18 กุมภาพันธ์ 2563
69 K

กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ ที่เพิ่งอบร้อนเสร็จ ลอยฟุ้งมาสัมผัสปลายจมูก

นี่เป็นคำทักทายแรกที่เราได้รับ เมื่อเดินเข้าตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาย่านเสนานิคม ที่แบรนด์ ‘Dancing With A Baker’ ใช้เป็นแหล่งผลิตและพักพิงของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล รสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ จำนวนหลายร้อยชิ้น ก่อนส่งตรงอย่างสดใหม่ถึงมือลูกค้าและร้านค้า ภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง

“ขนมปังของเราทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เดี๋ยวลองชิมดูสิ” 

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ตรัย สัสตวัฒนา และ พีรดา ศุภรพันธ์ คู่รักผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนเตรียมขนมปังที่เพิ่งได้กลิ่นเมื่อสักครู่จัดวางลงจาน หั่นเป็นชิ้นเล็กพร้อมทาน และเกริ่นนำพาเราท่องเวลากลับไปสิบกว่าปีก่อน สมัยพวกเขาพบกันครั้งแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เริ่มชีวิตการทำงานในเส้นทางกฎหมาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานหลากหลาย บอกรักและแต่งงาน ก่อนตรัยเจอคำถามที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง จนตัดสินใจลงทุนด้วยเงินเก็บที่มี สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

จากวัตถุดิบชั้นเลิศ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านการอ่านงานวิจัยเป็นพันหน้า และความใส่ใจในรายละเอียดของตรัยและพีรดาเกิดเป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่ไม่มีใครเหมือน ทุกคำเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่คนรักสุขภาพหลงรัก จนต้องบอกต่อให้เพื่อนรู้ 

ส่วนในทางธุรกิจ ขนมปังของพวกเขาได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี 

และตอนนี้ ขนมปังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ของทั้งสอง วางอยู่บนจานด้านหน้าเราแล้ว

ใครจะไปอดใจไหวล่ะ เรารีบหยิบขนมปังคำแรกขึ้นมาลิ้มรส พร้อมนั่งฟังทั้งคู่เล่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นขนมปังคำแรกนี้ต่ออย่างตั้งใจ

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

จุดเริ่มต้นจากโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ของแม่ สู่ขนมปังที่ทานแล้วไม่อ้วน

“เราโคตรโชคดี” เป็นคำที่ตรัยพูดบ่อยครั้งตลอดการสนทนา

ตรัยบอกว่าเขาโชคดีที่คุ้นเคยกับบรรยากาศการเข้าครัวโดยไม่ต้องเรียนทำอาหารจากที่อื่นเลย เพราะเติบโตมาพร้อมโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ชื่อ ‘สมถวิล’ ของ คุณแม่บุญชิดา สัสตวัฒนา ที่เปิดในจังหวัดสงขลาตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต

“ตั้งแต่เด็ก เราคอยช่วยแม่อบขนม คอยถามแม่ว่านี่คืออะไร สิ่งนี้ผสมกันได้ไหม จนจำกลิ่น รสชาติ และวิธีการต่างๆ ได้ เหมือนถูกฝึกมาโดยไม่รู้ตัว” ตรัยเล่า พร้อมชวนคุณแม่มาร่วมพูดคุย

“จริงๆ ครอบครัวเราทำขนมกันมาตั้งแต่รุ่นยายเลย ส่งต่อกันมา พอพูดแล้ว แม่ก็นึกถึงตอนอุ้มท้องตรัยขับรถไปส่งเค้ก เขาโตมากับขนมเลย” คุณแม่เล่า เธอยืนยันว่าทักษะนี้อยู่ในสายเลือด

อยู่มาวันหนึ่ง ตรัยและพีรดาได้ไปทานขนมปังที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่รสชาติอร่อยถึงขั้นต้องเอ่ยปากชม แต่ตรัยรู้ดีว่าเขาไม่อาจลิ้มลองรสชาติแบบนี้ได้บ่อยนัก เว้นเสียแต่อยากเพิ่มน้ำหนักตัวไปเกินร้อยกว่ากิโลกรัมที่เขาอึดอัดใจอยู่

“ทำไมเธอไม่ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนล่ะ” พีรดาถาม เธอเชื่อว่าด้วยทักษะที่ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็กของตรัยน่าจะหาคำตอบให้โจทย์นี้ได้

“ตอนพีรดาถาม เราคิดว่าทำได้จริงยากจะตาย ขนมปังทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตเยอะ กินยังไงก็อ้วน แต่เมื่อคิดย้อนไป เราเคยเที่ยวสเปน ฝรั่งเศส อิตาลีแล้วเห็นขนมปังหลากหลายแบบ แต่ละที่มีสูตรของตัวเอง บางอันกินเข้าไปแล้วรู้สึกไม่อ้วนแม้แต่น้อย เลยคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เราก็ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนด้วยสูตรของตัวเองก็ได้” ตรัยเล่า พร้อมบอกว่าคำถามนั้นของพีรดาสำคัญมาก เพราะทำให้แบรนด์นี้เริ่มมีชีวิตขึ้นมา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

Chief Bread Architect ที่มองโครงสร้างขนมปังอย่างละเอียด

หลังจากวันนั้น ตรัยและพีรดาลองออกสำรวจตลาดขนมปัง และค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังไม่ค่อยมีใครสร้างคำตอบที่ตรงใจพวกเขาและใครอีกหลายคนเท่าไหร่นัก

