โอ่ โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเลกว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเรา

หิว (Hungry.hc) แบรนด์อาหารทะเลแปรรูปที่ทำมือทุกขั้นตอนจากจังหวัดชุมพร ถูกปลุกปั้นขึ้นมาด้วยสองพี่น้อง มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์ การกลับบ้านของเธอทั้งสองคนหวนให้เราคิดถึงเนื้อเพลง ปักษ์ใต้บ้านเรา ที่ขับกล่อมโดยแฮมเมอร์ ใช่-พวกเธอกลับไปหาความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเกิด

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ท้องทะเลแดนใต้รุ่มรวยด้วยทรัพย์จากผืนน้ำสีฟ้า ปลาทู เป็นปลาท้องถิ่นที่พวกเธอเห็นมาตั้งแต่เกิด เมนูปลาทูต้มหวาน พวกเธอก็ลิ้มรสฝีมือคุณย่ามาตั้งแต่วัยเยาว์ เรามั่นใจว่ารสชาตินั้นยังคละคลุ้งอยู่ในความทรงจำ

4 ปีก่อนแบรนด์ชวนหิวจะก่อตัว มะเหมี่ยวคว้าประสบการณ์ต่างแดนด้วยปริญญาโทด้านการตลาด ส่วนหมิวจบหมาดจากเมืองกรุงด้วยดีกรีนักออกแบบ สองพี่น้องจับมือชวนกันกลับชุมพรด้วยหวังอยากมีแบรนด์ของตัวเอง

การกลับมาพัฒนาอาหารทะเลบ้านเกิดสนุกจนเราอยากชวนคุณล้อมวงตักข้าวสวยและคลุกปลาทูต้มหวานมาสนทนาด้วยกัน ทั้งการต่อยอดกิจการเดิมที่มีอยู่ด้วยวิชาของคนรุ่นใหม่ การเปลี่ยนมุมมองความคิดที่แค่ปรับก็เปลี่ยนไปเสียทุกอย่าง ซึ่งพวกเธอเริ่มต้นจากการกลับบ้าน กลับมามองสิ่งใกล้ตัวจนเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใน

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ปลาทูต้มหวาน อาหารท้องถิ่นประจำบ้านที่เธอเคยมองผ่านด้วยความเคยชิน ถูกรื้อมาแปลงโฉมด้วยทักษะและความถนัดของสองศรีพี่น้อง โดยมีคุณป้ารับหน้าที่ปรุงรสเองทุกหม้อ จากการครูพักลักจำเสน่ห์ปลายจวักของคุณย่า ถ้าลองนับเล่นดู ก็เป็นผู้หญิง 3 วัยที่ส่งต่อและสืบสอดสูตรเด็ดจากรุ่นย่าถึงรุ่นหลาน ช่างน่ารักเหลือเกิน

หิว ก้าวเดินอย่างช้าทว่ามั่นคง สองพี่น้องลูกทะเลพาอาหารพื้นบ้านไปทำความรู้จักกับคนต่างถิ่นที่ไกลกว่าชุมพรและไกลกว่าประเทศไทย ด้วยการชูวัตถุดิบจากท้องทะเลไทยอย่างภาคภูมิใจ ปลาไทยไม่แพ้ปลาใดในโลก!

หิว

สองพี่น้องที่ทำผลิตภัณฑ์ชวนหิว เติบโตมาท่ามกลางวิถีชีวิตชาวเลและกิจการแพปลาของคุณย่า พวกเธอหยิบปลาทูต้มหวานออกจากปี๊บความทรงจำวัยเยาว์ โดยมีคุณป้าวัย 68 เป็นแม่ครัวใหญ่คอยคุมรสชาติ

