12 ธันวาคม 2562
3.22 K

ในช่วงสิ้นปีเช่นนี้ ร้านรวงต่างๆ คงประดับประดาไฟระยิบระยับหรือประดับต้นคริสต์มาสรับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังใกล้เข้ามา แต่ปีนี้ Greyhound Cafe กลับดูแปลกตา คล้ายว่าคาเฟ่ทุกสาขาเนรมิตป่าขึ้นมาราวกับร่ายมนตร์ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Everyday is Magic’ ที่จับมือกับ The Forestias by MQDC โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชื่อสอดคล้องกันว่า หนึ่งในความสุขของคนเราเกิดขึ้นจากการกลับมาสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe
วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

แค่ยกป่ามาไว้ในร้านคงธรรมดาเกินไป ทีมงานสร้างสรรค์จึงขอสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้รับทั้งสุนทรียภาพในการรับประทานมื้ออาหาร พร้อมรับประสบการณ์ของป่าเหนือจินตนาการให้เกิดขึ้นจริงครบทุกโสตสัมผัส 

เบื้องหลังการทำงานของทีมสร้างสรรค์ทีมใหญ่รังสรรค์งานออกมาได้ราวกับมีเวทมนตร์เช่นกัน เพราะความท้าทายในการทำงานที่ต่างฝ่ายเคยคิดฝัน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดได้จริง

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

ความท้าทายแรกคือนับเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่สุดของการ Collaboration ระหว่าง 2 แบรนด์ ที่มาจากแวดวงที่แตกต่างกัน แต่กลับร่วมมือกันไปได้ไกลกว่ามื้ออาหาร 

ความท้าทายต่อมาคือมีเวลาทำงานทุกกระบวนการเพียง 1 เดือน 15 วัน

และความท้าทายที่สามคือทีมสร้างสรรค์แต่ละทีมทำงานชนิดแทบไม่เคยได้เจอหน้ากัน ทุกอย่างต้องเดาใจและวางใจกันล้วนๆ แต่ในที่สุดพวกเขาก็เนรมิตป่าเหนือจริงที่วาดฝันไว้ได้สำเร็จ 

ทีมงานเกือบฟูลทีมจึงมานั่งล้อมโต๊ะอาหารเพื่อเล่าความคิดเบื้องหลัง ความรู้สึกเมื่อได้เห็นผลงานในเบื้องหน้า และร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่บรรจงสร้างสรรค์กันมาอย่างสุดฝีมือ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าคนสำคัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

เวทมนตร์ที่ 1

การโคจรมาพบกัน

เพียงก้าวเข้ามาใน Greyhound Cafe สาขาเมกาบางนา เราก็ได้สัมผัสบรรยากาศสดชื่นร่มรื่นของธรรมชาติ พร้อมกับความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

การเนรมิตป่ามาไว้ในคาเฟ่ทุกสาขามีที่มาและแรงบันดาลใจจากโครงการ The Forestias by MQDC บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอุดมการณ์ในการสร้างเมืองสีเขียวในอุดมคติ อันมีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่ไว้ในกรุงเทพมหานคร เพราะเชื่อว่าธรรมชาติจะเชื่อมโยง เอื้ออาศัย และมอบความสุขให้กับผู้คนที่อยู่ร่วมอาศัยได้

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

เมื่อทาง The Forestias มองหาพาร์ตเนอร์ร่วมรังสรรค์ความสดชื่นของเมืองสีเขียวเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวเมืองกรุงได้ลองสัมผัส ก่อนที่โครงการจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า

แอนเดรส รักตะสิริ ผู้อำนวยการบริหารด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสาร และที่ปรึกษาบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นึกถึง Greyhound เป็นอันดับแรก เพราะมองเห็นจุดร่วมของแบรนด์ที่สอดคล้องต้องกัน

แอนเดรส รักตะสิริ ผู้อำนวยการบริหารด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสาร,  เกศินี คุณทรัพย์ ผู้จัดการด้านกลยุทธ์การสื่อสาร

“ผมเติบโตคุ้นเคยกับ Greyhound มานาน และเชื่อว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่เหมือนและเข้าใจกัน เขาเป็นแบรนด์ที่ละเอียดในเรื่องดีเทลและให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน เหมือนกับที่โครงการของเราให้ความสำคัญ และเราต้องการมอบ Total Experience ที่ดีให้กับลูกค้าเช่นกัน”

แวดวงธุรกิจที่ต่างกันไม่เป็นปัญหา เพราะเมื่อได้มาร่วมโต๊ะพูดคุยกัน ทั้งสองฝั่งเห็นถึงความลงตัวในการทำงานที่มีหมุดหมายในการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและอิ่มเอมใจ โดยพาผู้คนไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากธรรมชาติที่อาจโหยหา แต่ห่างหาย และจากจุดร่วมเล็กๆ จึงกลายเป็นงานสเกลใหญ่ที่ไปได้ไกลเกินคาดหมายแต่แรก

เวทมนตร์ที่ 2

โจทย์ใหญ่ที่ไปได้ไกล

หลังจากได้แรงบันดาลใจจากคอนเซปต์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติจาก The Forestias ทีมงานสร้างสรรค์ของ Greyhound Cafe เริ่มตีโจทย์ใหญ่จากความเชื่อมโยงของอุดมการณ์ของ 2 แบรนด์ที่มีร่วมกัน

“ตอนแรกที่ได้คุยกันก็หลังติดเบาะไปพักหนึ่งเหมือนกันนะ” เกศินี คุณทรัพย์ ผู้จัดการด้านกลยุทธ์การสื่อสาร จากทีม Greyhound ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกต์นี้ เล่าพลางหัวเราะ 

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

“แต่เราเห็นความเชื่อมโยงกันได้จากคอนเซปต์ของโครงการที่ว่า The Land of Everlasting Happiness ที่สื่อว่าความสุขยั่งยืนคือการได้อยู่กับครอบครัว อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและผืนป่าอันสมบูรณ์ ทั้งในภาพยนตร์โฆษณาของโครงการก็มีความเป็น Magic หรือดินแดนเหนือจริง เราจึงฝันว่าอยากจะจำลองป่าที่เหนือจริงมาไว้ในร้านของเราบ้าง