ขนมปังที่วางขายทั่วไปมักเป็นขนมปังขาวที่ทำจากแป้ง หากไม่ดูแลรักษาร่างกาย รับประทานมาก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นง่ายเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนอีกประเภทที่พบได้คือขนมปังสำหรับคนเลือกทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก แล้วทานอาหารที่มีไขมันสูงทดแทน เมื่อขาดคาร์โบไฮเดรตมากๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน


ข้อควรระวัง คือเมื่อทานแรกๆ อาจปวดหัวหรือเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ชีวิตมีข้อจำกัดในการทานอาหารต่างๆ มากขึ้น ราคาสูง รวมถึงรสชาติอาหารประเภทนี้อาจไม่ถูกปากของทุกคน

ตรัยจึงมองเห็นโอกาสในการคิดค้นขนมปังที่ทั้งคนทั่วไปและคนทานอาหารแบบคีโตเจนิกทานได้ ดีต่อสุขภาพ และรสชาติน่ารับประทาน

“เราเริ่มจากองค์ประกอบภายในของขนมปังใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย ไม่ได้เริ่มคิดว่าต้องตั้งต้นด้วยการใช้แป้งเหมือนที่อื่น ในเมื่อคาร์โบไฮเดรตเยอะไม่ดี ก็อยากลองตัดแป้งออกไป แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยที่ยังทำให้ผิวสัมผัสเวลากินกรอบหนุบหนับเหมือนขนมปังทั่วไป มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์และไขมันในปริมาณพอเหมาะ ถ้ามีแบบนี้จริง ยังไงคนแบบเราซื้อแน่นอน” ตรัยอธิบายวิธี เขาแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองเป็น Chief Bread Architect เพื่อวิจัยพัฒนาขนมปังที่ใครก็ลิ้มลองได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ

กระบวนการเพื่อให้ได้ขนมปังที่หอมหวานที่สุดและมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม

หลังจากพัฒนาลองผิดถูกอยู่พักใหญ่ เสียวัตถุดิบไปบ้างหลายร้อยกิโลกรัม ทุ่มเทเวลาค้นคว้าด้วยการอ่านเอกสารวิชาการนับพันหน้า ตรัยก็พัฒนาตัวต้นแบบขนมปังที่น่าพึงพอใจสำเร็จ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้เป็นขนมปังรูปเหลี่ยมและกลม ต่างกันเพียงรสสัมผัส แต่วัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน 

ประกอบด้วย ไข่สดใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 วัน รับจากฟาร์มโดยตรงทุกฟอง เนยฝรั่งเศส เมล็ดแฟล็กออร์แกนิกที่เก็บความหอมและน้ำมันไว้ภายในช่วยเพิ่มความอร่อย อัลมอนด์ผงกลิ่นหอมที่บดจากประเทศสหรัฐอเมริกา วีตโปรตีน น้ำมันมะกอกจากผลที่เก็บเกี่ยวเร็ว และแป้งมะพร้าวออร์แกนิกที่ตรัยยืนยันหลังจากลองมาเกือบทุกร้านในประเทศไทยแล้วว่า ที่นี่หอมหวาน อร่อยที่สุด

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต้นทุนสูง รวมแล้วมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม และข้อมูลวัตถุดิบเหล่านี้ถูกแปะไว้บนหน้าซองขนมปังอย่างเปิดเผย

“เราเข้าใจจากตัวเองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากทำสิ่งที่ทุกคนกินได้ทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้น และอาหารเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เราเลยเต็มที่เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”ตรัยขยายความถึงสาเหตุที่เขาทุ่มเทพลังกายใจทั้งหมดพัฒนาขนมปังให้ดีที่สุด ถือเป็นเจ้าแรกๆ ของไทยที่ทำขนมปังโดยไม่ใช้แป้งสาลี แต่รสสัมผัสเหนียวนุ่มเหมือนขนมปังทั่วไป

เต้นไปด้วย สร้างแบรนด์ Dancing With A Baker ไปด้วย

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแบรนด์ที่ดี สื่อสารได้อย่างมีพลัง

“เราเคยปรึกษาพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าแบรนด์เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ตึกหรือเครื่องจักรใดๆ ถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง ต่อให้ใครทำมาแข่ง ยังไงก็รอด เราเลยกลับมาใช้เวลาคิดรายละเอียดของแบรนด์ให้ชัดเจน” ตรัยเล่า

หลังจากคิดไปหลากหลายชื่อ วันหนึ่งตรัยเข้าครัวเพื่อทดลองสูตรขนมปัง เขาฝากพีรดาผู้อยู่เคียงข้างคอยชิมรสชาติอาหารให้ช่วยหยิบของจากตู้ด้านบน ในจังหวะนั้นเอง เขาได้คำตอบทันทีว่าแบรนด์ขนมปังนี้ควรชื่ออะไร

“คนที่ไม่ถนัดทำอาหาร เวลาเข้าครัวจะหาของไม่ค่อยเจอ แล้วตอนหา ท่าทางจะเหมือนเต้นอยู่ พอหันไปมองเขา เราคิดถึงประโยคว่า She is dancing with a baker. เลย เราเป็น Baker ส่วนเขาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ได้เป็นชื่อแบรนด์ที่มีคนสองคนอยู่ในแบรนด์เดียวกัน” ตรัยเล่าที่มาของชื่อแบรนด์ และโลโก้รูปผู้หญิงเต้นรำตัวแทนของคนที่อยู่เคียงข้างเขา ราวกับเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

ลูกเล่นพิเศษของตัวแบรนด์ คือเมื่อไปร่วมมือกับใครแล้ว จะใช้ชื่อแบรนด์อื่นต่อด้วยวลี ‘is dancing with a baker’ ได้

