“I make miniature art every day.”

คือสิ่งที่ Tatsuya Tanaka (ทัตซึยะ ทะนะกะ) เขียนไว้ในหน้าโพรไฟล์ อินสตาแกรม ของเขา

อย่างที่เขาบอก ทัตซึยะอัพรูปน่ารักๆ ของหุ่นโมเดลตัวจิ๋วกับของใช้ในชีวิตประจำวันวันละ 1 ภาพผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ตอนแรกทัตซึยะก็แค่ถ่ายอัพลงไอจีเล่นๆ แต่แล้วจำนวนแฟนคลับกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนจะหยุดก็เกรงใจ จะเลิกก็เสียดาย รู้สึกตัวอีกที เขาก็อัพรูปทุกวันอย่างต่อเนื่องมาตลอด 8 ปี

ส่วนสิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือ เขาเป็นคนเดียวในประเทศที่สามารถยึดการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบนี้เป็นอาชีพ

“รวมผลงานออกโฟโต้บุ๊กเป็นที่ระลึกเสร็จก็ว่าจะหยุด ดันขายดี พอจะจบที่งานนิทรรศการสิ่งที่อยากลองทำก็โผล่มาเรื่อยๆ สุดท้ายก็ยาวมาถึงตอนนี้ครับ” ทัตซึยะเล่า

ยิ่งอัพยิ่งปัง จากงานอดิเรกกลายเป็นงานหลัก มีหลายสื่อแห่แหนมาสัมภาษณ์เขามากมาย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและได้พาหุ่นจิ๋วไปขึ้นปกนิตยสาร ทำวิดีโอ โฆษณา ให้หลายแบรนด์ รวมไปถึงไตเติลละครด้วย ที่เก๋มากคือการเอา miniature ไปรวมกับ VR ให้คนได้เข้าไปสัมผัสโลกคนจิ๋วที่เขาสร้างขึ้นแบบเคลื่อนที่ได้!

นอกจากนี้ ผลงานเขายังไปดังเปรี้ยงในจีน มีแฟนคลับเอารูปไปโพสต์ใน Weibo ให้ราวกับเป็น Official Account จนมีคนติดตามเพียบ

ทุกวันนี้นอกจากจะมีโฟโต้บุ๊ก ปฏิทินของจริง โปสการ์ด และจิ๊กซอว์ ยังขยันจัดงานนิทรรศการเก๋ๆ นอกจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกงก็ไปมาแล้ว

ถ้าคุณยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาคงแอบคิดในใจ แค่ถ่ายรูปโมเดลจิ๋ว จะอะไรกันขนาดนั้น?

แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งใน 1.9 ล้านผู้ติดตามของเขาคงรู้ดีว่าสิ่งที่เรารอคอยดูอยู่ทุกวันคือความคิดสร้างสรรค์ผสมความคาวาอี้ที่ทำให้เราใช้คำว่า “โอ๊ย น่ารักอะ” อย่างสิ้นเปลือง

ดวงตาของเขาคงเป็นรุ่นพิเศษที่ทำให้มองเห็นโลกสุดแฟนตาซีที่บร็อกโคลี่กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ วาฟเฟิลกลายเป็นไซต์ก่อสร้างที่มีป๊อกกี้เป็นเสา ลูกแม็กกลายเป็นตึกระฟ้า สาหร่ายกลายเป็นคลื่นอันเกรี้ยวกราด เมนบอร์ดคอมพิวเตอร์กลายเป็นทุ่งนา หรือที่คั้นน้ำส้มที่เพิ่งรู้ตัวว่าฉันเป็น UFO

ว่าแล้วก็ย่อตัวให้เล็กเข้าไปในโลก miniature calendar อันกว้างใหญ่ พูดคุยกับดีไซเนอร์หนุ่มนักประดิษฐ์สุดอารมณ์ดีที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเฟือที่สุดคนหนึ่งกันดีกว่า

 

อะไรคือจุดเริ่มต้นในการใช้โมเดลจิ๋วถ่ายรูปอัพทุกวัน

การเล่นอินสตาแกรมคือจุดเริ่มต้นครับ ผมแค่จะถ่ายรูปด้วยมือถืออัพลงไอจีขำๆ บางครั้งอยากได้คนในภาพด้วยแต่ก็ไม่มีเวลาไปติดต่อคนมาเป็นแบบให้ พอดีผมชอบสะสมพวกโมเดลตัวเล็กๆ อยู่แล้ว เลยเอาของที่อยู่ใกล้ตัวมาใช้ไปก่อน พออัพไปสักพักมีคนคอมเมนต์เล่นๆ ว่า อยากเห็นรูปแนวนี้ทุกวันจังเลย เราก็ถูกยุง่าย งั้นลองดูละกัน

