25 กุมภาพันธ์ 2562
6 K

ที เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของน้ำจะเสียหาย

ก่อ เก่อ ฮะ ฆอ เลอ อะ เชอ

พรมแดนของแผ่นดินจะพัง

จอ โหล่ แล บกอ เตอ เน เลอ

กษัตราไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

จอ ปา แล บกอ เตอ เน เลอ

ราชาไปเอาคืนกลับมาไม่ได้

แล กอ โผ่ แฆ เลอ หมื่อ เคลอ

ไปเรียกผู้กำพร้าหลังตะวันฉาย

แฮ มา มึ เก ก่อ อะ เชอ

ให้กลับมาสร้างความสุขกลับคืนมา

 

ธา บทกวีของปกาเกอะญอ

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับเรา บางครั้งหลายเรื่องราวทำให้เรายิ้มและหัวเราะด้วยความยินดี ดีจนเราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งที่เรื่องราวมากมายทำให้เราเป็นทุกข์เจ็บปวดจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เราได้แต่หวังให้เรื่องราวผ่านไปในเร็ววัน เพื่อจะได้ก้าวไปข้างต่อไป

ผู้เฒ่าถึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่‘ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ ทุกๆ วันเราเรากำลังเรียนรู้ว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวทีให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขทุกข์ปนเปและเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตของแบบของตนเอง

ปกาเกอะญอ

หน้าร้อนกำลังมาถึง การทำงานกลางแจ้งอาจจะไม่สนุกนัก ว่าแล้วผมก็พาตัวเองกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงบทกวีเก่าแก่ ที่เพื่อนปกาเกอะญอจากย่างกุ้งส่งมาให้ ผมเปิดอ่านและทบทวนองค์ความรู้เก่าแก่ช้าๆ หลายอย่างก็ไม่เข้าใจนัก

หนังสือที่ผมอ่านเรียกว่า ธา

ธา แปลว่าตรงตัวได้ว่า คืบ ทอ บทกวี ลำนำ

ธาพูดถึงความว่างเปล่า โลก พระเจ้า นกแซงแซว จอมปลวก สรรพสิ่งบนโลก ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สงคราม ความรัก ความเศร้าโศก ความสุข การทำมาหากิน ความสำคัญของเมล็ดพันธ์ุ ตลอดจน ภัยธรรมชาติที่จะเกิดกับโลกของเรา

ไม่มีใครรู้เลยว่าธาเก่าแก่เพียงใด แต่มีมานานมากแล้ว บางช่วงบางตอนอาจคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ อย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือ ธาบุโฆ่ ที่พูดถึงเจดีย์ ซึ่งบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ในวัด

อย่างไรก็ตาม ธาคือมรดกของปกาเกอะญอและของโลกซึ่งกำลังจะหายไป เพราะพื้นที่ของธาถูกแทนที่ด้วยเพลงและสิ่งบันเทิงสมัยใหม่ การอยู่รอดของธาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจากนี้ไป

ธาได้รับการสั่งสม บันทึก และส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งจนถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง มันเผชิญชะตาเดียวกับการสูญพันธ์ุของพืชและสัตว์ หรือวัฒนธรรมเล็กๆ ชุมชนเล็ก คนตัวเล็กๆ เพื่อนผู้ไร้บ้าน เพื่อนผู้ลี้ภัย และเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายที่ถูกปล่อยไว้ข้างหลังบนเส้นทางที่เร่งรีบไม่รู้จักชะลอ

ลูกหลานที่เติบโตมาและบิดเบี้ยวอย่างผมจึงได้แค่มาแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เผื่อว่าธาจะไปงอกงามที่ไหนสักที่ แม้เพียงบทเดียวผมก็พอใจแล้ว

ปกาเกอะญอ

 

