10 กรกฎาคม 2563
48 K

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราต่างได้ยินเรื่องราวของภาพถ่ายโบราณจากฟิล์มกระจกมากขึ้นเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นมาจาก ภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจําแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2560

ฟิล์มกระจกเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ในกล่องอย่างดีที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่องที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกคือ กล่องที่ 1 – 24 และ 50 – 52 จำนวน 1,000 ภาพ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7

เมื่อมีการเปิดกล่องใหม่ จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันจัดทำคำบรรยาย

ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561
และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

ปีนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกภาพถ่ายจำนวน 102 ภาพ มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

รายละเอียดแบบเต็มๆ The Cloud บันทึกไว้ในวิดีโอสารคดีเรื่องนี้แล้ว

ทีแรก ในวันเกิด The Cloud ท่านผู้หญิงสิริกิติยาจะพาผู้อ่านชมนิทรรศการแบบ Live แต่เนื่องจากท่านติดภารกิจด่วน จึงขอเปลี่ยนเป็นการหยิบยกภาพถ่ายที่น่าสนใจ 10 ชุดมาบอกเล่าถึงที่ไปที่มา ผ่านคอลัมน์นี้แทน

เรื่องราวเหนือกาลเวลาที่ท่านผู้หญิงใหม่จะพาเราย้อนอดีตกลับไปชม มีดังนี้

01

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พลับพลาที่เกาะสีชัง เมืองชลบุรี ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทหารลำเลียงสัมภาระในกระบวนเสด็จประพาสชายทะเลตะวันตก ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ทัศนียภาพจากยอดเนินเหนือพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 1 : ปฐมบรรพ การเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นภาพการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และการเสด็จประพาสต้น คือการเสด็จพระราชดําเนินส่วนพระองค์ เพื่อได้ทรงใกล้ชิดและทรงทราบทุกข์สุขของประชาชน ทําให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์อย่างใกล้ชิด

ท่านผู้หญิงใหม่ตั้งใจจัดภาพชุดแรกต้อนรับผู้ชมเพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายๆ ไม่ได้เล่าเรื่องมากนัก แต่สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ภาพชุดแรกเป็นภาพเกาะสีชัง ซึ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของทะเล ถ้าจินตนาการเพิ่มอีกนิดก็อาจจะได้กลิ่นลมทะเล บางภาพมีความเบลอเล็กน้อยจนให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาด แล้วก็มีภาพของกลุ่มเจ้านายบนหาดทรายซึ่งเราไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก

02

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
กระบวนเรือเสด็จประพาสต้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หยุดพักที่หาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
เรือพระที่นั่งสุวรรณวิจิก เรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประพาสต้น ขณะจอดพักอยู่ริมหาดใต้แสนตอ เมืองขาณุวรลักษณบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

ภาพถ่ายคู่นี้ให้ความรู้สึกสบาย จนเหมือนสัมผัสได้ว่าสายลมกำลังพัด เพอร์สเปกทีฟของภาพก็สวยมาก ดูแล้วเหมือนได้ทะลุสายตาเข้าไปในเรือ เป็นการนำสองภาพมาต่อกันที่ค่อนข้างลงตัว บรรยากาศของผู้คนในเรือก็ดูผ่อนคลาย เป็นการเดินทางบนแม่น้ำปิงในยุครัชกาลที่ 5 ซึ่งดูได้จากธงชาติบนเรือ เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง

03

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บันไดทางขึ้นสู่เฉลียงด้านหน้าตำหนักพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ที่พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาโถง 5 ยอด ที่สวนข้างอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ พระราชวังบางปะอิน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2447

ภาพชุดนี้เป็นการเสด็จประพาสบางปะอิน ในภาพคือส่วนหนึ่งของพระราชวังบางปะอินที่เป็นฝ่ายใน จัดเรียงภาพจากมุมไกลไปหาใกล้ ได้เห็นผู้หญิงที่นั่งบนบันได เห็นชีวิตประจำวันของคนที่ตามเสด็จฯ ดูแล้วอาจจะชวนให้จินตนาการต่อว่า คนเหล่านี้กำลังคิดอะไร คุยอะไรกัน พยายามเล่าถึงการเสด็จประพาสในอีกมุมซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและอบอุ่น

