“คุณออกแบบปกอัลบั้มมาได้สักกี่อัลบั้มแล้ว” เราเอ่ยถามกับนักออกแบบปกอัลบั้มเบอร์ต้นๆ ของประเทศ

“จำไม่ได้แฮะ ผมไม่เคยนับเลย”

“แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Hereodd’ แทบไม่เคยหายไปจากเครดิตอัลบั้มของศิลปินเลยใช่ไหม” เราถามต่อ

“ใช่”

ไม่ว่าจะปกอัลบั้มของวง Potato, Slot Machine, เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์, 25 hours, Kidnappers , ปาล์มมี่, Getsunova, เป๊ก ผลิตโชค, ดา เอ็นโดรฟิน และวงแถวหน้าของประเทศอีกมากมาย ล้วนแต่เป็นผลงานการออกแบบของ Hereodd หรือ อ๊อด–สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ทั้งสิ้น รวมไปถึง Merchandise ของหลายๆ ศิลปิน เผลอๆ แม้แต่แผ่นซีดีที่เก็บอยู่ในตู้ของคุณ หากลองพลิกอ่านตัวหนังสือเล็กๆ หลังปกดู อาจจะพบชื่อของเขาเขียนอยู่ก็เป็นได้

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่ทุกวันนี้บริษัทของผมก็ไม่ได้จดชื่อเป็น Hereodd นะ คนแค่เรียกติดปากกันมาตั้งแต่ยุค Myspace”

อาจเป็นเพราะเขาทำหลายอย่าง ตั้งแต่เปิดโรงเรียนสอนด้านการออกแบบในชื่อ Bear เปิดบริษัททำแบรนดิ้งชื่อ Layerlayer บทบาทการเป็น Hereodd จึงเหมือนเป็นเงาในโลกฝั่งดนตรีที่ติดตัวเขามาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์

เอาเข้าจริงชื่อนี้ก็เป็นชื่อเรียกขานที่เหมาะกับเขาดี เราแค่ไม่มั่นใจว่าควรอ่านคำแรกเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร เพราะสำหรับคนห่างไกลคงเรียกกันว่า ‘เฮียอ๊อด’ แต่คนใกล้ตัวล่ะ เราลืมถามข้อนี้กับเขาไป แต่คำถามข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของเขา เราเชื่อว่าไม่บกพร่อง และเนื้อความต่อไปด้านล่างคงทำให้ผู้เห็นภาพของชายผู้ออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินจำนวนนับไม่ถ้วนอย่าง Hereอ๊อด มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอ่านชื่อเขาแบบไหน

นักออกแบบที่รัก (ปก) ดนตรี

“ผมชอบดนตรี แต่ผมไม่ใช่นักดนตรี” 

คำกล่าวนี้ของอ๊อดไม่ได้เจือปนความรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจ เพราะทุกวันนี้เขาค้นพบวิธีการทำงานภายใต้อุตสาหกรรมดนตรีในแบบของเขาแล้ว แถมไม่จำเป็นต้องสังกัดวงไหนเป็นพิเศษด้วย เขามีสื่อบอกเล่าเพลงในแบบของเขา สิ่งนั้นคือ ‘ภาพ’ และ ‘สิ่งของ’ ที่เล่าเรื่องได้ไม่น้อยไปกว่าเสียง

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ระหว่างเรียนที่มัณฑนศิลป์ ผมเป็นเนิร์ดที่ชอบฟังเพลงมาก วิธีการฟังเพลงสมัยนั้นก็คือการเปิดจากแผ่นซีดี ซึ่งการเลือกซื้อแผ่นมาฟังหลายๆ ครั้งล้วนเกิดจากการเลือกตามวงที่เราชอบ หรือบางทีถ้าอยากเสี่ยงดวงกับวงใหม่ๆ ก็ต้องลองซื้อมาเลย เพราะโอกาสที่เราจะได้ลองฟังเพลงก่อนนั้นน้อยมาก สำหรับผมหน้าปกจึงกลายมาเป็นสิ่งประกอบการตัดสินใจซื้อที่สำคัญ ซึ่งการเลือกจากปกมันทำให้เราฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น และไม่ยึดอยู่กับการฟังแนวไหนเลย”

จากการสั่งสมดีกรีทางดนตรีและซีดีหลายปกระหว่างชีวิตมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนเขาจึงมีโอกาสได้ข้องแวะกับงานในอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งที่มาจากรุ่นพี่บ้างและลูกค้าที่เห็นในฝีมือบ้าง

จนกระทั่งเขาพ้นจากรั้วของมหาวิทยาลัยและออกมาดำรงอาชีพนักออกแบบในฐานะ ‘ฟรีแลนซ์’ ซึ่งเป็นเหมือนการเรียนต่อในโลกจริงอันเต็มไปด้วยบทเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนไว้

“งานแรกที่ได้ทำเป็นชิ้นเป็นอันคือทำให้กับวง Hangman ที่เป็นภาพคนขี่ม้า ตอนนั้นผมได้ทำทั้งไดเรกชัน ดีไซน์ และโลโก้ แต่ผมไม่ได้เป็นคนจบงานแพ็กเกจจิ้งเอง อาจด้วยความไม่มีประสบการณ์และความดื้อของเราด้วย ทำให้ค่ายเพลงต้องใช้คนอื่นในการมาจบงานที่เราขึ้นไว้” อ๊อดมองย้อนไปอดีตในช่วงวัยที่เขาไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ ยืนยันในตัวตน และยืนยันในความคิด

“แต่ระหว่างที่ทำ Hangman ผมก็มีอีกงานที่ทำควบคู่กันมาคือ Slot Machine อัลบั้ม Gray ซึ่งงานนี้ผมได้ทำทุกขั้นตอนรวมถึงแพ็กเกจจิ้ง เมื่องานจบออกมาสู่ตลาด ผมก็ได้เข้าใจว่าตัวเองอ่อนด้อยมากในเรื่องนี้” 

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

ระหว่างการเล่าเรื่อง อ๊อดขอตัวลุกไปหยิบอัลบั้ม Gray มาให้เราดู มันคือแพ็กเกจจิ้งใส่ซีดีรูปทรงหกเหลี่ยมที่หลายคนอาจเคยได้เห็นผ่านตาบนแผงซีดี

“รู้ไหมว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ก” เขาเอ่ยถาม แต่เราจนในคำตอบ เพราะจากรูปร่างภายนอกแล้วเราก็พบว่ามันก็ดูปกติดี

