COVID-19 ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ประเทศต่างๆ ปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อแก้ปัญหา เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า การปิดบ้านปิดเมืองเกิดขึ้นมานานแล้ว 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารญี่ปุ่นบางส่วนถอยทัพ เดินเท้ากลับมาจากพม่า ผ่านหมู่บ้าน ป่าเขา ตามดอยต่างๆ ผู้เฒ่าที่เกิดทันเหตุการณ์ครั้งนั้นเล่าว่า ทหารญี่ปุ่นอ่อนล้า หิวโหย จนต้องเอาปืนแลกกับอาหารประทังชีวิต เพื่อพยุงตัวเองให้ถึงจุดหมาย หลายคนหมดแรงและสิ้นลมระหว่างทาง 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเกิดโรคระบาด (อหิวาตกโรค) คร่าชีวิตผู้คนบริเวณนี้มากมาย จนทำให้ต้องย้ายหมู่บ้าน หลังจากนั้นจึงมีการทำพิธีปิดหมู่บ้านทุกครั้งที่เกิดโรคระบาด 

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปแล้วเกือบ 80 ปี ‘พิธีเกร๊าะหยี่ เกร๊าะแกล๊ะ’ (ปิดบ้าน ปิดทาง) ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่กำลังลุกลามในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หมู่บ้านต่างๆ ของชาวปกาเกอะญอจึงทยอยทำพิธีปิดหมู่บ้านกันอย่างต่อเนื่อง

ที่ชุมชนบ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดให้ วันที่ 24 และ 25 มีนาคม เป็นวันปิดหมู่บ้าน โดยปิดทุกทางเข้าออก ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า ระหว่างที่มีการปิดหมู่บ้านจะมีการผลัดเปลี่ยนเฝ้าเวรยามที่ทางเข้าออก จนกว่าทางจะเปิดใช้อีกครั้ง

พิธีเริ่มขึ้นตอนเย็นของวันที่ 24 ผู้เฒ่าพ่อบ้านและหนุ่มๆ ไปรวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งแยกเป็น 3 กลุ่ม เพราะมีทางเข้ามี 3 ทาง ไม้ไผ่ถูกนำมากั้นทาง มีอาวุธจำลองที่ทำจากเศษไม้และไม้ไผ่ เช่น ดาบ หอก ธนู ปืน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าโรคระบาดครั้งนี้อันตราย 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ต๋าแหลวตัวผู้ที่สานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปสามแฉก เป็นสัญลักษณ์ห้ามผ่านหรือห้ามเข้าถูกติดไว้ด้านบน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาเห็นได้ชัดเจน 

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก
พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

ผู้เฒ่าที่นำพิธีท่องบทสวดฉบับป้องกันภัย มีเนื้อหากล่าวเตือนผู้บุกรุกว่าไม่ให้รุกล้ำ และอวยพรให้ขวัญกำลังใจกับผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นผู้เฒ่าพรมน้ำขมิ้น ส้มป่อย ก่อนให้ทุกคนล้างมือให้เรียบร้อย หลังเสร็จพิธี ผู้เฒ่าจึงเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ปล่อยให้คนหนุ่มผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม และเมื่อครบกำหนดผู้เฒ่าคนเดิมก็ไปทำพิธีเปิดทาง ด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทาง และทางก็เปิดใช้เป็นปกติอีกครั้ง

