เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วมีงานเปิดนิทรรศการหนึ่งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ตรงถนนเจ้าฟ้า) คืองาน ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ เราสนใจอยากไปชมนิทรรศการนี้ เมื่อได้ไปเดินในนิทรรศการจริงๆ แล้วก็พบว่ามันเป็นนิทรรศการที่ดีมากๆ ทำให้เราตื่นเต้นกับทุกรูปที่เห็นตั้งแต่ต้นไปจนจบ เลยอยากจะบอกต่อและชวนให้ทุกคนได้ไปเห็นเช่นเดียวกัน

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

เทคโนโลยีการถ่ายภาพในช่วงเริ่มต้น เป็นการถ่ายภาพที่ยากจะเก็บรายละเอียดให้ชัดเจน ด้วยข้อจำกัดด้านฟิล์มที่ไม่ไวแสงมากพอ ทำให้ต้องใช้เวลาในการบันทึกภาพนานมาก ไปจนถึงกรรมวิธีการล้างภาพที่วุ่นวายและยุ่งยากมากไม่แพ้กัน

ความสำเร็จในการพยายามถ่ายภาพของมนุษย์เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) เมื่อนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ชื่อ Frederick Scott Archer ได้พัฒนาฟิล์มกระจกขึ้นมา ทำให้การถ่ายภาพสะดวกขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา วิธีการคือใช้สารเคมีหลายตัวมาเคลือบไว้บนแผ่นกระจกแล้วนำไปใส่ในกล้องถ่ายรูป โดยที่ตัวกระจกนั้นยังคงเปียกน้ำยาอยู่ (บางครั้งเราก็เรียกเทคนิคฟิล์มกระจกแบบนี้ว่า wet plate หรือ wet collodion ตามชื่อสารเคมีที่ยังคงเปียกอยู่บนแผ่นกระจกตอนที่เอาไปใช้ถ่ายรูปนั่นเอง) เมื่อถ่ายเสร็จก็นำกระจกออกมาล้างในน้ำยาล้างรูปเพื่อให้เกิดเป็นภาพขึ้นมา

การประดิษฐ์นี้เปลี่ยนโลก เพราะทำให้ต้นทุนการถ่ายภาพถูกลง และเกิดขึ้นได้จริงนอกห้องทดลอง ด้วยความไวแสงของฟิล์มที่มากขึ้นจนใช้เวลาในการบันทึกแต่ละรูปเป็นหน่วยวินาที ไม่ใช่เป็นนาทีอย่างยุคก่อนหน้า ก่อนที่จะถูกพัฒนาต่อมาเป็นฟิล์มกระจกแบบแห้งที่สามารถพกพาไปใช้งานได้ในภายหลัง จนเมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้นและมนุษย์สามารถผลิตแผ่นพลาสติกเซลลูลอยด์ขึ้นมาได้ ก็เลยเกิดฟิล์มถ่ายรูปที่คล้ายกับที่เราใช้กันมาขึ้นในปี พ.ศ. 2440 ทำให้กล้องและฟิล์มนั้นมีขนาดเล็กลง พกพาง่ายขึ้น

การถ่ายรูปจึงเป็นเรื่องสะดวกและง่ายดายขึ้นจากแต่ก่อนมาก (ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมาจนกลายมาเป็นกล้องดิจิตอลอย่างในทุกวันนี้) และทำให้การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกระจกค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา

ส่วนการถ่ายภาพในประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยการเผยแพร่วิธีการถ่ายภาพจากคณะมิชชันนารี โดยพระสังฆราช ฌ็อง บัปติสต์ ปาลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) และบาทหลวง ลาร์นอดี (L’Abbé Larnaudie) ได้ถ่ายทอดวิชาการถ่ายภาพให้แก่ พระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) และพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ซึ่งเป็นช่างภาพรุ่นแรกของไทย

หลังจากนั้น การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกระจกจึงเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เนื่องจากสิ่งของล้ำสมัยที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีจากยุโรป ทำให้การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกระจกยุคแรกแพร่หลายอยู่แค่เฉพาะในหมู่เจ้านายเท่านั้น จนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชนิยมในการถ่ายภาพทำให้หมู่เจ้านายและขุนนางนิยมการถ่ายภาพมากขึ้น แต่ก็ยังคงไม่ได้แพร่หลายออกไปสู่ประชาชนมากนัก หลายๆ รูปในนิทรรศการนี้จึงเป็นรูปที่คนส่วนมาก (อย่างเรา) ไม่เคยเห็นมาก่อน และบางรูปนั้นก็ชวนให้ตกใจว่ามีการบันทึกภาพอยู่ด้วยเหรอ