“เพราะข้อเสียคือมันตั้งไม่ได้” ตั้งไม่ได้ก็หมายความว่ามันวางโชว์บนแผงยาก 

“ในช่วงการออกแบบ เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมแพ็กเกจใส่ซีดีถึงจะต้องเป็นสี่เหลี่ยม ถ้าเราอยากทำรูปทรงอื่นที่ทำให้อัลบั้มนั้นแตกต่างจากอัลบั้มอื่นๆ ในแผงจะเป็นไปได้ไหม เราก็เลยทดลองทำแบบหกเหลี่ยมดู ซึ่งตอนนั้นศิลปินชอบ ค่ายชอบ เราชอบ แต่มันดันตั้งบนแผงไม่ได้ เราเลยเฟลกับตัวเองมากๆ”

“อีกเรื่องคือเราได้เรียนรู้ว่าอย่าทำซีดีที่บางเกินไป เพราะภาพจำของคนในยุคนั้นคือซีดีบางๆ เท่ากับ MP3 เราเลยเฟลหนักไปอีกว่าซีดีอัลบั้ม Gray มันทั้งบาง ทั้งตั้งไม่ได้ ทั้งที่เราตั้งใจออกแบบให้เป็นแบบนี้ แต่มันไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สิ่งนี้สอนเรามาก ว่าการดีไซน์งานให้กับศิลปินมันใช้วิธีคิดเต็มที่ของเราได้ แต่การทำแพ็กเกจจิ้งมันจะต้องแคร์คนนำไปใช้ให้มากขึ้น”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

จุดเปลี่ยนชีวิต

สิ่งที่คนที่เพิ่งได้พบกับความเฟลและความผิดหวังต้องการมากที่สุดคือโอกาสในการแก้มือ สำหรับอ๊อดโอกาสนั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว และเขาก็รีบคว้ามันเอาไว้

“อัลบั้มพลิกชีวิตของผมคืออัลบั้มพิเศษของ Slot Machine ชื่อ Machinema มันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้ม Gray กับ Cell ที่คนทั่วไปไม่ค่อยเห็น” 

ที่ว่าพลิกชีวิตก็เพราะว่ามันเป็นงานที่ทำให้อ๊อดกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เพราะผลตอบรับจากลูกค้าและแฟนเพลงเป็นไปในทางที่ดี เขาจึงได้รับความไว้วางใจให้ลงมือออกแบบอัลบั้มต่อไปของวงทันที ซึ่งผลงานชิ้นต่อไปนี้นับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดตัวเขา อัลบั้มนั้นคือ ‘Cell’

อัลบั้ม Cell ของวง Slot Machine คือตำนานบนแผงซีดีที่ยังดูร่วมสมัยอยู่แม้ผ่านเวลามาถึง 10 ปี เราชวนอ๊อดย้อนวันวานและเล่ากระบวนการทำงานของอัลบั้มนี้ให้เราฟังอีกครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าเวลา 1 ทศวรรษจะทำให้ความทรงจำของเขาเลือนหายไปมากน้อยแค่ไหน

“ถ้าเป็นอัลบั้ม Cell เรายังพอจำได้อยู่” เขารีบตอบทันที

“ตอนนั้นเราได้เดโม่อัลบั้ม Cell มาฟังก่อน พอเราฟังจบแล้วเราสัมผัสถึงความ Sci-Fi ของมันอย่างมาก มีพูดถึงดวงดาว อย่างพระจันทร์ ดาวพลูโต และดวงอาทิตย์ แต่ละเพลงในอัลบั้มชวนเราออกไปนอกโลกหมดเลย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

หลายคนคงทราบดีว่าสัญลักษณ์ของแฟนวง Slot Machine คือการชูมือขึ้นมาประสานเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ที่มาของสามเหลี่ยมนี้มาจากความสนใจของเฟิดและวงในเรื่องความลี้ลับของธรรมชาติ มนุษย์ต่างดาว และสิ่งที่อยู่นอกโลก ซึ่งความสนใจเหล่านี้ถูกนำมาเป็นตัวแปรในการออกแบบอัลบั้ม Cell ทั้งหมด

“อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่วงมีท่าชูมือทำเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งทางวงก็บอกว่ามันเชื่อมกับหลายสิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา ความลี้ลับ หรือมนุษย์ต่างดาว รวมถึงความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร ผมก็เลยดึงเอาสิ่งนี้มาออกแบบเป็นแพ็กเกจจิ้ง และตีความให้มันกลายเป็นวัตถุสามเหลี่ยม ซึ่งบรรจุสารหรือเรื่องเล่าที่รอการส่งต่อไปสู่มือของผู้รับ”

“นอกจากนี้ก็มีพวกรายละเอียดต่างๆ อย่างตัวโลโก้และตราตรงหน้าปกอัลบั้มที่เราได้แรงบันดาลใจมากจาก Crop Circle และปฏิทินดวงดาวของเผ่ามายา ซึ่งผมก็เอาสองอย่างนี้มาผสมผสานกัน และจัดวางบนหน้าปกของอัลบั้ม ทำให้มันดูมีความ Sci-Fi สูงมาก”

หลังจากผ่านจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มชัดเจน อ๊อดเล่าให้เราฟังต่อว่า มีจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เขาเติบโต และรื้อสร้างมุมมองที่มีต่อการออกแบบไปตลอดกาล

“งานที่ทำให้วง Cocktail เป็นเหมือนครูของผม เขาเป็นศิลปินวงแรกที่เดินเข้ามาปรึกษา แล้วบอกเราว่าต้องการทำแบรนดิ้งให้กับวง แบรนดิ้งในที่นี้คือไม่ใช่ตัวโอม ไม่ใช่ตัวผมที่เป็นนักออกแบบ แต่มันคือตัวตนของ Cocktail”

อัลบั้มที่โอม Cocktail ให้อ๊อดออกแบบและทำแบรนดิ้งใหม่ คืออัลบั้ม Lords of Misery ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ใช้เวลาทำงานรวมกันนานถึง 3 ปี เพราะนอกจากการออกแบบแบรนด์ให้กับวงใหม่แล้ว ยังมีเรื่องของจำนวนเพลงที่วงปล่อยออกไปในแต่ละปี ซึ่งกว่าจะรวบรวมเป็นอัลบั้มขึ้นมาได้ก็กินเวลาไปถึง 3 ปี

“งานนี้ผมใช้แรงเยอะมากเพราะต้องหาว่า Cocktail คืออะไร เราจะเล่ามันออกมาแบบไหน จนค่อยๆ รื้อความคิดในการทำงานแบบเก่าๆ ที่แค่ทำโลโก้แล้วจบออกไป เพราะงานนี้เราต้องคิดทุกอย่าง ตั้งแต่มู้ดแอนด์โทน สี สัญญะ และที่สำคัญคือแฟนเพลงต้องรู้สึกไปกับมันด้วย”

จาก ‘แพ็กเกจจิ้ง’ สู่ ‘Merchandise’

