ความช้าที่ยาวนาน มิตรภาพจึงยาวไกล

2 ปีที่แล้วผมพบ อาจารย์ Keibo Oiwa โดยบังเอิญ เมื่อครั้ง สาทิช กุมาร มาพูดที่เชียงใหม่ เราทักทายกันหลังจบงาน อาจารย์เคโบะเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเจอเพื่อนผู้เฒ่าปกาเกอะญอคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในพิธีบวชป่าที่เกาะ Yaku-shima เขาไม่แน่ใจว่าผมจะรู้จักรึเปล่า ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะคนที่เขาพูดถึงคือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา พ่อตาของผมนั่นเอง

เราคุยกันต่ออีกสักพัก ผมรู้สึกว่าต้องให้สองคนนี้พบกันอีกครั้งให้ได้ ผมเชิญชวนให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นขึ้นดอยกับผม เขาไม่รีรอรีบเก็บกระเป๋าและเดินทางไปด้วยกันในเย็นวันนั้นเลย

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของพะตีจอนิ โอ่โดเชา เขาเดินมาจับมือต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลากว่า 20 ปีอาจน้อยเกินไปที่จะพรากความทรงจำของคนสองคน ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการระลึกความหลังอย่างออกรส ผมรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอันยาวนานในค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายไปนอน หลังจากการพบกันในครั้งนั้น มิตรภาพก็ถูกรื้อฟื้น และอาจารย์เคโบะก็ตัดสินใจกลับมาเชียงใหม่พร้อมนักเรียนของเขา

ปกาเกอะญอ

 

ครูที่ชื่อสล็อต

อาจารย์เคโบะมีชื่อจริงว่า Tsuji Shin’Ichi เป็นนักมานุษยวิทยา นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม เคยใช้ชีวิตในอเมริกาเหนือกว่า 15 ปี เขารู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดาเป็นอย่างดี และเขายังทำวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อย่างสล็อตมายาวนาน เขาพบว่าสล็อตเป็นสัตว์ที่อ่อนน้อม ห่วงใยต่อระบบนิเวศอย่างมาก มันเป็นสัตว์กินพืช ถ่ายใต้ต้นไม้และกลบเพื่อบำรุงรากของต้นไม้ที่พวกมันอาศัย อาจารย์เคโบะดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงเจ้าสล็อตผู้เชื่องช้า

หลังจากกลับจากแคนาดา เขารับงานสอนที่ Meiji Gakuin University สาขาวิชา International Studies นอกเหนือจากการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก่อตั้ง Sloth Club เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และใตร่ตรองถึงความงามของความช้า เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Slow is beautiful ในปี 1996

อาจารย์เคโบะเชื่อและรู้สึกว่าการพานักศึกษาจากญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศโลกที่หนึ่งมายังหมู่บ้านเล็กๆ บนดอย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น เขาบอกกับผมว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เดินทางมาครั้งนี้พกน้ำมาจากญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เพราะความกังวล รักสะอาด จนเกินพอดี การสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่า การก่อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ยากไปแล้วสำหรับคนที่เกิดในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

เมื่อหน้าที่ของครูคือการชี้ทางให้นักศึกษา ทริปนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้น และนักศึกษาบางคนอาจคิดว่ากำลังเดินผ่านประตูมิติของโดราเอมอนอยู่

 

คนขี้เกียจ มีกิน

ปกาเกอะญอ

เช้าวันแรกเรานัดแนะกันที่บ้านพะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าผู้เกิดในคืนที่ทหารญี่ปุ่นกลับจากพม่าเพื่อเข้าเมืองหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พะตีจอนิเชื่อว่าขวัญของเขาเดินทางมากับคนญี่ปุ่น เขาจึงอยากไปญี่ปุ่นให้ได้ และท้ายที่สุดก็ได้ไปเหยียบประเทศของโนบิตะอย่างหนำใจถึง 4 ครั้งเข้าให้แล้ว

