ณ ซอยเล็กๆ อันเงียบสงบในย่านเมงุโระอันเรียบเก๋

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคตั้งเด่นอยู่อย่างสง่างาม ท่ามกลางอาคารซึ่งดูเป็นย่านที่อยู่อาศัยสไตล์ญี่ปุ่น กำแพงหิน ประตู กรอบหน้าต่างและกระจกสีต่างๆ ทำให้ดูละม้ายคล้ายปราสาทในยุโรป แม้ตัวบ้านจะสะท้อนให้เห็นค่านิยมทางความงามแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ แต่ผู้อยู่อาศัยสามารถแสวงหาความรื่นรมย์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ได้ตลอดปี เพราะที่นี่มีความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติให้ตั้งตารอคอยทุกฤดู ต้นซากุระที่หน้าบ้านช่วยเติมความอ่อนหวานให้กับบ้านที่ดูเข้มแข็ง ส่วนต้นเมเปิ้ลที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตามอากาศที่เย็นขึ้นทีละนิดช่วยเตือนให้เรารู้การไหลผ่านของเวลาที่จวนจะครบปีแล้วอีกครั้ง นอกจากนี้ แม้หินอ่อนภายในบ้านจะมาจากอิตาลี แต่หินในสวนและกำแพงบ้านเป็นของ Made in Japan ส่งตรงมาจากภูเขาไฟฟูจิในสมัยที่ยังทำสัมปทานหินได้อยู่

ตัวบ้านและบรรยากาศแบบ East meets West ที่กลมกลืนกันอย่างกลมกล่อมนี้อาจจะจืดจางไปทันที เมื่อได้พบกับงานศิลปะเลอค่าที่ประเมินราคาไม่ได้จากยุโรป จีน ญี่ปุ่น และไทย หลายสิบชิ้นภายในบ้านสองชั้นอายุ 85 ปีและพื้นที่ประมาณ 5 ไร่นี้ งานชิ้นเดียวภายในบ้านที่เคยมีคนประเมินราคาคือ รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานชื่อดังของศิลปินชาวญี่ปุ่น ซึ่งภาพนี้มีมูลค่าถึง 100 ล้านเยน โดยที่รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้มาในราคาเพียง 1 ล้านเยนเท่านั้นแบบ fully furnished

รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

อีกทั้งยังมีความบังเอิญที่น่าประทับใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย บ้านหลังนี้เคยทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับจีนมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เราได้เห็นรูปปั้นสิงโตหมอบในสวนญี่ปุ่นและลายดอกซากุระในเครื่องชามจีน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

เกริ่นได้เพียงเท่านี้ ใครจะเล่าเรื่องราวความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทำเนียบท่านทูตไทยได้ดีไปกว่าผู้ที่อยู่อาศัยจริง

ยามบ่ายแก่ๆ ของวันที่ฟ้าใสและใบโมมิจิกำลังขับสีส้มสลับเหลืองต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างสดสวย ประตูบานใหญ่อันแน่นหนาถูกเปิดออกโชว์ความโอ่อ่าของสถานที่ รอยยิ้มอันอบอุ่่นและการต้อนรับอย่างเป็นกันเองของท่านเอกอัครราชทูต บรรสาน บุนนาค และ คุณยุพดี บุนนาค ภริยา ช่วยลดทอนความเกร็งของเราที่กำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางงานศิลปะชิ้นน้อยใหญ่อายุนับร้อยปีที่วางอยู่ในทุกมุมบ้าน

เรื่องราวในบ้าน

พื้นที่ชั้นหนึ่ง เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ ทักทายกันที่ห้องนี้ก่อน แล้วค่อยย้ายไปคุยกันอีกห้อง” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

จุดที่ท่านทูตกล่าวถึงคือ ห้อง Grand Room ซึ่งอยู่ถัดมาจากประตูทางเข้า ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส มีโซฟาชวนนั่งและแกรนด์เปียโนตั้งสง่ารับกับภาพวาดชื่อดัง เปียโนอาจจะไม่เลิศหรูนัก แต่ถือเป็นของพิเศษในยุคนั้น คนที่รู้เรื่องเปียโนเชื่อว่า เจ้าของบ้านมีเปียโนอยู่ก่อนแล้ว และตั้งใจสร้างแชมเบอร์ตรงนี้ขึ้นมาทำเป็นเวทีการแสดงโดยเฉพาะ โดยคำนวนแล้วว่าความสูงจากพื้นถึงเพดาน 9 เมตร จะทำให้เสียง octave ขึ้นไปถึงเพดานแล้วลงมาถึงผู้ฟังพอดี

ห้องต่างๆ ของชั้นหนึ่ง ส่วนมากทำหน้าที่รับแขกเป็นหลัก แต่มีธีมในการตกแต่งแตกต่างกันไป บางห้องเหมาะสำหรับนั่งคุยงาน บางห้องเหมาะสำหรับการนั่งจิบชารับแขกเบาๆ ยามบ่าย เพราะเห็นวิวสวนสวยด้านหลัง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“ทำเนียบเป็นเครื่องมือทางการทูตชั้นดีในการแสดงความเป็นไทยและความภาคภูมิใจ ใครเข้ามาจะรู้สึกเลยว่าประเทศไทยเราไม่กระจอก เพราะมีความสง่างามของชาติไทย เป็นสิ่งที่ทำให้เราประกาศศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่

criteria ในการเลือกบ้านเป็นทำเนียบคือ ถ้าสร้างเองได้ต้องสร้างเอง ใส่ความเป็นไทย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ก็ต้องเลือกซื้อที่ที่สง่าเหมาะสมฐานะ จุดประสงค์หลักของบ้านคือ ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อเข้าสู่ประเทศไทย อย่างบ้านหลังนี้ก็ซื้อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ปี 1943 โดยท่านทูตดิเรก ชัยนาม” ท่านทูตอธิบายความเป็นมา

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ส่วนเจ้าของดั้งเดิมผู้สั่งสร้างบ้านหลังนี้คือ คิชิเอะมง ฮะมะงุชิ ซึ่งตระกูลฮะมะงุชิแห่งจังหวัดวะคะยะมะนับเป็นตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่ง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ผู้สืบทอดธุรกิจโชยุของครอบครัว และโด่งดังในฐานะนักสะสมงานศิลปะตัวยงในยุคนั้น แม้บ้านจะมีความยุโรปในทุกตารางเมตร แต่สถาปนิกผู้ออกแบบคือ จุงเคน วะดะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นแท้ๆ บริษัทที่ีรับก่อสร้างและตกแต่งภายในคือ ชิมิซึ ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นเช่นกัน

“เมื่อเราดูรายละเอียด จะเห็นความตั้งใจของคนสร้างมากๆ” มาดามอธิบายพลางชี้ให้ชมจุดที่น่าสนใจต่างๆ อย่างกระจกสี ซุ้มโค้งไม้แกะสลัก ที่อวดความวิจิตรอยู่เงียบๆ ด้านบน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ตอนพี่ย้ายเข้ามาอยู่ พี่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทำให้เราอยากปรับปรุงสถานที่ให้ดีสมฐานะประเทศไทยและความตั้งใจของเจ้าของเดิมที่เขาปลูกไว้ดีมาก มองไปทางไหนก็สวย ซึ่งเป็นหน้าที่ของทูตทุกคนที่ต้องดูแลสถานที่ให้ดี ให้สง่างามที่สุด ใครเข้ามาก็รู้สึกถึงความเป็นไทย” ท่านทูตเสริม

