25 กุมภาพันธ์ 2562
6 K

ที เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของน้ำจะเสียหาย

ก่อ เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของแผ่นดินจะพัง

จอ โหล่ แล บกอ เตอ เน เลอ

กษัตราไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

จอ ปา แล บกอ เตอ เน เลอ

ราชาไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

แล กอ โผ่ แฆ เลอ หมื่อ เคลอ

ไปเรียกผู้กำพร้าหลังตะวันฉาย

แฮ มา มึ เก ก่อ อะ เชอ

ให้กลับมาสร้างความสุขกลับคืนมา

 

ธา บทกวีของปกาเกอะญอ

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับเรา บางครั้งหลายเรื่องราวทำให้เรายิ้มและหัวเราะด้วยความยินดี ดีจนเราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งที่เรื่องราวมากมายทำให้เราเป็นทุกข์เจ็บปวดจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เราได้แต่หวังให้เรื่องราวผ่านไปในเร็ววัน เพื่อจะได้ก้าวไปข้างต่อไป

ผู้เฒ่าถึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่‘ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ ทุกๆ วันเราเรากำลังเรียนรู้ว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวทีให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขทุกข์ปนเปและเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตของแบบของตนเอง

ปกาเกอะญอ

หน้าร้อนกำลังมาถึง การทำงานกลางแจ้งอาจจะไม่สนุกนัก ว่าแล้วผมก็พาตัวเองกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงบทกวีเก่าแก่ ที่เพื่อนปกาเกอะญอจากย่างกุ้งส่งมาให้ ผมเปิดอ่านและทบทวนองค์ความรู้เก่าแก่ช้าๆ หลายอย่างก็ไม่เข้าใจนัก

หนังสือที่ผมอ่านเรียกว่า ธา

ธา แปลว่าตรงตัวได้ว่า คืบ ทอ บทกวี ลำนำ

ธาพูดถึงความว่างเปล่า โลก พระเจ้า นกแซงแซว จอมปลวก สรรพสิ่งบนโลก ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สงคราม ความรัก ความเศร้าโศก ความสุข การทำมาหากิน ความสำคัญของเมล็ดพันธ์ุ ตลอดจน ภัยธรรมชาติที่จะเกิดกับโลกของเรา

ไม่มีใครรู้เลยว่าธาเก่าแก่เพียงใด แต่มีมานานมากแล้ว บางช่วงบางตอนอาจคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ อย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือ ธาบุโฆ่ ที่พูดถึงเจดีย์ ซึ่งบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ในวัด

อย่างไรก็ตาม ธาคือมรดกของปกาเกอะญอและของโลกซึ่งกำลังจะหายไป เพราะพื้นที่ของธาถูกแทนที่ด้วยเพลงและสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ การอยู่รอดของธาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจากนี้ไป

ธาได้รับการสั่งสม บันทึก และส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งจนถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง มันเผชิญชะตาเดียวกับการสูญพันธ์ุของพืชและสัตว์ หรือวัฒนธรรมเล็กๆ ชุมชนเล็ก คนตัวเล็กๆ เพื่อนผู้ไร้บ้าน เพื่อนผู้ลี้ภัย และเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายที่ถูกปล่อยไว้ข้างหลังบนเส้นทางที่เร่งรีบไม่รู้จักชะลอ

ลูกหลานที่เติบโตมาและบิดเบี้ยวอย่างผมจึงได้แค่มาแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เผื่อว่าธาจะไปงอกงามที่ไหนสักที่ แม้เพียงบทเดียวผมก็พอใจแล้ว

ปกาเกอะญอ

 

โมโชะ บทกวีที่งอกเงยในความตาย

ในอดีตและบางชุมชนที่ยังเข้มแข็ง ทุกครั้งที่มีพิธีศพ เป็นโอกาสที่คนที่ยังมีชีวิตจะได้คุยกับความตายอย่างไม่เกรงกลัว และเป็นโอกาสที่เราจะได้ระลึกถึงกฎของธรรมชาติข้อหนึ่งที่เราทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 คืนแห่งการขับร้องบทเพลงของหนุ่มสาวซึ่งรับบทบาทสำคัญในการขับกล่อมดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิแห่งสวรรค์ หนุ่มสาวใช้บทกวีขับกล่อมในงานและตอบโต้กันอย่างสงบ โดยมีโมโชะคอยประคับประคองให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น ในขณะนั้นเอง หนุ่มสาวบางคู่อาจชอบพอกันและกลายเป็นคู่รักในอนาคตต่อไป

บางครั้งหนุ่มสาวมาจากคนละหมู่บ้านพวกเขาจึงยินดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ พื้นที่แห่งความตายสร้างนักกวีขึ้นมา เมื่อผ่านไปนานครั้งบทกวีที่มีเป็นร้อยเป็นพันก็จะได้รับการรักษาไว้ในตัวคนคนหนึ่งก่อนที่คนคนนั้นจะได้รับการขนานนามว่า ‘โมโชะ’ กวีผู้ถักทอเรื่องราวด้วยบทเพลง

โมโชะยังคงเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแม้กาลเวลาและยุคสมัยได้พรากเอาพื้นที่ของธาไปจากเรา ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับองค์ความรู้ดั้งเดิมมากนัก บ่อยครั้งไม่มีหนุ่มสาวแสดงบทบาทในการขับร้องบทธาในพิธีศพ

การเปิดบทธาฟังผ่านเครื่องเล่น mp3 จึงเป็นทางเลือกที่อย่างน้อยๆ ผู้เฒ่าและโมโชะยังคงได้สัมผัสความงามของบทกวีดั้งเดิมและพาตัวเองเข้าไปในจินตนาการที่ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เข้าใจบทกวีเหล่านั้น และให้บทธาได้เดินทางต่อได้

