พลาสติก พลาสติก พลาสติก! หันไปทางไหนก็เจอแต่พลาสติก หนียังไงก็หนีไม่พ้น แม้จะลด ละ เลิก อย่างไร พลาสติกเหลือใช้ที่โดนทิ้งขว้างก็ยังมีอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่ดี งั้นลองนำความถนัดเฉพาะตัวมาบวกความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้พลาสติกพวกนั้นดีกว่า

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ใช่แล้ว นั่นคือไอเดียของ ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ตัดสินใจเปลี่ยนของเล่นพลาสติกที่โดนทิ้งขว้าง เมื่อเด็กๆ เติบโตเกินกว่าจะเล่นของเล่นอีกต่อไป ให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่เขารัก ไม่เฉพาะของเล่นพลาสติก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟูจิสร้างผลงานศิลปะจากขยะพลาสติกหลากหลายชนิดมาแล้วมากมายที่ประเทศญี่ปุ่น 

ฟูจิเป็นศิลปินที่รณรงค์ให้คนหันมาตระหนักถึงความคุ้มค่าในการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน และสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้เด็กๆ และผู้ปกครองมาแลกเปลี่ยนของเล่นพลาสติกกัน เพื่อยืดอายุการใช้งานและคุณค่าของเล่นแต่ละชิ้นให้ยาวนานยิ่งขึ้น

ล่าสุด เขาบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ‘Jurassic Plastic’ นิทรรศการศิลปะที่ชุบชีวิตของเล่นพลาสติกเหลือใช้นับพันเป็นไดโนเสาร์และโลกดึกดำบรรพ์ที่ประเทศไทย

เราเดินทางมาถึงช่างชุ่ย สถานที่จัดนิทรรศการ ในวันที่ฟูจิและทีมงานยังคงเร่งมือสร้างผลงานกันอย่างขะมักเขม้น 

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

เบื้องหน้าเราคือ ไดโนเสาร์ตัวโตหลากสีสันที่ถูกสร้างขึ้นจากของเล่นแตกหักและไม่เป็นที่ต้องการ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ยิ่งเห็นรายละเอียดของวัสดุต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์แห่งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น พลาสติกที่ไม่มีใครต้องการกลายเป็นผลงานศิลปะที่งดงามขนาดนี้ได้ด้วยหรือ

ก่อนจะไปชมนิทรรศการ เราอยากชวนคุณไปพูดคุยกับ ฮิโรชิ ฟูจิ เพื่อฟังความในใจของเขาที่มีต่อขยะพลาสติกในฐานะศิลปิน และคนคนหนึ่งที่รัก หวงแหน และอยากเห็นโลกใบนี้สวยงามต่อไปนานแสนนาน

01

เป็นมากกว่าศิลปิน

ฮิโรชิ ฟูจิเกิด ค.ศ. 1960 ที่จังหวัดคาโกชิมะ จังหวัดเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะญี่ปุ่น สมัยนั้นไม่มีพลาสติกเลย แต่เมื่อเขาโตขึ้นจนเข้าชั้นประถมศึกษา บ้านเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แถวบ้านเขาเริ่มมีซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้น หลังจากนั้นหีบห่อและถุงพลาสติกก็ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตเขา 

เมื่อเขาเติบโตจนเข้ามหาวิทยาลัย เขาเข้าเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปะของเกียวโต ที่ญี่ปุ่นเริ่มมีห้างสรรพสินค้าขึ้น ตามมาด้วยบะหมี่ถ้วยสำเร็จรูป ในตอนนั้นเขาเองเริ่มรู้สึกว่าไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่พลาสติก พลาสติก พลาสติกเต็มไปหมด! ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงยังไง ก็หนีไม่พ้น 

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น

จนเขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังปาปัวนิวกินี รัฐเอกราชที่อยู่บริเวณทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย เมื่อเขาได้ลองไปใช้ชีวิตที่นั่น ได้กลับไปยังสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยธรรมชาติอีกครั้ง 

ผู้คนให้ความสำคัญกับขวดพลาสติกมาก ราวกับของล้ำค่า เพราะที่นั่นแทบจะไม่มีพลาสติกอยู่เลย และด้วยแรงบันดาลใจนั้นเอง ฟูจิหอบความตั้งใจกลับมายังประเทศญี่ปุ่น เขาตระหนักแล้วว่า ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน เขาก็ไม่อาจจะหนีพ้นไปจากพลาสติกได้ 

เขากลับมาทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักวางผังเมือง นักพัฒนาชุมชม คุณครู และบทบาทสำคัญที่สุดก็คือ พ่อของลูก

02

ศิลปินกับงานพัฒนาชุมชน

แม้จะไม่ชอบพลาสติกมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีไปได้ เขาเลยเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ว่า ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันให้ได้ล่ะ? 