 

แล้วทำไมต้องเป็น calendar

อ๋อ อันนี้เพิ่มเข้ามาทีหลังครับ ตอนแรกคิดแค่ว่าจะอัพรูปทุกวัน ซึ่งทำมาได้ปีหนึ่งเริ่มอยากทำเว็บไซต์ด้วยเลยต้องคิดชื่อเว็บ ซึ่งพอมองว่าการที่เราอัพทุกวันมันคล้ายๆ กับปฏิทินแบบฉีก เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้

 

จุดเด่นของงาน miniature คืออะไร

น่าจะเป็น ‘Mitate’ นะครับ (มิตะเตะ แปลง่ายๆ ว่า การเห็นสิ่งหนึ่งเป็นอีกอย่าง) จริงๆ แล้วชื่อตำแหน่งของผมคือ mitate-shashinka (ช่างภาพถ่ายมิตะเตะ) และ mitate-zakka คือเป็นนักประดิษฐ์งานที่เกิดจากมิตะเตะด้วย หลังๆ มักมีงานที่ไม่ต้องใช้โมเดลจิ๋ว แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เรื่องมุมมองในการเลือกของสิ่งหนึ่งให้ดูเหมือนอีกอย่างโดยที่ความจริงแล้วไซส์ต่างกัน ตอนแรกใช้โมเดลเล็กๆ เพราะทำให้คนเปลี่ยนมุมที่เคยมองของไซส์ปกติได้ชัดเจน เช่น บร็อกโคลี่ จากที่เคยเป็นผัก พอให้เป็นต้นไม้ กลายเป็นต้นไม้ใหญ่เลย พอวางองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มมันยิ่งต่อยอดไอเดียไปเรื่อยๆ อาจจะเรียกว่าการมองมุมกลับก็ได้มั้งครับ

สิ่งสำคัญในการทำงาน Mitate คืออะไร

เราตั้งใจจะทำของบางอย่างให้ดูเหมือนอีกอย่าง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนต้องรู้จักสิ่งที่เราจะใช้ก่อน เช่น จะใช้กรรไกรทำเป็นอะไรสักอย่าง แต่ดันเลือกกรรไกรรูปทรงประหลาดที่คนดูไม่ออก แบบนั้นคือจบเลย คนต้องรู้ว่ามันคืออะไร จริงๆ แล้วขนาดประมาณไหน ถึงจะดูรูปผมแล้วสนุกครับ

 

ดังนั้นเลยใช้ Daily Life เป็นธีมงาน?

ใช้ธีมนี้เพราะคนที่เข้ามาดูผลงานผมหลากหลายมากทั้งเชื้อชาติและวัย เลยต้องหาของที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน ของที่ทุกคนรู้จักแน่ๆ ก็หนีไม่พ้นอาหาร เครื่องเขียน ของใช้ในชีวิตประจำวัน

 

ต้องอัพรูปทุกวันมาตลอด 8 ปี เคยหมดมุกบ้างมั้ย

ไม่เคยลำบากเรื่องไอเดียเลยครับ พอทำมาเรื่อยๆ มันชินกับการคิดทุกวัน จดไอเดียสะสมไว้ วันไหนจะถ่ายก็คือเลือกเอาจากที่จด

ปัญหาที่เจอคือไม่มีอารมณ์ทำมากกว่า เพราะบางช่วงที่ยุ่งมากๆ จะไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจรายละเอียดมากนัก ต้องสู้กับจิตใจตัวเอง เช่นมีเวลาแค่นี้ เอาเท่านี้พอ หรือจะเฮ้ย เอาอีกหน่อย ให้มันสุดอีกนิด

 

ทำไมเป็นคนที่มีไอเดียหลั่งไหลได้เหลือเฟือขนาดนี้

นั่นสินะ คงเป็นประสบการณ์การทำงานวงการโฆษณา สมัยก่อนทำงานคล้ายอาร์ตไดเรกเตอร์ ซึ่งต้องคิดไอเดีย คิดภาพ คิดก๊อปปี้ พื้นฐานในการคิดงานต่างๆ คงสะสมมาตั้งแต่ตอนนั้น เปลี่ยนรูปแบบงานแต่วิธีคิดเหมือนเดิม ความเป็นดีไซเนอร์ช่วยเรื่องการสื่อสารให้คนเข้าใจ