เมื่อปีก่อน พวกเขาได้ไปจับมือเปิดร้านกับ Jamie’s Burgers ในงาน Wonderfruit จึงตั้งชื่อร้านเป็น ‘Jamie is Dancing’ ที่คนจำนวนมากจดจำได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตัวแบรนด์มีพลังดึงดูดน่าค้นหา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

ขนมปังทรงเหลี่ยมและกลม แผ่นเรียบและขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี ในราคาชิ้นละ 149 บาท

แม้อาจดูราคาสูงสำหรับขนมปัง แต่ด้วยคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการถือว่าคุ้มค่า สิ่งสำคัญคือความตั้งใจของตรัยและพีรดาที่อยากให้คนเข้าถึงขนมปังของพวกเขา

“เราเชื่อว่าขายแพงกว่านี้ได้สำหรับตลาดและวัตถุดิบที่เราใช้ แต่เราอยากให้อาหารเป็นสิ่งที่คนได้ทานดีๆ และกลับมาซื้อได้อีกทุกวัน ราคาไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราจึงตั้งราคาที่ไม่มีใครทำมาก่อน กำไรน้อยหน่อย แต่เป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาใหม่และคนอื่นน่าจะทำเหมือนเราไม่ได้” พีรดาอธิบาย พร้อมเล่าว่า ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ราคาต่ำลงกว่านี้อีก

สาเหตุที่คนอื่นลอกเลียนไม่ได้ แม้ Dancing With A Baker ยินดีเปิดเผยวัตถุดิบทุกอย่างหมด เป็นสิ่งที่ตรัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาไม่มีทางขายในราคาที่ต่ำไปกว่านี้ได้อย่างแน่นอน หากขายในราคานี้ ก็ยากที่จะทำให้ขนาดชิ้นใหญ่ได้เท่าของพวกเขา

“เราสัญญาว่าจะสั่งวัตถุดิบจำนวนมากกับผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาถูกลง ซึ่งโชคดีที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา” ตรัยอธิบาย พาร์ตเนอร์ที่ดีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตรัยเคยนำความรู้ด้านอาหารที่ตนมี ไปแนะนำเชฟและผู้ผลิตต่างๆ เพราะอยากให้อาหารของพวกเขาดีขึ้น จึงเกิดความเชื่อใจและยินดีร่วมมือกันในระยะยาว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังสดใหม่จากเตาและที่มาของขนมปังแผ่นขนาดเท่าสมุดบันทึก

ตรัยและพีรดายังเชื่อว่า ประสบการณ์การทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญ คนควรจะได้ทานอย่างสดใหม่และไม่ลำบาก พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางให้ขนมปังไปถึงมือลูกค้าและร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง นับตั้งแต่ออกจากเตา ไม่มีเก็บค้างไว้ในคลัง ทำวันต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากวันหนึ่งมีคนสั่งพร้อมกันหลายร้อยชิ้น 

พีรดาเป็นผู้รับหน้าที่แก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ เธอติดต่อซื้อขายขนมปังทั้งหมดนี้ ซึ่งช่วงแรกที่กำลังการผลิตยังไม่เยอะ แม้มีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ทันกำหนด แต่ด้วยความจริงใจในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และพยายามพัฒนานำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นมาได้ และมีระบบจัดการที่ดีขึ้น จนผลิตและส่งได้ทันตามกำหนด ถึงมือลูกค้าหลายร้อยชิ้นต่อวัน

นอกจากความสดใหม่แล้ว เรื่องบรรจุภัณฑ์และขั้นตอนการทานก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาคิดคำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว 

คุณจะพกขนมปัง Dancing With A Baker นี้ไปที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์เทียบเท่าสมุดบันทึกพกพาหนึ่งเล่มและความแบนเรียบที่เก็บใส่กระเป๋าเป้ได้ ไม่ต้องกลัวขนมปังเสียรูป เก็บง่าย แถมยังซ้อนกันขนส่งได้มากและรวดเร็วอีกด้วย

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

เมื่อถึงมือคุณ แกะซองออกเมื่อไหร่ สัมผัสแรกที่คุณได้รับคือกลิ่นหอมฟุ้งชวนรับประทาน ทุกอย่างลงตัวไปหมด จนถึงจังหวะสำคัญที่พวกเขาและคุณต่างรอคอย

“คำแรกสำคัญที่สุด เราแค่อยากให้คนได้ลองคำแรกก่อน ถ้ามันใช่สำหรับเขา เขาจะทานจดหมดและกลับมาซื้อซ้ำเอง” 

เราเชื่อเช่นนั้น เพราะตั้งแต่คำแรกที่เราทานจนถึงตอนนี้ ขนมปังหลายชิ้นบนโต๊ะก็หมดไปเรียบร้อยแล้ว

ขนมปังที่ทำให้คนรักสุขภาพดีใจจนน้ำตาไหล 

“ขนมปังนี้เปลี่ยนชีวิตพ่อของเรา” เป็นหนึ่งในเสียงตอบรับที่ตรัยและพีรดาได้รับจากลูกค้า

นอกจากคนทั่วไปทานได้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เหมาะในการทานขนมปังนี้คือผู้ป่วย เช่น คุณพ่อที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้ทานขนมปังมานานนับสิบปี หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด

พอไม่มีแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตต่ำ พวกเขาก็ทานขนมปังได้อย่างมีความสุข บางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เล่าเรื่องราวออกมาเป็นหน้ากระดาษให้พวกเขารับรู้

