เสน่ห์ของร้านชำคืออะไร

ก. สินค้าหลากหลาย

ข. อยากได้อะไรก็มีขายหมด

หรือ ค. บทสนทนา

นอกจากนานาสรรพสินค้าที่ไม่ว่าคิดอยากจะซื้อหาอะไรก็มีเสมอแล้ว ภาพจำของร้านชำ คือสถานที่แลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้า การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลุงป้า ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับน้าอา คือวิธีการสานสัมพันธ์ฉันญาติมิตรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่มีชั้นเชิงมาก

นั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของร้านชำ ที่การซื้อขายออนไลน์ไม่มี

แต่ ‘จิ๊บกี่’ คือข้อยกเว้น

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

จิ๊บกี่คือร้านชำออนไลน์ของ จิ๊บ-นิสา จิ๋วเจริญ ทายาทรุ่นสองของร้านขายของชำเก่าแก่แห่งตลาดคลองเตย ที่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘ร้านตาเบิ้ม’

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

จิ๊บตกหลุมรักบรรยากาศของร้านชำ สถานที่ซึ่งเธอเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าแม่ขายกับลูกค้ามีค่าและสำคัญพอๆ กับสินค้า ประกอบกับการชอบทำอาหารและความหลงใหลในสินค้าจากร้านชำ เมื่อคลอดจิ๊บกี่ออกมา เธอจึงพยายามรักษาความสัมพันธ์ซึ่งเป็นเสน่ห์เช่นนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการสืบทอดวิถีการทำการค้าแบบจริงใจต่อลูกค้าและใส่ใจในคุณภาพวัตถุดิบ อย่างที่ร้านตาเบิ้มคลองเตยเป็นมาโดยตลอด

เรานัดคุยกับจิ๊บที่สตูดิโอย่านแบร์ริ่ง ถึงเรื่องธุรกิจที่ไม่จิ๊บของเธอ ต่อไปนี้คือการเดินทางจากร้านตาเบิ้มคลองเตยสู่จิ๊บกี่ ร้านชำออนไลน์อายุน้อยที่เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 และมีของแถมคือมิตรไมตรีไปกับทุกๆ สินค้า

ธุรกิจ : ร้านขายของชำ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 36 ปี

เจ้าของ/ผู้ก่อตั้ง : บุญช่วย จิ๋วเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : นิสา จิ๋วเจริญ

01

ร้านตาเบิ้มแห่งตลาดคลองเตย

เบิ้ม-บุญช่วย จิ๋วเจริญ เป็นพ่อของจิ๊บฉันใด ร้านตาเบิ้มแห่งตลาดคลองเตยก็เป็นพ่อของร้านชำออนไลน์จิ๊บกี่ฉันนั้น

“ร้านเดิมที่คลองเตยไม่มีชื่อ แต่คนทั่วไปเรียกว่า ‘ร้านตาเบิ้ม’ เบิ้มคือชื่อคุณพ่อ” จิ๊บเริ่มเล่าที่มาที่ไปให้เราฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2526 หนึ่งปีก่อนจิ๊บเกิด คุณพ่อเบิ้มตัดสินใจเบนหัวเรือจากอาชีพช่างเชื่อม ที่ต้องจากครอบครัวไปทำงานไกลถึงแท่นขุดเจาะกลางทะเล อาศัยเงินรอนที่สะสมมาพอสมควร ประกอบกับได้ตึกแถวของแม่ยายที่ตลาดคลองเตย หันมาเปิดร้านชำขายส่งสินค้าจำพวกข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่ว น้ำตาล น้ำมัน และบรรดาสารพัดวัตถุดิบของแห้งที่เราๆ ท่านๆ ใช้ประกอบอาหาร 

ด้วยพื้นฐานลูกชาวนาแห่งสุพรรณบุรีที่คลุกคลีกับข้าวอยู่เป็นนิจ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็เพราะจิ๊บ เมื่อมีลูก คุณพ่อเบิ้มไม่อยากจากครอบครัวไปทำงานไกลๆ อีกต่อไป จึงเลือกทำอาชีพที่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า

“ร้านอยู่ท้ายๆ ตลาดหน่อย เป็นตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาที่ต่อหน้ายื่นออกมา ร้านเราขายทั้งปลีกทั้งส่ง ทั้งหน้าร้านและในร้านเรียงรายไปด้วยกระสอบข้าว และบรรดาสินค้าของแห้งทั้งหลาย” นี่คือคำบรรยายย่นย่อทว่าชัดเจน ที่จิ๊บใช้พรรณนาภาพร้านชำของคุณพ่อเธอให้เราเห็น

ตลาดคลองเตยคือทำเลทองที่ทำให้กิจการร้านตาเบิ้มเริ่มขยายใหญ่โตเป็นร้านขนาดบิ๊กเบิ้ม

“ข้อได้เปรียบของคุณพ่อคือสถานที่ แกอยู่ตรงนั้น คนมาตลาดคลองเตยก็ต้องเห็นอยู่แล้ว ข้อดีข้อสำคัญคือตลาดคลองเตยเป็นที่ที่ร้านอาหารหรือคนซื้อเขาตั้งใจมาซื้อของ เพราะเขารู้ว่าที่นั่นมีทุกอย่าง ที่ตั้งเราได้เปรียบ นั่นคือจุดดีของตลาดคลองเตย”

แต่จะมองตลาดไซส์บิ๊กที่อยู่มาอย่างยาวนานอย่างตลาดคลองเตยคือจุดเสียเปรียบก็ได้ เพราะสินค้าในตลาดมีซ้ำกันไม่กี่ชนิดประเภท แต่กลับมีผู้ค้าหลากหลายรายมาแข่งกันขาย

“อะไรที่ทำให้ร้านตาเบิ้มแตกต่างจากร้านอื่น” เราอดสงสัยไม่ได้

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

“ความใส่ใจค่ะ” จิ๊บเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “คุณพ่อจะใส่ใจสินค้ามาก เวลาเลือกข้าวหรือสินค้าที่จะเอามาขาย เขาจะซื้อมาชิมเองก่อน ถ้าคุณภาพดีจึงเอามาขาย ร้านเราจึงไม่เน้นว่าจะต้องขายถูกที่สุดในตลาด แต่ว่าเรามีจุดยืน เรานำเสนอคุณภาพเท่านี้ แล้วราคาก็สมเหตุสมผลกับคุณภาพ ลูกค้าที่มาซื้อไปเอาไปทำขนมทำกับข้าว เขาจะรู้ว่าอันนี้ข้าวเกรดดีนะ อันนี้น้ำตาลของดีนะ คุณภาพดีและสัมพันธ์กับราคา นั่นคือจุดยืนของคุณพ่อที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ”

จิ๊บยกตัวอย่างอีกว่า “เรื่องคุณภาพ เช่นน้ำตาลปี๊บ เวลาเลือกคุณพ่อจะเดินทางไปจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลปี๊บที่มีชื่อเสียง แล้วนั่งเรือไปตามบ้าน เข้าไปชิมว่าเจ้าไหนของแท้ไม่เจือน้ำตาลทราย เมื่อเจอของดีเราถึงเอามาขาย แล้วของดีมีน้อย คนทำมีน้อยลงในทุกๆ ปี แต่พอเอามาขายและคนซื้อติดแล้ว เราก็ต้องพยายามหาวัตถุดิบนั้นมาขายให้ได้ ต้องพยายามรักษามาตรฐานไว้

