“คุณออกแบบปกอัลบั้มมาได้สักกี่อัลบั้มแล้ว” เราเอ่ยถามกับนักออกแบบปกอัลบั้มเบอร์ต้นๆ ของประเทศ

“จำไม่ได้แฮะ ผมไม่เคยนับเลย”

“แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Hereodd’ แทบไม่เคยหายไปจากเครดิตอัลบั้มของศิลปินเลยใช่ไหม” เราถามต่อ

“ใช่”

ไม่ว่าจะปกอัลบั้มของวง Potato, Slot Machine, เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์, 25 hours, Kidnappers , ปาล์มมี่, Getsunova, เป๊ก ผลิตโชค, ดา เอ็นโดรฟิน และวงแถวหน้าของประเทศอีกมากมาย ล้วนแต่เป็นผลงานการออกแบบของ Hereodd หรือ อ๊อด–สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ทั้งสิ้น รวมไปถึง Merchandise ของหลายๆ ศิลปิน เผลอๆ แม้แต่แผ่นซีดีที่เก็บอยู่ในตู้ของคุณ หากลองพลิกอ่านตัวหนังสือเล็กๆ หลังปกดู อาจจะพบชื่อของเขาเขียนอยู่ก็เป็นได้

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่ทุกวันนี้บริษัทของผมก็ไม่ได้จดชื่อเป็น Hereodd นะ คนแค่เรียกติดปากกันมาตั้งแต่ยุค Myspace”

อาจเป็นเพราะเขาทำหลายอย่าง ตั้งแต่เปิดโรงเรียนสอนด้านการออกแบบในชื่อ Bear เปิดบริษัททำแบรนดิ้งชื่อ Layerlayer บทบาทการเป็น Hereodd จึงเหมือนเป็นเงาในโลกฝั่งดนตรีที่ติดตัวเขามาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์

เอาเข้าจริงชื่อนี้ก็เป็นชื่อเรียกขานที่เหมาะกับเขาดี เราแค่ไม่มั่นใจว่าควรอ่านคำแรกเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร เพราะสำหรับคนห่างไกลคงเรียกกันว่า ‘เฮียอ๊อด’ แต่คนใกล้ตัวล่ะ เราลืมถามข้อนี้กับเขาไป แต่คำถามข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของเขา เราเชื่อว่าไม่บกพร่อง และเนื้อความต่อไปด้านล่างคงทำให้ผู้เห็นภาพของชายผู้ออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินจำนวนนับไม่ถ้วนอย่าง Hereอ๊อด มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอ่านชื่อเขาแบบไหน

นักออกแบบที่รัก (ปก) ดนตรี

“ผมชอบดนตรี แต่ผมไม่ใช่นักดนตรี” 

คำกล่าวนี้ของอ๊อดไม่ได้เจือปนความรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจ เพราะทุกวันนี้เขาค้นพบวิธีการทำงานภายใต้อุตสาหกรรมดนตรีในแบบของเขาแล้ว แถมไม่จำเป็นต้องสังกัดวงไหนเป็นพิเศษด้วย เขามีสื่อบอกเล่าเพลงในแบบของเขา สิ่งนั้นคือ ‘ภาพ’ และ ‘สิ่งของ’ ที่เล่าเรื่องได้ไม่น้อยไปกว่าเสียง

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ระหว่างเรียนที่มัณฑนศิลป์ ผมเป็นเนิร์ดที่ชอบฟังเพลงมาก วิธีการฟังเพลงสมัยนั้นก็คือการเปิดจากแผ่นซีดี ซึ่งการเลือกซื้อแผ่นมาฟังหลายๆ ครั้งล้วนเกิดจากการเลือกตามวงที่เราชอบ หรือบางทีถ้าอยากเสี่ยงดวงกับวงใหม่ๆ ก็ต้องลองซื้อมาเลย เพราะโอกาสที่เราจะได้ลองฟังเพลงก่อนนั้นน้อยมาก สำหรับผมหน้าปกจึงกลายมาเป็นสิ่งประกอบการตัดสินใจซื้อที่สำคัญ ซึ่งการเลือกจากปกมันทำให้เราฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น และไม่ยึดอยู่กับการฟังแนวไหนเลย”