04

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) กำลังสนทนากับนางอิ่ม ภรรยานายพัน บริเวณใต้ต้นไม้ริมตลิ่ง หน้าบ้านนางอิ่ม มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขวาสุด) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช (ประทับนอนคว่ำ) และหลวงศักดิ์นายเวร (อ้น นรพัลลภ) แกล้งแสดงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพอยู่ห่างๆ เสร็จแล้วประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่บ้านพังม่วง เมืองนครสวรรค์นี้
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านหูกวาง เป็นสถานที่ตรงกับพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรื่อง เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร สั่งให้นายผลมหาดเล็กไปเชิญเสด็จเจ้าแม่ผู้เฒ่ามาขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ เรื่องทำสะพานข้ามบึงหูกวางไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงแสดงเป็นเจ้าฟ้าเพชร (กลาง) พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพศาสตรศุภกิจ เป็นเจ้าฟ้าพร และพระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์) เป็นนายผลมหาดเล็ก (หน้า) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2449

สองภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ท่านก็มีช่วงเวลาผ่อนคลาย ด้วยการนำวรรณคดีต่างๆ มาเล่นเป็นละคร ให้ข้าราชบริพารมารับบทบาทต่างๆ เป็นภาพที่ได้เห็นความเป็นส่วนพระองค์ของท่าน

05 

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
พระเมรุงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่สวนมิสกวัน ระหว่างถนนราชดำเนินนอกกับวัดเบญจมบพิตร ระหว่างวันที่ 19 – 22  มีนาคม พุทธศักราช 2452

นิทรรศการช่วงแรกเริ่มต้นด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย แล้วปิดท้ายด้วยอารมณ์เศร้า เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ และพระองค์ทรงรักพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ มาก ตอนเสด็จฯ ประพาสยุโรปก็ได้เสด็จฯ ไปด้วย หลังจากกลับมาไม่ถึงปีก็สิ้นพระชนม์ พระองค์จึงทรงเสียพระทัยจนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ 

งานนี้จึงนำภาพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ขณะที่เสด็จไปโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดองค์ประกอบภาพและแสงเงาสวยมาก มาวางคู่กับภาพพระเมรุของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ

06

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยชายในบริเวณโรงพยาบาลคนเสียจริต ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ผู้ป่วยสตรีในโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันคือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา) ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการส่วนที่ 2 : ทุติยบรรพ สยามอันสุขสงบในรอยต่อของกาลเวลา 

เป็นภาพวิถีชีวิตที่ธรรมดา เป็นกิจวัตรของผู้คนในกรุงเทพฯ ให้บรรยากาศของความสุขสงบ ความเรียบง่ายของผู้คนและบ้านเมือง เป็นพื้นที่เล็กๆ ซึ่งเปรียบได้กับช่วงพักครึ่งของการแสดง เราเลยขอข้ามมาที่ส่วนที่ 3 เลย

นิทรรศการส่วนที่ 3 : ตติยบรรพ ตะวันออกบรรจบตะวันตก 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

ภาพคู่นี้สวยและมีพลังมาก ทั้งในแง่ขององค์ประกอบภาพและอารมณ์ของคนในภาพ การถ่ายภาพฟิล์มกระจกในยุคนั้นใช้เวลาบันทึกภาพ 8 วินาที การกำกับผู้ป่วยเสียจริตให้จริตในตำแหน่งที่ลงตัวนิ่งๆ เป็นเวลา 8 วินาทีนั้นถือว่าไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