“คุณพ่อเป็นคนชอบกิน กินแล้วต้องอร่อย ดังนั้น เวลาขาย แกก็อยากขายของที่มีคุณภาพ อย่างน้ำตาลปี๊บ ลูกค้าซื้อไปทำขนมแล้วมาบอกว่าอร่อย เขาทำขนมแล้วเอามาฝากเรากิน เราก็อยากให้เขาซื้อตรงนั้นได้” จิ๊บเล่าไปพลางยิ้มไป ทำให้เราสัมผัสความจริงใจที่ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอนี้มาได้ทันที

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

02

ดูแลกันฉันญาติมิตร

ทำเลที่ดีประกอบกับความใส่ใจในคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ร้านตาเบิ้มเติบโตมาเป็นร้านชำพี่เบิ้มแห่งตลาดคลองเตย

จิ๊บเล่าให้เราฟังว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อมีทั้งพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่รับไปขายต่อ ร้านอาหารตั้งแต่ร้านเล็กๆ ไปจนถึงร้านอาหารที่มีชื่อเสียงหรือภัตตาคาร คู่ค้าสำคัญก็อย่างเช่นร้านข้าวเหนียวมะม่วงแม่ทองคำที่อุดหนุนกันมาหลายสิบปีแล้ว มาซื้อข้าวเหนียวทีก็หลายกระสอบ

แม้ต่อมาจะเริ่มมีห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อที่จำหน่ายสินค้าแบบเดียวกันนี้เข้ามาตีตลาดมากขึ้น แต่ลูกค้าของร้านตาเบิ้มก็ยังคงอุดหนุนกันดีไม่เปลี่ยนแปลง

“มีลูกค้าบางคนไปซื้อร้านอื่นซึ่งราคาถูกกว่าจริง แต่ว่าลูกค้าที่อยู่กับเรามาแต่แรกก็ยืนยันที่จะอยู่กับเรา เพราะว่าราคาเราไม่ได้ต่างอะไรจากที่อื่นมาก แต่คุณภาพเราแน่นอน ลูกค้าเก่าแก่ที่ซื้อขายกับคุณพ่อตั้งแต่เรายังเล็ก มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังรักษาสัมพันธ์กันไว้อย่างดี ลักษณะที่ร้านคือเวลาเขามาก็จะมานั่งคุยกัน ไต่ถามเรื่องราวชีวิตกันว่าชีวิตเป็นยังไง ลูกกี่ขวบแล้ว เข้าโรงเรียนที่ไหน รักกันดีมาก อย่างตอนน้องชายเราแต่งงานเขาก็มาร่วมแสดงความยินดี เหมือนญาติคนหนึ่ง เป็นลักษณะนี้”

ความสัมพันธ์ที่เกิดจากบทสนทนาในร้านชำคือเสน่ห์ที่เราเฉลยมาตั้งแต่ต้น ร้านชำคือร้านค้าที่มีชีวิต คือสถานที่ที่คู่ค้าจะได้สร้างสัมพันธ์กันผ่านบทสนทนา และไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แลกเปลี่ยนเงินตรากับสินค้าเท่านั้น ยังมีมิติแห่งความเป็นมนุษย์และความผูกพันฉันเพื่อนแฝงอยู่ในทุกๆ ครั้งที่คู่ค้าได้มาเจอกัน

03

ลูกสาวคนโตของตาเบิ้ม

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

ร้านตาเบิ้มเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับเด็กหญิงจิ๊บ

จิ๊บคือลูกสาวคนโตของตาเบิ้ม

หลังเรียนจบจิ๊บก็เข้าทำงานเป็นพนักงานประจำบริษัทดิสนีย์ ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ ทำรายการโทรทัศน์ภาษาอังกฤษที่ออนแอร์ทั่วทั้งเอเชีย ภาพลักษณ์ภายนอกของเธอคือหญิงเก่งที่กระฉับกระเฉงผู้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีงานยุ่งรัดตัวอยู่ตลอดเวลา

แต่อีกด้านหนึ่งของเธอคือหญิงผู้หลงรักวัตถุดิบในร้านชำและการทำอาหารอย่างมาก

“ใจเราเป็นคนชอบผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่แล้ว เวลาเราไปต่างประเทศ ไปทำงานหรือไปเที่ยว เราก็จะไปร้านชำของเขา เหมือนอย่างตอนไปฮ่องกง เราก็ไปซื้อน้ำมันหอยของเขากลับมา เป็นคนชอบซื้อวัตถุดิบจากร้านชำของที่อื่น อย่างเวลาไปเกาหลีก็จะไปซื้อวัตถุดิบท้องถิ่นของเขามา เพื่อมาทำกับข้าว เพราะว่าชอบทำกับข้าว ชอบเดินตลาด ชอบเดินร้านชำ” จิ๊บเล่าให้เราฟังอย่างออกรส เหมือนกับว่าเราตามเธอไปช้อปร้านชำด้วยจริงๆ

แต่เพราะชีวิตของจิ๊บส่วนมากยุ่งอยู่กับงาน นานทีปีหนจะได้มีโอกาสพบปะกับครอบครัว รวมตัวนั่งกินข้าวกันจริงจังสักครั้งหนึ่ง จิ๊บจึงไม่มีความคิดเรื่องจะสืบทอดกิจการหรือจะกลับมาทำงานที่ร้านเลย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเธอเห็นว่าร้านที่คลองเตยก็ดำเนินไปได้ด้วยดีและคุณพ่อเบิ้มยังคงบริหารทุกอย่างได้อยู่หมัด ยังไม่ได้ต้องการตัวเธอไปช่วยงาน

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์
จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

04

โควิดคือจุดเริ่มต้น

แม้กายจะยุ่งอยู่กับงานที่บริษัท แต่จิ๊บมีไอเดียที่อยากขยายร้านตาเบิ้มเข้าสู่ตลาดออนไลน์ในหัวมาโดยตลอด เช่นเดียวกับน้องชายของเธอ แต่เนื่องจากทั้งคู่ไม่มีเวลามาร่วมกันคิดร่วมกันทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาสักที

จิ๊บชอบทำอาหาร หลงใหลของชำและร้านชำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อต้นปีหลังจากที่ประเทศไทยได้รู้จักเพื่อนใหม่อย่าง COVID-19 ภาระงานประจำที่ลดน้อยลงตอนช่วงนั้นและการทำงานจากบ้าน เปิดโอกาสให้เธอได้เห็นว่าทุกคนรอบตัวได้ย้ายโลกชีวิตจริงเข้าไปอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตกันหมด เพราะต่างจำต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน บรรดาแม่บ้านมือใหม่ เหล่าแม่ครัวมือสมัครเล่น เริ่มเผยตัวออกมาตามหาวัตถุดิบในการทำอาหารในตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ไอเดียการขยายร้านตาเบิ้มเข้าสู่โลกออนไลน์จึงแล่นกลับเข้ามาในหัวเธออีกครั้ง

“เรากับน้องชายคิดตรงกันว่าอยากทำร้านพ่อให้เป็นร้านออนไลน์ แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนก็ไม่มีเวลาเพราะยุ่งกันมากจริงๆ เป็นแค่ไอเดียอยู่เฉยๆ นานอยู่เหมือนกัน เพราะว่ายังไม่มีจุดที่จะต้องลงมือ พอถึงช่วงโควิด เราก็เห็นโอกาส ประกอบกับได้มีเวลามาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้ากับครอบครัวมากขึ้น จึงตัดสินใจลงมือทำเลย แล้วมันก็เกิดขึ้นมาได้จริง คือต้องมีจุดเริ่มต้นสักจุดหนึ่ง และช่วงโควิดคือจุดนั้น”