หลังจากลองนำพลาสติกมาทำกระเป๋าและทอเสื้อแล้ว เขาและภรรยา ฟูจิ โยโกะ ริเริ่มความคิดที่จะนำของที่ไม่ใช้แล้วมาจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างที่สอดคล้องกับการพัฒนาชุมชน และในตอนนั้นเองเขาก็นึกถึงของเล่นพลาสติกที่ลูกนำมาใช้เล่นขายของ 

เกิดเป็นไอเดีย ‘คาเอโกะ บาซาร์’ พื้นที่สำหรับเด็กๆ โดยให้พวกเขานำเอาของเล่นพลาสติกเก่าที่ไม่ต้องการ นำมาแลกเป็นพอยต์สะสมในการ์ดพอยต์ที่มีค่าราวกับเงิน มาแลกเอาของเล่นชิ้นใหม่กลับไป 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

เริ่มจากการจัดกิจกรรมที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน สถานที่ในชุมชน โรงเรียน ผลการตอบรับเป็นไปด้วยดี หลังจากกิจกรรมนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ของเล่นจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้ามาสู่ออฟฟิศของฟูจิ 

แม้กิจกรรมนี้จะมุ่งเน้นไปยังเด็กๆ เรานึกอยากรู้ว่าเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีอายุเท่าไหร่กัน ฟูจิยิ้ม และตอบกลับมาว่า เด็กในที่นี้ไม่มีการกำหนดอายุ จะเป็นเด็กจริงๆ หรือผู้ใหญ่ที่ยังมีหัวใจเป็นเด็กก็ได้ทั้งนั้น 

หลังจากที่เขาคัดของเล่นที่มีสภาพดีและคิดว่าน่าจะเป็นที่ต้องการของเด็กๆ ออกไปแล้ว ก็จะพบกับของเล่นที่แตกหักเสียหาย ไม่สามารถส่งต่อไปยังคนอื่นได้ หรือของเล่นที่ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก เรามองไปยังกองของเล่นที่ฟูจิชี้ ถามไปว่า เยอะที่ว่ามันคือเท่าไหร่กัน ฟูจิตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ごまんとある (go man to aru) และถามเราว่าเข้าใจความหมายนั้นไหม เอ๊ะ มันไม่ได้แปลว่า 50,000 ชิ้นอย่างนั้นหรือ 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ตอนนั้นเองที่ฟูจิพยายามอธิบายให้เราฟังถึงคำเปรียบเทียบที่คนญี่ปุ่นมักใช้กัน แท้จริงแล้วความหมายของประโยคนั้นคือ มีอยู่มากมาย เยอะจนไม่หวาดไม่ไหว เมื่อไหร่ที่มีคนมาถามคุณฟูจิถึงจำนวนของของเล่นแล้ว เขามักจะใช้ประโยคนี้ตอบอยู่ร่ำไป เพราะมันเยอะจนคร้านจะนับ แต่หลังจากประเมินคร่าวๆ มันมากกว่า 50,000 ชิ้นและอาจจะเยอะถึงแสนชิ้นเลยทีเดียวล่ะ

03

ไดโนเสาร์กลับมาครองโลก

เมื่อของเล่นที่ไม่มีใครต้องการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ฟูจิเองไม่อยากจะทิ้งให้กลายเป็นขยะ ทำให้เขาคิดอยากจะนำของเล่นเหล่านั้นมาทำอะไรสักอย่าง 

เขาตัดสินใจสร้างไดโนเสาร์จากขยะพลาสติก เหตุผลที่เป็นไดโนเสาร์ก็เพราะว่าเจ้าพลาสติกเหล่านี้ผลิตมาจากน้ำมันดิบ ซึ่งพบในชั้นธรณีวิทยาใต้ผิวโลก เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เกิดจากซากสิ่งมีชีวิตทับถมกันเป็นเวลายาวนาน 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ฟูจิคิดว่าหนึ่งในซากสัตว์เหล่านั้นก็คือเจ้าไดโนเสาร์ตัวโต ดังนั้น เมื่อนำพลาสติกเหล่านี้มาสร้างไดโนเสาร์ เขารู้สึกราวกับว่าได้ฟื้นคืนชีวิตไดโนเสาร์กลับขึ้นมาอีกครั้งนั่นเอง 