ราว 10 ปีหลังจากอัลบั้ม Cell เปิดตัว และชื่อของ Hereodd บินขึ้นไปติดลมบนของนักออกแบบปกอัลบั้ม ช่วงเวลาเพียง 1 ทศวรรษนี้อุตสาหกรรมดนตรีได้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย จากที่เคยบูมและขายได้หลักแสนหลักล้าน แผ่นซีดีก็ค่อยๆ หายตัวไปจากแผง และแผงซีดีเริ่มหายไปจากศูนย์การค้า กลายเป็นว่าวันหนึ่งคนทั้งโลกก็หันมาเสพเสียงเพลงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จนซีดีได้กลายเป็นความ ‘โบราณ’ ไปเสียแล้ว 

ความเปลี่ยนแปลงนี้กระทบกับศิลปินและค่ายเพลงอย่างแน่นอน แต่อ๊อดมองว่า ประเทศไทยเรามีเวลาที่ได้ปรับตัวกับสิ่งนี้ก่อนชาวโลกมานานแล้ว

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ผมว่าบ้านเราเป็นประเทศที่ปรับตัวเรื่องนี้ได้เร็วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ยุคที่ซีดีทั่วโลกกำลังจะตาย ซีดีในบ้านเรามันตายมาก่อนนานแล้ว เพราะว่าเรามี MP3 ขายกันเกลื่อนตลาด พวกค่ายเพลงหรือศิลปินเขาดิ้นรนและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้มาก่อนกาลมากๆ”

ค่ายเพลงและศิลปินปรับตัว แล้วนักออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีต้องปรับตัวด้วยไหม เราถาม

“วันนี้คนก็ยังซื้อซีดีอยู่นะ”

“แต่ไม่ใช่เพื่อเอาไปฟัง เขาเพื่อเอาไปจับ สัมผัส ดูเล่น และสร้างบทสนทนาในกลุ่มของเขา น้อยคนที่จะหยิบซีดีออกมาเปิดฟังจริงๆ ผมเลยไม่ได้เรียกสิ่งที่ผมทำว่ามันว่าแพ็กเกจจิ้งซีดีแล้ว แต่ผมเรียกมันว่า Merchandise”

“เพราะวันนี้ถ้าค่ายเพลงจะออกซีดี คงมีคนพร้อมจ่ายเงินซื้อไม่เกินสามร้อยบาทต่อแผ่น แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่ซีดีนะแต่เป็น Merchandise จากผลงานของศิลปิน พอเป็นแบบนี้แฟนเพลงเขาพร้อมจ่ายได้มากกว่านั้นเยอะเลย”

“โปรดักต์ Merchandise จึงต้องไม่ใช่แค่ที่ใส่แผ่นซีดีกับโฟโต้บุ๊กหนึ่งเล่มจบ แต่มันควรเป็นสิ่งของที่ช่วยส่งเสริมเพลงและสร้างประสบการณ์ให้ผู้ซื้อได้มากกว่าการเปิดเพลงฟังในสตรีมมิ่ง การทำงานของผมจึงเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ศิลปินต้องการเล่าผ่านภาพและสิ่งของ”

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องนี้ บนโต๊ะของเรามีแพ็กเกจจิ้งซีดีสมัย 10 ปีก่อนของวง Slot Machine วางอยู่ แต่พอเราเปิดประเด็นมาจนถึงตอนนี้ อ๊อดก็ลุกขึ้นอีกครั้งและเดินไปหยิบ ‘Merchandise’ ของ ค.ศ. 2020 ให้เราดู มันเป็นอัลบั้มล่าสุดของ Slot Machine ที่ชื่อ Third Eye View

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“อย่างภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ซึ่งมันก็ใช้หลักการของกล้องฟิล์มทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ว่าภาพที่ปรากฏขึ้นมันจะปรากฏบนกระจกที่ฉาบสารเคมีเอาไว้ เป็นภาพแบบ Negative ทีนี้พอเราเอาภาพไปอัดใส่กระดาษเราก็จะได้รูปออกมาเป็นแผ่น ซึ่งรูปเหล่านี้จะอัดออกมาเยอะเท่าไรก็ได้ โดยที่ใช้ฟิล์มกระจกแค่อันเดียว”

“แต่เรายังไม่อยากหยุดแค่นั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ฟิล์มกระจกมันพิเศษ คือตัวกระจกที่เป็นฟิล์มซึ่งมีตัวต้นฉบับแค่อันเดียว เราเลยไปหาวิธีในการก็อปปี้ตัวฟิล์มกระจกนี้ โดยการนำภาพที่อัดออกมาไปแปลงเป็นสี Negative ในคอมฯ จากนั้นก็นำไปทำเป็นบล็อกสกรีน ซึ่งกว่าจะได้แบบนี้เราทดลองกันอยู่นานมาก ตอนแรกอยากได้ตัววัสดุเป็นกระจกจริงๆ แต่กลัวมีปัญหาในขั้นตอนการขนส่ง เลยเปลี่ยนมาเป็นพลาสติก ที่เราก็ต้องลองกันว่าต้องใช้ความหนาเท่าไรถึงจะให้ความรู้สึกคล้ายกับฟิล์มกระจกที่สุด”

หลังจากที่ได้ลองหยิบจับ ลูบ คลำ ฟิล์มกระจกดูแล้ว เราอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับการต่อยอดและพัฒนา ‘ซองใส่ซีดี’ ให้กลายมาเป็นสิ่งของที่มีทั้งมูลค่าและคุณค่าต่อจิตใจของแฟนเพลง เมื่ออ๊อดได้เห็นเราตื่นตากับของที่อยู่ตรงหน้า เขาก็รีบลุกออกไปหยิบผลงานมาให้เราดูเพิ่มเติมอีกสองสามชิ้น

“อย่างชิ้นนี้เป็นโฮโลแกรม”

“โฮโลแกรม?” เราทวนท้วงถาม

“อัลบั้มนี้เป็นของ เป๊ก ผลิตโชค ที่ชื่อ The Butterfly คาแรกเตอร์ของอัลบั้มคือเป็นเพลงป๊อปที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์สูง สีหรือแสงที่ผมเห็นจึงเป็นมู้ดของกลางคืนที่มีสีสัน ไอเดียของอัลบั้มนี้ผมเอามาจากเรื่องที่รู้กันในหมู่แฟนเพลงของเป๊ก ที่ว่าเขาเป็นคนชอบผีเสื้อมาก ภาพที่ผมก็เลยทำเป็นคอลลาจผีเสื้อที่มาผสมผสานกับดอกไม้ เหมือนเป็นการเบ่งบานของตัวผีเสื้อ นอกจากนี้ก็จะมีโปสเตอร์ แล้วก็มีบุ๊กเลตเบื้องหลังการทำอัลบั้มตั้งแต่วันแรก แต่ไฮไลต์ของงานนี้คือตัวโฮโลแกรม เป็นอุปกรณ์ทรงกรวยที่สามารถนำไปวางทาบบนหน้าจอ แล้วจะแสดงผลขึ้นมาเป็นสามมิติ ซึ่งใช้คู่กับคลิปของเป๊กที่ผมใส่เป็น QR Code เอาไว้”

