12 พฤศจิกายน 2563
4 K

ก่อนรถม้าลำปางจะเป็นพาหนะให้บริการนักท่องเที่ยวเช่นทุกวันนี้ ผมเพิ่งได้รู้มาว่า สมัยก่อนมันเคยเป็นบริการขนส่งสาธารณะยอดนิยมในชีวิตประจำวันของชาวลำปาง ไม่ว่าจะรับส่งนักเรียนและผู้โดยสารทั่วไป บรรทุกข้าวของเครื่องใช้จากสถานีรถไฟนครลำปาง กระทั่งขนพัสดุภัณฑ์ส่งที่ทำการไปรษณีย์ แถมจัดเป็นพาหนะสุดคลาสสิกที่ยังคงวิ่งกรุบกรับๆ บนท้องถนนลำปางไม่ต่างจากเมื่อ 104 ปีที่ผ่านมา

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ผู้ไขเรื่องราวเหล่านี้ให้ผมฟัง คือ บั้ม-ว่าที่ร้อยเอกสุพจน์ ใจรวมกูล สารถีรถม้าที่เก่งกาจประวัติศาสตร์และรวยอารมณ์ขันที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ครั้งแรกที่เจอกัน มองจากภายนอกผมเดาไม่ออกเลยว่า ชายผิวเข้ม ไว้หนวดเคราเฟิ้ม สวมเสื้อม่อฮ่อมและผูกผ้าขาวม้ารอบเอวคนนี้มีบทบาทเป็นถึงเลขาสมาคมรถม้าลำปาง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการที่ได้มาทราบภายหลังว่า เขาเป็นนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและครูภูมิปัญญาด้านม้าตัวยง ซึ่งสืบสานขนบการดูโฉลกม้าโบราณ รวมถึงเป็นช่างตีเกือกม้าลากรถที่หลงเหลืออยู่คนสุดท้ายของจังหวัดลำปางอีกด้วย

เหตุนี้บ่ายวันอาทิตย์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีธุระปะปัง ผมจึงพาตัวเองมานั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ภายในโรงจอดรถม้ากึ่งโรงเรือนตีเกือกม้าบรรยากาศร่มรื่นริมแม่น้ำวัง ถามสลับฟังบั้มบอกเล่า ‘ประวัติ’ และ ‘ศาสตร์’ ฉบับประสบการณ์ของตัวเองกันบ้าง

1

เด็กชายใจกล้า

“เราขึ้นหลังม้าตั้งแต่ห้าขวบ พออายุได้สักแปดขวบ พ่อก็ให้จับสายขับและฝึกควบคุมรถม้า จนประมาณชั้นปอหกก็แอบพ่อไปออกรถเอง” บั้มเริ่มต้นเท้าความกลับไปช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็กที่เขาจำได้แม่น

วันนั้นท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาร่วมกิจกรรมฉลองวันพ่อแห่งชาติและพ่อของเขาไม่อยู่บ้าน เขาจึงสบโอกาสแอบพาเจ้าบุญทอง ม้าลากรถตัวเก่งออกไปหาค่าขนม แล้วแผนก็เป็นไปตามคาด เขาได้รับเงินค่าเสี่ยงแสนคุ้มค่ามา 50 บาท นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กชายใจกล้าที่ออกรถม้าโดยไม่มีพ่อนั่งเคียงข้าง ถัดมาอีกหนึ่งปีเขาจึงกลายเป็นสารถีรุ่นเล็กที่มีรถม้าของตัวเองขับรับส่งผู้โดยสารหลังเลิกเรียนและทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

แต่ถึงแม้จะเติบโตมาในครอบครัวสารถีและครูฝึกม้า หรือเคยหารายได้จากการขับรถม้าจนมีค่าขนมมากกว่าบรรดาเพื่อนฝูง ทว่าความฝันอยากเห็นครอบครัวสุขสบายกว่านี้ ก็ผลักให้เขาต้องเข้าไปล่าเงินในเมืองกรุงอยู่พักใหญ่ ก่อนได้งานทำเป็นครูสอนวิชาการงานอาชีพอยู่จังหวัดตาก โดยระหว่างนั้นเอง หากได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เขามักหาจังหวะยามว่างออกรถม้าสม่ำเสมอ

แล้ว 19 ปีในเส้นทางอาชีพครูก็ยุติด้วยเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม

“เราแค่รู้สึกว่าถ้าใช้ชีวิตกินเงินเดือนแล้วไม่มีเวลาให้ครอบครัว สู้เรากลับบ้านดีกว่า เพราะขับรถม้าก็พอหาเงินได้ไม่ลำบาก สำคัญคือมีเวลาให้ลูก ให้ภรรยา และดูแลพ่อด้วย” บั้มอธิบายเพิ่มเติมว่า

“อีกอย่างตอนเป็นครูเราตั้งกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ขี่ม้า และตีมีด มีลูกศิษย์ลูกหาสนใจมาเรียนรู้เยอะมาก จึงทำให้ฉุกคิดถึงอาชีพขับรถม้าที่หล่อเลี้ยงครอบครัวเรามา ซึ่งปัจจุบันใกล้จะสูญหายเต็มที เนื่องจากในจังหวัดลำปางมีรถม้าราวเก้าสิบห้าคัน แต่คนขับจริงๆ มีแค่ประมาณเจ็ดสิบคน

“ลองเทียบดูสิว่าคนไทยมีเกือบเจ็ดสิบล้านคนใช่ไหม ดังนั้น เราคืออาชีพหนึ่งในล้านนะ ไม่ใช่อาชีพธรรมดา พอชัดเจนกับคุณค่าและตัวตนตรงนี้ มันก็เกิดแรงกระตุ้นให้อยากกลับบ้านมาอนุรักษ์อาชีพขับรถม้าอย่างยั่งยืน รวมถึงสืบทอดภูมิปัญญาการตีเกือกม้า ซึ่งขณะนั้นเหลือเพียงลุงหลานคนเดียวที่ยังทำอยู่”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

2

ผู้สืบทอด

ไม่เกิน 5 นาทีถ่านไฟในเตาเผาเหล็กก็คุโชนด้วยเครื่องเป่าลมสมัยใหม่ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้แทน ‘สูบเส่า’ อุปกรณ์เป่าลมโบราณ บั้มคาดผ้ากันเปื้อนหนังทับเสื้อม่อฮ่อมพร้อมสวมรองเท้าบูตที่ดูหนาหนัก ยืนเล็งเหล็กเส้นใต้กองถ่าน จนเมื่อมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจึงคีบขึ้นมาวางบนทั่ง ก่อนยกค้อนตีหนักแน่นและแม่นยำเพื่อให้ได้เหล็กแบนตามขนาด แล้วคีบกลับไปซุกไว้ใต้กองถ่าน… รออีกครั้ง

นี่เป็นกระบวนการแรกของการตีเกือกม้า งานที่ต้องอาศัยความร้อนสูง แต่จิตใจต้องเย็นยิ่งกว่า เพราะกว่าจะได้เกือกม้าแต่ละชิ้นต้องลงแรงกันถึง 10 ขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ที่ตกตะกอนและคิดค้นโดยช่างฝีมือพื้นบ้าน ผู้หยิบยืมต้นแบบจากเกือกม้าของอังกฤษมาต่อยอดพัฒนาด้วยต้นทุนภูมิปัญญาการทำค้อน

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ใน พ.ศ. 2459 รถม้าเริ่มเข้ามีมาบทบาทในเมืองลำปาง โดย พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้ายเป็นผู้นำเข้ามาจากกรุงเทพฯ ต่อเมื่อถึงยุคสมัยของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุเรนทรราชเสนา (เจิม จารุจินดา) ผู้ว่าราชการคนแรกของจังหวัด ก็ได้มีการสร้างถนนคอนกรีตทำให้เท้าของม้าซึ่งเคยชินกับทางดินได้รับบาดเจ็บ กระทั่งมีผู้เสนอให้สวมเกือกม้าเพื่อแก้ไขปัญหา เกือกม้าชุดแรกจึงถูกส่งมาจากอังกฤษ ก่อนจะมีช่างทำค้อนแห่งชุมชน ‘บ้านกาดเมฆ’ ทดลองประดิษฐ์ขึ้นเองจนประสบผลสำเร็จ เป็นเกือกม้าที่ทนทาน มีขนาดและรูปทรงพอเหมาะกับเท้าของม้าลากรถ