“เรากำลังเรียนจบ แต่ไม่อยากทำงานออฟฟิศ ไม่อยากทำงานในกรุงเทพฯ อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง บวกกับเราสนใจด้านอาหารและอยากชูความเป็นไทย เลยออกแบบ CI ของหิวไว้ก่อน” หมิวตั้ง หิว เป็นแบรนด์และสเก็ตช์ตราสินค้า ก่อนเจ้าตัวจะจับของดีจากทะเลชุมพรและสูตรลับความหรอยของครอบครัวมาสร้างแบรนด์เสียอีก

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

“เราคิดเหมือนกันว่าอยากสร้างแบรนด์ เพราะเรียนมาร์เก็ตติ้งมา ตอนแรกไม่ได้นึกถึงสิ่งที่บ้านเรามีเลย แต่พอกลับมาดูว่าบ้านเรามีอะไรที่ต่อยอดได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ บ้านเรามีวัตถุดิบนะ ป้าเราทำอาหารแปรรูปนะ 

“แต่ป้าทำขายโดยไม่มีการทำแบรนดิ้ง ไม่มีดีไซน์ อีกอย่างปลาทูต้มหวานเป็นเมนูท้องถิ่นที่คนไม่ให้ความสนใจ จนวันหนึ่งเราเปลี่ยนการรับรู้ เปลี่ยนความคิด จับเขามาทำแบรนดิ้ง มันขายได้” มะเหมี่ยวเสริม

ปลาทูต้มหวาน เป็นของดีประจำตระกูลที่สองสาวมองเห็นและอยากหยิบมาแปลงโฉม

แต่การยกแผนการตลาดไปกางกลางวงสนทนา จับเข่าคุยเรื่องงานดีไซน์กับคนวัยค่อน 70 ไม่ง่าย

“คุณขายไอเดียให้คุณป้าซื้อได้ยังไง” เราสงสัย

“ป้านั่งส่ายหัว บอกว่าแบบนี้ไม่ได้ ไม่เอา” สาวมาร์เก็ตติ้งเกริ่น

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

“เราเข้าใจว่าเป็นแบรนด์ที่ป้าสร้างมา เราทำอะไรไม่ได้ และเราโดนตั้งคำถามบ่อยมาก โห พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกกลับบ้านมาเป็นแม่ค้าขายปลาหรอ แต่เราก็ยังอยากทำแบรนด์ของเรา อยากพิสูจน์ความคิดของเรากับน้องสาวที่คิดมาว่ามันจะเวิร์กมั้ย ตอนหลังเรามานั่งตกผลึกว่า สิ่งที่เราเล่าในหัว เขาไม่ได้เห็นภาพเดียวกับเรา การที่จะให้เขาเห็นแล้วยอมรับ คือเราต้องสื่อออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เราขอนะ ขอยกแบรนด์ออกมาทำเอง”

“คุณป้ายอมมั้ย” 

“เขายอม” มะเหมี่ยวไขขอสงสัย

หิว ลงมือทำด้วยพื้นฐานที่ง่ายที่สุด ซึ่งคุณป้ามีสินค้าบรรจุถุงอยู่แล้ว หมิวรับหน้าที่ออกแบบตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ ส่วนมะเหมี่ยวรับหน้าที่ดูแลการตลาด ด้วยการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ Lemon Farm

ปลาทูต้มหวานในความทรงจำ

เส้นทางของปลาทูต้มหวานจากท้องทะเลชุมพรมีที่มาที่ไปจากคุณย่าของสองคนพี่น้องเมื่อ 50 ปีก่อน 

ครอบครัวของเธอทำกิจการแพปลา ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทำให้จับปลาได้เยอะ ขายเท่าไหร่ก็ไม่หมด คนโบราณเลยหยิบมาแปรรูปเป็นเมนูอร่อย หมิวกระซิบว่า สมัยนั้นคุณย่าต้องทำปลาทูต้มหวานใส่ปี๊บไปขายบนรถไฟ

สูตรเด็ดความอร่อยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนมาจากส่วนผสมอย่างง่าย คือ น้ำตาลและน้ำปลา 