“ถึงแม้คนจะไม่ได้อยากซื้อซีดีเพื่อมาฟังเพลงอย่างเดียวแล้ว แต่แฟนๆ เขาก็ยังอยากเป็นเจ้าของผลงานของศิลปินอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้น การออกแบบ Merchandise ทั้งหลายก็ควรทำให้เขารู้สึกได้ครอบครองสิ่งที่ดีและคุ้มค่าด้วย”

สูตรในการหาเรื่องศิลปิน

“สิ่งสำคัญคือการพูดคุยกับศิลปิน” อ๊อดบอกเคล็ดลับการทำงานกับเราแบบนั้น การพูดคุยของเขาคือกระบวนการแรกที่ช่วยดึงเรื่องราว อัตลักษณ์ และความโดดเด่นของศิลปินแต่ละคนออกมาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุง ซึ่งเมนูที่เขาปรุงนั้นย่อมแตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาและความต้องการของศิลปิน ที่แม้แต่ตัวศิลปินเองก็อาจยังไม่รู้

“อย่างวิธีคิดกับอัลบั้มแรกของศิลปินจะแตกต่างจากการทำอัลบั้มสอง สาม สี่ เพราะว่าเขายังไม่ได้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากนัก เราจึงต้องเล่าตัวตนของเขาให้ชัด เพื่อให้แฟนๆ จดจำว่าศิลปินคนนี้คือสไตล์อะไร แตกต่างจากคนอื่นยังไง ซึ่งเราก็รู้แหละว่าในอัลบั้มแรกศิลปินทุกคนมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เวลาเราคุยกันก็เลยต้องทอนประเด็นเหล่านั้นลงมา เพราะในฐานะคนออกแบบ เราต้องไม่ลืมว่าโจทย์ของอัลบั้มแรกคือการตอบให้ได้ว่า ‘ตัวตนของเขาพิเศษยังไง’ นี่คือสิ่งที่เราต้องดึงออกมาเล่าให้ได้มากที่สุด

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่พออัลบั้มถัดๆ มา ตัวตนของศิลปินจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น โจทย์ของเราก็จะไปอยู่ที่เรื่องเล่าของเขามากกว่าเดิม เช่น ธีมอัลบั้ม การเติบโตของศิลปิน เรื่องราวที่เขาพบเจอ และความสนใจในช่วงนั้น ซึ่งก็เป็นความสนุกคนละแบบกัน”

การที่ต้องปรุงวัตถุดิบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้เป็นความยากของนักออกแบบ เพราะมันหมายความว่า เขาต้องเตรียมตัวและวางแผนเป็นอย่างดี ก่อนการเดินเข้าไปพูดคุยเพื่อดึงเนื้อหาออกมาจากตัวศิลปิน อ๊อดเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาตกผลึกจนได้ ‘สูตร’ ในการพูดคุยมาหนึ่งสมการ ซึ่งช่วยให้เขาเข้าถึงความต้องการของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

“ทุกวันนี้ลูกค้าของผมสนใจในเรื่องธุรกิจมากขึ้น คือเขาก็ยังเป็นคนทำเพลงและสร้างงานศิลปะนะ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจความสำคัญของการหารายได้ด้วย ทำให้การพูดคุยของเรามีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น จนผมได้สูตรในการถามที่จะทำให้ผมเข้าใจความต้องการของเขาจริงๆ”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“คำถามแรกของผมคือ ทาร์เก็ตคุณคือใคร เราจะได้ถ่ายทอดงานของคุณไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ ซึ่งยุคนี้มันก็ทำได้ง่ายมากเลย แค่เข้าไปดูที่ Facebook Fanpage ของเขาก่อนเป็นอย่างแรก ว่าเขามีแฟนเพลงแบบไหน ผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไร มีพฤติกรรมแบบไหน การทำงานเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของ Data ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ เขาก็จะมีเตรียมไว้ให้กับนักออกแบบเลย

“คำถามต่อมาคือ เราจะถามศิลปินว่าอยากให้งานออกมาแล้วแฟนเพลงถูกใจด้วยไหม หรืออยากจะอินดี้แล้วไปให้สุดในแบบที่ตัวเองชอบไปเลย หรืออยากบาลานซ์ทั้งสองสิ่งนี้ก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งคำตอบในส่วนนี้ก็จะกำหนดทิศทางของเรา ว่าจะดึงอะไรในตัวเขาออกมาผ่านการพูดคุยบ้าง

“แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคืองานที่เราออกแบบ ยังไงก็ต้องเป็นงานที่ตัวศิลปินต้องชอบด้วย เพราะเขาคือคนเล่าเรื่อง มันคือเพลงของเขา แตกต่างจากการทำแบรนดิ้งสินค้า ที่เราต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายและตัวสินค้าเป็นหลัก”

ปรัชญาของพระรอง

การทำงานกับศิลปินที่หลากหลาย บ้างซ้ำหน้าแต่ไม่ซ้ำวัย บ้างเป็นศิลปินใหม่ถอดด้าม และบ้างก็เป็นรุ่นใหญ่ที่เพิ่งได้ร่วมงาน อ๊อดต้องเจอกับความต้องการที่แตกต่างในทุกๆ งานของเขา ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นหนึ่งในความท้าทาย ที่ทำให้เขาต้องผลัดตัวเองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา

“เวลาทำงานผมจะไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองเก่งหรือมีความสามารถอะไร ผมจึงหาทางพัฒนาตัวเองตลอด และบอกตัวเองเสมอว่าต้องศึกษางานให้เยอะขึ้น ดูงานให้เยอะขึ้น แต่ Input ของผมมีที่มาจากหลายแหล่ง หนึ่งคือตัวศิลปิน สองคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น สมมติว่าผมกำลังจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีอัลบั้มหนึ่ง สิ่งที่ผมศึกษาจะไม่ใช่แค่แพ็กเกจจิ้งซีดีของศิลปินคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ผมจะไปดูกล่องใส่ขวดเหล้า กล่องรองเท้า กล่องน้ำหอม หรือแพ็กเกจจิ้งขนม เพราะสิ่งเหล่านี้เต็มไปด้วยไอเดียและวิธีคิดที่สนุกๆ การสร้างสรรค์ของผมจึงอยู่ที่ว่า เราจะหยิบจับอะไรออกมาแล้วมานำมาชนกับอะไร เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“สิ่งที่ท้าทายและสนุกที่สุดของผมคือ ผมจะทำยังไงให้ทุกๆ งานของผมไม่ซ้ำกัน ผมพยายามทำให้มันแตกต่างและต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่”