“ถ้าความสุขจากโมเมนต์เล็กๆ ที่เกิดจากการรับประทานอาหารดีๆ หรืออยู่กับคนที่รักพร้อมหน้ากัน สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นทุกวันในร้านของเราได้ นั่นก็เท่ากับเป็น Magic แล้ว”

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

‘Everyday is Magic’ จึงกลายเป็นคอนเซปต์ใหญ่ที่ไปได้ไกลกว่าเพียงความพิเศษบนโต๊ะอาหาร เพราะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่โดยการรังสรรค์ผืนป่าให้เต็มพื้นที่คาเฟ่ โอบรับไปกับดิสเพลย์ดอกไม้สุดอลังการ ทั้งยังมี Projection Mapping มอบประสบการณ์เหนือจินตนาการเพื่อเนรมิตป่าให้มีชีวิต น่าประทับใจ อีกสิ่งสำคัญที่จะมอบความสุขท่ามกลางพื้นที่สีเขียวได้อย่างแท้จริงคือ เมนูอาหารจากธรรมชาติที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ

“โปรเจกต์นี้คืองาน Collaboration ที่ใหญ่ที่สุดของ Greyhound Cafe เพราะไปไกลกว่าการตกแต่งร้านหรือเมนูอาหารพิเศษ แต่ยังรวมนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยนำมาใช้สร้างบรรยากาศในร้านอาหารเอาไว้” อังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ย้ำถึงการทำงานโปรเจกต์ใหญ่ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสในช่วงเวลา 1 เดือนครึ่ง ซึ่งยาวถึงปลายเดือนมกราคมปีหน้า

เวทมนตร์ที่ 3

เนรมิตผืนป่าชั่วข้ามคืน

สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะเปลี่ยนโฉมร้านคาเฟ่ให้กลายเป็นพื้นที่โอบล้อมด้วยผืนป่าได้ คือการจัดประดับประดาต้นไม้ ซึ่งหลังผ่านการเฟ้นหาก็ได้ทีมเนรมิตผืนป่าในคาเฟ่ทั้ง 12 สาขา 2 ทีม ทีมแรกคือทีมของ โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก พร้อมกับตกแต่งภายในและแลนด์สเคป มาช่วยกัน

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

ความท้าทายของงานนี้คือพื้นที่ทั้ง 12 สาขามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง การจัดร้าน รวมไปถึงแสงสว่างที่มีความสำคัญต่อพรรณไม้ทุกชนิด

“สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดดิสเพลย์ของต้นไม้ที่แตกต่างไปในแต่ละสาขา เราต้องคัดเลือกต้นไม้ที่อยู่ได้ยืนยงและสวยงามตลอดเวลาเกือบสองเดือน” บุ๋นเริ่มเล่าก่อน

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe
วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“พันธุ์ไม้ที่เลือกมาส่วนมากจึงมีพื้นฐานที่เกิดในป่า แต่เลี้ยงในระบบฟาร์มจนเป็นไม้ประดับที่เพาะเลี้ยงได้จริงและเหมาะกับสถานที่ ถ้าต้นไหนสวยจริง แต่ไม่เหมาะกับอยู่ในคาเฟ่ก็ไม่เอามา เพราะสงสารต้นไม้ บางสาขาก็ไม่มีแสงสว่างเลย เราจึงจำใจตัดต้นไม้ออกไปเยอะมาก”

นอกจากการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมแล้ว บ๊วยในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ควบคู่กับการทำงานเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ อธิบายเสริมว่าการจัดวางจะต้องไม่เป็นอุปสรรคกับการใช้งานพื้นที่ร้านด้วย

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

 “เราเคยทำคาเฟ่มาก่อน จึงคิดถึงเรื่องการใช้งานพื้นที่ของพนักงานและลูกค้าในร้านด้วย ว่าจะไม่ไปเปลี่ยนแปลงเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดึงความรู้สึกแปลกใจพร้อมกับตื่นใจว่าทำไม Greyhound มีป่าอยู่ในร้านได้”

ความตื่นใจที่ว่าคือต้องเป็นป่าที่สมจริง แต่แฝงด้วยความเหนือจริง รายละเอียดเล็กๆ ในการประดับประดาที่พิเศษกว่าเพียงการประดับตกแต่งทั่วไป เราจึงได้เห็นทั้งไม้ต้น ไม้ประดับ ไม้เลื้อย ห้อยระย้าตกแต่งไว้รอบตัว 

“การจัดต้นไม้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนป่าคือความไม่เป็นระเบียบ ความไม่เป็นระเบียบนี้บ่งบอกได้ถึงความเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงความหลากหลายของสายพันธุ์เช่นกัน ต้องมีไม้อิงอาศัย ไม้ที่อยู่ด้านล่าง มีกาฝากมาเกาะ มีเห็ดเล็กๆ ที่แสดงความสมบูรณ์ของผืนป่าได้

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“แต่เพียงต้นไม้มีชีวิตก็ยังไม่พอ กิ่งไม้ที่ตายแล้วเราก็เอามาใช้ในการประดับด้วย เพื่อให้ไม้อื่นพึ่งพา แสดงถึงการหมุนเวียนในระบบนิเวศแท้จริง” บุ๋นเล่าถึงความคิดเบื้องหลังและเทคนิคพิเศษในการจัด Setting ของป่าให้ออกมาดังที่วาดไว้

ทั้งสองพาเราเดินดูต้นไม้หลากพันธุ์ที่นำมาจัดไว้ ทั้งต้นยางอินเดียขนาดย่อม ไทรใบสักชูก้านสูง โอบล้อมด้วยมอนสเตอร่าใบใหญ่ให้อารมณ์ความเป็นป่า รวมไปถึงพันธุ์ไม้ที่อิงอาศัยไปกับผนัง ทั้งเคราฤาษี กะเรกะร่อน เฟินสาย ช้องบลู ที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อว่าจะยกมาอยู่ในร้านได้มากมายขนาดนี้

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินนั้น ต๋อมแอบสะกิดให้สังเกตลูกเล่นสนุกๆ ของใบไม้ที่งอกทะลุมาจากผนังหรือกระจกร้านราวกับร่ายเวทมนตร์ จนต้องขอหยิบมือถือมาถ่ายเก็บไว้สักภาพ