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ปลาทูต้มหวานฉบับหิว ถูกปรับสูตรโดยคุณป้า มีการเติมรสชาติของน้ำตาลมะพร้าว กระเทียม หอมแดง มะขาม น้ำปลา และพริกไทย ซึ่งหัวใจที่ทำให้เมนูปลาทูต้มหวานหรอยเหมือนขึ้นสวรรค์คงหนีไม่พ้นปลาทูสด

กระบวนการทำปลาทูต้มหวานของแม่ครัวใหญ่ครูพักลักจำมาจากความทรงจำวัยเด็ก ตอนที่คุณย่าเคยทำเมนูประจำบ้านให้กิน แตกต่างตรงปลาทูต้มหวานเวอร์ชันอัปเดตใหม่หลังต้มหนังปลาสวย กินได้ทั้งตัว แม้แต่ก้าง!

“ป้าเราเหมือนอาร์ตขึ้นมาอีกระดับ เขาจะใส่ใจ พิถีพิถัน ตอนรุ่นย่าเหมือนทำเพื่ออยู่รอด” น้องสาวเล่า

“อย่างการต้มปลาทูต้มหวาน ต้องใช้เวลาสี่วันในการต้มปลา เคี่ยวปลา จนถึงบรรจุปลา ถ้าสังเกตจะรู้ว่าเราต้มนานขนาดนั้นแต่หนังปลาไม่หลุดเลย ซึ่งต่างจากปลาทั่วไป ถ้าต้มนานเนื้อจะยุ่ย หนังปลาจะหลุดหมด

“ในวันที่คนรอบข้างไม่มีใครสนใจสิ่งนี้ แต่ป้าเราคิดวิธีการของเขาอยู่สามปี มันคือแพสชันหนึ่งของเขา”

“ป้าเขารัก” พี่สาวพูดด้วยนัยตาเปี่ยมความสุข

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์
หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากวิธีการทำที่อาศัยการชั่ง-ตวง-วัด ด้วยการกะจากสายตาและน้ำหนักมือถูกเปลี่ยนเป็นการบันทึกสูตรลับครอบครัวที่มีมาตราวัดถูกต้องตามสัดส่วน จากหาบปี๊บขายและตักขายใส่ถุงแกง ถูกปรับเป็นบรรจุภัณฑ์พกพาสะดวก ปราศจากกลิ่นกวนจมูกและไม่หกเลอะเทอะระหว่างทางหิ้วกลับบ้าน

เป็นเพราะคุณป้าผู้มาก่อนกาลของสองสาวเห็นปัญหาของบรรจุภัณฑ์ อายุการเก็บปลาทูต้มหวาน และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป จึงตั้งคำถามว่า จะทำยังไงให้เมนูอร่อยเก็บได้นานโดยไม่ต้องเข้าตู้เย็น

“คนชอบมีคำถามกับแพ็กเกจจิ้งที่เป็นซองสีใสว่าจะเก็บได้นานจริงหรอ เพราะเขามีภาพจำของปลากระป๋องอยู่ อย่างปลาในปลากระป๋อง เขาไม่ได้ใส่สารกัดบูดนะ แต่ผ่านระบบฆ่าเชื้อ ซึ่งปลาทูต้มหวานของเราก็ผ่านวิธีการเดียวกัน แค่แพ็กเกจจิ้งเป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วปลาทูต้มหวานของหิวก็ไม่ต้องเก็บในตู้เย็นด้วยเหมือนกัน”

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

เมื่อ 4 ปีก่อนยังไม่มีอาหารทะเลปรุงสุกพร้อมทานโดยไม่ต้องแช่เย็นวางจำหน่าย บวกกับไอเดียเดิมของคุณป้าที่อยากเก็บความอร่อยไว้ให้ได้นานที่สุดเมื่อสมัยนู้น ทำให้สาวการตลาดมองเห็นลู่ทางที่จะพิชิตใจผู้บริโภค 