“วันแรกที่เอาไอเดียไปขายคุณพ่อ คุณพ่อว่ายังไง” เราถาม

“เขาก็สนับสนุน เพราะคุณพ่อก็อยากทำอยู่แล้ว แล้วพอเราอยากทำ เขาก็ดูแล้วว่ามันไม่ได้กระทบหน้าที่การงานของเรา เพราะงานประจำเราก็ภาระลดลง แกก็บอกว่าให้ลอง แล้วแกก็สนนับสนุนเต็มที่”

เมื่อจิ๊บได้ไฟเขียวจากพ่อ สิ่งแรกที่เธอเปลี่ยนแปลงใหม่คือการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ให้มีสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม

“คุณพ่อบอกว่าไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าสิ้นเปลือง แต่เพราะเราทำงานสายนี้มา เรารู้ว่าบรรจุภัณฑ์สำคัญ พอเราตัดสินใจทำจริงๆ แล้วยอดที่ออกมามันชี้ว่าขายได้ เขาเลยยอมรับ ซึ่งจิ๊บก็เข้าใจเพราะคุณพ่อเขาขายที่ตลาดคลองเตยมาตลอด เขายังชินกับรูปแบบเดิมอยู่”

สำหรับคุณพ่อเบิ้ม วิธีการขายอย่างเก่าที่บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ยังคงมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ บรรดาของแห้งจำพวกข้าวสาร น้ำตาลทราย หรือถั่วนานาชนิด เมื่อมาถึงร้านตาเบิ้มด้วยถุงหรือกระสอบใบใหญ่ๆ แล้ว ก็จะตักมาแบ่งขายใส่ถุงพลาสติกตามน้ำหนัก หรือหากเป็นลูกค้าเจ้าใหญ่ จะซื้อทีละถุงทีละหลายกระสอบเลยก็มี สิ่งที่ทำให้ร้านตาเบิ้มยังขายได้คือความเป็นร้านตาเบิ้มที่รักษาคู่ค้ามายาวนาน คือทำเลทองของตลาดคลองเตย คือคุณภาพที่คงเส้นคงวา

แต่จิ๊บกี่คือร้านชำออนไลน์เบบี๋ที่ยังต้องใช้บรรจุภัณฑ์สื่อสารกับลูกค้าอยู่ จิ๊บแพ็กสินค้าเป็นถุงๆ หลากหลายขนาด หลากหลายน้ำหนัก พลาสติกที่ห่อหุ้มสินค้าดูสะอาดตา มีโลโก้สีแดงสดพร้อมข้อความสีขาวโดดเด่นว่า ‘จิ๊บกี่ร้านชำ’ แปะอยู่ด้านบนเพื่อบอกคาแรกเตอร์ของร้านค้าออนไลน์แห่งนี้ให้ลูกค้าได้เข้าใจ ป้ายสีแดงให้ภาพและกลิ่นของร้านชำคนจีนแบบดั้งเดิมในแรกเห็น ในขณะที่บรรจุภัณฑ์ที่มิดชิดช่วยยืนยันกับลูกค้าได้ถึงความปลอดภัยและความสะอาด จิ๊บกี่จึงเป็นร้านตาเบิ้มเวอร์ชันที่มีบรรจุภัณฑ์น่าใช้มากขึ้น

จิ๊บพลิกวิกฤต COVID-19 ให้เป็นโอกาสด้วยการขยายร้านตาเบิ้มแห่งตลาดคลองเตยเข้าสู่โลกออนไลน์  ไม่ใช่ว่าบรรดาร้านค้าร้านขายล้วนทำกันหมดแล้วต้องขยับตาม แต่เป็นความชอบของจิ๊บที่อยากแบ่งปันวัตถุดิบดีๆ ให้แก่คนรอบตัวต่างหาก

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

05

ใส่ใจไม่แพ้กัน

แม้สินค้าส่วนใหญ่ที่ขายในจิ๊บกี่มาจากร้านตาเบิ้มคลองเตย แต่ร้านชำออนไลน์เจ้านี้ได้เพิ่มเติมสินค้าพิเศษบางตัวเอาใจบรรดาแม่ครัวนักช้อป ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่แตกต่างไปจากร้านเดิม ทว่าจิ๊บกี่ก็ยังคงต้องอาศัยคอนเนกชันของตาเบิ้มในการตามหาวัตถุดิบเหล่านั้นอยู่ดี

“ออนไลน์กว้างขึ้น เพราะว่าเพิ่มเติมสินค้าจากที่เราชอบและบางชนิดที่ลูกค้ามาถามหากับเรา เช่น เมล็ดอัลมอนด์ พอเราไปถามพ่อ พ่อจะไปดีลกับโรงถั่วมาให้ได้เพราะพ่อรู้แหล่ง นั่นคือองค์ความรู้และประสบการณ์ของคุณพ่อที่ได้มาจากการทำร้านชำมานาน แต่สินค้าพวกนี้ถ้าเอาไปขายร้านพ่อก็ขายไม่ได้นะ เพราะลูกค้าคนละกลุ่มกัน พวกเขาต้องการสินค้าไม่เหมือนกัน เมล็ดอัลมอนด์พ่อค้าข้าวแกงก็คงไม่ต้องการซื้อ”

อีกสาเหตุที่ทำให้จิ๊บกี่ออนไลน์ขายสินค้าหลากหลายขึ้นคือการที่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะจิ๊บก็เป็นคนที่ชอบไปเสาะหาวัตถุดิบดีๆ มาขายให้ลูกค้าเหมือนตาเบิ้ม

“เราก็พยายามจะเอาของอย่างอื่นที่เราไม่ได้มีขายในร้านพ่อมาขายเองเหมือนกัน เช่น กุ้งแห้งหรือปลาหมึกแห้ง ที่เราไปเจอว่ามันต้องที่นี่เท่านั้น เพราะว่าเขาตากธรรมชาติ รสชาติอร่อยมาก เราก็จะคุยกับน้องสะใภ้ เพราะว่าเขาก็ชอบไปสรรหามาเหมือนกัน”

นอกจากนี้ จิ๊บยังใช้ทักษะการสื่อสารและใช้กลวิธีการเล่าเรื่องสินค้าวัตถุดิบที่มีชั้นเชิง ซึ่งเป็นทักษะที่เธอสะสมมาจากตอนเรียน ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ที่เธอได้มาจากการทำงานสายครีเอทีฟ มาช่วยในการทำร้านชำออนไลน์ของเธอ เช่น นำเสนอว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดนำไปทำอะไรได้บ้าง บรรดาลูกค้าก็จะทักเข้ามาถามเพื่อขอซื้อวัตถุดิบเหล่านั้น บ้างก็มาแลกเปลี่ยนสูตรอาหารกันก็มี จิ๊บกี่ นอกจากเป็นร้านชำออนไลน์แล้ว ยังเป็นคอมมูนิตี้ของแม่ครัวมือใหม่อีกด้วย

