12 พฤศจิกายน 2563
3 K

ก่อนรถม้าลำปางจะเป็นพาหนะให้บริการนักท่องเที่ยวเช่นทุกวันนี้ ผมเพิ่งได้รู้มาว่า สมัยก่อนมันเคยเป็นบริการขนส่งสาธารณะยอดนิยมในชีวิตประจำวันของชาวลำปาง ไม่ว่าจะรับส่งนักเรียนและผู้โดยสารทั่วไป บรรทุกข้าวของเครื่องใช้จากสถานีรถไฟนครลำปาง กระทั่งขนพัสดุภัณฑ์ส่งที่ทำการไปรษณีย์ แถมจัดเป็นพาหนะสุดคลาสสิกที่ยังคงวิ่งกรุบกรับๆ บนท้องถนนลำปางไม่ต่างจากเมื่อ 104 ปีที่ผ่านมา

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ผู้ไขเรื่องราวเหล่านี้ให้ผมฟัง คือ บั้ม-ว่าที่ร้อยเอกสุพจน์ ใจรวมกูล สารถีรถม้าที่เก่งกาจประวัติศาสตร์และรวยอารมณ์ขันที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ครั้งแรกที่เจอกัน มองจากภายนอกผมเดาไม่ออกเลยว่า ชายผิวเข้ม ไว้หนวดเคราเฟิ้ม สวมเสื้อม่อฮ่อมและผูกผ้าขาวม้ารอบเอวคนนี้มีบทบาทเป็นถึงเลขาสมาคมรถม้าลำปาง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการที่ได้มาทราบภายหลังว่า เขาเป็นนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและครูภูมิปัญญาด้านม้าตัวยง ซึ่งสืบสานขนบการดูโฉลกม้าโบราณ รวมถึงเป็นช่างตีเกือกม้าลากรถที่หลงเหลืออยู่คนสุดท้ายของจังหวัดลำปางอีกด้วย

เหตุนี้บ่ายวันอาทิตย์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีธุระปะปัง ผมจึงพาตัวเองมานั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ภายในโรงจอดรถม้ากึ่งโรงเรือนตีเกือกม้าบรรยากาศร่มรื่นริมแม่น้ำวัง ถามสลับฟังบั้มบอกเล่า ‘ประวัติ’ และ ‘ศาสตร์’ ฉบับประสบการณ์ของตัวเองกันบ้าง

1

เด็กชายใจกล้า

“เราขึ้นหลังม้าตั้งแต่ห้าขวบ พออายุได้สักแปดขวบ พ่อก็ให้จับสายขับและฝึกควบคุมรถม้า จนประมาณชั้นปอหกก็แอบพ่อไปออกรถเอง” บั้มเริ่มต้นเท้าความกลับไปช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็กที่เขาจำได้แม่น

วันนั้นท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาร่วมกิจกรรมฉลองวันพ่อแห่งชาติและพ่อของเขาไม่อยู่บ้าน เขาจึงสบโอกาสแอบพาเจ้าบุญทอง ม้าลากรถตัวเก่งออกไปหาค่าขนม แล้วแผนก็เป็นไปตามคาด เขาได้รับเงินค่าเสี่ยงแสนคุ้มค่ามา 50 บาท นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กชายใจกล้าที่ออกรถม้าโดยไม่มีพ่อนั่งเคียงข้าง ถัดมาอีกหนึ่งปีเขาจึงกลายเป็นสารถีรุ่นเล็กที่มีรถม้าของตัวเองขับรับส่งผู้โดยสารหลังเลิกเรียนและทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

แต่ถึงแม้จะเติบโตมาในครอบครัวสารถีและครูฝึกม้า หรือเคยหารายได้จากการขับรถม้าจนมีค่าขนมมากกว่าบรรดาเพื่อนฝูง ทว่าความฝันอยากเห็นครอบครัวสุขสบายกว่านี้ ก็ผลักให้เขาต้องเข้าไปล่าเงินในเมืองกรุงอยู่พักใหญ่ ก่อนได้งานทำเป็นครูสอนวิชาการงานอาชีพอยู่จังหวัดตาก โดยระหว่างนั้นเอง หากได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เขามักหาจังหวะยามว่างออกรถม้าสม่ำเสมอ

แล้ว 19 ปีในเส้นทางอาชีพครูก็ยุติด้วยเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม

“เราแค่รู้สึกว่าถ้าใช้ชีวิตกินเงินเดือนแล้วไม่มีเวลาให้ครอบครัว สู้เรากลับบ้านดีกว่า เพราะขับรถม้าก็พอหาเงินได้ไม่ลำบาก สำคัญคือมีเวลาให้ลูก ให้ภรรยา และดูแลพ่อด้วย” บั้มอธิบายเพิ่มเติมว่า

“อีกอย่างตอนเป็นครูเราตั้งกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ขี่ม้า และตีมีด มีลูกศิษย์ลูกหาสนใจมาเรียนรู้เยอะมาก จึงทำให้ฉุกคิดถึงอาชีพขับรถม้าที่หล่อเลี้ยงครอบครัวเรามา ซึ่งปัจจุบันใกล้จะสูญหายเต็มที เนื่องจากในจังหวัดลำปางมีรถม้าราวเก้าสิบห้าคัน แต่คนขับจริงๆ มีแค่ประมาณเจ็ดสิบคน