ปลาทูต้มหวานผ่านการพาสเจอร์ไรซ์อย่างดี ก่อนบรรจุลงแพ็กเกจจิ้งสีใสที่ทำให้มองเห็นปลาทูตัวโตชวนหิวนอนชุ่มซอสตั้งแต่หน้าซอง แถมสะดวกต่อการกระจายความอร่อยผ่านระบบขนส่งให้ถึงมือผู้รับทั่วประเทศ

ความกลมกล่อมของนักออกแบบกับนักการตลาด

หนึ่งข้อจำกัดของเมนูพื้นบ้านแดนใต้อย่างปลาทูต้มหวาน คือ คนรุ่นใหม่วัยใสไม่รู้จักเมนูนี้ 

“เราเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ อายุยี่สิบสองถึงสี่สิบห้าปี เรารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเขาไม่รู้จักปลาทูต้มหวาน คนที่คุ้นชินจะเป็นคนรุ่นป้าเราที่นิยมกินสิ่งนี้ เราเลยอยากเปลี่ยนกลุ่มลูกค้า เพราะถ้ายังยึดกับกลุ่มตลาดเดิมแล้วไม่เข้าไปเปลี่ยนอะไรเลย เราคิดว่าต่อไปคงไม่มีคนรู้จักเมนูปลาทูต้มหวานแล้วนะ” สาวมาร์เก็ตติ้งเล่าเหตุผลการเลือกกลุ่มลูกค้า

อาหารรุ่นคุณย่าทำความรู้จักกับรุ่นเยาว์ด้วยการเล่าแบรนด์ผ่านงานดีไซน์ทันสมัย สื่อสารผ่านออนไลน์ และอาศัย Storytelling ในการเล่าเรื่องราวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ โมเดิร์นขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความโลคอล

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

“เราเขียนคอนเทนต์ในสิ่งที่อยากเล่า บางทีเป็นโมเมนต์ที่เราคุยกับน้องสาวแล้วรู้สึกว่ามีคุณค่าจนอยากเล่าให้คนที่ติดตามฟัง” มะเหมี่ยวเล่า ก่อนหมิวจะเสริม “บางทีพี่เขาอยากถ่ายทอดความประทับใจที่บ้าน พระอาทิตย์ที่บ้าน มันคือการ Appreciate ซึ่งเราทั้งคู่รู้สึกชอบที่บ้านมากทั้งที่มันธรรมดา แต่ดันมีคนทั่วไปรู้สึกกับมันด้วย”

เราถามนักการตลาดว่า ทำไมคนถึงเชื่อว่าอาหารพื้นบ้านไทยแท้จะขายได้

“เราว่าอยู่ที่เมสเสจที่ส่ง ภาพที่สื่อให้เห็น บางทีเราเดินตลาดแล้วเห็นปลาทูต้มหวานอยู่ในหม้อ คนขายเขาไม่ได้พยายามส่งเมสเสจอะไรที่มากกว่าปลาในหม้อ แต่ถ้าเราสร้างเมสเสจที่ส่งให้ลูกค้า เช่น นี่ปลาทูต้มหวานของฉันนะ ผ่านกระบวนการนี้ ด้วยวิธีนี้ ดีไซน์แบบนี้ ผ่านการ Storytelling แบบนี้ เราว่าผู้บริโภคเขา Decode ได้”

มีกฎการตลาดที่ควรทำแต่นักการตลาดคนนี้แหกกฎมั้ย

“ตามหลักการตลาด เราต้องรู้ก่อนว่าตลาดชอบแบบไหน แต่พอทำแบรนด์หิว เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราอยากทำอะไร ถ้าเราทำตามตลาดเยอะ เราจะสูญเสียความเป็นตัวเองและกลายเป็นเหมือนแบรนด์อื่น 

“แต่ถ้าเราเริ่มจากความชอบของเราก่อนโดยไม่แย้งกับตลาดมากนัก เรารู้สึกว่าเนี่ยแหละมันคือการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์และสร้างจุดต่างให้กับแบรนด์ด้วย” สาวการตลาดเล่าวิธีการออกนอกกรอบ