“เราโชคดีมากที่มีคนรักขนมปังของพวกเรา สิ่งที่เราไม่ทำเด็ดขาดคือหักหลังพวกเขา เราจะไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด อะไรที่ดีวันแรกก็จะดีอย่างนั้น” ตรัยกล่าวคำสัญญาที่เขามีต่อทุกคน

ด้วยสรรพคุณและความตั้งใจจริงนี้ ทำให้ลูกค้ารวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักขนมปังในโลกออนไลน์ขึ้นเอง คอยส่งเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ทำจากขนมปังของพวกเขา เช่น ซูชิ พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือวิธีการประยุกต์ทานกับอาหารอื่น อย่างสลัด ไอศครีม และแกง

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่มีความรู้สึก

เมื่อการทำขนมปังกลายเป็นธุรกิจและงานประจำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างไร เราถาม

“ที่น่าประหลาดใจคือต่อให้ทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันอบขนมปัง กลางคืนคิดสูตรใหม่ เราก็ยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน” ตรัยตอบ เขาดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า งานนี้ทำให้เขาอยากค้นหาและเข้าใจวิธีการคิดค้นขนมปังที่ดีที่สุดอย่างเข้าถึงแก่นที่แท้จริง ถึงขั้นอ่านเอกสารวิชาการเมื่อ 50 ปีก่อนเพื่อหาคำตอบ โดยมองว่าเหมือนการตีความกฎหมายที่เคยเรียน

ส่วนประสบการณ์การทำงานอื่นที่ผ่านมา สอนให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

“ทุกวันจันทร์เรามีประชุมเพื่อถามทุกคนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรพลาดกันไปบ้าง แล้วอาทิตย์หน้าเราอยากลองผิดอะไรอีก เราบอกพนักงานทุกคนเสมอว่า เราจ้างมาให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ผิดพลาด เพียงแค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิม” ตรัยแบ่งปันส่วนผสมที่ทำให้ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานพร้อมสร้างสิ่งใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้จากวิธีบริหารนี้คือ Dancing With A Baker เกิดขนมปังใหม่ๆ อย่างแผ่นตอร์ติญ่าและน้องเลิฟ (Loaf Actually) ที่เป็นก้อนขนมปังคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 2 กรัม โปรตีนสูงเกือบ 20 กรัม ราคาชิ้นละ 85 บาท รวมถึงคิดรูปแบบการขายอย่างการผูกปิ่นโต ที่บริการส่งขนมปังรายสัปดาห์ให้ได้อิ่มจุใจ ไม่ต้องรอสั่งใหม่บ่อยๆ

“ในปีนี้ เราอยากให้คนได้ลองขนมปังเรามากขึ้น จะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ สิบสาขาทั่วประเทศให้คนมาลองชิมก่อน ถ้าชอบก็สั่งซื้อได้เลย” พีรดาเฉลย พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่เราคงต้องขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน รอให้ทุกคนได้ติดตามพร้อมกันเมื่อถึงเวลา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

แล้วในระยะยาว เจ้าของกิจการอย่างพวกเขามีภาพความสำเร็จที่วาดฝันไว้สำหรับธุรกิจนี้หรือเปล่า เราสงสัย

“เราคิดว่าธุรกิจไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเรื่อยๆ ไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากทำสิ่งนี้ไปนานๆ ทำจนเป็นองค์กรที่ลูกของพนักงานทุกวันนี้เข้ามาทำงานได้ ลูกค้ากลายมาเป็นพนักงาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำของที่ดีที่สุดให้คนกิน แค่นั้นเลย” ตรัยตอบ  

ปัจจุบัน Dancing With A Baker เป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่อบขนมปังไปแล้วหลายหมื่นชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา รับพนักงานเพิ่มจาก 3 คนในวันแรก เป็น 14 คน และเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลและเรื่องเล่าที่ได้รับฟัง ก่อนที่ทั้งพีรดาและตรัยจะทิ้งท้ายหนึ่งความเชื่อของพวกเขา

“ส่วนตัวเราเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาแทนที่อาหารที่ทำจากมนุษย์ได้ ต่อให้เป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็ตาม อาจมีบ้างที่เราต้องใช้เพื่อให้คนทำงานได้สบายขึ้น แต่เราเชื่อตลอดว่าอาหารยังไงก็ต้องทำจากมือมนุษย์ เพราะอาหารทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่” 

และหากมีเวลาสักครู่ ผมอยากให้คุณลองชิมขนมปังนี้ดูสักครั้ง


Lesson Learnt

“การทำธุรกิจตอนเริ่มอาจจะไม่ยาก แต่ทำแล้วไปต่อยังไงนี่สิที่ยาก” ตรัยบอก 

สิ่งสำคัญนอกจากต้องทำอย่างทุ่มเทแล้ว พีรดาและตรัยช่วยกันเล่าว่า ผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องมีทักษะการลุกขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด 

“เพราะระหว่างทาง คุณจะพ่ายแพ้ สูญเสีย ถ้าจมอยู่กับมันนาน ยังไงก็พัง แต่ถ้าวันนี้พลาด พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาใหม่ แบบนี้มีโอกาสไปต่อได้” นี่แหละเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ขนมปังของพวกเขาแตกต่างจากทุกคน

