ในช่วงสิ้นปีเช่นนี้ ร้านรวงต่างๆ คงประดับประดาไฟระยิบระยับหรือประดับต้นคริสต์มาสรับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังใกล้เข้ามา แต่ปีนี้ Greyhound Cafe กลับดูแปลกตา คล้ายว่าคาเฟ่ทุกสาขาเนรมิตป่าขึ้นมาราวกับร่ายมนตร์ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Everyday is Magic’ ที่จับมือกับ The Forestias by MQDC โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชื่อสอดคล้องกันว่า หนึ่งในความสุขของคนเราเกิดขึ้นจากการกลับมาสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe
วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

แค่ยกป่ามาไว้ในร้านคงธรรมดาเกินไป ทีมงานสร้างสรรค์จึงขอสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้รับทั้งสุนทรียภาพในการรับประทานมื้ออาหาร พร้อมรับประสบการณ์ของป่าเหนือจินตนาการให้เกิดขึ้นจริงครบทุกโสตสัมผัส 

เบื้องหลังการทำงานของทีมสร้างสรรค์ทีมใหญ่รังสรรค์งานออกมาได้ราวกับมีเวทมนตร์เช่นกัน เพราะความท้าทายในการทำงานที่ต่างฝ่ายเคยคิดฝัน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดได้จริง

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

ความท้าทายแรกคือนับเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่สุดของการ Collaboration ระหว่าง 2 แบรนด์ ที่มาจากแวดวงที่แตกต่างกัน แต่กลับร่วมมือกันไปได้ไกลกว่ามื้ออาหาร 

ความท้าทายต่อมาคือมีเวลาทำงานทุกกระบวนการเพียง 1 เดือน 15 วัน

และความท้าทายที่สามคือทีมสร้างสรรค์แต่ละทีมทำงานชนิดแทบไม่เคยได้เจอหน้ากัน ทุกอย่างต้องเดาใจและวางใจกันล้วนๆ แต่ในที่สุดพวกเขาก็เนรมิตป่าเหนือจริงที่วาดฝันไว้ได้สำเร็จ 

ทีมงานเกือบฟูลทีมจึงมานั่งล้อมโต๊ะอาหารเพื่อเล่าความคิดเบื้องหลัง ความรู้สึกเมื่อได้เห็นผลงานในเบื้องหน้า และร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่บรรจงสร้างสรรค์กันมาอย่างสุดฝีมือ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าคนสำคัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

เวทมนตร์ที่ 1

การโคจรมาพบกัน

เพียงก้าวเข้ามาใน Greyhound Cafe สาขาเมกาบางนา เราก็ได้สัมผัสบรรยากาศสดชื่นร่มรื่นของธรรมชาติ พร้อมกับความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

การเนรมิตป่ามาไว้ในคาเฟ่ทุกสาขามีที่มาและแรงบันดาลใจจากโครงการ The Forestias by MQDC บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอุดมการณ์ในการสร้างเมืองสีเขียวในอุดมคติ อันมีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่ไว้ในกรุงเทพมหานคร เพราะเชื่อว่าธรรมชาติจะเชื่อมโยง เอื้ออาศัย และมอบความสุขให้กับผู้คนที่อยู่ร่วมอาศัยได้

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

เมื่อทาง The Forestias มองหาพาร์ตเนอร์ร่วมรังสรรค์ความสดชื่นของเมืองสีเขียวเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวเมืองกรุงได้ลองสัมผัส ก่อนที่โครงการจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า

แอนเดรส รักตะสิริ ผู้อำนวยการบริหารด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสาร และที่ปรึกษาบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นึกถึง Greyhound เป็นอันดับแรก เพราะมองเห็นจุดร่วมของแบรนด์ที่สอดคล้องต้องกัน

แอนเดรส รักตะสิริ ผู้อำนวยการบริหารด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสาร,  เกศินี คุณทรัพย์ ผู้จัดการด้านกลยุทธ์การสื่อสาร

“ผมเติบโตคุ้นเคยกับ Greyhound มานาน และเชื่อว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่เหมือนและเข้าใจกัน เขาเป็นแบรนด์ที่ละเอียดในเรื่องดีเทลและให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน เหมือนกับที่โครงการของเราให้ความสำคัญ และเราต้องการมอบ Total Experience ที่ดีให้กับลูกค้าเช่นกัน”

แวดวงธุรกิจที่ต่างกันไม่เป็นปัญหา เพราะเมื่อได้มาร่วมโต๊ะพูดคุยกัน ทั้งสองฝั่งเห็นถึงความลงตัวในการทำงานที่มีหมุดหมายในการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและอิ่มเอมใจ โดยพาผู้คนไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากธรรมชาติที่อาจโหยหา แต่ห่างหาย และจากจุดร่วมเล็กๆ จึงกลายเป็นงานสเกลใหญ่ที่ไปได้ไกลเกินคาดหมายแต่แรก