“ลองเทียบดูสิว่าคนไทยมีเกือบเจ็ดสิบล้านคนใช่ไหม ดังนั้น เราคืออาชีพหนึ่งในล้านนะ ไม่ใช่อาชีพธรรมดา พอชัดเจนกับคุณค่าและตัวตนตรงนี้ มันก็เกิดแรงกระตุ้นให้อยากกลับบ้านมาอนุรักษ์อาชีพขับรถม้าอย่างยั่งยืน รวมถึงสืบทอดภูมิปัญญาการตีเกือกม้า ซึ่งขณะนั้นเหลือเพียงลุงหลานคนเดียวที่ยังทำอยู่”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

2

ผู้สืบทอด

ไม่เกิน 5 นาทีถ่านไฟในเตาเผาเหล็กก็คุโชนด้วยเครื่องเป่าลมสมัยใหม่ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้แทน ‘สูบเส่า’ อุปกรณ์เป่าลมโบราณ บั้มคาดผ้ากันเปื้อนหนังทับเสื้อม่อฮ่อมพร้อมสวมรองเท้าบูตที่ดูหนาหนัก ยืนเล็งเหล็กเส้นใต้กองถ่าน จนเมื่อมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจึงคีบขึ้นมาวางบนทั่ง ก่อนยกค้อนตีหนักแน่นและแม่นยำเพื่อให้ได้เหล็กแบนตามขนาด แล้วคีบกลับไปซุกไว้ใต้กองถ่าน… รออีกครั้ง

นี่เป็นกระบวนการแรกของการตีเกือกม้า งานที่ต้องอาศัยความร้อนสูง แต่จิตใจต้องเย็นยิ่งกว่า เพราะกว่าจะได้เกือกม้าแต่ละชิ้นต้องลงแรงกันถึง 10 ขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ที่ตกตะกอนและคิดค้นโดยช่างฝีมือพื้นบ้าน ผู้หยิบยืมต้นแบบจากเกือกม้าของอังกฤษมาต่อยอดพัฒนาด้วยต้นทุนภูมิปัญญาการทำค้อน

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ใน พ.ศ. 2459 รถม้าเริ่มเข้ามีมาบทบาทในเมืองลำปาง โดย พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้ายเป็นผู้นำเข้ามาจากกรุงเทพฯ ต่อเมื่อถึงยุคสมัยของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุเรนทรราชเสนา (เจิม จารุจินดา) ผู้ว่าราชการคนแรกของจังหวัด ก็ได้มีการสร้างถนนคอนกรีตทำให้เท้าของม้าซึ่งเคยชินกับทางดินได้รับบาดเจ็บ กระทั่งมีผู้เสนอให้สวมเกือกม้าเพื่อแก้ไขปัญหา เกือกม้าชุดแรกจึงถูกส่งมาจากอังกฤษ ก่อนจะมีช่างทำค้อนแห่งชุมชน ‘บ้านกาดเมฆ’ ทดลองประดิษฐ์ขึ้นเองจนประสบผลสำเร็จ เป็นเกือกม้าที่ทนทาน มีขนาดและรูปทรงพอเหมาะกับเท้าของม้าลากรถ

หากเทียบกับค้อน เกือกม้านับมีขั้นตอนการทำยุ่งยากน้อยกว่า แต่ด้วยสนนราคาชุดละ 40 บาท ผลตอบแทนจึงไม่อาจคุ้มค่า ประกอบกับในเวลาต่อมาที่เกือกม้าสำเร็จรูปจากอังกฤษ เยอรมนี และจีน กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย อีกทั้งคนขับรถม้าเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นจากการหันมาให้บริการนักท่องเที่ยว เกือกม้าทำมือจึงค่อยๆ ลดความนิยมลง เช่นเดียวกับช่างตีเกือกม้า ซึ่งท้ายสุดเหลือเพียง ลุงหลาน ณ จันตา สารถีรถม้าชาวชุมชนบ้านหม้อ

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

“เวลาไปออกรถม้า เราชอบแวะไปนอนอ่านหนังสือที่บ้านลุงหลาน ทุกครั้งที่เจอกันแกจะชอบจ๊อยซอ (การขับลำนำแบบพื้นบ้านล้านนา) แล้วก็เล่าเรื่องการทำเกือกม้าให้ฟังอยู่บ่อยๆ จนพักหลังแกบ่นว่ายกค้อนไม่ไหวแล้ว ลูกหลานก็ไม่มีใครสืบต่อ เราเลยเอ่ยปากขอแกสอนให้

“เพราะมองว่าความสมบูรณ์ของรถม้ามันจะสมบูรณ์ได้ ไม่ใช่แค่ตัวรถ ม้าก็ต้องสมบูรณ์ เราจึงจำเป็นต้องรู้ตำรับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาม้าและเรื่องสุขภาพร่างกายของมัน เกือกม้ามีหน้าที่หลักคือปกป้องเท้าให้ม้าสามารถฝ่าทุกอุปสรรคในการวิ่ง มันคือการใส่ใจดูแลสุขภาพของม้าอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่รักษาเอาไว้ อนาคตภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมมาซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในวิถีรถม้าลำปางคงสูญหายแน่”

หลังจากนั้นบั้มจึงเริ่มต้นศึกษาวิธีการทำและปรับเครื่องมือบางส่วนให้การทำงานสะดวกและมีคุณภาพ อาทิ ประยุกต์ใช้เครื่องเป่าลมแทนสูบเส่า หรือเปลี่ยนมาใช้ทั่งใหญ่ที่เฉพาะเจาะจงกับงาน จนเมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม เขาเปิดเตาแรกโดยมีลุงหลาน และ พ่อครูบุญตัน แก้วเสมอใจ คอยเป็นครูแนะนำเรื่องเทคนิคต่างๆ ทั้งการดูอุณหภูมิความร้อน การตี การเซาะ และส่งรูตะปู

แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างตามประสามือใหม่ แต่ด้วยความอุตสาหะฝึกฝน ตลอดจนได้รับความเกื้อกูลจากช่างใส่เกือกม้า (อาชีพเฉพาะทางมีหน้าที่ตัดแต่งเล็บม้าและสวมเกือกให้ม้า) ที่นำผลงานต้นแบบไปทดลองใช้ พร้อมกับชี้จุดอ่อนสำหรับปรับปรุงพัฒนา ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี เขาจึงสามารถผลิตเกือกม้าที่มีคุณภาพมาตรฐานไม่ด้อยไปกว่าเกือกม้าสำเร็จรูป

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

3

เกือกม้าทำมือ

บั้มเอื้อมหยิบเกือกม้าหลากรูปแบบในชั้นวางของเก่าคร่ำคร่า มุมจัดเก็บเครื่องมือช่างที่วางเรียงรายคล้ายระเกะระกะ ทว่าจัดแบ่งสัดส่วนอยู่ในที

“ของผมได้ความหนา แข็งแรง ทนทาน เพราะเราทำเผื่อใช้เองด้วย ส่วนของอังกฤษคนขับรถม้าที่นี่นิยมสุด เพราะคุ้มค่ากว่าของจีนที่ถึงราคาถูก แต่บางมาก”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

เกือกม้าสำเร็จรูปและเกือกม้าทำมือถูกนำมาวางเทียบเคียงให้ดูบนโต๊ะเพื่ออธิบายความแตกต่าง ก่อนที่บั้มจะเสริมว่า นอกจากเรื่องความหนาที่ทำให้เกือกม้าทำมือมีอายุการใช้งานนานกว่า 1 เดือนครึ่ง (เกือกม้าอังกฤษมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1 เดือน ส่วนเกือกม้าจากจีนมีอายุการใช้งานราว 2 สัปดาห์)

ในส่วนพื้นเกือกก็มีรายละเอียดต่างชัด โดยเกือกม้าทำมือจะมีพื้นผิวขรุขระและร่องลึก ซึ่งเปรียบได้กับดอกยางช่วยในเรื่องยึดเกาะถนนและเสริมแรงเบรกได้ดีกว่า รูสำหรับตอกตะปูที่รับหัวตะปูจนแนบสนิทกับพื้นเกือกเพื่อลดการสึกหรอ แถมช่องตะปูยังจัดวางในองศาเฉียงพอเหมาะ ช่วยให้ตอกตะปูง่ายและไม่แทงโดนเนื้อม้า รวมถึงจุดเด่นที่ออกแบบตกแต่งทรงเกือกให้ได้ความโค้ง ความกว้าง หรือความยาว เข้าสัดส่วนกับรูปเท้าแต่ละแบบตามต้องการ เพื่อการสวมใส่ที่กระชับ สบาย และดีต่อสุขภาพของม้า

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

แม้จะฟังดูมีข้อดีหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์ในระยะ 2 ปี ก็ทำให้บั้มพบคำตอบว่า เหตุใดช่างตีเกือกม้าลำปางต่างพากันแขวนค้อน

เพราะใน 1 สัปดาห์ หากนับเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงเต็ม ตัวเขาเองผลิตได้เกือกม้าสูงสุดราว 40 ข้าง จัดแบ่งเป็นชุดได้ 10 ชุด สำหรับม้า 10 ตัว และจำหน่ายในราคาชุดละ 400 บาท เทียบกับการออกไปขับรถม้าบริการนักท่องเที่ยวที่ทำรายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 400 บาท การตีเกือกม้าเป็นอาชีพจึงถูกมองเป็นงานที่สูญเสียเวลามากเพื่อแลกกับรายได้ไม่คุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการผลิตที่ไม่ทันต่อความต้องการของตลาด เกือกม้าสำเร็จรูปจึงกลายเป็นตัวเลือกลำดับแรกสำหรับคนขับรถม้า

ทว่าปัญหาเหล่านี้กลับไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ต้องถอดใจ เมื่อวันหนึ่งเขาได้พบกับพ่อครูชราน่าเลื่อมใส ผู้ต่อเติมพลังใจให้กล้าก้าวต่อไปในเส้นทางสายอนุรักษ์อย่างมั่นคง

4

ทำเพราะรักษ์

“เราเป็นครูมาสิบเก้าปี แต่เพิ่งจะมาเข้าใจความหมายจริงๆ ของคำว่า ครู” บั้มเกริ่นนำพลางเล่าต่อว่า ในยามที่ชีวิตคลับคล้ายคลับคลาจะเจอทางตัน เขาได้พบกับแสงสว่างอย่างไร

“มีอยู่ช่วงหนึ่งเราสนใจอยากเรียนรู้ศิลปะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง เลยออกตามหาคนที่สอนกระบวนท่าฟ้อนแบบลำปางดั้งเดิมได้ จนมาเจอกับ พ่อครูแว่น ทำอิ่นแก้ว ตอนนั้นท่านอายุเก้าสิบเก้าปีแล้ว และมีอาการเจ็บหัวเข่าด้วย แต่เมื่อเราไปขอเรียนท่านก็ลุกขึ้นมาสอน นี่คือเหตุการณ์ที่ประทับใจเรามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เข้าใจเลยว่านี่แหละคือความเป็นครู ความเป็นครูไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานศึกษา ไม่ได้วัดกันที่โล่รางวัลครูดีเด่นหรือเน้นเอกสาร แต่ครูแท้ คือครูผู้ให้ ผู้สร้างคนโดยไม่หวังผลตอบแทน”