ความเป็นไทยในที่นี้ไม่ต้องสื่อผ่านศิลปะแบบไทยๆ อย่างเดียวก็ได้ แต่ใช้ความหลากหลายของงานศิลป์ที่ปะปนกันอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่แน่นอนว่าหัวโขน ชฎา รูปไทยๆ ก็มีครบหมดนะ ลองดูดีๆ (หัวเราะ)

โดยหลักการ เราพยายามจะอนุรักษ์ของเดิมคงไว้ให้มากที่สุด แต่ถ้ามันไม่ดีแล้ว ก็ต้องปรับปรุง เช่น ตอนประจำอยู่โปแลนด์ ทำเนียบเป็นบ้านที่เช่าตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ซึ่งถือว่าดีที่สุดในยุคนั้น พอเราไปอยู่ทีหลัง เจอที่ดีกว่า สะดวกกว่า เราก็ย้าย ส่วนบ้านหลังนี้คือ ถ้าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ก็อย่าทำ (หัวเราะ) พี่ว่าที่นี่เป็นสถานทูตที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยล่ะ”

เรื่องเล่านอกบ้าน

ก่อนแดดจะหมด เจ้าบ้านทั้งสองท่านชวนเราออกไปชมสวนพร้อมชี้มุมถ่ายรูปสวยๆ ให้ทีมงานอย่างเชี่ยวชาญ

ระเบียงบ้านยื่นออกไปสู่สวนญี่ปุ่นซึ่งได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว

ท่านทูตบอกว่าคงรูปแบบดั้งเดิมของสวนนี้เอาไว้ทั้งหมด เพราะเขาคิดมาดีแล้วทั้งในแง่สีสันและพันธุ์ไม้ รวมไปถึงเสียงน้ำไหลที่กระทบเกาะแก่งต่างๆ เมื่อเรามาอยู่ จึงมีหน้าที่ทำให้สมบูรณ์ขึ้น ประจวบเหมาะกับที่มาดามเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ชอบดูแลบ้านอยู่แล้ว จึงเข้ามาช่วยดูเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ปรับระบบหมุนเวียนน้ำของน้ำพุ และการเดินสายไฟใต้ดินเพื่อการเปิดไฟตกแต่งสวนเวลามีงานเลี้ยงยามค่ำคืน โดยลงรายละเอียดไปถึงทิศทางของไฟ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
ใบไม้เปลี่ยนสี

จุดที่เราประทับใจเป็นพิเศษยิ่งกว่าสีแดงของใบไม้ที่ย้อมสวนไปกว่าครึ่ง คือก้อนหินที่ดูธรรมดาๆ บนพื้นหญ้าซึ่งที่จริงแล้วเป็นหินที่มีชาติกำเนิดไฮโซจากภูเขาไฟฟูจิและการชมเต่าซึ่งไม่ใช่เต่าต้วมเตี้ยมทั่วไป

คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้าในสวนมีเต่าพ่อแม่ลูก 3 ตัวจะโชคดี เป็นมงคลแก่บ้าน ซึ่งพระราชเลขาธิการเคยเล่าและชี้ให้พี่ดูในสวนพระราชวังอิมพีเรียล เต่าในที่นี้คือพุ่มไม้รูปทรงคล้ายเต่า พี่ก็มาค้นพบเต่าในสวนพี่เองด้วย ถือเป็นเรื่องน่ายินดี” ท่านทูตชี้ให้เราดูเต่าด้วยความใจดี

ใบไม้เปลี่ยนสี

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดมาแล้วเหล่านี้ สมเป็นการชมสวนสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

อาร์ตมิวเซียมในบ้าน

บอกเลยงานแต่ละชิ้นในบ้านหลังนี้ไม่ธรรมดาทั้งนั้น ทางพิพิธภัณฑ์มักติดต่อขอหยิบยืมชิ้นงานไปจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ มาดามบอกว่า แม้จะอยู่ในสภาพดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นของเก่าอายุเกือบร้อยปี แต่ของพวกนี้น่าจะเป็นของชุดเดิมตั้งแต่สมัยเจ้าหญิงยังอาศัยอยู่ เพราะมีหลักฐานคือเฟอร์นิเจอร์และของประดับต่างๆ เหมือนในรูปถ่ายเก่าๆ เป๊ะ

เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

งานศิลปะในบ้านนี้แบ่งคร่าวๆ เป็น 3 ประเภท คืองานยุโรป งานจีน งานญีี่ปุ่น

เริ่มต้นที่งานยุโรป

ห้อง Louis Dynasty Room หนึ่งในห้องรับแขกชั้นหนึ่งที่โด่งดังและโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์หลุยส์ เพดานแกะสลักลวดลายเป็นรูปเทพธิดาอย่างวิจิตรรับกับแชนเดอเลียร์อันอ่อนช้อย ชุดเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนตัดกับสีทองที่แสดงถึงความหรูหราแบบไม่ประเจิดประเจ้อ ส่วนห้อง dining ที่อยู่ติดกัน มีเตาผิงที่ทำจากหินอ่อนสีแดงจากอิตาลีซึ่งมีอยู่แค่ 2 ที่ในญี่ปุ่นเท่านั้น คือที่นี่และพระราชวังอะคะสะกะ ภาพวาดเหนือเตาผิงก็เป็นผลงานชื่อดังเช่นกัน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

แต่ภาพวาดที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้รูปกลุ่มชายขี้เมากำลังแบกไหเหล้าที่ชั้นสอง ซึ่งคุณฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ไปเจอที่ห้องใต้ดินท่านทูตอิตาลีในสมัยนั้นและถูกใจจนขอซื้อต่อมาประดับบ้าน ความสนุกของผลงานชิ้นนี้อยู่ที่ความขี้เล่นของศิลปิน ปลายเท้าของคนเมาจะหันตามมาที่เราเสมอไม่ว่าจะเดินไปทางไหน

รูปวาด

นอกจากนี้ยังมีเสาบรอนซ์แกะสลักที่เชิงบันไดในห้อง Grand Room ซึ่งเป็นผลงานของทะเคะโอะ อุนโนะ ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นสมัยนั้น และงานประติมากรรมอื่นๆ ตามราวบันได เช่น รูปปั้นนกอินทรีที่คาดว่าเคยถูกนำไปจัดแสดงในงาน Expo ที่อเมริกาด้วย

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ต่อกันด้วยงานจีน

สาเหตุที่บ้านหลังนี้มีงานศิลปะจากจีนเยอะเป็นพิเศษ ทั้งชุดรับแขกประดับมุกเก่าแก่ ไหจีน ปีเซียะหรือสิงโตหมอบบริเวณระเบียงสวนที่ทำจากเซรามิกซึ่งใช้ดินจากเทือกเขาแมนจูในกรุงปักกิ่ง เป็นเพราะว่าเจ้าหญิงฮิโระ หลานสาวของคุณฮะมะงุชิรุุ่นที่ 10 แต่งงานกับเจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ด้วยเหตุผลทางการเมือง การดูตัวและงานหมั้นถูกจัดขึ้นที่นี่ ของหมั้นต่างๆ จึงถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์

เจ้าหญิงฮิโระ เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สำหรับพระเอกของงานญี่ปุ่นต้องยกให้ภาพวาดสีน้ำมันรูปลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานของคันจิ มะเอะดะ ซึ่งประดับอยู่ด้านหลังเปียโนในห้องโถง คันจิเป็นจิตรกรเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพพอร์เทรต และเพิ่งเริ่มวาดรูปวิวทิวทัศน์ในช่วงหลัง หลังจากภาพนี้ชนะเลิศการประกวดประจำปีของญี่ปุ่นในปี 1929 เขาก็เสียชีวิตลงในปีถัดไป ทำให้ภาพนี้ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นไปอีก