การปิดหมู่บ้าน นอกจากช่วยป้องกันโรคระบาดแล้ว ยังเป็นการกลับมาตรวจสอบทรัพยากรของครัวเรือนและชุมชนว่า เราขาดเหลืออะไรในการดำรงชีวิต สิ่งสำคัญที่เราต้องมี เช่น ข้าว อาหาร พืชผัก สัตว์เลี้ยง ที่จะเป็นเสบียง หากเราต้องเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรง เรามีวิชาความรู้ในการอยู่กับป่าหลงเหลือแค่ไหน สอดคล้องกับคำกล่าวที่เตือนเราว่า “หากเกิดพายุใหญ่จะไม่มีอะไรที่เรายึดไว้ได้ นอกจากตอข้าวและเทียนไขขี้ผึ้ง” สองสิ่งนี้จะพาเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การทิ้งระยะห่างจากคนรอบกาย เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ฟังเสียงตัวเอง ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่ามีอะไรที่ดีแล้ว และต้องแก้ไขตัวเองในเรื่องใดบ้าง วิถีชีวิตในท้องถิ่นชนบทหรือของชนเผ่าต่างๆ ในแต่ละฤดู วิถีชีวิตของผู้คนจะออกแบบให้แตกต่างกันโดยธรรมชาติ เช่น ฤดูฝนเราต้องเพาะปลูก สร้างอาหารเตรียมไว้สำหรับฤดูถัดไป ฤดูหนาวเราต้องเตรียมฟืนไว้ให้พอ ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาทอผ้า-จักสานไว้ใช้ เป็นต้น วิถีที่ไม่ได้ซ้ำเดิมของแต่ละฤดูทำให้พฤติกรรมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ซ้ำที่จุดเดิมเช่นกัน จึงเกิดเป็นช่วงเวลาที่ให้ดินพักฟื้น ตอไม้แตกกอ น้ำไหลกลับคืนสู่ห้วย

แต่ในความเป็นจริงของยุคสมัยปัจจุบันที่มนุษย์แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ธรรมชาติจึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อนบวกกับโรคระบาดอย่างที่เป็น การปิดหรือผ่อนพักจังหวะชีวิตของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของระบบนิเวศและตัวมนุษย์เอง 

พิธีปิดบ้าน เป็นผลจากประสบการณ์ตรงของผู้คนในอดีต การปิดบ้าน ปิดทาง ปิดเมือง ปิดประเทศ จึงเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แต่คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ภาครัฐเห็นความสำคัญต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้มีพื้นที่ขององค์ความรู้เหล่านี้ในระดับกว้าง และนำมาปรับใช้แก้ปัญหาในระดับนโยบาย เพื่อให้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ในบ้านเรายังมีลมหายใจ เพราะความรู้เหล่านี้ยังทันสมัยเสมอ

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

โลก พระจันทร์ มนุษย์ กับพื้นที่ว่างที่จำเป็น

ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนนั้นโลกและพระจันทร์เคยอยู่แนบชิดติดกัน เหมือนเป็นดาวดวงเดียวกันที่เลี้ยงดูมนุษย์และสรรพสิ่งอื่นๆ ทุกครั้งที่มนุษย์รู้สึกหิว มนุษย์จะไปขอเนื้อพระจันทร์มาประทังชีวิต และพระจันทร์ก็ยินดีที่จะแบ่งเนื้อของตัวเองให้มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นไปแบบนั้นมาช้านาน จนเมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์เริ่มขอมากขึ้น ขอเกินความจำเป็น เก็บสะสม จนพระจันทร์ต้องหนีจากโลกไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระจันทร์ไม่กลับมาหามนุษย์อีกเลย

อย่างไรก็ตาม พระจันทร์ยังคงห่วงใยมนุษย์ด้วยการโคจรรอบโลก คอยบอกกล่าวให้สัญญาณกับมนุษย์ ให้มีชีวิตหมุนไปอย่างสอดคล้องกับจังหวะข้างขึ้น ข้างแรม การบอกให้รู้จักหยุดเก็บหน่อไม้ เพื่อให้หน่อไม้ได้แทงลำเพื่อให้เราได้ใช้ในวันข้างหน้า หยุดหาปลาเพื่อให้ปลาในลำห้วยขยายพันธุ์ หยุดตำข้าวเพื่อให้เราได้ยินเสียงของตัวเอง 