หลังจากผ่านยุคไดโนเสาร์ ก็กลายเป็นยุคของมนุษย์และพลาสติก ฟูจิคาดเดาว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกขุดออกมาใช้ผลิตพลาสติก ในอนาคตอาจจะหมดลง ยุคพลาสติกนี้อาจจะหมดลงแล้วเกิดเป็นยุคใหม่ก็เป็นได้

ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น

“ผมรู้สึกสนุกกับการสร้างจริงๆ นะ ไม่ว่าจะสร้างอะไรผมก็สนุกกับมันทุกอย่างจนลืมเวลาเลยล่ะ อย่างเช่น ตอนหาชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบฟัน ผมจะหาพวกโรบ็อตตัวเล็กๆ ที่น่าจะต่อเป็นฟันได้พอดี ชิ้นนี้แข็งแรงเหมาะจะประกอบเป็นเขี้ยว ยิ่งนำสิ่งที่ประดิษฐ์มาเรียงกันแล้วดูสวยงามเข้ากัน ผมยิ่งรู้สึกสนุก”

04

Jurassic Plastic

เราหันมองของเล่นที่กองเรียงกันมากมายอีกครั้ง สงสัยว่ากระบวนการทำงานของฟูจิทำยังไง เขาจึงอธิบายให้เราฟังถึงลำดับขั้น 

เนื่องจากงาน Jurassic Plastic ครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย ฟูจิยังไม่มีคอมมูนิตี้ในการรับและแลกเปลี่ยนของเล่นพลาสติก ช่างชุ่ยจึงรับหน้าที่เป็นพื้นที่รับบริจาคของเล่นเหลือใช้จากทั่วประเทศไทยตั้งแต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา  

จากนั้น ขั้นแรก ฟูจิจะแยกของเล่นที่ยังดี ยังใช้ได้ และของที่คิดว่าเด็กๆ ยังรู้สึกต้องการ อยากเล่น (ขั้นตอนนี้มีเด็กนักเรียนอาสาสมัครมาช่วยแยกด้วย) 

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

หลังจากนั้นจึงจะหันกลับมาจัดการกับของเล่นที่แตกหักหรือมีซ้ำกันเป็นจำนวนมาก แยกตามขนาดและตามมาด้วยสี เท่านี้ของเล่นก็จะแบ่งออกได้เป็นกองเท่าภูเขา ภูเขาสีฟ้าเอย สีเหลืองเอย 

สุดท้ายจึงค่อยๆ ให้ทีมงาน อาสาสมัครและตัวฟูจิเองนำสิ่งต่างๆ มาประดิษฐ์ ประกอบให้เข้ากันตามจินตนาการต่อไป เมื่อมองไปยังกองของเล่นที่รวมกันแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่ามีของซ้ำกันเยอะมาก

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย
สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

“รู้ไหมว่าที่ญี่ปุ่นหลังจากผมคัดแยกแล้ว ตัวการ์ตูนตัวไหนที่มีเยอะที่สุด” ฟูจิถามขึ้น ผู้อ่านลองมาจินตนาการคำตอบไปพร้อมกันดีไหมคะ?

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

  คำตอบก็คือ ‘โดราเอมอน’ เจ้าตัวการ์ตูนโรบ็อตแมวสีฟ้านั่นเอง เพราะว่าที่ญี่ปุ่น โดราเอมอน มีมานานมาก (โดราเอมอนตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1969) และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

05

เล่นอย่างรักษ์โลก

“ถ้าไม่ใช่ของเล่นพลาสติก อยากให้เด็กๆ เล่นอะไรเหรอคะ” เราถามกลับไปด้วยความสงสัย และคำตอบก็ไม่เกินไปจากที่เราคาดการณ์ไว้นัก เขาเล่าย้อนกลับให้ฟังถึงยุคสมัยที่ยังเป็นเด็ก ซึ่งไม่ต่างกันกับคนไทยมากนัก เด็กสมัยก่อนเขาเล่นดิน เล่นทราย เล่นใบไม้ เล่นกับธรรมชาติ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปอะไรๆ ก็กลายเป็นของเล่นได้ทั้งนั้น 

จริงด้วย เราคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก เด็ก Gen Y อย่างเราที่เกิดมาระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ ตอนเราเป็นเด็ก เราเคยเล่นขายข้าวแกง เอาใบไม้มาต้ม ใส่น้ำเล่นนู่นนี่ ก่อนที่เจ้าเกมหรือพลาสติกคาแรกเตอร์จะเข้ามามีบทบาทโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว  