จากการสั่งสมดีกรีทางดนตรีและซีดีหลายปกระหว่างชีวิตมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนเขาจึงมีโอกาสได้ข้องแวะกับงานในอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งที่มาจากรุ่นพี่บ้างและลูกค้าที่เห็นในฝีมือบ้าง

จนกระทั่งเขาพ้นจากรั้วของมหาวิทยาลัยและออกมาดำรงอาชีพนักออกแบบในฐานะ ‘ฟรีแลนซ์’ ซึ่งเป็นเหมือนการเรียนต่อในโลกจริงอันเต็มไปด้วยบทเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนไว้

“งานแรกที่ได้ทำเป็นชิ้นเป็นอันคือทำให้กับวง Hangman ที่เป็นภาพคนขี่ม้า ตอนนั้นผมได้ทำทั้งไดเรกชัน ดีไซน์ และโลโก้ แต่ผมไม่ได้เป็นคนจบงานแพ็กเกจจิ้งเอง อาจด้วยความไม่มีประสบการณ์และความดื้อของเราด้วย ทำให้ค่ายเพลงต้องใช้คนอื่นในการมาจบงานที่เราขึ้นไว้” อ๊อดมองย้อนไปอดีตในช่วงวัยที่เขาไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ ยืนยันในตัวตน และยืนยันในความคิด

“แต่ระหว่างที่ทำ Hangman ผมก็มีอีกงานที่ทำควบคู่กันมาคือ Slot Machine อัลบั้ม Gray ซึ่งงานนี้ผมได้ทำทุกขั้นตอนรวมถึงแพ็กเกจจิ้ง เมื่องานจบออกมาสู่ตลาด ผมก็ได้เข้าใจว่าตัวเองอ่อนด้อยมากในเรื่องนี้” 

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

ระหว่างการเล่าเรื่อง อ๊อดขอตัวลุกไปหยิบอัลบั้ม Gray มาให้เราดู มันคือแพ็กเกจจิ้งใส่ซีดีรูปทรงหกเหลี่ยมที่หลายคนอาจเคยได้เห็นผ่านตาบนแผงซีดี

“รู้ไหมว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ก” เขาเอ่ยถาม แต่เราจนในคำตอบ เพราะจากรูปร่างภายนอกแล้วเราก็พบว่ามันก็ดูปกติดี

“เพราะข้อเสียคือมันตั้งไม่ได้” ตั้งไม่ได้ก็หมายความว่ามันวางโชว์บนแผงยาก 

“ในช่วงการออกแบบ เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมแพ็กเกจใส่ซีดีถึงจะต้องเป็นสี่เหลี่ยม ถ้าเราอยากทำรูปทรงอื่นที่ทำให้อัลบั้มนั้นแตกต่างจากอัลบั้มอื่นๆ ในแผงจะเป็นไปได้ไหม เราก็เลยทดลองทำแบบหกเหลี่ยมดู ซึ่งตอนนั้นศิลปินชอบ ค่ายชอบ เราชอบ แต่มันดันตั้งบนแผงไม่ได้ เราเลยเฟลกับตัวเองมากๆ”

“อีกเรื่องคือเราได้เรียนรู้ว่าอย่าทำซีดีที่บางเกินไป เพราะภาพจำของคนในยุคนั้นคือซีดีบางๆ เท่ากับ MP3 เราเลยเฟลหนักไปอีกว่าซีดีอัลบั้ม Gray มันทั้งบาง ทั้งตั้งไม่ได้ ทั้งที่เราตั้งใจออกแบบให้เป็นแบบนี้ แต่มันไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สิ่งนี้สอนเรามาก ว่าการดีไซน์งานให้กับศิลปินมันใช้วิธีคิดเต็มที่ของเราได้ แต่การทำแพ็กเกจจิ้งมันจะต้องแคร์คนนำไปใช้ให้มากขึ้น”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

จุดเปลี่ยนชีวิต

สิ่งที่คนที่เพิ่งได้พบกับความเฟลและความผิดหวังต้องการมากที่สุดคือโอกาสในการแก้มือ สำหรับอ๊อดโอกาสนั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว และเขาก็รีบคว้ามันเอาไว้

“อัลบั้มพลิกชีวิตของผมคืออัลบั้มพิเศษของ Slot Machine ชื่อ Machinema มันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้ม Gray กับ Cell ที่คนทั่วไปไม่ค่อยเห็น” 