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

เวทมนตร์ที่ 4

ดอกไม้ตระการตา

นอกเหนือจากผืนป่าสุดตระการตา ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของร้านก็อลังการไม่น้อยหน้า จากที่เคยประดับสร้างความรื่นรมย์ในมุมต่างๆ ของร้าน ครั้งนี้ บรื๋อ-บรรลือศักดิ์ หิรัญรัตน์ นักจัดดอกไม้ ผู้ดูแลการจัดดอกไม้และงานคอนเซปต์ต่างๆ ของ Greyhound Cafe มาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน รับหน้าที่จัดดิสเพลย์สุดอลังการที่ละสายตาไม่ได้จริงๆ 

“ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดดอกไม้ประดับ แต่เป็นการจัดดิสเพลย์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ดูเหนือจริงด้วยกิ่งไม้ที่แช่น้ำแล้วงอกแตกเป็นใบออกมาได้ ใช้มอสและรองเท้านารีแสดงถึงความเป็นป่า และใช้ลูกสนประดับเพื่อแสดงถึงเทศกาล แต่เป็นลูกสนยักษ์เพื่อให้ดูเหนือจินตนาการขึ้นไป”

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

ดิสเพลย์ดอกไม้อวดโฉมอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่กลางร้าน คล้ายเป็นสวนดอกไม้เล็กๆ ที่แข่งกันอวดความสวยงามกลางผืนป่าอันร่มรื่นใต้แสงสีส้มสลัวให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กลางสวนลึกลับในจินตนาการ

ดอกไม้ใบไม้สวยแปลกตาเหล่านี้ล้วนคัดสรรมาเป็นพิเศษ กิ่งซาลิกชูยอดสูงตระหง่าน ข้างกันนั้นเป็นดอกอีรินเจียมสีฟ้ารูปทรงแปลกตาดูลึกลับ แซมด้วยช่อแว็กซ์สีขาวสบายตาคล้ายดอกหญ้า ใกล้กับกิ่งไม้สีเขียวเข้มรูปทรงไม่คุ้นตา ลูกสนยักษ์ตกอยู่บนผืนมอสเขียวชุ่มน้ำ ช่อดอกไม้สีขาวดูคล้ายกุหลาบคือดอกไลเซนทัสแสนอ่อนโยน ขณะเดินชมโต๊ะหมู่มวลดอกไม้ก็ได้กลิ่นหอมหวานของช่อลิลลี่สีขาวโชยอ่อนสดชื่น

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“ดอกไม้ใบไม้ส่วนมากจะมีการเปลี่ยนทุกสัปดาห์ แล้วแต่ชนิด เพื่อให้คงความสวยงาม เราอยากให้คนเห็นในวินาทีแรกแล้วอึ้ง พร้อมกับสัมผัสความร่มรื่นสวยงาม และงามขนาดนี้ก็ต้องเป็น Magic แล้วล่ะ” บรื๋อเล่าอย่างอารมณ์ดี และเรายอมรับว่าเขาทำได้จริง

เวทมนตร์ที่ 5

ชุบชีวิตให้น่าตื่นใจ

ความเหนือจริงของป่าจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากขาดเทคนิคการนำเสนอด้วยนวัตกรรมอย่าง Projection Mapping ที่สร้างมิติในการเล่าเรื่องราวของเหล่าสรรพสิ่งและสัตว์เหนือจินตนาการให้เหมือนมีชีวิตอยู่จริงท่ามกลางป่า 5 แห่ง ใน 5 สาขา ของ Greyhound Cafe 

“ตั้งแต่ได้รับโจทย์มา หลังจากนั้น Everyday is magic จริงๆ ครับ” ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ ดีไซน์ไดเรกเตอร์ของ Another Day Another Render ผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้เล่าอย่างอารมณ์ดี พาเอาทีมงานทุกคนหัวเราะชอบใจไปด้วย

นี่เป็นครั้งแรกในการทำ Projection Mapping ในร้านอาหาร ซึ่งป้องเน้นว่าเป็นพื้นที่ที่ควบคุมแสงไม่ได้ ที่ยากกว่านั้นคือได้รับโจทย์ว่าต้องฉายใน 5 สาขา ที่มี Floor Plan ที่แตกต่างกัน

Projection Mapping ในร้านอาหาร

“ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการ Mapping ในพื้นที่ปิดและมืด มีคนเปิด-ปิดระบบ ได้เทสต์ทุกอย่างเรียบร้อย แต่พอได้รับโจทย์เป็นห้าสาขา เราไม่สามารถควบคุมพื้นที่หรือแสงต่างๆ ได้ ทางทีมต้นไม้อาจจะแฮปปี้กับสาขาที่มีแสงสว่าง แต่ผมจะชอบร้านมืดๆ เพราะถ้าสว่าง โปรเจกเตอร์จะเอาไม่อยู่”

ลำดับต่อมาคือความท้าทายในการสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง เพื่อเสริมบรรยากาศความเหนือจินตนาการให้เด่นชัด ซึ่งสุดท้ายลงตัวด้วยเนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องป่า เริ่มจากจุดเล็กไปใหญ่ เน้นการเปลี่ยนรูปของสิ่งมีชีวิต และใส่สัตว์ในจินตนาการเข้าไป ป้องบอกว่าหากวิดีโอนี้เล่นวนไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ก็จะได้เห็นถึง Circle of Life ของสรรพสิ่งมีชีวิตที่หมุนวนไม่รู้จบในป่าแห่งนี้

“เทคนิคที่ใส่ใจมากเป็นพิเศษคือเราต้องการสร้างประสบการณ์ให้กับคนที่มานั่งกินอาหารในร้าน จึงไม่เหมือนโชว์หรือภาพยนตร์ที่คนมีจุดประสงค์เพื่อมาดู การวางเสียงต้องไม่โอ่อ่าจนกลายเป็นการรบกวน ต้องมีช่วงเร้าและเบาลง และเบลนด์ไปกับสิ่งแวดล้อมในร้าน”

สุดท้าย เมื่อภาพจากเรื่องราวทาบฉายไปบนผนังที่ประดับประดาด้วยเหล่าพันธุ์ไม้ เรื่องราวที่ป้องตั้งใจเล่าก็เหมือนเป็นจริงขึ้นมาได้สมใจ ตรงนี้บ๊วยเล่าความประทับใจเสริมว่า เมื่อได้เห็นแสงสีจากเทคนิคบางอย่างของ Projection Mapping ที่ฉาบลงบนต้นไม้ ทำให้รู้สึกตื่นตาและรู้สึกได้ว่านี่คือความสวยงามเหนือจริงที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน

ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บ จิ๊บ ในร้าน อยากให้คุณลองหันมาสัมผัสกับจินตนาการที่ทีมงานบรรจงสร้างโมเมนต์ในความฝันที่เหมือนเกิดขึ้นจริง

เวทมนตร์ที่ 5

อรรถรสจากธรรมชาติ

ความพิเศษโดดเด่นที่ขาดไม่ได้คือเมนูอาหารพิเศษ

ทีม Greyhound Cafe ต้องการเน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือคนที่รัก โดยจัดทำเป็นจานใหญ่พร้อมให้ทุกคนบนโต๊ะได้แชร์กัน พร้อมกับตั้งใจปรุงและสร้างสรรค์เมนูในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน 

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

“ในเมื่อบรรยากาศทุกอย่างในร้านเป็นป่าแล้ว เราจึงมีเมนูอาหารพิเศษห้ารายการ เพื่อย้ำคอนเซปต์ของการเป็นของขวัญจากธรรมชาติ ปรุงเป็นเมนูอาหารไทยที่ลูกค้าปัจจุบันสนใจ แต่ใส่ความพิเศษด้วยการคัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียม และพรีเซนต์แบบอลังการโดยใช้กุ้งแม่น้ำเผา ขาปูอะแลสกา ประดับประดาด้วยผักร็อกเก็ต ของหวานก็โรยด้วยดอกไม้ที่กินได้ให้เข้าถึงรสสัมผัสของธรรมชาติอย่างแท้จริง” 

วิธีออกแบบป่าและอาหารในบรรยากาศดินแดนเหนือจริงของ Greyhound Cafe

อังสนาเล่าให้ฟัง พลางชวนดูเมนูพิเศษทั้ง 5 จานบนโต๊ะที่ประกอบด้วยน้ำพริกไข่ปูม้า เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและผักสดหลายชนิด กุ้งสะดุ้งป่า กุ้งแม่น้ำตัวโตหอมมันเยิ้มราดน้ำยำรสจัดจ้าน ปูอะแลสกาอบวุ้นเส้น โดดเด่นด่วยส่วนผสมสมุนไพร พร้อมเพิ่มความสดชื่นด้วยเมนูของหวานสามรส Best of Rainforests โรยด้วยกลีบดอกไม้สวยละมุน และสุดท้ายคือเครื่องดื่ม Once upon an Espresso จากกาแฟมีวนาที่เพาะปลูกพร้อมการดูแลผืนป่า ผสมผสานด้วยความเปรี้ยวหวานสดชื่นจากผลไม้หลายชนิด

เวทมนตร์ที่ 6

ประสบการณ์ใหม่อย่างแท้จริง

นอกเหนือจากการมอบ Total Dining Experience ให้กับลูกค้าแล้ว ทีมงานทุกคนก็ได้รับประสบการณ์ใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยได้รับจากงานไหนเช่นกัน บรรยากาศอันสวยงามที่ทุกส่วนประกอบสอดประสานลงตัวกันดังที่เล่ามานั้น เบื้องหลังคือทีมงานแยกทำงานกัน ชนิดแทบไม่เคยเจอหน้ากันเลย

ในช่วงที่ลงมือทำงาน แต่ละทีมมีตารางการทำงานที่ต้องสลับคิวกันเข้ามาในร้าน เพราะพื้นที่และความต้องการของแต่ละงานไม่สามารถทำพร้อมกันได้ 

“ทีมเทคโนโลยีคงไม่เหมาะจะเจอดินกับน้ำ ทีมจัดต้นไม้ไม่ควรเจอสายไฟ และทีมดอกไม้คงไม่อยากเจอความวุ่นวายอื่นๆ ในร้าน ดังนั้นบางครั้งป้องต้องทำ Mapping กับผนังโล้นๆ ไปก่อน จากนั้นทีมต้นไม้มาประดับ สุดท้ายก็ค้นพบว่าตรงนี้ไม่ได้ต้องเปิดพื้นที่ให้ฉายภาพ พอดอกไม้จะมาลง อ้าว โต๊ะที่แพลนไว้หายไปแล้ว เราต้องแก้ปัญหากันตลอดเวลา” ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี ผู้จัดการอาวุโสด้านสื่อสารและสร้างสรรค์ฝั่ง Greyhound เล่าถึงกระบวนการทำงาน ขณะที่คนอื่นๆ พยักหน้าและยิ้มเห็นด้วย

“นี่คงเป็น Magic ในการทำงานคือสามสี่ทีมไม่เคยเจอกันมาก่อน เหมือนเราต้องเดาใจกันตลอดว่าเราจัดตรงนี้ไปจะบังงานเขาไหม เราต้องไว้ใจกัน แต่ผลงานออกมาก็สวยงามดังใจ” บรื๋อเสริมขึ้นพร้อมรอยยิ้มประทับใจ

นอกเหนือจากฝั่งสร้างสรรค์แล้ว ทีมงานหลังบ้านก็ร่วมทำงานหนักไม่แพ้กัน เพราะหลังจากมีผืนป่าเกิดขึ้นในร้านแล้ว หน้าที่รับผิดชอบหลักจะตกอยู่ที่ทีมงานในแต่ละสาขา เท่ากับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบขึ้นมามากขึ้นกว่าการทำงานปกติ เพราะต้องคอยดูแลต้นไม้ตามคู่มือที่ทีมต้นไม้จัดทำให้ เมื่อถึงเวลาฉาย Projection Mapping ต้องไม่ลืมไปดิมไฟเพื่อให้ภาพชัดสมจริง 

Projection Mapping ในร้านอาหาร

 “ทีมงานที่โชว์ความเป็นทีมเวิร์กไม่ได้อยู่เพียงแค่โต๊ะนี้” อังสนาสรุปย้ำอีกที

“ทุกฝ่าย ตั้งแต่ทีมบัญชี เด็กที่คอยดูแลร้านระหว่างเซ็ตติ้งจนถึงเช้า มีทีมแอดมินที่ต้องจัดสรรคิวทำงาน ทีมน้องๆ ที่ดูแลภายในร้าน ทีมดิจิทัลและพีอาร์ที่ต้องทำโปรโมต และทีมพาร์ตเนอร์ของเรา ทุกฝ่ายตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ประสบการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริง”