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

#ทำฟันไม่เจ็บเพราะไม่ต้องทำ #สุขภาพช่องปากที่ดีดูแลได้ด้วยตัวเอง

สองแฮชแท็กประจำโพสต์ให้ความรู้บนหน้าเพจ DrCattPreve’ และเพจคลินิกทันตกรรม ProTech Dents ของ ทพญ.กนกวรรณ เอื้อธรรมาภิมุข หรือ หมอแคท เธอคือลูกศิษย์คลาส Rinen ของ The Cloud รุ่นล่าสุด ผู้ออกมาเล่าเรื่องธุรกิจตัวเองหน้าชั้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ทำให้คนฮือฮาทั้งห้อง

ProTech Dents เกิดจากความตั้งใจที่จะให้การรักษาโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นที่การแก้ไขสาเหตุของปัญหา มากกว่าแค่ซ่อมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เธอบอกว่าความจริงแสนโหดร้ายที่ทันตแพทย์ทุกคนต้องเจอคือ ความจริงที่ว่าโรคในช่องปากเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือคราบหินปูน 

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียชนิดที่ทำให้ฟันผุ บางคนผุทั้งชีวิต ขณะที่อีกคนไม่เคยผุเลย แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุชอบแป้งและน้ำตาล ครั้นจะให้หยุดกินอาหารจำพวกนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป แถมหมอแคทยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทสุขนิยม วิธีที่ดีกว่าคือการป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรคในช่องปาก ด้วยการดูแลตัวเอง ตั้งแต่การทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี ควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ ไปจนถึงวิธีกินอีกด้วย

จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน 

“หมอเป็นใครจะไปบอกเขา คนคนหนึ่งกินข้าวแบบนี้ แปรงฟันแบบนี้มาตลอดชีวิต หมอไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แฟน การไปบังคับ ไปบอกเขา เขาไม่เชื่อหมอหรอก 

“ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าอะไรจะเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนตัวเอง คำตอบคือ เราต้องรู้จักเขาก่อน”

ตั้งแต่วันนั้น จึงมีนโยบายให้คนไข้ทุกคนทำแบบทดสอบอุปนิสัย DISC ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่หมอจะได้รู้ตัวก่อนว่าควรสื่อสารกับคนไข้อย่างไร ต้องใช้วิธีไหนในการพูดคุยหรือชักชวนให้หันมาดูแลตัวเอง ให้เหมาะสมกับคนไข้ท่านนั้นๆ

ตั้งแต่วันนั้น หมอแคทเปลี่ยนจากทันตแพทย์ที่เน้นซ่อมและรักษามาเป็นการแนะนำคนไข้ให้รู้จักช่องปากของตัวเองและวิธีการป้องกันที่ต้นเหตุ สร้างประโยชน์ต่อคนไข้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังได้แบ่งปันแนวคิดและวิธีทำงานร่วมกับคนไข้ให้ทันตแพทย์คนอื่นๆ เพื่อหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาพัฒนาสุขภาพในช่องปากของคนไทย

ตั้งแต่วันนั้น ธุรกิจคลินิกทันตกรรมแห่งนี้มีคุณค่าชัดเจนโดดเด่น ในขณะที่คลินิกอื่นๆ กระหน่ำแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ที่นี่กลับมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย พร้อมลูกค้าใหม่ๆ ที่แนะนำกันปากต่อปากตลอด 4 ปี โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ราคาใดๆ เลย

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ปัญหาที่ปลายเหตุ

หมอแคทเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน ถ้ารับราชการด้วย พ่อแม่และครอบครัวจะสบาย

เธอเริ่มทำงานใน พ.ศ. 2542 จนวันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ได้เห็นคนไข้ตั้งแต่เด็กจนเขามีลูก เห็นคนไข้ผู้ใหญ่จนเขาเสีย เห็นตั้งแต่ฟันที่ไม่เป็นอะไรจนต้องถอนทิ้งทั้งปาก

“เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมาคือการหาต้นเหตุ แล้วแก้ตรงนั้น แต่มันเป็นเชิงทฤษฎีที่ไม่ได้บอกว่าต้องประยุกต์ใช้กับคนแต่ละคนที่แตกต่างกันยังไง ปากแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการก็ต้องไม่เหมือนกัน อุปกรณ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทุกโรงเรียนสอนเรื่องการแปรงฟัน ทุกโรงเรียนมีหมอฟันเข้าไปตรวจปีละสองหน แต่นักเรียนยังฟันผุอยู่ 

“พอดีเราศึกษาหลายสาขาที่ไม่ได้เกี่ยวกับทันตแพทย์ จึงทำให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำคืออะไร ความสุขที่เรามีคืออะไร

“สิ่งที่เราทำอยู่ ขูดหินปูน อุดฟัน สักพักคนไข้ผุกลับมาอีกแล้ว ซี่เดิม ก็แก้ไข แก้แล้วก็ครอบ ครอบเสร็จรักษาราก ในที่สุดก็ถอน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าดูแลตัวเองดีๆ คุณอาจจะไม่ต้องขูดหินปูนหรืออุดฟันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

วันหนึ่งได้คำตอบว่า ความสุขของตัวเองคือการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เธอจึงมุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) โรคในช่องปาก ด้วยการให้ความรู้และทำให้คนไข้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น จนมีคนไข้มาบอกว่า ‘โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณหมอ น่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ’ 

คนเป็นหมอได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนคนบ้ายอ ดีใจ อิ่มใจ หัวใจฟู 

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

รู้จักฉัน รู้จักเธอ

ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ หมอแคทเคยไปอบรมเรื่องการบริหารบุคลากร ทำให้รู้จักกับแบบทดสอบสัตว์สี่ทิศ (DISC Personality) ที่องค์กรมักทำเพื่อให้พนักงานรู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อน จึงคิดต่อว่า ถ้ารู้จักตัวเองได้ รู้จักเพื่อนร่วมงานได้ ก็น่าจะรู้จักคนไข้ได้เหมือนกัน

