พลาสติก พลาสติก พลาสติก! หันไปทางไหนก็เจอแต่พลาสติก หนียังไงก็หนีไม่พ้น แม้จะลด ละ เลิก อย่างไร พลาสติกเหลือใช้ที่โดนทิ้งขว้างก็ยังมีอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่ดี งั้นลองนำความถนัดเฉพาะตัวมาบวกความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้พลาสติกพวกนั้นดีกว่า

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ใช่แล้ว นั่นคือไอเดียของ ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ตัดสินใจเปลี่ยนของเล่นพลาสติกที่โดนทิ้งขว้าง เมื่อเด็กๆ เติบโตเกินกว่าจะเล่นของเล่นอีกต่อไป ให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่เขารัก ไม่เฉพาะของเล่นพลาสติก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟูจิสร้างผลงานศิลปะจากขยะพลาสติกหลากหลายชนิดมาแล้วมากมายที่ประเทศญี่ปุ่น 

ฟูจิเป็นศิลปินที่รณรงค์ให้คนหันมาตระหนักถึงความคุ้มค่าในการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน และสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้เด็กๆ และผู้ปกครองมาแลกเปลี่ยนของเล่นพลาสติกกัน เพื่อยืดอายุการใช้งานและคุณค่าของเล่นแต่ละชิ้นให้ยาวนานยิ่งขึ้น

ล่าสุด เขาบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ‘Jurassic Plastic’ นิทรรศการศิลปะที่ชุบชีวิตของเล่นพลาสติกเหลือใช้นับพันเป็นไดโนเสาร์และโลกดึกดำบรรพ์ที่ประเทศไทย

เราเดินทางมาถึงช่างชุ่ย สถานที่จัดนิทรรศการ ในวันที่ฟูจิและทีมงานยังคงเร่งมือสร้างผลงานกันอย่างขะมักเขม้น 

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

เบื้องหน้าเราคือ ไดโนเสาร์ตัวโตหลากสีสันที่ถูกสร้างขึ้นจากของเล่นแตกหักและไม่เป็นที่ต้องการ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ยิ่งเห็นรายละเอียดของวัสดุต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์แห่งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น พลาสติกที่ไม่มีใครต้องการกลายเป็นผลงานศิลปะที่งดงามขนาดนี้ได้ด้วยหรือ

ก่อนจะไปชมนิทรรศการ เราอยากชวนคุณไปพูดคุยกับ ฮิโรชิ ฟูจิ เพื่อฟังความในใจของเขาที่มีต่อขยะพลาสติกในฐานะศิลปิน และคนคนหนึ่งที่รัก หวงแหน และอยากเห็นโลกใบนี้สวยงามต่อไปนานแสนนาน

01

เป็นมากกว่าศิลปิน

ฮิโรชิ ฟูจิเกิด ค.ศ. 1960 ที่จังหวัดคาโกชิมะ จังหวัดเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะญี่ปุ่น สมัยนั้นไม่มีพลาสติกเลย แต่เมื่อเขาโตขึ้นจนเข้าชั้นประถมศึกษา บ้านเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แถวบ้านเขาเริ่มมีซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้น หลังจากนั้นหีบห่อและถุงพลาสติกก็ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตเขา 

เมื่อเขาเติบโตจนเข้ามหาวิทยาลัย เขาเข้าเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปะของเกียวโต ที่ญี่ปุ่นเริ่มมีห้างสรรพสินค้าขึ้น ตามมาด้วยบะหมี่ถ้วยสำเร็จรูป ในตอนนั้นเขาเองเริ่มรู้สึกว่าไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่พลาสติก พลาสติก พลาสติกเต็มไปหมด! ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงยังไง ก็หนีไม่พ้น 

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น

จนเขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังปาปัวนิวกินี รัฐเอกราชที่อยู่บริเวณทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย เมื่อเขาได้ลองไปใช้ชีวิตที่นั่น ได้กลับไปยังสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยธรรมชาติอีกครั้ง 

ผู้คนให้ความสำคัญกับขวดพลาสติกมาก ราวกับของล้ำค่า เพราะที่นั่นแทบจะไม่มีพลาสติกอยู่เลย และด้วยแรงบันดาลใจนั้นเอง ฟูจิหอบความตั้งใจกลับมายังประเทศญี่ปุ่น เขาตระหนักแล้วว่า ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน เขาก็ไม่อาจจะหนีพ้นไปจากพลาสติกได้ 

เขากลับมาทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักวางผังเมือง นักพัฒนาชุมชม คุณครู และบทบาทสำคัญที่สุดก็คือ พ่อของลูก

02

ศิลปินกับงานพัฒนาชุมชน

แม้จะไม่ชอบพลาสติกมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีไปได้ เขาเลยเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ว่า ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันให้ได้ล่ะ? 