หากเทียบกับค้อน เกือกม้านับมีขั้นตอนการทำยุ่งยากน้อยกว่า แต่ด้วยสนนราคาชุดละ 40 บาท ผลตอบแทนจึงไม่อาจคุ้มค่า ประกอบกับในเวลาต่อมาที่เกือกม้าสำเร็จรูปจากอังกฤษ เยอรมนี และจีน กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย อีกทั้งคนขับรถม้าเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นจากการหันมาให้บริการนักท่องเที่ยว เกือกม้าทำมือจึงค่อยๆ ลดความนิยมลง เช่นเดียวกับช่างตีเกือกม้า ซึ่งท้ายสุดเหลือเพียง ลุงหลาน ณ จันตา สารถีรถม้าชาวชุมชนบ้านหม้อ

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

“เวลาไปออกรถม้า เราชอบแวะไปนอนอ่านหนังสือที่บ้านลุงหลาน ทุกครั้งที่เจอกันแกจะชอบจ๊อยซอ (การขับลำนำแบบพื้นบ้านล้านนา) แล้วก็เล่าเรื่องการทำเกือกม้าให้ฟังอยู่บ่อยๆ จนพักหลังแกบ่นว่ายกค้อนไม่ไหวแล้ว ลูกหลานก็ไม่มีใครสืบต่อ เราเลยเอ่ยปากขอแกสอนให้

“เพราะมองว่าความสมบูรณ์ของรถม้ามันจะสมบูรณ์ได้ ไม่ใช่แค่ตัวรถ ม้าก็ต้องสมบูรณ์ เราจึงจำเป็นต้องรู้ตำรับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาม้าและเรื่องสุขภาพร่างกายของมัน เกือกม้ามีหน้าที่หลักคือปกป้องเท้าให้ม้าสามารถฝ่าทุกอุปสรรคในการวิ่ง มันคือการใส่ใจดูแลสุขภาพของม้าอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่รักษาเอาไว้ อนาคตภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมมาซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในวิถีรถม้าลำปางคงสูญหายแน่”

หลังจากนั้นบั้มจึงเริ่มต้นศึกษาวิธีการทำและปรับเครื่องมือบางส่วนให้การทำงานสะดวกและมีคุณภาพ อาทิ ประยุกต์ใช้เครื่องเป่าลมแทนสูบเส่า หรือเปลี่ยนมาใช้ทั่งใหญ่ที่เฉพาะเจาะจงกับงาน จนเมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม เขาเปิดเตาแรกโดยมีลุงหลาน และ พ่อครูบุญตัน แก้วเสมอใจ คอยเป็นครูแนะนำเรื่องเทคนิคต่างๆ ทั้งการดูอุณหภูมิความร้อน การตี การเซาะ และส่งรูตะปู

แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างตามประสามือใหม่ แต่ด้วยความอุตสาหะฝึกฝน ตลอดจนได้รับความเกื้อกูลจากช่างใส่เกือกม้า (อาชีพเฉพาะทางมีหน้าที่ตัดแต่งเล็บม้าและสวมเกือกให้ม้า) ที่นำผลงานต้นแบบไปทดลองใช้ พร้อมกับชี้จุดอ่อนสำหรับปรับปรุงพัฒนา ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี เขาจึงสามารถผลิตเกือกม้าที่มีคุณภาพมาตรฐานไม่ด้อยไปกว่าเกือกม้าสำเร็จรูป

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

3

เกือกม้าทำมือ

บั้มเอื้อมหยิบเกือกม้าหลากรูปแบบในชั้นวางของเก่าคร่ำคร่า มุมจัดเก็บเครื่องมือช่างที่วางเรียงรายคล้ายระเกะระกะ ทว่าจัดแบ่งสัดส่วนอยู่ในที

“ของผมได้ความหนา แข็งแรง ทนทาน เพราะเราทำเผื่อใช้เองด้วย ส่วนของอังกฤษคนขับรถม้าที่นี่นิยมสุด เพราะคุ้มค่ากว่าของจีนที่ถึงราคาถูก แต่บางมาก”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

เกือกม้าสำเร็จรูปและเกือกม้าทำมือถูกนำมาวางเทียบเคียงให้ดูบนโต๊ะเพื่ออธิบายความแตกต่าง ก่อนที่บั้มจะเสริมว่า นอกจากเรื่องความหนาที่ทำให้เกือกม้าทำมือมีอายุการใช้งานนานกว่า 1 เดือนครึ่ง (เกือกม้าอังกฤษมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1 เดือน ส่วนเกือกม้าจากจีนมีอายุการใช้งานราว 2 สัปดาห์)