ด้วยกาลเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ธาได้หล่นหายไประหว่างทางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือเพราะการทำมาหากินที่หลอกหลอนให้เราเป็นกังวลกับการอยู่รอดของปากท้องได้ จนหลงลืมบทกวีที่มีความงามมากกว่าบทเพลง

อย่างไรก็ดี ความหวังยังพอมีอยู่บ้าง เมื่อมีการพูดถึง การร้อง การเขียน ที่ในกลุ่มคนเล็กๆ น้อยที่ยังทำให้ธาได้เดินทางต่อบนหนทางที่เชี่ยวกรากและท้าทายต่อไป

ปกาเกอะญอ

บทกวีในเมล็ดพันธ์ุ

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความอุดมครั้งแม่ยังมี

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความสมบูรณ์ครั้งพ่อยังอยู่

เก่อ ตอ เอ เปอ แหนว่ อ่า คลี

ดูแลพันธ์ุเผือกไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เอ เปอ บือ อ่า คลี

รักษาเมล็ดข้าวไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เม แปก ถ่อ เซอ ชี

หากรักษาจนครบสามสิบ(อย่าง)

ต่า นะ นะ เก เปอ เต่อ ปลี

ถึงยามแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว

 

บทกวีในดินแดนของเรา

เกอ เจ่อ โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

ภูเขาใหญ่ที่ยวาสร้างขึ้น (ยวา แปลว่า พระเจ้า, การไหล)

เกอ โล โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

เทือกเขาใหญ่ที่ยวาสร้างไว้

โอะ ลอ แท เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เราดูแล

โอะ ลอ ตอ เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เรารักษา

เปอ เม มา ญอ เอาะ ญอ

หากเราทำกินเรียบง่าย

เก ถ่อ แว กอ หยี่ กอ ฆอ

ทั่วแผ่นดินจะดีขึ้นได้

 

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ไม่นานมานี้นี้มีความพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธ์ุข้าวไว้ใช้เอง หากมันกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในบ้านเราจริง เกษตรกรคงลำบากมากขึ้นและจะกระทบกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข้าวมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะเอเชียด้วยแล้ว การกินข้าวที่เราปลูกเอง ยิ่งเรารู้จักเรื่องราวและธรรมชาติของพันธ์ุข้าว อย่างเช่นพันธ์ุนี้ชอบน้ำอุ่น พันธ์ุนั้นโตได้ดีกว่าในแม่น้ำที่เย็นกว่า ที่ที่สูงกว่า รายละเอียดเหล่านี่ผ่านการสั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจนกลายเป็นทางเลือก และร่นระยะทางที่เราไม่ต้องทดลองเองทั้งหมด

การปรับปรุงพันธ์ุก็คงเหมือนการที่เราได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่เรายอมรับได้บ้าง แต่การลิดรอนสิทธิในการรักษาเมล็ดพันธ์ุข้าวก็ไม่ต่างจากการบอกให้ใครสักคนเลิกเขียนบทกวี หรือสั่งให้ศิลปินหยุดสร้างสรรค์งานมีคุณค่าต่อชีวิตของเขานั่นเอง

เวลาโมโชะขับร้องบทธา พวกเขาจะมีความสุขและดื่มด่ำไปกับการค่อยๆ ถักทอเรื่องราวไปด้วยกันอย่างเนิบช้า มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อ ระหว่างมิตรภาพ คือโอกาสที่พวกเขาได้อยู่กับปัจจุบันตรงนั้นจริงๆ

การเป็นหนึ่งเดียวและไหลไปกับบทเพลงอาจจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขที่เรียบง่ายและได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนชาวเซลิช ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขากระซิบบอกกับผมว่า การร้องเพลงและเต้นรำคือหนทางกลับบ้านของมนุษย์

วัฒนธรรมไหนๆ ก็มีบทกวี เสียงเพลง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง มีความสุขและทุกข์ในแบบของตัวเองจนห้วงสุดท้ายของชีวิตมาถึง การยอมรับในกฎธรรมชาตินั้นก็ถูกพูดถึงในบทเพลงดั้งเดิมเสมอ การร้องไห้ การดีใจ เสียใจ และไหลไปตามจังหวะของชีวิต

ก็เหมือนกับบทธาที่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายจังหวะชีวิตของมันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทั่งโอกาสหนึ่งถึงอีกโอกาสหนึ่ง และแม้บทเพลงสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง ชีวิตก็ไม่เคยจบลง เพราะชีวิตใหม่พร้อมเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตาม

ชีวิตที่คืบคลานไปอย่างช้าๆ มันจะเดินทางได้นาน ได้ไกลเสมอ เพราะมันจะมีพื้นที่เวลาให้กับทุกๆ สรรพสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน

 

แบบฝึกหัด

อยากเชิญชวนพวกเราลองเขียนธา และแปะเก็บไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เผื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำงานในแต่ละวัน ธามีสัมผัสง่ายๆ เฉพาะคำสุดท้าย ในแต่ละแถว เผื่อวันหนึ่งจะได้ขึ้นมาประลองกับโมโชะตัวจริงบนดอยนะครับ

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

ลองเขียนเล่นๆ เวลาว่างแล้วส่งให้เพื่อนๆ ดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจต้องกลับไปตามหาโมโชะในเมือง หากเราพลัดหลงไปจากรากเหง้าของเรา

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับก้าวเล็ก ทีละคืบน้อยๆ ในแต่ละวันของชีวิตที่เป็นบทกวีที่มีคุณค่าต่อกันเสมอ

ต่าบลึ๊ โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load