18 กุมภาพันธ์ 2563
70 K

กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ ที่เพิ่งอบร้อนเสร็จ ลอยฟุ้งมาสัมผัสปลายจมูก

นี่เป็นคำทักทายแรกที่เราได้รับ เมื่อเดินเข้าตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาย่านเสนานิคม ที่แบรนด์ ‘Dancing With A Baker’ ใช้เป็นแหล่งผลิตและพักพิงของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล รสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ จำนวนหลายร้อยชิ้น ก่อนส่งตรงอย่างสดใหม่ถึงมือลูกค้าและร้านค้า ภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง

“ขนมปังของเราทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เดี๋ยวลองชิมดูสิ” 

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ตรัย สัสตวัฒนา และ พีรดา ศุภรพันธ์ คู่รักผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนเตรียมขนมปังที่เพิ่งได้กลิ่นเมื่อสักครู่จัดวางลงจาน หั่นเป็นชิ้นเล็กพร้อมทาน และเกริ่นนำพาเราท่องเวลากลับไปสิบกว่าปีก่อน สมัยพวกเขาพบกันครั้งแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เริ่มชีวิตการทำงานในเส้นทางกฎหมาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานหลากหลาย บอกรักและแต่งงาน ก่อนตรัยเจอคำถามที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง จนตัดสินใจลงทุนด้วยเงินเก็บที่มี สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

จากวัตถุดิบชั้นเลิศ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านการอ่านงานวิจัยเป็นพันหน้า และความใส่ใจในรายละเอียดของตรัยและพีรดาเกิดเป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่ไม่มีใครเหมือน ทุกคำเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่คนรักสุขภาพหลงรัก จนต้องบอกต่อให้เพื่อนรู้ 

ส่วนในทางธุรกิจ ขนมปังของพวกเขาได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี 

และตอนนี้ ขนมปังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ของทั้งสอง วางอยู่บนจานด้านหน้าเราแล้ว

ใครจะไปอดใจไหวล่ะ เรารีบหยิบขนมปังคำแรกขึ้นมาลิ้มรส พร้อมนั่งฟังทั้งคู่เล่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นขนมปังคำแรกนี้ต่ออย่างตั้งใจ

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

จุดเริ่มต้นจากโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ของแม่ สู่ขนมปังที่ทานแล้วไม่อ้วน

“เราโคตรโชคดี” เป็นคำที่ตรัยพูดบ่อยครั้งตลอดการสนทนา

ตรัยบอกว่าเขาโชคดีที่คุ้นเคยกับบรรยากาศการเข้าครัวโดยไม่ต้องเรียนทำอาหารจากที่อื่นเลย เพราะเติบโตมาพร้อมโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ชื่อ ‘สมถวิล’ ของ คุณแม่บุญชิดา สัสตวัฒนา ที่เปิดในจังหวัดสงขลาตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต

“ตั้งแต่เด็ก เราคอยช่วยแม่อบขนม คอยถามแม่ว่านี่คืออะไร สิ่งนี้ผสมกันได้ไหม จนจำกลิ่น รสชาติ และวิธีการต่างๆ ได้ เหมือนถูกฝึกมาโดยไม่รู้ตัว” ตรัยเล่า พร้อมชวนคุณแม่มาร่วมพูดคุย

“จริงๆ ครอบครัวเราทำขนมกันมาตั้งแต่รุ่นยายเลย ส่งต่อกันมา พอพูดแล้ว แม่ก็นึกถึงตอนอุ้มท้องตรัยขับรถไปส่งเค้ก เขาโตมากับขนมเลย” คุณแม่เล่า เธอยืนยันว่าทักษะนี้อยู่ในสายเลือด

อยู่มาวันหนึ่ง ตรัยและพีรดาได้ไปทานขนมปังที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่รสชาติอร่อยถึงขั้นต้องเอ่ยปากชม แต่ตรัยรู้ดีว่าเขาไม่อาจลิ้มลองรสชาติแบบนี้ได้บ่อยนัก เว้นเสียแต่อยากเพิ่มน้ำหนักตัวไปเกินร้อยกว่ากิโลกรัมที่เขาอึดอัดใจอยู่

“ทำไมเธอไม่ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนล่ะ” พีรดาถาม เธอเชื่อว่าด้วยทักษะที่ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็กของตรัยน่าจะหาคำตอบให้โจทย์นี้ได้