เวทมนตร์ที่ 2

โจทย์ใหญ่ที่ไปได้ไกล

หลังจากได้แรงบันดาลใจจากคอนเซปต์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติจาก The Forestias ทีมงานสร้างสรรค์ของ Greyhound Cafe เริ่มตีโจทย์ใหญ่จากความเชื่อมโยงของอุดมการณ์ของ 2 แบรนด์ที่มีร่วมกัน

“ตอนแรกที่ได้คุยกันก็หลังติดเบาะไปพักหนึ่งเหมือนกันนะ” เกศินี คุณทรัพย์ ผู้จัดการด้านกลยุทธ์การสื่อสาร จากทีม Greyhound ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกต์นี้ เล่าพลางหัวเราะ 

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

“แต่เราเห็นความเชื่อมโยงกันได้จากคอนเซปต์ของโครงการที่ว่า The Land of Everlasting Happiness ที่สื่อว่าความสุขยั่งยืนคือการได้อยู่กับครอบครัว อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและผืนป่าอันสมบูรณ์ ทั้งในภาพยนตร์โฆษณาของโครงการก็มีความเป็น Magic หรือดินแดนเหนือจริง เราจึงฝันว่าอยากจะจำลองป่าที่เหนือจริงมาไว้ในร้านของเราบ้าง

“ถ้าความสุขจากโมเมนต์เล็กๆ ที่เกิดจากการรับประทานอาหารดีๆ หรืออยู่กับคนที่รักพร้อมหน้ากัน สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นทุกวันในร้านของเราได้ นั่นก็เท่ากับเป็น Magic แล้ว”

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

‘Everyday is Magic’ จึงกลายเป็นคอนเซปต์ใหญ่ที่ไปได้ไกลกว่าเพียงความพิเศษบนโต๊ะอาหาร เพราะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่โดยการรังสรรค์ผืนป่าให้เต็มพื้นที่คาเฟ่ โอบรับไปกับดิสเพลย์ดอกไม้สุดอลังการ ทั้งยังมี Projection Mapping มอบประสบการณ์เหนือจินตนาการเพื่อเนรมิตป่าให้มีชีวิต น่าประทับใจ อีกสิ่งสำคัญที่จะมอบความสุขท่ามกลางพื้นที่สีเขียวได้อย่างแท้จริงคือ เมนูอาหารจากธรรมชาติที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ

“โปรเจกต์นี้คืองาน Collaboration ที่ใหญ่ที่สุดของ Greyhound Cafe เพราะไปไกลกว่าการตกแต่งร้านหรือเมนูอาหารพิเศษ แต่ยังรวมนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยนำมาใช้สร้างบรรยากาศในร้านอาหารเอาไว้” อังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ย้ำถึงการทำงานโปรเจกต์ใหญ่ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสในช่วงเวลา 1 เดือนครึ่ง ซึ่งยาวถึงปลายเดือนมกราคมปีหน้า

เวทมนตร์ที่ 3

เนรมิตผืนป่าชั่วข้ามคืน

สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะเปลี่ยนโฉมร้านคาเฟ่ให้กลายเป็นพื้นที่โอบล้อมด้วยผืนป่าได้ คือการจัดประดับประดาต้นไม้ ซึ่งหลังผ่านการเฟ้นหาก็ได้ทีมเนรมิตผืนป่าในคาเฟ่ทั้ง 12 สาขา 2 ทีม ทีมแรกคือทีมของ โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก พร้อมกับตกแต่งภายในและแลนด์สเคป มาช่วยกัน

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

ความท้าทายของงานนี้คือพื้นที่ทั้ง 12 สาขามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง การจัดร้าน รวมไปถึงแสงสว่างที่มีความสำคัญต่อพรรณไม้ทุกชนิด

“สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดดิสเพลย์ของต้นไม้ที่แตกต่างไปในแต่ละสาขา เราต้องคัดเลือกต้นไม้ที่อยู่ได้ยืนยงและสวยงามตลอดเวลาเกือบสองเดือน” บุ๋นเริ่มเล่าก่อน

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe
วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“พันธุ์ไม้ที่เลือกมาส่วนมากจึงมีพื้นฐานที่เกิดในป่า แต่เลี้ยงในระบบฟาร์มจนเป็นไม้ประดับที่เพาะเลี้ยงได้จริงและเหมาะกับสถานที่ ถ้าต้นไหนสวยจริง แต่ไม่เหมาะกับอยู่ในคาเฟ่ก็ไม่เอามา เพราะสงสารต้นไม้ บางสาขาก็ไม่มีแสงสว่างเลย เราจึงจำใจตัดต้นไม้ออกไปเยอะมาก”

นอกจากการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมแล้ว บ๊วยในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ควบคู่กับการทำงานเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ อธิบายเสริมว่าการจัดวางจะต้องไม่เป็นอุปสรรคกับการใช้งานพื้นที่ร้านด้วย

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

 “เราเคยทำคาเฟ่มาก่อน จึงคิดถึงเรื่องการใช้งานพื้นที่ของพนักงานและลูกค้าในร้านด้วย ว่าจะไม่ไปเปลี่ยนแปลงเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดึงความรู้สึกแปลกใจพร้อมกับตื่นใจว่าทำไม Greyhound มีป่าอยู่ในร้านได้”

