เช้าวันนี้ เสียงนกร้องจอแจปลุกผมให้ไปรดน้ำผักในสวน ต้นพริก Chocolate 7 pot รุ่นสามของผมกำลังออกผล ความเผ็ดของมันเคยครองอันดับสามของโลกมาก่อน และมันยังเคยทำหลวงพี่รูปหนึ่งน้ำตาร่วงมาแล้ว เท่าที่จำได้มีเพียงพี่ชายคนหนึ่งจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เอาเจ้าพริกนี้อยู่หมัด

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

มองขึ้นไปบนเขาป่าสีน้ำตาลแทรกอยู่ในป่าสีเขียว มีร่องรอยของไฟป่าที่มาทักทายภูเขาเมื่อหน้าร้อน ตอนนี้ต้นไม้กำลังฟื้นตัวกลับมา มันต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งก่อนที่ใบไม้สีน้ำตาลจะถูกระบายให้กลับมาเป็นสีเขียวจนหมด

ได้เวลากินมื้อเช้าแล้ว ผมนึกถึงกับข้าวเก่าแก่ถ้วยหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งได้พาชีวิตของคนสมัยก่อนรอดพ้นจากความหิวโหยในอดีต กับข้าวเก่าแก่นี้ยังคงทำหน้าที่ในทุกครอบครัว ทุกหมู่บ้าน ทุกฤดูกาล หากใครที่เคยเดินทางไปหมู่บ้านบนดอย คงเคยเห็นกับข้าวถ้วยนี้ผ่านตามาบ้าง ยิ่งถ้าใครได้ลองชิมแล้ว แสดงว่าใครคนนั้นได้เดินทางไปถึงชุมชนนั้นอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

ต่า พอ เพาะ

ว่ากันว่าในทุกๆ วัน ความหิวโหยได้พรากชีวิตของผู้คนบนโลกมากกว่า 5,000 ชีวิต เราอาจจะเคยได้ยินคนต่างชาติชอบพูดว่า คนไทยโชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินที่อุดมไปด้วยอาหารนานาชนิด 

แค่อาหารการกินอย่างเดียวก็คงมัดใจผู้มาเยือนจากต่างประเทศได้ไม่ยาก และมากไปกว่านั้น ความมีน้ำใจและเป็นมิตรของคนไทยก็เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเพื่อนต่างถิ่นได้เป็นอย่างดี

ในอดีตโดยเฉพาะในสมัยสงครามโลก ยุคที่ฝิ่นถูกกฎหมาย ได้เกิดความขัดสนอย่างกว้างขวาง ผู้คนบนดอยต้องเก็บลูกกอในป่ามาแกะเปลือกออกก่อนนำมาหุงกินแทนข้าว 

การหาของป่า จับปลา เก็บผักกูดตามลำห้วยมากิน ช่วยชีวิตคนสมัยนั้นได้เยอะทีเดียว และเมื่อข้าวสารเหลือเพียงนิดเดียว ‘ต่าพอเพาะ’ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อตั้งใจรักษาชีวิตของมนุษย์ไว้

มันทำให้ผมคิดถึง ‘ซัมบะ’ อาหารที่เรียบง่ายที่สุดของชาวทิเบต ทำจากแป้งสาลีที่ผ่านการคั่วและบดอย่างละเอียด ครั้นจะกินก็เพียงผสมกับน้ำ แล้วปั้นเป็นก้อน เพื่อนชาวทิเบตเคยเล่าให้ฟังว่า ระหว่างการเดินทางลี้ภัยจากทิเบตไปอินเดียของพวกเขาตลอดหลายเดือน บางทีอาหารร่อยหรอเหลือเพียงซัมบะที่ไว้กินประทังชีวิต บางครั้งพวกเขาต้องเอารองเท้าที่ทำจากหนังสัตว์มาเผากินแก้หิว เพื่อการอยู่รอดตลอดเส้นทางอันยาวไกล

บางทีก็อยากรู้ขึ้นมาเหมือนกันว่า ตำบักหุ่ง โรตี ไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกปลาทู  ลาบ พิซซ่า ราเมน มีเรื่องราวเป็นมาอย่างไรบ้าง

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

เครื่องแกง/เครื่องปรุง

ผมขอสูตรจากแม่และลองทำดูอีกครั้ง การทำต่าพอเพาะไม่มีสูตรตายตัว เราเลือกใช้วัตถุดิบได้ตามที่เรามี วิธีคิดหลักๆ ของมันคือการต้มข้าว ใส่อะไรก็ได้เท่าที่หาได้ และปรุงรสให้เป็นแกงแล้วเอามากินกับข้าว

วันนี้เราเตรียมข้าวสาร เกลือ พริกแห้ง ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม กะปิ มะแขว่น ห่อทีหล่า (ต้นชูรส)  ผักชี ผักกาดแห้ง จริงๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อ แต่วันนี้เรามีไก่เตรียมไว้ ถ้าจะใส่เนื้อหมูก็ได้เช่นกัน

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

พิธีกรรม

ก่อไฟเสร็จแล้วตั้งหม้อรอให้น้ำเดือด เติมข้าวสารลงไป 2 – 3 กำมือ ผ่านไปสักพักข้าวสารจะเริ่มนิ่ม ใส่เนื้อไก่ตามลงไป คนให้เข้ากัน การคนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการทำต่าพอเพาะ เพราะเราไม่ต้องการให้ข้าวไหม้ที่ก้นหม้อ