07

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ชาวยุโรปถ่ายภาพกับรถยนต์เฟียต 509 ซึ่งผลิตที่อิตาลี ระหว่างพุทธศักราช 2468 – 2472
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บ้านไม้ช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีกอาคารด้านหนึ่งสูงสองชั้น ส่วนที่เหลือสูงชั้นเดียว หลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่ว มุงกระเบื้องซีเมนต์ที่เรียกว่ากระเบื้องว่าว ฝาเรือนแบบสมัยเก่า คือแสดงโครงสร้างเสาและคร่าวผนังให้เห็นได้จากภายนอก

สามภาพนี้อยู่ในกล่องเดียวกัน ภาพฝรั่งสามคนในรถเก๋งถูกหยิบขึ้นมาก่อน ไม่มีใครทราบว่าทั้งสามคนนี้เป็นใคร หรือถ่ายที่ไหน จนหยิบภาพบ้านไม้ขึ้นมา ท่านผู้หญิงก็สังเกตเห็นว่า มุมเล็กๆ ในภาพคือฝรั่งสามคนและรถยนต์คันนั้น ถึงจะยังไม่ทราบว่าเป็นใครและที่ไหน แต่ก็ได้ความเชื่อมโยงของภาพเพิ่มขึ้น

08

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
สระว่ายน้ำที่ราชกรีฑาสโมสร ถนนสนามม้า (ถนนอังรีดูนังต์) เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2475

ท่านผู้หญิงสิริกิติยาชอบองค์ประกอบของภาพนี้มาก โดยเฉพาะการยืนของฝรั่งในภาพ ทำให้ภาพนี้มีความลงตัวในเชิงศิลปะสูงมาก ในขณะเดียวกันก็เป็นภาพประวัติศาสตร์ของสระว่ายน้ำที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันที่ราชกรีฑาสโมสร

09

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ภาพหมู่นักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและคณาจารย์ (จากซ้ายไปขวา) คือ ภราดาหลุยส์แชนแนล ภราดาออกุสต์ ภราดาอัลเบรอน ถ่ายที่หน้าตึกมาร์ติน เดอ ตูร์ส หรือตึกแดง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2464 ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
นักเรียนโรงเรียนบาลีไวยากรณ์ วัดเบญจมบพิตร พระภิกษุในภาพคือพระราชเวที (หรุ่ม พรหมโชติโก) พระราชาคณะรูปแรกของวัดเบญจมบพิตร ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
โรงเรียนสวนนอกตั้งอยู่ทางทิศเหนือนอกกำแพงพระราชวังดุสิต สำหรับเป็นที่ศึกษาของหม่อมเจ้าและบุตรข้าราชบริพาร ในสำนักพระอัครชายาเธอกรมขุนสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ภาพถ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีกล่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยภาพหมู่รวมรุ่น ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ท่านผู้หญิงสนใจเรื่องราวในภาพ ทั้งเรื่องการเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีด้วยการเปิดโรงเรียน ภาพของนักเรียนซึ่งมีหน้าตาคล้ายลูกครึ่งอยู่หลายคน ในขณะที่โรงเรียนวัดแบบไทยก็มีพระมาสอน เป็นช่วงเวลาที่เห็นถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก

10

ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
หุ่นจำลองศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมกรุงสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสฉลองพระนคร 150 ปี พุทธศักราช 2476 แล้วเสร็จและเปิดฉายภาพยนตร์เป็นครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง ระหว่างการก่อสร้าง ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2475 – 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
ศาลาเฉลิมกรุง ด้านแยกถนนตรีเพชรตัดกับถนนเจริญกรุง เปิดให้บริการแล้ว ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476
ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา นิทรรศการภาพถ่ายมรดกโลกที่เล่าเรื่องอีกมุมของสยาม
บริเวณโถงทางเข้าชั้นล่าง ศาลาเฉลิมกรุง มีป้ายโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง ทาร์ซาน ภาพถ่ายเมื่อพุทธศักราช 2476