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

นอกจากนี้ ในบ้านยังเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับงานศิลปะภายในบ้าน หรือภาพรวมผลงานของศิลปินท่านนั้นๆ บางเล่มหาซื้อไม่ได้แล้ว ถือเป็นบ้านที่เก็บรักษาความรู้ควบคู่กันไปด้วย

แม้จะเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยเป็นระยะ แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติที่ต้องผลัดกันดูแล

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

สิ่งที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมอาร์ตมิวเซียมย่อมๆ คือความสงสัยว่า ทำไมท่านฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ถึงตัดสินใจขายบ้าน ทั้งๆ ที่เป็นมหาเศรษฐีมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะดูแลบ้านและงานศิลปะต่างๆ ได้เองอยู่แล้ว แถมยังขายให้ชาวต่างชาติด้วย

“พี่เชื่อว่าที่เจ้าของบ้านตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ให้เรา เพราะเขารักบ้านเขามาก” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

“นี่เป็นข้อสันนิษฐานนะ เพราะไม่ได้มีเอกสารบันทึกเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงคราม เขามั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมาเวนคืนของในบ้านเพื่อเอาไปทำอาวุธ เพราะบ้านนี้มีเหล็ก ทองแดง ต่างๆ เยอะแยะที่จะนำไปหลอมเป็นอาวุธ กระสุน เรือรบ รถถัง ได้หมด เขาก็คงคิดว่าขายให้รัฐบาลต่างประเทศ ให้ประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน น่าจะช่วยรักษาบ้านเขาได้ดี สมัยนั้นมีคอนเนกชันและอยู่ในวงสังคมเดียวกันอยู่แล้ว ทางเขาก็อาจจะได้ยินว่าไทยกำลังมองหาสถานทูต ประจวบเหมาะกับความต้องการขายพอดี หลังจากขายบ้านได้ไม่นาน เจ้าของบ้านก็เสียชีวิต คงเริ่มป่วยมาสักระยะแล้ว ดูแลบ้านไม่ไหวด้วย เลยตัดใจขายดีกว่า”

แม้กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะขายขาดให้ประเทศไทยมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างท่านทูตไทยและตระกูลฮะมะงุชิรุ่นต่อๆ มายังแน่นแฟ้นเหมือนอดีต ลูกหลานในตระกูลยังแวะเวียนมาเยี่ยมบ้านเสมอ ท่านทูตและมาดามเล่าให้ฟังว่า อย่างน้อยๆ จะได้มานั่งทานข้าวด้วยกันปีละครั้ง พูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมา เรื่องราว ภายในบ้าน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

พี่รู้สึกว่าเราดูแลบ้านเขาดี ลูกหลานเค้าก็ appreciate จริงๆ แล้วมันเป็นสมบัติร่วมกันของไทยกับญี่ปุ่น ถึงจะเป็นของประเทศไทยแต่ก็อยู่ในญี่ปุ่น ครอบครัวเขาก็มีความผูกพันกับบ้านจึงมาเยี่ยมบ้านเป็นระยะและขอบคุณที่เราดูแลไว้ให้ คนญี่ปุ่นเองยังบอกว่า ถ้าไม่ใช่ประเทศไทยดูแล น่าจะรักษาสภาพไว้ไม่ได้ครบขนาดนี้ เพราะค่าใช้จ่ายและภาษี” มาดามเล่า

พี่ก็เก็บเกี่ยวเกร็ดต่างๆ จากตรงนี้แหละ (หัวเราะ)” ท่านทูตเสริม

ดูจากความแม่นยำเรื่องข้อมูลที่เจ้าบ้านทั้งสองเล่าให้เราฟัง คาดว่าคงเคยเล่าเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ มาหลายครั้งแล้วแน่ๆ

มันก็ไม่เบื่อนะ เพราะเรื่องพวกนี้เป็น story to tell มันเป็นบทสนทนาที่ดี เพราะเป็นความภาคภูมิใจระหว่างคนญี่ปุ่นกับเราด้วย เป็นเหมือนสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ เพราะทุกคนใส่ใจดูแลรักษาอย่างดี”

งานบ้าน

แน่นอนว่า ไม่ได้หมายถึงงานปัดกวาดเช็ดถูทั่วไป

หน้าที่หลักของนักการทูตคือการสร้างและรักษาสายสัมพันธ์ ภายในทำเนียบจึงมีการจัดงานหลากหลายรูปแบบเชิญผู้คนมาใช้เวลาร่วมกัน นอกจากการเลี้ยงข้าว ยังมีงาน exhibition ต่างๆ เช่น งานจัดแสดงรูปภาพ งานจิบน้ำชา งานฉลองเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา รวมไปถึงงานพิธี เช่น การรับเครื่องราชย์ ด้วย

“อาจจะดูเหมือนเราปาร์ตี้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วงานเลี้ยงเป็นสิ่งที่ทำให้คนเจอกัน ได้มาพูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน เหมือนกับการที่ต้องเล่นกอล์ฟ ออกรอบครั้งหนึ่งใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมง ได้สร้างสัมพันธ์” ท่านทูตอธิบายที่มาที่ไป

มาดามเองก็พยายามไปงานต่างๆ ที่ภริยาท่านทูตประเทศอื่นจัดเช่นกัน

“อย่างวันนี้พี่ไปงานของประเทศเบลเยียม เลยได้เจอคนจากทางยุโรปหลายคน อะไรที่ไปได้เราก็ไป เห็นหน้ากันสักครั้งสองครั้งก็นับเราเป็นเพื่อนแล้ว ถ้าคบกันแต่ในอาเซียน วงสังคมก็จะแคบ มันเป็นหน้าที่ของเราด้วย

“งานของพี่อาจจะเป็นแทร็กหนึ่ง ส่วนมาดามเป็นแทร็กสองที่ช่วยเสริมให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง บางทีเราไปทางตรงไม่ได้ ก็ต้องอ้อมๆ ไปทางภรรยาหรือครอบครัวเขา” ท่านทูตเสริม ก่อนจะอธิบายต่อว่า

“ตัวอย่างตอนพี่ประจำอยู่พม่า เราจะเอาศิลปะไทยไปแสดง ทางพม่าบอกว่าเขาไม่มีอะไรจะมาประกบเราให้เท่าเทียม แต่พอเราคุยกับทางมาดาม ได้ไฟเขียว เราถึงได้โอกาสให้กรมศิลปากรนำทีมไปจัด

“เรียกว่าเป็นการจัดการอย่างละมุนละม่อม เป็นเทคนิค (หัวเราะ)” มาดามกล่าวสรุปให้อย่างอารมณ์ดี

มาดามบอกว่า หน้าที่สำคัญอีกอย่างของนักการทูตคือ การโปรโมตประเทศไทย

บ้านถือเป็นเครื่องมือทางการทูตอย่างยิ่ง ทั้งอาหารอร่อยและการจัดงานอย่างประณีต ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศไหนก็ต้องจัดงาน เพราะทั้งอาหาร รูปวาด ดอกไม้ คือการเผยแพร่ความเป็นไทยทั้งนั้น เราจัดงานเรื่อยๆ เรียกว่าใช้บ้านคุ้มมาก (หัวเราะ)”

ยกตัวอย่างงานดนตรีที่กำลังจะจัดเร็วๆ นี้ เป็นการเล่นดนตรีไทยเดิมโดยใช้เปียโนในห้อง Grand Room และจะเน้นเชิญคนญี่ปุ่นที่เคยอยู่ประเทศไทย เชิญชวนให้เขาใส่ผ้าไทย