  ระหว่างที่รอ ให้เราเตรียมเครื่องแกง โดยตำพริก เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น รากผักชี มะแขว่น และกะปิ ให้เข้ากัน ส่วนผักกาดแห้งให้เอาแช่น้ำทิ้งไว้ให้นุ่ม จากนั้นล้างน้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อเอารสเปรี้ยวและสีของผักกาดออกไป แล้วซอยเตรียมไว้ในจาน เมื่อแช่ผักกาดแห้งในน้ำมันจะพองตัว เราจึงใช้เพียงหนึ่งกำมือ

หลังจากผ่านไปสักครู่ใหญ่ๆ ข้าวจะเริ่มแตกตัว และน้ำแกงในหม้อจะค่อยๆ ระเหยออกไป เนื้อไก่เริ่มสุก ให้ใส่เครื่องแกงลงไป ตามด้วยผักกาดแห้งที่เตรียมไว้ คนหลายๆ รอบ ขั้นตอนนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากลดไขมันบริเวณต้นแขน

  เมื่อคนไปได้สักพัก เราจะได้ยินเสียง เผาะๆๆ นั่นคือเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างไปจากเสียงระฆังในโบสถ์หรือในวัด เมื่อเสียงระฆังทำให้ใจเบิกบานได้ เสียงของต่าพอเพาะก็ให้ความหวังกับเราได้เช่นกัน

พิธีกรรมเพื่อขจัดความหิวโหยกำลังจะเสร็จสิ้นลงไปหนึ่งขั้นตอน ให้คนต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเมื่อยให้สลับแขน หรือเปลี่ยนตัวผู้คนก็ได้

  เมื่อเนื้อแกงในหม้อนัวได้ที่ เนื้อไก่ก็นุ่มได้ที่ ผสมกลมกล่อมกับเครื่องแกงลงตัวพอดิบพอดี ให้เราโขลกห่อทีหล่าให้ละเอียดแล้วนำไปชูรส คนให้ทั่ว หั่นผักชีตามลงไป ชิมให้ได้รสชาติตามความพึงพอใจ คนต่ออีกนิดหน่อยก็ยกลงได้

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

พิธีกิน

ต่าพอเพาะมีความตั้งใจที่จะให้ความอิ่มท้องกับคนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงต้องกินต่าพอเพาะ กับข้าว ข้าวกินกับข้าวทำให้หลายคนงงมาแล้ว

บรรยากาศในหน้าหนาวหรือวันที่ฝนตกอากาศเย็น ต่าพอเพาะจะอร่อยขึ้นหลายเท่าตัวเพราะมันเก็บความร้อนไว้นาน นอกจากอิ่มท้องแล้วร่างกายเรายังอุ่นด้วย ยิ่งกินกันพร้อมหน้าพร้อมตายิ่งอร่อยขึ้นไปอีก 

ทุกวันนี้ ต่าพอเพาะกลายเป็นอาหารของปกาเกอะญอที่เราจะคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ นอกจากน้ำพริกน้ำปู แกงเย็น แกงหยวกหวาย ต้มไก่พริกเผา และอื่นๆ อีกมากมาย 

ต่าพอเพาะ อาหารปกาเกอะญอ ที่พาคนยุคก่อนผ่านยุคข้าวยากหมากแพง จนเป็นอาหารที่มีทุกบ้าน

ห่อทีหล่า ต้นชูรส

ผมปลูกต้นห่อทีหล่าไว้กว่าหนึ่งปีแล้ว ที่บ้านมันจะโตสวยน้อยกว่าในป่าเยอะ เพราะบ้านของคนไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของมัน

ห่อทีหล่า เป็นพืชตระกูลเฟิร์นที่พบได้ตามลำห้วยในป่าดิบชื้น มันถูกนำมาปรุงรสอาหารมาช้านาน ความพิเศษของห่อทีหล่าที่นอกจากจะมีรสชาติคล้ายสาหร่ายนิดๆ แล้ว ชุมชนที่รักษาห่อทีหล่าไว้ได้ เท่ากับพวกเขารักษาต้นน้ำของชุมชนไว้ได้เช่นกัน เพราะถ้าเราอยากมีเจ้าต้นชูรสนี้ไว้กิน ก็ต้องแลกกับการรักษาบ้านของมันด้วย 

คนสมัยก่อนมองว่า ผู้เป็นใหญ่คือผู้เป็นหนึ่งเดียวกับป่า เมื่อมีพื้นที่ป่าเยอะ เราก็ต่อกรกับความหิวโหยได้ง่าย

ช่วงกักตัวที่ผ่านมานี้ คงมีการค้นพบกับข้าวชื่อใหม่ๆ มากมาย กับข้าวที่เรียบง่าย กับข้าวที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มและได้มีชีวิตจริงๆ เพราะเราปรุงกับมือ ยิ่งเครื่องปรุงส่วนผสมมาจากหลังบ้าน ในสวน หรือแม้แต่ในกระถางบนระเบียงบ้าน มันคงน่าภูมิใจไม่น้อย

ถ้าเรายังไม่ค้นพบเมนูใหม่ๆ อาจจะลองทำต่าพอเพาะดูก่อนก็ได้ แต่ผมไม่แน่ใจเลยว่าต่าพอเพาะในห้องแอร์จะมีรสชาติยังไง นึกไม่ออกจริงๆ ถ้าใครลองทำแล้วลองแบ่งปันกันดูนะครับ แต่ว่ากันว่าถ้าเราอดข้าวมา 3 วัน อาหารทุกอย่างในโลกจะมีรสชาติที่อร่อยขึ้นมาในทันที

เมื่อแผ่นดินชุ่มเย็นและผืนน้ำสงบ

เราจะมีเสื้อผ้าคลุมกาย มีอาหารอิ่มท้อง

บรรพบุรุษปกาเกอะญอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load