หลังจากลองนำพลาสติกมาทำกระเป๋าและทอเสื้อแล้ว เขาและภรรยา ฟูจิ โยโกะ ริเริ่มความคิดที่จะนำของที่ไม่ใช้แล้วมาจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างที่สอดคล้องกับการพัฒนาชุมชน และในตอนนั้นเองเขาก็นึกถึงของเล่นพลาสติกที่ลูกนำมาใช้เล่นขายของ 

เกิดเป็นไอเดีย ‘คาเอโกะ บาซาร์’ พื้นที่สำหรับเด็กๆ โดยให้พวกเขานำเอาของเล่นพลาสติกเก่าที่ไม่ต้องการ นำมาแลกเป็นพอยต์สะสมในการ์ดพอยต์ที่มีค่าราวกับเงิน มาแลกเอาของเล่นชิ้นใหม่กลับไป 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

เริ่มจากการจัดกิจกรรมที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน สถานที่ในชุมชน โรงเรียน ผลการตอบรับเป็นไปด้วยดี หลังจากกิจกรรมนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ของเล่นจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้ามาสู่ออฟฟิศของฟูจิ 

แม้กิจกรรมนี้จะมุ่งเน้นไปยังเด็กๆ เรานึกอยากรู้ว่าเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีอายุเท่าไหร่กัน ฟูจิยิ้ม และตอบกลับมาว่า เด็กในที่นี้ไม่มีการกำหนดอายุ จะเป็นเด็กจริงๆ หรือผู้ใหญ่ที่ยังมีหัวใจเป็นเด็กก็ได้ทั้งนั้น 

หลังจากที่เขาคัดของเล่นที่มีสภาพดีและคิดว่าน่าจะเป็นที่ต้องการของเด็กๆ ออกไปแล้ว ก็จะพบกับของเล่นที่แตกหักเสียหาย ไม่สามารถส่งต่อไปยังคนอื่นได้ หรือของเล่นที่ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก เรามองไปยังกองของเล่นที่ฟูจิชี้ ถามไปว่า เยอะที่ว่ามันคือเท่าไหร่กัน ฟูจิตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ごまんとある (go man to aru) และถามเราว่าเข้าใจความหมายนั้นไหม เอ๊ะ มันไม่ได้แปลว่า 50,000 ชิ้นอย่างนั้นหรือ 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ตอนนั้นเองที่ฟูจิพยายามอธิบายให้เราฟังถึงคำเปรียบเทียบที่คนญี่ปุ่นมักใช้กัน แท้จริงแล้วความหมายของประโยคนั้นคือ มีอยู่มากมาย เยอะจนไม่หวาดไม่ไหว เมื่อไหร่ที่มีคนมาถามคุณฟูจิถึงจำนวนของของเล่นแล้ว เขามักจะใช้ประโยคนี้ตอบอยู่ร่ำไป เพราะมันเยอะจนคร้านจะนับ แต่หลังจากประเมินคร่าวๆ มันมากกว่า 50,000 ชิ้นและอาจจะเยอะถึงแสนชิ้นเลยทีเดียวล่ะ

03

ไดโนเสาร์กลับมาครองโลก

เมื่อของเล่นที่ไม่มีใครต้องการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ฟูจิเองไม่อยากจะทิ้งให้กลายเป็นขยะ ทำให้เขาคิดอยากจะนำของเล่นเหล่านั้นมาทำอะไรสักอย่าง 