“ท่านทูตมักพูดคำว่า ‘จับมือให้อุ่น’ ดังนั้น เราจะคีพคอนเนกชันกับคนกลุ่มนี้เอาไว้ เพราะเขาช่วยเราโปรโมตประเทศได้อย่างดี เขารักเมืองไทยอยู่แล้ว เวลาเราเชิญมาร่วมงาน ทุกคนก็จะแต่งชุดไทยด้วยความภูมิใจ ใส่ผ้าไทย ถือกระเป๋าผ้าไหมกันมา”

เราขอให้ท่านทูตช่วยขยายความเรื่องการจับมือให้อุ่น

มันไม่ใช่แค่หน้าที่ของนักการทูตนะ แต่เป็นหลักในการดำรงชีวิตด้วย ถ้าเราจะคบหาใคร ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน พ่อสอนไว้ว่าเรามีปลากินทั้งปี มีปลาตัวหนึ่งต้องแบ่งเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็เอาของมาแบ่งเรา การจับมือให้อุ่น คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายเอกชน ทุกมิติของสังคมเป็นหน้าที่ของทูตไทยที่จะต้อง reach out ไปถึงเขา”

พอจับมือจนอุ่น จิตใจก็อิ่มเอมด้วยมิตรไมตรีที่มีให้กัน

บ้านในบ้าน

คุยมาถึงตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานพอๆ กับความเป็นมิวเซียม ซึ่งมากกว่าความเป็นบ้าน

“เวลาที่ไม่ต้องรับแขกพวกพี่จะอยู่ชั้นสองกัน มันเป็นเหมือนอพาร์ตเมนต์ มีห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว ห้องพระ จบในชั้นเดียว ข้างล่างเอาไว้เอนเตอร์เทน” มาดามไขข้อข้องใจ

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

ท่านทูตเสริมต่อว่า “สรุปคือเหลืออยู่จริงๆ ไม่กี่ตารางเมตร (หัวเราะ) เวลาน้องๆ มาให้เซ็นแฟ้ม ก็จะใช้ห้องหนังสือชั้นหนึ่งรับน้องๆ แบบโก้ๆ หน่อย (หัวเราะ)”

ถึงงานศิลปะต่างๆ สวยก็จริง แต่ในพิพิธภันฑ์ศิลปะแห่งนี้ ความเป็นตัวเราอยู่ที่ไหนได้บ้าง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“จะว่าไปแล้ว มันก็มีความเป็นตัวพี่กับมาดามอยู่นะ เช่น มีของประดับบ้านที่เอามาจากโปแลนด์ ของในตู้ก็เป็นของที่เราสะสมมา ถือว่ามีความเป็นเราผสมอยู่ด้วย เมื่อพี่ย้ายออกไปแล้ว คนใหม่มา อาจจะมีภาคบังคับของบ้านอยู่ ปรับได้นิดหน่อย แต่โดยหลักการ มันต้องเป็นทำเนียบทูตไทยที่สง่างาม

อย่างรูปครอบครัว จะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านได้ทันที” มาดามทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
 

Writer

Avatar

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

Avatar

สุธิศา ปิตตะรงค์

นักเรียนปีสุดท้ายในประเทศญี่ปุ่น ชื่นชอบการถ่ายรูป และการเล่าเรื่องทุกรูปแบบ กำลังฝึกฝนการใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้มีความสุข และมีประสิทธิภาพ และใฝ่ฝันอยากมีนิทรรศการเป็นของตัวเองสักครั้ง

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เห็นตรามงกุฎ 3 ดวงใต้มงกุฎแดงอันใหญ่หน้าอาคารสูงย่านนานา เรามั่นใจแล้วว่ามาถึง Sveriges Ambassad หรือสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

หลังจากพาไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตเก่าแก่มานักต่อไป คอลัมน์ The Embassy ขอพามาชมสถานทูตร่วมสมัยสไตล์นอร์ดิกที่เพิ่งปรับปรุงใหม่มาเพียงปีเดียว พร้อมเข้าไปนั่งสนทนากับเอกอัครราชทูตสวีเดน ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล (Jon Åström Gröndahl) อย่างเต็มอิ่ม

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 8 แล้วไปทำความรู้จักสถานทูตสีเขียวที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทย และประเทศสแกนดิเนเวียนี้ได้โดยพลัน

สัมพันธ์สวีดิช-ไทย

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ในปี 1868 และในปี 1882 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก และปีถัดมาก็มีการตั้งสถานกงสุลในสวีเดน 

ต่อมาในปี 1888 สวีเดนก็เปิดสถานกงสุลในกรุงเทพฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนสวีเดนในปี 1897 ความสัมพันธ์ระหว่างแดนไกลเริ่มแนบชิดกันมากขึ้นผ่านนวัตกรรมในศตวรรษที่ 20 เช่น การติดตั้งระบบโทรศัพท์ของ Ericsson ในกรุงเทพฯ รถพยาบาลคันแรกของไทยขนส่งโดยบริษัทขนส่ง Scania 

ช่วงระหว่างปี 1931 – 1959 สวีเดนแต่งตั้งให้ทูตสวีเดนในญี่ปุ่นและเมืองจีนดูแลความสัมพันธ์กับเมืองไทยด้วย ในปี 1944 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 1954 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน ในที่สุดในปี 1959 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต โดยท่านทูต Tord Hagen เป็นเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยคนแรก และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 1963 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมาเมื่อปี 2002 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในปี 2009

ปัจจุบันคนไทยในสวีเดนมีจำนวนราว 3 หมื่นคน และไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวสวีเดนอย่างสม่ำเสมอ

สถานทูตสไตล์นอร์ดิก

ในช่วง 1960s สถานทูตสวีเดนอยู่ที่สาทรใต้ 1970s ย้ายมาที่สีลม ก่อนย้ายมาอยู่อาคาร One Pacific Place ชั้น 20 ราว ๆ 30 ปี และปี 2021 ค่อยย้ายลงมาครอบครองชั้น 8 ทั้งชั้นในอาคารเดิม โดยรวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจายในออฟฟิศ 3 แห่ง อยู่ในที่เดียว เช่น Migration, Consular Affairs, Development Cooperation, police liaison office และ military attaché ซึ่งลดทั้งการเดินทางและค่าใช้จ่ายของสถานทูต

ออฟฟิศของสถานทูตสวีเดนซอยพื้นที่อย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ดูคล้ายเขาวงกตสำหรับผู้มาใหม่ครั้งแรก แต่ก็ออกแบบอย่างลงตัว ใช้สีอ่อน ๆ แบบ Nordic Light ไม่ใช้สีมืด ๆ ตามความนิยมของประเทศนอร์ดิก โทนสีได้แรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ (archipelagos) สวีเดน ดูผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ไม่แน่นอึดอัด และแสงธรรมชาติเข้าถึง ทำให้ผู้คนได้ทั้งปฏิสัมพันธ์กัน และมีมุมสงบส่วนตัวให้นั่งทำงานเงียบ ๆ ได้ 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“ดีไซน์แบบสวีดิชเน้นความงามที่เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เน้นประโยชน์ใช้สอย และเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมายาวนาน นอกจากนี้กระบวนการยังต้องโปร่งใส เปิดเผยว่าวัสดุทำจากอะไร และมีกระบวนการผลิตอย่างไร” ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล อธิบายขณะพาชมสถานทูต

พื้นที่จำนวนมากเป็นออฟฟิศแบบ Open Space ห้องประชุมหลากหลายขนาดที่ตั้งชื่อตามเมืองต่าง ๆ ในสวีเดน และเมืองในอาเซียนที่สถานทูตมีเขตอาณาครอบคลุม เช่น ห้องหัวหิน ห้องเชียงใหม่ ห้องพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีห้องเล็ก ๆ จำนวนมากให้ใคร ๆ เดินหยิบคอมพิวเตอร์เข้ามานั่งทำงานได้อย่างอิสระ มีห้องนอนเล็กสำหรับพักผ่อน เวิ้งนั่งทำงาน และมุมให้นั่งคุยพบปะเป็นจุด ๆ แต่ละมุมตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลปะต่าง ๆ จากสวีเดน

