“I make miniature art every day.”

คือสิ่งที่ Tatsuya Tanaka (ทัตซึยะ ทะนะกะ) เขียนไว้ในหน้าโพรไฟล์ อินสตาแกรม ของเขา

อย่างที่เขาบอก ทัตซึยะอัพรูปน่ารักๆ ของหุ่นโมเดลตัวจิ๋วกับของใช้ในชีวิตประจำวันวันละ 1 ภาพผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ตอนแรกทัตซึยะก็แค่ถ่ายอัพลงไอจีเล่นๆ แต่แล้วจำนวนแฟนคลับกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนจะหยุดก็เกรงใจ จะเลิกก็เสียดาย รู้สึกตัวอีกที เขาก็อัพรูปทุกวันอย่างต่อเนื่องมาตลอด 8 ปี

ส่วนสิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือ เขาเป็นคนเดียวในประเทศที่สามารถยึดการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบนี้เป็นอาชีพ

“รวมผลงานออกโฟโต้บุ๊กเป็นที่ระลึกเสร็จก็ว่าจะหยุด ดันขายดี พอจะจบที่งานนิทรรศการสิ่งที่อยากลองทำก็โผล่มาเรื่อยๆ สุดท้ายก็ยาวมาถึงตอนนี้ครับ” ทัตซึยะเล่า

ยิ่งอัพยิ่งปัง จากงานอดิเรกกลายเป็นงานหลัก มีหลายสื่อแห่แหนมาสัมภาษณ์เขามากมาย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและได้พาหุ่นจิ๋วไปขึ้นปกนิตยสาร ทำวิดีโอ โฆษณา ให้หลายแบรนด์ รวมไปถึงไตเติลละครด้วย ที่เก๋มากคือการเอา miniature ไปรวมกับ VR ให้คนได้เข้าไปสัมผัสโลกคนจิ๋วที่เขาสร้างขึ้นแบบเคลื่อนที่ได้!

นอกจากนี้ ผลงานเขายังไปดังเปรี้ยงในจีน มีแฟนคลับเอารูปไปโพสต์ใน Weibo ให้ราวกับเป็น Official Account จนมีคนติดตามเพียบ

ทุกวันนี้นอกจากจะมีโฟโต้บุ๊ก ปฏิทินของจริง โปสการ์ด และจิ๊กซอว์ ยังขยันจัดงานนิทรรศการเก๋ๆ นอกจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกงก็ไปมาแล้ว

ถ้าคุณยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาคงแอบคิดในใจ แค่ถ่ายรูปโมเดลจิ๋ว จะอะไรกันขนาดนั้น?

แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งใน 1.9 ล้านผู้ติดตามของเขาคงรู้ดีว่าสิ่งที่เรารอคอยดูอยู่ทุกวันคือความคิดสร้างสรรค์ผสมความคาวาอี้ที่ทำให้เราใช้คำว่า “โอ๊ย น่ารักอะ” อย่างสิ้นเปลือง

ดวงตาของเขาคงเป็นรุ่นพิเศษที่ทำให้มองเห็นโลกสุดแฟนตาซีที่บร็อกโคลี่กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ วาฟเฟิลกลายเป็นไซต์ก่อสร้างที่มีป๊อกกี้เป็นเสา ลูกแม็กกลายเป็นตึกระฟ้า สาหร่ายกลายเป็นคลื่นอันเกรี้ยวกราด เมนบอร์ดคอมพิวเตอร์กลายเป็นทุ่งนา หรือที่คั้นน้ำส้มที่เพิ่งรู้ตัวว่าฉันเป็น UFO

ว่าแล้วก็ย่อตัวให้เล็กเข้าไปในโลก miniature calendar อันกว้างใหญ่ พูดคุยกับดีไซเนอร์หนุ่มนักประดิษฐ์สุดอารมณ์ดีที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเฟือที่สุดคนหนึ่งกันดีกว่า

 