“ตอนพีรดาถาม เราคิดว่าทำได้จริงยากจะตาย ขนมปังทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตเยอะ กินยังไงก็อ้วน แต่เมื่อคิดย้อนไป เราเคยเที่ยวสเปน ฝรั่งเศส อิตาลีแล้วเห็นขนมปังหลากหลายแบบ แต่ละที่มีสูตรของตัวเอง บางอันกินเข้าไปแล้วรู้สึกไม่อ้วนแม้แต่น้อย เลยคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เราก็ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนด้วยสูตรของตัวเองก็ได้” ตรัยเล่า พร้อมบอกว่าคำถามนั้นของพีรดาสำคัญมาก เพราะทำให้แบรนด์นี้เริ่มมีชีวิตขึ้นมา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

Chief Bread Architect ที่มองโครงสร้างขนมปังอย่างละเอียด

หลังจากวันนั้น ตรัยและพีรดาลองออกสำรวจตลาดขนมปัง และค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังไม่ค่อยมีใครสร้างคำตอบที่ตรงใจพวกเขาและใครอีกหลายคนเท่าไหร่นัก

ขนมปังที่วางขายทั่วไปมักเป็นขนมปังขาวที่ทำจากแป้ง หากไม่ดูแลรักษาร่างกาย รับประทานมาก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นง่ายเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนอีกประเภทที่พบได้คือขนมปังสำหรับคนเลือกทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก แล้วทานอาหารที่มีไขมันสูงทดแทน เมื่อขาดคาร์โบไฮเดรตมากๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน


ข้อควรระวัง คือเมื่อทานแรกๆ อาจปวดหัวหรือเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ชีวิตมีข้อจำกัดในการทานอาหารต่างๆ มากขึ้น ราคาสูง รวมถึงรสชาติอาหารประเภทนี้อาจไม่ถูกปากของทุกคน

ตรัยจึงมองเห็นโอกาสในการคิดค้นขนมปังที่ทั้งคนทั่วไปและคนทานอาหารแบบคีโตเจนิกทานได้ ดีต่อสุขภาพ และรสชาติน่ารับประทาน

“เราเริ่มจากองค์ประกอบภายในของขนมปังใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย ไม่ได้เริ่มคิดว่าต้องตั้งต้นด้วยการใช้แป้งเหมือนที่อื่น ในเมื่อคาร์โบไฮเดรตเยอะไม่ดี ก็อยากลองตัดแป้งออกไป แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยที่ยังทำให้ผิวสัมผัสเวลากินกรอบหนุบหนับเหมือนขนมปังทั่วไป มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์และไขมันในปริมาณพอเหมาะ ถ้ามีแบบนี้จริง ยังไงคนแบบเราซื้อแน่นอน” ตรัยอธิบายวิธี เขาแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองเป็น Chief Bread Architect เพื่อวิจัยพัฒนาขนมปังที่ใครก็ลิ้มลองได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ

กระบวนการเพื่อให้ได้ขนมปังที่หอมหวานที่สุดและมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม

หลังจากพัฒนาลองผิดถูกอยู่พักใหญ่ เสียวัตถุดิบไปบ้างหลายร้อยกิโลกรัม ทุ่มเทเวลาค้นคว้าด้วยการอ่านเอกสารวิชาการนับพันหน้า ตรัยก็พัฒนาตัวต้นแบบขนมปังที่น่าพึงพอใจสำเร็จ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้เป็นขนมปังรูปเหลี่ยมและกลม ต่างกันเพียงรสสัมผัส แต่วัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน 

ประกอบด้วย ไข่สดใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 วัน รับจากฟาร์มโดยตรงทุกฟอง เนยฝรั่งเศส เมล็ดแฟล็กออร์แกนิกที่เก็บความหอมและน้ำมันไว้ภายในช่วยเพิ่มความอร่อย อัลมอนด์ผงกลิ่นหอมที่บดจากประเทศสหรัฐอเมริกา วีตโปรตีน น้ำมันมะกอกจากผลที่เก็บเกี่ยวเร็ว และแป้งมะพร้าวออร์แกนิกที่ตรัยยืนยันหลังจากลองมาเกือบทุกร้านในประเทศไทยแล้วว่า ที่นี่หอมหวาน อร่อยที่สุด

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต้นทุนสูง รวมแล้วมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม และข้อมูลวัตถุดิบเหล่านี้ถูกแปะไว้บนหน้าซองขนมปังอย่างเปิดเผย