ความตื่นใจที่ว่าคือต้องเป็นป่าที่สมจริง แต่แฝงด้วยความเหนือจริง รายละเอียดเล็กๆ ในการประดับประดาที่พิเศษกว่าเพียงการประดับตกแต่งทั่วไป เราจึงได้เห็นทั้งไม้ต้น ไม้ประดับ ไม้เลื้อย ห้อยระย้าตกแต่งไว้รอบตัว 

“การจัดต้นไม้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนป่าคือความไม่เป็นระเบียบ ความไม่เป็นระเบียบนี้บ่งบอกได้ถึงความเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงความหลากหลายของสายพันธุ์เช่นกัน ต้องมีไม้อิงอาศัย ไม้ที่อยู่ด้านล่าง มีกาฝากมาเกาะ มีเห็ดเล็กๆ ที่แสดงความสมบูรณ์ของผืนป่าได้

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“แต่เพียงต้นไม้มีชีวิตก็ยังไม่พอ กิ่งไม้ที่ตายแล้วเราก็เอามาใช้ในการประดับด้วย เพื่อให้ไม้อื่นพึ่งพา แสดงถึงการหมุนเวียนในระบบนิเวศแท้จริง” บุ๋นเล่าถึงความคิดเบื้องหลังและเทคนิคพิเศษในการจัด Setting ของป่าให้ออกมาดังที่วาดไว้

ทั้งสองพาเราเดินดูต้นไม้หลากพันธุ์ที่นำมาจัดไว้ ทั้งต้นยางอินเดียขนาดย่อม ไทรใบสักชูก้านสูง โอบล้อมด้วยมอนสเตอร่าใบใหญ่ให้อารมณ์ความเป็นป่า รวมไปถึงพันธุ์ไม้ที่อิงอาศัยไปกับผนัง ทั้งเคราฤาษี กะเรกะร่อน เฟินสาย ช้องบลู ที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อว่าจะยกมาอยู่ในร้านได้มากมายขนาดนี้

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินนั้น ต๋อมแอบสะกิดให้สังเกตลูกเล่นสนุกๆ ของใบไม้ที่งอกทะลุมาจากผนังหรือกระจกร้านราวกับร่ายเวทมนตร์ จนต้องขอหยิบมือถือมาถ่ายเก็บไว้สักภาพ

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

เวทมนตร์ที่ 4

ดอกไม้ตระการตา

นอกเหนือจากผืนป่าสุดตระการตา ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของร้านก็อลังการไม่น้อยหน้า จากที่เคยประดับสร้างความรื่นรมย์ในมุมต่างๆ ของร้าน ครั้งนี้ บรื๋อ-บรรลือศักดิ์ หิรัญรัตน์ นักจัดดอกไม้ ผู้ดูแลการจัดดอกไม้และงานคอนเซปต์ต่างๆ ของ Greyhound Cafe มาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน รับหน้าที่จัดดิสเพลย์สุดอลังการที่ละสายตาไม่ได้จริงๆ 

“ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดดอกไม้ประดับ แต่เป็นการจัดดิสเพลย์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ดูเหนือจริงด้วยกิ่งไม้ที่แช่น้ำแล้วงอกแตกเป็นใบออกมาได้ ใช้มอสและรองเท้านารีแสดงถึงความเป็นป่า และใช้ลูกสนประดับเพื่อแสดงถึงเทศกาล แต่เป็นลูกสนยักษ์เพื่อให้ดูเหนือจินตนาการขึ้นไป”

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

ดิสเพลย์ดอกไม้อวดโฉมอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่กลางร้าน คล้ายเป็นสวนดอกไม้เล็กๆ ที่แข่งกันอวดความสวยงามกลางผืนป่าอันร่มรื่นใต้แสงสีส้มสลัวให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กลางสวนลึกลับในจินตนาการ

ดอกไม้ใบไม้สวยแปลกตาเหล่านี้ล้วนคัดสรรมาเป็นพิเศษ กิ่งซาลิกชูยอดสูงตระหง่าน ข้างกันนั้นเป็นดอกอีรินเจียมสีฟ้ารูปทรงแปลกตาดูลึกลับ แซมด้วยช่อแว็กซ์สีขาวสบายตาคล้ายดอกหญ้า ใกล้กับกิ่งไม้สีเขียวเข้มรูปทรงไม่คุ้นตา ลูกสนยักษ์ตกอยู่บนผืนมอสเขียวชุ่มน้ำ ช่อดอกไม้สีขาวดูคล้ายกุหลาบคือดอกไลเซนทัสแสนอ่อนโยน ขณะเดินชมโต๊ะหมู่มวลดอกไม้ก็ได้กลิ่นหอมหวานของช่อลิลลี่สีขาวโชยอ่อนสดชื่น

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“ดอกไม้ใบไม้ส่วนมากจะมีการเปลี่ยนทุกสัปดาห์ แล้วแต่ชนิด เพื่อให้คงความสวยงาม เราอยากให้คนเห็นในวินาทีแรกแล้วอึ้ง พร้อมกับสัมผัสความร่มรื่นสวยงาม และงามขนาดนี้ก็ต้องเป็น Magic แล้วล่ะ” บรื๋อเล่าอย่างอารมณ์ดี และเรายอมรับว่าเขาทำได้จริง