 

แล้วเคยรู้สึกกดดันที่ต้องทำทุกวันรึเปล่า

ไม่เลยครับ พอมองว่าเป็นงานอดิเรกเลยไม่ค่อยกดดัน ผมให้อิสระตัวเองในการทำงานค่อนข้างมากด้วย เพราะการถูกผูกมัดทำให้งานไม่สนุก เวลามีงานติดต่อเข้ามาผมจะบอกลูกค้าแต่แรกว่าไม่รับปากนะว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์เขาถ่ายรูปรึเปล่า ถ้าอยากทำงานสนุกทุกวันต้องมีอิสรภาพในการทำงานครับ


ข้อดีของการอัพทุกวันล่ะ

การที่เราอัพรูปทุกวันก็จะมีคนตั้งใจรอดูรูปเราทุกวันด้วยเช่นกันครับ

 

คิดว่าเพราะอะไรคนถึงชอบผลงานเราขนาดนี้ ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

เพราะทุกคนก็ชอบพวกโมเดลจิ๋วอยู่แล้วมั้งครับ หรืออาจจะเป็น ‘ความรู้สึกมีส่วนร่วม’ เพราะผมใช้ของที่มีทั่วไปในบ้านทุกคนมาปรับมุมมองให้สนุกขึ้น ชวนให้คิดตามว่ามันมองเป็นสิ่งนี้ได้จริงๆ ด้วย บางคนเห็นแล้วอาจจะรู้สึกว่าฉันก็เอาของที่มีที่บ้านมาลองทำมั่งได้นะเนี่ย ดูไม่ยาก เข้าถึงง่าย ความรู้สึกอยากลองทำดูบ้างก็น่าจะเกี่ยวนะผมว่า

 

ทำมา 8 ปีแล้วงานในปัจจุบันต่างกับช่วงแรกยังไง

เปลี่ยนไปเหมือนกันนะครับ เมื่อก่อนไม่มีมิตาเตะเลยนะ ผ่านไป 1 ปีถึงเริ่มมีปนเข้ามา ซึ่งรูปพวกนี้คือได้ไลก์เยอะมาก กลายเป็นว่ารูปที่ไม่ใช่มิตาเตะแทบไม่ได้ไลก์เลย พอรู้ว่าคนชอบแนวนี้ผมเลยมาทางนี้เต็มตัว

แล้วแนวทางในการทำงานล่ะ

ทำไปสักพักเราจะเริ่มรู้ว่ารูปแบบไหนที่คนไม่เก็ต เช่น รูปที่องค์ประกอบเยอะเกินไป คนชอบรูปที่เรียบง่าย เวลาจัดภาพผมเลยพยายามไม่แต่งเติมตัวอุปกรณ์หลักที่เราใช้ ส่วนฉากหรือองค์ปประกอบอื่นๆ ผมจะไม่ค่อยหยิบเข้าหยิบออก ผมว่ามันคล้ายๆ หมากรุก ถ้าเราเปลี่ยนใจใหม่กี่ครั้งก็ได้ การเดินหมากมันไม่เฉียบเหมือนตอนตั้งใจเอาให้ได้ในตาเดียวเนอะ

 

งานละเอียดแบบนี้ สำหรับเรามันเวรี่เจแปนีส คุณว่าความเป็นคนญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานมั้ย

ความละเอียด ความประณีต ในการทำงานก็เป็นจุดเด่นของคนญี่ปุ่นนะ แต่ผมคิดว่าจุดที่เป็นญี่ปุ่นมากของงานผมคือ ‘การเว้นช่องว่าง’ งานผมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ค่อนข้างมาก เพราะในการสื่อสารเรื่องราวส่วนที่เป็นช่องว่างนี่แหละสำคัญ เลยพยายามระวังไม่ยัดอะไรให้รกเกินไป

 

เรียกได้ว่าเป็นงานมินิมอล

คิดว่าใช่นะครับ ผมพยายามจำกัดจำนวนโมเดลให้น้อยที่สุด คิดแล้วคิดอีกว่าโมเดลตัวนั้นจำเป็นรึเปล่า

 