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

นักออกแบบสาวช่วยแปลงไอเดียจากพี่สาวเป็นสีและลายเส้น ที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวเลและคนชุมพรผ่านแพ็กเกจจิ้งแต่ละแบบ ที่เห็นแล้วน่ารักดีคงเป็นภาพวาดสาวนุ้ยที่มีทรวดทรงองค์เอวสวมผ้าถุงลายดอกสีสดใส 

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ทุกเทศกาลสงกรานต์และวาระขึ้นปีใหม่ งานออกแบบจะหมุนเวียนไม่ซ้ำกันโดยฝีมือของหมิว ซึ่งเธอแย้มวิธีการทำงานว่า ทุกงานดีไซน์จะตั้งจากความชอบก่อนเสมอ เสริมด้วยเรื่องราวท้องถิ่นและภาพวาดจากดินสอ

“เราอาจมองภาพรวมไม่ชัดเท่าพี่ที่มองในมุมมาร์เก็ตติ้ง เราเชื่อว่างานออกแบบช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ได้ เราประหลาดใจที่มันถูกยอมรับและคนเลือกซื้อมันเพราะงานดีไซน์” หมิวเล่าพลังของงานออกแบบ

เสริมหมวดแพ็กเกจจิ้งอีกนิด ยามต้องส่งของถึงลูกค้า ภายในกล่องจะอัดแน่นด้วยหนังสือพิมพ์เส้นฝอย บ้างก็บับเบิ้ลใส ฯลฯ ทั้งหมดล้วนช่วยลดแรงกระแทก โดยหิวเลือกใช้ใบจากที่เป็นวัสดุธรรมชาติ ซึ่งมีต้นความคิดจากคุณย่าที่แนะให้สองสาวไปหยิบใบจากที่ถูกลอกก่อนกลายเป็นใบยาสูบมาบรรจุลงกล่อง มะเหมี่ยวบอกว่าลูกค้าชอบมาก! แถมเป็นวัสดุราคาศูนย์บาท เพราะชาวบ้านทิ้งส่วนนั้นอยู่แล้ว แต่เธอฟื้นชีพให้มีประโยชน์อีกคร้ัง

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์
หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

ความถนัดของสองศรีพี่น้องดูเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมเหมือนรสของปลาทะเลเคี่ยวซอสรสดี

“เรากับน้องมีประสบการณ์การทำงานข้างนอกไม่เยอะ” พี่สาวออกตัว

“เราไม่มีเลย” น้องสาวเสริมทัพพร้อมรอยยิ้ม

“เรียนจบก็มาทำตรงนี้เลย แพสชันรุนแรงมาก มันดีอย่าง แต่ก็ขาดอย่าง คือประสบการณ์ในการเรียนรู้จากที่ทำงานอื่น เรามีแค่ทฤษฎี ตอนทำจริงจังต้องปรับหน้างานหมดเลย กลายเป็นว่าทุกวันเราต้องลองผิดลองถูก ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสียนะ ระหว่างทางเราอาจจะเดินทางช้าหน่อย แต่ก็ดีในแบบของมัน” มะเหมี่ยวเล่าด้วยแววตามุ่งมั่น

อาหารตาม (ใจ) สั่ง

หิวไม่ได้มีเพียงปลาทูต้มหวานที่ชวนเรียกน้ำย่อยในท้องให้ส่งเสียงดังโครกคราก แต่ยังมีอีก 2 เมนูจากทะเลแดนใต้ที่พวกเธอภูมิใจนำเสนอ กระซิบว่าเป็นเมนูที่ปิ๊งไอเดียจากช่วงวิกฤตโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่พอดิบพอดี

ท้าดา! ขอเสนอ กุ้งโอคักดองและปลาอินทรีย์ดองสาเกซอสญี่ปุ่น แค่ชื่อก็อยากหม่ำ ณ บัดนาว

