ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราต่างได้ยินเรื่องราวของภาพถ่ายโบราณจากฟิล์มกระจกมากขึ้นเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นมาจาก ภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจําแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2560

ฟิล์มกระจกเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ในกล่องอย่างดีที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกคือ กล่องที่ 1 – 24 และ 50 – 52 จำนวน 1,000 ภาพ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7

เมื่อมีการเปิดกล่องใหม่ จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันจัดทำคำบรรยาย

ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561
และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

ปีนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 102 ภาพ มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

รายละเอียดแบบเต็มๆ The Cloud บันทึกไว้ในวิดีโอสารคดีเรื่องนี้แล้ว

ทีแรก ในวันเกิด The Cloud ท่านผู้หญิงสิริกิติยาจะพาผู้อ่านชมนิทรรศการแบบ Live แต่เนื่องจากท่านติดภารกิจด่วน จึงขอเปลี่ยนเป็นการหยิบยกภาพถ่ายที่น่าสนใจ 10 ชุดมาบอกเล่าถึงที่ไปที่มา ผ่านคอลัมน์นี้แทน

เรื่องราวเหนือกาลเวลาที่ท่านผู้หญิงใหม่จะพาเราย้อนอดีตกลับไปชม มีดังนี้

01

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พลับพลาที่เกาะสีชัง เมืองชลบุรี ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทหารลำเลียงสัมภาระในกระบวนเสด็จประพาสชายทะเลตะวันตก ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทัศนียภาพจากยอดเนินเหนือพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 1 : ปฐมบรรพ การเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นภาพการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และการเสด็จประพาสต้น คือการเสด็จพระราชดําเนินส่วนพระองค์ เพื่อได้ทรงใกล้ชิดและทรงทราบทุกข์สุขของประชาชน ทําให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์อย่างใกล้ชิด

ท่านผู้หญิงใหม่ตั้งใจจัดภาพชุดแรกต้อนรับผู้ชมเพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายๆ ไม่ได้เล่าเรื่องมากนัก แต่สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ภาพชุดแรกเป็นภาพเกาะสีชัง ซึ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของทะเล ถ้าจินตนาการเพิ่มอีกนิดก็อาจจะได้กลิ่นลมทะเล บางภาพมีความเบลอเล็กน้อยจนให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาด แล้วก็มีภาพของกลุ่มเจ้านายบนหาดทรายซึ่งเราไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก

02

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
กระบวนเรือเสด็จประพาสต้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หยุดพักที่หาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
เรือพระที่นั่งสุวรรณวิจิก เรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประพาสต้น ขณะจอดพักอยู่ริมหาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

ภาพถ่ายคู่นี้ให้ความรู้สึกสบาย จนเหมือนสัมผัสได้ว่าสายลมกำลังพัด เพอร์สเปกทีฟของภาพก็สวยมาก ดูแล้วเหมือนได้ทะลุสายตาเข้าไปในเรือ เป็นการนำสองภาพมาต่อกันที่ค่อนข้างลงตัว บรรยากาศของผู้คนในเรือก็ดูผ่อนคลาย เป็นการเดินทางบนแม่น้ำปิงในยุครัชกาลที่ 5 ซึ่งดูได้จากธงชาติบนเรือ เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง

03

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บันไดทางขึ้นสู่เฉลียงด้านหน้าตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาโถง 5 ยอด ที่สวนข้างอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447

ภาพชุดนี้เป็นการเสด็จประพาสบางปะอิน ในภาพคือส่วนหนึ่งของพระราชวังบางปะอินที่เป็นฝ่ายใน จัดเรียงภาพจากมุมไกลไปหาใกล้ ได้เห็นผู้หญิงที่นั่งบนบันได เห็นชีวิตประจำวันของคนที่ตามเสด็จฯ ดูแล้วอาจจะชวนให้จินตนาการต่อว่า คนเหล่านี้กำลังคิดอะไร คุยอะไรกัน พยายามเล่าถึงการเสด็จประพาสในอีกมุมซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและอบอุ่น