รูปในนิทรรศการส่วนใหญ่รวบรวมจากภาพในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 เป็นการบันทึกภาพบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ความเจริญ หรือการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในหลายๆ แง่ ผ่านมุมมองของผู้ถ่ายภาพ อันได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์ ขุนนาง และช่างภาพ ถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ล้ำค่า จนที่ประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559 

นิทรรศการนั้นจัดแสดงรูปจำนวน 150 รูปจากที่มีอยู่ทั้งหมดกว่าสามหมื่นรูป เราจึงขอนำบางรูปจากในนิทรรศการนี้มานำเสนอให้รับชมกันเบื้องต้น และถ้ารูปด้านล่างนี้น่าสนใจก็ขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ไปเดินชมรูปภาพจริงจากในนิทรรศการกันเถอะ เพราะมันดีและสวยงาม คุ้มค่าที่จะไปดูด้วยตาเราจริงๆ นะ

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถือกล้องถ่ายรูปประทับนั่งร่วมกับพระราชโอรส
และพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระราชวังบางปะอิน
(จากซ้ายไปขวา)
1 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย
2 หม่อมเจ้าไศลทอง ทองใหญ่ (ประทับนั่งพื้น)
3 พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช
4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
5 พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)
6 หม่อมเจ้าทองต่อ ทองแถม (ประทับนั่งพื้น)
7 พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก)

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในทรงเล่นกล้องถ่ายภาพ ราวพุทธศักราช 2440
1 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี
2 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา
3 เจ้าจอมเอื้อน
4 เจ้าจอมเอิบ
5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรารามาธิบดินทร ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็น
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล
(กลาง) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา
(ขวา) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะดำรงตำแหน่งเป็น
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
ทรงฉายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

ช่างภาพเตรียมการถ่ายภาพคณะนักเรียนฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน และลูกเสือที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ถวายชัยมงคลในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2454

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

ประชาชนรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรป เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2450 ณ บริเวณปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2
ที่พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ นอกนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2440
ในคราวเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 1

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

ท่าเรือและคลังสินค้าบริษัท อีสต์ เอเชียติก

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

อาคารหอพระสมุดในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายหนังสือจากหอพระสมุดในพระองค์
ไปที่หอสมุดสำหรับพระนคร และตั้งเป็นหอสมุดวชิราวุธ

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาเธอ
และเจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอี่ยม เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมอาบ เจ้าจอมเอื้อน
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในห้องเครื่อง พระราชวังดุสิต

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

โต๊ะโทรเลขระหว่างประเทศ (เริ่มมีเมื่อพุทธศักราช 2426)

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

สะพานผ่านพิภพลีลา เป็นสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิม
เชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินในกับถนนราชดำเนินกลาง
เดิมมีสะพานเก่าเป็นสะพานโค้ง มีโครงเหล็ก ในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานขึ้นใหม่ให้มีลักษณะกว้างใหญ่และงดงาม
พระราชทานนามว่า ‘สะพานผ่านพิภพลีลา’
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449
อาคารข้างต้นไม้ใหญ่คือ คุกลหุโทษ

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พิธีเปิดการเดินรถรางในพระนคร สมัยรัชกาลที่ 5

 

นิทรรศการฟิล์มกระจก ภาพถ่ายสยามตั้งแต่สมัย ร.4 ที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นไร่บางแขม เมื่อ พ.ศ. 2449

 

ภาพ  สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และจากนิทรรศการเฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก
นิทรรศการเฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก
26 พฤษภาคม –  28 กรกฎาคม 2561

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
เลขที่ 4 ถนนเจ้าฟ้า แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์: 02-281-2224
[email protected]
วันและเวลาทำการ
วันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 19.00 น.
(ขยายเวลาปิดเฉพาะในช่วงที่มีนิทรรศการเฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก
เวลาทำการปกติคือ 09.00 – 16.00 น.)
หยุดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดราชการ

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

Extreme Job (2019)

Directed and Written : Lee Byeong-heon

Starring : Ryu Seung-ryong, Lee Hanee, Jin Seon-kyu, Lee Dong-hwi, Gong Myung

Country : South Korea 

Genres : Korean, Action & Adventure, Asian Action Movie, Comedies
Duration : 111 Mins

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

Extreme Job (극 한 직 업 ) คือภาพยนตร์แอคชัน-คอเมดี้สัญชาติเกาหลีใต้ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์แดนโสมขาว ยอดขายตั๋วทะลุ 10 ล้านใบภายใน 15 วัน กวาดรายได้รวมทั้งหมดกว่า 120 ล้านเหรียญฯ ทั้งที่ใช้ทุนสร้างเพียง 5.8 ล้านเหรียญฯ