ในส่วนพื้นเกือกก็มีรายละเอียดต่างชัด โดยเกือกม้าทำมือจะมีพื้นผิวขรุขระและร่องลึก ซึ่งเปรียบได้กับดอกยางช่วยในเรื่องยึดเกาะถนนและเสริมแรงเบรกได้ดีกว่า รูสำหรับตอกตะปูที่รับหัวตะปูจนแนบสนิทกับพื้นเกือกเพื่อลดการสึกหรอ แถมช่องตะปูยังจัดวางในองศาเฉียงพอเหมาะ ช่วยให้ตอกตะปูง่ายและไม่แทงโดนเนื้อม้า รวมถึงจุดเด่นที่ออกแบบตกแต่งทรงเกือกให้ได้ความโค้ง ความกว้าง หรือความยาว เข้าสัดส่วนกับรูปเท้าแต่ละแบบตามต้องการ เพื่อการสวมใส่ที่กระชับ สบาย และดีต่อสุขภาพของม้า

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

แม้จะฟังดูมีข้อดีหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์ในระยะ 2 ปี ก็ทำให้บั้มพบคำตอบว่า เหตุใดช่างตีเกือกม้าลำปางต่างพากันแขวนค้อน

เพราะใน 1 สัปดาห์ หากนับเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงเต็ม ตัวเขาเองผลิตได้เกือกม้าสูงสุดราว 40 ข้าง จัดแบ่งเป็นชุดได้ 10 ชุด สำหรับม้า 10 ตัว และจำหน่ายในราคาชุดละ 400 บาท เทียบกับการออกไปขับรถม้าบริการนักท่องเที่ยวที่ทำรายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 400 บาท การตีเกือกม้าเป็นอาชีพจึงถูกมองเป็นงานที่สูญเสียเวลามากเพื่อแลกกับรายได้ไม่คุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการผลิตที่ไม่ทันต่อความต้องการของตลาด เกือกม้าสำเร็จรูปจึงกลายเป็นตัวเลือกลำดับแรกสำหรับคนขับรถม้า

ทว่าปัญหาเหล่านี้กลับไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ต้องถอดใจ เมื่อวันหนึ่งเขาได้พบกับพ่อครูชราน่าเลื่อมใส ผู้ต่อเติมพลังใจให้กล้าก้าวต่อไปในเส้นทางสายอนุรักษ์อย่างมั่นคง

4

ทำเพราะรักษ์

“เราเป็นครูมาสิบเก้าปี แต่เพิ่งจะมาเข้าใจความหมายจริงๆ ของคำว่า ครู” บั้มเกริ่นนำพลางเล่าต่อว่า ในยามที่ชีวิตคลับคล้ายคลับคลาจะเจอทางตัน เขาได้พบกับแสงสว่างอย่างไร

“มีอยู่ช่วงหนึ่งเราสนใจอยากเรียนรู้ศิลปะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง เลยออกตามหาคนที่สอนกระบวนท่าฟ้อนแบบลำปางดั้งเดิมได้ จนมาเจอกับ พ่อครูแว่น ทำอิ่นแก้ว ตอนนั้นท่านอายุเก้าสิบเก้าปีแล้ว และมีอาการเจ็บหัวเข่าด้วย แต่เมื่อเราไปขอเรียนท่านก็ลุกขึ้นมาสอน นี่คือเหตุการณ์ที่ประทับใจเรามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เข้าใจเลยว่านี่แหละคือความเป็นครู ความเป็นครูไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานศึกษา ไม่ได้วัดกันที่โล่รางวัลครูดีเด่นหรือเน้นเอกสาร แต่ครูแท้ คือครูผู้ให้ ผู้สร้างคนโดยไม่หวังผลตอบแทน”

พ่อครูแว่นกลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้บั้มชัดเจนในเป้าหมายของชีวิต ที่ตั้งใจส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นปลายทางหลักและวางค่าของเงินตราเป็นทางรอง พร้อมหันมาปรับสมดุลของการงานชีวิต โดยใช้เวลาช่วงเช้าออกให้บริการรถม้าเป็นอาชีพหลัก และกลับมาตีเกือกม้าทุกๆ เย็น เพื่อส่งลูกค้าประจำกลุ่มเล็กๆ ในจังหวัด อีกทั้งพยายามสร้างสรรค์ช่องทางการเผยแผ่ใหม่ๆ อาทิ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝาก ‘ตาข่ายดักฝันจากเกือกม้านำโชค’ หรือรับผลิตเกือกม้าขนาดพิเศษสำหรับประดับตกแต่งร้านสไตล์คาวบอย