ที่ว่าพลิกชีวิตก็เพราะว่ามันเป็นงานที่ทำให้อ๊อดกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เพราะผลตอบรับจากลูกค้าและแฟนเพลงเป็นไปในทางที่ดี เขาจึงได้รับความไว้วางใจให้ลงมือออกแบบอัลบั้มต่อไปของวงทันที ซึ่งผลงานชิ้นต่อไปนี้นับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดตัวเขา อัลบั้มนั้นคือ ‘Cell’

อัลบั้ม Cell ของวง Slot Machine คือตำนานบนแผงซีดีที่ยังดูร่วมสมัยอยู่แม้ผ่านเวลามาถึง 10 ปี เราชวนอ๊อดย้อนวันวานและเล่ากระบวนการทำงานของอัลบั้มนี้ให้เราฟังอีกครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าเวลา 1 ทศวรรษจะทำให้ความทรงจำของเขาเลือนหายไปมากน้อยแค่ไหน

“ถ้าเป็นอัลบั้ม Cell เรายังพอจำได้อยู่” เขารีบตอบทันที

“ตอนนั้นเราได้เดโม่อัลบั้ม Cell มาฟังก่อน พอเราฟังจบแล้วเราสัมผัสถึงความ Sci-Fi ของมันอย่างมาก มีพูดถึงดวงดาว อย่างพระจันทร์ ดาวพลูโต และดวงอาทิตย์ แต่ละเพลงในอัลบั้มชวนเราออกไปนอกโลกหมดเลย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

หลายคนคงทราบดีว่าสัญลักษณ์ของแฟนวง Slot Machine คือการชูมือขึ้นมาประสานเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ที่มาของสามเหลี่ยมนี้มาจากความสนใจของเฟิดและวงในเรื่องความลี้ลับของธรรมชาติ มนุษย์ต่างดาว และสิ่งที่อยู่นอกโลก ซึ่งความสนใจเหล่านี้ถูกนำมาเป็นตัวแปรในการออกแบบอัลบั้ม Cell ทั้งหมด

“อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่วงมีท่าชูมือทำเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งทางวงก็บอกว่ามันเชื่อมกับหลายสิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา ความลี้ลับ หรือมนุษย์ต่างดาว รวมถึงความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร ผมก็เลยดึงเอาสิ่งนี้มาออกแบบเป็นแพ็กเกจจิ้ง และตีความให้มันกลายเป็นวัตถุสามเหลี่ยม ซึ่งบรรจุสารหรือเรื่องเล่าที่รอการส่งต่อไปสู่มือของผู้รับ”

“นอกจากนี้ก็มีพวกรายละเอียดต่างๆ อย่างตัวโลโก้และตราตรงหน้าปกอัลบั้มที่เราได้แรงบันดาลใจมากจาก Crop Circle และปฏิทินดวงดาวของเผ่ามายา ซึ่งผมก็เอาสองอย่างนี้มาผสมผสานกัน และจัดวางบนหน้าปกของอัลบั้ม ทำให้มันดูมีความ Sci-Fi สูงมาก”

หลังจากผ่านจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มชัดเจน อ๊อดเล่าให้เราฟังต่อว่า มีจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เขาเติบโต และรื้อสร้างมุมมองที่มีต่อการออกแบบไปตลอดกาล

“งานที่ทำให้วง Cocktail เป็นเหมือนครูของผม เขาเป็นศิลปินวงแรกที่เดินเข้ามาปรึกษา แล้วบอกเราว่าต้องการทำแบรนดิ้งให้กับวง แบรนดิ้งในที่นี้คือไม่ใช่ตัวโอม ไม่ใช่ตัวผมที่เป็นนักออกแบบ แต่มันคือตัวตนของ Cocktail”

อัลบั้มที่โอม Cocktail ให้อ๊อดออกแบบและทำแบรนดิ้งใหม่ คืออัลบั้ม Lords of Misery ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ใช้เวลาทำงานรวมกันนานถึง 3 ปี เพราะนอกจากการออกแบบแบรนด์ให้กับวงใหม่แล้ว ยังมีเรื่องของจำนวนเพลงที่วงปล่อยออกไปในแต่ละปี ซึ่งกว่าจะรวบรวมเป็นอัลบั้มขึ้นมาได้ก็กินเวลาไปถึง 3 ปี

