ไม่ว่าเรื่องที่คุยอยู่จะเครียดแค่ไหน เพียงส่งสติกเกอร์ของ Kanahei ไป ก็ใจชื้นขึ้นทันตาเห็น

หลายครั้งที่ฉันนึกขอบคุณในใจดังๆ ถึงใครก็ตามที่เป็นผู้สร้างสรรค์ตัวการ์ตูนสุดน่ารักสองตัวนี้ ประกอบด้วย Piske ลูกเจี๊ยบสีขาวที่ดราม่าหน้านิ่ง กับ Usagi กระต่ายสีชมพูที่เฮฮาและก๋ากั่น พูดได้เต็มปากเลยว่าหากไม่มีสติกเกอร์พวกนี้ คงมีอารมณ์อีกมากมายที่ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไรผ่านตัวอักษร

คานะเฮย์, Kanahei

เชื่อว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ เพราะสติกเกอร์เซ็ตนี้เป็นหนึ่งในของที่ขายดีที่สุดในไลน์ การันตีด้วยยอดโหลดกว่า 10 ล้านครั้ง จากผู้ใช้งานทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป

หลังจากใช้สติกเกอร์ของเธอมาเกือบ 5 ปี ฉันก็ได้มีโอกาสขอบคุณเธอด้วยตัวเอง

คานะเฮย์, Kanahei

เบื้องหลังนามปากกา คานะเฮย์ (Kanahei) คือแม่บ้านญี่ปุ่นผู้วาดการ์ตูนเป็นอาชีพ โดยทำงานที่บ้านพร้อมเลี้ยงลูกชาย 3 คนไปด้วย เธอวาดรูปมาตั้งแต่สมัยมัธยม เริ่มจากการทำรูปน่ารักๆ คุณภาพไฟล์ไม่ต้องมาก เพื่อใช้ส่งหากันเป็นรูปๆ ไป รวมถึงวาดเป็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้เพื่อนใช้ เมื่อโตขึ้นเธอก็หันมาวาดการ์ตูนและภาพประกอบเป็นอาชีพ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในวงการมาครบ 15 ปีแล้ว

ลายเส้นของเธอได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแอปพลิเคชันไลน์เปิดโอกาสให้คนทำสติกเกอร์มาลงขายเองได้ เธอใช้โอกาสนี้เผยแพร่งานตัวเองออกไประดับสากล และได้แรงตอบรับดีจนคว้ารางวัล Grand Prize ของ LINE Creators’ Stickers Award ในปี 2016 ชนะสติกเกอร์เซ็ตอื่นๆ อีกกว่า 6 แสนราย

ฉันเป็นหนึ่งในผู้โชคดีชาวไทยที่ได้พบเจอพูดคุยและขอลายเซ็นจากคานะเฮย์ตัวเป็นๆ ในงานแฟนมีตที่จัดโดย Sweet Summer การได้เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากยีราฟทำให้รู้ว่าเธอเป็นคนที่ยิ้มและหัวเราะอยู่ตลอด และแม้จะเพิ่งแจกลายเซ็นคนไปอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ชั่วโมง เธอก็ยังมีสีหน้าสดใสสู้ตาย ไม่ต่างจากสติกเกอร์อันเต็มไปด้วยสีสันของเธอเลย

ไปรู้จักผู้หญิงใต้หน้ากากคนนี้ให้มากขึ้นดีกว่า

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

คุณเริ่มต้นงานนี้จากตรงไหน

จริงๆ ฉันวาดการ์ตูนมาก่อนค่ะ จำความได้ก็เริ่มวาดแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ 10 ขวบเลยล่ะมั้ง แล้วก็ตีโพยตีพายไปเองทั้งหมดว่าพอโตขึ้นจะต้องหากินกับการวาดการ์ตูน โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องทำอย่างอื่น พอรู้ตัวอีกทีก็มาถึงจุดนี้แล้วค่ะ

Piske และ Usagi มีเรื่องราวเบื้องหลังไหม เกิดมาจากอะไร

จำไม่ได้แล้วว่าวาดครั้งแรกเมื่อไหร่ เรียกว่าเกิดขึ้นตามธรรมชาติคงดีกว่า เพราะมีที่มาจากคาแรกเตอร์ที่เคยวาดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มเฟรมของภาพตั้งแต่ในอดีตค่ะ ชื่อก็ไม่มีที่มาด้วยค่ะ ตั้งขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอยากใช้ชื่อนี้

ที่ฉันไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังของคาแรกเตอร์เพราะอยากให้คนดูจินตนาการเองค่ะ ที่จริงแล้วจะแต่งเรื่องราวขึ้นมาทีหลังได้ แต่สำหรับฉันแล้ว Piske และ Usagi เป็นคาแรกเตอร์ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่อยากแต่งเรื่องขึ้นมาทีหลังแล้วบอกว่า “ที่จริงมีเรื่องราวแบบนี้…” อะไรทำนองนี้ค่ะ