พ่อครูแว่นกลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้บั้มชัดเจนในเป้าหมายของชีวิต ที่ตั้งใจส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นปลายทางหลักและวางค่าของเงินตราเป็นทางรอง พร้อมหันมาปรับสมดุลของการงานชีวิต โดยใช้เวลาช่วงเช้าออกให้บริการรถม้าเป็นอาชีพหลัก และกลับมาตีเกือกม้าทุกๆ เย็น เพื่อส่งลูกค้าประจำกลุ่มเล็กๆ ในจังหวัด อีกทั้งพยายามสร้างสรรค์ช่องทางการเผยแผ่ใหม่ๆ อาทิ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝาก ‘ตาข่ายดักฝันจากเกือกม้านำโชค’ หรือรับผลิตเกือกม้าขนาดพิเศษสำหรับประดับตกแต่งร้านสไตล์คาวบอย

นอกจากจะเป็นสารถี ช่างตีเกือกม้า บั้มยังเป็นหนึ่งในจำนวนสมาชิกไม่กี่สิบชีวิตของทีมงานดูโฉลกม้า

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

“ทุกวันนี้ถ้าใครจะไปซื้อม้าสักตัว พวกเราก็จะชวนกันไปช่วยดูว่าม้าตัวไหนลักษณะดีควรซื้อ หรือตัวไหนไม่ควรซื้อเพราะอาจสร้างเรื่องยุ่งยากและนำโชคร้ายเข้าบ้าน มันเป็นความเชื่อของคนเลี้ยงม้าสมัยโบราณที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มของคนขับรถม้าลำปาง”

สำหรับการดูโฉลกม้ามีจุดสังเกตหลักๆ อย่างลักษณะขวัญ ใบหน้า สีสัน และหาง เพื่อประกอบความเข้าใจ บั้มจึงเปิดคอกจูงเจ้ารัษฎา ม้าลากรถหน้าตาใสซื่อ ใจดี และเป็นมิตร ที่ตั้งชื่อตาม ‘สะพานรัษฎาภิเศก’ แลนด์มาร์กเปี่ยมมนตร์เสน่ห์คู่เมืองลำปางออกมาเป็นนายแบบโชว์โฉลก

“อย่างขวัญบริเวณหน้าผากตรงนี้เรียกว่าขวัญทัดดอกไม้ กลางหลังขนสีขาวรูปทรงสามเหลี่ยมโบราณเรียกที่นั่งพระอินทร์ และมีขนสีขาวข้อเท้าตรงข้อเท้าทั้งสี่ข้างเรียกตีนเต้าสี่ โดยรวมเป็นม้าลักษณะดี มีความเป็นสิริมงคลครับ”

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง
ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ส่วนโฉลกม้าที่ควรหลีกเลี่ยง บั้มยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น ม้าหน้าจระเข้ หรือมีลักษณะใบหน้าเชิดขึ้นจะเป็นม้าปลิ้นปล้อน มีขวัญพันขึ้นจากขาเรียกขวัญจอมตรวน อาจหาเรื่องเสี่ยงคุกตารางให้เจ้าของ หรือม้าหางหนู ลักษณะหางแหลมลงคล้ายหางวัวจะเป็นม้าขี้สะดุ้งตกใจกลัวง่าย เป็นต้น พร้อมขมวดสาระของการดูโฉลก ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวม้าให้กับเจ้าของ และจัดเป็นองค์ความรู้ที่สมควรได้รับการสานต่อด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันบั้มเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนเรียนรู้ ‘บ้านม้าท่าน้ำ’ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตคนเลี้ยงม้า สารถี ศิลปะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง

รวมถึงเคล็ดวิชาการตีเกือกม้า โดยมีรูปแบบกิจกรรม ทั้งเยี่ยมชมพร้อมเวิร์กช็อปสำหรับนักท่องเที่ยว และเปิดห้องเรียนสำหรับผู้ที่ตั้งใจอยากร่ำเรียนเป็นสัมมาอาชีพ ซึ่งอย่างหลังไม่คิดค่าใช้จ่าย

“ถ้าเราเก็บเงินเราคือลูกจ้าง ไม่ใช่ครู ขอแค่มาด้วยใจรักจริงๆ ยินดีสอนให้ฟรีครับ เพราะว่าตอนนี้เราอายุสี่สิบสามปีแล้ว ถ้าทำไปอีกยี่สิบสามสิบปี มีคนมาต่อมือแค่สักคน ก็ถือว่าโชคดี มีความสุขละ”

บั้มยิ้มกว้าง เขามีความเชื่อส่วนตัวว่ายิ่งให้จะยิ่งได้รับและหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ไม่ใช่ทุน แต่คือการหยัดยืนเพื่อจุดประกายสู่คนรุ่นต่อไป

ว่าที่ร.อ.สุพจน์ ใจรวมกูล ครูผู้กลับบ้านมาเป็นสารถีและช่างตีเกือกม้าคนสุดท้ายของลำปาง, รถม้า ลำปาง