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

ฟูจิบอกว่า เขาไม่ปลื้มของเล่นพลาสติกสมัยนี้สักเท่าไหร่ เพราะมักมีวิธีการเล่น วิธีการใช้ ที่จิ้มตรงนั้นจะออกมาเป็นแบบนั้น จิ้มตรงนี้ออกมาเป็นแบบนี้ ของเล่นเหล่านี้ปิดกั้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เราเองเผลอพยักหน้าเห็นด้วย  

แต่ถึงอย่างไร โลกเราก็เดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น หนทางที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ คือยืดอายุการใช้งานของเล่นพลาสติกแต่ละชิ้นออกไปให้ยาวนานที่สุด ด้วยการแลกเปลี่ยนหรือนำไปแปรรูปการใช้งานในลักษณะอื่นๆ เพื่อไม่ให้ของเล่นพลาสติกเป็นเพียง Single-use Plastic เล่นวันเดียวแล้วทิ้งอย่างที่เคยเป็นมา 

06

ชุบชีวิตใหม่อีกครั้ง

“แล้วถ้าไม่ใช่ไดโนเสาร์ จากนี้อยากสร้างตัวอะไร?” ฟูจิยิ้มและเริ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจใหม่ของเขา ที่จริงเหมือนเขาจะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต่อจากนี้อยากลองสร้างมังกร “ที่ไทยเองก็มีมังกรเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ผมรู้สึกว่าคนทั่วโลกรู้จักมังกร เพียงแต่มังกรในแต่ละประเทศมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป” 

“ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกมาประเทศไทยคะ ต่อจากนี้จะมีไปที่ไหนอีกหรือเปล่า” เหตุผลที่คุณฟูจิมาที่นี่เพราะทาง Japan Foundation เล็งเห็นว่าธีมของทางช่างชุ่ยและแนวคิดของฟูจิคล้ายคลึงกัน 

ช่างชุ่ย

พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ และยังมีการนำของเก่ามาชุบให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง และอีกครั้งที่ฟูจิทำให้เราประหลาดใจ “ผมสนใจประเทศไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อราวสิบปีที่แล้วผมเคยมาที่ประเทศไทย ไปจังหวัดลำพูน ตอนนั้นผมนำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วมาทำเป็นชุดและกระเป๋าให้เด็กๆ ที่ลำพูนใส่เดินแบบ ทำแฟชั่นโชว์เลยล่ะ นอกจากประเทศไทยแล้วผมไม่ได้อยากไปที่ไหนเป็นพิเศษเลยครับ”

ความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งของคุณฟูจิคืออยากให้นักออกแบบวัยเยาว์ได้มาดูงานของเขา เพื่อเกิดเป็นไอเดียให้คนรุ่นใหม่ได้สรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ต่อไป และหวังว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญต่อสิ่งของมากขึ้น และที่สำคัญคือ “พลาสติกมันมีมากขนาดนี้เลยหรือนี่!”

สตูดิโอชั่วคราวของ Hiroshi Fuji ศิลปินผู้เก็บของเล่นเหลือใช้นับพันต่อเป็นโลกดึกดำบรรพ์ในไทย

Jurassic Plastic

จัดโดยเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และช่างชุ่ย ครีเอทีฟพาร์ก

สนับสนุนโดยสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยและสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย

ช่วงเวลา : วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม – วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00 – 22.00 น. (ปิดวันพุธ)

วันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 11.00 – 22.00 น.

อาคารอาเหนก ป้าสง, ช่างชุ่ย

ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

Writer

Avatar

ปิยธิดา กังวานกิจวาณิช

สาว (ไม่) น้อยที่หลงรักในภาษา หลงใหลในละครเวที ว่างเป็นหลับ ขยับเป็นกิน ดิ่งก็ติ่งเอาเดี๋ยวก็ฟื้นมาดำเนินชีวิตต่อไป เย่!