ต้นธารของงานที่ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอคือไอเดียอันสดใหม่ สำหรับอ๊อด เขาเลือกที่จะเปิดกว้างและรับฟัง โดยให้ความต้องการของลูกค้าคัดกรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป

“ในแต่ละโปรเจกต์ผมมีช่วงเสนอไอเดียที่จะให้น้องๆ ในทีมเข้ามาช่วยกันออกความเห็นตามความชอบและความถนัดของเขา เพราะผมเชื่อว่าในการทำงาน ต่อให้เราเป็นหัวหน้าทีม เราก็ไม่ได้เก่งไปทุกด้านหรือมีความรู้ในทุกเรื่อง การพูดคุยแลกเปลี่ยนคือสิ่งที่สำคัญ ใครมีข้อมูลก็โยนมา ใครมีไอเดียก็โยนลงมา จากนั้นเราเอาข้อมูลและไอเดียที่กองไว้มาผ่านการกรอง ตัวกรองคือความต้องการของลูกค้า ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าไอเดียไหนผ่าน ไอเดียไหนไม่ผ่าน”

ทุกวันนี้งานของนักออกแบบอัลบั้มและการทำ ‘Merchandise’ มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่ายุคสมัยก่อน เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของเราที่จะมี ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ อยู่คู่กันตลอด อาร์ตไดเรกชันที่นักออกแบบวางเป็นรากฐานจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ในการเล่าเพลงออกมาเป็นภาพ แต่อ๊อดยังยืนยันว่า ภาพหรือแม้กระทั่งสิ่งของต่างๆ ล้วนแต่เป็น ‘พระรอง’ ที่ส่งเสริมผลงานของศิลปินมากกว่าการไปกลบรัศมีของพระเอก

“หน้าที่ของผมคือการส่งเสริมศิลปินและเพลงของเขา สิ่งต่างๆ ที่เราออกแบบจะต้องสะท้อนให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเพลงในอัลบั้มพูดถึงอะไร เป็นสไตล์ไหน มีมู้ดแอนด์โทนอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือมันต้องเป็นเรื่องราวเดียวกัน ไปด้วยกันกับเพลง ผมว่าสุดท้ายแล้วการทำงานของผมมันจะต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่ศิลปินอยากถ่ายทอด”

hereodd

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพวาดสิ่งมีชีวิตสี่ขาสื่อแทนผู้คน เติมเต็มด้วยลวดลายแพตเทิร์น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ลายขวาง ค่าน้ำหนักขาว เทา ดำ เส้นทุกเส้นบรรจบกันอย่างบรรจง ทุกองค์ประกอบประดับขึ้นเพื่อเพิ่มมิติให้กับทุกคาแรกเตอร์ในหนึ่งเรื่องราว

ภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากที่จะเลียนแบบนี้เป็นผลงานของ กรีฑา พรมโว หรือศิลปินผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ Chang of Art ผลงานของเขาโดดเด่นในสไตล์ของ Pop Art, Contemporary Art และ Doodle Art สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และแนวคิดที่ว่า มันบาลานซ์ได้ดีระหว่างความเป็น Fine Art (วิจิตรศิลป์เน้นความสวยงาม) และ Commercial Art (พาณิชยศิลป์เน้นการต่อยอดด้านมูลค่าของผลงาน) ทั้งความงามและคุณประโยชน์ของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันอย่างมาก

ด้วยสไตล์งานที่สนุกและเข้าใจง่าย ทำให้คนเสพก็สุข คนสร้างจึงไม่เคยหยุดเสาะแสวงหาไอเดียมาวาดชิ้นงานใหม่ ๆ ชีวิตที่เติบโตมากับศิลปะประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งซึ่งแยกจากกันไม่ได้ ทำให้เขาเข้าใจงาน เข้าใจตัวเอง และเข้าใจสิ่งที่สังคมต้องการได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังกว่าจะได้มายังสิ่งนี้ คงไม่ง่ายเสมือนดีดนิ้วแค่เป๊าะเดียวเป็นแน่

งานของเขามีชื่อเสียงในแวดวงนักสะสมผู้ชื่นชอบศิลปะคาแรกเตอร์ชัด ขนาดมีคนยอมรอภาพวาดในเวลาหลักปี ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ เขายังได้ไปจัดแสดงงานที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ล่าสุด เขาได้ออกแบบลวดลายบนเสื้อลิมิเต็ดอิดิชันให้กับ Garena Free Fire เกมมือถือออนไลน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าท้าย การต่อสู้ และการเอาชีวิตรอด คว้ารางวัล ‘เกมมือถือยอดเยี่ยมแห่งปี’ จากงาน Esports Awards 2021 ถึง 2 ปีซ้อน คล้ายจะเป็นเรื่องเดียวกับรางวัลชีวิตราว 20 ปีที่ได้มาจากการฝ่าฟันของเขา เราจึงอยากชวนทุกคนทำความรู้จัก ‘งานช้าง’ ในแบบของ Chang of Art ไปพร้อมกัน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Unique-Useful-Universal 

ภายในสตูดิโอส่วนตัวที่ปลุกพลังด้วยผนังสีแดง แสงไฟปรับระดับเข้ม กลาง อ่อน ไปตามฟีลลิ่งของการสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยผลงานหลายชิ้น หลากสไตล์

“เราใช้สัตว์และคนมาเป็นตัวแทนในการนำเสนอความคิดและความรู้สึก” เจ้าของผลงานกล่าว เมื่อเราเห็นว่าทุกภาพมีสัตว์เป็นพระเอกของงาน

หากใครเป็นแฟนผลงาน Chang of Art ก็ดี หรือใครกำลังทำความรู้จักกับผลงานของเขาจากเรื่องราวนี้ก็ตามแต่ จะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งมีชีวิตที่กำลังโลดแล่นลีลาอยู่บนพื้นผ้าใบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้คนเข้าใจง่ายในพริบตาเดียว ดังเช่นที่อยู่ตรงหน้าเรา ภาพสิงโตกำลังหัวเราะร่า ใส่หมวกกันน็อกเตรียมพร้อมออกซ่าผจญภัยบนท้องถนน แฝงไปด้วยอารมณ์ บริบท และไลฟ์สไตล์ จนใครเห็นก็คงต้องพูดออกมาเลยว่า ‘นี่แหละ ผลงานของ Chang of Art’