ใครสนใจอยากแวะเวียนสัมผัสวิถีชีวิตคนเลี้ยงม้า ทดลองแปลงร่างเป็นสารถี หรือเรียนวิชาการตีเกือกม้ากับบั้ม ติดต่อได้ที่ บ้านม้าท่าน้ำ 210/1 ถนนป่าไม้ ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 6658 6198 และ Facebook : เที่ยวลำปาง นั่งรถม้า กับ บ้านม้าท่าน้ำ Lampang Travel By Barn Ma Tha Nam

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

กระดาษแผ่นใหญ่กางพืดอยู่บนโต๊ะไม้กะทัดรัด แท่งไม้ปลายแหลมนับสิบเรียงรันกันเป็นระเบียบในกระเป๋าซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บพวกมันโดยเฉพาะ เคียงคู่คัตเตอร์ที่วางไว้ใกล้มือให้หยิบใช้ได้ทันใจ

หญิงสาวในอาภรณ์มิดชิดทาบสันมืออันเป็นอวัยวะเพียงไม่กี่ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า เพื่อให้ได้ท่าทางถนัดถนี่ พลันกดปลายไม้เปื้อนหมึกลงกลางกระดาษตรงหน้า มิช้าแผ่นวัตถุบางที่ว่างเปล่าก็ถูกร่างร่ายด้วยน้ำหมึกเป็นอักษรอันวิจิตรบรรจง และจากอักษรไม่กี่ตัวก็รวมกันเป็นรูปร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

นูร-นูรฮายาตี วาโด เงยใบหน้าใต้กรอบผ้าคลุมผมขึ้นสบตาผู้มาเยือน ก่อนอวดผลงานอักษรวิจิตรอาหรับ หรือ ‘ค็อต (Khat)’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยฝีมือระดับ 1 ใน 10 ผู้เข้าแข่งขันเขียนค็อตระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเพียง 3 ปีครั้ง เป็นผู้หญิงน้อยคน และเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ยืนเด่นบนเวทีดังกล่าว

ระหว่างรอให้นูรฮายาตีพักมือจากค็อตที่เขียนให้เราอย่างสุดความสามารถ เราจึงชวนเธอมานั่งคุยสบาย ๆ เพื่อขีดเขียนเรื่องราวของเธอผู้ร่างเส้นทางชีวิตตนเองด้วยค็อต

ขีด 1
ลอกเลียนที่ยะหริ่ง

พูดถึงอักษรอาหรับ ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นตัวอักษรยึกยือ มีหัวกลม มีจุด ลากยาวติดต่อกันจากขวามาซ้าย ละม้ายแม้นงูที่ลากเลื้อยไปมา

ด้วยเส้นสายลายลวดอันพลิ้วไหวดังรูปวาด ผนวกกับคำสอนในศาสนาอิสลามที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้นับถือวาดภาพคน สัตว์ จนถึงสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในงานศิลป์ ชาวมุสลิมตั้งแต่อดีตกาลนานเนาจึงนำอักษรอาหรับมาผูกเป็นลวดลายที่สวยงาม ก่อเกิดเป็น ‘ค็อต’ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกอิสลาม ไม่ว่าในคาบสมุทรอาระเบีย แอฟริกาเหนือ ตุรกี อินเดีย หรือแม้แต่คาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดปัตตานี

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

งานค็อตนั้นพบได้ในทุก ๆ สถานที่ของชาวมุสลิม ตามมัสยิด สุสาน โรงเรียนสอนศาสนา จนกระทั่งตามบ้านคน บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ถือเป็นทัศนศิลป์ชั้นสูง เพราะมักเขียนเป็นพระนามหรือวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ชื่อศาสดา บันทึกความรู้หรือข้อความอันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้ล้วนผ่านตานูรฮายาตีมาตั้งแต่เพิ่งเริ่มรู้ความ

“นูรมาจากบ้านพังกับ ตำบลราตาปันยัง อำเภอยะหริ่ง” เธอแนะนำตัวเป็นไทยปนสำเนียงมลายู 

“ในครอบครัวก็ไม่มีใครเขียนค็อตนะ แต่ว่าคุณปู่มีเขียนบนกระจกค่ะ ชอบอยู่แล้ว ชอบด้านนี้ ตัวหนังสือสวย ก็ลองเขียนตามดู ตอนเด็ก ๆ ก็ได้แค่เลียนแบบน่ะค่ะ”

ขีด 2
เรียนจริงที่ไคโร

หลายปีล่วงผ่าน เมื่อนูรฮายาตีเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนรัศมีสถาปนา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เด็กสาวชาวบ้านพังกับนำวุฒิ ม.6 ขึ้นกรุงเทพฯ ไปสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เปิดสอนการศึกษาอิสลามมานานกว่า 1,000 ปี

ผลปรากฏว่าเธอสอบได้ สาวยะหริ่งจึงต้องห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์นานหลายปี ในฐานะนักเรียนทุนอัลอัซฮัรที่ทรงเกียรติ

นูรฮายาตีเลือกเข้ารับการศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ แม้ว่าหลักสูตรของคณะที่เธอเรียนจะไม่บังคับให้เรียนด้านอักษรวิจิตร แต่ความชอบที่บ่มเพาะมาแต่วัยเยาว์ กลับผลักดันให้เธอไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตเธอนับแต่นั้น

