แบบชาติตะวันตกที่เป็นอันรู้กันในอดีตว่าต้องมาซื้อที่ร้านนี้เท่านั้น

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

เดิมตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามศาลเจ้าจีนในตรอกเล่าโจ๊วบริเวณกาดหลวง ก่อนต้องย้ายออกจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่กาดหลวงเมื่อ พ.ศ. 2511 ทำให้ต้องเริ่มต้นร้านกันใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันบริเวณประตูจีนใกล้กาดหลวงเช่นเดิม โดยมียายกีเป็นผู้รับไม้ต่อ และเปลี่ยนชื่อร้านเป็น เกษมพาณิชย์ เริ่มต้นนำเบเกอรี่มาขายในร้าน เป็นเจ้าแรกที่ทำขนมรังผึ้ง (วาฟเฟิล) ขายในเชียงใหม่ จนเป็นที่นิยมอย่างมากของเด็กๆ และบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคสมัยนั้น ก่อนตามมาด้วยเมนูเบเกอรี่อื่นๆ เพิ่มเติม

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ช่วงหนึ่งทางร้านเคยได้รับเกียรติสูงสุด เป็นผู้จัดทำเมนูขนมปังทูลเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 9 สมัยที่พระองค์แปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ บนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ ทุกๆ ปลายปี 

เมื่อคราวที่หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กำลังก่อร่างตั้งโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่ หม่อมเจ้าภีศเดชก็ได้กลายเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของร้าน และได้ขอให้ทางร้านช่วยลองขายผลิตผลจากโครงการหลวงเป็นที่แรกของประเทศ

“แล้วฉันก็เปลี่ยนชื่อร้านอีกครั้งเป็น เกษมสโตร์ เหตุผลน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันเท่ดียังไงล่ะ” ยายกีเล่าที่มาร้านพร้อมชูนิ้วโป้งทำท่าเยี่ยม ก่อนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

ด้วยอายุอานามขนาดนี้ ร้านเกษมสโตร์ได้ผ่านมาแล้วทุกวิกฤตการณ์ ตั้งแต่ภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่กาดหลวง ช่วงภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง รวมถึงสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ในขณะนี้ แต่ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน จะมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้าในเชียงใหม่จำนวนเท่าใด การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ไม่อาจเปลี่ยนร้านเกษมสโตร์ได้ ราวกับว่าเวลาได้หยุดเดินเมื่อเข้ามาภายในร้านแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ การจัดของต่างๆ และรสชาติของเมนูเบเกอรี่ที่ยังคงไว้เหมือนเช่นวันวาน เพื่อต้อนรับลูกค้าที่ตั้งใจมาด้วยความคิดถึงทุกคน 

ความทรงจำที่มีร่วมกันระหว่างร้านกับลูกค้านี้เองที่ทำให้เกิดเป็นความผูกพัน และทำให้คนเชียงใหม่อยากปกป้องความทรงจำของพวกเขาเอาไว้ ทำให้ร้านเกษมสโตร์ยังคงอยู่ ไม่กลายเป็นเพียงความทรงจำ

น่าสนใจว่าร้านทำอย่างไร ถึงทำให้เกิดสายสัมพันธ์กับลูกค้าจนกลายเป็นความผูกพันแนบแน่นเช่นนี้ 

อย่ามัวรีรอ ยายกีเปิดประตูรอต้อนรับอยู่แล้ว เชิญเดินเข้าประตูร้านมา แล้วนั่งฟังเรื่องราวของร้านเกษมสโตร์จากเจ้าของทั้ง 3 เจเนอเรชัน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ร้านตามสั่ง

ในอดีต ร้านเกษมสโตร์คือร้านเดียวในเชียงใหม่ที่ขายวัตถุดิบทำอาหารตะวันตก รวมถึงเบเกอรี่ต่างๆ และมีประเภทให้เลือกจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากความต้องการของลูกค้า

 “ร้านเกษมสโตร์เหมือนร้านตามสั่งเลยค่ะ เพียงแต่เปลี่ยนจากอาหารเป็นวัตถุดิบต่างๆ แทน ยายกีเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เตี่ยยังมีชีวิตอยู่ เตี่ยจะต้องเดินทางลงไปกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เพื่อที่จะไปหาซื้อสินค้านำเข้าต่างๆ ตามที่ลูกค้ามาขอให้ทางร้านสั่งให้ พวกของหายาก ของเฉพาะทางมากๆ อย่างเช่น วานิลลาจากมาดากัสการ์ เราก็หาให้ได้ พอรู้ว่าเราหาได้ ลูกค้าก็เริ่มไว้ใจ ทีนี้ก็เข้ามาขอให้เราสั่งของเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สินค้าที่วางขายในร้านเรามีจำนวนมากขึ้น และแตกต่างจากร้านอื่นๆ ในเชียงใหม่ เป็นที่รู้กันว่าหาได้ที่ร้านเราเท่านั้น” แอร์-ประภาพร อุดมผล ทายาทรุ่นถัดมาที่มารับช่วงต่อดูแลงานหน้าร้านร่วมกับสามีเล่าย้อนความที่มาของสินค้าต่างๆ ให้ฟัง

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ความที่มีสินค้าทำอาหารตะวันตกจำนวนมาก ทำให้เมื่อคราวที่รัชกาลที่ 9 แปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เชฟผู้ติดตามส่วนพระองค์ก็เลือกที่จะมาสั่งซื้อวัตถุดิบจากร้านเกษมสโตร์

“ตอนเด็กๆ เรายังจำภาพตอนนั้นได้ เวลาที่คนของพระองค์มาที่ร้าน จะมีรถทหารมาจอดข้างหน้า แล้วต้นห้องของพระองค์ก็จะมาเดินเลือกซื้อของ บางครั้งก็ให้เราสั่งของให้ บ้างก็ฝากของมาลงไว้ที่ร้านเรา เพราะเขาเชื่อใจ” คุณแอร์เล่าย้อนความ

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

กระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายปี ในอดีตรัชกาลที่ 9 จะทรงจัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้ข้าราชการ อาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นประจำทุกปี ด้วยจำนวนคนที่มาร่วมงานจำนวนมาก ทำให้คนครัวทำเมนูทั้งหมดไม่ทัน วันหนึ่งเชฟส่วนพระองค์จึงเดินทางมาที่ร้านเกษมสโตร์พร้อมคำขอที่แตกต่างไปจากทุกคราว…

ขนมปังตำหรับชาววัง

วันนั้นเชฟส่วนพระองค์เดินทางมาที่ร้านเกษมสโตร์ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไปจากทุกคราว ครั้งนี้เขาไม่ได้มาตามหาวัตถุดิบ แต่ตั้งใจมาหา คุณป้ามะลิวัลย์ อุดมผล แม่ของคุณแอร์

“ตอนที่แม่ของเราแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านเกษมสโตร์ เริ่มแรกคุณแม่ก็ยังช่วยขายของภายในร้าน ไม่ได้เริ่มทำเบเกอรี่อะไร กระทั่งวันที่คนของพระองค์มาหาท่านที่ร้าน” แอร์เกริ่นนำให้แม่ของเธอ

