10 กรกฎาคม 2563
49 K

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราต่างได้ยินเรื่องราวของภาพถ่ายโบราณจากฟิล์มกระจกมากขึ้นเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นมาจาก ภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจําแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2560

ฟิล์มกระจกเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ในกล่องอย่างดีที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกคือ กล่องที่ 1 – 24 และ 50 – 52 จำนวน 1,000 ภาพ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7

เมื่อมีการเปิดกล่องใหม่ จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันจัดทำคำบรรยาย

ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561
และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

ปีนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 102 ภาพ มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

รายละเอียดแบบเต็มๆ The Cloud บันทึกไว้ในวิดีโอสารคดีเรื่องนี้แล้ว

ทีแรก ในวันเกิด The Cloud ท่านผู้หญิงสิริกิติยาจะพาผู้อ่านชมนิทรรศการแบบ Live แต่เนื่องจากท่านติดภารกิจด่วน จึงขอเปลี่ยนเป็นการหยิบยกภาพถ่ายที่น่าสนใจ 10 ชุดมาบอกเล่าถึงที่ไปที่มา ผ่านคอลัมน์นี้แทน

เรื่องราวเหนือกาลเวลาที่ท่านผู้หญิงใหม่จะพาเราย้อนอดีตกลับไปชม มีดังนี้

01

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พลับพลาที่เกาะสีชัง เมืองชลบุรี ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทหารลำเลียงสัมภาระในกระบวนเสด็จประพาสชายทะเลตะวันตก ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทัศนียภาพจากยอดเนินเหนือพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 1 : ปฐมบรรพ การเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นภาพการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และการเสด็จประพาสต้น คือการเสด็จพระราชดําเนินส่วนพระองค์ เพื่อได้ทรงใกล้ชิดและทรงทราบทุกข์สุขของประชาชน ทําให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์อย่างใกล้ชิด

ท่านผู้หญิงใหม่ตั้งใจจัดภาพชุดแรกต้อนรับผู้ชมเพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายๆ ไม่ได้เล่าเรื่องมากนัก แต่สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ภาพชุดแรกเป็นภาพเกาะสีชัง ซึ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของทะเล ถ้าจินตนาการเพิ่มอีกนิดก็อาจจะได้กลิ่นลมทะเล บางภาพมีความเบลอเล็กน้อยจนให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาด แล้วก็มีภาพของกลุ่มเจ้านายบนหาดทรายซึ่งเราไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก

02

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
กระบวนเรือเสด็จประพาสต้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หยุดพักที่หาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
เรือพระที่นั่งสุวรรณวิจิก เรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประพาสต้น ขณะจอดพักอยู่ริมหาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

ภาพถ่ายคู่นี้ให้ความรู้สึกสบาย จนเหมือนสัมผัสได้ว่าสายลมกำลังพัด เพอร์สเปกทีฟของภาพก็สวยมาก ดูแล้วเหมือนได้ทะลุสายตาเข้าไปในเรือ เป็นการนำสองภาพมาต่อกันที่ค่อนข้างลงตัว บรรยากาศของผู้คนในเรือก็ดูผ่อนคลาย เป็นการเดินทางบนแม่น้ำปิงในยุครัชกาลที่ 5 ซึ่งดูได้จากธงชาติบนเรือ เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง

03

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บันไดทางขึ้นสู่เฉลียงด้านหน้าตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาโถง 5 ยอด ที่สวนข้างอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447

ภาพชุดนี้เป็นการเสด็จประพาสบางปะอิน ในภาพคือส่วนหนึ่งของพระราชวังบางปะอินที่เป็นฝ่ายใน จัดเรียงภาพจากมุมไกลไปหาใกล้ ได้เห็นผู้หญิงที่นั่งบนบันได เห็นชีวิตประจำวันของคนที่ตามเสด็จฯ ดูแล้วอาจจะชวนให้จินตนาการต่อว่า คนเหล่านี้กำลังคิดอะไร คุยอะไรกัน พยายามเล่าถึงการเสด็จประพาสในอีกมุมซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและอบอุ่น