แต่ก่อนจะมาเป็นสัตว์นานาชนิด ศิลปินต้องทำความเข้าใจกับความหมายและความเชื่อของตัวละครที่จะปรากฏในผลงานเสียก่อน

“ถ้าเราเข้าใจ เราจะมักง่ายเวลาถ่ายทอดไม่ได้ เพราะต้องสื่อสารและนำเสนอ Definition ให้ได้ ว่าทำไมต้องเป็นเสือสิงโต มังกร หมาป่า หรือทำไมต้องเป็นขวดเหล้า ขวดเบียร์ ทำไมต้องเป็นรถยนต์ ทำไมต้องเร็ว พวกนี้มันมีคำตอบที่ชัดเจน และเป็นคำตอบแบบ High Art ไม่ใช่ Design มันมีมิติลึกกว่า อย่างสัตว์นี่มีความเชื่อ เรื่องสถานะต่าง ๆ มีความหมายแฝงอยู่ เช่น เสือ สื่อถึงบุคลิกสุขุม นุ่มลึก ใจใหญ่”

นิยามของ ‘งานช้าง’ จึงมีด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ ๆ คือ Unique, Useful, Universal 

Unique ยูนีกทันทีที่มอง รู้เลยว่าเส้นเยอะ ๆ หนวดเยอะ ๆ มีแพตเทิร์น มีไอคอน มีไอเดียแฝงอยู่ในทุกคาแรกเตอร์

Useful ต่อยอดประโยชน์ของชิ้นงานได้มากกว่าแค่บทบาทของภาพวาด เขาคิดต่อยอดไปถึงว่างานชิ้นนี้ให้อะไรกับคนและสังคม การจบกระบวนการของงานจึงไม่ใช่การลงสีในด่านสุดท้าย แต่ต้องคิดเผื่อไปไกลถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

Universal ต้องเป็นงานสะท้อนตัวตนที่ได้รับการยอมรับในสังคม ซึ่งการเป็นที่ยอมรับในที่นี้ เขาอธิบายว่า ไม่เท่ากับความแมสเพียงอย่างเดียว แม้ศิลปินต้องการให้ผลงานตัวเองเป็นที่รู้จัก แต่งานชิ้นนั้นก็ต้องให้ไอเดียกับคนที่พบเห็น ผู้คนต้องมีการตั้งคำถาม ชื่นชม ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นย้อนกลับมาสู่การพัฒนางานชิ้นต่อไปของตน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Flashback to The Beginning

กว่าจะออกมาเป็น Chang of Art ในทุกวันนี้ ช้างได้เดินทาง ลองผิดลองถูก มีอุปสรรคแวะทักทายบ้าง จนตกตะกอนกับความรักในศิลปะมากว่า 20 ปี

“ผมไม่ได้คิดว่าเราทำงาน เราคิดว่าเราใช้ชีวิต”

ชีวิตที่มีศิลปะเป็นส่วนประกอบหลัก เริ่มตั้งแต่สมัยเป็นเด็กชายช้างที่ชอบวาดรูปเหมือนกับเด็กหลาย ๆ คน ศิลปินเยาว์วัยวาดเตาะแตะเรื่อยมาไม่เคยหยุดจนกลายเป็นความชอบ พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จึงเริ่มทำความเข้าใจศิลปะในเรื่องพื้นฐาน ลัทธิต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และพื้นฐานทางด้านทัศนศิลป์ เขาค่อย ๆ มองภาพในสเกลใหญ่ขึ้น นั่นคือ การหาสถานที่สักที่ เพื่อเดินต่อในเส้นทางของการพัฒนาฝีมือ หลังจากเรียนจบระดับอุดมศึกษา เขาจึงคิดถึงการนำศิลปะมาอยู่ในชีวิตประจำวัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งหาลู่ทางนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ ประกอบอาชีพ และเติมเต็มคุณค่าของชีวิต จนถึงทุกวันนี้ เขาเพียงแค่เดินเรื่อย ๆ ไปในทางของตัวเองในทุก ๆ วัน ข้ามผ่านจุดสูงชันและไม่ต้องวิ่งแข่งกับใคร

Learning by Doing

ตลอดชีวิตบนเส้นทางสายศิลปะ เขาผ่านมาทุกยุคทุกวัยของการเรียนรู้ ทั้งยุคลอง ยุคเริ่มต้น ยุคแสวงหา จนอยู่ตัวและให้คำตอบตัวเองได้แล้วว่า ยุคนี้เป็นยุคของการสร้างทัศนคติ สร้างมุมมองใหม่ ๆ และสร้างแม้กระทั่งนิยามใหม่ จากองค์ประกอบศิลป์ที่เขาเข้าใจทั้งหมด 

“เราทำงานมาเรื่อย ๆ ปรับตัว ปรับปรุงอยู่ตลอด ให้มันเลี้ยงชีพได้ ทั้งในทาง Commercial และ Fine Art ให้มันมีความบาลานซ์อยู่ตรงกลาง และเราก็สร้างทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาระหว่างทาง”

ช้างทำให้งานเขาอยู่ตรงกลาง พอดีในทุกมิติ

“ผมนิยามงานตัวเองว่ามันคือสมดุลระหว่างความเข้าใจ” พอดีทั้งความงาม มูลค่า ประโยชน์ใช้สอย และแนวคิดต่อยอด

กว่าจะมาเป็น 1 ชิ้นงาน ต้องผ่านกระบวนการคิด และนำความคิดมาคิดต่ออีกที เพื่อวิเคราะห์ความหมายขององค์ประกอบทุกส่วนที่จะเกิดขึ้น หลังจากนั้นจรดปลายดินสอลงบนกระดาษ สเก็ตช์ภาพที่ร่างไว้ในหัวให้คุ้นชิน ลองแล้วลองเล่า ชนิดที่เห็นกระดาษเปล่าแล้วชี้ได้เลยว่าอันนี้อยู่ตรงไหน เชื่อมกับอะไร จึงเริ่มขั้นตอนสำคัญต่อไป คือการร่างความคิดให้เป็นจริงขึ้นมา

“เมื่อได้ไอเดียแล้ว เราต้องมาคิดวิเคราะห์ มาทำสเก็ตช์มาเลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบที่สุด และวางแผนว่าทำยังไงถึงสำเร็จ” Chang of Art เปรียบงานตัวเองเสมือนงานวิจัยขนาดย่อม

“ถ้าเราอยากได้หมาหัวเราะหรืออยากได้หมาน่ารัก ๆ ตัวหนึ่งนั่งบนเวสป้าหรือขี่สกู๊ตเตอร์ เราก็วาดไปเลยแล้วค่อยมาดูว่า จะเอามันมาใช้ยังไง ต้องการความ Hamony กลมกลืนไปด้วยกัน ฉะนั้นงานมันต้องวางแผน เพราะทุกเส้นวกไปวนมา”