นั่นคือหัวใจสำคัญของการ Prevention ที่เกี่ยวกับกับการปรับพฤติกรรม จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไร เราต้องรู้จักเขาก่อน

“เราเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนกว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ พอเริ่มจากความคิดว่าอยากให้คนไข้เป็นศูนย์กลางแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลาง เราจะทำหมด”

การเข้ารับรักษาที่ ProTech Dents คนไข้จะได้ทำแบบทดสอบ DISC ใช้เวลาราวๆ 5 นาที อ่านคำถาม ไม่ต้องคิด แล้วตอบเลย ถ้ามาพร้อมผู้ปกครอง ต้องทดสอบผู้ปกครองหรือคนที่พามาด้วย กรณีเด็กเล็ก สิ่งที่เด็กเป็นมาจากผู้ปกครอง และการจะแปรงฟันหรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นหลัก กรณีที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วเด็กเป็นคนละแบบกับผู้ปกครอง ก็ต้องระมัดระวังความขัดแย้งเป็นพิเศษ แบบทดสอบนี้จำเป็นต้องเป็นกระดาษเพื่อให้ตอบได้ไว เขียนได้ไว ทั้งๆ ที่เอกสารอื่นๆ ในคลินิกเป็น Computer-based ทั้งหมด

ทุกครั้งที่หมอคุยกับคนไข้ก็จะเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสุขภาพฟันอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะทำให้รู้จักคนไข้มากขึ้น

“ทำงานที่ไหน มีครอบครัวหรือยัง ลูกกี่คน เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตัวตนของคนไข้จะมาคอนเฟิร์ม DISC ว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราจะบอกคนไข้ก่อนเลยว่า ที่ให้ทำไม่ใช่เพราะอยากยุ่งยาก แต่เราอยากรู้จักว่าคุณเป็นคนยังไง”

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา
คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

หมี กระทิง อินทรีย์ หรือหนู ?

DISC สัตว์สี่ทิศ มีหมี หนู กระทิง และอินทรีย์

หนู คือกลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก เป้าหมายในชีวิตจะได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าความสัมพันธ์ยังดีอยู่

หมี คือกลุ่มที่ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ต้องมีขั้นตอนให้เป็นสเต็ป

กระทิง คือกลุ่มที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนรูปแบบและความสัมพันธ์ 

อินทรีย์ คือกลุ่มที่ไม่สนใจเป้าหมาย อยากทำอะไรหลายอย่าง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด เห็นภาพใหญ่ได้ดี แต่อาจทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

“วิธีการที่เราจะคุยกับเขาต้องแปรไปตามประเภทของคนไข้คนนั้น” หมอแคทว่า “มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นมากับคุณแม่ ก่อนหน้านี้ทำฟันที่อื่น แต่มีคนแนะนำให้มาหาหมอ ครอบครัวนี้คุณแม่ได้เป็นหมี คุณลูกเป็นกระทิง เราหวั่นใจเลยว่าต้องขัดแย้งกันแน่ แล้วเด็กอายุสิบห้าเป็น Alpha ส่วนแม่เบบี้บูม”

เมื่อเจอกับคนไข้ประเภทกระทิง หมอแคทต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนโดยไม่ต้องบอกวิธีการ แสดงให้เขาเห็นถึงปัญหาและผลที่ตามมา เช่น ถ้าเหงือกบวมแบบนี้ต่อไปจะมีกลิ่น และปล่อยให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง ส่วนของคุณแม่ หมอต้องสรุปให้ฟังเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะทำอะไรหลังจากนี้

จากเดิมที่เป็นปัญหาของแม่ เพราะแม่พามา เขาก็จะเริ่มเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น พอรู้จักคนไข้ หมอก็ทำงานง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้มากขึ้น และในที่สุดก็จะสื่อสารให้เขาดูแลตัวเองได้

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ทีมที่มีคนทุกแบบ

สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหมอแคทไม่มีทีมงานที่เข้าใจภาพเดียวกัน มีจิตใจที่เห็นประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เธอจึงให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงาน บางตำแหน่งหายากมาก หานาน แต่ถ้าใช่แล้วใช่เลย 

“เราเริ่มตั้งแต่การประกาศรับสมัคร สมัยก่อนก็มีข้อมูลเงินเดือน ความรับผิดชอบคืออะไร แต่ตอนนี้จะบอกเลยว่า เรามองหาเพื่อนร่วมงานที่อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น อยากทำงานที่ไม่ได้จบเป็นวันๆ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน โดยที่ไม่พูดเรื่องเงินเลย ทั้งที่สวัสดิการและเงินเดือนของเราให้สูงกว่าที่อื่นในตลาด สำหรับตำแหน่งที่ไม่ต้องการวุฒิปริญญา เราไม่สนเลยนะ จบอะไรก็ได้ บางคนความคิดความสามารถดีเยี่ยม

“ทุกคนจะต้องทำ DISC อินทรีย์ก็จะถามเลยว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพราะอยากเห็นภาพใหญ่ แล้วค่อยตอบเป็นขั้นๆ ไป”

หนึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีทั้งหมี กระทิง อินทรีย์ และหนู ซึ่งทีมงาน ProTech Dents มีคนทุกรูปแบบ เพราะแต่ละคนมีข้อเด่นข้อด้อยไม่เหมือนกัน แต่ทุกข้อเด่นจะมาพร้อมข้อด้อย จึงต้องเอาข้อเด่นของอีกคนมาทำให้สมดุล ถ้าบางช่วงมีกระทิงเยอะไป ก็ต้องรีบหาหนูมาบาลานซ์ 