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

“เราเป็นเด็กอักษรฯ อ่านหนังสือเยอะ เราเลยเราเรื่องได้และคิดอะไรเป็นคอนเซปต์ สกิลล์ในสายงานการผลิตทำให้เราเข้าใจและมองอะไรชัดเจน ลำดับเรื่องราวเป็น จิ๊บกี่เราก็ใช้เรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าฉันขายข้าวสารโลละห้าสิบเก้าบาทแล้วจบกัน แยกย้าย แต่เราจะสื่อสารเรื่องราว เล่าว่าข้าวสารเรามีที่มาจากไหน ซื้อมาจากใคร วัตถุดิบนี้ทำเมนูอะไรได้บ้าง พอเราขายออนไลน์เราเลยต้องมีการเล่าเรื่องและการสื่อสารกับลูกค้าด้วย”

จิ๊บเสริมอีกว่า “เราตั้งใจทำแบบเล็กๆ แบบเพื่อนมาแลกเปลี่ยนของกัน พอเราเริ่มสื่อสารกับลูกค้า เขาก็เห็นว่าเราเป็นเพื่อน บางคนก็รีวิววัตถุดิบโดยการทำอาหารส่งมาให้ดูก็มี บางคนเข้ามาแลกเปลี่ยนสูตรอาหารกันก็มี มีคนหนึ่งอยากทำน้ำเต้าหู้ เขาเข้ามาถามเราว่าทำยังไง ต้องซื้ออะไรบ้าง นอกจากเราขายของแล้วเราก็ยังแนะนำเขาไปด้วย ว่าลองซื้อถั่วลิสงแล้วคั่วใส่ลงไป จะหอมขึ้น กลายเป็นว่าได้แนะนำกัน ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน หลังจากนั้นเขาอยากทำอะไรก็มาถามเรา มาอุดหนุนเราตลอด”

จิ๊บเล่าให้เราฟังถึงกลุ่มลูกค้าที่น่ารักของเธอว่า “ส่วนมากคือพนักงานออฟฟิศที่ชอบทำอาหาร หรือผู้หญิงที่เพิ่งมีครอบครัว ชอบซื้อของร้านชำ แต่ชีวิตจริงไม่มีเวลา เลยซื้อทางออนไลน์แทน แล้วบางอย่างเป็นของแปลกๆ ที่ถ้าไม่เข้าร้านชำจะหาไม่เจอ อีกกลุ่มคือคนที่อยากอุดหนุนร้านค้ารายย่อย แต่ชีวิตจริงก็ยุ่ง ไม่มีเวลาไปเสาะหา เลยกลายเป็นว่าเราคือทางเลือกหนึ่งในโลกออนไลน์แทน เขาก็รู้สึกดีที่ได้อุดหนุนเรา”

ลูกค้าของจิ๊บกี่ออนไลน์จึงแตกต่างจากลูกค้าร้านตาเบิ้มโดยสิ้นเชิง จากกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่ซื้อวัตถุดิบไปปรุงเป็นอาหารเพื่อจำหน่าย สู่เหล่าแม่บ้านสมองไวที่ช้อปปิ้งผ่านร้านชำออนไลน์ ถึงแม้ลูกค้าจะเปลี่ยนไป แต่จิ๊บกี่ร้านชำออนไลน์ก็ยังคงใส่ใจวัตถุดิบเพื่อลูกค้าเช่นเดียวกับร้านตาเบิ้มเหมือนเดิม

06

ร้านจิ๊บจิ๊บ

จิ๊บตั้งใจทำจิ๊บกี่ออนไลน์แบบจิ๊บๆ ที่ยังคงเสน่ห์ของร้านชำแบบดั้งเดิมอยู่

“เราอยากชวนคุย อยากมีปฏิสัมพันธ์เหมือนร้านพ่อที่เขามีลูกค้าที่ค้าขายกันมานานเป็นสิบยี่สิบปีอยู่ ยังอยากคงความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับพ่อค้า และบรรยากาศที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน เพราะว่าการที่เราใช้คำว่า ‘ร้านชำ’ มาอยู่ในชื่อร้านเรา แปลว่าเรายังอยากวางตัวเองแบบนั้น แม้จะออนไลน์แต่เราก็ยังอยากคุยกับลูกค้าเหมือนเวลาที่เขาเดินมาซื้อของร้านชำแถวบ้านเขา”

จิ๊บเล่าต่อว่า “เราไม่อยากเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ลูกค้าแค่กดคลิกซื้อของก็แล้วกันไป เรายังค่อนข้างระมัดระวัง กลัวว่าจะกลายเป็นการขายของที่คนซื้อปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ กับระบบ ไม่ได้คุยกับคน เรายังเน้นว่าเราอยากมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า”

บุคลิกของจิ๊บกี่คือเป็นร้านชำออนไลน์ที่ยังพูดคุยกับลูกค้าอย่างมิตร ไม่ต่างอะไรจากหน้าร้านตาเบิ้มเลย นี่คือเสน่ห์มัดใจซึ่งเป็นข้อแตกต่างระหว่างจิ๊บกี่กับร้านชำออนไลน์อื่นๆ ที่ลูกค้าเพียงกดๆ คลิกๆ เพื่อซื้อของ แล้วก็ได้ของไปโดยที่พ่อค้าแม่ค้าไม่ได้พูดคุยลูกค้าของตัวเองเลย

จิ๊บกี่ เมื่อสาวโปรดิวเซอร์ Disney ทายาทร้านชำ 'ตาเบิ้มคลองเตย' ขยายร้านพ่อสู่โลกออนไลน์, ร้านขายของชำ, โชห่วย, ร้านชำออนไลน์

07

จิ๊บกี่จะจิ๊บอีกสักกี่น้ำ

แนวโน้มของจิ๊บกี่คือต้องโตขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน ขอนี้เราน่าจะคาดไม่ผิด เพราะตอนนี้จิ๊บเปรยกับเราแล้วว่าอยากขยายมาทำเพจในเฟซบุ๊ก เนื่องจากจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีรีวิวเริ่มเข้ามามาก และจิ๊บกี่ก็เริ่มมีคอนเทนต์ในการโฆษณาบ้างแล้ว จึงอยากขยายมาใช้แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเพื่อรองรับการเติบโต

ที่เราสงสัยคือ “ถ้าจิ๊บกี่โตไปมากกว่านี้ จะรักษาเสน่ห์อย่างเดิมไว้ยังไง”

“โลกออนไลน์ไปไวมาก แต่เราไม่ตามเลย เราไปในแนวทางของเรา ไม่ช้าไม่เร็ว แต่เราต้องยั่งยืน อยู่ด้วยกันกับลูกค้าแบบนี้ เราอาจต้องเก็บรักษาบุคลิกบางส่วนของเราไว้ สมมติถ้าบริบทมันต้องเปลี่ยนจริงๆ เราต้องรักษาหัวใจของเราคือเน้นที่ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าในอนาคตต้องเปลี่ยน เราก็ยังอยากคงหัวใจตรงนี้ไว้ คืออยากเป็นบรรยากาศร้านชำออนไลน์ให้แก่ลูกค้าทุกคน ถ้ามีทีมก็อยากให้ทีมของเราเชื่อแบบเดียวกัน และทำตรงนั้นให้ได้”

จิ๊บเล่าให้เราฟังต่ออีกว่า “ที่จริงเราก็ไม่ได้คาดหวังให้มันโตมากเกินไป ต้องการแค่ให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เข้าเนื้อ เราไม่ถึงกับต้องรวยเป็นมหาเศรษฐี แต่ยังต้องมีกำไรเลี้ยงทุกคนได้ เราไม่ได้ทะเยอทะยานขนาดนั้น”