นิทรรศการส่วนที่ 4 : จตุตถบรรพ เร่งรุดไปข้างหน้า 

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกที่ทําให้สยามประเทศขณะนั้นเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ซึ่งนําไปสู่การเติบโตทางการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ตัวแทนภาพชุดนี้ที่ท่านผู้หญิงใหม่เลือกมาคือภาพของศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ ในเวลานั้น ภาพชุดนี้เริ่มต้นด้วยภาพโมเดลของเฉลิมกรุง เมื่อก่อนเวลาที่จะสร้างตำหนักหรือพระราชวัง จะมีการทำแบบจำลองขึ้นมาให้พระมหากษัตริย์เลือก 

จากนั้นก็เป็นภาพช่วงก่อสร้าง ช่วงที่สร้างเสร็จแล้ว และภาพด้านในเมื่อเปิดให้บริการ เป็นประวัติศาสตร์ในยุคโมเดิร์น หรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ที่หลายคนก็ซึ่งมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นก็ยังมีชีวิตอยู่

นิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ กําหนดจัดพิธีเปิดนิทรรศการในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการเสวนาวิชาการ จํานวน 2 ครั้ง ณ สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในวันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เบื้องหลังการอ่านภาพฟิล์มกระจก และในวันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563 หัวข้อ เล่าเรื่องการเก็บรักษาฟิล์มกระจกและภาพเก่า 

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th หรือ Facebook ของกรมศิลปากร และสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หรือโทรศัพท์ หมายเลข 0 2281 1599

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

21 กันยายนของทุกปี เป็นวันอัลไซเมอร์โลก

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั่วโลกมีมากกว่า 55 ล้านคน 

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในประเทศไทยมีประมาณ 400,000 – 600,000 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 1.1 ล้านคนภายใน พ.ศ. 2573 ยังไม่นับรวมผู้ดูแลที่ต้องคอยดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่โดยเฉลี่ยแล้วต้องมีประมาณ 1 – 2 คนต่อผู้ป่วย 1 คน

 “อัลไซเมอร์เป็นโรคที่พอเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุหนึ่งคนแล้ว ไม่ได้เป็นเฉพาะตัวเขา เขาต้องการผู้ดูแล และบางทีก็ดูแลคนเดียวไม่ได้ เพราะว่าอยู่ดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เกิดภาวะเครียด ก็ต้องการผู้ช่วย” รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย หัวหน้าศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าว

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์

เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 65 ปี มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม รวมถึงความเสื่อมถอยทางระบบประสาท ก่อเกิดอาการที่พบได้บ่อยคือ โรคอัลไซเมอร์ และรองลงมาคือ โรคหลอดเลือดสมอง 

โรคอัลไซเมอร์ จัดอยู่ในกลุ่มโรคสมองเสื่อม มีอาการเสื่อมถอยของการรู้คิด (Cognition) ซึ่งเป็นสมรรถภาพของสมองที่จะรับรู้ จัดการข้อมูล และตอบสนองข้อมูลนั้นได้อย่างเหมาะสม เป็นแล้วรักษาไม่หาย มีแต่ชะลอการเสื่อมถอยของโรคให้เข้าสู่ระยะสุดท้ายช้าที่สุด

“การรักษาจึงมุ่งเน้นได้แค่การประคับประคอง ให้การดูแลคนไข้กับครอบครัว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายแพทย์สุขเจริญกล่าวเสริม หากแต่การดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ปกตินั้นเป็นไปได้ยากแล้ว การบำบัดรักษาในสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลต้องเผชิญกับความท้าทายไม่แพ้กัน 

KCG หรือ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทดำเนินธุรกิจด้านการนำเข้าและผลิตภัณฑ์อาหาร ได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงจับมือร่วมกับศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เกิดกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อเผยแพร่ความรู้ และสร้างความตระหนักในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม

วันนี้ The Cloud ชวน รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย หนึ่งในผู้ก่อตั้งศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม มาเล่าถึงอาการ รวมทั้งแนวทางบำบัดดูแลรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ถึงแม้จะดูแลยากแต่ก็ดูแลได้ เพื่อทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากยิ่งขึ้น