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

“บ้านเราชอบทำอาหารอยู่แล้ว โดยเฉพาะพี่ชาย เขาตกปลาเสร็จก็จะเอากลับมาลองทำอาหาร อย่างปลาอินทรีย์ดองสาเก ก็เป็นหนึ่งเมนูที่ทุกคนเห็นว่าอร่อย น่าจะขายได้ แล้วเราชอบที่เป็นปลาท้องถิ่น” หมิวเล่า

“จุดที่น่าสนใจสำหรับเรามันคือปลาอินทรีย์ เป็นปลาท้องถิ่นที่คนยังไม่ได้จับมาทำเมนูพวกนี้ มันเป็นการส่งเมสเสจถึงผู้บริโภคว่า นี่ปลาไทยนะ ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าปลาจากต่างชาติเลยสักนิด” มะเหมี่ยวขยี้ใจความสำคัญ

แม้คาเฟ่ชิกเก๋ในบ้านเกิดจะเสิร์ฟเมนูปลาส้มจากแดนอาทิตย์อุทัย แต่สองสาวยังยืนหยัดชูวัตถุดิบพื้นบ้านจากขุมทรัพย์แห่งท้องทะเลให้นักชิมทั่วประเทศได้ลิ้มคุณค่าที่แท้จริงของวัตถุดิบไทยที่แอบซ่อนผ่านรสชาติ

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์
หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

เราลองชิมไปหลายคำ หรอยจนแสงพุ่งออกปาก เนื้อปลาอินทรีย์แน่นหนึบหนับ หอมกลิ่นสาเก ส่วนกุ้งโอคักตัวเบิ้มกินคู่กับสาหร่ายแผ่นเหยาะน้ำจิ้มซีฟู้ด โอ้ย ใจละลาย! สองสาวว่าทานกับข้าวสวยก็เด็ดไม่แพ้กัน

ความสร้างสรรค์ยังไม่จบ เมื่อเธอและเธอคันไม้คันมืออยากจับทั้งสามเมนูมาแปลงโฉมเป็นอาหารจานเก๋ เพื่อแสดงศักยภาพของอาหารทะเลแปรรูปโฮมเมด และช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการกินให้สนุกและเพลินกว่าเดิม

“พอเราขายผ่านออนไลน์ ถ้าขายแค่โปรดักต์อย่างเดียวมันไม่น่าสนใจ เราเลยอยากเปิดมุมมองให้ลูกค้าเห็นว่าปลาทูต้มหวานทำเมนูอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ซื้อไปแล้วมันจบแค่ฉีกซองหรือเอาไปกินกับข้าว” มะเหมี่ยวอธิบาย

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

แซนด์วิชปลาทูต้มหวาน สลัดโรลปลาทูต้มหวาน มาม่าเกาหลีซอสเผ็ดท็อปด้วยปลาทูต้มหวานสับ กุ้งโอคักดองห่อสาหร่าย ปลาอินทรีย์ดองสาเกราดน้ำยำวาซาบิ และอีกสารพัดเมนูที่พี่สาวน้องสาวและนักทานจากทางบ้านส่งเข้าประกวด ยิ่งทำให้เราเข้าใจความตั้งใจของหิวที่อยากให้ผู้บริโภคเปิดใจและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออาหาร

กลับบ้านพาปลาทูต้มหวานโกอินเตอร์

หิว ดำเนินกิจการล่วงเข้าปีที่ 4 เจ้าของแบรนด์ยอมรับว่าหิวเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกย่างก้าวของการเดิน สองคนพี่น้องทำเองทั้งหมด ปัจจุบันมีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ปลาทูต้มหวานถูกจำหน่ายผ่านร้านค้าสุขภาพ แอปพลิเคชันเดลิเวอรี่อาหาร ช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ และส่งความอร่อยถึงต่างประเทศ

“อนาคตเราอยากส่งออกให้เยอะ เพราะมันเข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด ที่จริงหิวมีลูกค้ารับไปขายถึงอเมริกา ออสเตรเลียก็มี เรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำแบรนด์ มัน On Track นะ สิ่งที่เราทำมาตลอด และเราก็อยากรักษาความเป็นเราให้มากที่สุดด้วย เพราะเคยมีคนบอกให้เราตามเทรนด์