อะไรคือจุดเริ่มต้นในการใช้โมเดลจิ๋วถ่ายรูปอัพทุกวัน

การเล่นอินสตาแกรมคือจุดเริ่มต้นครับ ผมแค่จะถ่ายรูปด้วยมือถืออัพลงไอจีขำๆ บางครั้งอยากได้คนในภาพด้วยแต่ก็ไม่มีเวลาไปติดต่อคนมาเป็นแบบให้ พอดีผมชอบสะสมพวกโมเดลตัวเล็กๆ อยู่แล้ว เลยเอาของที่อยู่ใกล้ตัวมาใช้ไปก่อน พออัพไปสักพักมีคนคอมเมนต์เล่นๆ ว่า อยากเห็นรูปแนวนี้ทุกวันจังเลย เราก็ถูกยุง่าย งั้นลองดูละกัน

 

แล้วทำไมต้องเป็น calendar

อ๋อ อันนี้เพิ่มเข้ามาทีหลังครับ ตอนแรกคิดแค่ว่าจะอัพรูปทุกวัน ซึ่งทำมาได้ปีหนึ่งเริ่มอยากทำเว็บไซต์ด้วยเลยต้องคิดชื่อเว็บ ซึ่งพอมองว่าการที่เราอัพทุกวันมันคล้ายๆ กับปฏิทินแบบฉีก เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้

 

จุดเด่นของงาน miniature คืออะไร

น่าจะเป็น ‘Mitate’ นะครับ (มิตะเตะ แปลง่ายๆ ว่า การเห็นสิ่งหนึ่งเป็นอีกอย่าง) จริงๆ แล้วชื่อตำแหน่งของผมคือ mitate-shashinka (ช่างภาพถ่ายมิตะเตะ) และ mitate-zakka คือเป็นนักประดิษฐ์งานที่เกิดจากมิตะเตะด้วย หลังๆ มักมีงานที่ไม่ต้องใช้โมเดลจิ๋ว แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เรื่องมุมมองในการเลือกของสิ่งหนึ่งให้ดูเหมือนอีกอย่างโดยที่ความจริงแล้วไซส์ต่างกัน ตอนแรกใช้โมเดลเล็กๆ เพราะทำให้คนเปลี่ยนมุมที่เคยมองของไซส์ปกติได้ชัดเจน เช่น บร็อกโคลี่ จากที่เคยเป็นผัก พอให้เป็นต้นไม้ กลายเป็นต้นไม้ใหญ่เลย พอวางองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มมันยิ่งต่อยอดไอเดียไปเรื่อยๆ อาจจะเรียกว่าการมองมุมกลับก็ได้มั้งครับ

สิ่งสำคัญในการทำงาน Mitate คืออะไร

เราตั้งใจจะทำของบางอย่างให้ดูเหมือนอีกอย่าง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนต้องรู้จักสิ่งที่เราจะใช้ก่อน เช่น จะใช้กรรไกรทำเป็นอะไรสักอย่าง แต่ดันเลือกกรรไกรรูปทรงประหลาดที่คนดูไม่ออก แบบนั้นคือจบเลย คนต้องรู้ว่ามันคืออะไร จริงๆ แล้วขนาดประมาณไหน ถึงจะดูรูปผมแล้วสนุกครับ

 

ดังนั้นเลยใช้ Daily Life เป็นธีมงาน?

ใช้ธีมนี้เพราะคนที่เข้ามาดูผลงานผมหลากหลายมากทั้งเชื้อชาติและวัย เลยต้องหาของที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน ของที่ทุกคนรู้จักแน่ๆ ก็หนีไม่พ้นอาหาร เครื่องเขียน ของใช้ในชีวิตประจำวัน

 

ต้องอัพรูปทุกวันมาตลอด 8 ปี เคยหมดมุกบ้างมั้ย

ไม่เคยลำบากเรื่องไอเดียเลยครับ พอทำมาเรื่อยๆ มันชินกับการคิดทุกวัน จดไอเดียสะสมไว้ วันไหนจะถ่ายก็คือเลือกเอาจากที่จด