เนื้อหาของภาพยนตร์ฉายภาพบ้านเมืองในยุคทองของยาเสพติด สิ่งต้องห้ามอันเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย แต่กลับหาซื้อได้ง่ายราวกับของใช้ประจำวัน ร้อนถึงเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ต้องออกปราบปรามและตามล่า เพื่อกวาดล้างขบวนการบ่อนทำลายสังคมให้สิ้นซาก… 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หยุดความคิดว่านี่คือพล็อตภาพยนตร์แอคชันเชย ๆ ที่คอหนังคุ้นเคยไปก่อน เพราะ Extreme Job ชวนคุณผู้ดูเปิดมุมมองใหม่ไปกับเรื่องราวของแก๊งสายสืบ 5 ท่านที่รับ 2 จ๊อบ ทั้งลากคอแก๊งค้ายาเบอร์ต้นของวงการเข้าตะราง แถมยังทุ่มหมดหน้าตักให้กับกิจการซูวอนไก่ทอด ส่วนหนึ่งเพราะโลเคชันร้านอยู่ใกล้แหล่งกบดานของเป้าหมาย และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ กิจการของพวกเขาดันขายดิบขายดี ชนิดว่าถ้าอาจารย์แบคจงวอน (เชฟ-นักชิมชื่อดัง) มาเยือนก็ยังต้องต่อคิว!

 เกียรติตำรวจเกาหลี เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง

ภาพยนตร์ Extreme Job ออกฉายครั้งแรกช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ผลงานจอเงินเรื่องนี้เรียกความสนใจจากคอหนังบ้านเขาได้ตั้งแต่เผยรายชื่อนักแสดง ทั้ง รยูซึงรยง เสนาบดีตัวแสบในซีรีส์ Kingdom จินซอนคยู หรือ ไทเกอร์ พัค จากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Space Sweepers ฮันนี่ ลี สาวงามผู้ครองตำแหน่งรองอันดับ 3 Miss Universe 2007 ปัจจุบันเป็นนักแสดงหญิงมากฝีมือการันตีความเล่นใหญ่ในทุกบทบาท อีดงฮวี หรือ ดงรยง จาก Reply 1988 พ่วงด้วยตำแหน่งแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ เสริมทัพด้วย กงมยอง น้องเล็กที่ผลงานการแสดงน่าจับตา และสถานะปัจจุบันคือเตรียมตัวเข้ากรมรับใช้ชาติ 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หากคุณยังเป็นน้องใหม่ในวงการบันเทิงเกาหลีและสงสัยใคร่รู้ว่า รายชื่อคนบันเทิงข้างต้นมีผลอย่างไรต่อความเปรี้ยงปร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ เราขออธิบายแบบรวบรัดให้ฟังว่า เหล่านี้คือรายชื่อของตัวท็อป ตัวพ่อ ตัวแม่ และเป็นแม่เหล็กชั้นดีการันตีความสามารถ ประกอบกับผลงานการกำกับและเขียนบทโดย อีบยองฮอน ผู้กำกับหนุ่มที่ยืนหนึ่งเรื่องงานคอเมดี้ เมื่อเผยพล็อตว่าจะจับสายสืบที่คุณ ๆ คุ้นเคยในบทคูล ๆ ไปสวมผ้ากันเปื้อนทอดไก่แล้วไซร้ คอหนังทั้งหลายก็เลยให้ความสนใจว่าจะเล่าออกมายังไง 

ขึ้นชื่อว่าสาธารณรัฐเกาหลี ดินแดนที่รัฐบาลทุ่มเทจริงจังเรื่องการสร้างบ้านเมืองปลอดภัย เมื่อยาเสพติดระบาดหนักทั่วเมือง เหล่าตำรวจ อัยการ และสายสืบ จึงต้องตั้งทีมออกปราบปราม Extreme Job ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ฉายภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ความพิเศษใส่ไข่กว่าเรื่องอื่นอยู่ตรงที่การวางคาแรกเตอร์ให้นักแสดงนำทั้ง 5 เป็น Loser ระดับต่ำสุดของวงการ ซึ่งความเศร้าในเส้นทางอาชีพนี้เองที่ส่งให้เกิดปฏิบัติการทอด ๆ ซุ่ม ๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติ ไปพร้อมกับร่วมลุ้นว่าพวกเขาจะละทิ้งอุดมการณ์ เบนสายไปหาลู่ทางรอดตายในโลกทุนนิยมหรือไม่