เรานั่งล้อมวง น้องๆ ยังดูง่วงๆ เพราะเพิ่งเดินทางมาจากภูฏาน พี่แซวะจึงเสิร์ฟกาแฟ Lazyman ร้อนๆ ที่เขาปั้นมากับมือ พลับ อะโวคาโด้ กล้วยในสวนก็สุกให้เราได้กินพร้อมกันพอดี

พะตีจอนิเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานคนขี้เกียจ ต่อด้วยที่มาที่ไปของสวนคนขี้เกียจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนคนทั่วไป ทำไปได้สัก 10 ปีมีแต่หนี้แกเลยยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้สวนรก พะตีจอนิเล่าติดตลกว่า โดนเมียว่าให้ว่าเป็นคนขี้เกียจ กระทั่ง 17 ปีให้หลังมีผลไม้ หน่อไม้ ให้เก็บกิน อีกทั้งไม้โตพอสร้างบ้านได้ ไม้ทำฟืน ไม้ไผ่ หวาย ก็ขายได้ และอื่นๆ รวมกันอีกกว่า 80 ชนิดกัน

ปกาเกอะญอ

แกบอกว่า เมียแกก็เริ่มเห็นดีเห็นงามหลังจากผ่านไป 17 ปี สวนคนขี้เกียจยังได้โลดแล่นบนหนังสือที่เขียนโดย สุวิชานนท์ รัตนภิมล มันจึงถูกพูดถึงในระดับหนึ่ง

หลังจากหันหลังให้พืชเชิงเดี่ยว พะตีจอนิร่วมคิดและเรียกร้องสิทธิของคนที่อยู่กับป่ากับชุมชนอื่นในประเทศไทยกว่า 30 ชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาทั้งไทยและต่างประเทศมานักต่อนัก การเผชิญหน้ากับความกดดันจากแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำเอาวิชาของฝรั่งมาใช้จนเกินพอดี ก็สร้างปัญหาให้ชุมชนในเขตป่าไม่น้อย

การได้เรียนหนังสือแค่ 8 เดือนในโรงเรียนอาจทำให้เขาพูดภาษาไทยไม่ชัด ทว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางเลยสักครั้ง นอกจากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่นกักตัวข้อหาแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าและมีย่ามใบโต น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายในครอบครอง แต่สุดท้ายก็รอดมาได้หลังจาก 2 ชั่วโมงในห้องแคบๆ

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า คนปกาเกอะญอเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ เราเกิดมาปุ๊บร้องไห้ปั๊บ พอโตขึ้นต้องมีอะไรมาทำให้ร้องไห้จนได้ และการร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อถึงวาระที่เราหรือใครคนใดคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป นี่คือธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราทุกๆ คน

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฆ่าฟันกันให้ตายเพียงเพราะเชื่อต่างกัน ต้องการมีอำนาจที่มากกว่า อยากมีสิทธิมากกว่าคนอื่น อยากใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น หรือต้องการเงินทองผลประโยชน์

พระพุทธเจ้าและพระเยซูสอนเรามามากว่า 2,000 ปี แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่บางทีเราอาจต้องใช้เวลาอีก 2,000 ปีเพื่อจะข้ามพ้นไปจากความขัดแย้งที่พูดมา ผู้เฒ่าหัวเราะแบบขำๆก่อนได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

 

ช้าช้า

ปกาเกอะญอ

การเรียนรู้ในวันนี้คือการทำสมาธิ สอนโดย ประชา หุตานุวัตร ผู้ใช้แนวทางพุทธในการจัดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและสังคม การนั่งสมาธิอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง การสังเกตลมหายใจและความคิด พอถึงช่วงเดินสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่าน้องหลายคนดูผ่อนคลาย บางคนมองไปบนฟ้า บนเขา ต้นไม้ ท่วงท่าในการเดินที่เนิบช้า และดูเป็นมนุษย์ที่สงบ เรียบง่าย ต่างกับจังหวะฝีก้าวในโตเกียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน

Moari แลกเปลี่ยนกับพวกเราว่า การต้องอยู่กับภาระ การเรียน ความเร่งรีบมากมาย เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสังคมที่เข็นครกขึ้นสู่ยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาที่นี่เขาเปรียบว่าตัวเองกำลังโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เขาได้รู้สึก สัมผัส ถึงความเรียบง่ายตรงไปตรงมาของตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย

Alex ลูกครึ่งญี่ปุ่นเปอร์โตริโก เป็นผู้เข้าร่วมอีกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากทีเดียว เขาบอกว่า เขารู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า เขาไม่มีความสุขมากนักในโตเกียวเพราะชีวิตเร็วเกินไปสำหรับเขา ที่ญี่ปุ่นการหยุดเรียนตอนปี 2 ปี 3 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน 1 ปีเพื่อคิดทบทวนและใตร่ตรองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

กลางคืนเราล้อมวงผิงไฟ คืนนี้เราโชคดีที่ฝนอนุญาตให้เราก่อไฟผิงกันได้ แถมก้อนเมฆก็ใจดีเผยแสงดาวที่อวดแสงระยิบ ผู้มาเยือนมีเพลงโอกินาว่าขับขานเคล้าควันไฟพร้อมกับเหล้าบ๊วยคนละจอกพอลื่นคอ ผู้เฒ่าเล่าชีวิตให้คนหนุ่มสาวฟัง เผื่อเขาจะได้เก็บไปคิดในวันข้างหน้า

อาจารย์เคโบะบอกผมว่า เราคาดหวังอะไรในตัวน้องไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือหว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ อาจจะมีใครในนี้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ใส่ใจคนรอบข้างและธรรมชาติมากขึ้น

ที่ญี่ปุ่นการทำงานหนักจนตาย ซึ่งเรียกว่า Karochi Syndrome หรือโรคบ้างาน กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีคนอาศัยคนเดียวตามลำพังมากขึ้น ในสังคมที่พลุกพล่านคนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากให้เกิดกับเรา มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราคิดว่าเราดีไม่พอ เก่งไม่พอ มีไม่พอ เราจึงทำมากทำเยอะจนโลกปั่นป่วนไปหมด การได้มีเวลาขี้เกียจคือของขวัญดีๆ นี่เอง (ผมเห็นด้วยมากครับ) และมันคือทางออกด้วย เขาปิดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

 

ห่อโข่ บนโลกที่ร้องไห้เราทุกคนคือเพื่อนกัน

เริ่มดึกแล้วกองไฟยังให้ไออุ่น อาจารย์เคโบะขอให้เจ้าบ้านแชร์บทเพลงที่แกเคยได้ยิน เพลงนี้ไม่ดังมาก เพราะดึกแล้วเราจึงร้องเบาๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ยินอยู่นะ

 

บนห่อโข่ โลก นานมาแล้ว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เป็นของเรา

สิ่งมีชีวิต น้อยใหญ่ ต้นไม้ ลำธาร ต่างมีชีวิตป็นของตัวเอง

ธรรมชาติคือผู้มอบชีวิต เราหลงลืมไปรึยัง

จงดูแล ต้นไม้ของเรา หัวเผือกเมล็ดข้าว ให้รักษา

ผู้แก่พร่ำเตือน ผู้เฒ่าพร่ำสอน น้ำและแผ่นดินคือบ้าน

ดูแลดีแล้ว จะมีข้าวกิน จะมีผ้าคลุมกาย

ถึงเวลาแล้ว เงินทอง ไม่อาจเป็นสิ่งให้เรายึด

เทียนไขขี้ผึ้ง กับตอข้าว ปกป้องขวัญของเราทุกคน

อยู่กับแสงสว่างและไมตรีรัก

เดินไปด้วยกัน บนโลกใบเดียวเท่านั้นที่เรามี

หากความรักผลิใบ ความห่วงใยออกผล

จะมีน้ำนิ่ง มีความสงบในแผ่นดิน

เพราะโลกมี ตอข้าว และแสงเทียน

 

เพลงจบแล้ว แสงไฟมอดลง ดาวยังคงส่องแสง เมฆยังคงเคลื่อนไป เที่ยงคืนแล้วไม่มีอะไรที่สหายสล็อตและคนขี้เกียจต้องทำ นอกจากการพาตัวเองเข้านอน

ไม่มีฝันดีให้ฝันถึง เพราะเราจะตื่นมาทำความจริงที่เราทำได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load