“ปีนั้นงานเลี้ยงมีคนเยอะ ห้องครัวเขาทำไม่ทัน ด้วยความที่เขามาสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ จากเราอยู่แล้ว ของต่างๆ ที่ร้านเราก็มีครบ เขาก็เลยมาถามเราว่า ลองหัดทำดูไหม เราก็บอกทำไม่เป็นหรอก” ป้ามะลิวัลย์ในวัย 74 ปีเล่าให้ฟังว่าปฏิเสธไปคราวแรก แต่เหมือนโชคชะตาได้ถูกเขียนไว้แล้ว เพราะหลังจากได้ยินคำตอบของป้ามะลิวัลย์ เชฟก็ยื่นข้อเสนอกลับมาอีกครั้ง “งั้นฉันเป็นคนสอนเธอเอง” 

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน
เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสเช่นนี้ คุณป้ามะลิวัลย์จึงตัดสินใจตอบตกลง และเดินทางไปกับเชฟสู่ส่วนครัวของพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

“ครัวที่นั้นแบ่งออกเป็นส่วนห้องคาว ห้องหวาน เขาก็พาเราเข้าไปข้างใน ที่นั่นมีอุปกรณ์ครบเลย เขาพยายามสอนเรา เราก็พยายามจำให้ได้มากที่สุด เราก็ยังทำได้ไม่เก่งมาก เขาขอให้เราทำกะหรี่ปั๊บ แต่ตอนนั้นเรายังจีบแป้งไม่ได้เลย เขาก็บอกว่า จีบไม่เป็นก็ไม่ต้องจีบ ทำให้เป็นตัวก็พอ เราก็โอเค ได้สิ” ป้ามะลิวัลย์หัวเราะอารมณ์ดีก่อนเล่าต่อ

“ตอนทำให้กับพระองค์ เราก็ต้องขึ้นไปข้างบนด้วย เพื่อไปส่งขนมปังและยืนเฝ้าซุ้มของเรา ตอนนั้นเขาจะเอากะหรี่ปั๊บ สามร้อยชิ้น เราก็พยายามหัดทำ ทำตั้งแต่บ่ายยันบ่ายอีกวัน เรียกว่าพอเสร็จแล้วก็คลานขึ้นไปเลย” ป้ามะลิวัลย์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นส่วนเบเกอรี่ของร้านเกษมสโตร์ ที่ใช้สูตรจากเชฟส่วนพระองค์ กล่าวได้ว่าเป็นเบเกอรี่สูตรชาววัง คุณป้ามะลิวัลย์หัวเราะอีกครั้งชอบใจฉายาที่เราตั้งให้

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน
เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

หลังจากเมนูกะหรี่ปั๊บไม่ต้องจีบ คุณป้าก็เริ่มต้นหัดทำเมนูอื่น และเหมือนเช่นที่มาของสินค้าต่างๆ ในร้าน เมนูเบเกอรี่ใหม่ที่เกิดขึ้นก็ล้วนมาจากความต้องการของลูกค้าเกือบทั้งสิ้น

“ด้วยความที่เราเป็นกันเองกับลูกค้า ลูกค้าหลายคนจึงชอบมานั่งเล่นภายในร้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกค้ามานั่งเล่นดูเราทำขนม แล้วก็บอกว่าฉันทำขนมนี้เป็นนะ เดี๋ยวฉันสอนเธอเอง เราก็ได้เรียนรู้สูตรทำขนมเพิ่ม แล้วก็นั่งคุย นั่งชิมกันไป อีกครั้งมีลูกค้าฝรั่งเขามาคุยกับเรา บอกว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นวันเกิดของยายเขา เขาอยากได้ขนม ยายเขาชอบทานเมนูนี้ แต่เราไม่รู้จัก ทำไม่เป็น เขาก็บอกไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเอาสูตรมาให้เธอ แล้วเราก็ลองทำ ให้เขาลองชิม จนโอเคใช้ได้ เขาก็บอกกับเราว่าเธอจะทำขายก็ได้นะ”

เมนูเบเกอรี่หลายๆ อย่าง ภายในร้านจึงมีที่มาเช่นนี้ 

โฮมเมดที่เริ่มต้นจากฮาร์ตเมด

ขณะที่เลือกซื้อสินค้าต่างๆ ภายในร้านเกษมสโตร์ คุณจะได้ยินเสียงเครื่องจักรกำลังทำงานอยู่ชั้นบนเกือบตลอดเวลา นั่นคือพื้นที่ผลิตเบเกอรี่ของคุณป้ามะลิวัลย์ ที่จะเริ่มต้นทำขนมปังกันตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วนำมาวางขายที่หน้าร้านแบบสดๆ หอมกรุ่นจากเตา และทำในปริมาณไม่มากนัก เมื่อหมดก็ค่อยทำมาเพิ่มเพื่อความสดใหม่

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ที่สำคัญ เบเกอรี่ทุกเมนูของป้ามะลิวัลย์ไม่มีการใส่สารกันบูดใดๆ ทั้งสิ้น

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเริ่มทำเบเกอรี่ เราไม่เคยใช้สารกันบูดเลย เราบอกลูกค้าตามตรงว่าขนมปังเราเก็บไว้ได้ไม่นานนะ ถ้าคุณอยากจะเก็บไว้กินนานๆ ก็แนะนำให้เก็บเข้าตู้ฟรีซ เราไม่อยากใช้สารกันบูด เพราะเราก็กิน ลูกเราก็กิน เราเลยไม่คิดใช้ตั้งแต่แรกเพราะรู้ว่ามันไม่ดี แล้วเราจะเสิร์ฟของไม่ดีให้กับลูกค้าทำไม ทำไปก็ไม่มีความสุขหรอก” คุณป้าเล่าด้วยแววตาจริงจัง

นอกจากนั้น ด้วยพื้นที่จำกัด เมนูเบเกอรี่ของเกษมสโตร์จึงมีการเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน
เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“เมนูเบเกอรี่ของเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกวันค่ะ แต่มีที่ยืนพื้นคือพวกขนมปัง ขนมปังไส้หมูหยอง ไส้ฝอยทอง จะมีประจำทุกวัน ที่เหลือเราจะเวียนไปตามผลไม้แต่ละฤดูกาล บางทีก็ลืมทำบางเมนูไปเลย จนลูกค้ามาถามหา ไม่เห็นทำตั้งนานแล้ว ก็มันมีเมนูตั้งเยอะจนเราลืมไปแล้วนิหน่า” คุณป้ามะลิวัลย์หัวเราะแก้เขิน

จากจุดเริ่มต้น ทุกวันนี้คุณป้ามะลิวัลย์มีฝีมือการทำเบเกอรี่ที่มากขึ้นจนลองพัฒนาขนมปังใหม่ๆ ตอบความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งคนที่แพ้นม แพ้กลูเตน (Gluten) คุณป้าก็ทำให้ได้ ขณะเดียวกันแม้จะมีเมนูใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่เมนูเก่าๆ คุณป้าก็พยายามรักษารสชาติแบบดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด คุณกินอย่างไรตอนที่ยังเด็ก โตมากลับมาทานรสชาติในวันที่เยาว์วัยนั้นก็ยังคงเหมือนเคย