ทุกๆ วันพระก็เป็นการปิดตัวเองที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน และถ้าบวกกับวันอาทิตย์ที่หลายๆ คนเข้าโบสถ์แล้ว ปีปีหนึ่งเราแบ่งเบาภาระของโลกได้มากทีเดียว

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

‘ต่า เต๊ะ เซ ต่า กว่า เซ’ สรรพสิ่งถูกสร้าง สรรพสิ่งจะได้รับการดูแล

คนปกาเกอะญอเชื่อว่า เมื่อทุกสิ่งบนโลกนี้ถูกสร้างขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นจึงได้รับการดูแล ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย การปิดบ้าน ปิดเมือง ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีได้ แต่การกลับมาเชื่อและวางใจในธรรมชาติอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่เราควรได้บ่มเพาะให้กับลูกหลานของเรา ที่กำลังเติบโตในวันที่พวกเขาถูกพรากออกจากธรรมชาติมากขึ้นทุกๆ วัน 

เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถึงแม้มนุษย์จะเก่งกาจกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่เราก็มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เช่นกัน การปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดทาง ป้องกันสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น ไม่ใช่กับภูตผีตามความเชื่อ ตามจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็นภูตผีที่อยู่ในร่างของมนุษย์อย่างเราๆ ที่สร้างสิ่งชั่วร้าย อย่างสงคราม การแบ่งแยก ชนชั้นวรรณะ ถูกสอนให้รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความโลภครั้งแล้วครั้งเล่า จนใครบางคนเชื่ออย่างสนิทใจว่า ทรัพยากรบนโลกไม่มีวันหมด และพวกเขากำลังตักตวงจากโลกอย่างบ้าคลั่ง ราวกับยักษ์ผู้หิวโหยที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า

ผู้เฒ่าจึงเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ ที่ไม่ได้มีความหมายแค่โลกหรือแผ่นดิน แต่ยังมีความหมายว่า ที่ร้องไห้ ที่ที่มนุษย์ทุกคนต้องร้องไห้ ต้องพบเจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก ความเศร้าโศกเสียใจ ความไม่สะดวกสบาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราต่างรู้กันดี ทุกครั้งที่แม่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ทารกคนนั้นจะต้องร้องไห้ เพื่อเป็นการนับหนึ่งของการมีชีวิตบนโลก และเมื่อเติบโตไป อาจจะมีการร้องไห้อีกหลายครั้งหลายหน หลายเหตุผล หลายสถานที่ แต่ที่แน่นอนคือ เมื่อถึงวาระที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องจากเราไป จะมีน้ำตารสเค็มไหลออกมาบอกลาผู้เป็นที่รัก ที่เดินทางบนโลกนี้จนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนคนที่ยังมีชีวิตก็แค่ต้องเดินทางต่อไปตามทางที่ถูกสร้างไว้

พิธีปิดกั้นโรคระบาด ภูมิปัญญาปกาเกอะญอที่กลับมามีชีวิตในวัน COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

การปิดพื้นที่ชีวิตของเรา บางช่วงบางตอน บางฤดู เคยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในอดีต และการถอยกลับมาอยู่กับตัวเองเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้มีเวลาเยียวยา ฟื้นฟูชีวิตตัวเอง ก่อนที่ธรรมชาติจะมีแรงดูแลเราต่อไป

อย่าได้กังวลมากเกินไปจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรามีโอกาสแล้วที่จะได้ฝึกกลับไปวางใจในตัวเองในธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้ที่บ้านในตอนนี้ คือการขุดดิน อ่านหนังสือ ปลูกผัก เล่นดนตรี ฝึกโยคะ รดน้ำต้นไม้ เรียนทำอาหาร ทำขนม ทำกาแฟกิน เก็บเมล็ดพันธุ์ ทอผ้า กวาดบ้าน ทำงานฝีมือ และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย หรือถ้าง่วงมากก็นอนขี้เกียจเฉยๆ ก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร 