เวทมนตร์ที่ 5

ชุบชีวิตให้น่าตื่นใจ

ความเหนือจริงของป่าจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากขาดเทคนิคการนำเสนอด้วยนวัตกรรมอย่าง Projection Mapping ที่สร้างมิติในการเล่าเรื่องราวของเหล่าสรรพสิ่งและสัตว์เหนือจินตนาการให้เหมือนมีชีวิตอยู่จริงท่ามกลางป่า 5 แห่ง ใน 5 สาขา ของ Greyhound Cafe 

“ตั้งแต่ได้รับโจทย์มา หลังจากนั้น Everyday is magic จริงๆ ครับ” ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ ดีไซน์ไดเรกเตอร์ของ Another Day Another Render ผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้เล่าอย่างอารมณ์ดี พาเอาทีมงานทุกคนหัวเราะชอบใจไปด้วย

นี่เป็นครั้งแรกในการทำ Projection Mapping ในร้านอาหาร ซึ่งป้องเน้นว่าเป็นพื้นที่ที่ควบคุมแสงไม่ได้ ที่ยากกว่านั้นคือได้รับโจทย์ว่าต้องฉายใน 5 สาขา ที่มี Floor Plan ที่แตกต่างกัน

Projection Mapping ในร้านอาหาร

“ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการ Mapping ในพื้นที่ปิดและมืด มีคนเปิด-ปิดระบบ ได้เทสต์ทุกอย่างเรียบร้อย แต่พอได้รับโจทย์เป็นห้าสาขา เราไม่สามารถควบคุมพื้นที่หรือแสงต่างๆ ได้ ทางทีมต้นไม้อาจจะแฮปปี้กับสาขาที่มีแสงสว่าง แต่ผมจะชอบร้านมืดๆ เพราะถ้าสว่าง โปรเจกเตอร์จะเอาไม่อยู่”

ลำดับต่อมาคือความท้าทายในการสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง เพื่อเสริมบรรยากาศความเหนือจินตนาการให้เด่นชัด ซึ่งสุดท้ายลงตัวด้วยเนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องป่า เริ่มจากจุดเล็กไปใหญ่ เน้นการเปลี่ยนรูปของสิ่งมีชีวิต และใส่สัตว์ในจินตนาการเข้าไป ป้องบอกว่าหากวิดีโอนี้เล่นวนไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ก็จะได้เห็นถึง Circle of Life ของสรรพสิ่งมีชีวิตที่หมุนวนไม่รู้จบในป่าแห่งนี้

“เทคนิคที่ใส่ใจมากเป็นพิเศษคือเราต้องการสร้างประสบการณ์ให้กับคนที่มานั่งกินอาหารในร้าน จึงไม่เหมือนโชว์หรือภาพยนตร์ที่คนมีจุดประสงค์เพื่อมาดู การวางเสียงต้องไม่โอ่อ่าจนกลายเป็นการรบกวน ต้องมีช่วงเร้าและเบาลง และเบลนด์ไปกับสิ่งแวดล้อมในร้าน”

สุดท้าย เมื่อภาพจากเรื่องราวทาบฉายไปบนผนังที่ประดับประดาด้วยเหล่าพันธุ์ไม้ เรื่องราวที่ป้องตั้งใจเล่าก็เหมือนเป็นจริงขึ้นมาได้สมใจ ตรงนี้บ๊วยเล่าความประทับใจเสริมว่า เมื่อได้เห็นแสงสีจากเทคนิคบางอย่างของ Projection Mapping ที่ฉาบลงบนต้นไม้ ทำให้รู้สึกตื่นตาและรู้สึกได้ว่านี่คือความสวยงามเหนือจริงที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน

ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บ จิ๊บ ในร้าน อยากให้คุณลองหันมาสัมผัสกับจินตนาการที่ทีมงานบรรจงสร้างโมเมนต์ในความฝันที่เหมือนเกิดขึ้นจริง

เวทมนตร์ที่ 5

อรรถรสจากธรรมชาติ

ความพิเศษโดดเด่นที่ขาดไม่ได้คือเมนูอาหารพิเศษ

ทีม Greyhound Cafe ต้องการเน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือคนที่รัก โดยจัดทำเป็นจานใหญ่พร้อมให้ทุกคนบนโต๊ะได้แชร์กัน พร้อมกับตั้งใจปรุงและสร้างสรรค์เมนูในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน 

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“ในเมื่อบรรยากาศทุกอย่างในร้านเป็นป่าแล้ว เราจึงมีเมนูอาหารพิเศษห้ารายการ เพื่อย้ำคอนเซปต์ของการเป็นของขวัญจากธรรมชาติ ปรุงเป็นเมนูอาหารไทยที่ลูกค้าปัจจุบันสนใจ แต่ใส่ความพิเศษด้วยการคัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียม และพรีเซนต์แบบอลังการโดยใช้กุ้งแม่น้ำเผา ขาปูอะแลสกา ประดับประดาด้วยผักร็อกเก็ต ของหวานก็โรยด้วยดอกไม้ที่กินได้ให้เข้าถึงรสสัมผัสของธรรมชาติอย่างแท้จริง” 