“ห้องประชุมเราจะแปลงโฉมเป็นห้องขายของมือสองปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อนร่วมงานจะได้ขายของใช้ที่เคยรัก แล้วของเหล่านี้ก็จะได้เจอบ้านใหม่และไม่ต้องโยนทิ้งไป และเราก็เชื่อมั่นเรื่องการดูแลคนทำงาน ห้องนอนมีไว้สำหรับสตาฟฟ์ที่รู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างวัน ก็มานอนพักได้ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกในเมืองไทย สถานทูตอื่น ๆ อาจจะมีมุมกีฬาหรือสันทนาการสำหรับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรามีงบประมาณสำหรับกิจกรรมกีฬาและสันทนาการให้แต่ละคนเลือกตามความสนใจ เราตั้งใจโปรโมทเรื่อง work-life balance ว่าเป็นเรื่องจับต้องได้” 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องโปรดของท่านทูตยูน คือ ห้อง The Golden Triangle เป็นห้องนั่งรับประทานอาหารกลางวันและดื่มกาแฟ ที่ได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมทองคำ เพราะห้องนี้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและพื้นสีเหลือง ซึ่งครัวกลางเล็ก ๆ ในนี้มีระบบจัดการแยกขยะอย่างละเอียดจริงจัง 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เราอยากลด Environmental footprint ให้ได้มากที่สุด คุณอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2045” 

ชาวสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก จนได้รับรางวัลที่ 1 ของ The Green Embassy Award ในปี 2020 เป็นป้ายรูปมงกุฎสีเขียวจากกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดน 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เรามีชมรมสีเขียวที่ทำงานด้านความยั่งยืนกับสถานทูต เราคุยเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหา และกิจกรรมที่ทำให้ที่ทำงานเราดีต่อโลกมากที่สุด เช่น การวัดจำนวนกระดาษที่ใช้ในออฟฟิศ การสนับสนุนให้เดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้า โดยมีบัตรแรบบิทให้ยืมใช้ฟรี การใช้สถานที่ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมจัดกิจกรรม นอกจากนี้เรายังเชิญคนหรือหน่วยงานที่น่าสนใจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางสถานทูต และจัดทัศนศึกษาให้ไปเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตยั่งยืน” ท่านทูตเอ่ยอย่างภาคภูมิใจถึงความทุ่มเทของพนักงานสถานทูต จนได้มงกุฎสีเขียวมาครอบครอง

สุดท้าย เรามาหยุดอยู่ที่ห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของท่านทูต ห้องสีไม้เบิร์ชอ่อน ๆ ตกแต่งด้วยภาพวาด โคมไฟ พรม และของตกแต่งจากสวีเดน ที่เห็นว่าดูไม่โอ่โถงมากนัก เพราะท่านทูตคนก่อนหน้าตัดสินใจเลือกห้องนี้เป็นห้องทำงาน แล้วเปลี่ยนห้องใหญ่ข้าง ๆ เป็นห้องประชุมที่ใช้งานได้หลายคนแทน 

“ผมก็ไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่กว่านี้นะ ห้องนี้เพียงพอสำหรับรับรองคนราว ๆ 6-7 คน ถ้ามีแขกมากกว่านี้ก็ย้ายไปใช้ห้องประชุมแทน นี่เป็นห้องทำงานขนาด lagom ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป”

สิ่งสะดุดตาคือหมอนลายช้าง ซึ่งเราเอ่ยปากตั้งแต่แรกเห็นว่าน่าจะเป็นของไทยแน่ ๆ แต่ท่านทูตยูนเฉลยว่ามาจากแบรนด์สวีเดนเก่าแก่อายุเกือบร้อยปีชื่อ Svenskt Tenn และลาย Elefantmönster นี้ก็เป็นลายไอคอนิกที่ออกแบบในยุคสามศูนย์ วางเคียงคู่ผ้าห่มฝ้ายทอมือนุ่ม ๆ สีขาวลายลูกแก้ว ซึ่งท่านทูตซื้อมาใช้ห่มเวลาแอร์ในห้องชักจะหนาวเกินไป โดยบอกว่าสวยมากและอุ่นมาก 

คุยกับทูต

ได้เวลาที่รอคอย ท่านทูตยูนนั่งลงบนโซฟา พร้อมสนทนาแบบเต็ม ๆ ในห้องทำงานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถึงความเป็นสวีดิชที่คนไทยควรรู้จัก ตั้งแต่อารมณ์ขันแบบนอร์ดิก ชื่อแบรนด์ IKEA อ่านว่าอะไร คอนเซปต์ของ LAGOM ไปจนถึงสวัสดิการสุดเจ๋ง และแนวคิดการพัฒนาประเทศแบบสวีเดน

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องทำงานนี้น่ารักอบอุ่นมาก ท่านทูตได้ตกแต่งห้องนี้เพิ่มเติมด้วยรึเปล่า

ไม่ครับ ที่นี่เราไม่นิยมตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงห้องทำงานตามรสนิยมส่วนตัวมากจนเกินไป เพื่อเคารพไอเดียเบื้องต้นของการออกแบบของสถาปนิก ผมแค่ติดรูปภาพเล็กน้อย และวางธงของ 4 ประเทศที่ดูแล นอกจากไทยแล้วก็ยังมีลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ 

ผมได้ไปลาวและกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้เมียนมาด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ คนเมียนมาน่าเห็นใจมาก เรามีออฟฟิศที่ย่างกุ้งซึ่งมีพนักงาน 11 คน พวกเขาทำงานได้ยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่บีบคั้น มีคนสวีดิชอยู่ใน 3 ประเทศนี้ไม่มากนักครับ ลาวและเมียนมาร์ใกล้เคียงกัน ที่กัมพูชามากกว่านิดหน่อย ที่ไทยมีมากที่สุด

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

สถานทูตสวีเดนในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร

เรามีสถานทูตหลายรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศ บางครั้งประเทศนอร์ดิกอยู่รวมตัวกัน อย่างที่เบอร์ลิน เรามี Nordic House ที่สถานทูตเราอยู่รวมกับฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ หรือย่างกุ้งก็คล้าย ๆ กัน แค่ไม่มีไอซ์แลนด์ บางครั้งเราก็ทำงานร่วมกันในออฟฟิศ บางทีทำเนียบทูตก็อยู่ร่วมกับสถานทูตเลยในอาคารหลังใหญ่ อย่างที่เมืองออสโล นอร์เวย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วสถานทูตมักอยู่ในอาคารออฟฟิศ และทำเนียบอยู่แยกออกไปครับ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตนอร์ดิกค่อนข้างใกล้ชิดกันใช่ไหม เห็นว่าเทศกาลหนังนอร์ดิกก็ฉายที่ทำเนียบทูตเดนมาร์ก 

ใช่ครับ นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำงานร่วมกัน เราพยายามทำงานร่วมกันเสมอ ผมมักจะเดินทางกับทูตนอร์ดิกคนอื่น ๆ และเชิญพวกเขามาร่วมงานวาระต่าง ๆ เรามีโครงการที่ร่วมกันทำกับรัฐบาลไทย การทำงานร่วมกันสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศนอร์ดิก ส่วนหนึ่งเพราะเราต่างเป็นประเทศเล็ก การอยู่ร่วมกันแบบนี้ในทั่วโลกทำให้เราสู้ไปด้วยกันได้ 