สิ่งเล็กๆ เหล่านี้น่าจะพอช่วยให้พี่น้องของเราที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในเมืองหลวง ต่างจังหวัด ทุกอำเภอ ตำบล ชุมชน ได้บ้าง พวกเขาจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป 

มีภาพข่าวภาพหนึ่งกับคำบรรยายใต้ภาพจากประเทศอิตาลีที่กำลังเผชิญกับโรคระบาด COVID-19 นี้อย่างหนัก ภาพหมอกำลังเข็นคนไข้สูงวัยเพื่อไปสแกนปอด ในขณะที่กำลังจะถึงทางเข้าห้องสแกน
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หมอถามคนป่วยว่าอยากชมพระอาทิตย์ตกดินไหม คนไข้ยิ้มตอบ และพวกเขาสองคนก็ได้ใช้เวลาสั้นๆ ชื่นชมกับสิ่งที่พวกเราหลายคนรู้ดีว่าปรากฏการณ์ของธรรมชาติมันมีค่าต่อจิตใจเพียงใด 

จะว่าไปการปิดบ้าน ปิดเมือง เป็นการใช้เทคโนโลยีเก่าแก่ที่เหมาะสมแล้วกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2563

ต่าบลึ๊ครับ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ช่วงเวลาที่เพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ของแม็กซ์ เจนมานะ โด่งดั่งทั่วไทย แม้แต่บนดอยเด็กก็ร้องกันอย่างสนุกสนาน มันประจวบเหมาะกับเสียงเรียกที่ดังกึกก้องจากข้างในให้ผมอนุญาตตัวเองเข้าป่าอีกครั้ง

บ้านผมอยู่ใกล้ภูเขามาก ตื่นมาก็เห็นต้นไม้เต็มภูเขาสบตากับผม แต่เราจะได้เข้าป่าก็ต่อเมื่อไปทำแนวกันไฟไปดับไฟป่า หรือพาเพื่อนๆ น้องๆ เดินป่า การเดินป่าครั้งนี้แตกต่างออกไปตรงที่ผมอยากได้ยินเสียงเรียกนั้นใกล้ๆ ชัดๆ

ผมนัดแนะเจก (Jake) เพื่อนชาวอเมริกันที่บวชเป็นสามเณรได้ 3 ปี จำวัดอยู่ที่วัดถ้ำดอยโตน เจกบอกว่า เขาไม่ชอบชื่อเขาเท่าไหร่ เพราะมันพ้องกับคำว่า ‘เจ๊ก’ ที่คนไทยบางคนชอบเรียกชาวจีนด้วยความรู้สึกดูแคลน เขาให้ผมเรียกเขาว่า ‘สุริยนต์’ ผมรับปากว่าจะเรียกเขาว่า สุริยนต์ ตลอดการเดินของเรา เขาทำหน้าพึงพอใจเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยทีเดียว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เราวางแผนจะไปถ้ำแห่งหนึ่งชื่อเก่อกวี‘ (ภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า หินโน้ม) หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จสรรพเราก็มุ่งหน้าขึ้นเขา พร้อมกับ ‘มีโชค’ หมาลูกครึ่งเยอรมันที่อยากออกเดินทางไปกับเราเช่นกัน ตอนบ่ายเราเริ่มเดินผ่านทุ่งข้าวที่กำลังเติบโตหลังฤดูกาลปลูกข้าวเพิ่งผ่านไปไม่นาน เราข้ามห้วยแม่สะป๊อกซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนบ้านหนองเต่า แล้วไหลลงแม่วาง แม่ปิง ไปเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าพระยา ก่อนออกทะเล และเดินทางกลับมาบ้านหนองเต่าในรูปของฝน

จากนั้นแวะพักที่กระท่อมระหว่างทางซึ่งเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมสมัยรุ่นทวด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสวน นา และป่า เราเดินผ่านสวนพลับที่กำลังจะสุกรอให้เก็บกินตลอดเดือนสิงหาคม ส่วนต้นกาแฟที่มีผลสีเขียวสด ต้องรอจนกว่าฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จถึงจะเก็บได้