แม้ว่าตอนนี้จิ๊บกี่จะกำลังตั้งไข่ หัดเดินอยู่ในตลาดออนไลน์อยู่ แต่เราเชื่อเหลือเกินว่าเสน่ห์อย่างที่ว่านี้หาได้น้อยมากในบรรดาร้านค้าออนไลน์อื่นๆ และจะทำให้จิ๊บกี่เติบโตไปได้อย่างสุขภาพดีตามที่ต้องการ

08

จากร้านตาเบิ้มสู่จิ๊บกี่

“อะไรอีกบ้างที่ทั้งร้านตาเบิ้มและจิ๊บกี่มีเหมือนกัน” เราถาม

“ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” จิ๊บเปรยก่อนจะขยายความต่อว่า “เป็นสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กและคุณพ่อปลูกฝังเรามาตลอด เป็นคุณธรรมสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้ได้ตั้งแต่ยุคคลองเตยยันยุคออนไลน์ คือสินค้าเราเป็นยังไง เราต้องบอก สมมติข้าวเราเอามาเก็บจนเก่าแล้วมอดขึ้น เราก็ต้องบอกนะว่าข้าวนี้เราเอาไปแช่เย็น เราเอาไปลงน้ำยามอดมา เราต้องบอกเขาหมด เราใช้ข้อนี้ในการขายของ ซื่อสัตย์กับลูกค้าเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ที่พ่อเคยย้ำ

“อีกอย่างคือให้ใส่ใจลูกค้า ให้ดูแลลูกค้าให้ดี เหมือนเป็นญาติพี่น้องกัน ไม่ให้คิดว่าขายของให้คนอื่นไกล แต่ให้คิดว่าเป็นการขายของให้พี่น้องเราเอง ญาติเราเอง และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ให้ดี”

ถ้าถามว่าเข้าร้านชำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เราคงตอบไม่ได้ เพราะว่าการเดินเข้าร้านชำครั้งล่าสุดผ่านเวลามานานเกินกว่าจะจินตนาการออก แต่กลิ่นอายอันเป็นเสน่ห์ของร้านชำคือบทสนทนาและคำโอภาปราศรัยของอาเจ็กอาม่าเวลาเราเดินเข้าร้านยังคงตราตรึงอยู่ในหัวเราอย่างชัดเจน

นั่นคือเอกลักษณ์ที่การซื้อของออนไลน์ให้แก่เราไม่ได้ 

แต่จิ๊บกี่ ร้านชำออนไลน์ของทายาทรุ่นสองจากร้านตาเบิ้มคลองเตย ลบข้อครหาที่ว่านี้ได้ เพราะร้านชำออนไลน์แห่งนี้ยังคงอบอวลไปด้วยเสน่ห์ของร้านชำแบบเดิมอยู่มาก แม้ว่าแพลตฟอร์ม สินค้า และกลุ่มลูกค้าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่แต่ละภาพในอินสตาแกรม แต่ละบรรทัดของบทสนทนาโต้ตอบ ล้วนแฝงไปความความใส่ใจและความซื่อสัตย์ที่จิ๊บกี่สืบทอดมาจากรุ่นหนึ่ง

Instagram : Jibukigrocery

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Blue Ribbon Toys

ประเภทธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายของเล่นไม้

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2532

ผู้ก่อตั้ง : สุรศักดิ์ คุณประเสริฐ

ทายาทรุ่นสอง : ปาณิศา คุณประเสริฐ

“ในสมัยก่อน นักเรียนที่ได้ที่ 1, 2, 3 เขาจะติด Blue Ribbon ให้”

“บางเกม บางกีฬาเขาก็ใช้ Blue Ribbon กับที่ 1 ซึ่งมันอยู่คู่กับเหรียญทอง”

“เราคิดว่า Blue Ribbon เป็นชื่อที่ดีนะ เป็นของเล่นที่เด็กเล่นแล้วเก่ง เล่นแล้วฉลาด”

ประโยครับส่งที่เสริมกันได้ดีราวกับออกมาจากคำพูดของคนคนเดียวนี้ คือคำตอบที่ หวาน-ปาณิศา คุณประเสริฐ และ คุณพ่อสุรศักดิ์ คุณประเสริฐ ให้กับเรา เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ Blue Ribbon Toys ที่ดำเนินธุรกิจผลิตของเล่นจากไม้ยางพารามาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 นับรวมก็ 33 ปีพอดี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ของเล่น’ การที่หลายคนมีภาพจำกับเด็ก ๆ คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก และคงไม่แปลกอีกเช่นกัน หากเราจะบอกว่าแรงบันดาลใจแรกของ Blue Ribbon Toys มาจากโรงเรียนอนุบาล

ย้อนกลับไปราว 30 กว่าปีก่อน คุณพ่อสุรศักดิ์เรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และหนึ่งในโปรเจกต์ที่เขารับผิดชอบคือ ภาพถ่ายสารคดีเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในโรงเรียนอนุบาล สำหรับคลาสเรียนถ่ายภาพ

“สังเกตเห็นว่าเด็กที่นี่ไม่เหมือนเด็กบ้านเรา ไม่เห็นเด็ก ๆ เรียนเลย วัน ๆ เอาแต่เล่นนู่นเล่นนี่ เราก็เลยทำเป็นภาพถ่ายสารคดีขึ้นมาเพื่อส่งอาจารย์ อาจารย์ก็ชอบใจ เลยซึมซับเข้ามาในหัวว่า เด็กที่นิวยอร์กไม่เรียนหนังสือ แต่เขาเล่น คำว่า ‘ของเล่น’ เลยฝังในหัวเรามาตลอด

“เราประทับใจตรงที่เขาให้ความสำคัญกับการเล่นมาก เด็กที่เล่นก็ได้เรียนรู้ อย่างสถาปนิกดัง ๆ ก็เล่นก้อนบล็อกตั้งแต่เด็ก เขาถึงมีพื้นฐานให้คิดต่อไปได้เรื่อย ๆ” คุณพ่อเฉลยข้อดีของการเล่น

หลังจากประกอบอาชีพดีไซเนอร์ในนิวยอร์กอยู่หลายปี คุณพ่อสุรศักดิ์ก็กลับมายังประเทศบ้านเกิด ณ ช่วงเวลานั้น คุณพ่อสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างไทยและอเมริกาที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมไทยที่ครอบครัวส่วนใหญ่พ่อแม่ทำงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูก และเมื่อลูก ๆ ไปโรงเรียน ก็ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนหรือแม้แต่ของเล่นที่หลากหลาย มากสุดก็กระดาษกับสี ซึ่งแตกต่างจากเด็ก ๆ ในต่างประเทศที่อย่างน้อยต้องมีก้อนบล็อกไม้รูปทรงเรขาคณิตให้หยิบจับและจินตนาการ และที่สำคัญคือ ร้านขายของเล่นที่นั่นอัดแน่นไปด้วยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้ความสนใจกับการเลือกสรรของเล่นให้ลูก ๆ

เมื่อเกริ่นมาถึงขนาดนี้ คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคำตอบของคุณพ่อเมื่อเราถามว่า “อยากเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไทยใช่ไหม” 

ถึงเป็นคำตอบจริงใจสั้น ๆ ว่า “ใช่”