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์

เด็กผู้อาวุโส

“คนไข้จะมีข้อจำกัดในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ดังนั้น การกระตุ้นสิ่งที่ใหม่มากๆ คนไข้ก็รับไม่ได้ เช่น เวลาคนไข้ถามข้อมูล ให้ข้อมูลไปแป๊บเดียวก็ลืม จะมีลักษณะถามซ้ำ ทำอะไรซ้ำ เพราะจำไม่ได้” คุณหมอสุขเจริญเล่าถึงอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่มักหลงลืมเรื่องราวใหม่ๆ ในชีวิต ขณะที่เรื่องราวเก่าๆ ยังคงจำได้อย่างแม่นยำ หรือเรียกว่า ความเสื่อมถอยของความสามารถในการจำและเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ (Learning and Memory) 

“ผู้สูงอายุจะถดถอยเป็นเด็กลงเรื่อยๆ” คุณหมอย้ำว่า หลังจากความสามารถข้างต้นลดลงแล้ว ความบกพร่องในด้านอื่นๆ ก็จะตามมา จนกลายเป็นเด็กในร่างสูงวัยอีกครั้ง การจดจ่อสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานหรือสมาธิเชิงซ้อน (Complex Attention), ความสามารถในการบริหารจัดการ (Executive Function), การใช้ภาษา (Language), การรับรู้ทักษะการเคลื่อนไหว (Perceptual Motor Skills) และการรู้คิดด้านสังคม (Social Cognition) ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงเช่นกัน 

ความเสื่อมถอยที่กล่าวมามีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันตามลำดับ ระยะแรกมีผลต่อทักษะในกิจวัตรที่ซับซ้อน (Instrumental Attitude of Daily Living) ผู้ป่วยจะทำกิจวัตรได้ลดน้อยลง เช่น การใช้โทรศัพท์ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า การออกไปซื้อของ และการร่วมกิจกรรมสังคม แต่เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน (Basic Activity of Daily Living) เช่น การกินข้าว การแปรงฟัน การอาบน้ำ และการแต่งตัว คนไข้ทำกิจวัตรตามขั้นตอนไม่ได้ทั้งที่เคยคุ้นชิน อาการเสื่อมถอยจะเพิ่มระดับถึงขั้นผู้ป่วยเดินไปหน้ากระจก เห็นเงาตัวเองในกระจก แต่บอกไม่ได้ว่าเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกคือใคร จนเข้าสู่ระยะสุดท้าย และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในที่สุด 

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์

ประคับประคองสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

โรคอัลไซเมอร์รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถชะลออัตราการเสื่อมถอย โดยการดูแลประคับประคองผู้ป่วยตลอดจนผู้ดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ 

แนวทางการรักษาของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เริ่มต้นจากการทำคลินิกโรคสมองเสื่อม ทั้งตรวจวินิจฉัย ให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแล และจ่ายยาเพื่อปรับเรื่องความจำและการรู้คิด

“พอทำคลินิกไปสักระยะหนึ่ง ก็พยายามคิดว่ามีแง่มุมอื่นในการรักษาพยาบาล ที่ไม่ใช่เฉพาะการตรวจวินิจฉัย การจ่ายยา และให้คำแนะนำแก่ญาติ เพราะบางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่ญาติจะเข้าใจ เนื่องจากการรักษาแบบคนไข้นอกมีข้อจำกัดในการทำสิ่งต่างๆ” ด้วยเหตุนี้ คุณหมอสุขเจริญจึงจัดตั้งศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม (Dementia Day Center) หรือ DDC เพื่อดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดการเยียวยาแบบไม่ใช้ยา (Non Pharmacologic Intervention) ทำให้มีการกระตุ้นของผู้ป่วยจากการลงมือทำกิจกรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านคอยดูแล ร่วมกับการให้ความรู้และทักษะการดูแลผู้ป่วยกับผู้ดูแล