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์

หมอแคทคำนวณแล้วว่า ถ้าเธอทำเรื่อง Prevention คนเดียว ขณะที่หมอคนอื่นไม่ทำ ชั่วชีวิตนี้จะช่วยให้คนไข้กลับมาดูแลตัวเองได้ไม่เกิน 3,000 คน เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา เธอจึงไม่มองคลินิกทันตกรรมอื่นๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือการได้เห็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพในช่องปากของคนไทยดีขึ้น

“คนเราทุกคนดีที่สุดไม่ใช่การมารักษาให้หาย แต่คือการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ถ้าเขาเป็นโรคมาแล้ว เราต้องรักษาควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเดิมซ้ำ ความตั้งใจของเราส่งประโยชน์ต่อประเทศนี้ แต่ถ้าทำเองคนเดียวคงช้ามาก 

“โจทย์ข้อต่อมาคือ ทำอย่างไรให้หมอคนอื่นทำได้เหมือนกัน เราเลยสร้างไกด์ไลน์ออกมาให้หมอคนอื่นๆ ได้เลือกทำงานกับคนไข้ที่เปิดใจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก่อน ถ้าคุยกับคนไข้ ให้ถามคำถามดังต่อไปนี้ แต่ละคำถามจะมีคะแนนให้ คะแนนรวมก็เอามาหารเฉลี่ย แล้วจะรู้เลยว่าคนนี้คือเป้าหมายที่เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมเขาหรือไม่ ถ้าคะแนนน้อย แปลว่าเขาไม่มีความสนใจและไม่เปิดรับเราเลย อย่าเพิ่งเริ่มที่คนนี้ เพราะยาก ยากแล้วหมอก็หมดกำลังใจ”

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หมอแคทเริ่มเทรนทันตแพทย์คนอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่และค่าอาหารเครื่องดื่มใช้วิธีขอสปอนเซอร์ มีแขกรับเชิญเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้เรื่อง DISC และพฤติกรรมคน ส่วนเธอเป็นตัวแทนของคนที่ทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถขยายเมล็ดพันธุ์ออกไปได้

“เริ่มต้นเราเทรนได้เจ็ดคน แต่ในการทำบางอย่าง มันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความหวังคืออยากเทรนด์คุณหมอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พันคน สองพันคน ในร้อยคนน่าจะมีสักคนหนึ่งที่ทำได้สุดยอด อีกห้าสิบคนสอนแปรงฟันถูกต้อง แต่อาจจะไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร บางส่วนอาจจะไม่ทำเลย อยากรักษาอุด ซ่อม ถอน เหมือนเดิม แต่เขาจะเริ่มมีใจ หากเห็นคนไข้คนไหนพร้อมก็อาจจะสอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่เสียประโยชน์เลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา
ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

ใหญ่ (แต่ไม่) เกินตัว

“ความตั้งใจของเราถ้าไม่ตายเสียก่อน อยากให้บริษัทประกันในบ้านเรายอมรับการ Prevention โรคในช่องปาก ให้สามารถเบิกได้ และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

เธอเล่าย้อนสมัยตอนไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลมีนโยบายให้งบประมาณคลินิกทันตกรรมสำหรับการดูแลประชาชนตามจำนวนประชากรที่กำหนด แต่ต้องทำให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองให้ได้ หมายความว่าในระยะยาว ประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมากมายมหาศาล 

สิ่งที่รัฐได้คืออะไร หมอแคทยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติมีคนไข้ฟันผุต้องลางานมาทำฟัน 1 วัน ถ้ารักษารากฟันต้องลา 5 วัน ในวันนั้นๆ เขาสามารถทำงานให้องค์กรหรือประเทศชาติได้เท่าไหร่ โดยที่ทันตแพทย์ก็อยู่ได้เพราะรัฐสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลลัพธ์ และถึงขั้นมีโล่รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอทุกคน

หมอแคทเปรียบเทียบข้อมูลค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรมจาก WHO ให้เห็นภาพมากขึ้น ค่าทำฟันต่อปีของคนทั้งโลกสามารถสร้างตึกสูงอย่าง Burj Khalifa ที่ดูไบ ได้ถึง 264 ตึก นั่นแปลว่ารัฐจะมีงบประมาณเหลือเพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรด้านอื่นๆ เริ่มจากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองมากขึ้น

“เป้าหมายใหญ่ของเราคือ อยากให้ประกันรองรับกระบวนการป้องกัน อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เหมือนสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่อันนี้ไม่ต้องรักษา สามสิบบาทป้องกันทุกโรค รัฐมีเงินจ่ายให้ทุกคนเพื่อให้หมอฟันสอนคนไข้ดูแลตัวเอง

“เรื่องฟัน รัฐอาจจะไม่ได้มองว่าสำคัญอันดับแรก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะกินยังไง ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ไหม ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังพูดรู้เรื่องหรือเปล่า มันทำให้คุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นอย่างแตกต่างเลยนะ”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