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เราพาคุณไปพูดคุยกับสองพ่อลูกแห่งอาณาจักรโบว์สีน้ำเงินที่ผลิตของเล่นโดยใช้เลนส์ของดีไซเนอร์ในการนำทางธุรกิจ และ Blue Ribbon Toys เชื่อว่าของเล่นมีศักยภาพมากกว่า ‘ของเล่น’ พวกเขาจึงตั้งใจผลิตของเล่นที่คนทุกวัยเล่นด้วยกันได้อย่างมีความสุข ไม่เฉพาะเด็กเล็กหรือเด็กโต แต่หมายถึงทุกคน เพื่อให้เกิดช่วงเวลาคุณภาพในครอบครัวและโรงเรียน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ก่อร่างสร้างแบรนด์

ก้าวแรกของ Blue Ribbon Toys เริ่มต้นจากการที่คุณพ่อสุรศักดิ์เริ่มศึกษาเกี่ยวกับ Educational Toys และพฤติกรรมของเด็ก ๆ วัยอนุบาล โดยยุคบุกเบิก เจ้าของแบรนด์ของเล่นยึดหลักในการออกแบบของเล่นมาจาก 2 ทฤษฎีหลัก ๆ คือทฤษฎี Montessori และทฤษฎี Froebel

ของเล่นชิ้นแรกของ Blue Ribbon Toys คือจิ๊กซอว์ไม้ หลังจากคุณพ่อออกแบบเสร็จ ก็ให้ช่างไม้ย่านบางโพเสกของเล่นขึ้นมา จากนั้นทดลองต่อประกอบเองบริเวณหลังบ้าน แล้วขยับขยายไปจ้างงานคนละแวกบ้าน แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงกับภาพที่หวัง จึงรวบตึงการผลิตตั้งแต่กระบวนการแรกยันกระบวนสุดท้ายให้อยู่ในความดูแลของตนเอง เพื่อให้ของเล่นออกมาตรงใจและมีประสิทธิภาพที่สุด

“เราไม่มีทักษะการผลิต คิดเอาเองว่าถ้าอยากได้ของเล่นรูปทรงนี้ ก็เลื่อยเอา ดีหน่อยก็มีเครื่องจักร มาช่วยผลิตจิ๊กซอว์ แต่มันช้าและต้องใช้ฝีมือคน เราเอาคนหน่วยก้านดี ๆ มาฝึก พอทำจริง ทำ 100 อัน เสีย 50 อัน” นักออกแบบของเล่นเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ผลผลิตในรูปแบบของเล่นได้ออกสู่สายตาคนมากขึ้น เมื่อคุณพ่อไปออกงานแฟร์ของเล่นและของขวัญที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ความสนใจของกลุ่มลูกค้าผลิดอกออกผล กลายเป็นออเดอร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องจนดังไกลถึงแถบยุโรป ในวันนั้นเองที่คุณพ่อสุรศักดิ์รู้ว่าพื้นที่หลังบ้านไม่เพียงพอกับการเติบโตของแบรนด์ จากหลังบ้านย่านบางนาจึงเดินทางสู่โรงงานจังหวัดนครปฐม

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“เราทำการตลาดง่ายมากเลย” 

“ยังไงคะ” เราถามคุณพ่อ 

“การออกแฟร์ทำให้เราได้เจอผู้ประกอบการด้วยกัน ได้เห็นเทรนด์ของเล่น และเป็นที่เดียวที่อุตสาหกรรมของเล่นยอมรับ”

และของเล่นชิ้นถัดไปก็ทยอยออกสู่ตลาด อย่างขบวนรถไฟ ตุ๊กตาไขลาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดใช้ไม้ยางพาราในประเทศไทยเป็นวัสดุหลักในการผลิต คุณพ่อมีเป้าหมายผลิตเพื่อการส่งออก ลูกค้ามีทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี อินเดีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ โดยลูกค้าสั่งทำของเล่นตามต้องการได้ด้วย

แต่ที่น่าสนใจคือ ในยุคบุกเบิก Blue Ribbon Toys กลับตีตลาดเมืองไทยไม่แตก

“เราส่งออกเป็นหลัก” ลูกสาวย้ำ “ไม่เคยทำแบรนดิ้ง ไม่เคยพยายามสื่อสารกับคนไทย แต่ 5 – 6 ปีมานี้ คนไทยเพิ่งรู้ว่าแบรนด์เรามีตัวตน เพราะพ่อแม่เริ่มให้ความสำคัญกับของเล่นมากขึ้น”

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

หมั่นคอยดูแลรักษาพนักงาน

เมื่อยอดผลิตพุ่งสูง จากแรงงานคนก็เริ่มนำเครื่องจักรเข้ามาอำนวยความสะดวก

“เพราะเราอยากทำงานให้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น โดยเครื่องจักรช่วยลดพนักงานได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เราสอนและให้ความรู้กับพนักงานว่าต้องควบคุมเครื่องจักรยังไง ที่สำคัญคือเราถามปัญหาและความต้องการของเขา เพื่อออกแบบเครื่องจักรให้ตรงกับการทำงานมากที่สุด”

คุณพ่อนักประดิษฐ์แฮกเครื่องจักรรุ่นเดอะของโรงงานที่ปลดประจำการ ด้วยการเขียนโค้ดสั่งงานเข้าไปใหม่ โดยใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ยังคงประสิทธิภาพดี

“เครื่องจักรที่มองเห็นนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องมีส่วนอื่นที่ทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขด้วย สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นเรื่องที่ต้องลงทุน พอเขามีความสุข มันเห็นผลจริง ๆ นะ คือ Output ของเรากระโดดขึ้นมาทันทีเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์ ฝีมือและผลงานพนักงานของเราไม่แพ้ใคร”

นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการผลิต สภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานก็เป็นจุดหนึ่งที่ Blue Ribbon Toys ใส่ใจไม่แพ้กัน ที่นี่บริหารคนด้วยระบบ International Council of Toy Industries (ICTI) ซึ่งเป็นกฎที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อคนที่ทำงานในโรงงานของเล่นโดยเฉพาะ คุณพ่อเสริมให้เราเข้าใจว่าสิ่งนี้จะช่วยการันตีได้ว่า ‘หากทำตามกฎได้ พนักงานก็จะมีความสุข’

ที่นี่มีสวัสดิการน่ารักอย่างการส่งต่อของเล่นให้ลูก ๆ ของพนักงาน โดยไม่ต้องกังวลว่าของเล่นจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะผ่านการทดสอบจากห้องแล็บก่อนผลิตจริง สีที่ใช้ก็ปลอดเคมี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

นักออกแบบของเล่น

กิจการของเล่นของครอบครัวคุณประเสริฐดำเนินธุรกิจด้วยทัศนคติของดีไซเนอร์ หาใช่นักธรุกิจ

“เพราะเราคิดถึงดีไซน์ก่อน ขายได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” คุณพ่อบอกแบบนั้น

“ในมุมมองธุรกิจ คงมองว่าจะผลิตของเล่นยังไงให้ขายได้ แต่เราไม่ใช่ เราอยากผลิตของเล่นออกมาก่อน เพื่อดูผลตอบรับของตลาด ลูกค้าเป็นคนตัดสินว่าของเล่นชิ้นนี้ควรอยู่ต่อหรือไม่” ลูกสาวเสริม

ไอเดียตั้งต้นในการผลิตของเล่น มาจากการอยากส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ในด้านต่าง ๆ ความท้าทายคือ ‘การออกแบบ’ จะออกแบบของเล่นอย่างไรให้ตอบสนองพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย และออกแบบของเล่นอย่างไรให้พ่อแม่ตัดสินใจซื้อไปให้ลูก ๆ (เพราะพ่อแม่คือคนจ่ายเงิน)