04

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) กำลังสนทนากับนางอิ่ม ภรรยานายพัน บริเวณใต้ต้นไม้ริมตลิ่ง หน้าบ้านนางอิ่ม มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขวาสุด) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช (ประทับนอนคว่ำ) และหลวงศักดิ์นายเวร (อ้น นรพัลลภ) แกล้งแสดงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพอยู่ห่างๆ เสร็จแล้วประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่บ้านพังม่วง เมืองนครสวรรค์นี้
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านหูกวาง เป็นสถานที่ตรงกับพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรื่อง เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร สั่งให้นายผลมหาดเล็กไปเชิญเสด็จเจ้าแม่ผู้เฒ่ามาขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ เรื่องทำสะพานข้ามบึงหูกวางไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงแสดงเป็นเจ้าฟ้าเพชร (กลาง) พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพศาสตรศุภกิจ เป็นเจ้าฟ้าพร และพระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) เป็นนายผลมหาดเล็ก (หน้า) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

สองภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ท่านก็มีช่วงเวลาผ่อนคลาย ด้วยการนำวรรณคดีต่างๆ มาเล่นเป็นละคร ให้ข้าราชบริพารมารับบทบาทต่างๆ เป็นภาพที่ได้เห็นความเป็นส่วนพระองค์ของท่าน

05 

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเมรุงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่สวนมิสกวัน ระหว่างถนนราชดำเนินนอกกับวัดเบญจมบพิตร ระหว่างวันที่ 19 – 22  มีนาคม พุทธศักราช 2452

นิทรรศการช่วงแรกเริ่มต้นด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย แล้วปิดท้ายด้วยอารมณ์เศร้า เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ และพระองค์ทรงรักพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ มาก ตอนเสด็จฯ ประพาสยุโรปก็ได้เสด็จฯ ไปด้วย หลังจากกลับมาไม่ถึงปีก็สิ้นพระชนม์ พระองค์จึงทรงเสียพระทัยจนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ 

งานนี้จึงนำภาพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ขณะที่เสด็จไปโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดองค์ประกอบภาพและแสงเงาสวยมาก มาวางคู่กับภาพพระเมรุของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ

06

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยชายในบริเวณโรงพยาบาลคนเสียจริต ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยสตรีในโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันคือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 2 : ทุติยบรรพ สยามอันสุขสงบในรอยต่อของกาลเวลา 

เป็นภาพวิถีชีวิตที่ธรรมดา เป็นกิจวัตรของผู้คนในกรุงเทพฯ ให้บรรยากาศของความสุขสงบ ความเรียบง่ายของผู้คนและบ้านเมือง เป็นพื้นที่เล็กๆ ซึ่งเปรียบได้กับช่วงพักครึ่งของการแสดง เราเลยขอข้ามมาที่ส่วนที่ 3 เลย

นิทรรศการส่วนที่ 3 : ตติยบรรพ ตะวันออกบรรจบตะวันตก 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

ภาพคู่นี้สวยและมีพลังมาก ทั้งในแง่ขององค์ประกอบภาพและอารมณ์ของคนในภาพ การถ่ายภาพฟิล์มกระจกในยุคนั้นใช้เวลาบันทึกภาพ 8 วินาที การกำกับผู้ป่วยเสียจริตให้จริตในตำแหน่งที่ลงตัวนิ่งๆ เป็นเวลา 8 วินาทีนั้นถือว่าไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

07

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านไม้ช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีกอาคารด้านหนึ่งสูงสองชั้น ส่วนที่เหลือสูงชั้นเดียว หลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่ว มุงกระเบื้องซีเมนต์ที่เรียกว่ากระเบื้องว่าว ฝาเรือนแบบสมัยเก่า คือแสดงโครงสร้างเสาและคร่าวผนังให้เห็นได้จากภายนอก

สามภาพนี้อยู่ในกล่องเดียวกัน ภาพฝรั่งสามคนในรถเก๋งถูกหยิบขึ้นมาก่อน ไม่มีใครทราบว่าทั้งสามคนนี้เป็นใคร หรือถ่ายที่ไหน จนหยิบภาพบ้านไม้ขึ้นมา ท่านผู้หญิงก็สังเกตเห็นว่า มุมเล็กๆ ในภาพคือฝรั่งสามคนและรถยนต์คันนั้น ถึงจะยังไม่ทราบว่าเป็นใครและที่ไหน แต่ก็ได้ความเชื่อมโยงของภาพเพิ่มขึ้น