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ใหญ่ๆ ไม่ เล็กๆ ทำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลามากกว่า 50 ปี ร้านเกษมสโตร์ย่อมพบเจอความเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก ทั้งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้าน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ต่างก็มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลาย และอาจจะมากกว่าร้านเกษมสโตร์ด้วยซ้ำ รวมถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ร้านเคยเป็นแหล่งเดียวที่ลูกค้ามาหาซื้อสินค้าบางตัวได้ ก็กลายเป็นตัวเลือกรองลงมา ยังไม่รวมวิกฤตระดับชาติอย่างต้มยำกุ้ง หรือแม้แต่สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่เกิดขึ้น เกษมสโตร์มีวิธีการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

“ตั้งแต่เราเปิดร้านมา มีคนติดต่อขอซื้อเปิดเป็นแฟรนไชส์ (Franchise) เยอะมาก และเรามักเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่คนคอยมาถามไถ่ตลอด แต่เราตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะทำเป็นธุรกิจในครอบครัว (Business Family) และความสุขของครอบครัวต้องมาเป็นอันดับแรก เราเลยไม่เคยคิดที่จะขยายเป็นแฟรนไชส์ 

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“อาจด้วยพื้นฐานของเรา เราเป็นคนไม่กล้าเสี่ยงกับอะไรที่จะมาทำให้ความสุขของครอบครัวเราลดน้อยลงหรือหายไป เราจะไม่อยากไปเจอกับปัญหาที่มันเป็นกองใหญ่ เราไม่อยากทะเลาะกันในครอบครัว เราคุยกันในครอบครัวแล้วว่าเราจะไม่ขายให้ใคร ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีอยู่แล้ว เป็นร้านเล็กๆ แบบนี้ ถ้าไม่เล็กแบบนี้มันก็จะกลายเป็นอะไรที่ไม่ใช่เราอีกแล้ว มันไม่ใช่ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านแล้ว เป็นต้นไม้ที่ต้องเอามาปลูกข้างนอก” คุณแอร์พูดด้วยแววตาจริงจัง

ร้านที่ขับเคลื่อนด้วยความซื่อสัตย์และความสุข

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การจัดของต่างๆ ภายในร้านเกษมสโตร์แทบไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะมีสินค้าบางอย่างที่หายไปบ้างเพราะเลิกผลิต แต่ที่เหลืออยู่ทุกคนในร้านก็พยายามรักษาบรรยากาศไว้ให้ได้ดังเดิม แม้แต่ยายกีที่ทุกวันนี้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังมาเฝ้าร้านทุกวัน คอยเดินจัดของบนชั้นให้เรียบร้อย และทักทาย ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยรอยยิ้มเหมือนที่เป็นมา

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน
เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“เตี่ยสอนฉันเสมอไม่ว่าทำอะไรต้องซื่อสัตย์ แม้ลูกค้าจ่ายเงินเกินมาหนึ่งบาท ก็ต้องซื่อสัตย์คืนให้เขาครบ ความซื่อสัตย์นั้นสำคัญ คนซื่อสัตย์คือคนที่ดีเยี่ยม ใครอยู่ด้วยก็มีความสุข” ยายกีเล่าพร้อมชูนิ้วโป้งขึ้นอีกครั้ง

ความซื่อสัตย์จึงเป็นหลักคำสอนสำคัญที่ส่งผ่านกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัว

“เราทำอาชีพค้าขาย เราจะต้องมีความซื่อสัตย์ค่ะ ลูกค้าที่เข้ามาจึงจะไว้ใจและมีความสุข” แอร์อธิบายหลักการทำงานของครอบครัว

“เช่นเดียวกันเราก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเราเองด้วย เราต้องรู้ว่าเราต้องการสิ่งใด เวลาใครมาถามว่าเราอยากได้อะไรจากการทำร้านนี้ คำตอบของเรา คือเราอยากได้ความสุข การทำร้านเกษมสโตร์คือความสุขของครอบครัวเรา”

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

ความสุขที่ว่าคืออะไร คุณแอร์อธิบายให้เราฟังว่าเกิดจากการให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่เอาเปรียบ และการบริการดั่งเป็นญาติคนหนึ่งในครอบครัว

“ที่ร้านของเราอยู่ได้ยาวนานขนาดนี้ เราคิดว่าเป็นเพราะความรัก… ตอนที่เรายังเด็ก เราจะเห็นภาพลูกค้าพาลูกๆ มาที่ร้าน แล้วยายกีก็มักจะหยิบขนมมาแจกให้เด็กๆ ได้ทานเล่นกันเป็นประจำ ร้านของเราดูแลลูกค้าเหมือนไม่ใช่ลูกค้าค่ะ เราถามไถ่ความเป็นไป ดูแลกันและกันราวกับเป็นเครือญาติ บางคนมาที่ร้านเขาไม่ได้จะมาซื้อของอะไร แต่แค่อยากมานั่งเล่นพูดคุยด้วย และด้วยความที่เราซื่อสัตย์ ลูกค้าทุกคนก็จะไว้ใจเรา สมัยก่อนเวลาใครไปตลาดเขาก็จะแวะที่ร้านเราก่อน มาขอฝากของบ้าง หรือบางคนแม้แต่ฝรั่งก็มาขอฝากลูกไว้กับเรา” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนไปค้นภาพถ่ายที่มีเด็กฝรั่งช่วยขายขนมรังผึ้งในอดีตให้ดู

“เหมือนเป็นครอบครัวใหญ่เลยเนอะ อะไรแบบนี้เองที่ทำให้เรายังคงอยากเปิดร้านต่อไปเรื่อยๆ”

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“ตอนที่สามีเรายังเด็ก พ่อแม่ของเขาก็เคยพามาฝากไว้ที่ร้าน แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกัน เขามาเล่าให้ฟังทีหลัง” คุณแอร์ยิ้มอีกครั้งหลังพูดถึงคู่ชีวิตที่ปัจจุบันเข้ามาช่วยเหลือกิจการภายในร้านกับเธอ

ความซื่อสัตย์ที่ลูกค้าไว้ใจกับการบริการโดยการมอบความรักราวคนในครอบครัว แนวคิดนี้ได้พาให้ร้านเกษมสโตร์พัฒนาขึ้นจนโดดเด่นแตกต่างจากร้านของชำทั่วไปของจังหวัดเชียงใหม่ในเวลาต่อมา

ทุกคนคือครอบครัว

“ครอบครัวของเรามีจุดที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือเราเป็นพวกคนคิดเยอะ คิดมากจนเผื่อไปถึงคนอื่น แม้ว่าเราจะให้ครอบครัวของเรามาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังไงลำดับถัดมาก็คือสังคมที่เราอยู่ ถ้าเราไม่ปกป้องสังคมเรา ตัวเราเองก็แย่ค่ะ มันไม่มีทางหรอกที่เราจะมีความสุขได้โดยที่เพื่อนบ้านเราไม่มีความสุข เหมือนเพื่อนลูกของเรา เราก็คิดว่าเขาจะต้องดีหมด เราก็จะเลี้ยงเพื่อนลูกของเราให้ดีหมด และมันก็จะส่งผลถึงลูกของเรา เขาได้อยู่ในสังคมที่ดี เขาก็จะเป็นคนดีด้วย มันก็เอามาใช้ได้กับการดูแลร้าน 