“สมองก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่นๆ ถ้าได้รับการกระตุ้นก็จะเสื่อมช้าลง ขณะเดียวกัน เราไม่ได้กระตุ้นคนไข้อย่างเดียว แต่เราต้องการสอนญาติ สอนผู้ดูแล ให้เรียนรู้วิธีที่จะกระตุ้นคนไข้ สอนวิธีจัดการแก้ปัญหาพฤติกรรม เช่น ถ้าคนไข้ถามซ้ำๆ มากๆ ผู้ดูแลจะทำอย่างไร” 

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์
แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์

กิจกรรมมีทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แบ่งเป็น 3 คลาส แต่ละคลาสใช้เวลาไม่เกิน 45 นาที แต่ละช่วงจะมีกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นความจำ ร้องเพลง ทำงานศิลปะ ฝึกกิจวัตรประจำวัน สอนทำอาหาร โดยจัดกิจกรรมเป็นกลุ่ม ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกได้เข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ แต่คนไข้จะต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อน และเข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกับผู้ดูแลเท่านั้น

กิจกรรมหนึ่งที่ทางบริษัท KCG ร่วมมือกับสมาคมเชฟประเทศไทย และฝ่ายโภชนาการของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดกิจกรรม Cooking Class โดยมีคุณครูเป็นเชฟชื่อดัง สอนผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลทำอาหาร โดยเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รับประทานได้ง่าย และสามารถนำสูตรกลับไปทำเองที่บ้านได้ เช่น ซุป สปาเกตตี้ เครื่องดื่มสมูทตี้ เพื่อกระตุ้นการรู้คิด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแล อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดความรู้ด้านโภชนาการทางอาหาร 

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์

“คนที่มาประจำจะบอกว่าเหมือนมาโรงเรียน” คุณหมอเล่า นอกจากได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับคนไข้ผ่านกิจกรรมแล้ว สิ่งที่ได้มากกว่าคือเกิดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่สังคมของคนไข้สมองเสื่อม แต่เกิดสังคมในกลุ่มผู้ดูแลด้วย

แนวทางเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยไม่ใช้ยา โดยหัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง รพ.จุฬาลงกรณ์
คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

อีกทั้งมีการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง คลอบคลุมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้สนใจ ชมรมสมองใสใจสบาย จึงถือกำเนิดขึ้น มุ่งเน้นดูแลสุขภาพสมองพร้อมสุขภาพจิต เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นภาวะสมองเสื่อม เช่น ภาวะซึมเศร้า (Depression) ปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น ที่มีทั้งพอดแคสต์สมองใส ใจสบาย เสวนา เวิร์กชอป กิจกรรมรับชมภาพยนตร์และเสวนากับหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งชมรมได้รับการสนับสุนจาก KCG ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมวางแผนสื่อสารประชาสัมพันธ์อีกด้วย

รู้สู้โควิด 

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลอย่างไรบ้างกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์-เราถามคุณหมอสุขเจริญ 

“ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะกลุ่มผู้ป่วยสมองเสื่อมเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยง หากติดโควิด มีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตสูง เราพบว่าคนไข้ที่เราดูแล เมื่อมาไม่ได้ เวลากลับไปอยู่ที่บ้านและกลับมาหาเรา คนไข้ก็เสื่อมถอยลงเยอะ เนื่องจากช่วงที่อยู่บ้านออกไปไหนไม่ได้ ทำให้มีข้อจำกัดที่จะต้องเว้นระยะห่างทางสังคม คนไข้ก็ถูกกระตุ้นทางสมองน้อยลง” 

เมื่อผู้ป่วยอาจลืมว่าต้องกักตัวอยู่แต่บ้าน ผู้ดูแลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าเก่า เนื่องด้วยต้องคอยระวังอย่างใกล้ชิด ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับการดูแลผู้ป่วยสูงอายุในช่วงโควิด-19 ทั้งงดหรือเว้นการเข้าเยี่ยมจากญาติโดยไม่จำเป็น รักษาระยะห่างเกิน 2 เมตร สวมใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มโรคสมองเสื่อม นอกจากปฏิบัติตามข้างต้นแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม

คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19
คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