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ผมเคยฝันว่า ผมวาดรูปไม่ได้ วาดรูปไม่เป็น เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เฮ้ย เราวาดรูปไม่ได้จริง ๆ หรอวะ มาลองวาดก็รู้ว่ามันเป็นความฝันนี่นา เรายังจับปากกาวาดรูปได้อยู่เลย มันเลยกลายเป็นว่าตื่นเช้ามาก็ต้องฝึกวาด”

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความโชคดีหนึ่งของอาชีพสื่อ คืออยากไปคุยกับใครก็ได้คุย วันนี้โชคดีที่อาจารย์เมืองมนต์เสียสละเวลาช่วงเช้าที่อาจวาดเรือนได้หลายเรือน วาดวัดได้หลายวัด มานั่งคุยกับเรา

เมืองมนต์ เคหารมย์ เป็นนักวาดรูปสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในหมู่คนวาดภาพด้วยกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคนที่สิงอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานอันมีเส้นสายเป็นเอกลักษณ์และละเอียดลออของอาจารย์บ่อย ๆ 

ด้วยพื้นฐานจากการเป็นสถาปนิก เมืองมนต์หลงใหลการวาดเรือน วัดวา เมืองต่าง ๆ จนรวมภาพวาดออกขายได้หลายเล่ม และที่เป็นกระแสฮือฮาก็คือการวาดแผนที่แผ่นใหญ่ มีตั้งแต่แผนที่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและคลุกคลีกับพื้นที่ถึง 10 ปี และแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนเสียกรุงซึ่งตัวเขาเองก็เกิดไม่ทัน แต่มีแรงวาดขึ้นมาเมื่อติดละคร บุพเพสันนิวาส

ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะเขาทั้งสอนวาดรูปทางออนไลน์ ทั้งเปิดคอร์สสอนผู้คนหลากหลายวัยทางออฟไลน์ สำหรับเราที่รู้จักเขาฝ่ายเดียวตั้งแต่มัธยม ไม่เคยได้คุยกันสักคำ แต่การเสพผลงาน รวมไปถึงการลงทุนปรินต์มานั่งวาดตาม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นอาจารย์อีกท่านของเรา

ชายผู้มีการวาดรูปเป็นชีวิต มีปากกาเป็นอวัยวะที่ 33 และยังกลัวฝันร้ายว่าจะวาดรูปไม่ได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี อยู่กับเราในคอลัมน์ Studio Visit แล้ว

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดบนพื้นทราย

เราต่อสายไปคุยกับเขาถึงนครพนม เมืองที่เขาสนใจและขลุกตัวอยู่ในช่วงปีหลัง ๆ เขาว่านครพนมเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในแง่วัฒนธรรม เชื้อชาติที่หลากหลาย และประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขง จนถึงตอนนี้ เมืองมนต์วาดมุมต่าง ๆ ของนครพนมจนใกล้จะรวมเล่มเป็น ‘ออนซอนสะออนนครพนม’ ได้แล้ว

เมืองมนต์ เคหารมย์ หรือ อ๊อด จบจากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ภาควิชาสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพผู้ช่วยสถาปนิกและสถาปนิก ก่อนออกจากบริษัทมาเป็นศิลปินอิสระไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้ชีวิตด้วยการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ราวคาบปากกามาเกิด

“ตอนนี้หายจากเป็นสถาปนิกแล้วครับ แต่ยังหายไม่ขาด มีรับงานบ้าง ยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่” เมืองมนต์ระเบิดหัวเราะขณะตอบคำถามเรื่องอาชีพ

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

เมืองมนต์ไม่ใช่คนนครพนมอย่างที่เราเข้าใจตอนแรก เมื่อเขานัดช่างภาพของเราที่หอนาฬิกาอนุสรณ์เวียดนาม จ.นครพนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนอุบลราชธานี ก่อนจะย้ายตามพ่อแม่มาหาชีวิตที่ดีขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนอายุได้ 2 ขวบ โดยที่แม่มาขายส้มตำ พ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสิบปี เขาก็ย้ายกลับไปอยู่อีสาน คราวนี้ไม่ใช่อุบลฯ แต่เป็นกาฬสินธุ์บ้านภรรยา

“ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอม นั่งรถไฟกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีอะไรทำ ใต้ถุนบ้านมีดินทรายละเอียด ๆ เราก็เอานิ้วไปวาด” เขาเล่าอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นไม่มีตำรา เราก็เอาสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นครูผู้สอน อยากวาดใบไม้ก็หยิบใบไม้มาวาด เจอวงกลม เจอสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ก็วาดไปเรื่อย ๆ จนประกอบเป็นรูปร่างต่าง ๆ”

จุดหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเขาคือการได้พบ ‘อาจารย์สมชาย’ อาจารย์ศิลปะชั้นมัธยมต้นที่เขาชื่นชมว่า ‘เก่งมาก’ และขลุกตัวอยู่กับอาจารย์ตลอด แม้เพื่อน ๆ จะรวมตัวเตะฟุตบอลกันอยู่ อาจารย์สเก็ตช์ เด็กชายเมืองมนต์ก็เสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยเหลาดินสอให้บ้าง อาจารย์ก็ใจดีช่วยแนะนำวิธีการวาดภาพให้เด็กชายลองขีดตาม จนกระทั่งได้เป็นครูผู้ช่วยตั้งแต่วัยมัธยมต้น

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

แปลว่าอาจารย์เพิ่งมาเริ่มวาดแนวสถาปัตย์ตอนที่ต่อเฉพาะทางเหรอ?