จริงๆ แล้วมีโมเดลทั้งหมดกี่ตัว

น่าจะมากกว่า 20,000 ตัวนะครับ เอาจริงๆ ไม่เคยนับ กะเองคร่าวๆ จากขนาดตู้เก็บ ส่วนมากเป็นโมเดลสำเร็จรูป ถ้าไม่มีโพสต์ที่อยากได้จริงๆ ค่อยให้ผู้ช่วยทำขึ้นมาใหม่

 

งานที่ทำแล้วได้เงินก็มีเข้ามาตั้งเยอะ ทำไมยังทำงานฟรีที่ต้องทำทุกวันอีกต่างหาก

ถ้าไม่ทำอาจจะไม่มีงานเข้ามาก็ได้นะครับ ไอจีเหมือนเป็นพื้นที่ช่วยโฆษณาผลงาน มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพราะชอบงานที่อัพก็เยอะ ไอจีเลยมีประโยชน์ที่ทำให้ได้ทำงานที่สนุกๆ อื่นๆ ด้วย

 

สิ่งที่อยากสื่อสารผ่านผลงาน

อยากทำให้คนรู้สึกผูกพันกับสิ่งของมากขึ้นล่ะมั้งครับ ผลงานของผมน่าจะทำให้คนมองสิ่งของรอบตัวด้วยมุมมองใหม่เพราะผมใช้ของทั่วไปที่คนรู้จักอยู่แล้ว เขารู้จักรูปทรงของสิ่งนั้น แต่อาจจะไม่เคยตั้งใจมองอย่างจริงจัง หรือไม่ต้องคิดอะไรก็ได้ แค่ทำให้คนที่เห็นรูปพวกนี้รู้สึกว่าชีวิตมันสนุกได้ก็เพียงพอแล้วครับ

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน

พอได้เจอคนที่มาชมงานนิทรรศการจากหลายประเทศ ผมรู้สึกว่าคนที่ไหนก็คิดอะไรคล้ายๆ กันนะ ของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ก็คล้ายกัน ผลงานของผมเลยสื่อสารกับพวกเขาได้แม้เราจะพูดกันคนละภาษา โลกเราเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่จริงๆ ก็เล็กนะ มนุษย์ก็คือมนุษย์นั่นแหละ มันทำให้ผมรู้สึกว่าทุกคนคือเพื่อน สัมผัสได้ถึงสันติภาพ 

 

สิ่งที่ทำให้ดีใจที่สุดที่เลือกทำงานนี้

การที่ผมพูดได้เต็มปากว่างานอดิเรกแสนรักสิ่งนี้คืออาชีพของผมครับ

miniature-calendar.com

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ติดตามเพจสะใภ้ต่างชาติมาก็ตั้งเยอะ ดูคอนเทนต์คนไทยในต่างแดนมาก็ตั้งมาก 

แต่ยังไม่เคยเจอใครที่เป็นเหมือน บรีม-ศิริพร มัจฉิม เจ้าของเพจ ‘สะใภ้ไชน่า’ สักที

ไม่จำเป็นต้องขายชีวิตสวยหรูหรือความสำเร็จอันยากจะเอื้อมถึง เธอกลับเลือกขายเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ผสมผสานความฮาแบบไร้สคริปต์ (ที่เจ้าตัวขอแย้งว่า ตัวเองเป็นคนจริงจังในชีวิต) พร้อมสอดแทรกสาระความรู้ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศจีนมาก่อน ตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม ยันการเมืองในแบบฉบับย่อยง่าย

ฤกษ์ดี เรามีโอกาสได้พูดคุยกับบรีม จึงอยากอาสาพาเพื่อนนักอ่านไปส่องว่าซ้อจากแดนมังกรคนนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมา จนมีผู้ติดตามมากถึง 9 แสนกว่าคนใน TikTok 

นี่ยังไม่นับรวมแพลตฟอร์มอื่น ๆ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จับพลัดจับผลูเรียนจีน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน บรีมเป็นเพียงเด็กสาวชาวเหนือจากจังหวัดพิจิตรคนหนึ่ง เติบโตมาอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความรักและความอบอุ่นของพ่อ แม่ และน้องอีก 2 คน

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เธอนิยามตัวเองว่าเป็นเด็กหน้าห้อง งานแข่งขันเชิงวิชาการน้อยใหญ่จึงเป็นเหมือนของคู่กันกับตัวเธอในตอนนั้น