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

แม้ต้องทนยกมือขวามาวันทยาหัตถ์รุ่นน้องอยู่หลายหน เนื่องด้วยไม่มีผลงานปัง ๆ ให้ได้เลื่อนขั้นอย่างใครเขา แต่สมาชิกทีมสืบสวนทั้งห้าก็ยังเลือกกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ มุ่งมั่นทำหน้าที่เต็มกำลัง เราจึงได้รับชมฉากตามล่าคนร้ายที่มาในรูปแบบงบมีน้อย เลยต้องใช้สอยอย่างประหยัด ทั้งคิดการใหญ่อย่างบุกทลายบ่อน แต่เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่ากระจก จึงยอมห้อยต่องแต่งรอโจรเปิดบ้านแทนที่จะถีบหน้าต่าง ยืม (แต่ไม่คืน) รถป๊อปส่งของเพื่อไล่ตามคนร้าย ไปจนถึงปล่อยให้คุณป้าที่สัญจรผ่านมาวิ่งสู้ฟัด

จนจับโจรได้ ในขณะที่แก๊งตำรวจล้มคว่ำกองรวมกันอยู่อีกมุมถนน

และแล้วฟ้าก็มีตา ประทานเหยื่อรายใหม่มาให้ทีมสายสืบที่ทั้งกรมมองว่ากากเสียไม่มี

เหยื่อที่ว่าคือ อีมูแบ พ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ทางการหมายหัว นอกจากผลิตและจำหน่ายผงขาวแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย เขายังลึกลับหาตัวจับยาก แม้รู้ว่าโอกาสทำสำเร็จมีน้อยนิดไม่ต่างกับให้เกาหลีเหนือและใต้รวมชาติ แต่เพื่อกู้คืนศักดิ์ศรี สายสืบฝีมือดีทั้งห้าจึงวางแผนและออกปฏิบัติการอีกครั้ง

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

เมื่อสืบทราบว่าชัยภูมิที่ดีในการสอดส่องคนร้ายคือร้านซูวอนไก่ทอด พวกเขาจึงไม่รอช้าแวะเวียนไปเป็นลูกค้าประจำ เพราะวัตถุประสงค์หลักในการมาร้านคือจับตาคนร้าย จึงไม่ทันได้สังเกตว่าร้านนี้เงียบเชียบใกล้ร้าง และใช่ เจ้าของร้านผู้ทอดไก่ไม่อร่อยเฉลยว่ากำลังประกาศเซ้งกิจการ!

โลเคชันเหมาะเหม็งแห่งการซุ่มดูกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ปิดฉันใด ฝันหวานแห่งการจับกุมคนร้ายของเหล่าคนกากก็ค่อย ๆ หายไปฉันนั้น แต่ช้าก่อน! หัวหน้าทีมโกผู้ใกล้เกษียณและหวังให้ภรรยาได้เป็นคุณนายสักครั้ง ขอถอนเงินบำนาญมาวางเป็นเดิมพัน เซ้งกิจการร้านไก่ทอดเสียเอง 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

ถึงจะอยู่ใกล้เพียงฝั่งถนนกั้น แต่ก็ยังหาโอกาสประชิดตัวแหล่งกบดานของพวกมันไม่ได้ ทีมสายสืบจึงปิ๊งไอเดีย ใช้ Junk Food ที่ครองใจมหาชนแดนโสมขาวอย่างไก่ทอดมาเป็นเหยื่อล่อ สร้างแต้มต่อให้รสชาติอร่อยเหาะด้วยซอสสูตรประจำตระกูลของสายสืบหนึ่งนาย (รับประกันว่าเกินคาดคนดูไปมาก) และความอร่อยนี้เองก็ทำให้พวกเขาเข้าใกล้คนร้าย ไปพร้อมกับมีโอกาสครอบครองรายได้ที่งอกเงยจนน่าพอใจ และตลกร้ายตรงที่พวกเขาไม่เคยได้จำนวนเงินนี้มาก่อนในชีวิตข้าราชการ 

เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจเกาหลี!