“เราต้องทำของเล่นพัฒนาทักษะของเด็ก ๆ และไม่ใช่เล่นได้เฉพาะเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ต้องเล่นได้ ครอบครัวเล่นได้ หรือครูกับนักเรียนก็ต้องเล่นด้วยกันได้

“การออกแบบของเล่น เราคำนึงถึงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พยายามอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับพวกนี้ ศึกษาเรื่องสี จากนั้นแบ่งหมวดของเล่น เช่น เด็กเล็ก เด็กโต หรือเด็กวัยที่ซนขึ้นมาหน่อย ดูว่าต้องเสริมพัฒนาการด้านไหน อย่างประสาทสัมผัส การใช้ความคิด การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เหล่านี้มีผลต่อการออกแบบของเล่น” คุณพ่อเฉลย

“แล้วของเล่นมีเทรนด์ไหมคะ” เราชวนสองดีไซเนอร์ต่างวัยแบ่งปันความเห็น

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“มีค่ะ ของเล่นของ Blue Ribbon Toys หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะ อย่างสี ตอนแรกใช้สีกลุ่มแม่สี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง พอเรามารับช่วงต่อ เราไม่ใช้แม่สี พ่อแม่หรือครูก็จะบอกเด็กไม่ได้ว่านี่สีอะไร แต่เรากลับมองว่ามันคือการใช้จินตนาการและเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนากับเด็กได้ นี่สีฟ้าหรือสีเขียวนะ

“ซึ่งเป็นเทรนด์ที่พ่อแม่ยอมรับมากขึ้นนะ สมัยก่อนพ่อแม่มีแค่คำตอบเดียว แดงก็แดง เขียวก็เขียว เราพยายามประยุกต์สิ่งที่เชื่อมโยงกับพ่อแม่มาออกแบบของเล่น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ในสังคมปัจจุบัน ส่วนของเล่นที่มีรูปทรงแบบ Timeless เราก็พยายามทำออกมาเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่นาน ๆ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ตกยุคสมัย” หวานเล่าการเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของเธอ

ของเล่นของแบรนด์เล่นได้ตั้งแต่ 0 เดือน จริง ๆ เรียกว่าไม่จำกัดอายุคงเข้าท่ากว่า หน้าตา รูปทรง สีสัน ก็ชวนเหมากลับบ้าน แถม Blue Ribbon Toys เคยผลิตของเล่นร่วมกับ MoMA นิวยอร์กด้วย

คุณพ่อกระซิบว่าหลังจากผลิตของเล่นแล้ว เด็กกลุ่มแรกที่ลองเล่นคือลูกสาวและหลาน ๆ

“คุณพ่อจำของเล่นชิ้นแรกที่ให้ลูกสาวได้หรือเปล่าคะ” เราถามทวนความทรงจำ

“บล็อกไม้ง่าย ๆ ที่หยิบจากโรงงานไปนั่งต่อกันที่บ้าน” คุณพ่อตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“เราจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้บ้านตุ๊กตาจากพ่อ ถือว่าสุดยอดแล้ว” ลูกสาวยิ้มหวาน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ทายาทรุ่นสองโรงงานของเล่น

“ตั้งแต่เกิดมา เราไม่เคยคิดจะเป็นอย่างอื่นนอกจากดีไซเนอร์” ลูกสาวเปรย

ทำไม เราสงสัย – “เพราะคิดว่ามีอาชีพเดียวในโลก เรารู้จักอย่างเดียวจริง ๆ จากพ่อ พ่อชวนเราเล่น วาดรูป เขียน ประดิษฐ์ เวลามีการบ้านงานประดิษฐ์ก็วิ่งหาพ่อ พ่อทำให้ตลอดจนเรียนมหาวิทยาลัย”

จุดเริ่มต้นเส้นทางดีไซเนอร์สาวอนาคตไกล มาจากครอบครัวที่ปลูกฝังพื้นฐานการเล่น ชีวิตวัยเด็กของหวานวนเวียนกับการเล่น ของเล่น และโรงงานของเล่น โดยการเล่นกับคุณพ่อก็ต่อยอดสู่เส้นทางการเป็นดีไซเนอร์ในต่างประเทศ และท้ายที่สุดเส้นทางชีวิตของหวานก็เวียนกลับมาที่ของเล่นอีกครั้งในวันที่เธอกลับมาประเทศไทยเพื่อรับช่วงต่อแบรนด์ของเล่นของครอบครัว ใครจะรู้ว่าแม้เติบโตมากับของเล่น แต่ในช่วงแรกของการรับช่วงต่อ กลับไม่มีภาพการบริหารธุรกิจของเล่นนี้อยู่ในหัวเลย

“ตอนแรกไม่อยากทำเลย ดูลำบาก ดูเหนื่อย คือเราชอบออกแบบ แต่การออกแบบของเล่นมันอาจจะไม่ใช่แนวเรา เราอยากลองทำอย่างอื่น เช่น กระเป๋า แฟชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์”

ความคิดของหวานเริ่มเปลี่ยนทีละนิด เมื่อเธอนำแนวคิดของดีไซเนอร์มาออกแบบของเล่น ความอิสระและความสนุกเสริมสร้างความพอใจในการทำงานขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นความลงตัวในที่สุด

“จากแต่ก่อนที่เคยโดนบังคับให้ทำธีสิสเป็นของเล่น เพราะอาจารย์รู้ว่าเป็นลูกเจ้าของโรงงานของเล่น ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการทำงาน เพราะเรารู้แล้วว่าวิธีการทำงานที่มีความสุขเป็นแบบไหน”

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

หากไม่นับรวมการช่วยออกแบบของเล่นตั้งแต่เรียนจนทำงานต่างประเทศ ก็เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่หวานกลับมาประจำการที่ออฟฟิศของ Blue Ribbon Toys ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งโจทย์สำคัญสำหรับทายาทแทบทุกคนในการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ ‘การต่อยอด’

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดเรื่องการต่อยอดเลย ไม่มีเป้าหมายของตัวเอง มีหน้าที่แค่นั่งเขียนแบบไปวัน ๆ แต่พอทำไปทำมาก็มองเห็นช่องทางที่จะพัฒนาของเล่นให้ดีขึ้นได้ ซึ่งพ่อแม่เป็นคนที่เปิดกว้าง เราขอเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ เขาก็ยอม จะทำอะไรก็ให้ทำหมดเลย พอเขาสนับสนุน เราก็สนุก

“แต่สิ่งที่กลัวคือ กลัวทำในสิ่งที่ตัวเองไม่สนุก แต่ในที่สุดเราก็สนุกกับมันได้ แค่ต้องมองมันอีกมุมหนึ่ง แต่ตอนนี้เราเก่งในด้านนี้ เป็นประโยชน์กับบริษัทในด้านนี้ เราก็ทำให้เต็มที่

“ความท้าทายอีกอย่างคือ จะทำยังไงให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้” ทายาทรุ่นสองตั้งเป้าหมาย

“คุณพ่อมอบคัมภีร์ดำเนินธุรกิจอะไรให้คุณบ้าง” เราแอบถามเคล็ดลับ

“พ่อไม่ได้สอน แต่ทำให้ดู แล้วก็ Learn on the Job ไปด้วยกัน” เธอเฉลย

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

แลกเปลี่ยนและเรียนรู้

การทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 เจเนอเรชัน หากจะให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คุณพ่อก็แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับลูกสาว และจากการมองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่วันที่ลูกสาวเข้ามารับช่วงให้เราฟังอย่างเปิดเผย