“งานนี้ผมใช้แรงเยอะมากเพราะต้องหาว่า Cocktail คืออะไร เราจะเล่ามันออกมาแบบไหน จนค่อยๆ รื้อความคิดในการทำงานแบบเก่าๆ ที่แค่ทำโลโก้แล้วจบออกไป เพราะงานนี้เราต้องคิดทุกอย่าง ตั้งแต่มู้ดแอนด์โทน สี สัญญะ และที่สำคัญคือแฟนเพลงต้องรู้สึกไปกับมันด้วย”

จาก ‘แพ็กเกจจิ้ง’ สู่ ‘Merchandise’

ราว 10 ปีหลังจากอัลบั้ม Cell เปิดตัว และชื่อของ Hereodd บินขึ้นไปติดลมบนของนักออกแบบปกอัลบั้ม ช่วงเวลาเพียง 1 ทศวรรษนี้อุตสาหกรรมดนตรีได้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย จากที่เคยบูมและขายได้หลักแสนหลักล้าน แผ่นซีดีก็ค่อยๆ หายตัวไปจากแผง และแผงซีดีเริ่มหายไปจากศูนย์การค้า กลายเป็นว่าวันหนึ่งคนทั้งโลกก็หันมาเสพเสียงเพลงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จนซีดีได้กลายเป็นความ ‘โบราณ’ ไปเสียแล้ว 

ความเปลี่ยนแปลงนี้กระทบกับศิลปินและค่ายเพลงอย่างแน่นอน แต่อ๊อดมองว่า ประเทศไทยเรามีเวลาที่ได้ปรับตัวกับสิ่งนี้ก่อนชาวโลกมานานแล้ว

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ผมว่าบ้านเราเป็นประเทศที่ปรับตัวเรื่องนี้ได้เร็วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ยุคที่ซีดีทั่วโลกกำลังจะตาย ซีดีในบ้านเรามันตายมาก่อนนานแล้ว เพราะว่าเรามี MP3 ขายกันเกลื่อนตลาด พวกค่ายเพลงหรือศิลปินเขาดิ้นรนและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้มาก่อนกาลมากๆ”

ค่ายเพลงและศิลปินปรับตัว แล้วนักออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีต้องปรับตัวด้วยไหม เราถาม

“วันนี้คนก็ยังซื้อซีดีอยู่นะ”

“แต่ไม่ใช่เพื่อเอาไปฟัง เขาเพื่อเอาไปจับ สัมผัส ดูเล่น และสร้างบทสนทนาในกลุ่มของเขา น้อยคนที่จะหยิบซีดีออกมาเปิดฟังจริงๆ ผมเลยไม่ได้เรียกสิ่งที่ผมทำว่ามันว่าแพ็กเกจจิ้งซีดีแล้ว แต่ผมเรียกมันว่า Merchandise”

“เพราะวันนี้ถ้าค่ายเพลงจะออกซีดี คงมีคนพร้อมจ่ายเงินซื้อไม่เกินสามร้อยบาทต่อแผ่น แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่ซีดีนะแต่เป็น Merchandise จากผลงานของศิลปิน พอเป็นแบบนี้แฟนเพลงเขาพร้อมจ่ายได้มากกว่านั้นเยอะเลย”

“โปรดักต์ Merchandise จึงต้องไม่ใช่แค่ที่ใส่แผ่นซีดีกับโฟโต้บุ๊กหนึ่งเล่มจบ แต่มันควรเป็นสิ่งของที่ช่วยส่งเสริมเพลงและสร้างประสบการณ์ให้ผู้ซื้อได้มากกว่าการเปิดเพลงฟังในสตรีมมิ่ง การทำงานของผมจึงเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ศิลปินต้องการเล่าผ่านภาพและสิ่งของ”

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องนี้ บนโต๊ะของเรามีแพ็กเกจจิ้งซีดีสมัย 10 ปีก่อนของวง Slot Machine วางอยู่ แต่พอเราเปิดประเด็นมาจนถึงตอนนี้ อ๊อดก็ลุกขึ้นอีกครั้งและเดินไปหยิบ ‘Merchandise’ ของ ค.ศ. 2020 ให้เราดู มันเป็นอัลบั้มล่าสุดของ Slot Machine ที่ชื่อ Third Eye View