“ดังนั้นงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบประสบการณ์แห่งความสุขแก่ลูกค้าเท่านั้น แต่ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นก้าวใหม่ของเราทุกคนด้วย” 

ถึงตรงนี้ เสียงนกร้องจิ๊บ จิ๊บ ดังขึ้นเหมือนส่งท้าย ทีมงานทุกคนยิ้มรับและหันไปดูภาพเรื่องราวที่โปรเจกเตอร์ฉายทาบแผ่นผนังอย่างตั้งใจ ราวกับดื่มด่ำไปกับ Magic Moment ที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้าง เพื่อมอบความสุขรับปีใหม่ให้กับทุกคน

 โจ๋น-อนุภาพ พงษ์นะเมตตา อดีตผู้กำกับหนังโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นนักจัดต้นไม้ อีกทีมหนึ่งคือทีมของ บ๊วย-ศิรินทร์ทิพย์ ศัพทศรีครินทร์ และ บุ๋น-ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ที่รับงานออกแบบกราฟิก

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

5 กรกฎาคม 2565
3.57 K

46,000 ล้านบาท

คือมูลค่ามหาศาลของ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ โครงการมิกซ์ยูส 23 ไร่ที่ปลูกขึ้นหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 บริเวณโรงแรมดุสิตธานีเดิม ภายใต้แนวคิด ‘Here for Bangkok’ หนึ่งในโปรเจกต์ยักษ์ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ในทศวรรษถัดไป 

ชื่อ ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ นั้นล้อไปกับสวนสาธารณะ Central Park ใจกลางนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยทำเลงามตรงข้ามสวนลุมพินีขนาด 360 ไร่ บ่งบอกถึงทำเลทอง CBD กลางเมืองที่ใกล้ชิดพื้นที่สีเขียวแบบสุด ๆ 

ชื่อนี้ยังสื่อถึงการร่วมมือของกลุ่มดุสิตธานี กับ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) กลายเป็น ‘วิมานสุริยา’ ผู้ดูแลโปรเจกต์ปลุกชีวิตสีลมให้มีชีวิตชีวา และสานต่อตำนานของดุสิตธานีให้เป็นแลนด์มาร์กกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร

ลองสังเกตที่ดินในกรุงเทพฯ ตอนนี้ โครงการแบบมิกซ์ยูสเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มเปลี่ยนวิถีการอยู่อาศัยในบางกอกให้คล้ายหัวเมืองใหญ่ของโลก ตามจำนวนประชากรในเมืองที่มากขึ้น สวนทางกับจำนวนผืนที่ดินที่น้อยลงไปทุกวัน 

ที่นี่เป็นโครงการที่น่าจับตามอง เพราะอะไร

50 กว่าปีก่อน โรงแรมดุสิตธานีเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดบนถนนสีลม เป็นโรงแรมไทย 5 ดาวที่หรูหราที่สุดในพระนคร เมื่อครั้งกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยทุ่งนา ดุสิตธานีเติบโตกลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์สัญชาติไทย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สีลมกลายเป็นถนนเศรษฐกิจ รวมถึงพิสูจน์บทบาทของบางกอกในฐานะหัวเมืองใหญ่ในอาเซียน 

เมื่อยักษ์ใหญ่ขยับตัว ทุ่มทุนมหาศาลสร้าง Dusit Central Park แทนที่โรงแรมเดิม บ่งบอกวิสัยทัศน์ว่า กรุงเทพฯ จะแปลงโฉมเปลี่ยนรูปร่างไปอีกมาก และเป็นสัญญาณให้เรามองเห็นเค้าโครงทิศทางอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยในอนาคต

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) ผู้ดูแลการออกแบบโครงการ จะพาเราไปทำความรู้จักสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งย่านสีลม

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

The Most Prestigious Address 

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีพื้นที่ก่อสร้างรวมกันมากกว่า 400,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 4 อาคารหลัก ซึ่งทุกอาคารบิดมุมให้ไม่บังกัน หันไปทางสวนลุมพินี มองเห็นวิวสวนได้เต็มตาทุกตึก 

1. โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

อาคารสูง 39 ชั้น ซึ่งถอดแบบรายละเอียดมรดกทางศิลปะของไทยมาจากดุสิตธานีเดิม แต่ขยายขนาดให้สูงใหญ่กว่าเดิมมาก โดยเก็บรายละเอียดสะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ที่ผู้คนจดจำไว้ ตั้งแต่ยอดชฎาทอง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รวมถึงส่วนฐาน คือ ล็อบบี้ ห้องอาหาร และห้องนภาลัย บอลรูม และส่วนยอดเป็นรูฟท็อปบาร์ ดีไซน์ให้คงไว้ซึ่งคุณค่าในอดีตให้มากที่สุด โดยยอดเสาเดิมจะถูกติดตั้งไว้ภายใน แล้วนำยอดเสาใหม่ครอบลงไป

จากเดิมที่ห้องพักมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับโรงแรม 5 ดาวยุคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ดุสิตธานีลดจำนวนห้องพักจากเดิม 510 ห้อง เหลือเพียง 259 ห้อง แต่เพิ่มขนาดห้องให้กว้างขวาง เพดานสูงโปร่ง ที่สำคัญคือขยับตัวอาคารออกไปทิศทางใกล้สวนมากขึ้น เพื่อให้เลย์เอาต์ห้องพักของโรงแรมทั้งหมดมองเห็นวิวสวนลุมพินี 100 เปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดการเปิดโรงแรมคือปี 2024

2. ดุสิต เรสซิเดนเซส

อาคารสูง 69 ชั้น รวม 406 ยูนิต เป็นอาคารส่วนที่พักอาศัย ตั้งอยู่ในตำแหน่งของโรงแรมดุสิตธานีเดิม ออกแบบโดยเน้นความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูงสุด แบ่งส่วนพักอาศัยเป็น 2 แบรนด์ ได้แก่ ‘ดุสิต เรสซิเดนเซส’ ที่อยู่อาศัยสไตล์คลาสสิก หรูหรา มีความเป็นส่วนตัวสูง มีล็อบบี้ลิฟต์ส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากที่สุด 160 ยูนิต และ ‘ดุสิต พาร์คไซด์’ ดีไซน์ที่ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบไลฟ์สไตล์คนเมือง 246 ยูนิต ทุกยูนิตมองเห็นวิวสวนลุมพินีเช่นกัน อาคารนี้มีกำหนดเสร็จราวปี 2025 ระยะเวลาการเช่าที่อยู่อาศัยนี้รวม 58 ปี (ภายใต้ระยะเวลาการเช่า 2 ช่วง)

3. เซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศเซส 

อาคารสำนักงานความสูง 40 ชั้น เป็นออฟฟิศระดับพรีเมียม ออกแบบให้เชื่อมต่อกับการเดินทางสาธารณะทั้ง BTS และ MRT ได้สะดวกสบาย

4. เซ็นทรัล พาร์ค 

อาคารรีเทลหรือศูนย์การค้า Low-rise 8 ชั้น เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของโครงการเข้าด้วยกัน มีทั้งส่วนที่เป็นศูนย์การค้าชั้นใต้ดินและบนดิน สอดรับกับเส้นทางคมนาคมหัวถนนสีลมซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ BTS และ MRT เช่นกัน

ตัวอาคารสำนักงานและศูนย์การค้ามีกำหนดการเปิดราวปี 2024 

ความงามที่ยั่งยืน

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี
คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

“ผมจำได้เลย เมื่อ 26 ปีก่อน ตอนนั้นตึกโรงแรมดุสิตธานีเริ่มเก่าแล้วนะ มีลูกค้ามาหาผม บอกว่าช่วยออกแบบตึกให้หน่อย โดยยกตัวอย่างโรงแรมดุสิตธานี เพราะมัน Iconic มาก เขาอยากได้แลนด์มาร์กแบบนี้ นี่คือตัวอย่างการออกแบบที่ Timeless เอาของไทย ๆ มาใช้ได้เก๋ เวลาผ่านไปนาน ๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าคนรักคนเสียดาย สถาปนิกเขาผสมผสานได้ดี ยุคนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต พินเทอเรสต์ ตึกก็ออกมาสวยงามตามธรรมชาติ” คุณสมเกียรติระลึกความหลัง

50 กว่าปีตั้งแต่แรกสร้าง จนถึงวันที่โรงแรมดุสิตธานีปิดตัวลง สถาปัตยกรรมนี้ยังคงขึ้นชื่อเรื่องความงามยั่งยืนเหนือกาลเวลา แล้วดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โฉมใหม่ในที่ดินเดิมจะมีความงามแบบไหน

“Timeless เป็นประเด็นที่แวดวงสถาปัตย์พูดกันเยอะมาก บางตึกยังสร้างไม่ทันเสร็จอาจจะเชยแล้ว เพราะมันตามแฟชั่นจนเกินไป ดังนั้นเราต้องคิดถึง Essence ของมันจริง ๆ และบุคลิกของโครงการมากกว่าคล้อยตามกระแสหลัก ซึ่งมันยากที่จะเจาะจงว่าความสวยแบบ Timeless คืออะไรจากวันแรกที่เริ่ม

“เรามี Design Meeting กันเป็นร้อยครั้ง หลัก ๆ คือดูแลส่วนโรงแรมและที่พักอาศัย ส่วนรีเทลก็ได้คุยกับเขาว่าตัวห้างควรจะมีความคลาสสิก ไม่ควรที่จะต้อง re-façade ทุก ๆ 7-8 ปี อย่างห้าง Peter Jones & Partners ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นตึกแถบขาวที่สร้างหลังสงครามโลก พอรีโนเวตใหม่ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะโครงมันดีอยู่แล้ว” 

“ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้หลายอย่างมากเลย มันสร้างฟอร์มแปลกประหลาดได้เต็มไปหมด ในการออกแบบโรงแรม เราก็ช่วยกันดูทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ไม่ได้กำหนดว่าห้ามแฟชั่น แต่ตกลงกันว่าเรามองหาสิ่งที่ไม่ได้สวยปรู๊ดปร๊าด ผมว่ามันเป็นเรื่องในใจทุกคนอยู่แล้วว่ามันต้องมีความคลาสสิกอยู่

“ที่สำคัญคือเก่าแล้วต้องดูดี พูดถึงในแง่วัสดุด้วยนะ ผมว่าบางทีไม่ต้อง Shiny เนี้ยบกริบตลอดไป เหมือนรองเท้าหนัง มีรอยนิดหน่อยไม่เป็นไร กล้องถ่ายภาพที่มีริ้วรอย แปลว่าผ่านชีวิตมามาก โต๊ะไม้ที่มีร่องรอยการใช้ รอยขูด ก็มีเสน่ห์สวย” 

กว่าจะเป็นดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

กว่าโปรเจกต์ระดับหมื่นล้านจะเผยโฉม คุณสมเกียรติเล่าว่า ทีมสถาปนิกทดลองศึกษาแบบต่าง ๆ หลายลีลามาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนเลือกให้แต่ละอาคารแยกออกจากกัน โดยมีโจทย์หลักว่าต้องเก็บจิตวิญญาณแบบโรงแรมดุสิตธานีไว้ ตัวโรงแรมซึ่งจะเสร็จก่อนเป็นอาคารแรก จึงหน้าตาบุคลิกคล้ายกับตึกออริจินัลที่เป็นแลนด์มาร์กเดิม แต่สเกลผิดกันมาก ยอดเสาแหลมขนาดราว 11 เมตร จะถูกครอบโดยยอดเสาความสูงราว 30 – 40 เมตร

“โรงแรมเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ อย่างของเดิมห้องปกติค่อนข้างเล็ก เพดานก็เตี้ย เนื่องจากสมัยก่อนโรงแรมยังไม่แฟนซี แต่ตอนนี้ที่นี่จะเป็น Flagship ที่แข่งขันกับโรงแรม 5 – 6 ดาวอื่น ๆ ทุกอย่างใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น มีความพิเศษมากขึ้น และตรงเทียร่า ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกชั้นบนสุดของโรงแรมดุสิตธานีตั้งแต่ผมยังหนุ่ม ๆ ก็ทำฟังก์ชันใหม่ มีรูฟท็อปบาร์ตามสมัยให้คนขึ้นไปได้ ส่วนตึกอื่น ๆ ออกแบบใหม่หมด” 