“ใช่ครับ ผมไปเจอเทคนิคการวาดรูปแบบ Isometric แล้วก็ Perspective การจะสร้างภาพภูมิทัศน์ วาดภาพเมือง หลักวิชานี้อธิบายได้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนสถาปัตย์และได้เปิดโลกทัศน์อะไรบางอย่าง” เขาพูดเสียงจริงจัง 

“ผมชอบวิชาพวกนี้มาก เพราะมันทำให้วาดรูปสถานที่ต่าง ๆ ได้มีสัดส่วน มีสเกล มีความชัดลึกของสภาพแวดล้อม มันตอบโจทย์ผมหมดเลยจริง ๆ”

ถ้านี่เป็นการ์ตูนโชเน็น นี่ก็คงเป็นฉากที่พระเอกค้นพบพลังของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรยิ่งใหญ่อีกมากมายในอนาคต

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดไร้ดินสอ

อาจารย์ชอบวาดรูปมากกว่าออกแบบรึเปล่า?

“ใช่” อาจารย์เมืองมนต์ตอบรวดเร็ว “ชอบเพราะว่าผมมีอิสระ จะวาดอะไรก็ได้ มันเรื่องของผม ผมคิดว่างานศิลปะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองได้มากที่สุด ไม่มีใครบังคับเราได้ และถ้ามีคนชอบก็ดีใจ

เอกลักษณ์ของเมืองมนต์ คือการใช้ปากกาวาดสด ๆ ไม่มีการร่างด้วยดินสอก่อน แต่ถึงอย่างนั้นสัดส่วนต่าง ๆ ก็ออกมาถูกต้องไม่ขัดตา

“แล้วทำไมคุณถึงใช้ดินสอก่อน” อาจารย์ถามกลับแทนการตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ใช่ดินสอ

กลัวไม่เป๊ะ – เราตอบ

“งานศิลปะมันมีอะไรเป๊ะ” เมืองมนต์หัวเราะเสียงดัง

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

“ผมใช้ปากกาวาดเพราะไม่กลัวที่จะผิด ผมไม่ชอบความเป๊ะ มนุษย์เป็นอะไรที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว สองมือคุณยังขนาดไม่เท่ากันเลย ตาก็ยังเอียงข้าง มือก็มีถนัดซ้ายถนัดขวา เราไม่สามารถทำอะไรสมบูรณ์แบบได้”

พูดไปก็เหมือนจะง่าย จริง ๆ แล้วเขาเองก็เคยเป๊ะมาก่อนเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่ง เมื่อเขาหลุดจากความเป๊ะที่เคร่งเครียดนั้นมาแล้ว อาวุธของเขาก็เหลือแค่ปากกาด้ามเดียวกับกระดาษ และเขาก็ชื่นชอบร่องรอยเส้นร่างด้วยปากกาที่ปรากฏให้เห็นเสียด้วย “จะได้รู้ที่มาที่ไปของงาน” เขาว่า

เมืองมนต์วาดไปทั่วเมือง บางทีก็เป็นวัดวาอารามที่มีดีเทลเยอะ ๆ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางทีก็เป็นสถาปัตยกรรมอื่น ๆ บ้านเรือนบ้าง อาคารเก่าบ้าง โรงเรียนบ้าง แล้วแต่ว่าสายตาจะเห็นความงามของ Perspective ที่ไหน และจะประทับใจกับแสงเงาจากพระอาทิตย์เมื่อไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้เลือกล่วงหน้านักว่าจะวาดอะไร

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

สำหรับสถานที่วาดภาพ เขาบอกว่าหากตรงนั้นนั่งวาดได้สะดวก ๆ คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป สภาพดินฟ้าอากาศเป็นใจ เขาก็นั่งวาดที่นั่นได้เลย (เรียกว่า On Location) แต่หากไม่สะดวกอย่างนั้น ก็อาจจะเก็บภาพมานั่งวาดที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้