“เรารู้สึกว่าการเรียนคือการแข่งขันตลอดเวลา การเรียนก็เหมือนกับการเล่นเกม พอเราได้ที่หนึ่งตลอด พ่อแม่มีความสุข เราก็สนุกและมีความสุขด้วยเหมือนกัน”

ด้วยความที่บรีมเป็นเด็กเรียนดี เธอจึงได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนห้อง SMAT (ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม) ต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“ตอนนั้นโรงเรียนบังคับให้เลือกเรียนภาษาที่ 3 มีภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เพื่อนเราไปลงเรียนญี่ปุ่นกันหมด แล้วฝรั่งเศสคนก็ลงเต็มหมดเหมือนกัน เราเลยเรียนภาษาจีนก็ได้

“จำได้เลยว่าทั้งห้องเรามีอยู่ 3 คนที่ลงเรียนจีน คือเป็นภาษาที่ไม่ค่อยมีคนเลือก เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศจีนหรือภาษาจีนเลย”

ทว่าเมื่อลองเรียนจริง เธอกลับพบความงดงามอย่างคาดไม่ถึง ด้วยตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรภาพ กอปรกับเธอชื่นชอบการวาดรูปอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมจีนแทรกซึมเข้าไปอยู่ในใจเธอได้ไม่ยากนัก

อย่างน้อย แดนมังกรก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินตัวบรีมอีกต่อไป

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จากร้ายกลายเป็นรัก

ก่อนชีวิตของบรีมจะพลิกผันในช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการศึกษาต่อในชั้นอุดมศึกษา

“พ่อกับแม่เราแยกทางกัน หลังจากนั้นแม่ก็ว่างงาน จากที่เราเคยมีทุกอย่าง มีแม่บ้าน มีพี่เลี้ยง กลายเป็นว่าเราไม่มีอะไรเลย 

“จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนเภสัช เรียนแพทย์ เราเลยไปเข้าร่วมโครงการขอทุนเรียนดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แทน แล้วเลือกคณะรัฐศาสตร์ เอกการเมืองและการปกครอง เพราะตอนนั้นอินเรื่องการเมืองช่วงรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ด้วย เป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ”

ใครจะรู้ว่าการตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในครั้งนั้น ทำให้เธอได้พบกับหนุ่มชาวจีนที่มาเรียนภาษาไทยอยู่ที่เดียวกัน ก่อนความสัมพันธ์แบบคนรู้จักจะพัฒนาเป็นคนรัก

“มีหลายเหตุการณ์ให้เราได้เจอกันบ่อย ๆ เรารับบทเป็นล่ามให้เขา อย่างเวลาเขาจะไปเที่ยวก็มาชวนว่า ไปด้วยกันไหม เราก็ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวกับเพื่อนด้วย”

เมื่อความรักสุขงอม จึงได้เวลาของการแต่งงานและลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองจีน

ณ ดินแดนมังกรแห่งนี้เอง ที่เพจสะใภ้ไชน่าถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สะใภ้ไชน่า

“ตอนนั้นเรามาบ้านสามีครั้งแรก แล้วอยู่ยาวเดือนหนึ่งโดยที่ไม่ได้ทำงาน เลยคิดว่าจะต้องเหงามากแน่ ๆ เพราะปกติเป็นคนพูดเก่ง เพื่อนก็เยอะ”

ซ้อจีนหน้าใหม่จึงเริ่มเปิดเพจ Facebook สะใภ้ไชน่าตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2560 – 2561 เป็นต้นมา

แล้วชื่อสะใภ้ไชน่าได้มายังไง – เราโยนคำถาม

“เราไลฟ์คุยกับลูกเพจแล้วช่วยกันตั้ง ตอนนั้นยังไม่มีสะใภ้อะไรเลย ไม่มีสะใภ้จีน สะใภ้เกาหลี เราเลยตั้งเป็นชื่อสะใภ้ แล้วต่อด้วยไชน่า ให้มันคล้องจองกันด้วย” 

คอนเทนต์ในช่วงแรกเริ่มของเพจเน้นไปที่การนำเสนอไลฟ์สไตล์ ให้ลูกเพจได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของเธอในฐานะคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สำหรับบรีมแล้ว ‘เพจ’ จึงเป็นเหมือน ‘บันทึกความทรงจำและเรื่องราวในชีวิตประจำวัน’ 