ไม่ค่อยแข่งขันกัน

ไม่เลย ถึงเราจะอยู่คนละประเทศ และบริษัทของพวกเราจะแข่งขันกันเองในตลาดบ้าง แต่พวกเราอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เรามีระบบการปกครองที่คล้ายกัน และเมื่อนานมาแล้วประเทศนอร์ดิกก็ตกลงกันว่าเราจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ ก็เลือกได้หมดว่าจะอยู่ที่ไหน 

นักการเมืองของเราทั่วประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วภาษาของพวกเราก็คล้าย ๆ กันด้วย ยกเว้นฟินนิชที่ต่างมากน้อย แต่ภาษาสวีดิชเป็นหนึ่งในภาษาทางการของฟินแลนด์ เราเลยเข้าใจกันได้ง่าย และในแง่การพัฒนาการเมือง เราก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาหลายปี 

สถานทูตสวีเดนเป็นที่รู้จักจากเพจ Facebook ที่เป็นมิตรและเนื้อหาสนุกมาก ๆ ทีมงานของท่านทูตทำได้อย่างไร และทำไมสถานทูตถึงต้องมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ

ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับกลุ่มคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ อารมณ์ขันเป็นจุดเด่นของเพจเฟซบุ๊กของเรา ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องยอมให้มีการเล่นเกิดขึ้นได้บ้าง หลายคนคิดว่าสถานทูตและทูตต้องเป็นคนจริงจังมาก ๆ หลายอย่างที่เราทำก็เป็นเรื่องจริงจังมากนะครับ แต่ขณะเดียวกันเราก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเรา และผมก็คิดว่ามันแสดงออกว่าแท้จริงเราเป็นยังไง 

การสวมบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ แต่ผมคิดว่าเราควรได้แสดงออกตัวตนที่นอกเหนือจากงานบ้าง บางอย่างอาจจะคาดไม่ถึงนิดหน่อย แต่เราพยายามทำให้เนื้อหาคละกัน มีทั้งเรื่องจริงจัง ให้ข้อมูลหนัก ๆ และเราก็อยากสื่อสารกับคนไทย พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในขณะนั้น และผลตอบรับก็ดี คนไทยก็ชอบด้วย 

หมายความว่าคนสวีเดนมีอารมณ์ขันมากรึเปล่า

(หัวเราะ) คนสวีดิชมีชื่อเสียงว่าเราซีเรียสมาก แต่เราก็ไม่ต่างจากมนุษย์ชาติอื่นหรอกครับ คนเรามีความคล้ายกันมากกว่าความต่าง เรามีปูมหลังคนละแบบ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เราต่างเป็นสัตว์สังคมเหมือนกัน ในยุคสมัยเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่เราต้องปล่อยให้เราได้สนุก ได้หัวเราะบ้าง มีเรื่องไม่ดีหลายอย่างในโลก ทั้งสงครามในที่ต่าง ๆ มีความขัดแย้ง มีผู้อพยพ หลาย ๆ สถานการณ์ยากลำบากมากมาย ซึ่งเราควรตระหนักถึงและจริงจัง นั่นยิ่งทำให้เราต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกในชีวิต

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ปีหน้าจะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวีดิช 155 ปี ท่านทูตอยากเห็นอะไรต่อไปในความสัมพันธ์ที่ยาวนานนี้

ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเยี่ยมอีกอย่างน้อย ๆ 155 ปี เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน มีความสัมพันธ์มากมายที่ได้เริ่มต้นแล้วและน่าพัฒนาต่อ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างกิจการไทยและสวีเดน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 

ในบรรดาโครงการของสถานทูต โครงการไหนที่คุณตื่นเต้น ภูมิใจ และเล่าให้เราฟังได้บ้าง

มีหลายอย่างเลยครับที่สถานทูตนี้ทำได้ดี ถ้าต้องเลือกสักหนึ่งโครงการระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่มาสองปีครึ่ง ราวเจ็ดเดือนที่แล้วเราได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทไทย-สวีดิชเรื่องสิทธิ์ Paternity Leave (การลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อ) อย่างน้อย 1 เดือนเต็ม โดยได้เงินเดือนเต็ม ผลตอบรับเป็นบวกมาก ๆ เป็นเรื่องน่าสนับสนุนว่าบริษัทเหล่านี้จะจัดการกับระบบนี้อย่างไร ผมหวังว่าเรื่องนี้สวีเดนจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองไทยได้บ้าง 

ที่สวีเดน ทุกคนได้รับสิทธิ์ Paternity Leave ใช่ไหม

ใช่ครับ เป็นสิทธิ์ Parental Leave ที่ผู้ปกครองทั้งคู่เลือกใช้สิทธิ์รวมกันได้ถึง 480 วัน โดยได้รับเงินเดือนเต็ม และใช้วันลาได้อย่างยืดหยุ่นจนกระทั่งลูกอายุ 8 ขวบ ตอนลูกสาวผมเกิด ผมก็ลาดูแลลูกหกเดือน และภรรยาของผมก็ลาเก้าเดือน สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มให้มีการลาเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยยังได้รับค่าจ้างทั้งพ่อและแม่มาตั้งแต่ปี 1974 พ่อของผมเป็นหนึ่งในพ่อชาวสวีดิชกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้สิทธิ์นี้ในปี 1975 เขาใช้เวลาหกเดือนกับผม ซึ่งตอนนั้นมีผู้ชายใช้สิทธิ์นี้น้อยมาก ช่วงแรก ๆ ผู้ชายหลายคนลังเล ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ผมก็เห็นว่ามันค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ 

ตอนนี้ผมไม่มีผลสถิติที่แน่ชัด แต่ราว ๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์ของชายสวีดิชใช้สิทธิ์นี้ ซึ่งแปลว่ายังพัฒนาได้อีก อาจจะไม่ถึง 50/50 แต่ผู้ชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ตระหนักได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีต่อพวกเขา ไม่ใช่แค่สำหรับสังคมนะครับ ผมเชื่อว่านี่คือ win-win-win situation การได้ใช้เวลากับลูก ๆ สร้างสายใยความผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับลูก เป็นสิ่งเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนตอนลูก ๆ โตแล้ว มันสายไปแล้ว และผมคิดว่ามันทำให้รู้สึกว่าเราทันสมัยด้วย 

สิทธิ์ Parental Leave นี้ใช้ได้กับคู่แต่งงานเพศเดียวกันด้วย การช่วยเหลือคู่ครองของเราเป็นเรื่องที่ดี และช่วยให้สังคมเท่าเทียมกันมากขึ้น ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ต่อสังคม

คุณสมชาติ สุชีเพ็ชร พนักงานขับรถยนต์ซึ่งทำงานกับสถานทูตมาเกือบ 30 ปี ใช้สิทธิ์ลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อเป็นเวลา 6 เดือน โดยยังได้รับค่าจ้าง

แล้วสถานทูตมีโครงการอื่นๆ ที่พอจะเล่าให้เราฟังได้ไหม

มีโครงการอีกเยอะแยะเลย อย่าง Webinar เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราจริงจังกับเรื่องนี้มาก ก่อนเราเจอกันวันนี้ ผมเพิ่งทานข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศส เราคุยกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับเมืองไทย และประเทศอื่น ๆ ด้วย คนจำนวนมากเกินไปได้รับผลกระทบจากอันตรายบนถนน เราหวังว่าจะช่วยเหลือเมืองไทย และรณรงค์ลดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้เรายังรณรงค์เรื่องยุติการลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวนานและน่าภูมิใจนะครับสำหรับสวีเดน ตอนผมยังเด็ก ไม่มีการห้ามตีลูกหลาน แต่ตอนนี้การที่เด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นกรณีหายากมาก ๆ ผมเรียนจบทางกฎหมายมา ผมเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายและข้อบังคับ ถ้าบัญญัติข้อห้ามแล้ว พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วผลลัพธ์คือบรรทัดฐานสังคมก็จะเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน นอกจากความจริงที่ว่าการไม่ลงโทษทางกายคือสิ่งที่ถูกต้อง และการตีเด็กไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมไหน ๆ 