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

อังสนาเล่าให้ฟัง พลางชวนดูเมนูพิเศษทั้ง 5 จานบนโต๊ะที่ประกอบด้วยน้ำพริกไข่ปูม้า เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและผักสดหลายชนิด กุ้งสะดุ้งป่า กุ้งแม่น้ำตัวโตหอมมันเยิ้มราดน้ำยำรสจัดจ้าน ปูอะแลสกาอบวุ้นเส้น โดดเด่นด่วยส่วนผสมสมุนไพร พร้อมเพิ่มความสดชื่นด้วยเมนูของหวานสามรส Best of Rainforests โรยด้วยกลีบดอกไม้สวยละมุน และสุดท้ายคือเครื่องดื่ม Once upon an Espresso จากกาแฟมีวนาที่เพาะปลูกพร้อมการดูแลผืนป่า ผสมผสานด้วยความเปรี้ยวหวานสดชื่นจากผลไม้หลายชนิด

เวทมนตร์ที่ 6

ประสบการณ์ใหม่อย่างแท้จริง

นอกเหนือจากการมอบ Total Dining Experience ให้กับลูกค้าแล้ว ทีมงานทุกคนก็ได้รับประสบการณ์ใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยได้รับจากงานไหนเช่นกัน บรรยากาศอันสวยงามที่ทุกส่วนประกอบสอดประสานลงตัวกันดังที่เล่ามานั้น เบื้องหลังคือทีมงานแยกทำงานกัน ชนิดแทบไม่เคยเจอหน้ากันเลย

ในช่วงที่ลงมือทำงาน แต่ละทีมมีตารางการทำงานที่ต้องสลับคิวกันเข้ามาในร้าน เพราะพื้นที่และความต้องการของแต่ละงานไม่สามารถทำพร้อมกันได้ 

“ทีมเทคโนโลยีคงไม่เหมาะจะเจอดินกับน้ำ ทีมจัดต้นไม้ไม่ควรเจอสายไฟ และทีมดอกไม้คงไม่อยากเจอความวุ่นวายอื่นๆ ในร้าน ดังนั้นบางครั้งป้องต้องทำ Mapping กับผนังโล้นๆ ไปก่อน จากนั้นทีมต้นไม้มาประดับ สุดท้ายก็ค้นพบว่าตรงนี้ไม่ได้ต้องเปิดพื้นที่ให้ฉายภาพ พอดอกไม้จะมาลง อ้าว โต๊ะที่แพลนไว้หายไปแล้ว เราต้องแก้ปัญหากันตลอดเวลา” ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี ผู้จัดการอาวุโสด้านสื่อสารและสร้างสรรค์ฝั่ง Greyhound เล่าถึงกระบวนการทำงาน ขณะที่คนอื่นๆ พยักหน้าและยิ้มเห็นด้วย

“นี่คงเป็น Magic ในการทำงานคือสามสี่ทีมไม่เคยเจอกันมาก่อน เหมือนเราต้องเดาใจกันตลอดว่าเราจัดตรงนี้ไปจะบังงานเขาไหม เราต้องไว้ใจกัน แต่ผลงานออกมาก็สวยงามดังใจ” บรื๋อเสริมขึ้นพร้อมรอยยิ้มประทับใจ

นอกเหนือจากฝั่งสร้างสรรค์แล้ว ทีมงานหลังบ้านก็ร่วมทำงานหนักไม่แพ้กัน เพราะหลังจากมีผืนป่าเกิดขึ้นในร้านแล้ว หน้าที่รับผิดชอบหลักจะตกอยู่ที่ทีมงานในแต่ละสาขา เท่ากับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบขึ้นมามากขึ้นกว่าการทำงานปกติ เพราะต้องคอยดูแลต้นไม้ตามคู่มือที่ทีมต้นไม้จัดทำให้ เมื่อถึงเวลาฉาย Projection Mapping ต้องไม่ลืมไปดิมไฟเพื่อให้ภาพชัดสมจริง 

Projection Mapping ในร้านอาหาร

 “ทีมงานที่โชว์ความเป็นทีมเวิร์กไม่ได้อยู่เพียงแค่โต๊ะนี้” อังสนาสรุปย้ำอีกที

“ทุกฝ่าย ตั้งแต่ทีมบัญชี เด็กที่คอยดูแลร้านระหว่างเซ็ตติ้งจนถึงเช้า มีทีมแอดมินที่ต้องจัดสรรคิวทำงาน ทีมน้องๆ ที่ดูแลภายในร้าน ทีมดิจิทัลและพีอาร์ที่ต้องทำโปรโมต และทีมพาร์ตเนอร์ของเรา ทุกฝ่ายตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ประสบการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริง”

“ดังนั้นงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบประสบการณ์แห่งความสุขแก่ลูกค้าเท่านั้น แต่ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นก้าวใหม่ของเราทุกคนด้วย” 