04

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) กำลังสนทนากับนางอิ่ม ภรรยานายพัน บริเวณใต้ต้นไม้ริมตลิ่ง หน้าบ้านนางอิ่ม มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขวาสุด) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช (ประทับนอนคว่ำ) และหลวงศักดิ์นายเวร (อ้น นรพัลลภ) แกล้งแสดงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพอยู่ห่างๆ เสร็จแล้วประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่บ้านพังม่วง เมืองนครสวรรค์นี้
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านหูกวาง เป็นสถานที่ตรงกับพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรื่อง เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร สั่งให้นายผลมหาดเล็กไปเชิญเสด็จเจ้าแม่ผู้เฒ่ามาขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ เรื่องทำสะพานข้ามบึงหูกวางไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงแสดงเป็นเจ้าฟ้าเพชร (กลาง) พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพศาสตรศุภกิจ เป็นเจ้าฟ้าพร และพระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) เป็นนายผลมหาดเล็ก (หน้า) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

สองภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ท่านก็มีช่วงเวลาผ่อนคลาย ด้วยการนำวรรณคดีต่างๆ มาเล่นเป็นละคร ให้ข้าราชบริพารมารับบทบาทต่างๆ เป็นภาพที่ได้เห็นความเป็นส่วนพระองค์ของท่าน

05 

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเมรุงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่สวนมิสกวัน ระหว่างถนนราชดำเนินนอกกับวัดเบญจมบพิตร ระหว่างวันที่ 19 – 22  มีนาคม พุทธศักราช 2452

นิทรรศการช่วงแรกเริ่มต้นด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย แล้วปิดท้ายด้วยอารมณ์เศร้า เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ และพระองค์ทรงรักพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ มาก ตอนเสด็จฯ ประพาสยุโรปก็ได้เสด็จฯ ไปด้วย หลังจากกลับมาไม่ถึงปีก็สิ้นพระชนม์ พระองค์จึงทรงเสียพระทัยจนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ 

งานนี้จึงนำภาพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ขณะที่เสด็จไปโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดองค์ประกอบภาพและแสงเงาสวยมาก มาวางคู่กับภาพพระเมรุของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ

06

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยชายในบริเวณโรงพยาบาลคนเสียจริต ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยสตรีในโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันคือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 2 : ทุติยบรรพ สยามอันสุขสงบในรอยต่อของกาลเวลา 

เป็นภาพวิถีชีวิตที่ธรรมดา เป็นกิจวัตรของผู้คนในกรุงเทพฯ ให้บรรยากาศของความสุขสงบ ความเรียบง่ายของผู้คนและบ้านเมือง เป็นพื้นที่เล็กๆ ซึ่งเปรียบได้กับช่วงพักครึ่งของการแสดง เราเลยขอข้ามมาที่ส่วนที่ 3 เลย

นิทรรศการส่วนที่ 3 : ตติยบรรพ ตะวันออกบรรจบตะวันตก 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

ภาพคู่นี้สวยและมีพลังมาก ทั้งในแง่ขององค์ประกอบภาพและอารมณ์ของคนในภาพ การถ่ายภาพฟิล์มกระจกในยุคนั้นใช้เวลาบันทึกภาพ 8 วินาที การกำกับผู้ป่วยเสียจริตให้จริตในตำแหน่งที่ลงตัวนิ่งๆ เป็นเวลา 8 วินาทีนั้นถือว่าไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

07

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านไม้ช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีกอาคารด้านหนึ่งสูงสองชั้น ส่วนที่เหลือสูงชั้นเดียว หลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่ว มุงกระเบื้องซีเมนต์ที่เรียกว่ากระเบื้องว่าว ฝาเรือนแบบสมัยเก่า คือแสดงโครงสร้างเสาและคร่าวผนังให้เห็นได้จากภายนอก

สามภาพนี้อยู่ในกล่องเดียวกัน ภาพฝรั่งสามคนในรถเก๋งถูกหยิบขึ้นมาก่อน ไม่มีใครทราบว่าทั้งสามคนนี้เป็นใคร หรือถ่ายที่ไหน จนหยิบภาพบ้านไม้ขึ้นมา ท่านผู้หญิงก็สังเกตเห็นว่า มุมเล็กๆ ในภาพคือฝรั่งสามคนและรถยนต์คันนั้น ถึงจะยังไม่ทราบว่าเป็นใครและที่ไหน แต่ก็ได้ความเชื่อมโยงของภาพเพิ่มขึ้น