“เราเข้าใจจากตัวเองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากทำสิ่งที่ทุกคนกินได้ทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้น และอาหารเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เราเลยเต็มที่เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”ตรัยขยายความถึงสาเหตุที่เขาทุ่มเทพลังกายใจทั้งหมดพัฒนาขนมปังให้ดีที่สุด ถือเป็นเจ้าแรกๆ ของไทยที่ทำขนมปังโดยไม่ใช้แป้งสาลี แต่รสสัมผัสเหนียวนุ่มเหมือนขนมปังทั่วไป

เต้นไปด้วย สร้างแบรนด์ Dancing With A Baker ไปด้วย

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแบรนด์ที่ดี สื่อสารได้อย่างมีพลัง

“เราเคยปรึกษาพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าแบรนด์เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ตึกหรือเครื่องจักรใดๆ ถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง ต่อให้ใครทำมาแข่ง ยังไงก็รอด เราเลยกลับมาใช้เวลาคิดรายละเอียดของแบรนด์ให้ชัดเจน” ตรัยเล่า

หลังจากคิดไปหลากหลายชื่อ วันหนึ่งตรัยเข้าครัวเพื่อทดลองสูตรขนมปัง เขาฝากพีรดาผู้อยู่เคียงข้างคอยชิมรสชาติอาหารให้ช่วยหยิบของจากตู้ด้านบน ในจังหวะนั้นเอง เขาได้คำตอบทันทีว่าแบรนด์ขนมปังนี้ควรชื่ออะไร

“คนที่ไม่ถนัดทำอาหาร เวลาเข้าครัวจะหาของไม่ค่อยเจอ แล้วตอนหา ท่าทางจะเหมือนเต้นอยู่ พอหันไปมองเขา เราคิดถึงประโยคว่า She is dancing with a baker. เลย เราเป็น Baker ส่วนเขาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ได้เป็นชื่อแบรนด์ที่มีคนสองคนอยู่ในแบรนด์เดียวกัน” ตรัยเล่าที่มาของชื่อแบรนด์ และโลโก้รูปผู้หญิงเต้นรำตัวแทนของคนที่อยู่เคียงข้างเขา ราวกับเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

ลูกเล่นพิเศษของตัวแบรนด์ คือเมื่อไปร่วมมือกับใครแล้ว จะใช้ชื่อแบรนด์อื่นต่อด้วยวลี ‘is dancing with a baker’ ได้

เมื่อปีก่อน พวกเขาได้ไปจับมือเปิดร้านกับ Jamie’s Burgers ในงาน Wonderfruit จึงตั้งชื่อร้านเป็น ‘Jamie is Dancing’ ที่คนจำนวนมากจดจำได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตัวแบรนด์มีพลังดึงดูดน่าค้นหา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

ขนมปังทรงเหลี่ยมและกลม แผ่นเรียบและขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี ในราคาชิ้นละ 149 บาท

แม้อาจดูราคาสูงสำหรับขนมปัง แต่ด้วยคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการถือว่าคุ้มค่า สิ่งสำคัญคือความตั้งใจของตรัยและพีรดาที่อยากให้คนเข้าถึงขนมปังของพวกเขา

“เราเชื่อว่าขายแพงกว่านี้ได้สำหรับตลาดและวัตถุดิบที่เราใช้ แต่เราอยากให้อาหารเป็นสิ่งที่คนได้ทานดีๆ และกลับมาซื้อได้อีกทุกวัน ราคาไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราจึงตั้งราคาที่ไม่มีใครทำมาก่อน กำไรน้อยหน่อย แต่เป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาใหม่และคนอื่นน่าจะทำเหมือนเราไม่ได้” พีรดาอธิบาย พร้อมเล่าว่า ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ราคาต่ำลงกว่านี้อีก

สาเหตุที่คนอื่นลอกเลียนไม่ได้ แม้ Dancing With A Baker ยินดีเปิดเผยวัตถุดิบทุกอย่างหมด เป็นสิ่งที่ตรัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาไม่มีทางขายในราคาที่ต่ำไปกว่านี้ได้อย่างแน่นอน หากขายในราคานี้ ก็ยากที่จะทำให้ขนาดชิ้นใหญ่ได้เท่าของพวกเขา