ถึงตรงนี้ เสียงนกร้องจิ๊บ จิ๊บ ดังขึ้นเหมือนส่งท้าย ทีมงานทุกคนยิ้มรับและหันไปดูภาพเรื่องราวที่โปรเจกเตอร์ฉายทาบแผ่นผนังอย่างตั้งใจ ราวกับดื่มด่ำไปกับ Magic Moment ที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้าง เพื่อมอบความสุขรับปีใหม่ให้กับทุกคน

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

30 พฤศจิกายน 2564
2K

มีธุรกิจไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับคน

แทบไม่ต้องคิด… คำตอบก็เห็นตรงกันว่า ทุกธุรกิจมีทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ดำรงอยู่ ยิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างกลุ่ม ปตท. ที่ไม่เพียงการบริหารจัดการพนักงานจำนวนมากจะเป็นเรื่องท้าทายเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่กว่านั่นคือการเปลี่ยนผ่านคนไปสู่ทักษะใหม่ ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่า เพื่อรองรับกับธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป และไม่ได้หยุดแต่เพียงที่ธุรกิจพลังงานเหมือนที่ผ่านมา

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ที่ก้าวจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกมาสู่การบริหารคน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เขายอมรับว่าต้องผ่อนคันเร่งที่ร้อนแรงจากโลกธุรกิจลง เพื่อให้สอดรับกับศิลปะการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ต้องเร่งเครื่องขึ้น เพื่อให้พอดีกับก้าวแต่ละก้าวที่ ปตท. จะไป โดยยังรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อเรื่องการต่อสู้ แข่งขัน และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเอาไว้

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในโลกยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ภาพจำแบบเดิมที่เคยเจอเลือนหายไปเรื่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบทบาทของทีมที่พร้อมจะเติบโตไปกับธุรกิจ หรือต้องเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่พร้อมก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันกับองค์กร ซึ่งต่างจากอดีตที่ถือว่าเราเป็นหน่วยกองหลัง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องเข้าใจโจทย์ให้ตรงกัน เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าคนสำคัญที่สุด นั่นคือ ‘พนักงานทุกคน’ เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กรไปด้วยกัน

The Cloud ชวนผู้อ่านติดตามบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารคนนี้ เพื่อให้เข้าใจวิถีของ ปตท. ดียิ่งขึ้น และรับรู้ว่ายังมีพื้นที่ที่เปิดกว้างเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นเก๋า หรือรุ่นไหนก็ตามที

เพิ่งมารับตำแหน่งสำคัญนี้ไม่นาน รู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมถือว่านี่เป็นงานใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรื่องคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมมองว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่คือการที่กำลังดูแลสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในองค์กรเลย เราต้องพัฒนาหรือเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงาน ถือว่าท้าทายไปอีกแบบหนึ่ง องค์กรขับเคลื่อนโดยคน ผมอยู่สายธุรกิจมาสามสิบปี พอเปลี่ยนมาดูคน ก็ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจและท้าทาย

ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

ต้องปรับตัวในเรื่องการบริหารจัดการ ผมจะเร็วเกินไปไม่ได้ เพราะเรื่องคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่คนในทีมก็ต้องเดินให้เร็วขึ้นด้วย เพราะว่าธุรกิจไม่รอเรา ต้องเพิ่มความเร็วให้ก้าวไปพร้อมกับผมที่เดินช้าลงหน่อย เหมือนการทำงานแบบไฮบริดนั่นล่ะ หัวใจของการทำงานคือการประสานความร่วมมือระหว่างกันใน ปตท. ทั้งหมด นอกจากนี้ งานทรัพยากรบุคคลยังมีส่วนสนับสนุนเรื่องนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ โดย ปตท. ต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่มธุรกิจมาก่อน ตอนนี้มาจัดการคน ก็นำความรู้ที่เรามีมาแบ่งปันต่อยอดได้

ทำงานในองค์กรนี้มา 30 ปี คิดว่าคน ปตท. เป็นคนแบบไหน

คน ปตท. ถูกฝึกให้แข่งขันและต่อสู้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว ผู้บริหารรุ่นเก่าฝึกให้เราแข่งขัน ต่อสู้ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อย่างผมเคยขายน้ำมันสู้กับบริษัทต่างชาติ ลูกค้าตอนนั้นก็บอกว่า คุณเป็นใคร จะไปขายแข่งกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ได้ยังไง แต่เราก็ต้องแข่ง เราถูกฝึกให้ดิ้นรนต่อสู้ตลอดเวลา เลยเป็นวัฒนธรรมของคน ปตท. ที่ต้องปรับตัว แข่งขันกับสิ่งต่างๆ และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในสายเลือดของพวกเรามานาน

แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า คน ปตท. ควรจะเป็นอย่างไร

วันนี้เราก็ยังต้องรักษาวัฒนธรรมที่ต่อสู้ ดิ้นรน พร้อมเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้อยู่เสมอ และการต่อสู้ไปข้างหน้าจะเป็นรูปแบบใหม่ที่คน ปตท. ต้องพร้อมรับมือกับการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การใช้พลังงานในอนาคต และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ดังนั้นในจุดนี้ คน ปตท. ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้ง ต้องมีการ Upskill /  Reskill จากความรู้ ทักษะเดิมที่มีอยู่ ไปสู่ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ของ ปตท. ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ได้มีการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว

สอดคล้องกับในปีที่ผ่านมา ปตท. ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่เป็น ‘Powering Life with future energy and beyond’ นั่นคือการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต และเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันข้างหน้า

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

องค์กรที่ยั่งยืนในมุมคุณสุชาติเป็นอย่างไร

สำหรับผม องค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย อย่างเช่นวันนี้เราปรับตัวเพื่ออนาคต เห็นได้ชัดจากการบริหารจัดการ ซึ่ง ปตท. พยายามสมดุลระหว่างธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันคุณค่าหลักของเราคือความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิงที่เราทิ้งไม่ได้เลย เพราะเป็นภารกิจหลักที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปพร้อมๆ กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางรากฐาน เพื่อให้องค์กรเติบโตในระยะยาว ภายใต้ค่านิยม SPIRIT ที่แข็งแกร่ง ที่จะเป็นตัวยึดโยงบุคลากรขององค์กรให้ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าสถานการณ์ภายในหรือภายนอกองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปตท. จะยังคงมีความแข็งแกร่งจากภายใน ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นและร่วมมือกันของผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนและเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

ในอนาคต ปตท. อยากจะรับคนแบบไหน

ทุกวันนี้พนักงาน ปตท. มีความหลากหลายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่องค์กรจะเข้าไปดำเนินการก็จะมีความหลากหลายขึ้น อย่างคำว่า Beyond ในวิสัยทัศน์ ตอกย้ำว่า ปตท. จะไม่ได้ทำแค่เรื่องของพลังงานแบบเดิม แต่จะมุ่งไปยังพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เข้าไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและอาหาร รวมถึงการจับมือในการทำธุรกิจเกี่ยวกับ  Life Science  ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ยา อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ดังนั้น ปตท. จึงต้องการคนที่หลากหลาย มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจอนาคตที่จะเดินไปข้างหน้า โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะคนที่มีอยู่เดิม และในส่วนของการทำธุรกิจใหม่ จึงมีความจำเป็นใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยด้วย และนับจากนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนเก่าที่มีอยู่และคนใหม่ที่เรารับเข้ามา เพื่อทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

คนต่างรุ่นก็มองต่างมุม จัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

อย่างที่ทราบว่า ปตท. มีคนทำงานที่หลากหลายวัย และเมื่อคนต่างวัยมาทำงานร่วมกัน เราใช้ความเป็นพี่เป็นน้องแบบคนในครอบครัวเดียวกัน เคารพและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน ทุกวันนี้ ปตท. มีพนักงานที่อยู่ใน Gen Y และ Gen Z รวมกันเกินครึ่งหนึ่งขององค์กร ที่ผ่านมาเราเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถ และเอาประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าที่เรามีไปช่วยเสริม ผมเชื่อว่าแนวคิดหรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมที่จะช่วยให้ ปตท. สามารถดำเนินภารกิจใหม่ๆ ที่ท้าทายได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนยังสำคัญที่สุดอยู่หรือเปล่า

เทคโนโลยีอาจจะยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานคนได้ทั้งระบบ แต่จะแทนแรงงานคนได้ในส่วนที่เป็นงานที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ มาจนเกิดเป็นแพตเทิร์นที่แน่นอนแล้ว เพื่อเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ ลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำๆ กัน

ปัจจุบัน ปตท. อยู่ในช่วงการมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก้าวไปไกลกว่าที่จำกัดอยู่เพียงธุรกิจพลังงาน การที่จะอยู่กับเทคโนโลยีให้ได้ พนักงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้รวดเร็วหรือแม่นยำขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนในเรื่องการตัดสินใจ วิเคราะห์ และแปลความหมายได้ทั้งหมด

และการที่จะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นจากความชาญฉลาดของมนุษย์ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่เปิดให้คนของเราได้ใช้ศักยภาพในการวิเคราะห์ลงไปในงานใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ไม่อยากให้คิดหรือกลัวกันไปว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนแรงงานคน แต่ให้คิดว่า ‘คนต้องรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นมากกว่า

ปตท. จูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้อย่างไร

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินใจ หรือให้ความสำคัญกับขนาดหรือความใหญ่ขององค์กร แต่พวกเขาต้องการทำงานที่ท้าทาย สนุก ได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องแคล่ว รวดเร็ว และบรรยากาศการทำงานที่ดี เราก็กำลังออกแบบกันอยู่ จากวิสัยทัศน์ที่เรากำลังมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ  มีการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาสักแห่งให้พวกเขาทำงาน ถ้าผลตอบแทนของบริษัทนี้สูง คุณก็ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจทำเป็นกลุ่มเฉพาะ อย่างเช่น สตาร์ทอัพที่เราทำเองหรือคนที่ทำของใหม่ ให้เขาได้ลุยเลย แล้ววัดกันที่ผลงานและผลตอบแทนก็ต้องดีตามกันด้วย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่และธุรกิจใหม่ๆ ที่เราจะไปในอนาคต