ตอนได้รับตำแหน่งที่เมืองไทยในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิดพอดี คุณจินตนาการถึงเมืองไทยไว้อย่างไร แล้วสิ่งที่ได้เจอตรงกับสิ่งที่คิดไว้ไหม 

ตอบค่อนข้างยากครับ ผมมีความสุขมากและดีใจที่ได้โอกาสทำงานในประเทศไทยที่สวยงาม ผมไม่เคยมาอยู่เมืองไทย นอกจากมาทริปทำงานช่วงสั้น ๆ เลยไม่แน่ใจว่าจะได้พบเจออะไร และช่วงโควิดก็เป็นปีที่แปลกประหลาดสำหรับทุกคน ผมเลยเดินทางไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ ตอนนี้ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่เป็นมิตร และทั้งหมดนี้ก็เป็นความจริงครับ   

สิ่งที่ผมเห็นว่าควรสังเกตและระมัดระวังคือเรื่องศาสนา ศาสนาพุธมีบทบาทในสังคมไทยมาก ซึ่งผมเคารพเรื่องนี้มาก แต่ตอนแรก ๆ ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มากนัก หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากพอ เพราะสวีเดนเป็น Secular State (รัฐโลกวิสัย/รัฐฆราวาส) ไม่ใช่ประเทศที่เคร่งศาสนาเลย ชาวสวีดิชที่เคร่งศาสนาก็มีนะครับ แต่ศาสนาไม่ได้มีบทบาทเข้มแข็งในสังคมอย่างที่นี่

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเมืองไทย

ผมประทับใจที่คนไทยดูแลกันและกัน ทั้งคนในครอบครัว เพื่อน และคนนอกครอบครัว อย่างในช่วงโควิด คนไทยก็ดูแลกันเองอย่างเหนียวแน่น ในช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก นี่เป็นสิ่งที่คนสวีดิชเรียนรู้จากคนไทยได้

แล้วที่สวีเดนไม่เป็นแบบนั้นหรือ

ก็ใช่ครับ แต่เราพึ่งพารัฐให้ดูแลพวกเรามากกว่าพึ่งพากันเอง สวีเดนเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งก็ดีมาก แต่เพราะทุกคนพึ่งพารัฐทั้งหมด มีความมั่นคงในชีวิตมาก ชีวิตที่สวีเดนคุณล้มแล้วตั้งตัวใหม่ได้ ไม่ต้องพึ่งไอเดียธุรกิจแรกสุดเสมอไป มีเวลา มีความช่วยเหลือเพียงพอ แต่บางครั้งเราก็ลืมด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนไปบ้าง บางครั้งก็สูญเสียบางอย่าง เช่น สายสัมพันธ์ในครอบครัว หรือความผูกพันระหว่างบุคคลกับสังคม 

คนไทยหลายคนนิยมไปเรียนหรือทำงานที่สวีเดน ตอนนี้น้องสาวของฉันก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ทำไมสวีเดนถึงเป็นจุดหมายยอดนิยมด้านการศึกษาของคนทั่วโลก

ผมก็เป็นศิษย์เก่าลุนด์เหมือนกัน สวีเดนน่าจะเป็นจุดหมายยอดนิยมในการเรียนหรือทำงานเพราะสังคมมีประสิทธิภาพแม้จะมีความท้าทาย ผมหวังว่าคนที่ไปสวีเดนทุกคนจะรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ ได้เจอระบบการศึกษาที่ดี ได้พบว่ามหาวิทยาลัยของเราดีเพียงพอ 

การอยู่ที่สวีเดนไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปนะครับ ภาษาเรายาก แม้ว่าคนสวีดิชจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี และบางครั้งเราก็จับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ค่อยเปิดกว้างกับคนนอก ผมหวังว่านักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยในสวีเดนจะได้พบเพื่อนใหม่ ๆ และได้พบกับความเป็นมิตรของคนสวีดิชครับ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

อะไรทำให้การศึกษาที่สวีเดนโดดเด่น

ผมคิดว่าคือ Critical Thinking เราสนับสนุนให้นักเรียนกล้าออกความเห็น โต้วาที ถกเถียงกันเองและกับครูอาจารย์ บางทีก็มากไปหน่อย (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความรู้ตามประมวลรายวิชา แต่คือการเรียนรู้และทำงานร่วมกันระหว่างครูและศิษย์ในห้องเรียน การสนับสนุนให้เยาวชนมี Critical Thinking เป็นสิ่งที่สร้างนวัตกรรม

IKEA อ่านว่า อิเกีย หรือ ไอเกีย กันแน่

ไอเกีย แต่จริง ๆ ก็อ่านได้ทั้งสองแบบครับ

นอกจากไอเกีย ซึ่งคนไทยชื่นชอบมาก มีธุรกิจหรือแบรนด์สวีเดนไหนที่คุณอยากให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น

บริษัทสวีเดนใหญ่ ๆ ที่เก่าแก่มีมาก นี่ผมต้องระวังมากเลยนะเนี่ยในการพูดชื่อแบรนด์ (หัวเราะ) และเราก็มีบริษัทใหม่ ๆ มากมายเช่นกันที่ทำงานด้านเทคโนโลยี อย่าง Storytel เป็นหนังสือเสียง Spotify ก็เป็นของสวีเดน บริษัทที่มีนวัตกรรมและทันสมัยเหล่านี้เล่าเรื่องราวของสังคมสวีเดนที่ร่วมสมัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมอยากให้คนได้เห็นมากขึ้นในอนาคต 

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์ จริง ๆ มีแบรนด์และช่างเฟอร์นิเจอร์อีกมากนอกเหนือจากไอเกีย แต่ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดเดียวกับแหล่งกำเนิด Småland ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งแถบนั้นเรียกได้ว่าอาณาจักรแห่งเฟอร์นิเจอร์ 

(ท่านทูตยูนไม่ได้เอ่ยชื่อแบรนด์สวีเดนมากนัก แต่ในคลิปสั้น ๆ ที่ท่านทูตรับบทแสดงตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน จนกลับเข้านอนอีกครั้ง เล่าหมดเลยว่าของใช้ในบ้านและนวัตกรรมที่เราใช้กันมีอะไรบ้างมาจากสวีเดน ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม ไปจนถึงล็อกประตูบ้าน เครื่องดูดฝุ่น รถยนต์ และเกม Minecraft) 

คุณชอบที่ไหนในเมืองไทยเป็นพิเศษ

ผมไปมาหลายที่แล้ว ล่าสุดคือไปเกาะสมุย ดีมาก ๆ ครับ แต่ที่ ๆ อยากกลับไปอีกคือเชียงใหม่ ผมไปแค่ครั้งเดียวแต่โชคร้ายที่ช่วงที่ไปมีมลพิษทางอากาศ ก็เลยมองไม่เห็นยอดดอย ผมอยากกลับไปเพราะรู้ว่ามันสวยมาก ๆ บรรยากาศในเมืองก็ดีสุด ๆ เห็นร้านอาหารและร้านรวงต่าง ๆ แล้วชอบ อีกที่ ๆ อยากไปคือสุราษฏร์ธานี เพราะผมได้ยินมาว่าบริเวณแถวนั้นสวยงาม