โมโชะ บทกวีที่งอกเงยในความตาย

ในอดีตและบางชุมชนที่ยังเข้มแข็ง ทุกครั้งที่มีพิธีศพ เป็นโอกาสที่คนที่ยังมีชีวิตจะได้คุยกับความตายอย่างไม่เกรงกลัว และเป็นโอกาสที่เราจะได้ระลึกถึงกฎของธรรมชาติข้อหนึ่งที่เราทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 คืนแห่งการขับร้องบทเพลงของหนุ่มสาวซึ่งรับบทบาทสำคัญในการขับกล่อมดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิแห่งสวรรค์ หนุ่มสาวใช้บทกวีขับกล่อมในงานและตอบโต้กันอย่างสงบ โดยมีโมโชะคอยประคับประคองให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น ในขณะนั้นเอง หนุ่มสาวบางคู่อาจชอบพอกันและกลายเป็นคู่รักในอนาคตต่อไป

บางครั้งหนุ่มสาวมาจากคนละหมู่บ้านพวกเขาจึงยินดีที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ พื้นที่แห่งความตายสร้างนักกวีขึ้นมา เมื่อผ่านไปนานครั้งบทกวีที่มีเป็นร้อยเป็นพันก็จะได้รับการรักษาไว้ในตัวคนคนหนึ่งก่อนที่คนคนนั้นจะได้รับการขนานนามว่า ‘โมโชะ’ กวีผู้ถักทอเรื่องราวด้วยบทเพลง

โมโชะยังคงเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแม้กาลเวลาและยุคสมัยได้พรากเอาพื้นที่ของธาไปจากเรา ด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับองค์ความรู้ดั้งเดิมมากนัก บ่อยครั้งไม่มีหนุ่มสาวแสดงบทบาทในการขับร้องบทธาในพิธีศพ

การเปิดบทธาฟังผ่านเครื่องเล่น mp3 จึงเป็นทางเลือกที่อย่างน้อยๆ ผู้เฒ่าและโมโชะยังคงได้สัมผัสความงามของบทกวีดั้งเดิมและพาตัวเองเข้าไปในจินตนาการที่ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เข้าใจบทกวีเหล่านั้น และให้บทธาได้เดินทางต่อได้

ด้วยกาลเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ธาได้หล่นหายไประหว่างทางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือเพราะการทำมาหากินที่หลอกหลอนให้เราเป็นกังวลกับการอยู่รอดของปากท้องได้ จนหลงลืมบทกวีที่มีความงามมากกว่าบทเพลง

อย่างไรก็ดี ความหวังยังพอมีอยู่บ้าง เมื่อมีการพูดถึง การร้อง การเขียน ที่ในกลุ่มคนเล็กๆ น้อยที่ยังทำให้ธาได้เดินทางต่อบนหนทางที่เชี่ยวกรากและท้าทายต่อไป

ปกาเกอะญอ

บทกวีในเมล็ดพันธ์ุ

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความอุดมครั้งแม่ยังมี

ต่า เก เลอ เปอ โหม่ โอะ ดิ๊

ความสมบูรณ์ครั้งพ่อยังอยู่

เก่อ ตอ เอ เปอ แหนว่ อ่า คลี

ดูแลพันธ์ุเผือกไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เอ เปอ บือ อ่า คลี

รักษาเมล็ดข้าวไว้ให้เรา

เก่อ ตอ เม แปก ถ่อ เซอ ชี

หากรักษาจนครบสามสิบ(อย่าง)

ต่า นะ นะ เก เปอ เต่อ ปลี

ถึงยามแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว

 

บทกวีในดินแดนของเรา

เกอ เจ่อ โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

ภูเขาใหญ่ที่ยวาสร้างขึ้น (ยวา แปลว่า พระเจ้า, การไหล)

เกอ โล โดะ เลอ ยวา ปะ ลอ

เทือกเขาใหญ่ที่ยวาสร้างไว้

โอะ ลอ แท เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เราดูแล

โอะ ลอ ตอ เปอ บะ เก่อ ตอ

ตกทอดให้เรารักษา

เปอ เม มา ญอ เอาะ ญอ

หากเราทำกินเรียบง่าย

เก ถ่อ แว กอ หยี่ กอ ฆอ

ทั่วแผ่นดินจะดีขึ้นได้

 