เราเดินไปเติมน้ำที่ ‘ห้วยเพาะต่าโกละ‘ (แปลว่า ห้วยตีมีด) ผู้เฒ่าสอนให้เราขออนุญาตน้ำทุกครั้งก่อนจะตักมาดื่มกินหรือล้างหน้า เพราะในน้ำมีนาทีเทวดาผู้ดูแลน้ำอาศัยอยู่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เหตุผลสำคัญที่เราต้องให้ความเคารพน้ำหรือแม่น้ำ เพราะโลกของเรามีน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำจืดเป็นน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน และร่างกายของมนุษย์ก็มีน้ำถึง70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นภาษาธรรมชาติที่บรรพบุรุษของเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติจะดูแลทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม บรรพบุรุษจึงส่งต่อความห่วงใยที่มีต่อโลกผ่านบทกวีเก่าแก่ว่า

ออ ที เก่อ ตอ ที (ได้กินจากน้ำ จงดูแลน้ำ)

เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ (ได้กินจากดิน จงดูแลโลก)

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เสียงจากสายลม

เราเดินขึ้นเขาผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มากมายทั้งต้นก่อป่า ต้นสารภีดง โดยเฉพาะต้นสนที่สูงเด่นขึ้นไปบนฟ้า เวลาลมพัดใบไม้ของต้นไม้แต่ละชนิดจะมีเสียงต่างกันราวกับลมกำลังไล่ตัวโน้ตดนตรีบนภูเขา ผมชวนสหายสุริยนต์นั่งพัก มีโชคดูเพลิดเพลินกับการเดินเข้าป่าครั้งแรกในชีวิตวัยขวบครึ่ง

เราเว้นระยะห่างในการเดิน คุยกันน้อยที่สุด ฟังเสียงลมหายใจตัวเองที่ถี่ขึ้นตามความชันของภูเขา เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่กำลังทำงานเต็มที่ และส่งเสียงดังตุบ ตุบ อยู่ข้างใน

ทางเดินบริเวณนี้เป็นเขตป่าชุมชนของชุมชนหนองเต่าและชุมชนห้วยตอง เราจึงเห็นชาวบ้านพาวัว ควาย เข้าป่า ทำเพิงพัก และทำคอกวัวกลางป่า เพราะพื้นที่นาหน้าฝนเป็นฤดูปลูกข้าว ใครมีฝูงสัตว์เกินกว่า 10 ตัวมักจะต้อนเข้าป่าและแวะไปดูเป็นครั้ง จนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ฝูงสัตว์ก็จะได้กลับมาเดินเล็มหญ้าในนาอีกครั้ง

เจ้าของสัตว์รู้จักป่าดีมาก เขารู้ว่าจะไปตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไหน เขาบอกได้ว่ารอยเท้าลักษณะไหนเป็นรอยเท้าของฝูงสัตว์ของเขา บางครั้งเขาแค่ฟังเสียงกระดิ่งก็รู้แล้วว่าเป็นฝูงสัตว์ของเขาหรือไม่ องค์ความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดกันผ่านการสัมผัสในวัยเยาว์ ผ่านรุ่นสู่รุ่นจนเกิดเป็นมั่นใจและชำนาญอย่างมาก

ที่ความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราพักดื่มน้ำเติมพลังด้วยขนมและข้าวผัดที่เตรียมมาจากบ้าน เรามองดูวิวเห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้โบกมือทักทายเรา ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า มีคนเชื่ออย่างง่ายดายว่า พวกเราที่นี่ทำลายธรรมชาติ เพียงเพราะอ่านเจอจากหนังสือ ดูข่าว หรือฟังคนนี้คนนั้นเล่า