ถึงแม้ในตอนนั้นยอดผู้ติดตามจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 600 คน แต่เธอก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะถือคติว่า ถ้าทำอะไรแล้วเธอจะทำมันให้ออกมาดีที่สุด

ก่อนที่ระยะหลังเธอเริ่มหันความสนใจมาที่การแชร์ รวมถึงนำข่าวคราวความเคลื่อนไหวในจีน ทั้งเรื่องสังคมและการเมือง มาแปลให้แฟน ๆ ได้ติดตามกัน

จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเพจสะใภ้ไชน่ากลายเป็นสนามถกเถียงอันดุเดือดระหว่างลูกเพจด้วยกันเอง แทนที่จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์อย่างที่เธอตั้งใจไว้

“เรื่องมันเกิดจากที่เราไปแปลข่าวซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงในจีน คือ ตอนนั้นจีนบริจาคหน้ากากอนามัยให้ไทย ช่วงที่เราขาดแคลนหน้ากาก แต่ในขณะเดียวกันไทยก็มีข่าวว่าส่งออกหน้ากากอนามัยให้อเมริกา 

“ทีนี้เลยเกิดความเข้าใจผิดขึ้น เพราะดันเป็นช่วงไทม์ไลน์ที่ต่อเนื่องกันพอดี เราก็แปลคอนเมนต์ชาวเน็ตจีนว่าเขาคิดยังไง มีคนมาคอมเมนต์ว่า อย่างนี้ไม่น่าช่วยแล้ว ครั้งหน้าฉันจะไม่ไปประเทศไทยแล้ว”

ซึ่งเจตนาที่แท้จริงของบรีม คือการเป็นสื่อกลางส่งต่อข่าวที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นให้เข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนมากขึ้นเท่านั้นเอง

ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอตัดสินใจห่างหายจากการทำเพจไประยะหนึ่ง เพราะรู้สึกเหมือนตนส่งต่อพลังงานลบให้แก่ลูกเพจโดยไม่ได้ตั้งใจ

Nihao Naohi

1 ปีให้หลัง บรีมตัดสินใจกลับมาเดินหน้าทำเพจอีกครั้ง และขยับขยายพื้นที่คอนเทนต์ไปยัง YouTube เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเป็นช่องทางในการทำรายได้เสริม แต่ยังคงความเป็นบันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอในประเทศจีนไว้ดังเดิม

ก่อนจะเปลี่ยนมาอัปเดตคอนเทนต์ถี่ขึ้นใน TikTok อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้แทน 

“พอเรามีลูก สมาธิมันสั้น โฟกัสอะไรนาน ๆ ไม่ได้ ตอนคลอดลูกก็หายไปอีก 2 – 3 เดือน เราเป็นซึมเศร้าหลังคลอดด้วย ทีนี้เลยลองมาเล่น TikTok แล้วลงคลิปไป 15 วินาที 1 นาทีบ้าง”

ด้วยข้อจำกัดของเวลาว่างที่ลดน้อยลง จากการที่เธอสวมหมวกเจ้าของธุรกิจบราปีกนกอีกใบหนึ่ง การตัดสินใจในครั้งนี้นับว่าถูกทีเดียว

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

การกลับมาครั้งนี้ของบรีม ยังมาพร้อมกับคอนเทนต์ย่อยง่ายแนวไลฟ์สไตล์คล้ายกับตอนเธอเริ่มทำเพจในช่วงแรก เพราะเธอตระหนักได้ถึงเรื่อง Hate Speech และคิดว่าอยากทำคอนเทนต์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

“เราอยากแชร์เรื่องราวในแบบเบาสมอง ให้คนเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจคนจีน โดยที่เราไม่ได้อ้างทฤษฎีเหมือนตอนทำเรื่องการเมือง เพราะพอเรารู้ มันมีคนรู้ลึกกว่านั้นอีก รีเสิร์ชหนักมาก แล้วเราก็ปวดหัวกับสิ่งพวกนี้ เลยไม่อยากเจาะลึกอะไรแล้ว 

“เพราะบางคนเขาเลิกงานมา เขาไม่ได้อยากรู้อะไรลึก ๆ เขาแค่ต้องการความสบายใจ ต้องการอะไรที่มันสนุกสนานบ้าง”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