“เราคิดแบบนี้กับทุกคน นั่นเลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกจะมายืนที่หน้าร้านด้วยตนเอง ไม่จ้างใคร เพราะการที่ลูกค้าได้เดินเข้ามาเจอเจ้าของ ได้คุยกัน ได้ถามไถ่กันว่าวันนี้สบายดีไหม วันนี้เป็นไง ลูกสบายดีไหม มีหลานแล้วเหรอ คุยเป็นกันเองได้ บางทีเขาก็ถามเรากลับเช่นกัน มันคล้ายกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เราหาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้จากการไปซื้อของตามห้างฯ สินค้านี้เท่าไหร่จ่ายรับของแล้วก็จบกัน เกษมสโตร์ไม่ใช่แบบนั้น เราไม่ได้คิดแค่เรื่องค้าขายอย่างเดียว ร้านของเรายังมีความเป็นเพื่อนมนุษย์ต่อกัน และการที่เราอยู่ข้างหน้าด้วยตนเอง เรายังได้รับฟังความต้องการจากลูกค้าจริงๆ และเราก็ตอบสนองได้ตรงตามที่เขาต้องการด้วยเช่นกัน” คุณแอร์อธิบายสาเหตุที่เธอรวมถึงยายกีและป้ามะลิวัลย์ในรุ่นก่อนต่างก็เลือกที่จะยืนอยู่หน้าร้านด้วยตนเอง

“แต่ในส่วนของเบเกอรี่ของแม่ที่งานค่อนข้างหนักและเยอะเราก็มีการจ้าง ทุกวันนี้คนที่ช่วยแม่ทำเบเกอรี่ นอกจากน้องสาวเราก็มีอีกคน อยู่กันมาตั้งแต่อายุสิบสอง ตัวยังเล็กอยู่เลย เขาจะกินอะไร เราก็กินเหมือนกับเขา กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน เราดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เขามีความสุข ตัวเราก็มีความสุข อย่างที่เราบอกว่าร้านนี้เหมือนครอบครัวใหญ่ ทุกคนคือครอบครัว เราอยากดูแลทุกคนให้ดี ไม่ว่าจะตัวเรา คนของเรา หรือลูกค้า เพราะมันทำให้เรามีความสุข เหตุผลมันง่ายๆ แค่นั้นเลย” คุณแอร์ยิ้มกว้าง 

ลำบากแต่ไม่ทุกข์ใจ

“เราทราบดีว่าโลกเศรษฐกิจตอนนี้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง มีร้านค้าเกิดขึ้นใหม่มากมาย ลูกค้าไปหาซื้อสินค้าจากที่อื่นได้แล้ว แต่เราเลิกมองเขาเป็นคู่แข่งไปแล้ว เราไม่ไปซีเรียสตรงนั้นแล้วว่าเขาจะมาซื้อของเรารึเปล่า เราหันมาเน้นที่ความเป็นเรา ยังเป็นเราที่มีความสุข ยังคงเลือกสั่งของต่างๆ มาวางขายจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และเลือกแต่สิ่งที่ดีจริงๆ ให้กับเขา

“เป็นความจริงที่ลูกค้าร้านเราน้อยลง มีตัวเลือกอื่นๆ เข้ามาเพิ่ม ถ้าเป็นวัยรุ่นเขาจะหายไปเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่อาจเคยพาเขามา เขารู้จักขนมปังหมูหยองร้านเรา แต่เราสังเกตดูแล้วเขาจะกลับมาอีกทีตอนที่เขาเริ่มมีลูก เพราะเขาอยากหาอะไรดีๆ ให้กับตัวเอง ให้กับลูกของเขา เพราะร้านเราทำทุกอย่างโดยแคร์ถึงลูกค้าเสมอ และลูกค้าก็ทราบข้อนี้ดี เพราะถ้าเราไม่ทำให้เขาดี เราเองก็ไม่มีความสุข

“ร้านของเราไม่ได้สวยงาม มันไม่ได้น่าถ่ายรูปเหมือนร้านที่เกิดขึ้นใหม่ ขนมที่ขายในร้านก็ไม่ได้มีหน้าตาที่ดีน่าถ่ายรูป เดี๋ยวนี้เราได้กำไรน้อยลงจากเดิมมาก วัตถุดิบแพงขึ้น หลายอย่างเริ่มบีบเรา 

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน
เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“ต้องบอกตามตรงว่าที่เรารอดจากสถานการณ์ต่างๆ ได้ ส่วนหนึ่งเพราะความโชคดีที่คนรุ่นก่อนเรา เขาได้สร้างอะไรไว้ให้ เรายังมีธุรกิจบ้านจัดสรรขนาดเล็ก มีหอพัก ที่เข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงให้ร้านแห่งนี้ยังคงอยู่ต่อไป ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนสมัยก่อน สิ่งที่ครอบครัวเราทำก็คือการอยู่อย่างพอดี 

“เราทุกคนในครอบครัวคิดเหมือนกันว่า เราไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าอะไรเพิ่มให้มากมาย ตอนแรกเราอาจมีรถคันใหญ่ขับ เราก็ลดมาขับคันที่เล็กลงก็ได้ เราไม่ได้สนใจว่าจะต้องขับรถคันใหญ่ หรือต้องไปกู้เงินเพื่อที่จะได้ขับรถคันใหญ่ เราว่ามันไม่จำเป็น หรือว่าเราต้องถือกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดังระดับโลกเหรอ ถือได้แค่ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็เบื่อแล้ว มันไม่มีความจำเป็นเลย แถมการทำเกินตัวจะยิ่งทำให้เราทุกข์ สิ่งที่ครอบครัวเราอยากได้เสมอมาคือความสุข ซึ่งเรามีกันอยู่แล้ว พวกเราทุกคนพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปถือกระเป๋าแบรนด์เนมหรอก เราอยากถือกระเป๋าที่มันมีน้ำหนักเบา ทนทาน ใส่ของได้เยอะๆ ใส่ของให้ลูก และพกไปไหนมาไหนได้นานๆ มากกว่า

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

“นี่คือสิ่งที่เราเอามาใช้กับการทำร้านเกษมสโตร์ เราเองก็ไม่อยากให้มันหายไป เหมือนกับที่เราผูกพันกับร้านอื่นๆ ที่เขาดีและอยู่มานาน เราเคยกินตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่อยากให้เขาหายไป ถ้าวันใดที่เรานึกถึงรสชาติตอนที่ยังเป็นเด็กขึ้นมา เราก็ยังไปซื้อกินรสชาติจากอดีตนั้นได้เหมือนเดิม มันเป็นสิ่งที่ดีมากเลยนะ เช่นเดียวกัน เพื่อนเราหลายคนที่เคยกินขนมปังไส้หมูหยองของเกษมสโตร์ในอดีต เขาก็คงอยากกลับมากินอีกทุกครั้งที่คิดถึง เราก็อยากให้มันไปได้อีกนานๆ เราจึงรักษารสชาติ รักษาทุกอย่างไว้ให้คงเดิมให้ได้นานที่สุด ด้วยเหตุผลนี้ มันอาจจะลำบากกว่าเดิม แต่เราก็สุขใจที่เป็นส่วนทำให้คนอื่นมีความสุข” คุณแอร์พูดพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนกลับไปช่วยสามีและยายกีดูแลลูกค้าที่ทยอยเข้ามาซื้อของในร้านเช่นทุกวันที่ผ่านมาตลอด 50 ปี