“เราสัญญาว่าจะสั่งวัตถุดิบจำนวนมากกับผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาถูกลง ซึ่งโชคดีที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา” ตรัยอธิบาย พาร์ตเนอร์ที่ดีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตรัยเคยนำความรู้ด้านอาหารที่ตนมี ไปแนะนำเชฟและผู้ผลิตต่างๆ เพราะอยากให้อาหารของพวกเขาดีขึ้น จึงเกิดความเชื่อใจและยินดีร่วมมือกันในระยะยาว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังสดใหม่จากเตาและที่มาของขนมปังแผ่นขนาดเท่าสมุดบันทึก

ตรัยและพีรดายังเชื่อว่า ประสบการณ์การทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญ คนควรจะได้ทานอย่างสดใหม่และไม่ลำบาก พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางให้ขนมปังไปถึงมือลูกค้าและร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง นับตั้งแต่ออกจากเตา ไม่มีเก็บค้างไว้ในคลัง ทำวันต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากวันหนึ่งมีคนสั่งพร้อมกันหลายร้อยชิ้น 

พีรดาเป็นผู้รับหน้าที่แก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ เธอติดต่อซื้อขายขนมปังทั้งหมดนี้ ซึ่งช่วงแรกที่กำลังการผลิตยังไม่เยอะ แม้มีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ทันกำหนด แต่ด้วยความจริงใจในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และพยายามพัฒนานำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นมาได้ และมีระบบจัดการที่ดีขึ้น จนผลิตและส่งได้ทันตามกำหนด ถึงมือลูกค้าหลายร้อยชิ้นต่อวัน

นอกจากความสดใหม่แล้ว เรื่องบรรจุภัณฑ์และขั้นตอนการทานก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาคิดคำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว 

คุณจะพกขนมปัง Dancing With A Baker นี้ไปที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์เทียบเท่าสมุดบันทึกพกพาหนึ่งเล่มและความแบนเรียบที่เก็บใส่กระเป๋าเป้ได้ ไม่ต้องกลัวขนมปังเสียรูป เก็บง่าย แถมยังซ้อนกันขนส่งได้มากและรวดเร็วอีกด้วย

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

เมื่อถึงมือคุณ แกะซองออกเมื่อไหร่ สัมผัสแรกที่คุณได้รับคือกลิ่นหอมฟุ้งชวนรับประทาน ทุกอย่างลงตัวไปหมด จนถึงจังหวะสำคัญที่พวกเขาและคุณต่างรอคอย

“คำแรกสำคัญที่สุด เราแค่อยากให้คนได้ลองคำแรกก่อน ถ้ามันใช่สำหรับเขา เขาจะทานจดหมดและกลับมาซื้อซ้ำเอง” 

เราเชื่อเช่นนั้น เพราะตั้งแต่คำแรกที่เราทานจนถึงตอนนี้ ขนมปังหลายชิ้นบนโต๊ะก็หมดไปเรียบร้อยแล้ว

ขนมปังที่ทำให้คนรักสุขภาพดีใจจนน้ำตาไหล 

“ขนมปังนี้เปลี่ยนชีวิตพ่อของเรา” เป็นหนึ่งในเสียงตอบรับที่ตรัยและพีรดาได้รับจากลูกค้า

นอกจากคนทั่วไปทานได้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เหมาะในการทานขนมปังนี้คือผู้ป่วย เช่น คุณพ่อที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้ทานขนมปังมานานนับสิบปี หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด

พอไม่มีแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตต่ำ พวกเขาก็ทานขนมปังได้อย่างมีความสุข บางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เล่าเรื่องราวออกมาเป็นหน้ากระดาษให้พวกเขารับรู้

“เราโชคดีมากที่มีคนรักขนมปังของพวกเรา สิ่งที่เราไม่ทำเด็ดขาดคือหักหลังพวกเขา เราจะไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด อะไรที่ดีวันแรกก็จะดีอย่างนั้น” ตรัยกล่าวคำสัญญาที่เขามีต่อทุกคน

ด้วยสรรพคุณและความตั้งใจจริงนี้ ทำให้ลูกค้ารวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักขนมปังในโลกออนไลน์ขึ้นเอง คอยส่งเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ทำจากขนมปังของพวกเขา เช่น ซูชิ พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือวิธีการประยุกต์ทานกับอาหารอื่น อย่างสลัด ไอศครีม และแกง

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่มีความรู้สึก

เมื่อการทำขนมปังกลายเป็นธุรกิจและงานประจำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างไร เราถาม