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ไม่นานมานี้นี้มีความพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธ์ุข้าวไว้ใช้เอง หากมันกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในบ้านเราจริง เกษตรกรคงลำบากมากขึ้นและจะกระทบกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข้าวมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะเอเชียด้วยแล้ว การกินข้าวที่เราปลูกเอง ยิ่งเรารู้จักเรื่องราวและธรรมชาติของพันธ์ุข้าว อย่างเช่นพันธ์ุนี้ชอบน้ำอุ่น พันธ์ุนั้นโตได้ดีกว่าในแม่น้ำที่เย็นกว่า ที่ที่สูงกว่า รายละเอียดเหล่านี่ผ่านการสั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตจนกลายเป็นทางเลือก และร่นระยะทางที่เราไม่ต้องทดลองเองทั้งหมด

การปรับปรุงพันธ์ุก็คงเหมือนการที่เราได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่เรายอมรับได้บ้าง แต่การลิดรอนสิทธิในการรักษาเมล็ดพันธ์ุข้าวก็ไม่ต่างจากการบอกให้ใครสักคนเลิกเขียนบทกวี หรือสั่งให้ศิลปินหยุดสร้างสรรค์งานมีคุณค่าต่อชีวิตของเขานั่นเอง

เวลาโมโชะขับร้องบทธา พวกเขาจะมีความสุขและดื่มด่ำไปกับการค่อยๆ ถักทอเรื่องราวไปด้วยกันอย่างเนิบช้า มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อ ระหว่างมิตรภาพ คือโอกาสที่พวกเขาได้อยู่กับปัจจุบันตรงนั้นจริงๆ

การเป็นหนึ่งเดียวและไหลไปกับบทเพลงอาจจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขที่เรียบง่ายและได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนชาวเซลิช ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขากระซิบบอกกับผมว่า การร้องเพลงและเต้นรำคือหนทางกลับบ้านของมนุษย์

วัฒนธรรมไหนๆ ก็มีบทกวี เสียงเพลง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง มีความสุขและทุกข์ในแบบของตัวเองจนห้วงสุดท้ายของชีวิตมาถึง การยอมรับในกฎธรรมชาตินั้นก็ถูกพูดถึงในบทเพลงดั้งเดิมเสมอ การร้องไห้ การดีใจ เสียใจ และไหลไปตามจังหวะของชีวิต

ก็เหมือนกับบทธาที่ค่อยๆ เคลื่อนย้ายจังหวะชีวิตของมันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทั่งโอกาสหนึ่งถึงอีกโอกาสหนึ่ง และแม้บทเพลงสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง ชีวิตก็ไม่เคยจบลง เพราะชีวิตใหม่พร้อมเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตาม

ชีวิตที่คืบคลานไปอย่างช้าๆ มันจะเดินทางได้นาน ได้ไกลเสมอ เพราะมันจะมีพื้นที่เวลาให้กับทุกๆ สรรพสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน

 

แบบฝึกหัด

อยากเชิญชวนพวกเราลองเขียนธา และแปะเก็บไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เผื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำงานในแต่ละวัน ธามีสัมผัสง่ายๆ เฉพาะคำสุดท้าย ในแต่ละแถว เผื่อวันหนึ่งจะได้ขึ้นมาประลองกับโมโชะตัวจริงบนดอยนะครับ

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7

ลองเขียนเล่นๆ เวลาว่างแล้วส่งให้เพื่อนๆ ดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจต้องกลับไปตามหาโมโชะในเมือง หากเราพลัดหลงไปจากรากเหง้าของเรา

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับก้าวเล็ก ทีละคืบน้อยๆ ในแต่ละวันของชีวิตที่เป็นบทกวีที่มีคุณค่าต่อกันเสมอ

ต่าบลึ๊ โดะมะ / ขอบคุณมากครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load