นอกจากจะเป็นสารถี ช่างตีเกือกม้า บั้มยังเป็นหนึ่งในจำนวนสมาชิกไม่กี่สิบชีวิตของทีมงานดูโฉลกม้า

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

“ทุกวันนี้ถ้าใครจะไปซื้อม้าสักตัว พวกเราก็จะชวนกันไปช่วยดูว่าม้าตัวไหนลักษณะดีควรซื้อ หรือตัวไหนไม่ควรซื้อเพราะอาจสร้างเรื่องยุ่งยากและนำโชคร้ายเข้าบ้าน มันเป็นความเชื่อของคนเลี้ยงม้าสมัยโบราณที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มของคนขับรถม้าลำปาง”

สำหรับการดูโฉลกม้ามีจุดสังเกตหลักๆ อย่างลักษณะขวัญ ใบหน้า สีสัน และหาง เพื่อประกอบความเข้าใจ บั้มจึงเปิดคอกจูงเจ้ารัษฎา ม้าลากรถหน้าตาใสซื่อ ใจดี และเป็นมิตร ที่ตั้งชื่อตาม ‘สะพานรัษฎาภิเศก’ แลนด์มาร์กเปี่ยมมนตร์เสน่ห์คู่เมืองลำปางออกมาเป็นนายแบบโชว์โฉลก

“อย่างขวัญบริเวณหน้าผากตรงนี้เรียกว่าขวัญทัดดอกไม้ กลางหลังขนสีขาวรูปทรงสามเหลี่ยมโบราณเรียกที่นั่งพระอินทร์ และมีขนสีขาวข้อเท้าตรงข้อเท้าทั้งสี่ข้างเรียกตีนเต้าสี่ โดยรวมเป็นม้าลักษณะดี มีความเป็นสิริมงคลครับ”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ส่วนโฉลกม้าที่ควรหลีกเลี่ยง บั้มยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น ม้าหน้าจระเข้ หรือมีลักษณะใบหน้าเชิดขึ้นจะเป็นม้าปลิ้นปล้อน มีขวัญพันขึ้นจากขาเรียกขวัญจอมตรวน อาจหาเรื่องเสี่ยงคุกตารางให้เจ้าของ หรือม้าหางหนู ลักษณะหางแหลมลงคล้ายหางวัวจะเป็นม้าขี้สะดุ้งตกใจกลัวง่าย เป็นต้น พร้อมขมวดสาระของการดูโฉลก ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวม้าให้กับเจ้าของ และจัดเป็นองค์ความรู้ที่สมควรได้รับการสานต่อด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันบั้มเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนเรียนรู้ ‘บ้านม้าท่าน้ำ’ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตคนเลี้ยงม้า สารถี ศิลปะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง

รวมถึงเคล็ดวิชาการตีเกือกม้า โดยมีรูปแบบกิจกรรม ทั้งเยี่ยมชมพร้อมเวิร์กช็อปสำหรับนักท่องเที่ยว และเปิดห้องเรียนสำหรับผู้ที่ตั้งใจอยากร่ำเรียนเป็นสัมมาอาชีพ ซึ่งอย่างหลังไม่คิดค่าใช้จ่าย

“ถ้าเราเก็บเงินเราคือลูกจ้าง ไม่ใช่ครู ขอแค่มาด้วยใจรักจริงๆ ยินดีสอนให้ฟรีครับ เพราะว่าตอนนี้เราอายุสี่สิบสามปีแล้ว ถ้าทำไปอีกยี่สิบสามสิบปี มีคนมาต่อมือแค่สักคน ก็ถือว่าโชคดี มีความสุขละ”

บั้มยิ้มกว้าง เขามีความเชื่อส่วนตัวว่ายิ่งให้จะยิ่งได้รับและหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ไม่ใช่ทุน แต่คือการหยัดยืนเพื่อจุดประกายสู่คนรุ่นต่อไป

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ใครสนใจอยากแวะเวียนสัมผัสวิถีชีวิตคนเลี้ยงม้า ทดลองแปลงร่างเป็นสารถี หรือเรียนวิชาการตีเกือกม้ากับบั้ม ติดต่อได้ที่ บ้านม้าท่าน้ำ 210/1 ถนนป่าไม้ ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 6658 6198 และ Facebook : เที่ยวลำปาง นั่งรถม้า กับ บ้านม้าท่าน้ำ Lampang Travel By Barn Ma Tha Nam

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load