ปัจจุบันเกษมสโตร์มี 2 สาขา – สาขาดั้งเดิมสถานที่ในเรื่องอยู่ใกล้กับกาดหลวง และอีกสาขาเปิดโดยลูกสาวคนโตของคุณป้ามะลิวัลย์อยู่บนถนนทางเข้ากองบิน 41 (เส้นเก่า) ทั้งสองร้านเปิดตั้งแต่ 08.00 – 19.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

เกษมสโตร์ ร้านชำเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่รักและอุดหนุนมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจนปัจจุบัน

Lesson Learned

1. เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ร้านเกษมสโตร์อยู่มาได้นานขนาดนี้คือความเชื่อใจจากลูกค้า ความซื่อสัตย์ที่เตี่ยของยายกีสอนและส่งต่อมาสู่สมาชิกครอบครัวแต่ละรุ่นคือปัจจัยสำคัญ การที่ร้านพยายามมอบแต่สิ่งที่ดีให้กับลูกค้าในร้านกระทั่งเกิดเป็นความเชื่อใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ายังคงเลือกมาใช้บริการที่ร้านเกษมสโตร์แทนร้านคู่แข่งอื่นๆ 

2. การตัดสินใจไม่ใช้ลูกจ้างมาดูแลบริเวณหน้าร้าน แต่เป็นเจ้าของที่ยืนคอยต้อนรับลูกค้าต่างๆ ทำให้ลูกค้าได้ปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของโดยตรง นอกจากทำให้เขารู้สึกได้รับความสำคัญ ยังทำให้เขารู้สึกผูกพันกับร้านในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นดั่งเพื่อนเก่าแก่ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ไม่ใช่ระหว่างบุคคลกับสถานที่

3. อีกประโยชน์สำคัญที่เจ้าของร้านเป็นผู้ดูแลเอง คือการได้รับฟังข้อเสนอแนะและความต้องการต่างๆ จากลูกค้า ซึ่งเกษมสโตร์ก็มักตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล ตั้งแต่การสั่งซื้อของมาขายในร้าน กระทั่งถึงเมนูเบเกอรี่ต่างๆ ที่ก็ล้วนมีที่มาจากความต้องการของลูกค้าทั้งสิ้น และเมื่อความต้องการถูกตอบสนอง ลูกค้าก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกมีค่า มีคนรับฟัง และกลายเป็นความรู้สึกดีต่อร้านในที่สุด

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

Home Sweet Home

วลีสุดคลาสสิกที่เชื่อว่าทุกคนรู้จักและรู้ซึ้งถึงความหมายเป็นอย่างดี เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เราออกไปข้างนอกไม่ได้และต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น 

ด้วยเหตุนี้เอง หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับของใช้ในบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่บ้านให้ดียิ่งกว่าที่เคยเป็น สมกับที่ต้องใช้เวลาแทบจะ 24 ชัั่วโมงในพื้นที่ของตัวเอง จนเกิดเทรนด์มากมายอย่างกระแสนิยมเทียนหอม หรือการเช่าเก้าอี้ทำงานสุขภาพราคาแพงมาใช้ที่บ้าน 

วันนี้เรามีนัดสนทนากับ แนน-พนัชกร บุญยิ่งสถิตย์ Managing Director ของ Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่ถือคติว่า อยากทำของคุณภาพดีให้คนซื้อไปใช้แล้วมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ทั้งผ้าเช็ดตัวหนานุ่มแบบโรงแรม 5 ดาว และผ้าปูที่นอนทอละเอียดถึง 800 เส้นด้าย ที่สลับจับคู่สีได้ตามชอบ จนกลายมาเป็นแบรนด์เครื่องใช้ในบ้านที่น่าจับตามอง พัฒนาสินค้าจากปัญหาการใช้จริงของลูกค้า และจริงใจเกินร้อยด้วยนโยบายคืนเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ 

ตลอดบทสนทนา แนนพูดเสมอว่าสินค้าทุกชิ้นคือของที่เธอใช้เองในชีวิต เพราะเชื่อว่าความรัก และความตั้งใจในการผลิตสินค้าดี ๆ ออกมาขาย คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

เอาปัญหามาทำให้เป็นเรื่องง่าย

Haus64 ตั้งเป้าผลิตสินค้าชุดเครื่องนอนและผ้าขนหนูพรีเมียมในราคาจับต้องได้ นอกจากคุณภาพสินค้าที่ดีแล้ว ยังนำปัญหาที่คนใช้งานจริง ๆ ต้องเจอมาพัฒนาสินค้าให้ต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ในท้องตลาด ฟังก์ชันชุดเครื่องนอนของแบรนด์เกือบทั้งหมดมาจากการสังเกตการใช้งานและฟีดแบ็กของลูกค้าทั้งสิ้น อย่างการใส่ตัวแป๊กตรงมุมปลอกผ้านวม หรือทำป้ายผ้าปูที่นอนให้มีสัญลักษณ์ว่าด้านไหนคือด้านไหน ทำให้การปูที่นอนง่ายขึ้นมาก 

เป็นธรรมเนียมของธุรกิจนี้ที่ทันทีเมื่อส่งของเสร็จ ระบบจะส่งข้อความอัตโนมัติไปถามความคิดเห็นของลูกค้า สัปดาห์ถัดไปก็จะส่งไปอีกรอบว่าใช้แล้วชอบไหม มีคำแนะนำว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้างหรือเปล่า

เห็นได้ว่าแบรนด์ให้ความสำคัญและใส่ใจในความคิดเห็นของลูกค้ามากที่สุด

“เนื่องจากเราไม่เคยทำตลาดนี้มาก่อน มันใหม่มากสำหรับเรา และเราอยากรู้จริง ๆ ว่าลูกค้าคิดยังไง เวลาเขาตัดสินใจซื้อก็อยากรู้ว่าเพราะอะไร ใช้ไปแล้วมีฟีดแบ็กยังไงบ้าง เลยได้อินไซต์จากลูกค้ามาเต็ม ๆ อย่างก่อนหน้านี้เราเคยทำผ้าปูที่นอนเป็นยางยืดรอบผืน แบบที่เขาฮิตกัน แต่พอลูกค้าใช้จริงก็ไม่ชอบเพราะหามุมไม่เจอ เลยมาปรับแก้ให้ยางยืดรัดแค่มุมแต่ยาวกว่าปกติ เชือกในไส้นวมจะเป็นแบบไหน มีกี่อันเพื่อให้ใช้ได้ดี เราก็ทดลองจนได้แบบที่พอใจ

“หรือเรื่องความสูงของผ้าปู เราทำสูงกว่าปกติ เพราะเดี๋ยวนี้ลูกค้ามักมีท็อปเปอร์วางบนที่นอนอีกชั้น ทำให้ผ้าปูทั่วไปคลุมได้ไม่หมด แล้วเรามีบริการสั่งตัดได้ ที่นอนไซส์ไม่ปกติ หมอนรูปทรงแปลก ๆ เราก็ทำให้ได้หมด ค่อย ๆ เพิ่มบริการพิเศษมาให้ลูกค้า” 

จุดขายของผ้าปูที่นอนของ Haus64 ที่มิกซ์แอนด์แมตช์สีสันได้ทั้งหมด ก็มาจากการคิดถึงจิตใจลูกค้าเช่นกัน