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“ที่อัลอัซฮัรมีเปิดสอนพิเศษวิชาค็อต เรียนช่วงบ่ายจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม เรียน 3 วันต่อสัปดาห์ เราก็ไปเรียน ก็ยิ่งดีเลย เพราะได้รู้ว่ากฎเกณฑ์ในการเขียนค็อตเป็นยังไง

“วิธีการเขียนค็อตมี 2 ประเภท คือแบบดั้งเดิมกับแบบประยุกต์ ถ้าแบบดั้งเดิมก็คือเขียนตามกฎเกณฑ์เป๊ะ ๆ เลย แต่ถ้าแบบประยุกต์ก็ออกนอกกฎเกณฑ์ได้ เขียนตามที่เราสื่อถึงรูปร่างต่าง ๆ ได้หมด”

ซึ่งในการเรียนเขียนค็อตแบบมืออาชีพ นักเรียนทุกคนต้องเริ่มจากค็อตชนิดพื้นฐานก่อนเสมอ

“ค็อตมีเป็นร้อย ๆ แบบค่ะ แต่ว่าคนนิยมใช้นิยมเขียนกันมีแค่ 7 แบบเท่านั้น” นูรฮายาตีเผยความน่าทึ่งของศิลปะการเขียนในโลกอิสลาม พลางแจกแจงให้รู้จักค็อตทีละแบบ

“7 แบบก็มี 1) ริกอะห์ (Riq’ah) 2) ดีวานี (Diwani) 3) ดีวานีญะลีย์ (Diwani Jali) 4) ตะอ์ลีค (Ta’liq) 5) นาซัค (Naskh) 6) กูฟีย์ (Kufic) แล้วก็ ษุลุษ (Thuluth)” ชื่ออาหรับพรั่งพรูมาทีละชื่อ ขณะที่เจ้าของผลงานควานหาตัวอย่างให้เรายลความแตกต่างของอักษรวิจิตรแต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นต่างสถานที่ ต่างยุคสมัย ต่างความนิยมใช้กัน

“อย่างค็อตดีวานีจะนิยมแถบประเทศตุรกี ส่วนตะอ์ลีคก็นิยมในอิหร่าน เลยมีอีกชื่อว่าค็อต ‘ฟารีซี’ ที่แปลว่า เปอร์เซีย (อิหร่าน)”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“ตอนเรียนก็จะเริ่มจากจุดแรก คือจุด ‘นุกเตาะห์’ เป็นตัวสี่เหลี่ยม พอผ่านอันนี้ก็ทีละตัว ทีละตัว จนจบขั้นแรก แล้วก็เข้าขั้นที่สอง จบขั้นที่สองก็เข้าขั้นที่สาม อะไรประมาณนี้ค่ะ”

เมื่อจบค็อตริกอะห์ที่เรียนเป็นลำดับแรกแล้ว จึงจะเริ่มหัดเขียนค็อตดีวานีซึ่งยากขึ้น ต่อด้วยค็อตดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค ไปตามความยาก

นูรฮายาตีฝึกปรือจนเชี่ยวชาญทีละค็อต ไล่มาจากริกอะห์ ดีวานี ดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค เพิ่งจะได้เริ่มเรียนเขียนนาซัคที่เป็นบทเรียนที่ 5 ไม่นาน ก็มีเหตุให้เธอต้องกลับไทย

ขีด 3
ประกวดที่ตุรกี

“ทีแรกนูรเรียนกับอาจารย์ชื่อ อาจารย์ฮะซะนี เป็นคนอาหรับ แต่เกิดการประท้วงที่อียิปต์ นุุรก็เลยกลับมา พอกลับไปอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์เขาไม่สอนแล้ว เลยย้ายไปเรียนกับ อาจารย์อะฮ์มัด อัลฮัซนี

จะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่พัฒนาจนเข้าขั้น หรือด้วยแววตาที่แหลมคมของอาจารย์คนใหม่ก็ตามแต่ ในวันนั้นเพชรเม็ดงามจากเมืองไทยที่ชื่อนูรฮายาตีได้เปล่งประกายแวววาม จนอาจารย์อัลฮัซนีแลเห็นอนาคตที่รุ่งเรืองในตัวเธอ

“เขาบอกว่าเด็กคนนี้จะไปได้ไกล ก็มาบอกว่า เธอ ๆ ต้องย้ายมาเรียนกับเรานะ เราจะต่อยอดแล้วก็ทำให้เธอส่งประกวดได้เลยนะ”

นั่นคือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตนักศึกษาสาวชาวจังหวัดปัตตานี เพราะอาจารย์ผู้นี้เคี่ยวเข็ญให้เธอมุ่งไปสายประกวดเต็มพิกัด หากวันใดไม่ว่างมาเรียนพิเศษกับอาจารย์ เขาก็จะบังคับให้เธอเขียนค็อตสำหรับส่งประกวด นูรฮายาตีมักใช้เวลาค่ำคืนที่หอพักนักศึกษานานาชาติประดิษฐ์ค็อต พอเสร็จก็นำไปส่งตรวจ หากมีข้อผิดพลาดก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ แก้แล้วแก้เล่าอยู่เป็นแรมเดือน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“อันที่แข่งไม่ได้ทำแค่ 2 วัน หรือ 2 เดือนนะ ต่อ 1 ชิ้นใช้เวลา 7 เดือนได้ค่ะ”