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“อย่างภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ซึ่งมันก็ใช้หลักการของกล้องฟิล์มทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ว่าภาพที่ปรากฏขึ้นมันจะปรากฏบนกระจกที่ฉาบสารเคมีเอาไว้ เป็นภาพแบบ Negative ทีนี้พอเราเอาภาพไปอัดใส่กระดาษเราก็จะได้รูปออกมาเป็นแผ่น ซึ่งรูปเหล่านี้จะอัดออกมาเยอะเท่าไรก็ได้ โดยที่ใช้ฟิล์มกระจกแค่อันเดียว”

“แต่เรายังไม่อยากหยุดแค่นั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ฟิล์มกระจกมันพิเศษ คือตัวกระจกที่เป็นฟิล์มซึ่งมีตัวต้นฉบับแค่อันเดียว เราเลยไปหาวิธีในการก็อปปี้ตัวฟิล์มกระจกนี้ โดยการนำภาพที่อัดออกมาไปแปลงเป็นสี Negative ในคอมฯ จากนั้นก็นำไปทำเป็นบล็อกสกรีน ซึ่งกว่าจะได้แบบนี้เราทดลองกันอยู่นานมาก ตอนแรกอยากได้ตัววัสดุเป็นกระจกจริงๆ แต่กลัวมีปัญหาในขั้นตอนการขนส่ง เลยเปลี่ยนมาเป็นพลาสติก ที่เราก็ต้องลองกันว่าต้องใช้ความหนาเท่าไรถึงจะให้ความรู้สึกคล้ายกับฟิล์มกระจกที่สุด”

หลังจากที่ได้ลองหยิบจับ ลูบ คลำ ฟิล์มกระจกดูแล้ว เราอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับการต่อยอดและพัฒนา ‘ซองใส่ซีดี’ ให้กลายมาเป็นสิ่งของที่มีทั้งมูลค่าและคุณค่าต่อจิตใจของแฟนเพลง เมื่ออ๊อดได้เห็นเราตื่นตากับของที่อยู่ตรงหน้า เขาก็รีบลุกออกไปหยิบผลงานมาให้เราดูเพิ่มเติมอีกสองสามชิ้น

“อย่างชิ้นนี้เป็นโฮโลแกรม”

“โฮโลแกรม?” เราทวนท้วงถาม

“อัลบั้มนี้เป็นของ เป๊ก ผลิตโชค ที่ชื่อ The Butterfly คาแรกเตอร์ของอัลบั้มคือเป็นเพลงป๊อปที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์สูง สีหรือแสงที่ผมเห็นจึงเป็นมู้ดของกลางคืนที่มีสีสัน ไอเดียของอัลบั้มนี้ผมเอามาจากเรื่องที่รู้กันในหมู่แฟนเพลงของเป๊ก ที่ว่าเขาเป็นคนชอบผีเสื้อมาก ภาพที่ผมก็เลยทำเป็นคอลลาจผีเสื้อที่มาผสมผสานกับดอกไม้ เหมือนเป็นการเบ่งบานของตัวผีเสื้อ นอกจากนี้ก็จะมีโปสเตอร์ แล้วก็มีบุ๊กเลตเบื้องหลังการทำอัลบั้มตั้งแต่วันแรก แต่ไฮไลต์ของงานนี้คือตัวโฮโลแกรม เป็นอุปกรณ์ทรงกรวยที่สามารถนำไปวางทาบบนหน้าจอ แล้วจะแสดงผลขึ้นมาเป็นสามมิติ ซึ่งใช้คู่กับคลิปของเป๊กที่ผมใส่เป็น QR Code เอาไว้”

“ถึงแม้คนจะไม่ได้อยากซื้อซีดีเพื่อมาฟังเพลงอย่างเดียวแล้ว แต่แฟนๆ เขาก็ยังอยากเป็นเจ้าของผลงานของศิลปินอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้น การออกแบบ Merchandise ทั้งหลายก็ควรทำให้เขารู้สึกได้ครอบครองสิ่งที่ดีและคุ้มค่าด้วย”