สายสัมพันธ์

โรคฟันอันตรายอยู่อย่างหนึ่ง บางคนไม่มีอาการบ่งชี้ ไม่มีสัญาณ จนกระทั่งมันวิกฤต

หลายคนคิดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปตรวจ ยิ่งไปเพื่อป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เราเลยใช้วิธีเปิดกล้องให้ดูเลย ไม่พูดมาก” หมอหัวเราะ “จะเห็นหินปูน เห็นเหงือกบวม บางคนเลือดอออก นอกจากกล้อง เราก็มีเครื่องมือแสดงตัวตนของโรคหลายอย่าง มีหลักฐานให้คนไข้เห็น ถ้าคนไข้เป็นหมี อย่าไปจี้เขาว่าทำไม่ดี ต้องให้กำลังใจ ถ้าเป็นอินทรีย์ต้องพูดให้เห็นภาพใหญ่ แล้วให้โจทย์ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี 

“หมอมีน้ำยาที่จะย้อมติดตรงที่มีคราบแบคทีเรียอยู่ สีที่แตกต่างกัน บอกอายุของคราบแบคทีเรียได้ว่าอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว และเห็นได้เลยว่ามันกำลังผลิตกรดละลายฟันเราอยู่ โดยเฉพาะคนไข้ที่บอกว่าเพิ่งแปรงฟันเมื่อกี้นี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าย้อมสีต้องไม่ติดเลยนะ 

“หลังจากนั้นเราจะเอาผ้าก๊อซเช็ดแบคทีเรียออก นั่นแปลว่าถ้าแปรงดีๆ ก็ต้องออกเหมือนกัน คราวนี้คนไข้จะคิดต่อแล้วว่าทำไมทำไม่ได้และส่วนใหญ่จะบอกกลับมาเลยว่า งั้นหมอช่วยบอกหน่อยว่าต้องแปรงยังไงถึงออก คราวนี้ก็เข้าเกมเราแล้ว เราก็แนะนำเรื่องการทานอาหาร การดื่มน้ำเปล่า พอเขาทำแล้วมันดีขึ้นจริงก็เกิดเป็น Bonding เกิดความไว้ใจ พอเขาเชื่อใจเราแล้วก็จะไปแนะนำเพื่อน ครอบครัวให้มาพบกัน”

ในช่วงโควิด-19 คลินิกแห่งนี้อาจไม่ได้มีโปรโมชันส่วนลดเหมือนที่อื่น เพราะราคาที่ตั้ง หมอแคทคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกับกำไรเล็กน้อยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าลดราคาได้แปลว่าตั้งราคาเกินจริง สิ่งที่เธอเลือกทำคือ หากเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ต้องรักษาฟันทันที หมอจะให้คนไข้ผ่อนกับบัตรเครดิต โดยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยให้แทน

คุณค่าที่แท้จริง

เป้าหมายของ ProTech Dents ในวันนี้ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุด (Maximize Profit) แต่เป็นการทำคุณค่าและประโยชน์ให้คนอื่น เป็นเหตุผลให้คลินิกทันตกรรมแห่งนี้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง

“โควิดก็เป็นสาเหตุสำคัญ แต่อีกสาเหตุหนึ่ง ถ้าลองเปิดเฟซบุ๊กหรือไอจี จะเห็นว่าคลินิกทันตกรรมมีแต่โปรโมชันลดแลกแจกแถม แล้วทำแต่จัดฟัน ทำแต่บริการที่เหมือนจะทำเงิน เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้าคนไข้ไม่ได้ตัดสินด้วยราคา แต่ละที่นำเสนอคุณค่าอะไรกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเรียนจบมา เราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจเลย เราเรียนรู้แต่ How-to ทำฟันคนไข้ยังไง 

“ถ้าสู้ด้วยราคาเลือกถูกอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีคนถูกกว่าเรา เลือกคลินิกใหญ่สวย วันหนึ่งก็ต้องมีใหญ่กว่าเรา สวยกว่าเรา ใหม่กว่าเรา เลือกหมอดัง หมอดังก็วิ่งหลายที่ เลือกโลเคชันติดบีทีเอส เดี๋ยวก็มีคนติดบีทีเอสกว่าเรา ฉะนั้น ต้องหาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะลอกเลียนแบบ”

ในทางกลับกัน หมอแคทก็พร้อมจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ในส่วนรวม จนได้รับเชิญไปบรรยายและสัมนาในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม สาธารณรัฐเช็ก และสิงคโปร์ โดยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

คำถามที่หมอแคทเจอจากลูกค้าเสมอคือ ถ้าหมอสอนแปรงฟันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งไม่มีคนไข้มารักษาเพราะไม่มีใครเป็นโรค ธุรกิจหมอจะทำอย่างไร ซึ่งเธอจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งว่า 

“ไม่ต้องห่วง หมอตายไปสามรอบ ยังรักษาไม่หมดเลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

Lessons Learned

  • ถ้าธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการทำกำไร คุณอาจต้องอาศัยแรงคู่แข่ง มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันจะไปสู่ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
  • เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง หาวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักลูกค้า เพื่อจะได้สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้เขาอย่างยั่งยืน
  • หาคุณค่าของธุรกิจของตัวเองให้เจอ และแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจนั้น แทนที่จะต่อสู้ด้วยราคา ความสวยงาม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พร้อมจะมีคนขึ้นมาแทนที่ได้ตลอดเวลา และวันหนึ่งลูกค้าจะกลับมาหาเราอีก
  • ทุกคนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะจุดเด่นมาพร้อมจุดด้อยเสมอ บริหารคนโดยเลือกใช้ข้อดีของแต่ละคนถัวเฉลี่ยด้วยข้อด้อย เพื่อให้เกิดทีมสมบูรณ์แบบที่สุด และหลายครั้งการเห็นต่างของคนคนละประเภทก็สร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load