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ทีมงานเลือกออกแบบตัวตึกออฟฟิศหนาใหญ่ ตามโจทย์ว่าพื้นที่แต่ละชั้นต้องกว้างขวางสำหรับเป็นสำนักงานเช่าของเซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศเซส ขณะที่ดุสิต เรสซิเดนเซส ผอมบาง 3 อาคารสูงชะลูด ยืนปักหลักหันหน้าไปคนละทาง ตามข้อกำหนดว่าทุกอาคารต้องมองเห็นสวน ไม่บังกัน

สีลมสีเขียว

เทรนด์ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อคอนโดผุดขึ้นทุกสถานีรถไฟฟ้า การอยู่ในตึกสูงคล้าย ๆ กันหมดทำให้คนมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตในพื้นที่สีเขียวมากขึ้น 

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยแหละ วันก่อนในออฟฟิศก็คุยกันว่า มันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะที่เราออกแบบโดยสนใจแค่รูปร่างสวยงาม แพลน ฟังก์ชัน สเปซ ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้มีปัจจัยเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม จะทำอะไรก็ตาม ทุกคนต้องสนใจที่มาของวัสดุ ต้องคำนึงถึงการลด Waste และ Zero Emission มันถูกกดดันไปโดยธรรมชาติ การสร้างตึกขึ้นมาแล้วเห็นวิวสวนเฉย ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป 

“ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติเรามีที่แปลงหนึ่ง เคยมีต้นไม้รก ๆ แล้วเราไปสร้างตึกหนึ่งขึ้นมา เมืองเสียพื้นที่ซับน้ำไปเลย เราก็ต้องหาทางทดแทน เติมสีเขียวเข้าไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งบางตึกในสิงคโปร์เขาโม้ด้วยซ้ำว่า ที่ดินเขาแค่ 100 แต่เขาทำพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่ 30 ตามกฎหมาย พื้นที่สีเขียว 200 เพราะเขาทำทางตั้งด้วย เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง”

ด้วยข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การเลือกใช้วัสดุหรือทางเลือกพลังงานจำต้องปล่อยมลพิษน้อยที่สุด คำนึงถึงบริบทโดยรอบมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องคิดถึงภาวะน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ภายในโครงการต้องมีวิธีจัดการระบายน้ำได้เองโดยไม่เป็นภาระด้านนอก 

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

แต่ก่อนพื้นที่ในดุสิตธานีและตึกออฟฟิศข้าง ๆ ไม่ค่อยมีพื้นที่สีเขียว ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็เติม Roof Park สวนสาธารณะลอยฟ้าที่โอบล้อมด้วยกลุ่มอาคารสูงทั้งสามและอาคารศูนย์การค้า สวนธรรมชาติที่สร้างขึ้นนี้ มีขอบเขตพื้นที่รวม 7 ไร่ เริ่มตั้งแต่ระดับอาคารชั้น 4 ของอาคารศูนย์การค้า ไต่ระดับขึ้นไปสู่ชั้น 5 ชั้น 6 และชั้น 7 โดยดีไซน์ยังคงอัตลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นดุสิตธานีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งโดดเด่นในเรื่องพรรณไม้และน้ำตก

“Roof Park ขนาด 7 ไร่นี้ เกิดจากแนวคิดที่ต้องการเชื่อมต่อมุมมองสวนลุมพินีไล่ขึ้นไปแบบขั้นบันได เมื่อมองมาจากกลุ่มอาคาร จะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเนินเขา ขอบเขตธรรมชาติจะมองเห็นการเชื่อมต่อจาก Roof Park สู่สวนลุมพินีโดยไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา ในขณะที่หากมองจากสวนลุมพินี เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เสมือนเป็นเนินเขาขนาดเล็กอยู่ท่ามกลางตึกสูงใจกลางเมือง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เนื่องจากเราตั้งใจออกแบบพื้นที่นี้ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย วิ่ง ขี่จักรยาน หรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานอดิเรก แสดงงานศิลปะ ดนตรี ฯลฯ ตรงนี้เป็นการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการเกิดรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง” คุณสมเกียรติอธิบาย

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ไม่ใช่แค่ผู้พักอาศัยและแขกโรงแรม Roof Park เป็นสถานที่ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ มีทั้ง Amphitheatre พื้นที่สำหรับผู้คนได้มาพบปะ เล่นดนตรี หรือโชว์การแสดงขนาดเล็ก Jogging Track ลู่วิ่งความยาว 158 เมตร (หากรวมทั้ง Trail ยาว 753 เมตร) Urban Farm ฟาร์มปลูกผักใจกลางเมือง ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐาน Universal Design ซึ่งคำนึงถึงคนทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือผู้ใช้รถเข็น ให้ใช้งานพื้นที่ได้ตามความสะดวก

นิยามความหรูหรา

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

Ultra Luxury และ High-end เป็นคีย์เวิร์ดที่ปรากฏบ่อยครั้งในการอธิบายที่อยู่อาศัยระดับดุสิตธานี เราจึงขอให้คุณสมเกียรติช่วยขยายความเรื่องนี้ให้ชัดแจ้ง 

“เรื่องการออกแบบที่พักอาศัยระดับบน South East Asia อยู่ในระดับโลกนะจะบอกให้ อย่างลิฟต์ส่วนตัวที่ก้าวออกมาเจอโถงบ้านตัวเองเลย ไม่ปะปนกับใคร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ทำก่อน สมัยก่อนต่อให้คุณอยู่อะพาร์ตเมนต์หรูแถวเซ็นทรัล พาร์ค นิวยอร์ก คุณก็ยังต้องเจอเพื่อนบ้านก่อนเข้ายูนิตตัวเอง Private Pool ก็เหมือนกัน การออกแบบให้ข้างห้องนั่งเล่นมีสระน้ำทุกชั้นก็มีก่อนในภูมิภาคเรา” 

แล้วในฐานะผู้นำเรื่อง Luxury ตอนนี้ความหรูหราในปัจจุบันคืออะไร

“คำที่เราใช้กันบ่อย ๆ เลยก็คือ Luxury Experience การใช้งานได้สะดวกมาก ๆ ก็เป็นความหรูหราอย่างหนึ่ง อย่าง iPhone มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียบง่ายมาก แล้วเราก็ใช้จนลืมไปว่ามันสะดวก นี่ก็เป็นความหรูหรา ไม่ใช่แค่เป็นของมีแบรนด์ 