08

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
สระว่ายน้ำที่ราชกรีฑาสโมสร ถนนสนามม้า (ถนนอังรีดูนังต์) เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2475

ท่านผู้หญิงสิริกิติยาชอบองค์ประกอบของภาพนี้มาก โดยเฉพาะการยืนของฝรั่งในภาพ ทำให้ภาพนี้มีความลงตัวในเชิงศิลปะสูงมาก ในขณะเดียวกันก็เป็นภาพประวัติศาสตร์ของสระว่ายน้ำที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันที่ราชกรีฑาสโมสร

09

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ภาพหมู่นักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและคณาจารย์ (จากซ้ายไปขวา) คือ ภราดาหลุยส์แชนแนล ภราดาออกุสต์ ภราดาอัลเบรอน ถ่ายที่หน้าตึกมาร์ติน เดอ ตูร์ส หรือตึกแดง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2464 ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
นักเรียนโรงเรียนบาลีไวยากรณ์ วัดเบญจมบพิตร พระภิกษุในภาพคือพระราชเวที (หรุ่ม พรหมโชติโก) พระราชาคณะรูปแรกของวัดเบญจมบพิตร ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
โรงเรียนสวนนอกตั้งอยู่ทางทิศเหนือนอกกำแพงพระราชวังดุสิต สำหรับเป็นที่ศึกษาของหม่อมเจ้าและบุตรข้าราชบริพาร ในสำนักพระอัครชายาเธอกรมขุนสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีกล่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยภาพหมู่รวมรุ่น ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ท่านผู้หญิงสนใจเรื่องราวในภาพ ทั้งเรื่องการเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีด้วยการเปิดโรงเรียน ภาพของนักเรียนซึ่งมีหน้าตาคล้ายลูกครึ่งอยู่หลายคน ในขณะที่โรงเรียนวัดแบบไทยก็มีพระมาสอน เป็นช่วงเวลาที่เห็นถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก

10

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
หุ่นจำลองศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมกรุงสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสฉลองพระนคร 150 ปี พุทธศักราช 2476 แล้วเสร็จและเปิดฉายภาพยนตร์เป็นครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง ระหว่างการก่อสร้าง ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2475 – 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง เปิดให้บริการแล้ว ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บริเวณโถงทางเข้าชั้นล่าง ศาลาเฉลิมกรุง มีป้ายโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง ทาร์ซาน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476

นิทรรศการส่วนที่ 4 : จตุตถบรรพ เร่งรุดไปข้างหน้า 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกที่ทําให้สยามประเทศขณะนั้นเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ซึ่งนําไปสู่การเติบโตทางการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ตัวแทนภาพชุดนี้ที่ท่านผู้หญิงใหม่เลือกมาคือภาพของศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ ในเวลานั้น ภาพชุดนี้เริ่มต้นด้วยภาพโมเดลของเฉลิมกรุง เมื่อก่อนเวลาที่จะสร้างตำหนักหรือพระราชวัง จะมีการทำแบบจำลองขึ้นมาให้พระมหากษัตริย์เลือก 

จากนั้นก็เป็นภาพช่วงก่อสร้าง ช่วงที่สร้างเสร็จแล้ว และภาพด้านในเมื่อเปิดให้บริการ เป็นประวัติศาสตร์ในยุคโมเดิร์น หรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ที่หลายคนก็ซึ่งมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นก็ยังมีชีวิตอยู่

นิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ กําหนดจัดพิธีเปิดนิทรรศการในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการเสวนาวิชาการ จํานวน 2 ครั้ง ณ สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในวันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เบื้องหลังการอ่านภาพฟิล์มกระจก และในวันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เล่าเรื่องการเก็บรักษาฟิล์มกระจกและภาพเก่า 

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th หรือ Facebook ของกรมศิลปากร และสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หรือโทรศัพท์ หมายเลข 0 2281 1599

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load