“เราอยากทำที่นอนให้สวย ออกแบบได้ตามสไตล์ของลูกค้าเอง เวลาไปเลือกซื้อผ้าปูมักขายเป็นชุด มีสีเดียว ซึ่งอาจจะน่าเบื่อ เราเลยตั้งใจให้ลูกค้าเลือกผสมสีในชุดได้เองตามชอบ ทำให้เวลาเราออกแบบลายผ้า เราต้องเอาทุกสีมาเทียบกันจริง ๆ เพื่อดูว่ามันผสมกันได้สวย ต่อให้เป็นคู่ที่ดูไม่เท่ากันก็ต้องออกมาไม่โดดมาก เรารู้สึกว่าการที่ได้เลือกเองเป็นชุด ๆ ชิ้น ๆ มันสนุกกว่า เหมือนได้แต่งห้อง จนมีคนคอมเมนต์ว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนฟีลห้องก็มาใช้แบรนด์นี้ เพราะไม่ต้องซื้อสีเดียวกันทุกชิ้น ไม่ต้องซื้อทั้งชุดใหม่ ซื้อแค่บางตัวก็ได้ สีที่เราคิดมามิกซ์กันได้หมด ลูกค้าซื้อแค่บางสี บางชิ้น แล้วก็เปลี่ยน Total Look ในห้องได้เลย หรือลูกค้าบางคนส่งรูปห้องมาให้เลย ให้เราช่วยเลือกว่าห้องสีนี้ควรใช้ผ้าสีอะไร สนุกมาก แอดมินก็ได้ช่วยลูกค้าคิดไปด้วย” 

ลูกค้าหลักของแบรนด์เป็นคุณแม่ รองลงมาก็เป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานและต้องซื้อชุดเครื่องนอนใหม่ และคู่สีที่ขายดีที่สุดคือ Moonlight (สีเบจ) กับ Sand Strip (ลายเส้นสีน้ำตาล) และ Blue Dawn (สีฟ้าเทา) กับ Graphite Grid (ลายตางรางสีเทา) ที่ลูกค้าตามหาซื้อจนของหมด 

แนนเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวน่ารัก ๆ อย่างคุณแม่ลูกเล็กกลับมาซื้อเครื่องนอนซ้ำ เพราะปกติลูกนอนแล้วร้อน เหงื่อออกที่หัวเยอะจนไม่สบายตัว แต่พอเป็นผ้าปูของ Haus64 ลูกเหงื่อไม่ออกและหลับสบายขึ้น หรือลูกค้ามารีวิวว่าชอบผ้าปูแบรนด์นี้มาก ๆ เพราะไม่เกี่ยวส้นเท้าที่แตกแห้ง 

“เราเองก็เป็นคนที่มีปัญหาเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่เคยสังเกตเลย มาดูว่าทำไมมันถึงไม่เกี่ยว ก็เป็นเพราะว่าผ้าคอตตอนตามธรรมชาติมันจะเป็นใยสั้น ๆ ต่างจากผ้าใยสังเคราะห์ที่ใยมันจะค่อนข้างยาว สมมติเรามีหนังหรืออะไรคม ๆ ไปเกี่ยวก็ทำให้มันดึงออกมาทั้งเส้น มันก็จะกลายเป็นกระจุกหรือขุย ๆ ที่ผ้า ทำให้มันพัง แต่คอตตอนเป็นใยสั้น คือถ้าโดนเกี่ยวก็จะแค่หลุดออกไปนิดเดียว ไม่ได้กระจุกอยู่บนผ้า เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นอีกอินไซต์ที่เราก็ค้นพบ รวมถึงคนที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวก็คล้ายกัน ผ้าก็จะไม่พังง่าย ถ้าเป็นผ้าอื่น ขนน้องก็จะฝัง เอาออกยาก คอตตอนจะปัดได้ง่ายหน่อย”

ความจริงใจต่อลูกค้าคือหัวใจ

ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน และหมอน เป็นสินค้าที่ปกติผู้บริโภคต้องได้ลองจับลองลูบจริงก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ทำไมลูกค้าของแบรนด์ Haus64 กลับกล้าซื้อผ่านออนไลน์ แนนตอบอย่างมั่นใจว่า เพราะนโยบายที่จริงใจต่อลูกค้าที่เป็นหัวใจสำคัญคือคำตอบ

“เราบอกชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ถ้าซื้อไปแล้วไม่พอใจ เรายินดีคืนเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ถามเหตุผลอะไรเลย ขออย่างเดียวคืออย่าเพิ่งเอาไปซัก ทุกคนก็พอใจเพราะสินค้าที่เค้าได้ตรงปกกับที่เราเคลมไว้ มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำเยอะมาก เขาก็จะเห็นตั้งแต่การที่เราส่งของให้เขา มีห่อ มีโน้ตให้ มีดีเทล มี Care Card เขาก็ประทับใจว่าเราใส่ใจจริง ๆ 

“อาจเพราะว่าเราอยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้านของลูกค้า วิธีการที่เราพูดในเพจก็จะเป็นการเล่าเรื่อง เหมือนเราเป็นเพื่อนบ้านที่มีอะไรมาเล่าให้ฟัง ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ สนใจไหม มีอะไรก็คุยกันได้ และเราพร้อมที่จะรับฟีดแบ็กเพื่อไปพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้ว่า Input ที่ดีที่สุดก็คือลูกค้านี่แหละ 

“เขาคือคนที่ให้โอกาสเราจริง ๆ แค่เห็นผ่านฟีดแล้วอยากจะสนับสนุน หลายคนบอกว่าเขาสนับสนุนเพราะเห็นว่าเป็นแบรนด์ไทย นอกจากนี้ เรามีสุ่มโทรไปถามฟีดแบ็กลูกค้าด้วยนะ มีคนหนึ่งบอกว่าเป็นกำลังใจให้ เห็นมาตั้งแต่จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ในฐานะคนทำ เราฟังแล้วรู้สึกปลื้มใจ รู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสพิเศษนี้ เพราะฉะนั้น ทุกฟีดแบ็กเลยเป็นความหวังดีที่อยากให้เราพัฒนา เขาไม่ต้องบอกเราก็ได้ จะไปว่าที่อื่นก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะบอกเรา มันก็เป็นของขวัญสำหรับพวกเราเหมือนกัน”

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

จุดเริ่มต้นของบ้านเลขที่ 64

ก่อน Haus64 เกิดขึ้น แนนเคยเป็นผู้ประกอบการในลักษณะ B2B (Business to Business) ขายส่งชุดเครื่องนอนและผ้าขนหนูให้โรงแรมต่าง ๆ มาเกือบสิบปี และไม่เคยมีประสบการณ์ในการขายของให้ลูกค้ารายบุคคลหรือ B2C (Business to Consumer) มาก่อน จนช่วงโควิดที่โรงแรมจำนวนมากปิดเพราะล็อกดาวน์ ทำให้ออเดอร์ทั้งหมดตกฮวบกลายเป็นศูนย์ เธอจึงจับพลัดจับผลูมาเริ่มทำแบรนด์ใหม่อย่าง Haus64