เราอดสงสัยไม่ได้ว่า คอนเทนต์ไหนกันที่ทำให้คนหันมาสนใจสะใภ้ไชน่ามากขึ้น

“คลิปแรกที่ถ่ายแฟนเรา ตอนนั้นเขาเดินไปซื้อขนมปังให้ เราก็เลยถ่ายนางเดิน แล้วเป็นช่วงเพลง I JUST WANNA PEN FAN YOU DAI BOR ? กำลังแมส เราก็ใส่เพลงนั้นไป พร้อมกับข้อความว่า ‘ข้อดีของการมีแฟนคนจีนมีอะไรบ้าง’ ก็ไล่เป็นข้อ ๆ หนึ่ง มีความรับผิดชอบสูง สอง มีความเป็นผู้นำ สาม ขยันทำงาน วางแผนการเงินดี สี่ สายเปย์ ห้า ผิวดีมาก 

“คนก็เออใช่ จริงด้วย อยากมีแฟนเป็นคนจีน” บรีมหัวเราะ

“แล้วมีคนถามว่ามีข้อเสียไหม เราก็ทำอีกคลิปหนึ่งเป็นข้อเสียของการมีแฟนคนจีน”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

หลังจากลงคลิปนั้น คอนเทนต์น้อยใหญ่ต่างทยอยเกิดขึ้นมากมายในช่องของบรีม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาสำรวจแดนมังกรไปด้วยกัน 

ในขณะเดียวกัน การอาศัยอยู่ในต่างประเทศและทำคอนเทนต์เปิดโลกของสะใภ้ไชน่าคนนี้ อย่างเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เธอต้องปรับตัวไม่มากก็น้อยทีเดียว เช่น ภาษาท้องถิ่นที่เธอไม่คุ้นชินนัก ทำให้ต้องใช้ภาษาท่าเข้าช่วยในระยะแรก อาหารจีนที่รสชาติไม่ได้จัดจ้านเท่าไทย หรือแม้แต่การบริการของพนักงานจีนที่แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากนัก เพราะมีเทคโนโลยีสะดวกครบครัน ตั้งแต่ QR Code สแกนเมนูยันหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร

ความธรรมดาแสนพิเศษ

หากถามว่าเสน่ห์ความเป็นสะใภ้ไชน่าคืออะไร บรีมตอบเราสั้น ๆ แค่ว่า – ไม่มี

“เราไม่คิดว่าเพจเรามีจุดเด่นอะไรเลย เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนเก่งหรือโดดเด่นอะไร นี่คือความธรรมดาที่ทุกคนก็เป็นบรีมได้เหมือนกัน อย่างน้อยเป้าหมายในการทำคลิปของเรามี 2 เรื่อง คือ ถ้าคุณไม่ได้ความบันเทิง คุณก็จะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกลับไป

“คนที่ติดตามเรา เขาจะชอบพูดว่าคุณบรีมเก่งจัง ไม่เหมือนสะใภ้คนอื่นเลย แต่บางคนปลูกผักอย่างสวย ทำอาหารอย่างเก่ง ซึ่งเราไม่มีคุณสมบัติอะไรแบบนั้น”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

จุดขายของสะใภ้ไชน่าจึงไม่ใช่คอนเทนต์ที่โดดเด่นพิเศษกว่าใคร หรือโชว์เรื่องราวความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นความตลกธรรมชาติของบรีม รวมถึงความอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนเพื่อนที่มาตั้งวงสนทนาพาทีกัน

ถ้ายังไม่เห็นภาพ เราขอเสิร์ฟตัวอย่างคอนเทนต์ที่เธอทำไว้เป็นน้ำจิ้มให้นักอ่านได้ลิ้มลอง

1. อาหาร ใครติดภาพจำว่าอาหารจีนต้องเผ็ดกินแล้วลิ้นชา เหมือนทานหม่าล่า คลิปนี้บรีมมาไขความลับให้ได้รู้กันว่า อาหารจีนไม่ได้เผ็ดไปทั้งหมด อย่างมณฑลเจ้อเจียงที่เธออาศัยอยู่นั้น อาหารเรียกได้ว่าจืดกว่าที่เธอคิดไว้มาก ขนาดปลานึ่งยังใส่เพียงขิงเท่านั้นเอง

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

อาหารท้องถิ่นเจ้อเจียง ประเทศจีน

2. สถานที่ท่องเที่ยว บรีมอาสาพาทัวร์พระราชวังต้องห้ามจำลอง สอดแทรกเกร็ดความรู้ที่ทำเอาเราถึงกับตกใจ เมื่อได้รู้ว่านางสนมสมัยก่อน หากไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จะถูกพาไปทำแท้ง บางทีถึงขั้นใช้วิธีการขูดมดลูกเลยทีเดียว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