ไกลออกไปเรามองเห็นดอยสุเทพอย่างชัดเจน ถัดลงไปจากนั้นคงเป็นเมืองเชียงใหม่ที่วุ่นวายมากขึ้นทุกวัน อากาศเป็นพิษมากขึ้นทุกวัน ผมอยากให้เราฟังเสียงลมที่บอกเล่าความจริงด้วยกันจริงๆ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากไฟ

ฟ้าเริ่มมืด จุดหมายยังอีกไกล เราเดินทางต่อ มีโชควิ่งนำไปก่อนอย่างร่าเริง

เราเดินผ่านแนวกันไฟของเรา เดินเลาะลงไปในเขตป่าชุมชนบ่านโป่งสมิต เรามาถึงจุดบวชป่าที่มีผ้าเหลืองมัดตามต้นไม้ บริเวณนี้เคยเป็นไร่ฝิ่นเมื่อครั้งฝิ่นยังเป็นพืชถูกกฎหมาย เมื่อยกเลิกการปลูกฝิ่นก็เอาต้นสนมาปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ตรงนี้จึงดูแปลกหน้า การเรียงตัวเป็นแถวเป็นแนวใกล้ชิดของต้นสนทำให้ต้นไม้ชนิดอื่นเติบโตยาก เพราะใบสนเป็นกรด ดินบริเวณนั้นจึงกลายเป็นกรดทั้งหมด

ท่านสุริยนต์แลกเปลี่ยนกับผมว่า ถ้าผมมองต้นไม้แปลกแยก แล้วไม่มองเขาเป็นคนอเมริกันที่แปลกแยกด้วยเหรอ ผมอึ้งไปสักครู่ก่อนจะตอบกลับว่า วิธีการปลูกป่าสนพวกนี้ไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของป่าแถบนี้ และสนที่ปลูกก็ไม่ใช่สนธรรมชาติ การปลูกสนเป็นแถวเป็นแนวในป่าลึกแบบนี้อันตรายมาก เพราะใบสนที่ทับถมกันปีแล้วปีเล่าไวต่อไฟมาก เวลาเกิดไฟป่าชาวบ้านจึงปะทะโดยตรงไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแนวกันไฟ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่ ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

การมาของสนปลูกใหม่ไม่ต่างไปจากคนผิวขาวที่เข้าไปรุกรานชนเผ่าพื้นเมือง จนกลายเป็นความเจ็บปวดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์บนโลก แต่ท่านสุริยนต์ไม่ใช่คนต่างชาติ เขาคือเพื่อนมนุษย์ของผมคนหนึ่ง

เราเดินจนมืดและคล้ายว่าจะหลง ท่านสุริยนต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู Google Maps ปรากฏเป็นทางเมื่อครั้งมีการตัดถนนเพื่อเข้ามาปลูกป่า ร่องรอยถนนยังคงชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เราหลงทาง!!!

ฝนเริ่มโปรยปราย เราเลาะแหวกพงหญ้าและหนามที่เรียงชิดติดกันราวกับม่านท่ามกลางความมืด โชคดีที่เราเตรียมไฟฉายส่องทาง สักพักผมได้ยินเสียง โอ๊ย คงไม่ใช่บุคคลที่สามอย่างแน่นอน เพราะท่านสุริยนต์ร่วงลงไปกองกับพื้น ผมพยุงเพื่อนลุกขึ้น ส่วนมีโชคก็พลัดหลงกับเรา ผมเรียกมันอยู่นาน ผมมั่นใจว่ามันไม่หลง เพียงแต่ทางรกขนาดนั้นคงยากสำหรับมันเหมือนกัน

เราทะลุออกมาตรงทางเดิน ท่านสุริยนต์ยังคงคิดถึงจุดหมาย แต่ผมขอร้องให้เราปักเต็นท์กันเพราะขาผมเริ่มออกอาการงอแงแล้ว และไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า การหยุดพักสำหรับค่ำคืนนี้คงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากผืนดิน

เราตัดสินใจปักเต็นท์ใต้ต้นสน หลังจากแน่ใจว่าจะไม่มีกิ่งไม้ผุพังหล่นใส่ตอนกลางคืน ผมเอากระเป๋าเข้าไปในเต็นท์ล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่สุดแสนจะวิเศษ กลางคืนมีเสียงฝนโปรยลงมาเบาๆ มีโชคได้ที่นอนใต้ก้อนหินใหญ่ คืนนี้ไม่มีดาว มีแต่ดินที่รองรับ 3 ชีวิตด้วยความเมตตา ผมขออนุญาตนอนหลับฝันดีตรงนี้นะครับ ผมบอกกับดินแถวนั้นก่อนจะหลับยาวถึงเช้า

เช้าๆ คงไม่มีอะไรน่าทำไปกว่าการก่อไฟ แต่ฝนตกไม้เปียก โชคดีที่เราแกะเปลือกสนตามต้นที่เหมือนเกล็ดปลามาใช้แทนฟืนได้ ผมต้มกาแฟเป็นอย่างแรก เป็นกาแฟที่แม่ปลูกไว้ในสวน ต้มด้วยหม้อต้มเลเบอนิสเท่ ผมแบ่งกับท่านสุริยนต์ แล้วต้มมาม่า ปิ้งมันฝรั่ง ถั่วเน่าแผ่น กินกับข้าวที่เหลือจากตอนเย็น ผมเอาข้าวใส่ใบไม้แล้วพึมพำประมาณว่า เจ้าป่าเจ้าเขาครับ ขอบคุณที่ดูแลเรา ขอให้เราเดินทางราบรื่นปลอดภัยนะครับ

ไม่น่าเชื่อว่ามื้อเช้าของเราในป่า ใต้ต้นสน ใต้หมอก ตีนถ้ำ เป็นมื้อที่อร่อยมากมื้อหนึ่งในรอบหลายวันของผม เราแบ่งกันกินอย่างสบายใจ มีโชคดูไม่ค่อยสบาย อาจจะเพราะตากฝนเมื่อคืน ผมเลยชวนมันเข้ามาห่มผ้าในเต็นท์เพื่อความอบอุ่น

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เธอได้ยินอะไรบ้าง

เสียงลมพัดสายฝนจนใบสนแกว่งไกว เม็ดฝนหยดลงบนดิน ควันจากกองไฟลอยไปเป็นหมอกหนา ผมไม่คิดถึงปลายทางอีกแล้ว ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกของถ้ำหรือยอดเขาอีกแล้ว ผมนอนพักแนบดินและรับรู้ถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนปกาเกอะญอ ซึ่งบรรพบุรุษช่วยดูแลรักษาผืนป่าไว้ให้ผมได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ

ถ้าบรรพบุรุษบอกอะไรกับคนรุ่นหลังได้ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าให้เราดูแลโลกของเราที่มีแค่ใบเดียวเท่านั้น โลกที่กำลังร้องไห้ดังในจิตใจของเรา เป็นเสียงสะท้อนจากส่วนลึกข้างในที่ไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่ขอให้เราใช้หัวใจรับฟัง เราจะได้ยินเสียงพูดคุยของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังแตกหัก อุณหภูมิร้อนอบอ้าวที่แดนอาทิตย์อุทัยพูดคุยกับเราผ่านร่างที่ไร้วิญญาณ ภูเขาพูดกับเราด้วยไฟ แผ่นดินบอกเราด้วยมวลน้ำมหาศาลที่ล้นทะลัก

ยังไม่นับภาษาคน ภาษาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร้องขอชีวิต ร้องขอความเมตตาที่เราควรจะหยิบยื่นให้กันเท่าที่คนคนหนึ่งจะให้ได้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจ การเมือง ผลประโยชน์ ล่มสลายได้ แต่ต้องไม่ใช่โลกใบเดียวของเรา

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ภาพ: โอชิ จ่อวาลู

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load