มิเท่านั้น โจทย์ในการส่งประกวดยังเต็มไปด้วยข้อกฎเกณฑ์หยุมหยิมอีกเป็นพะเรอเกวียน

“เขาให้โจทย์มาเป็นตัวหนังสือธรรมดา เป็นฟอนต์ธรรมดา ระบุว่าต้องเป็นค็อตชนิดนี้ ไม้ที่เขียนก็ระบุไว้ด้วยว่าต้องเขียนด้วยไม้กี่มิลลิเมตร หมึกต้องสีดำ ขนาดของกระดาษด้วย”

ในการประกวดครั้งแรกในชีวิต นูรฮายาตีส่งผลงานเข้าประกวดในรายการประกวดค็อตที่สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเธอได้รับรางวัลรองชนะเลิศมาเชยชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเหรียญเงินคือความมั่นใจที่ส่งเธอก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก

รายการที่สองจัดโดย Research Centre for Islamic History, Art and Culture (IRCICA) ของประเทศตุรกี เป็นการประกวดเวทีใหญ่ของโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี ลิเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินโดนีเซีย ซีเรีย และอีกหลายชาติมุสลิมเท่าที่พวกเราจะนึกชื่อออก

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ในรายการนี้ สมุดคำสั่งระบุชัดเจนว่าต้องใช้หมึกสีดำ ชนิดกระดาษต้องใช้กระดาษมุกอฮัร (Muqahar Paper) ที่ทำจากแป้งมันผสมไข่ขาว ขนาด 40 x 60 เท่านั้น หากโดนใบมีดฉีกขาดหรือบิ่นเพียงนิดเดียวก็ถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที

“สมมติว่าเราทำกระดาษไม่เท่าขนาดที่เขาวางไว้หรือสีผิดก็ถูกตัดออกได้ แล้วก็ปลายของไม้ ถ้าเขาก็ระบุว่า 2 มิลลิเมตร ถ้าเราเขียนด้วยไม้ 3 มิลลิเมตรก็ผิด เขาตัดออกจากการแข่งขันได้เลย โดยที่ไม่ได้ดูว่าเราเขียนถูกเขียนสวยนะ”

ขีด 4
โชว์ผลงานที่ดูไบ

นูรฮายาตีอุทิศกายใจในชั้นปีสุดท้ายที่อียิปต์เพื่อส่งประกวดค็อตระดับโลก และแล้วความตั้งใจสุดชีวิตของเธอก็สร้างสรรค์ผลงานออกมาจนแล้วเสร็จ เป็นค็อตดีวานีกับค็อตตะอ์ลีคอย่างละชิ้นงาน

“พอทำเสร็จแล้ว ก็คิดว่าโอเค เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ คิดว่าเราทำออกมาได้ดีที่สุดแล้ว ผลจะออกมาแบบไหนนั้น เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าเป็นครั้งแรกของการเข้าประกวด ไม่รู้ว่าระดับโลกเขาตรวจยังไง เขาคิดอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ เราทำออกมาให้รูปร่าง ความหมาย ให้ดีที่สุดเท่านั้น”

แล้วสิ่งเหนือความคาดหมายก็มาเยือน เมื่อเธอกลับไทยในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น ทางตุรกีได้ประกาศผลว่าผลงานชิ้นหนึ่งของเธอติดอันดับแน่นอน ส่วนอีกชิ้นผ่านเข้ารอบ แต่ไม่การันตีอันดับ

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“อัลฮัมดุลิลลาฮ์” บัณฑิตสาวเปล่งคำขอบคุณพระเจ้าออกมา “ไม่คิดเลยว่าจะติด”

ผลที่ออกมาคือค็อตดีวานีของเธอได้รับอันดับ 6 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ขณะที่ค็อตตะอ์ลีคนั้นได้รับเพียงอันดับ 19 ถูกคัดออกในภายหลัง หากนั่นก็นับว่าเกินฝันแล้ว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งลงแข่งระดับโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงสักคนจะได้รับรางวัลจากเวทีใหญ่ระดับนี้ และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าที่ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศที่มีประชากรมุสลิมเพียงร้อยละ 5 เช่นไทยจะผงาดขึ้นไปรั้งอันดับเลขตัวเดียว

ความสำเร็จนั้นส่งผลให้นูรฮายาตีกลายเป็นคนคุ้นเคยของเวทีประกวดค็อต เธอหมั่นส่งผลงานไปยังรายการแข่งขันอื่น ๆ เรื่อยมา โดยเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศที่สิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของยอดฝีมือด้านค็อตรายนี้ คือการที่เธอได้รับเชิญให้นำผลงานไปแสดงในมหกรรมค็อตโลกที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ พ.ศ. 2559

“อันนี้ไม่ใช่ประกวด เป็นมหกรรมไปโชว์ผลงาน เขาให้ตั๋วมา เราก็นำผลงานไป 8 ชิ้นค่ะ” นูรฮายาตีเล่าพร้อมกับหยิบรูปถ่ายให้เราดู “แรก ๆ ก็ไม่มั่นใจ ไปคนเดียว เขาเชิญเราไปคนเดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เชื่อใจตัวเองว่าเราต้องทำได้ เราต้องไม่กลัว”

ขีด 5
สอนนักเรียนที่ปักษ์ใต้

แม้ว่าวันนี้นูรฮายาตีจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในอำเภอยะหริ่งเหมือนก่อน แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปจากสมัยวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ากรุงไปสอบชิงทุนโดยสิ้นเชิง เมื่อเธอกลับมาบ้านพร้อมศาสตร์และศิลป์ในการเขียนลายอักษรวิจิตรอาหรับที่ได้ฝึกฝนมานานหลายปี พ่วงด้วยรางวัลในการประกวดระดับโลก