เขาตัดสินใจสร้างไดโนเสาร์จากขยะพลาสติก เหตุผลที่เป็นไดโนเสาร์ก็เพราะว่าเจ้าพลาสติกเหล่านี้ผลิตมาจากน้ำมันดิบ ซึ่งพบในชั้นธรณีวิทยาใต้ผิวโลก เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เกิดจากซากสิ่งมีชีวิตทับถมกันเป็นเวลายาวนาน 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ฟูจิคิดว่าหนึ่งในซากสัตว์เหล่านั้นก็คือเจ้าไดโนเสาร์ตัวโต ดังนั้น เมื่อนำพลาสติกเหล่านี้มาสร้างไดโนเสาร์ เขารู้สึกราวกับว่าได้ฟื้นคืนชีวิตไดโนเสาร์กลับขึ้นมาอีกครั้งนั่นเอง 

หลังจากผ่านยุคไดโนเสาร์ ก็กลายเป็นยุคของมนุษย์และพลาสติก ฟูจิคาดเดาว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกขุดออกมาใช้ผลิตพลาสติก ในอนาคตอาจจะหมดลง ยุคพลาสติกนี้อาจจะหมดลงแล้วเกิดเป็นยุคใหม่ก็เป็นได้

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น

“ผมรู้สึกสนุกกับการสร้างจริงๆ นะ ไม่ว่าจะสร้างอะไรผมก็สนุกกับมันทุกอย่างจนลืมเวลาเลยล่ะ อย่างเช่น ตอนหาชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบฟัน ผมจะหาพวกโรบ็อตตัวเล็กๆ ที่น่าจะต่อเป็นฟันได้พอดี ชิ้นนี้แข็งแรงเหมาะจะประกอบเป็นเขี้ยว ยิ่งนำสิ่งที่ประดิษฐ์มาเรียงกันแล้วดูสวยงามเข้ากัน ผมยิ่งรู้สึกสนุก”

04

Jurassic Plastic

เราหันมองของเล่นที่กองเรียงกันมากมายอีกครั้ง สงสัยว่ากระบวนการทำงานของฟูจิทำยังไง เขาจึงอธิบายให้เราฟังถึงลำดับขั้น 

เนื่องจากงาน Jurassic Plastic ครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย ฟูจิยังไม่มีคอมมูนิตี้ในการรับและแลกเปลี่ยนของเล่นพลาสติก ช่างชุ่ยจึงรับหน้าที่เป็นพื้นที่รับบริจาคของเล่นเหลือใช้จากทั่วประเทศไทยตั้งแต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา  

จากนั้น ขั้นแรก ฟูจิจะแยกของเล่นที่ยังดี ยังใช้ได้ และของที่คิดว่าเด็กๆ ยังรู้สึกต้องการ อยากเล่น (ขั้นตอนนี้มีเด็กนักเรียนอาสาสมัครมาช่วยแยกด้วย) 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

หลังจากนั้นจึงจะหันกลับมาจัดการกับของเล่นที่แตกหักหรือมีซ้ำกันเป็นจำนวนมาก แยกตามขนาดและตามมาด้วยสี เท่านี้ของเล่นก็จะแบ่งออกได้เป็นกองเท่าภูเขา ภูเขาสีฟ้าเอย สีเหลืองเอย 

สุดท้ายจึงค่อยๆ ให้ทีมงาน อาสาสมัครและตัวฟูจิเองนำสิ่งต่างๆ มาประดิษฐ์ ประกอบให้เข้ากันตามจินตนาการต่อไป เมื่อมองไปยังกองของเล่นที่รวมกันแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่ามีของซ้ำกันเยอะมาก

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

“รู้ไหมว่าที่ญี่ปุ่นหลังจากผมคัดแยกแล้ว ตัวการ์ตูนตัวไหนที่มีเยอะที่สุด” ฟูจิถามขึ้น ผู้อ่านลองมาจินตนาการคำตอบไปพร้อมกันดีไหมคะ?

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

  คำตอบก็คือ ‘โดราเอมอน’ เจ้าตัวการ์ตูนโรบ็อตแมวสีฟ้านั่นเอง เพราะว่าที่ญี่ปุ่น โดราเอมอน มีมานานมาก (โดราเอมอนตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1969) และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

05

เล่นอย่างรักษ์โลก

“ถ้าไม่ใช่ของเล่นพลาสติก อยากให้เด็กๆ เล่นอะไรเหรอคะ” เราถามกลับไปด้วยความสงสัย และคำตอบก็ไม่เกินไปจากที่เราคาดการณ์ไว้นัก เขาเล่าย้อนกลับให้ฟังถึงยุคสมัยที่ยังเป็นเด็ก ซึ่งไม่ต่างกันกับคนไทยมากนัก เด็กสมัยก่อนเขาเล่นดิน เล่นทราย เล่นใบไม้ เล่นกับธรรมชาติ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปอะไรๆ ก็กลายเป็นของเล่นได้ทั้งนั้น 