“ผมเป็นคนที่ไม่ทรมานตัวเอง และแทบจะไม่ยืนวาดเลย การวาดภาพควรจะมีความสุข ดูรูปแล้วเจ๋งแต่ร่างกายไม่ไหวก็ไม่ดี” เขาเผย “ถ้าไปยืนพิงกำแพงวาดร้อน ๆ เหงื่อแตก แล้วเส้นออกมาไม่เป็นตัวเรา ยอมถ่ายภาพไว้แล้วเดินไปหาร้านกาแฟนั่ง สั่งกาแฟ สั่งเค้กสักชุดดีกว่า ภาพจะได้ดีขึ้น”

หากไปส่องเฟซบุ๊กเมืองมนต์ จะเห็นว่าบางรูปอาจารย์ก็วาดคร่าว ๆ เหมือนเป็นการสเก็ตช์ไว ๆ แต่บางรูปก็มีเส้นสายละเอียดลออมาก ๆ ตรงนี้อาจารย์บอกว่า “แล้วแต่ความอยากมัน” หากรู้สึกว่าอยากใช้วิชา อยากอยู่กับภาพไหนนาน ๆ อาจารย์ก็จะใช้สมาธิฝนเส้นละเอียด ๆ คม ๆ นับพันเส้น จนออกมาเป็นภาพที่มีความชัดลึก

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความเป็นอีสานส่งผลอะไรต่อความชอบด้านสถาปัตยกรรมหรือการวาดรูปของอาจารย์ไหม?

“ส่งผลนะ เรารักถิ่นฐาน รักความเป็นชาวอีสาน และภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ก่อนจะรู้เรื่องรู้ราวที่เป็นบ้านเพิงไม้ของชาวไทดำ” เขาตอบ “คนอีสานมีเชื้อสายที่แตกแขนงลงไปเป็นลาวซ่ง ภูไท ลาวพวน ลักษณะบ้านก็แตกต่างกัน ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเลยชอบครับ

“ผมทำอาชีพสถาปนิก อยู่กับบ้านก่ออิฐถือปูน ผ่านกระบวนการสวย ๆ งาม ๆ มานาน ก็เกิดความเบื่อ ผมชอบเส้นสายที่ชาวบ้านเขาออกแบบ มีไม้ทับเกล็ด ไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงจาก นี่แหละคือครูที่ดีในการสอนผมวาดลายเส้น”

นักวาดแผนที่

หลักจากชวนคุยเรื่องการวาดเส้นไปได้สักพัก เราก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการวาด ‘แผนที่เมือง’ บนกระดาษเยื่อไผ่ของเมืองมนต์ จนถึงตอนนี้เขาวาดมา 7 สถานที่ 8 แผ่น ได้แก่ แผนที่กรุงเทพฯ กรุงศรีอยุธยา (2 ภาพ) เชียงใหม่ เพชรบุรี หลวงพระบาง นครศรีธรรมราช นครพนม โดยมีนครปฐมและเวียงจันทน์กำลังต่อคิว

“เราวาดเพราะไม่เคยวาด” เมืองมนต์เล่าอย่างอารมณ์ดี “เราเป็นศิลปินก็ต้องสร้างงานใหม่ ๆ ออกมานำเสนอคนอื่น พอทำงานเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนสไตล์การทำงาน ใช้วิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองลองวาดบ้าน วาดนู่นนี่นั่นเข้าไป จนเกิดมาเป็นงานแผนที่

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมอยากอยู่กับลายเส้นนาน ๆ ก็เลยอยากทำแผนที่” เขาเสริม

สำหรับเมืองมนต์แล้ว การทำแผนที่ให้ดี ไม่ใช่แค่การเปิด Google Maps มาวาด หากเขาใช้วิธีเดียวกับตอนฝึกวาดรูปสมัยมัธยมต้น ก็คือการเอาตัวลงไป ‘ขลุก’ ลงไป ‘คลุกคลี’ กับสิ่งที่ต้องการศึกษา อย่างหลวงพระบาง กว่าจะวาดจนเสร็จ เขาก็เทียวไปเทียวมา 5 – 6 ครั้ง สร้างความผูกพัน วาดมุมนั้นมุมนี้ของเมืองจนรวมได้เป็นหนังสือ ‘The Spirit of Lungprabang ดินแดนแห่งบรรพชน’ แล้วค่อยออกมาเป็นแผนที่หลวงพระบางจริง ๆ