ปตท. ยังมี Employee Happiness Journey เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวันที่เขาเกษียณ เพื่อดูพัฒนาการของเขาในองค์กรนี้ ช่วยให้ตัวพนักงานได้สำรวจตัวเอง และผู้บังคับบัญชาก็จะเห็นด้วย ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสำหรับการบริหารงาน และข้อมูลสนับสนุนการทำงาน ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล

พอเข้ามามาทำงาน พวกเขาต้องเรียนรู้องค์กรสักระยะหนึ่ง จากนั้นพอขยับมาเป็นหัวหน้างาน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการคน ข้อมูลของแต่ละคนจะถูกจัดการแบบเฉพาะตัว (Personalization) เพราะแต่ละคนมีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถต่างกัน เราใช้ข้อมูลช่วยสนับสนุนพนักงานได้ตามความสามารถที่เขามี รวมถึงเติมเต็มสิ่งที่เขาต้องการได้ หรืออย่างบางคนที่มีศักยภาพจะเป็นหัวหน้างานในอนาคต เราจะเห็นว่าเขายังขาดทักษะอะไรบ้าง เราก็ให้เขาไปเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมได้

การทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ต้องทำงานเชิงรุก วันนี้การทำงานของทีมต้องคล่องตัว รวดเร็ว และตอบโจทย์ธุรกิจ ในอนาคต ปตท. จะไม่ใช่แค่บริษัทพลังงาน เราจะทำทั้งยา อาหาร และธุรกิจอื่นๆ ดังนั้น HR ยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานในเชิงรุก กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจ HR ต้องมองให้ออกว่าองค์กรกำลังจะทำธุรกิจอะไร และมีอะไรที่เป็น Key Success Factors เกี่ยวกับพนักงานที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ HR ต้องเป็นคู่คิดให้ธุรกิจได้ ต้องคิดล่วงหน้า และบอกได้ว่าถ้าองค์กรจะเดินไปทางนั้น ควรบริหารจัดการกับคนในองค์กรอย่างไร ถึงจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีบางหน่วยต้องการคนพูดภาษาจีนได้ ข้อมูลพนักงานต้องพร้อมดึงขึ้นมา เพื่อหาคนที่ต้องการได้โดยเร็ว และอาจให้เขาเริ่มงานอาทิตย์หน้าเลย ต้องเป็นแบบนั้น ช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมา เราเปิดธุรกิจใหม่มาเยอะ แต่ไม่ขาดคนเลย เพราะเราหาคนไปเติมได้หมด กระจายคนจากสายงานเดิมมาใส่ก่อน และรับสมัครคนนอกเข้ามาเพิ่มเติม

คน ปตท. ในยุค Next Normal ต้องเข้าออฟฟิศหรือไม่

ปตท. ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบ New normal อาทิ ระบบประชุมออนไลน์ การปรับรูปแบบการเรียนรู้ของพนักงานผ่านห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) การอบรม Online / E-Learning  การจัดเก็บข้อมูลใน One Drive (Cloud system) เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตาม

รูปแบบการทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจ จำนวนคนเราอาจจะเพิ่มในบางธุรกิจที่กำลังเติบโตไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่สำนักงานก็ได้ เราคงไม่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม เพราะว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สำคัญคือบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางอย่างยังต้องใช้คนก็ใช้ บางอย่างใช้ระบบเข้ามาทำแทนได้

จากการสำรวจความเห็นผู้บริหารและพนักงานต่อรูปแบบการทำงานแบบ New Normal ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2563 พบว่าผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การทำงานในรูปแบบนี้ยังคงประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ต่างจากการทำงานในสภาวะปกติ ต้องถือได้ว่า ปตท. ปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในฐานะพี่ใหญ่คนหนึ่ง อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

ผมคิดว่าช่วงแรกของการทำงาน เราต้องทำเต็มความสามารถ ต้องเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ผมจะบอกพนักงานเข้าใหม่ว่า สิบปีแรกของคุณจะต้องทำงานหนักมาก เพื่อเติบโตจากฐานความรู้และความสามารถที่มี คนเก่งถ้ามีประสบการณ์ด้วย จะทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและแม่นยำ เรามีเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กทุนของ ปตท. ให้เวียนไปเรียนรู้แต่ละธุรกิจ พวกเขาก็ทำงานหนักเลยนะ เราให้เขาลงสนามจริงเลย เพื่อให้เขารู้จักลูกค้า ได้เห็นธุรกิจ เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่ดูแลองค์กรต่อไปในอนาคต

ผมว่าเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ตอนนี้ผมมีความสุขกับงาน ทุกครั้งที่ทำสำเร็จก็ยังมีความภูมิใจ ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน เวลาผ่านไปไวมาก จริงๆ ปตท. เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทุกคน ซึ่งเราเองก็ต้องคว้าโอกาสนั้นมา พยายามทำผลงานที่ดีเพื่อก้าวและเติบโตไปพร้อมกันกับองค์กร

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load