เนื่องจากเป็นคาแรกเตอร์ที่เน้นความรั่ว เลยอยากให้ทุกคนยอมรับในความไม่ชัดเจนของทั้งสองตัวนี้ค่ะ

คุณคิดว่าทำไมสองคาแรกเตอร์นี้ถึงเป็นที่รักของคนมากมาย

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเป็นเพราะอะไร แต่ส่วนใหญ่จะได้รับคำชมว่าสีหน้าน่ารัก แล้วเวลาเห็นก็รู้สึกว่าเยียวยาจิตใจ คนทั้งโลกก็คงรู้สึกเหมือนกัน

คุณใช้สติกเกอร์ของตัวเองด้วยสินะ

ใช้ค่ะ สติกเกอร์ส่วนใหญ่สร้างขึ้นตอนที่ไลน์คุยกับเพื่อน แล้วรู้สึกว่าถ้ามีสติกเกอร์ที่แสดงอารมณ์แบบนี้ออกมาได้ก็คงดี เลยชอบใช้สติกเกอร์ที่แสดงสีหน้าที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้หรือยากแก่การอธิบายค่ะ

สติกเกอร์ตัวไหนบ้างที่คานะเฮย์ชอบใช้เป็นพิเศษ

คานะเฮย์, Kanahei

สติกเกอร์ของคุณเหมือนจะแสดงอารมณ์ด้านบวกตลอดเลย

ค่ะ คงเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีที่จะแสดงอารมณ์ในเชิงลบให้คู่สนทนาได้รับรู้ค่ะ การแสดงความเศร้าออกมาในแนวแฝงอารมณ์ขันเอาไว้ ช่วยให้แสดงความรู้สึกออกมาได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจนเกินไปค่ะ

แบบนี้จะถูกเข้าใจผิดว่ามีแต่ด้านที่สดใสด้านเดียวหรือเปล่า

ฉันก็ไม่ได้ปิดบังนะคะว่ามีชีวิตมายังไง แต่ก่อนเคยวาดรูปดาร์กๆ แล้วก็เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเราคงความดาร์กอยู่ตอนนี้จะเป็นยังไงน้า แต่พอคิดถึงชีวิตที่วาดคาแรกเตอร์น่ารักๆ ฟูๆ อย่างตอนนี้ก็มีความสุขดีแล้วค่ะ

ถ้าดูจากรูปอาจดูต่างกันมาก แต่ทั้งรูปที่ดาร์กและรูปที่น่ารักต่างก็เป็นตัวตนของฉันทั้งหมดค่ะ

ขยายความคำว่าดาร์กหน่อย

เคยวาดรูปสัตว์กินหัวคนด้วยค่ะ

โห ที่มาของรูปพวกนี้คืออะไร

เวลาฉันชอบอะไรจะชอบสุดๆ อย่างตอนอยู่ ม.ปลาย ชอบสัตว์มาก ชอบจนกระทั่งอยากโดนสัตว์กิน พอเห็นคนโดนสัตว์กินจะรู้สึกว่ามันน่ารักจังเลย แต่พอฉันมีลูกก็เปลี่ยนมาชอบสัตว์เล็กๆ กระจุกกระจิก แล้วผลงานก็จะเปลี่ยนไปตามความชื่นชอบในช่วงนั้นๆ ค่ะ

คานะเฮย์, Kanahei

คิดว่าเพราะอะไรคุณถึงประสบความสำเร็จ

วงการนี้อย่างแรกต้องมีดวง คนที่เก่งกว่าฉันมีเยอะมากๆ แต่ตอนที่ฉันเดบิวต์มาอาจไม่มีงานประเภทคล้ายๆ กันในตลาดด้วย แต่ที่สำคัญสำหรับฉันคือ ต้องตั้งใจเขียนรูปอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ

ความยากของการทำสติกเกอร์เป็นอาชีพคืออะไร

ตอนแรกที่ฉันอยากทำสติกเกอร์ มาจากความอยากใช้ของตัวเอง เลยจะทำได้เยอะเลย ไอเดียไหลออกมาไม่หยุดเลย แต่พอทำไปสัก 30 – 50 เซ็ต กลายเป็นว่าท่ามันจะเริ่มซ้ำ ฉันเลยต้องพยายามรีเสิร์ชสีหน้าท่าทางใหม่ๆ ให้ไม่ซ้ำของเดิม นี่แหละค่ะน่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุด

รีเสิร์ชสีหน้า ทำยังไง

ส่วนใหญ่ฉันจะอยู่บ้านทั้งวัน เลยหาแรงบันดาลใจในการทำสติกเกอร์ด้วยวิธีดูสีหน้าท่าทางของลูกๆ อย่างสติกเกอร์ที่เป็นทั้งสองตัวเล่นกันก็เอามาจากเวลาลูกเล่นกันจริงๆ ค่ะ