“เดินเข้าคอนโด มีคนเปิดประตูให้ก็หรูหรา มีคนกดลิฟต์ให้ นั่นไม่ใช่ความหรูหราเหรอ ก็ใช่ แต่ Luxury Experience คือตอนเช้าเปิดหน้าต่างนิดหนึ่งทั้ง 2 ด้านให้ลมสดชื่นโชยเข้ามาได้ ห้องน้ำมีแสงแดด แปรงฟันแล้วเห็นแสงแดดเช้า สิ่งเหล่านี้มันจะหาได้ยังไงจากหินอ่อนหรือสิ่งสวยงามในตึก มันเป็นเรื่องของประสบการณ์จริง ๆ บรรยากาศพวกนี้ Luxury ตั้งแต่ต้นจนจบ ตอบโจทย์ประสาทสัมผัสทั้งห้าตั้งแต่จอดรถ ไม่ใช่ปิดหมด มืดหมด

“เคยอ่านเจอคอมเมนต์ของอะพาร์ตเมนต์หรูในมิลาน เขาบอกว่า ฉันมีความสุขมากเลยที่เห็น 4 ฤดูในยูนิตฉันได้ด้วย ความหมายคือ เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ใบหญ้าตลอดจากห้องนั่งเล่นของเขาที่อยู่ชั้น 18 ซึ่งน่าสนใจมาก แบบนี้เป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คนยุคนี้”

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49
เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

“หลายคนสงสัยว่าในเมื่อเราเห็นสวนลุมพินีอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมต้องสร้างสวนใหญ่ในโครงการอีก เพราะเราไม่ได้แค่นั่งมองอยู่ในห้องแอร์ คุณต้องการได้กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้หลังฝนตก สัมผัสต้นไม้ได้แบบใกล้ชิด ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป”

โครงการอาคารหรูหราในย่านใกล้เคียงมีมากมาย โดยเฉพาะย่านวิทยุ-หลังสวน ที่ใกล้สวนลุมพินีเหมือนกัน แล้วอะไรคือจุดแข็งของ ดุสิต เรสซิเดนเซส

“พื้นที่หลังสวนก็หรูหราไม่แพ้กัน ใกล้สวนเหมือนกัน ความหรูก็สูสีสู้กันได้ จุดเด่นต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบของคน ถ้าชอบโครงการ Mixed-use ที่นี่ก็ตอบโจทย์ด้านความสะดวก ถ้าผมวิเคราะห์นะ จุดแข็งอันแรกที่เราแตกต่างคือ Privacy ส่วนรีเทลหรือออฟฟิศเข้าถึงง่าย แต่ส่วนที่พักต้องเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของที่พักก็พิถีพิถัน มีแสงธรรมชาติ ตัวตึกบางมากจนบางห้องได้แสงทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย เปิดหน้าต่างรับลมได้ หน้าต่างก็มองเห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่เหมือนคอนโดทั่วไปที่เป็นหน้าต่างด้านเดียว แต่นี่คือทำครัวแล้วมองออกไปข้างนอกได้ด้วย ตอนเสร็จแล้วของจริงน่าจะน่าอยู่มาก

“อันที่สองที่ผมว่าน่าสนใจคือ มันเป็นพื้นที่ที่มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ที่ดินอีกผืน บางคนอาจจะไม่สนใจก็ได้นะ แต่ว่าผมสนใจ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าคำว่า ดุสิตธานี กลายเป็นคำที่มีเสน่ห์ มีแรงดึงดูดด้าน Heritage เท่ดี ตอนพัฒนาโปรเจกต์เราก็พยายามทำทุกวิถีทางให้มี Element ทั้งโมเดิร์นทั้งไทยอยู่ด้วยกัน”

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ฟื้นชีวิตสีลม

“ออฟฟิศที่จะขึ้นตรงหัวถนนจะมีส่วนช่วย Revival ถนนสีลมด้วย แต่ก่อนสีลมเป็นย่านธุรกิจสำคัญ เมื่อเมืองขยายไปเพลินจิต ราชประสงค์ ตึกก็ค่อย ๆ อายุมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วสีลมก็ยังมีเสน่ห์ของมัน มีทางเท้า มีร้านรวง มีวิถีชีวิตผสมผสาน” 

ตัวแทน A49 บริษัทสถาปนิกที่ดูแลการก่อสร้างตึกใหม่ ๆ มากมายในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า

“ผมคิดว่าโครงการ Mixed-use ที่ดีควรใส่ใจเรื่องย่านและถนนหนทาง ไม่ใช่ว่า โอ้โห คุณกั้นรั้วหนา ๆ เก็บต้นไม้เขียวสวยอยู่ข้างในโครงการอย่างเดียว ไม่ปฏิสัมพันธ์กับถนนหรือทางเท้าเลย มันควรจะเป็นมิตรกับย่าน แล้วการมีอยู่ของโครงการก็อาจทำให้คนในย่านได้อานิสงส์ ถนนทั้งเส้นสดชื่นขึ้น ร้านดี ๆ ร้านเก๋ ๆ อาจจะอยากมาลงเพิ่ม เพราะว่าแถวนี้มีคนตลอดเวลาทั้งวันทำงานและวันหยุด 

“ในมุม Landscape กรุงเทพฯ ผมคิดว่าโครงการใหม่ ๆ จะต้องเป็นมิตรกับคนเดินเท้าเดินถนนมากขึ้น แทนที่จะทำรั้วกั้นทึบอย่างเดียว เราทำ Landscape กั้นได้ไหม หน้าตึกไม่ใช่ว่าปิดเป็น Shop Front ทั้งหมด อาจจะมีร้านกาแฟข้างนอก มีที่นั่งบ้าง ใส่ใจพื้นที่ข้างเคียง สนใจทำให้เมืองมีชีวิตชีวาขึ้น เรื่องของ Urban Life ตรง Street Level เนี่ย ผมว่าสำคัญ” 

 รองกรรมการผู้จัดการ A49 กล่าวตบท้ายถึงภาพรวมของสีลม ย่านธุรกิจที่กำลังจะคึกคักขึ้น ขณะก้าวสู่ยุคใหม่ไปพร้อม ๆ กันการเปลี่ยนแปลงของดุสิตธานี 

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

ภาพ : Dusit Central Park

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load