08

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
สระว่ายน้ำที่ราชกรีฑาสโมสร ถนนสนามม้า (ถนนอังรีดูนังต์) เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2475

ท่านผู้หญิงสิริกิติยาชอบองค์ประกอบของภาพนี้มาก โดยเฉพาะการยืนของฝรั่งในภาพ ทำให้ภาพนี้มีความลงตัวในเชิงศิลปะสูงมาก ในขณะเดียวกันก็เป็นภาพประวัติศาสตร์ของสระว่ายน้ำที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันที่ราชกรีฑาสโมสร

09

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ภาพหมู่นักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและคณาจารย์ (จากซ้ายไปขวา) คือ ภราดาหลุยส์แชนแนล ภราดาออกุสต์ ภราดาอัลเบรอน ถ่ายที่หน้าตึกมาร์ติน เดอ ตูร์ส หรือตึกแดง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2464 ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
นักเรียนโรงเรียนบาลีไวยากรณ์ วัดเบญจมบพิตร พระภิกษุในภาพคือพระราชเวที (หรุ่ม พรหมโชติโก) พระราชาคณะรูปแรกของวัดเบญจมบพิตร ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
โรงเรียนสวนนอกตั้งอยู่ทางทิศเหนือนอกกำแพงพระราชวังดุสิต สำหรับเป็นที่ศึกษาของหม่อมเจ้าและบุตรข้าราชบริพาร ในสำนักพระอัครชายาเธอกรมขุนสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีกล่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยภาพหมู่รวมรุ่น ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ท่านผู้หญิงสนใจเรื่องราวในภาพ ทั้งเรื่องการเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีด้วยการเปิดโรงเรียน ภาพของนักเรียนซึ่งมีหน้าตาคล้ายลูกครึ่งอยู่หลายคน ในขณะที่โรงเรียนวัดแบบไทยก็มีพระมาสอน เป็นช่วงเวลาที่เห็นถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก

10

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
หุ่นจำลองศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมกรุงสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสฉลองพระนคร 150 ปี พุทธศักราช 2476 แล้วเสร็จและเปิดฉายภาพยนตร์เป็นครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง ระหว่างการก่อสร้าง ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2475 – 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง เปิดให้บริการแล้ว ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บริเวณโถงทางเข้าชั้นล่าง ศาลาเฉลิมกรุง มีป้ายโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง ทาร์ซาน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476

นิทรรศการส่วนที่ 4 : จตุตถบรรพ เร่งรุดไปข้างหน้า 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกที่ทําให้สยามประเทศขณะนั้นเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ซึ่งนําไปสู่การเติบโตทางการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ตัวแทนภาพชุดนี้ที่ท่านผู้หญิงใหม่เลือกมาคือภาพของศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ ในเวลานั้น ภาพชุดนี้เริ่มต้นด้วยภาพโมเดลของเฉลิมกรุง เมื่อก่อนเวลาที่จะสร้างตำหนักหรือพระราชวัง จะมีการทำแบบจำลองขึ้นมาให้พระมหากษัตริย์เลือก 

จากนั้นก็เป็นภาพช่วงก่อสร้าง ช่วงที่สร้างเสร็จแล้ว และภาพด้านในเมื่อเปิดให้บริการ เป็นประวัติศาสตร์ในยุคโมเดิร์น หรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ที่หลายคนก็ซึ่งมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นก็ยังมีชีวิตอยู่

นิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ กําหนดจัดพิธีเปิดนิทรรศการในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการเสวนาวิชาการ จํานวน 2 ครั้ง ณ สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในวันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เบื้องหลังการอ่านภาพฟิล์มกระจก และในวันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เล่าเรื่องการเก็บรักษาฟิล์มกระจกและภาพเก่า 

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th หรือ Facebook ของกรมศิลปากร และสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หรือโทรศัพท์ หมายเลข 0 2281 1599

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load