เข้าใจว่าคุณไม่ค่อยมีงานแฟนมีตบ่อยนัก

ที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยจัดอีเวนต์ จะเคยมีแฟนมีตครั้งหนึ่งก็ที่ไต้หวันค่ะ แล้วก็อีกทีมาที่ไทยนี่แหละ มาเพราะอยากรู้ว่าในต่างประเทศแฟนคลับเป็นคนแบบไหน หน้าตาเป็นยังไงกันบ้าง โชคดีที่มีคนเชิญมาพอดีเลย

เคยคิดไหมว่าอยากไม่มีชื่อเสียง

ไม่เคยคิดเลยค่ะ ความดีใจ ความต้องการเจอแฟนคลับ ความอยากฟังคอมเมนต์จากแฟนคลับโดยตรง มันมีมากกว่า สิ่งเหล่านี้เอาชนะความรู้สึกเขินอายได้

ตอนที่แจกลายเซ็นก็อยากถอดหน้ากากนะ เพราะคิดว่าอยู่ใกล้กันนิดเดียว แฟนคลับก็คงอยากเห็นว่าฉันแสดงสีหน้ายังไง จริงๆ แล้วอยากให้แฟนคลับเห็นมากเลยว่าใต้หน้ากากดีใจขนาดไหน แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะถอดให้เขาเห็นอยู่ดี เพราะยังกังวลอยู่

กังวลอะไร

ไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกค่ะที่ต้องใส่หน้ากาก ตอนอายุไม่ถึง 20 ฉันก็เปิดเผยหน้าปกติ แต่พอไปออกอีเวนต์แล้วเคยเจอแฟนคลับมาแอบตาม ก็กลัวค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี แล้วตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว ถ้าเปิดเผยหน้าตาแล้วเขาตามมาถึงบ้านกลัวลูกจะเป็นอันตราย เลยต้องใส่หน้ากากไว้

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานไปด้วย เหนื่อยมั้ย

ตอนที่วาดการ์ตูนก็มีบางช่วงที่นอนไม่ได้เลย เพราะงานไม่เสร็จ หรือเวลายุ่งๆ ก็ต้องอุ้มลูกไปเขียนงานไปก็มี แต่สามีก็ช่วยทำงานและเลี้ยงลูกด้วยคนละครึ่ง ทำให้ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยหรือหนักมากค่ะ ฉันโชคดีที่มีสถานะที่ดี เวลาอยู่บ้าน คิดงานไม่ออก หันไปคลายเครียดด้วยการซักผ้าก็โอเคแล้วค่ะ

จังหวะไหนที่โหดสุดๆ ในชีวิตแบบนี้

เคยมีครั้งหนึ่งที่จะปิดเดดไลน์แล้วแต่ลูกชาย 3 คนไม่สบายพร้อมกัน ไข้ขึ้น อาเจียน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องทำงานไปด้วย ดูแลลูกไปด้วย จนสุดท้ายตัวเองก็ติดไข้มา ไข้ขึ้นอาเจียนด้วยอีกคน เรียกได้ว่าแทบจะสูญพันธุ์กันทั้งบ้านเลยค่ะ (หัวเราะ)

เคยกลัวว่าการมีครอบครัวจะมาขัดขวางการทำงานที่รักมั้ย

ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นนะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ฉันจะคิดแทนว่าถ้าทำทั้งสองอย่างจะต้องทำยังไง ตอนที่จะมีลูกก็เหมือนกัน ช่วงที่คลอดลูกใหม่ๆ ก็ทำงานไม่ได้ แต่ก็ต้องคิดเผื่อว่าหลังจากช่วงนั้นจะต้องทำยังไงเพื่อให้ทำได้ทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

แล้วเท่าที่ผ่านมาเคยมีสถานการณ์ต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับงานไหม

เพราะไม่เคยแบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คุณต้องทิ้งการวาดการ์ตูน จะเป็นอะไร

เพราะว่าความรู้สึกของฉันออกมาในงานค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ถ้าเกิดอะไรกับครอบครัวขึ้นมาก็คงวาดไม่ได้ไประยะหนึ่ง

ถ้าเลิกไปเลยอาจจะยาก มีเหมือนกันช่วงหนึ่งที่ดังมากๆ แฟนคลับส่งข้อความมาเยอะแยะเลย แต่หลังจากนั้น ก็เป็นขาลง พอข้อความหายไปฉันก็เริ่มสงสัยว่าคนไม่ต้องการรูปของฉันแล้วหรือเปล่า เพราะฉันเองเป็นคนที่จะวาดรูปถ้ามีคนต้องการ พอไม่มีเสียงตอบรับก็ทำให้เกิดความสับสนอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง

แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาเขียนใหม่ เพราะคิดได้ว่าถ้าตัวเองชอบเขียนรูปและสนุกกับมัน ก็ไม่ต้องไปกังวลอะไรค่ะ

คานะเฮย์, Kanahei คานะเฮย์, Kanahei

คานะเฮย์จะมีนิทรรศการครบรอบ 15 ปี ที่ Event Square ชั้น 8 ของ Matsuya Ginza ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ถึง 6 สิงหาคม 2562 

Facebook : SweetSummer

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load