เพราะอำนาจเงินช่างหอมหวาน ยิ่งเป็นเงินจากงานอันบริสุทธิ์ด้วยแล้ว สายสืบไส้แห้งที่เป็นตำรวจดี ๆ แต่ไม่รุ่งสักทีจึงไขว้เขว ว่าจะมาดมั่นจับคนร้ายต่อไปด้วยความหวังน้อยนิดดังแสงที่ปลายอุโมงค์ เพื่อสุดท้ายจะได้กล่าวสิทธิ์มิแรนดาและยัดแก๊งค้ายาเข้าตะราง หรือควรวางปืน เก็บบัตรข้าราชการ มาสวมผ้ากันเปื้อน เปิดเตา เทน้ำมัน ทำกิจการร้านไก่ทอดแบบเต็มเวลา พร้อมกล่าวทักทายลูกค้าเนืองแน่นผ่านสโลแกนร้านค้าว่า “ไม่มีไก่ที่ไหนอร่อยไปกว่านี้ ที่นี่คือซูวอนไก่ทอด รับเป็นไก่ทอดหรือไก่ปรุงรสดีครับ” ซึ่งแน่นอนว่าอย่างหลัง คือหนทางที่ง่ายและปลอดภัยกว่าในโลกทุนนิยมแห่งนี้ 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และทางเลือกสำคัญของพวกเขา จะนำไปสู่การเฉลยสถานะแท้จริงว่าทีมคนกากแห่งกรมตำรวจชุดนี้เป็นใคร มาจากไหน รวมตัวกันได้อย่างไร อีกทั้งยังไขข้อข้องใจ ว่าพวกเขาเป็นเพียงข้าราชการด้อยประสิทธิภาพอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจจริงหรือ

คำแนะนำสำคัญมากก่อนจะเริ่มดูภาพยนตร์ Extreme Job คือควรรับชมในพื้นที่รโหฐานหรือลับตา และยิ่งเก็บเสียงสนทนาได้จะเพอร์เฟกต์ เหตุผลเพราะความเกรียน รั่ว และจังหวะตลกที่ปล่อยมาแบบไม่ให้พัก อาจทำให้คนตกใจที่เห็นภาพคุณหัวเราะคิกคักเกินเบอร์

เหนือสิ่งอื่นใด เราว่าจุดที่ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ครองแชมป์ยอดขายตั๋วสูงสุด มิใช่เพียงความแหวกขนบตั้งแต่พล็อตเรื่อง หรือมุกตลกหน้าตายโดยทีมนักแสดง แต่จุดสำคัญน่าจะอยู่ที่การหยิบสองสิ่งซึ่งดูห่างเหิน แต่กลับมีลักษณะร่วมกันอย่าง ‘ไก่ทอด’ กับ ‘ยาเสพติด’ มาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นใหญ่ 

ลักษณะร่วมที่ว่า ข้อแรกคือ ทั้งสองเป็นวัตถุมหัศจรรย์ที่มีสารทำให้ผู้เสพหรือทานมีอาการเคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลิน และหักห้ามใจไม่ให้นำเข้าสู่ร่างกายได้ยาก ข้อสองคือ เป็นวัตถุที่หาซื้อง่าย ไม่ว่าคุณจะเป็นไม่ว่าจะครู นักเรียน คนทำงาน ข้าราชการ นักบวช หรือแม้แต่พระสงฆ์ ก็ครอบครองเป็นเจ้าของทั้งสองสิ่งนี้ได้ (ในภาพยนตร์เขาบอกมาแบบนี้) 

ส่วนความต่าง คือสิ่งหนึ่งเป็นเพียงของว่างธรรมดา แต่มีคุณค่าประหนึ่ง Soft Power ที่รัฐบาลบ้านเขาต้องการแผ่ขยายให้ดังไกลไปทั่วโลก ส่วนอีกสิ่ง คือของผิดกฎหมายที่ไม่ว่าจะบ้านเมืองไหน ๆ ก็คล้ายจะแทรกซึมและลอยนวลอยู่ได้อย่างไม่มีทีท่าจะหมดไป 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และภาพยนตร์ Extreme Job ก็พยายามฉายภาพให้เห็นว่า โชคดีเหลือเกินที่ในสังคมซึ่งสีขาวกับดำสลับสับสน บ้านเมืองเขายังมีข้าราชการที่มุ่งมั่นปราบปรามและไม่ยอมแพ้ แม้จะยังลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายแล้ว ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เผลอหลงระเริงไปกับอำนาจเงินตรา จะวกกลับมาทำหน้าที่ของตนหรือไม่ แต่อย่างน้อยความตั้งใจจริง เจ็บจริง และจับจริง ของพวกเขาก็เต็มที่ไม่แพ้ชาติใด ก้าวขึ้นเวทีรับเหรียญกล้าหาญได้แบบไม่มีข้อกังขา!

และที่สำคัญไก่ทอดกรอบ ๆ ที่เกาหลีนั้นก็เด็ดขาดกว่าใคร 

ไปลองชิมดูได้เลย!

รับชมภาพยนตร์ Extreme Job พร้อมคำบรรยายไทยได้ที่ HBO Go และ Netflix (ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป)

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load