ส่วนแผนที่กรุงศรีอยุธยาที่เขาตั้งชื่อเล่นให้ตามละครที่ติดว่า ‘ออเจ้า’ เขาใช้วิธีศึกษาแผนที่โบราณ รีเสิร์ชสถานที่สำคัญ ๆ และเดินทางไปดู ไปวาดรูป ถ่ายรูปอยุธยาจนพรุน เช้านั่งรถไฟไป เย็นนั่งรถไฟกลับ วันรุ่งขึ้นก็ไปใหม่ แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่โครงเดิมก็ยังอยู่

“นอกนั้นก็ยอมรับว่ามโนเอานะ” นักวาดพูด “ภาพวาดทุกภาพเกิดจากการมโนเยอะเลยนะ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้เป๊ะ เมื่อไหร่ที่คุณคิดอยากวาดภาพให้เหมือน มันก็ไม่เหมือนแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณวาดตามสไตล์ตัวเองนั่นแหละ มันจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“เราขายจินตนาการของเรา เหมือนกับคนแต่งเพลงที่รักที่สื่อสารความรักออกมา แต่เราสื่อสารด้วยภาษาของศิลปะ เพราะศิลปะเป็นการสื่อสารแรก ๆ ของมนุษย์

แผนที่กรุงเทพฯ
แผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดเพื่อชีวิต

ผมวาดรูปของผมไปเรื่อย จนกระทั่งคนจำลายมือลายเส้นเราได้ จำสไตล์งานเราได้ การได้สไตล์งานเนี่ยมันมากกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ” การหาสไตล์ไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าจะกลายเป็นภาพจำ ‘สไตล์อาจารย์เมืองมนต์’ ของคนหัดวาดหลาย ๆ คน อาจารย์เองก็ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี

ในทางกลับกัน เมืองมนต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเจ้าของสไตล์การวาดแบบนี้แต่อย่างใด แต่เขาชื่นชอบงานของนักเดินทางชาวอังกฤษ-ชาวฝรั่งเศสสมัยก่อน และนำมาตีความใหม่เป็นเส้นสายของตัวเอง ซึ่งหากใครจะหัดวาดแบบที่เขาวาดบ้าง เขาก็ยินดีมาก

“ทุกวันนี้ผมวาดรูปเพื่อเติมเชื้อไฟ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตก็จะหาลายเส้นของตัวเองได้ เราก็ไม่อยากจะทิ้ง ผมจะวาดไปจนกว่าจะไม่มีแรง โลกนี้ยังมีอะไรเป็นพันเป็นหมื่นที่ผมยังไม่ได้วาด มัน Never die เลย” เมืองมนต์เล่าด้วยน้ำเสียงที่มีพลังแรงกล้า ทำเอาเราที่ตั้งใจจะถามต่อว่าเขาจะทำยังไงหากรู้สึกหมดไฟพับเก็บคำถามนั้นไป

ที่สำคัญอีกอย่าง ด้วยบทบาท ‘อาจารย์’ เมืองมนต์ได้ส่งต่อความรู้และทักษะการวาดรูปไปให้คนมากมาย ทั้งไลฟ์สอนวาดในเฟซบุ๊ก เปิดคอร์สเรียนโดยมีเด็ก 4 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งอ่อนวัยที่สุด และมีคุณลุงอายุ 90 เป็นลูกศิษย์ที่สูงวัยที่สุด

“ยอมรับเลยว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของผม ผมมีกินมีใช้เพราะวาดรูป มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่างก็เกิดจากการวาดรูป ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวาดรูปไม่เป็น เราจะต้องทำอะไรวะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยละมั้ง” 

เขาบอกว่าการวาดรูปนั้นต่อยอดไปได้มากมาย รูปวาดเป็นตั้งทั้งหมดก็เป็นลิขสิทธิ์ของเขา อยากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ยังทำได้ หากเด็ก ๆ คนไหนอยากเรียนศิลปะแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะกลัวชีวิตจะไม่มั่นคง ก็สืบค้นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคตไปนำเสนอให้ผู้ปกครองฟังก่อนได้

“คนที่กำลังฝึกวาดรูปอยู่ อ่านเสร็จแล้วก็ไปวาดนะ” ชายผู้กลัวฝันร้ายหัวเราะอีกครั้ง “วาดรูปให้มันเสร็จ แล้วจะดีต่อตัวคุณเอง นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ไม่มีคำคมหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น”

ภาพ : เมืองมนต์ เคหารมย์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

ช่างภาพอาชีพ สารคดีท่องเที่ยว อีเวนท์ และ เวดดิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load