“ที่น่าประหลาดใจคือต่อให้ทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันอบขนมปัง กลางคืนคิดสูตรใหม่ เราก็ยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน” ตรัยตอบ เขาดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า งานนี้ทำให้เขาอยากค้นหาและเข้าใจวิธีการคิดค้นขนมปังที่ดีที่สุดอย่างเข้าถึงแก่นที่แท้จริง ถึงขั้นอ่านเอกสารวิชาการเมื่อ 50 ปีก่อนเพื่อหาคำตอบ โดยมองว่าเหมือนการตีความกฎหมายที่เคยเรียน

ส่วนประสบการณ์การทำงานอื่นที่ผ่านมา สอนให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

“ทุกวันจันทร์เรามีประชุมเพื่อถามทุกคนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรพลาดกันไปบ้าง แล้วอาทิตย์หน้าเราอยากลองผิดอะไรอีก เราบอกพนักงานทุกคนเสมอว่า เราจ้างมาให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ผิดพลาด เพียงแค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิม” ตรัยแบ่งปันส่วนผสมที่ทำให้ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานพร้อมสร้างสิ่งใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้จากวิธีบริหารนี้คือ Dancing With A Baker เกิดขนมปังใหม่ๆ อย่างแผ่นตอร์ติญ่าและน้องเลิฟ (Loaf Actually) ที่เป็นก้อนขนมปังคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 2 กรัม โปรตีนสูงเกือบ 20 กรัม ราคาชิ้นละ 85 บาท รวมถึงคิดรูปแบบการขายอย่างการผูกปิ่นโต ที่บริการส่งขนมปังรายสัปดาห์ให้ได้อิ่มจุใจ ไม่ต้องรอสั่งใหม่บ่อยๆ

“ในปีนี้ เราอยากให้คนได้ลองขนมปังเรามากขึ้น จะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ สิบสาขาทั่วประเทศให้คนมาลองชิมก่อน ถ้าชอบก็สั่งซื้อได้เลย” พีรดาเฉลย พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่เราคงต้องขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน รอให้ทุกคนได้ติดตามพร้อมกันเมื่อถึงเวลา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

แล้วในระยะยาว เจ้าของกิจการอย่างพวกเขามีภาพความสำเร็จที่วาดฝันไว้สำหรับธุรกิจนี้หรือเปล่า เราสงสัย

“เราคิดว่าธุรกิจไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเรื่อยๆ ไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากทำสิ่งนี้ไปนานๆ ทำจนเป็นองค์กรที่ลูกของพนักงานทุกวันนี้เข้ามาทำงานได้ ลูกค้ากลายมาเป็นพนักงาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำของที่ดีที่สุดให้คนกิน แค่นั้นเลย” ตรัยตอบ  

ปัจจุบัน Dancing With A Baker เป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่อบขนมปังไปแล้วหลายหมื่นชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา รับพนักงานเพิ่มจาก 3 คนในวันแรก เป็น 14 คน และเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลและเรื่องเล่าที่ได้รับฟัง ก่อนที่ทั้งพีรดาและตรัยจะทิ้งท้ายหนึ่งความเชื่อของพวกเขา

“ส่วนตัวเราเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาแทนที่อาหารที่ทำจากมนุษย์ได้ ต่อให้เป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็ตาม อาจมีบ้างที่เราต้องใช้เพื่อให้คนทำงานได้สบายขึ้น แต่เราเชื่อตลอดว่าอาหารยังไงก็ต้องทำจากมือมนุษย์ เพราะอาหารทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่” 

และหากมีเวลาสักครู่ ผมอยากให้คุณลองชิมขนมปังนี้ดูสักครั้ง


Lesson Learnt

“การทำธุรกิจตอนเริ่มอาจจะไม่ยาก แต่ทำแล้วไปต่อยังไงนี่สิที่ยาก” ตรัยบอก 

สิ่งสำคัญนอกจากต้องทำอย่างทุ่มเทแล้ว พีรดาและตรัยช่วยกันเล่าว่า ผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องมีทักษะการลุกขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด 

“เพราะระหว่างทาง คุณจะพ่ายแพ้ สูญเสีย ถ้าจมอยู่กับมันนาน ยังไงก็พัง แต่ถ้าวันนี้พลาด พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาใหม่ แบบนี้มีโอกาสไปต่อได้” นี่แหละเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ขนมปังของพวกเขาแตกต่างจากทุกคน

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load