ตอนนั้นเอง แนนเพิ่งผลิตผ้าขนหนูรุ่นที่ทำให้โรงแรมห้าดาวริมน้ำแห่งหนึ่งออกมากว่าพันชิ้น เธอตัดสินใจนำสต็อกที่มีมาขายในกลุ่มจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีตั้งแต่ครั้งแรก 

“จำได้ว่าโพสลงกรุ๊ปประมาณ 5 ทุ่มกว่า หลังจากนั้นแค่ 1 – 2 นาทีก็มีคนทักมาซื้อ เราคิดว่าถ้าขายได้ 2 ชุดก็ดีใจแล้ว แต่หลังจากนั้นคนทักเยอะมาก วันนั้นตอบแชตจนถึงดึกดื่น”

จากที่มีแค่ผ้าขนหนูสีขาวอย่างเดียว ลูกค้าก็เริ่มถามถึงสีอื่นเรื่อย ๆ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เธอเลยตั้งใจทำผ้าขนหนูให้มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในหลายสี และต่อยอดมาเป็นผ้าปูที่นอน 800 เส้นที่สเปกสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปอีกเช่นกัน 

“ปกติผ้าคอตตอนเขาจะทำสูงสุดอยู่ที่ 800 เส้น ตั้งแต่ที่เราทำธุรกิจนี้มาเกือบ 10 ปี มีแค่ 1 – 2 โรงแรมเท่านั้นที่ใช้เกรดนี้ ส่วนตัวเราเองก็ชอบแบบจำนวนเส้นเยอะ ๆ แต่พอจะเอามาขายเองก็คิดว่าถ้าเป็น 500 เส้นน่าจะชัวร์กว่า ขายได้และมีตลาดแน่นอน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง โดยการเอาตัว 800 เส้นมาขาย ผลตอบรับก็ออกมาดีกว่าที่คิดไว้”

ในเวลาที่ตลาดเปลี่ยนไปสนใจผ้าที่ค่อนข้างนุ่มลื่นอย่างผ้าโพลีเอสเตอร์ คอตตอนซิลค์ หรือผ้าเทนเซลกันหมด แต่ Haus64 กลับเลือกทำผ้าปูที่นอนจากผ้าฝ้ายหรือคอตตอน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแนนเชื่อว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้น ด้วยความเป็นคนขี้ร้อนเป็นทุนเดิมของแนน เวลานอนตอนกลางคืน ผ้าปูที่นอนจึงควรมีคุณสมบัตินอนแล้วสบายตัว ไม่อับชื้นจนเหงื่อออก หรือต้องถีบผ้าห่มออกกลางดึก รวมถึงลักษณะพิเศษของผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ คือยิ่งซักจะยิ่งคลายตัวและยิ่งนุ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เหมือนผ้าตัวอื่นที่จะค่อนข้างคงรูป แต่ในขณะเดียวกันอายุการใช้งานก็นานมากเช่นกัน 

“แนนเคยคำนวณแล้วถ้าซักอาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็อยู่ได้แปดปีเลย ก็คิดว่ามันเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ ประหยัดด้วย แล้วก็ยิ่งใช้แล้วยิ่งนอนสบายมากขึ้นด้วย ดูแลง่ายมาก โยนเข้าเครื่องซักตามปกติเลยเพราะมันทนมาก” 

Haus64 จึงเกิดขึ้นมาด้วยความตั้งใจอยากทำของดี ๆ ให้บ้านคนซื้อสวยอบอุ่นเหมือนกัน ตั้งชื่อแบรนด์ว่า Haus แล้วเลือกบ้านเลขที่มาต่อท้าย โดยปัจจุบันมีผ้าขนหนู 6 สี และชุดเครื่องนอนมากกว่า 10 ดีไซน์ให้เลือกสรร คละลายและสีได้ตามต้องการ

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

ขัดความเชื่อเดิมที่มีมา

จากประสบการณ์ตลอดเกือบสิบปีในตลาด B2B (Business to Business) วงการนี้มีความเชื่อมาตลอดว่าผ้าขนหนูตามบ้านต้องน้ำหนักเบาและมีคุณสมบัติตากแล้วแห้งเร็ว ไม่มีใครซื้อผ้าขนหนูหนา ๆ แบบโรงแรมไปใช้เองในชีวิตประจำวัน แต่เธอกลับมองว่ายังมีตลาดของคนที่ชอบผ้าขนหนูลักษณะนี้อยู่ ซึ่งก็เป็นข้อแตกต่างที่ทำให้สินค้าของ Haus64 ไม่เหมือนใคร

“คนที่ผลิตให้เขาห้ามเราอยู่ 3 รอบ บอกว่าจะทำเหรอ คิดดี ๆ นะ แต่เราตัดสินใจว่าจะทำ ถ้าขายไม่ออกจะยอมรับเอง เรารู้อยู่ว่าไม่ค่อยมีใครทำเท่าไหร่หรอก เพราะยกสเปกโรงแรมมาทั้งยวง ทั้งความหนัก ความหนา ความแน่น ปกติผ้าเช็ดตัวตามบ้าน คนเชื่อว่าต้องเป็นแบบบาง เพราะตากแล้วแห้งเร็ว แต่เราใช้ผ้าของตัวเอง เรารู้ว่าเช็ดตัวปุ๊บแล้วตัวแห้งเลย พอวางขาย คนซื้อไปใช้ก็รู้สึกเหมือนกัน ความเจ๋งคือมันซับน้ำได้เร็วมาก เพราะหนา เส้นใยเยอะ ซับตัวได้แห้งทันที”

แนนอธิบายว่า ปกติแล้วการผลิตผ้าขนหนูให้ออกมานุ่ม เทคนิคทั่วไปคือการคลายเกลียวเส้นใยออก แต่ผ้าจะซับน้ำได้ช้าลงเช่นกัน ทำให้ผ้าขนหนูที่นุ่มมาก ๆ ซับน้ำได้ไม่ค่อยดีนัก ผ้าขนหนูของ Haus64 จึงออกแบบมาให้นุ่มกำลังดี หนาหนักแต่ซับน้ำได้เร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็แห้งไวด้วย 

การสร้างแบรนด์ = ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอด

ในสมัยที่เธอทำสินค้าส่งให้ธุรกิจโรงแรม ความอึดอัดใจในการลดสเปกเพื่อลดต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจมาเสมอ

“เรารู้ว่าของที่เลือกมาเองดียังไง แต่โรงแรมส่วนมากต้องคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลัก ​​สุดท้ายจะทำกี่ร้อยเส้นก็ได้ แต่ราคาต้องสู้กับอีกเจ้าหนึ่งได้ ถ้าไม่เท่าก็ต้องถูกกว่า พอมาทำ B2C เรารู้สึกว่าอยากทำอะไรเต็มที่แค่ไหนก็ทำได้เลย เช่น อยากได้ผ้า 800 เส้นเราก็ทำ หรือปลอกผ้านวมที่ข้างในผูกเชือกยาก เราอยากติดแป๊กสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งในเมืองไทยทำไม่ได้ ต้องไปสั่งจากโรงงานที่ญี่ปุ่น เราก็ทำ อยากทำอะไรก็ใส่ลงไป เลยรู้สึกแฮปปี้กว่ามาก”

การปรับตัวจากการทำออเดอร์ส่งโรงแรมร้อยราย มาเป็นลูกค้านับหมื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีเทคโนโลยีมารองรับทั้งหมด