แล้วย่านรอบ ๆ ทำเนียบทูตเป็นอย่างไรบ้าง

ผมอยู่ที่นางลิ้นจี่ เป็นย่านที่ดีและเป็นมิตร แต่หวังว่าจะมีขนส่งสาธารณะมากกว่านี้ บางครั้งการเดินทางไปและกลับก็ยาวนานเหลือเกิน

เวลาเดินทางนานที่สุดจากทำเนียบมาสถานทูต ใช้เวลาเท่าไหร่

ผมเคยติดอยู่สองชั่วโมง แต่ปกติก็ 30-40 นาทีครับ เพื่อนร่วมงานผมหลายคนเดินทางไกลกว่านี้มาก ดังนั้นผมก็ไม่ควรบ่นมากเกินไป แต่คงจะดีมากถ้าแถวนั้นมี MRT หรือ BTS 

คนสวีเดนชอบพบปะสังสรรค์ ใช้เวลาอยู่ที่จุดไหนของกรุงเทพฯ 

ผมเจอหลายคนที่สุขุมวิท แต่ไม่รู้ว่ามีจุดไหนที่ชอบไปกันเป็นพิเศษ ผมรู้จักชุมชนนอกกรุงเทพฯ มากกว่า อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หัวหิน พัทยา เรามีกงสุลอยู่ที่นั่น เวลาไปต่างจังหวัด ผมจะไปหากลุ่มคนเหล่านี้ เรามี Fika (Coffee Break) จิบกาแฟและกินเค้กกัน ตามธรรมเนียมสวีเดนครับ ผมเพิ่งไปหัวหินมา เจอคนสวีดิชเยอะมากมายไปเที่ยวนะ

ก่อนช่วงโควิด มีคนสวีดิชอยู่อาศัยในเมืองไทยราว ๆ 12000 – 15000 คน แต่หลังจากโควิด อาจจะ 5000-7000 คน ที่อาศัยอยู่ถาวร ยากจะเก็บข้อมูลเพราะบางคนยังลงทะเบียนบ้านว่าอยู่สวีเดน แต่มาอยู่เมืองไทยปีละ 3-5 เดือนตามฤดูกาล ถือว่าเยอะอยู่ แต่ประเทศอื่นในยุโรปเยอะกว่านี้อีกครับ

คุณช่วยอธิบายคำว่า Lagom ได้ไหมว่าแปลว่าอะไร

(หัวเราะ) เป็นคำที่สวีดิชมาก ๆ แปลว่า ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป เป็นจำนวนที่อยู่ตรงกลาง ลากอมเป็นคำที่แปลกมาครับ แต่ความหมายดีนะ อย่างน้ำในแก้วนี้ (ชี้ระดับน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว) นี่คือลากอม ถ้ามากกว่านี้คือมากไป น้อยกว่านี้ก็น้อยเกินไป ปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับแก้วคือลากอม เราใช้คำนี้บ่อย ๆ ในการอธิบายจำนวน ปริมาณ ความยาว หรือความทุ่มเทที่ถูกต้อง สมบูรณ์แบบ ใช้ในหลายบริบทมาก

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ทำไมแนวคิดนี้ถึงอยู่ในชีวิตคนสวีเดน

(หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้ นั่นสิ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็ก ๆ คำว่าลากอมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่มากไปสำหรับผม อาจจะไม่ได้มากไปสำหรับคุณ ลากอมไม่ใช่สิ่งที่ระบุจำนวนชี้ชัดได้ แต่เราพอจะตกลงกันได้ว่า ประมาณนี้แหละ นี่คือลากอมที่ทุกคนยอมรับ นิยามก็ยาก อธิบายยาก แต่คนสวีดิชทุกคนเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี 

แปลว่าคนสวีดิชตามหา ‘ลากอม’ ในทุกสิ่งรึเปล่า

ไม่นะ (หยุดคิด) อืม แต่คนชอบบอกว่าคนสวีดิชไม่ชอบความเสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกันก็ได้ครับ เราแสวงหาจุดลงตัวหรือลากอม ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน

ฟังแล้วนึกถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ของศาสนาพุทธเหมือนกัน

นั่นเป็นคำนิยามลากอมที่ดีที่เดียว น่าสนใจมากครับ

คำศัพท์ภาษาไทยคำไหนที่คุณชอบ และศัพท์สวีเดนคำไหนที่คุณอยากให้คนไทยรู้จัก

(ถอดแว่น) คำที่ผมชอบคือ ‘ค่ะ’ ผมได้ยินตลอดเวลา ดูมีประโยชน์มาก ๆ ในหลายสถานการณ์

คำสวีเดนที่อยากให้คนไทยรู้จักค่อนข้างยากนิดหน่อยครับ คือคำว่า Kollektivavtal (Collective Agreement) เราพยายามโปรโมทเรื่องนี้ เวลาสหภาพร้องเรียนอะไร ไม่ว่ารัฐบาลเป็นใคร ก็ต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ เป็นศัพท์กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการทำงาน เมื่อพนักงานและบริษัทเจรจาต่อรองกันถึงสิทธิประโยชน์ อย่างรายได้ขั้นต่ำ ประกัน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คนสวีดิชให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวผมจดคำนี้ให้ เพราะถ้าคุณไปกูเกิลเอง รับรองว่าเจอคำศัพท์น่าเบื่ออีกเยอะ แต่ผมชอบคำนี้ 

ช่วงเวลาไหนในเมืองไทยที่ประทับใจคุณมากที่สุด

ตอนที่ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แล้วผมก็ได้เจอคนไทยมากมายที่น่ารัก ยากมากที่จะเลือกแค่เหตุการณ์เดียวครับ พูดจริง ๆ ไม่ได้ยอนะ ประเทศไทยเป็นมิตร คนนิสัยดีมาก ๆ 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าคริสต์มาสที่สวีเดนเป็นอย่างไร

เป็นธรรมเนียมเฉลิมฉลองที่แข็งแรงเหมือนในประเทศอื่น ๆ ครับ ผมเห็นที่เมืองไทยก็ฉลองยิ่งใหญ่เหมือนกัน ที่สวีเดนเป็นวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกัน เราอาจจะอยู่กันต่างเมือง ต่างประเทศ แต่ก็กลับมาหาครอบครัว ปีนี้ผมก็กลับบ้าน

คริสต์มาสไม่ค่อยผูกกับศาสนามากเหมือนสมัยก่อน หลายคนอาจจะไม่ได้คิดถึงพระเยซูคริสต์ แต่มันเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัว ซึ่งเราไม่ค่อยได้มีช่วงเวลาแบบนี้มากนัก เพราะคนสวีดิชเราต่างอยู่แยกกันอย่างสันโดษ ยกเว้นช่วงวันหยุดคริสต์มาส ช่วงเวลานี้เลยสำคัญมากครับ ส่วนธรรมเนียมก็เหมือนทั่วไป มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส การแจกของขวัญให้เด็ก ๆ เฉลิมฉลองและกินอาหารร่วมกันหลายวัน กินมีตบอล แซลมอน แฮร์ริ่ง ต้องกินอาหารเยอะมาก ๆ เลยครับ ผมจะน้ำหนักขึ้นมากแน่นอน 

จะคิดถึงอากาศร้อนเมืองไทยไหม

แน่นอนครับ ผมชอบอากาศอุ่น แต่ที่สวีเดนหนาวมาก แม่ผมอยู่เมืองใกล้ ๆ ลุนด์ ส่งภาพถ่ายมา หิมะสูงมาก ปีนี้หนาวกว่าปีอื่น ๆ เพราะวิกฤติสิ่งแวดล้อม ช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เป็นหน้าท่องเที่ยวที่คนสวีเดนจะหนีหนาวมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งผมเข้าใจดีเลยล่ะ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ข้อมูลบางส่วนจาก 

https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc2115e39c306000a1cb

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load