สูตรในการหาเรื่องศิลปิน

“สิ่งสำคัญคือการพูดคุยกับศิลปิน” อ๊อดบอกเคล็ดลับการทำงานกับเราแบบนั้น การพูดคุยของเขาคือกระบวนการแรกที่ช่วยดึงเรื่องราว อัตลักษณ์ และความโดดเด่นของศิลปินแต่ละคนออกมาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุง ซึ่งเมนูที่เขาปรุงนั้นย่อมแตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาและความต้องการของศิลปิน ที่แม้แต่ตัวศิลปินเองก็อาจยังไม่รู้

“อย่างวิธีคิดกับอัลบั้มแรกของศิลปินจะแตกต่างจากการทำอัลบั้มสอง สาม สี่ เพราะว่าเขายังไม่ได้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากนัก เราจึงต้องเล่าตัวตนของเขาให้ชัด เพื่อให้แฟนๆ จดจำว่าศิลปินคนนี้คือสไตล์อะไร แตกต่างจากคนอื่นยังไง ซึ่งเราก็รู้แหละว่าในอัลบั้มแรกศิลปินทุกคนมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เวลาเราคุยกันก็เลยต้องทอนประเด็นเหล่านั้นลงมา เพราะในฐานะคนออกแบบ เราต้องไม่ลืมว่าโจทย์ของอัลบั้มแรกคือการตอบให้ได้ว่า ‘ตัวตนของเขาพิเศษยังไง’ นี่คือสิ่งที่เราต้องดึงออกมาเล่าให้ได้มากที่สุด

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่พออัลบั้มถัดๆ มา ตัวตนของศิลปินจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น โจทย์ของเราก็จะไปอยู่ที่เรื่องเล่าของเขามากกว่าเดิม เช่น ธีมอัลบั้ม การเติบโตของศิลปิน เรื่องราวที่เขาพบเจอ และความสนใจในช่วงนั้น ซึ่งก็เป็นความสนุกคนละแบบกัน”

การที่ต้องปรุงวัตถุดิบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้เป็นความยากของนักออกแบบ เพราะมันหมายความว่า เขาต้องเตรียมตัวและวางแผนเป็นอย่างดี ก่อนการเดินเข้าไปพูดคุยเพื่อดึงเนื้อหาออกมาจากตัวศิลปิน อ๊อดเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาตกผลึกจนได้ ‘สูตร’ ในการพูดคุยมาหนึ่งสมการ ซึ่งช่วยให้เขาเข้าถึงความต้องการของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

“ทุกวันนี้ลูกค้าของผมสนใจในเรื่องธุรกิจมากขึ้น คือเขาก็ยังเป็นคนทำเพลงและสร้างงานศิลปะนะ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจความสำคัญของการหารายได้ด้วย ทำให้การพูดคุยของเรามีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น จนผมได้สูตรในการถามที่จะทำให้ผมเข้าใจความต้องการของเขาจริงๆ”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“คำถามแรกของผมคือ ทาร์เก็ตคุณคือใคร เราจะได้ถ่ายทอดงานของคุณไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ ซึ่งยุคนี้มันก็ทำได้ง่ายมากเลย แค่เข้าไปดูที่ Facebook Fanpage ของเขาก่อนเป็นอย่างแรก ว่าเขามีแฟนเพลงแบบไหน ผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไร มีพฤติกรรมแบบไหน การทำงานเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของ Data ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ เขาก็จะมีเตรียมไว้ให้กับนักออกแบบเลย

“คำถามต่อมาคือ เราจะถามศิลปินว่าอยากให้งานออกมาแล้วแฟนเพลงถูกใจด้วยไหม หรืออยากจะอินดี้แล้วไปให้สุดในแบบที่ตัวเองชอบไปเลย หรืออยากบาลานซ์ทั้งสองสิ่งนี้ก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งคำตอบในส่วนนี้ก็จะกำหนดทิศทางของเรา ว่าจะดึงอะไรในตัวเขาออกมาผ่านการพูดคุยบ้าง

“แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคืองานที่เราออกแบบ ยังไงก็ต้องเป็นงานที่ตัวศิลปินต้องชอบด้วย เพราะเขาคือคนเล่าเรื่อง มันคือเพลงของเขา แตกต่างจากการทำแบรนดิ้งสินค้า ที่เราต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายและตัวสินค้าเป็นหลัก”