“​​เดี๋ยวนี้มีระบบมาช่วยเยอะ ก็เลยไม่ยุ่งเท่าที่คิด น้องชายเป็นคนดู ซึ่งเขาทำระบบเก่งอยู่แล้ว อย่างเมื่อก่อนโรงแรมเราก็จะส่งออเดอร์ใหญ่ ๆ ครั้งหนึ่งที่ละ 500 – 1000 ผืน แต่ B2C เราส่งที่ละชิ้นสองชิ้น เพราะฉะนั้นระบบภายในก็จะเป็นคนละระบบ ใช้โปรแกรมขึ้นมาช่วย การรับออเดอร์ลูกค้า มีออกบิล ติดต่อขนส่ง ใช้พวกนี้มาช่วยทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น”

ยิ่งหลงใหล ยิ่งใส่ความน่าสนใจให้สินค้า

แนนบอกเราว่าพื้นฐานที่ทำให้เธออยู่ในวงการนี้มานาน ยิ่งทำให้อินในสิ่งที่ทำ

“อย่างเวลาไปเดินห้าง เห็นผ้าแล้วเราอดไม่ได้ที่จะจับ และอยากดูว่าคนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่ เราไปเดินงานแฟร์เกือบทุกปี เพื่อจะไปดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ บ้าง มันก็ทำให้อินขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่อินที่สุดน่าจะเป็นความสบายและบ้านสวย ๆ เราชอบนอนบนที่นอนนุ่ม ๆ บรรยากาศดี ๆ พวกผ้าที่โดนตัวเราก็เป็นความรู้สึกหนึ่งที่เราหลงใหล”

ประจวบเหมาะกับสถานการณ์โควิดที่คนต้องหันกลับมาอยู่บ้านมากขึ้นและให้รางวัลตัวเองจากการทำงานเช่นกัน 

แนนยกตัวอย่างน่าสนใจ อย่างลูกค้าวิ่งมาราธอนหนัก ทุกครั้งที่ออกกำลังกายเสร็จก็มีที่นอนดี ๆ เป็นรางวัลให้ตัวเอง หรือบางคนเพิ่งแต่งงาน เลยอยากซื้อผ้าปูที่นอนดี ๆ ให้เจ้าสาวได้นอนอย่างสบายที่สุด ลูกค้าบางคนมีลูกเล็ก ก็พบว่า Haus64 ทำให้เด็กหลับง่าย หลับสนิทยิ่งขึ้น

“จากเมื่อก่อนคนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับผ้าปูที่นอนหรือการแต่งบ้านบางมุม แต่พอต้องอยู่บ้านนาน ๆ การแต่งบ้านหรือการดูแลบ้านให้สวยขึ้นก็บูมขึ้นมา เทรนด์เปลี่ยนไป ได้เห็นว่าคนหันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น เหมือนทำงานมาหนัก ๆ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกบ้านมา กลับบ้านก็อยากให้รางวัลตัวเองได้ทุกวันด้วยบ้านที่สวย ที่นอนที่นอนสบาย ผ้าขนหนูที่สัมผัสผิวแล้วนุ่ม จากเมื่อก่อนการไปเที่ยวคือรางวัล ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นชีวิตประจำวันมากกว่า”

เสียงตอบรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ บางครั้งคนผลิตก็อาจมองไม่เห็นด้วยตัวเอง คำชมทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ส่วนคำติก็ช่วยพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นไปอีก

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

ทิศทางในอนาคตของ Haus64

การมีโชว์รูมที่ให้ทุกคนได้ลองมาเห็นสินค้าจริง ยังเป็นเรื่องที่เจ้าของแบรนด์มองว่าจำเป็น แม้การขายออนไลน์ปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว 

“เราไปออกงานบ้านและสวนครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งคนที่มาก็บอกว่าอยากจับผ้ามาตั้งนานแล้ว เราเลยคิดว่ายังจำเป็นอยู่ แต่เนื่องจากเรายังไม่ค่อยอยากเอาเข้าห้าง เพราะเวลาเข้าห้างก็จะต้องมีค่าการตลาด เสียค่า GP ให้ห้างเยอะ เราจะทำราคานี้ให้ลูกค้าไม่ได้ สมมติว่า 800 เส้น ชุด 4 – 5 ชิ้นธรรมดาทั่วไปเขาขายกันเฉียดหมื่น ในขณะที่เราขายแค่ 5,000 – 6,000 บาท การเข้าห้างเลยจะทำให้ลูกค้าต้องจ่ายแพงโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าถามว่าอยากมีโชว์รูมไหม ในอนาคตก็อยากมีนะ ตอนนี้เราก็มีเพื่อนสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ เขามีโชว์รูมให้ไปลองจับ มีเอาไปวางเล็ก ๆ น้อย ๆ น่าจะสักช่วงประมาณปีหน้า อาจจะได้เห็นโชว์รูมของแบรนด์เราเอง”

ส่วนอนาคตของ Haus64 แนนมีแผนที่จะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์มาเป็นของใช้ในบ้านเพิ่มเติม รวมถึงการทำ Collaboration กับดีไซเนอร์ไทย เพราะอีกความฝันของเธอ คือการนำพาแบรนด์เติบโตไปไกลถึงต่างประเทศ 

“อาจจะต้องย้อนนิดหนึ่ง วงการสิ่งทอของเมืองไทยเป็นอุตสาหกรรมขาลงมาหลายปีแล้ว ถ้าจะลงทุนเพิ่มหรืออยากเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมันก็ยากมากที่เราจะสู้จีนหรืออินเดียไหว เราคิดว่าในแง่ Economy of Scale เขาอาจจะได้เปรียบกว่า แต่ไทยเรามีของดีอย่างผ้าไทยหรือมีดีไซเนอร์เก่งๆ เยอะมาก เราเอาไอเดียเราไปขายก็ได้นี่นา ใช้การดีไซน์ ใช้ความสามารถของคนไทยในการเล่าเรื่องและความเป็นมา วัฒนธรรมของเราผ่านงานผ้าแล้วส่งออกไปตลาดโลก เรามีภูมิปัญญาอยู่ ก็เอามาปรับมาประยุกต์ให้มันใช้ได้และทันสมัย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขยายไปหลาย ๆ ประเทศ เพราะอยากให้คนรู้จักว่าคนไทยก็ทำงานดีไซน์ได้เหมือนกัน”

แนน-พนัชกร บุญยิ่งสถิตย์ Managing Director ของ Haus64

Lessons Learned

  • ธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่ปรับตัวตามสถานการณ์ได้ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ตลาดใหม่ ๆ อยู่ตลอด
  • รีบมองหาโอกาสหรือช่องว่างทางการตลาดใหม่ ๆ ให้ออก จะทำให้สินค้าหรือแบรนด์ของเราแตกต่างจากเจ้าอื่นได้อย่างยั่งยืน
  • การนำอินไซต์หรือ Pain Point ของลูกค้ามาพัฒนาต่อ จะทำให้สินค้าแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้จริงและเกิดการซื้อซ้ำ
  • การสื่อสารอย่างจริงใจกับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้บริโภคสัมผัสได้จริงถึงความเอาใจใส่ของผู้ประกอบการ

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load