แน่นอนว่าสถานการณ์โรคระบาดทำให้การพบปะผู้คนเป็นไปได้ยาก การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านทางสื่อออนไลน์จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างวิดีโอคอลหรือโทรศัพท์พูดคุยกับญาติสนิทมิตรสหาย อีกทั้งทางศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อมของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม เพื่อลดอัตราการเสื่อมถอยของสมอง 

คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

“เราเคยพยายามทำคลิปสอนทำกิจกรรมส่งไปให้คนไข้ แล้วติดตามว่ากิจกรรมกระตุ้นได้หรือเปล่า ปรากฏว่าไม่ค่อยสำเร็จ เพราะไม่เหมือนการมาเจอหน้า กิจกรรมที่จัดส่วนใหญ่ต้องเป็นเสวนา ถ้าสอนทำอะไรสักอย่างก็จะยุ่งยาก เพราะว่าผู้สูงวัยมีปัญหาการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ บางอย่างต้องจับมือสอน ถ้าเรียนออนไลน์ก็จะทำไม่ค่อยได้

“เราจึงพยายามพัฒนากิจกรรมผ่านทางแอปพลิเคชัน Zoom คนไข้ทำกิจกรรมกับเราได้นั้นได้ผลดีกว่าการที่ส่งคลิปไปให้ การมีปฏิสัมพันธ์ การโต้ตอบ คนนี้เป็นผู้นำกลุ่ม ครูแพรว ครูปาล์ม พอเห็นหน้าก็จำได้แล้วก็ให้ความร่วมมือดีขึ้น” 

แม้ว่าการจัดกิจกรรมออนไลน์ยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ความสามารถในการเข้าถึง อีกทั้งการให้ความร่วมมือ แต่ก็ถือว่าช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ได้บ้าง

คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19
คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

ยังคงพยายามต่อ

“ผู้ดูแลสำคัญมาก สำคัญมากๆ ทั้งเรื่องการชะลอระดับในการเสื่อมถอย กับคุณภาพชีวิตของคนไข้ว่าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อภาวะสมองเสื่อมรุนแรงมากยิ่งขึ้น ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องยาที่รักษา อีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ดูแลว่าเป็นอย่างไร” 

รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย เล่าว่าเราให้ความสำคัญกับผู้ดูแลคนไข้อัลไซเมอร์ จึงจัดหลักสูตรฝึกอบรมผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยและคนทั่วไปที่สนใจเรียนรู้การดูแลคนไข้สมองเสื่อม เพื่อเป็นแนวทางในการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และขยายการรักษาออกไปยังวงกว้างยิ่งขึ้น 

คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19
คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

นอกจากนี้ กิจกรรมของศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อมและชมรมสมองใส ใจสบาย ยังมีรูปแบบกิจกรรม รวมทั้งแพลตฟอร์มการเข้าถึงที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย พร้อมกับมีแนวคิดนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการบำบัด

“เราพยายามอย่างมากที่จะหาวิธีเยียวยารักษาและเอาชนะโรคอัลไซเมอร์ให้ได้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ว่าผลของการศึกษาวิจัยก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จ” คุณหมอสุขเจริญทิ้งท้าย 

อาจจะยังไม่ถึงหมุดหมายสำเร็จที่จะรักษาให้หายขาด แต่ก็พยายามหาวิธีการบำบัดอาการโรคอย่างดีที่สุด ป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคหรือเกิดโรคให้ช้าลง มากที่สุดที่เราจะทำได้

และเราจะยังคงพยายามต่อและยังไม่หยุดคิด

คุยกับแพทย์ด้านสมองเรื่องแนวทางดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และกิจกรรมบำบัดโดยไม่ใช้ยาฉบับ KCG โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

Writer

จิตาภา ทวีหันต์

ตอนนี้เป็นนักฝึกหัดเขียน ตอนหน้ายังสงสัย ชาติก่อน (คาดว่า) เป็นคนเชียงใหม่ แต่ชาตินี้อยากเป็นคนธรรมดาที่มีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load