ปัญหาที่เจอคือไม่มีอารมณ์ทำมากกว่า เพราะบางช่วงที่ยุ่งมากๆ จะไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจรายละเอียดมากนัก ต้องสู้กับจิตใจตัวเอง เช่นมีเวลาแค่นี้ เอาเท่านี้พอ หรือจะเฮ้ย เอาอีกหน่อย ให้มันสุดอีกนิด

 

ทำไมเป็นคนที่มีไอเดียหลั่งไหลได้เหลือเฟือขนาดนี้

นั่นสินะ คงเป็นประสบการณ์การทำงานวงการโฆษณา สมัยก่อนทำงานคล้ายอาร์ตไดเรกเตอร์ ซึ่งต้องคิดไอเดีย คิดภาพ คิดก๊อปปี้ พื้นฐานในการคิดงานต่างๆ คงสะสมมาตั้งแต่ตอนนั้น เปลี่ยนรูปแบบงานแต่วิธีคิดเหมือนเดิม ความเป็นดีไซเนอร์ช่วยเรื่องการสื่อสารให้คนเข้าใจ

 

แล้วเคยรู้สึกกดดันที่ต้องทำทุกวันรึเปล่า

ไม่เลยครับ พอมองว่าเป็นงานอดิเรกเลยไม่ค่อยกดดัน ผมให้อิสระตัวเองในการทำงานค่อนข้างมากด้วย เพราะการถูกผูกมัดทำให้งานไม่สนุก เวลามีงานติดต่อเข้ามาผมจะบอกลูกค้าแต่แรกว่าไม่รับปากนะว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์เขาถ่ายรูปรึเปล่า ถ้าอยากทำงานสนุกทุกวันต้องมีอิสรภาพในการทำงานครับ


ข้อดีของการอัพทุกวันล่ะ

การที่เราอัพรูปทุกวันก็จะมีคนตั้งใจรอดูรูปเราทุกวันด้วยเช่นกันครับ

 

คิดว่าเพราะอะไรคนถึงชอบผลงานเราขนาดนี้ ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

เพราะทุกคนก็ชอบพวกโมเดลจิ๋วอยู่แล้วมั้งครับ หรืออาจจะเป็น ‘ความรู้สึกมีส่วนร่วม’ เพราะผมใช้ของที่มีทั่วไปในบ้านทุกคนมาปรับมุมมองให้สนุกขึ้น ชวนให้คิดตามว่ามันมองเป็นสิ่งนี้ได้จริงๆ ด้วย บางคนเห็นแล้วอาจจะรู้สึกว่าฉันก็เอาของที่มีที่บ้านมาลองทำมั่งได้นะเนี่ย ดูไม่ยาก เข้าถึงง่าย ความรู้สึกอยากลองทำดูบ้างก็น่าจะเกี่ยวนะผมว่า

 

ทำมา 8 ปีแล้วงานในปัจจุบันต่างกับช่วงแรกยังไง

เปลี่ยนไปเหมือนกันนะครับ เมื่อก่อนไม่มีมิตาเตะเลยนะ ผ่านไป 1 ปีถึงเริ่มมีปนเข้ามา ซึ่งรูปพวกนี้คือได้ไลก์เยอะมาก กลายเป็นว่ารูปที่ไม่ใช่มิตาเตะแทบไม่ได้ไลก์เลย พอรู้ว่าคนชอบแนวนี้ผมเลยมาทางนี้เต็มตัว

แล้วแนวทางในการทำงานล่ะ

ทำไปสักพักเราจะเริ่มรู้ว่ารูปแบบไหนที่คนไม่เก็ต เช่น รูปที่องค์ประกอบเยอะเกินไป คนชอบรูปที่เรียบง่าย เวลาจัดภาพผมเลยพยายามไม่แต่งเติมตัวอุปกรณ์หลักที่เราใช้ ส่วนฉากหรือองค์ปประกอบอื่นๆ ผมจะไม่ค่อยหยิบเข้าหยิบออก ผมว่ามันคล้ายๆ หมากรุก ถ้าเราเปลี่ยนใจใหม่กี่ครั้งก็ได้ การเดินหมากมันไม่เฉียบเหมือนตอนตั้งใจเอาให้ได้ในตาเดียวเนอะ