พระราชวังจีนที่คนไม่ค่อยได้เห็น

3. มุมมองเรื่องความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าประเด็น LGBTQ+ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ของจีน เช่น เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ในแถบชนบทยังปิดกั้นอยู่พอสมควร แม้แต่ในภาษายังมีการใช้คำว่า 人妖 (เหรินเยา) แปลว่า ปีศาจที่เป็นคน เพื่อเรียกคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ รวมถึงรัฐบาลก็ยังไม่สนับสนุนผู้ชายหน้าหวานแต่งกายแบบหญิง

อย่างไรก็ดี บรีมเข้าใจว่าสาเหตุอาจเกิดจากความที่จีนเป็นสังคมใหญ่และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี แต่คิดว่าอีกไม่นานน่าจะผ่อนคลายเรื่องกฎพวกนี้ เพราะในปัจจุบันก็เริ่มมีการสร้างห้องน้ำ Unisex ตามปั๊มและจุดพักรถต่าง ๆ แล้ว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

คนจีนคิดยังไงกับ LGBT

4. นโยบายลูก 3 คน บรีมชวนเราขบคิดถึงนโยบายลูกคนเดียวของจีน ที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายลูก 3 คน เนื่องจากสมัยนี้คนไม่นิยมการมีบุตร ทำให้อัตราการเกิดลดลงมาก ด้วยความที่จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ ทุกคนจึงมี Mindset ที่ว่าต้องทำเพื่อส่วนรวม ให้มีแรงงานมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ประเทศจีนมีลูกได้สามคนแล้ว

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

จากการทำเพจสะใภ้ไชน่าในวันแรกจนถึงวันนี้ ความสุขของบรีมยังคงเป็นการได้ไล่อ่านคอมเมนต์ลูกเพจที่เธอเรียกว่า ‘เพื่อน’ ส่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“พอทำเพจ มันไม่เหมือนกับว่าเรายืนอยู่บนสปอตไลต์แล้วมีคนมองมา ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ถ้าจะเป็นแบบนั้นคงต้องเป็นเพจที่มีความรักชู หรือมีชีวิตธรรมดาที่ไม่เหมือนคนอื่น 

“แต่เหมือนเรากำลังยืนอยู่ในพื้นที่ที่มีเพื่อน ๆ ยืนอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด แล้วเม้ามอยเรื่องเดียวกันได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร” บรีมย้ำ

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ด้วยความที่อยากสร้างรอยยิ้มและมวลความสนุกในแต่ละวัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสะใภ้ไชน่าถึงมักอัปโหลดคลิปใหม่ ๆ ในช่วงเย็นวันธรรมดาหลังคนเลิกเรียนหรือเลิกงาน และช่วงสายของวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยลุกจากเตียง

ไม่เพียงแต่ความสุขที่บรีมได้รับจากคอมมูนิตี้ที่เธอและลูกเพจร่วมกันสร้างขึ้น เธอยังได้รู้จักตัวตนของตัวเอง และเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย

“เราได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบที่จะเสพพลังงานลบตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรารู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองและสังคมมากขึ้น”

หากกล่าวถึงทิศทางในอนาคตของเพจ บรีมยังคงจะทำคอนเทนต์ในแนวที่ทำอยู่ให้ดีต่อไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเติมพลังชีวิตให้กับใครต่อใคร

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรในชีวิต เราว่าต้องมีทางออก แล้วถ้าพื้นที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ของเรา เราก็แค่เดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่

“แล้วตอนนี้เราเพิ่งกลับมาไทยในรอบ 3 ปี ในอนาคตก็อยากจะทำเป็น Vlog พาไปตระเวนชิมอาหารตามที่ต่าง ๆ เพราะเรามีแพลนไปตะลอนเที่ยวประเทศไทยด้วย”

สะใภ้ไชน่าทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณลูกเพจทุกคนที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอด”

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม
ภาพ : สะใภ้ไชน่า Sapai China

ช่องทางการติดตาม

Facebook : สะใภ้ไชน่า Sapai China

YouTube : สะใภ้ไชน่า Sapai China

TikTok : สะใภ้ไชน่า-ซ้อบรีม (@sapaichina)

Writer

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load