“เรากลับมาถามตัวเองเหมือนกัน คำตอบมันบอกว่าอย่าพยายามฝืนอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด อย่าพยายามเหมือนคนอื่น การที่คนอื่นทำแล้วได้ดีเพราะเขาถนัดแบบนั้น เขาก็เป็นตัวเองอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็จงเป็นเรา”

ในฐานะมะเหมี่ยวและหมิวเป็นคนที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิด เราเลยชวนพวกเธอคุยอีกหน่อย

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

มีข้อดีของการเป็นคนกลับบ้านมั้ย คนอยากกลับบ้านโยนคำถาม

“เรามีเวลาเยอะขึ้นกับการได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ช่วงนี้เรากำลังลองทำขนมปัง” หมิวชิงตอบก่อน

“เมื่อก่อนเราไม่เคยมองว่าบ้านเราสวยเหมือนที่มันเป็น ไม่เคยซาบซึ้งกับการนั่งดูพระอาทิตย์ตกหลังบ้าน เราพยายามดันตัวเองออกไปหาที่ที่ศิวิไลซ์กว่านี้ แต่การกลับบ้านทำให้เรา Appreciate และเห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว”

นอกจาก ‘ความอยาก’ สร้างแบรนด์ จุดประสงค์ในใจของการกลับมาเห็นของดีประจำบ้านคืออะไร

“เรามีแค่ปลาทูต้มหวานธรรมดา แต่เราเล่าเรื่องเพื่อยกระดับสิ่งนี้ได้ เล่าเรื่องให้คนรู้สึกภูมิใจกับวัตถุดิบท้องถิ่น แม้กระทั่งการใช้งานดีไซน์มาจับกับความเป็นไทยหรือของพื้นบ้านด้วยก็ตาม” สาวนักออกแบบเล่า

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นตรงกันกับน้องคือ บ้านเราเป็นชนบท และความเป็นชนบทกับเมนูพื้นบ้าน คนไม่ค่อยให้มูลค่า มันน่าสนใจมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งเรามาเจอปลาอินทรีย์ดอง มันทำให้เราเห็นตรงนี้ชัดว่าเราอยากพัฒนาสินค้าจากวัตถุดิบท้องถิ่นบ้านเราให้มากขึ้น เพื่อให้คนเห็นคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับท้องถิ่น” พี่สาวจบบทสนทนา

หิว Hungry.hc : สองพี่น้องกลับบ้านมาทำแบรนด์ปลาทูต้มหวานจากทะเลชุมพรจนไปไกลถึงอเมริกา, มะเหมี่ยว-นัฐยา อุสายพันธ์ และ หมิว-โสมประภา อุสายพันธ์

Lesson Learned

หนึ่ง 

“ทุกคนมีของดีอยู่รอบตัว อยู่ที่ว่าจะมองเห็นมันมั้ย Appreciate กับมันมั้ย การพลิกมุมมองหรือหันกลับมามองสิ่งใกล้ตัวจะทำให้เห็นว่าทุกอย่างไม่ใช่แค่คำว่า ‘แค่’ เหมือนปลาอินทรีย์ ส่วนใหญ่ขายเป็นปลาอินทรีย์แดดเดียว ปลาอินทรีย์หั่นแว่น พอเราเปิดจินตนาการ ปลาอินทรีย์เป็นอย่างอื่นได้อีกเยอะ ฉะนั้นการรับรู้สำคัญมาก”

สอง

“การตลาดบอกว่าเราต้องฟังผู้บริโภคว่าเขาต้องการอะไร เราว่ามันก็ไม่มีถูก ไม่มีผิดหรอก ที่สำคัญเลยเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าฉันอยากขายอะไร ถ้าเรามีความรู้สึกนั้น เราจะมีอินเนอร์และมีแรงในการเล่าเรื่อง”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load