ปัจจุบันนูรฮายาตีเป็นทั้งครูและวิทยากรรับเชิญตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า มหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงไปถึงตามโรงเรียนมัธยม ตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) รวมถึงเปิดสอนพิเศษที่บ้านทุกวันศุกร์ เพื่อมอบวิชาการเขียนค็อตแก่เยาวชนรุ่นหลัง

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

วิธีการเขียนค็อตของเธอจะเป็นแบบโบราณ คือเขียนด้วยไม้ ไม่ใช่ปากกาหรือพู่กัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านค็อตแห่งอำเภอยะหริ่งกล่าวว่าจะเขียนให้ดีได้ ต้องเลือกเฟ้นให้ดีตั้งแต่ไม้ที่ใช้แล้ว

“ไม้ที่ใช้เขียน เรียกว่าไม้โชน ถ้าภาษาอาหรับเขาเรียกว่า ‘ฮันดาม (Handam Pen)’ เป็นไม้เนื้อดีในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่งไปขายให้อาหรับได้ด้วยค่ะ

“ตอนเลือกไม้ก็ต้องเหลาไม้ ถ้าปลายของไม้หนาก็จะเขียนไม่สวย พวกเด็กไม่เคยเรียน เขาก็จะกดแรง ๆ บางทีก็จะติด เขียนไม่ได้ ต้องเบามือก่อน ค่อย ๆ ไป ปลายของมันก็ต้องให้เรียบบนกระดาษ สมมติว่าเรายกไม่เท่ากัน ก็เขียนไม่ติด จะติดด้านหนึ่ง แล้วก็ไม่ติดด้านหนึ่ง มันก็จะไม่สวย”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

หมึกที่ใช้ก็ต้องเป็นหมึกเฉพาะซึ่งมีคุณสมบัติแห้งเร็ว แห้งง่าย ส่วนกระดาษก็ต้องใช้กระดาษอาร์ตมัน 160 แกรมเขียนเท่านั้น โดยที่นูรฮายาตีให้เหตุผลว่า “กระดาษ A4 หรือกระดาษอะไรก็เขียนได้ แต่หมึกจะซึมนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เขียนลื่น ๆ ก็กระดาษอาร์ตมัน”

ถ้าอยากเขียนค็อตให้งามนั้น จำเป็นจะต้องร่างแบบและทำความเข้าใจกับมุม องศา ตลอดจนลักษณะค็อตชนิดที่จะเขียนก่อนเสมอ

“ก่อนจะมาเป็นลายสวย ๆ ก็ต้องเริ่มจากจุดสี่เหลี่ยม เรียกว่า ‘นุกเตาะห์’ ก่อน จุดสี่เหลี่ยมนี้ก็ต้องรู้ว่ามาจากมุมกี่องศา เราจะต้องวางไม้กี่องศา มุมฉาก 90 องศา มุมแหลม 90 องศา เพื่อเชื่อมอักษรไปด้วยกัน เวลาเขียนก็ต้องเริ่มจากตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อยเติมตัวแต่ง เติมจุดลงไป”

“ระหว่างเขียนก็ต้องพยายามไม่ให้หมึกโดนมือ และไม่จุ่มหมึกบ่อยไป เวลาประกวดจุ่มหมึกบ่อย ๆ ก็โดนกรรมการหักคะแนนได้นะคะ”

นูรฮายาตีคุยว่านอกจากอักษรอาหรับที่ช่ำชองแล้ว จะให้เธอเขียนอักษรยาวีซึ่งดัดแปลงมาจากอาหรับ หรืออักษรไทยก็ย่อมได้เหมือนกัน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ผลงานจากปลายไม้ของ นูรฮายาตี วาโด ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบรูป เธอไม่ได้เขียนให้มัสยิด เนื่องจากค็อตในมัสยิดต้องเขียนด้วยพู่กันซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ถนัดของเธอ อีกทั้งการให้สุภาพสตรีปีนป่ายนั่งร้านขึ้นไปวาดลวดลายบนที่สูง ยังแลดูไม่เหมาะสมในมุมมองของอิสลามิกชน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เพราะอาจารย์นูรฮายาตีได้ฝากฝังวิชาของเธอแก่สานุศิษย์แล้ว

“พวกผู้ชายทำได้ ลูกศิษย์ที่เรียนไปจากเราก็ขายชิ้นงานได้ ทำป้ายผ้าแขวนตามงานต่าง ๆ งานวัฒนธรรม ป้ายโรงเรียน ป้ายมัสยิด อะไรก็ได้หมด”

ส่วนใครที่อยากทดลองเขียนค็อตด้วยตัวเอง ผู้ครองรางวัลที่ 6 ในการประกวดเขียนค็อตโลกเมื่อหลายปีก่อน มีอุปกรณ์จำหน่ายครบชุดที่เพจ เสน่ห์หมึกปลายไม้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใฝ่ใจด้านนี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

นูรฮายาตีหยิบไม้โชนขึ้นมาเหลาปลายต่อ ก่อนจุ่มปลายของมันลงในขวดหมึก

หมึกปลายไม้แท่งนี้ไม่เพียงวาดอักษรประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ หากยังสร้างเยาวชนรุ่นใหม่อีกมากมายที่พร้อมสานต่อศิลปะชั้นสูงแขนงนี้แก่สังคมมุสลิมไทยสืบไป

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load