ทุกผลงาน ช้างเลือกใช้เทคนิค Free Hand หรือการวาดโดยไม่ต้องร่างดินสอก่อนและไม่ต้องพึ่งพายางลบ ลายเส้นทุกเส้นตวัดวาดจากภาพร่างในจินตนาการ ที่ผ่านการวางแผน กลั่นกรอง และสเก็ตช์จนจดจำทุกตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

“เราต้องมีภาพในหัวว่าจะวางอะไรบนพื้นที่ตรงนี้ และจัดสรรองค์ประกอบ เว้นสเปซให้พอดี” เขาอธิบายการจัดวางลายเส้นให้เชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อและไขว้ไปไขว้มา ชวนค้นหาจุดสิ้นสุด

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

เมื่อภาพเกิดขึ้นตามความตั้งใจสมกับความพยายามแล้ว อาณาจักรของ Chang of Art ไม่หยุดอยู่แค่ในภาพวาด แต่เขายังต่อยอดงานสู่ประติมากรรม ดึงเอาคาแรกเตอร์ของการ์ตูนออกมาเป็นรูปปั้นสามมิติ จับต้องได้ เขาทำมาหมดแล้วทุกไซส์ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ตัวจิ๋วถึงตัวยักษ์ ตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ไปจนถึง 150 เซนติเมตร

เบื้องหลังกว่าจะได้มาซึ่งผลงานทั้งหมด ต้องตกตะกอนกับความคิดจากแพสชันแรกเริ่ม

“มันเริ่มตั้งแต่คิด” ศิลปินชาวนครปฐมเอ่ย

“เราคิดโดยเอาความอยากเป็นตัวตั้ง คิดเสร็จก็ทำ เราต้องสร้างคุณค่าให้กับคาแรกเตอร์เหล่านั้นให้แข็งแรง”
ช้างเผยกลเม็ดที่จะทำให้งานนั้นแข็งแรงขึ้น ด้วยการพาไปออกงานแสดงนิทรรศการ เอาไปให้คนอื่นดู แล้วรับฟีดแบ็กเพื่อนำกลับมาพัฒนา ผลพลอยได้อีกอย่างจากการที่เขาพางานไป Road Show ให้คนรู้จักทั้ง Online และ Onground ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้งานมากขึ้น เมื่อได้รับการตอบรับที่ดี มีคนชื่นชอบ จึงมีทั้งคำแนะนำ การสนับสนุน และการติชม ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงต่อยอด ดังที่ศิลปินเชื่อมาตลอดว่า ‘Learning by Doing’ ทำให้ผลงานของเขาแอดวานซ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

“ถ้าเราอยากเป็นศิลปินระดับโลก เราต้องคิดแบบศิลปินระดับโลก” ช้างกล่าวประโยคเชิญชวนคนฟังเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง ก่อนจะขยายความต่อ 

“เราก็เลยคิดว่าเราต้องสร้างแนวทางของเรา จากฝีมือที่เพียรฝึกฝนและประสบการณ์ที่สะสมมา เราต้องชัดเจนตั้งแต่ความหมายของมัน คิดมากกว่าแค่เริ่มต้นจนสิ้นสุด สุดท้ายมันเลยทำให้งานของเรายูนีกและเป็นตัวตนเราจริง ๆ”

ทุกผลงานเห็นประจักษ์ถึงการประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะช้างไม่เคยขาดไอเดียสร้างสรรค์

“ตอนนี้สื่อมันเยอะ โลกก็มีอะไรให้ทำมาก เพียงแค่เราต้องเปิดใจเรียนรู้และย้ำตัวเองว่าอย่ายึดติด”

เขาเชื่อว่าการจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาตัวเอง ก็ต้องเริ่มสร้างแนวคิดจากประสบการณ์ สร้างทัศนคติขึ้นมาใหม่ด้วยปัจจัยทางด้านศิลปะเหมือนเดิม แต่ต้องหลุดจากกรอบเดิมนั้น ด้วยวิธีคิดใหม่ ๆ

“อยู่กับศิลปะมา 20 ปี คำว่าแรงบันดาลใจยังสำคัญอยู่มั้ย” เราถามต่อ

“ผมมองว่าแรงบันดาลใจเป็นขั้นสอง ขั้นแรก คือมองชีวิตเราก่อน มองทัศนคติของตัวเอง บางคนบอกผมทำเหมือนพี่ไม่ได้หรอก ยาก จะหาเงินได้ยังไง เนี่ย มันจึงต้องเริ่มที่ทัศนคติ ถ้าเรารู้สึกว่าเชื่อมั่นในตัวเอง เราค่อยมาหาแรงบันดาลใจ 

“จริง ๆ เราเป็นคนธรรมดา พื้นฐานบ้านไม่ได้มีเงิน ติดลบด้วยซ้ำ แต่ว่าพวกนี้มันก็คือแรงบันดาลใจให้เราอยากให้กำลังใจหลาย ๆ คนต่อ อย่าไปคิดว่าต้องรอให้มีตังค์ค่อยทำงานศิลปะที่ดีได้ มันเริ่มจากเล็กไปใหญ่ได้ เราต้องเข้าใจพื้นฐานของศิลปะ เส้น สีรูปทรง น้ำหนัก วัสดุ ลัทธิศิลปะ แล้วทำผลงานให้ดี ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ชื่อเสียง เงินทอง

 “อย่างพวกเสือ สิงโต ก็กลับไปตอบคำถามเรื่องนิยามที่เราแสดงออกมาแทน Chang of Art ที่ฝ่าฝันเอาตัวรอด งานก็เหมือนการดิ้นรน คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด ที่สำคัญคือต้องพยายามเปิดใจเรียนรู้ มีโอกาสก็ไปดูงานดี ๆ”

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
Chang of Art ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

Free up your soul

“มันประเมินมูลค่าไม่ได้เลย” ช้างตอบ หากให้นิยามความสำเร็จของเขา

งานช้าง ไปสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำในต่างแดนมาแล้วมากมาย ทั้ง เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงงานที่เป็น Original Licencing ระดับโลกในฮ่องกง

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เขารู้ว่า การมองงานศิลปะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะนำมาสู่ความคิดที่แหลมคม

“จริง ๆ ความคิดไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือวิเคราะห์และการมองให้เหนือไปกว่าตรงนั้น เวลาผมทำงาน ผมจะมองลึกกว่าลึกกว่าลึกเข้าไปอีก เราไม่ได้มองแค่ต้องทำงานชิ้นนี้ให้ดีที่สุด แต่เรามองเลยไปถึงผลลัพธ์ ว่างานชิ้นนั้นมันให้อะไรได้บ้าง” ศิลปินแนวหน้าเน้นเสียง