 

งานละเอียดแบบนี้ สำหรับเรามันเวรี่เจแปนีส คุณว่าความเป็นคนญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานมั้ย

ความละเอียด ความประณีต ในการทำงานก็เป็นจุดเด่นของคนญี่ปุ่นนะ แต่ผมคิดว่าจุดที่เป็นญี่ปุ่นมากของงานผมคือ ‘การเว้นช่องว่าง’ งานผมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ค่อนข้างมาก เพราะในการสื่อสารเรื่องราวส่วนที่เป็นช่องว่างนี่แหละสำคัญ เลยพยายามระวังไม่ยัดอะไรให้รกเกินไป

 

เรียกได้ว่าเป็นงานมินิมอล

คิดว่าใช่นะครับ ผมพยายามจำกัดจำนวนโมเดลให้น้อยที่สุด คิดแล้วคิดอีกว่าโมเดลตัวนั้นจำเป็นรึเปล่า

 

จริงๆ แล้วมีโมเดลทั้งหมดกี่ตัว

น่าจะมากกว่า 20,000 ตัวนะครับ เอาจริงๆ ไม่เคยนับ กะเองคร่าวๆ จากขนาดตู้เก็บ ส่วนมากเป็นโมเดลสำเร็จรูป ถ้าไม่มีโพสต์ที่อยากได้จริงๆ ค่อยให้ผู้ช่วยทำขึ้นมาใหม่

 

งานที่ทำแล้วได้เงินก็มีเข้ามาตั้งเยอะ ทำไมยังทำงานฟรีที่ต้องทำทุกวันอีกต่างหาก

ถ้าไม่ทำอาจจะไม่มีงานเข้ามาก็ได้นะครับ ไอจีเหมือนเป็นพื้นที่ช่วยโฆษณาผลงาน มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพราะชอบงานที่อัพก็เยอะ ไอจีเลยมีประโยชน์ที่ทำให้ได้ทำงานที่สนุกๆ อื่นๆ ด้วย

 

สิ่งที่อยากสื่อสารผ่านผลงาน

อยากทำให้คนรู้สึกผูกพันกับสิ่งของมากขึ้นล่ะมั้งครับ ผลงานของผมน่าจะทำให้คนมองสิ่งของรอบตัวด้วยมุมมองใหม่เพราะผมใช้ของทั่วไปที่คนรู้จักอยู่แล้ว เขารู้จักรูปทรงของสิ่งนั้น แต่อาจจะไม่เคยตั้งใจมองอย่างจริงจัง หรือไม่ต้องคิดอะไรก็ได้ แค่ทำให้คนที่เห็นรูปพวกนี้รู้สึกว่าชีวิตมันสนุกได้ก็เพียงพอแล้วครับ

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน

พอได้เจอคนที่มาชมงานนิทรรศการจากหลายประเทศ ผมรู้สึกว่าคนที่ไหนก็คิดอะไรคล้ายๆ กันนะ ของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ก็คล้ายกัน ผลงานของผมเลยสื่อสารกับพวกเขาได้แม้เราจะพูดกันคนละภาษา โลกเราเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่จริงๆ ก็เล็กนะ มนุษย์ก็คือมนุษย์นั่นแหละ มันทำให้ผมรู้สึกว่าทุกคนคือเพื่อน สัมผัสได้ถึงสันติภาพ 

 

สิ่งที่ทำให้ดีใจที่สุดที่เลือกทำงานนี้

การที่ผมพูดได้เต็มปากว่างานอดิเรกแสนรักสิ่งนี้คืออาชีพของผมครับ

miniature-calendar.com

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load