“แต่ก่อนเราเป็นโรงงานจริง ๆ ไม่ได้นำเสนออะไรให้กับสังคมมาก แต่ตอนนี้เขานำเสนอสิ่งดี ๆ ให้สังคมมากขึ้น อย่างของเล่นที่เล่นด้วยกันได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ของเล่นบางตัวสมัยก่อนไม่มีนะ ในใจเราก็คิดว่าขายไม่ได้หรอก ปรากฏว่าขายได้ในสมัยนี้ เพราะเขาทำของเล่นให้เป็นไลฟ์สไตล์”

หวานเสริมอีกนิดถึงการเปลี่ยนมุมมองในการออกแบบของเล่นที่พัฒนาขึ้นจากวันแรก

“ตอนนั้นเรามองในมุมมองของเด็กโต ว่าของเล่น Educational ไม่สวย เราอยากเปลี่ยนสี โดยไม่ได้มองเลยว่าโลกนี้เขายอมรับไม่ได้ หรือบางอย่างจะ Decorative ไปถึงไหน มันไม่ใช่ของเล่นแล้ว ก็เพลา ๆ ลง จนตอนนี้รู้สึกว่าหาบาลานซ์ได้ว่าแบบนี้กำลังดี จะเห็นว่าปีหลัง ๆ ของเล่นที่เราออกแบบมีความสายกลาง เหมือนหาจุดได้แล้วว่าประมาณนี้แหละ แม่ ๆ ก็ซื้อได้ ลูกค้าแนวไลฟ์สไตล์ก็ซื้อได้”

ตลอดบทสนทนา เราสังเกตเห็นว่าทั้งหวานและคุณพ่อสุรศักดิ์รับส่งและเสริมกันได้อย่างดีในแทบทุกคำถาม วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อลูกและคนสองช่วงวัยให้สอดคล้องเกิดขึ้นได้อย่างไร

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

“การทำงานกับพ่อ เหมือนกำลังพูดเรื่องเดียวกัน บางทีกรี๊ดเรื่องเดียวกัน บางทีเอางานอะไรมาดูแล้ว Appreciate ไปด้วยกัน ดูคล้ายงานอดิเรกแต่คืองานหลัก เพราะความสนใจเหมือนกัน เลยเป็นเรื่องที่เชื่อมต่อกันได้” เมื่อลูกสาวตอบคำถาม ก็ถึงทีคุณพ่อ “จริง ๆ การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เราไม่ใช่คนที่เสกนั่นเสกนี่ได้ เราคิดอย่างเดียวว่า ต้องให้เขาทำเต็มศักยภาพ เชื่อใจเขา และให้เขาเป็นตัวเองเต็มที่”

“แต่ก่อนพ่อเป็นทุกอย่างของโรงงาน พอเราเข้ามารับช่วงต่อ พ่อก็เริ่มทำอะไรที่เขาสนใจ เช่น การสร้างเครื่องจักร บางทีเราก็ประทับใจที่เขาอยู่กับช่างได้ทั้งวัน ดูมีความสุขในแบบของเขา

“การเรียนรู้ก็น่าจะเรื่องนี้แหละ ทำยังไงให้มีความสุขกับการทำงานมาตลอด 30 ปี”

หวานสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อในประโยคเรียบง่ายแต่สัมผัสได้ถึงความจริง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

จากอดีตถึงปัจจุบัน

จากอดีตเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนั้น ในวันที่ประเทศไทยยังมีมุมมองต่อของเล่นที่ยังไม่เปิดกว้างและเข้าใจเท่าต่างประเทศ หวานบอกกับเราในวันนี้ว่า ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว!

“เราเห็นชัดเลยตั้งแต่ไม่กี่ปีมานี้ สังเกตจากพฤติกรรมการซื้อของเล่น พ่อแม่เปิดใจมากขึ้น ซื้อของเล่นที่ลูกชอบ เอามาลองเล่นจนลูกประทับใจ แล้วคนก็เริ่มซื้อของเล่นเป็นของขวัญกันด้วย” หวานเปรย ก่อนคุณพ่อจะเสริมด้วยน้ำเสียงปลื้มใจ “เขาเห็นความสำคัญมากขึ้น พ่อแม่สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการอยู่กับลูก นั่นทำให้เด็กมีคุณภาพและมีความคิดที่ดี อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอีกเยอะ ๆ”

จากที่ของเล่นเคยมีภาพจำว่าเป็นของสำหรับเด็กเท่านั้น ในวันนี้หวานและคุณพ่อทลายค่านิยมเดิม และตั้งใจเติมเต็มเด็ก พ่อแม่ และโรงเรียน ผ่านแนวคิดในการใช้ของเล่นเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวและโรงเรียน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ และสังคม

“คนต้องมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันถึงจะเกิดการเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเด็กจะไม่มีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ด้านศิลปะ แต่รวมถึงดนตรี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ด้วย อีกอย่างคือของเล่นทำให้เด็กรู้จักชนะและให้อภัย พอเห็นของเล่นเรามีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ก็มีความสุขนะ” คุณพ่ออธิบาย ก่อนหวานจะเสริมนิยามของ Blue Ribbon Toys โดยสรุปว่า “แบรนด์เราคือ Wooden Pleasure หรือชิ้นไม้ที่มอบความสุขให้กับทุกวัย”

จากปัจจุบันถึงอนาคต

แม้ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้างแล้วในเรื่องมุมมองต่อของเล่น แต่เมื่อถามคุณพ่อว่าจุดประสงค์ข้อนี้ถือว่าเข้าขั้นประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง คำตอบที่ได้คือ “นี่เพิ่งเริ่มต้น”

เมื่อโจทย์ที่วางไว้ เพิ่งเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงในขั้นแรกเท่านั้น การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ของเล่นโบว์สีฟ้านี้ไม่อาจหยุดยั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคต

“เราจะทำในสิ่งที่ถนัดและพัฒนาให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ซึ่งมันคือการแข่งกับตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อบอกอย่างแน่วแน่ ก่อนที่เสียงใส ๆ ของลูกสาวจะเสริมแง่มุมของเธอบ้าง

“เราจะทำในสิ่งที่รักและสิ่งที่ชอบ โดยไม่ละทิ้งคุณภาพ เราเชื่อว่าจะทำมันได้ดี”

ก่อนที่บทสนทนาในวันนี้จะจบลง เราถามคำถามง่าย ๆ กับพ่อและลูก

“ของเล่นชิ้นล่าสุดที่เล่นคืออะไรคะ”

“เราเพิ่งเล่น Backgammon ไป 2 วันที่แล้ว แล้วก็ Chess เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” ลูกสาวตอบ

“นึกไม่ออก” คุณพ่อตอบ – “เล่นเครื่องจักร” ลูกสาวแซวนักประดิษฐ์ด้วยความกันเอง

คำตอบของสองพ่อลูกแห่งกิจการผลิตของเล่นนั้นแสนอบอุ่นและน่ารัก ไม่แพ้ของเล่นที่ทั้งสองดีไซเนอร์ออกแบบ จนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้เป้าหมายของคนทั้งคู่บรรลุความตั้งใจในสักวันหนึ่ง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load