จริงด้วย เราคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก เด็ก Gen Y อย่างเราที่เกิดมาระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ ตอนเราเป็นเด็ก เราเคยเล่นขายข้าวแกง เอาใบไม้มาต้ม ใส่น้ำเล่นนู่นนี่ ก่อนที่เจ้าเกมหรือพลาสติกคาแรกเตอร์จะเข้ามามีบทบาทโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว  

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ฟูจิบอกว่า เขาไม่ปลื้มของเล่นพลาสติกสมัยนี้สักเท่าไหร่ เพราะมักมีวิธีการเล่น วิธีการใช้ ที่จิ้มตรงนั้นจะออกมาเป็นแบบนั้น จิ้มตรงนี้ออกมาเป็นแบบนี้ ของเล่นเหล่านี้ปิดกั้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เราเองเผลอพยักหน้าเห็นด้วย  

แต่ถึงอย่างไร โลกเราก็เดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น หนทางที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ คือยืดอายุการใช้งานของเล่นพลาสติกแต่ละชิ้นออกไปให้ยาวนานที่สุด ด้วยการแลกเปลี่ยนหรือนำไปแปรรูปการใช้งานในลักษณะอื่นๆ เพื่อไม่ให้ของเล่นพลาสติกเป็นเพียง Single-use Plastic เล่นวันเดียวแล้วทิ้งอย่างที่เคยเป็นมา 

06

ชุบชีวิตใหม่อีกครั้ง

“แล้วถ้าไม่ใช่ไดโนเสาร์ จากนี้อยากสร้างตัวอะไร?” ฟูจิยิ้มและเริ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจใหม่ของเขา ที่จริงเหมือนเขาจะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต่อจากนี้อยากลองสร้างมังกร “ที่ไทยเองก็มีมังกรเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ผมรู้สึกว่าคนทั่วโลกรู้จักมังกร เพียงแต่มังกรในแต่ละประเทศมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป” 

“ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกมาประเทศไทยคะ ต่อจากนี้จะมีไปที่ไหนอีกหรือเปล่า” เหตุผลที่คุณฟูจิมาที่นี่เพราะทาง Japan Foundation เล็งเห็นว่าธีมของทางช่างชุ่ยและแนวคิดของฟูจิคล้ายคลึงกัน 

ช่างชุ่ย

พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ และยังมีการนำของเก่ามาชุบให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง และอีกครั้งที่ฟูจิทำให้เราประหลาดใจ “ผมสนใจประเทศไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อราวสิบปีที่แล้วผมเคยมาที่ประเทศไทย ไปจังหวัดลำพูน ตอนนั้นผมนำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วมาทำเป็นชุดและกระเป๋าให้เด็กๆ ที่ลำพูนใส่เดินแบบ ทำแฟชั่นโชว์เลยล่ะ นอกจากประเทศไทยแล้วผมไม่ได้อยากไปที่ไหนเป็นพิเศษเลยครับ”

ความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งของคุณฟูจิคืออยากให้นักออกแบบวัยเยาว์ได้มาดูงานของเขา เพื่อเกิดเป็นไอเดียให้คนรุ่นใหม่ได้สรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ต่อไป และหวังว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญต่อสิ่งของมากขึ้น และที่สำคัญคือ “พลาสติกมันมีมากขนาดนี้เลยหรือนี่!”

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

Jurassic Plastic

จัดโดยเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และช่างชุ่ย ครีเอทีฟพาร์ก

สนับสนุนโดยสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยและสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย

ช่วงเวลา : วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม – วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00 – 22.00 น. (ปิดวันพุธ)

วันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 11.00 – 22.00 น.

อาคารอาเหนก ป้าสง, ช่างชุ่ย

ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

Writer

ปิยธิดา กังวานกิจวาณิช

สาว (ไม่) น้อยที่หลงรักในภาษา หลงใหลในละครเวที ว่างเป็นหลับ ขยับเป็นกิน ดิ่งก็ติ่งเอาเดี๋ยวก็ฟื้นมาดำเนินชีวิตต่อไป เย่!

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load