อีกหนึ่งสิ่งที่ช้างใช้ขับเคลื่อนศิลปะในชีวิต คือ ‘Free up your soul’ การปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ข้อจำกัด วางกฎเกณฑ์ทั้งหมด แล้วฟังเสียงหัวใจตัวเอง

“คำนี้เป็นคำที่ผมชอบใช้มากเลย คือการที่เราจะมีพลัง มันต้องมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มาเติมเต็ม งานศิลปะฟังก์ชันมันเยอะมาก บางคนที่สะสมจริง ๆ เขาบอกเขาหลับตาไม่ลง เขาละสายตาจากมันไม่ได้ มันสวยมาก เซ็กซี่มาก”

ที่มาของพลัง ของมนต์สะกด ของความเซ็กซี่เหล่านั้น คือ

“เราต้องหาให้เจอว่า Vision คืออะไร Definition คืออะไร ถ้าชัดเจนแล้วมันจะง่ายมากเลย เหมือนกับชีวิตเรา ระหว่างทางเราก็มีปัญหานะ เยอะด้วย ก็แก้ไขไปให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ ปัญหาใหญ่ ๆ ก็คือความรู้ รู้น้อยยิ่งปัญหาเยอะ รู้เยอะปัญหาน้อย เราต้องออกไปค้นหา ไปเจอความผิดพลาดต่าง ๆ พอถึงจุดหนึ่งก็จะง่าย และสิ่งสำคัญคือการพยายามเรียนรู้การเปลี่ยนไปของโลก” ช้างทิ้งท้ายถึงหนึ่งแนวคิดที่เขาเชื่อมาตลอด

หลังจากทำความรู้จักกับตัวตนของศิลปินมาครู่ใหญ่ เราขอพาทุกคนไปรู้จักเรื่องราวในอีกมิติ ผ่าน 4 ผลงานที่มีความหมายของศิลปินบ้าง

01 Free Fire 

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สำหรับ Free Fire ที่ร่วมงานกับผู้คนหลายวงการทั้งยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงมองหางานศิลปะและการออกแบบ เลยตัดสินใจเลือก Chang of Art อย่างไม่ลังเล ด้วยสไตล์งานที่สนุก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นรูปสัตว์ที่มีเรื่องราวในตัวงาน

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อความต้องการตรงกัน ช้างจึงตั้งใจให้งานชิ้นนี้เป็น Event Merchandise ที่เน้นความสนุก เขาไม่ได้มองแค่ว่าเป็นสิ่งใช้สอย แต่อยากให้เป็นฟังก์ชัน เป็นการสะสม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ทั้งตัวงานและผู้ครอบครอง จึงออกมาเป็นเสื้อยืดสกรีนลาย Limited Edition มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งที่ออกแบบพิเศษเช่นกัน และมีซีเรียลนัมเบอร์ทุกกล่อง ภายใต้สโลแกน ‘สัญชาตญาณแรกของชีวิต คือ การเอาตัวรอดอย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง’ ให้ Wolf หรือ หมาป่า รับหน้าที่เป็นพระเอกในโปรเจกต์นี้ ถ่ายทอดความเป็นนักล่า ปราดเปรียว เป็นสัตว์ที่ล่ายาก ตายยาก แม้จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวแต่ก็มีเกียรติ เข้ากับคอนเซ็ปต์ของความเป็นเกมแนว Battle Royale

02 Mr. Mee Hey

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เจ้าป่าใส่หมวกกันน๊อกขี่เมฆ คงเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นจากที่ไหน มีทั้งแบบ 2 มิติ (ภาพวาดคุมโทนด้วยสีขาวดำแต่จัดเต็มด้วยแพตเทิร์นอย่างไม่มีที่ว่างเพื่อเพิ่มสีสันให้งาน) และแบบ 3 มิติ (รูปปั้นขนาด 1.50 เมตร เป็นสิงโตใส่หมวกกันน็อกที่หมวกถอดได้) สื่อความหมายถึงคนที่ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ เชื่อว่าชีวิตคือการได้ออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สีขาวดำของผิวเจ้าป่า เป็นอีกหนึ่งไอเดียใหม่คือการปล่อยโล่งโดยไม่ผ่านการเพนต์ ผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนชีวิตเขา และมอบทัศนคติใหม่ ๆ จากที่คนเริ่มมองว่างานแปลกดี ซึ่งมันการันตีได้ว่าความความกล้า ความแปลกนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลเหมือนกัน 

03 Mr. Mee Har

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าไม่ดุ ก็ไม่ใช่เสือ – ช้างว่า

แต่บังเอิญเป็นเสือดุที่มีมุมน่ารัก คาแรกเตอร์ของนักล่าอย่างเสือนี้ สร้างขึ้นมาเหมาะเจาะกับนักษัตรปีขาลพอดิบพอดี

มีฮาเป็นประติมากรรมทองเหลืองชิ้นแรกของ Change of Art ที่ถอดส่วนประกอบได้ทุกอย่าง เขาสนใจเพียงแค่ฟังก์ชันเป็นหลัก มองข้ามเรื่องต้นทุนเป็นรอง งานชิ้นนี้จัดว่าเป็นคู่แฝดของสิงโตเจ้าป่าอย่าง Mr. Mee Hey ซึ่งนำเสนอความคิดแบบเดียวกัน

04 Leopard

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เสือดาวเฝ้ารอโอกาสและเวลา เมื่อถูกที่ ถูกจังหวะ จึงก้าวออกจากป่า แผ่ซ่านความป๊อปบนถนนใจกลางเมืองหลวง

ช้างเลือกใช้สีสันสดสวยตัดกัน โชว์กลิ่นอายความเป็นป๊อปอาร์ตอย่างชัดเจน และทลายกรอบของตัวเองในการใช้สีสัน ต่างจากงานขาวดำชิ้นก่อน ๆ แสดงออกผ่านภาพวาด ภาพพิมพ์ และประติมากรรม ในการสร้างคาแรกเตอร์เสือดาวสวมแว่นตาฉายอดีตที่มีความเท่ มี Third Eye บนหัว แสดงถึง Sixth Sense เช่นเดียวกับที่ศิลปินมีในทุกการสร้างผลงาน 

ผลงานชิ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความกล้าเดินออกจากเส้นทางเดิม ๆ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในสไตล์งานและการใช้ชีวิต

“เราต้องการท้าทายและแสดงความสามารถออกมา ทำให้ดี เป็นที่ยอมรับ เพื่อส่งแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ รวมถึงเพิ่มคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับตัวเราเอง” ศิลปินผู้กล้าย้ำ

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load