ปรัชญาของพระรอง

การทำงานกับศิลปินที่หลากหลาย บ้างซ้ำหน้าแต่ไม่ซ้ำวัย บ้างเป็นศิลปินใหม่ถอดด้าม และบ้างก็เป็นรุ่นใหญ่ที่เพิ่งได้ร่วมงาน อ๊อดต้องเจอกับความต้องการที่แตกต่างในทุกๆ งานของเขา ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นหนึ่งในความท้าทาย ที่ทำให้เขาต้องผลัดตัวเองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา

“เวลาทำงานผมจะไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองเก่งหรือมีความสามารถอะไร ผมจึงหาทางพัฒนาตัวเองตลอด และบอกตัวเองเสมอว่าต้องศึกษางานให้เยอะขึ้น ดูงานให้เยอะขึ้น แต่ Input ของผมมีที่มาจากหลายแหล่ง หนึ่งคือตัวศิลปิน สองคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น สมมติว่าผมกำลังจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีอัลบั้มหนึ่ง สิ่งที่ผมศึกษาจะไม่ใช่แค่แพ็กเกจจิ้งซีดีของศิลปินคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ผมจะไปดูกล่องใส่ขวดเหล้า กล่องรองเท้า กล่องน้ำหอม หรือแพ็กเกจจิ้งขนม เพราะสิ่งเหล่านี้เต็มไปด้วยไอเดียและวิธีคิดที่สนุกๆ การสร้างสรรค์ของผมจึงอยู่ที่ว่า เราจะหยิบจับอะไรออกมาแล้วมานำมาชนกับอะไร เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“สิ่งที่ท้าทายและสนุกที่สุดของผมคือ ผมจะทำยังไงให้ทุกๆ งานของผมไม่ซ้ำกัน ผมพยายามทำให้มันแตกต่างและต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่”

ต้นธารของงานที่ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอคือไอเดียอันสดใหม่ สำหรับอ๊อด เขาเลือกที่จะเปิดกว้างและรับฟัง โดยให้ความต้องการของลูกค้าคัดกรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป

“ในแต่ละโปรเจกต์ผมมีช่วงเสนอไอเดียที่จะให้น้องๆ ในทีมเข้ามาช่วยกันออกความเห็นตามความชอบและความถนัดของเขา เพราะผมเชื่อว่าในการทำงาน ต่อให้เราเป็นหัวหน้าทีม เราก็ไม่ได้เก่งไปทุกด้านหรือมีความรู้ในทุกเรื่อง การพูดคุยแลกเปลี่ยนคือสิ่งที่สำคัญ ใครมีข้อมูลก็โยนมา ใครมีไอเดียก็โยนลงมา จากนั้นเราเอาข้อมูลและไอเดียที่กองไว้มาผ่านการกรอง ตัวกรองคือความต้องการของลูกค้า ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าไอเดียไหนผ่าน ไอเดียไหนไม่ผ่าน”

ทุกวันนี้งานของนักออกแบบอัลบั้มและการทำ ‘Merchandise’ มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่ายุคสมัยก่อน เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของเราที่จะมี ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ อยู่คู่กันตลอด อาร์ตไดเรกชันที่นักออกแบบวางเป็นรากฐานจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ในการเล่าเพลงออกมาเป็นภาพ แต่อ๊อดยังยืนยันว่า ภาพหรือแม้กระทั่งสิ่งของต่างๆ ล้วนแต่เป็น ‘พระรอง’ ที่ส่งเสริมผลงานของศิลปินมากกว่าการไปกลบรัศมีของพระเอก

“หน้าที่ของผมคือการส่งเสริมศิลปินและเพลงของเขา สิ่งต่างๆ ที่เราออกแบบจะต้องสะท้อนให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเพลงในอัลบั้มพูดถึงอะไร เป็นสไตล์ไหน มีมู้ดแอนด์โทนอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือมันต้องเป็นเรื่องราวเดียวกัน ไปด้วยกันกับเพลง ผมว่าสุดท้ายแล้วการทำงานของผมมันจะต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่ศิลปินอยากถ่ายทอด”

hereodd

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load