เสียงนกกู่ร้อง เสียงลมเอื่อยเฉื่อย เสียงเด็กเจื้อยแจ้ว 

ไก่จิกหาอาหาร ห่านเดินไปมา และเป็ดเรียงรายในคลอง 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

เหล่านี้คือสรรพเสียงและบรรยากาศที่เราจำได้ถนัดเมื่อเดินทางถึง Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นและฟาร์มขนาดย่อมย่านบางกะเจ้าของ รศ.นพ.นพดล สโรบล สูตินรีแพทย์และเจ้าของฟาร์มหมอปออันเลื่องชื่อที่เขาใหญ่ ผู้ตั้งใจให้สถานที่นี้เป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เติบโตกับธรรมชาติ และให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างแท้จริงในยุคสมัยที่ป่าคอนกรีตครองเมือง และห้างสรรพสินค้าขึ้นแทนพื้นที่สาธารณะ

“ก่อนเด็กจะเติบโตไปเจอสิ่งต่างๆ ในเมือง พวกเขาควรได้สัมผัสกับธรรมชาติ” 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

นี่คือสิ่งที่สูตินรีแพทย์ตั้งใจและถ่ายทอดผ่าน ปัน-นิธิศ สโรบล ลูกชายคนเล็กผู้รักธรรมชาติจนเรียนจบจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้ดูแล Get Growing Community Farm ในปัจจุบัน

ในพื้นที่ขนาด 6 ไร่ใกล้ท่าเรือคลองเตยเเห่งนี้ ประกอบด้วยเครื่องเล่นทั้งหมด 16 เครื่อง พร้อมฟาร์มสัตว์ขนาดย่อมและแปลงผักขนาดเล็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทักษะทางกาย ใจ และสมอง อย่างเต็มที่ 

ยิ่งได้ยินเสียงเด็กๆ หัวเราะดังขึ้นเท่าไร ยิ่งอยากเข้าไปสัมผัสความสนุกท่ามกลางธรรมชาติให้เร็วเท่านั้น

แนวคิดที่ว่าแปรรูปเป็นพื้นที่สุดสนุกอย่างไร เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม แล้วไปลุยกัน!

Get Ready Together

ก่อนสนุกกับเครื่องเล่น ปันพาเราเดินรอบพื้นที่แล้วเริ่มย้อนเวลาหาอดีตให้ฟังว่า หมอนพดลเป็นคนที่รักธรรมชาติมาก ตั้งแต่จำความได้ การไปเที่ยวตามธรรมชาติ การถอดรองเท้าวิ่งเล่นกับญาติๆ บนพื้นดินและบนผืนหญ้าท่ามกลางสัตว์หลายพันธุ์คือเรื่องปกติที่เขาคุ้นชิน

“ตอนเด็กๆ พ่อชอบพาเราไปเที่ยวตามธรรมชาติ ทั้งเขาใหญ่ หัวหิน บ้านเราแถวๆ สุขุมวิทก็เลี้ยงสัตว์ไว้เยอะมาก ไก่ฟ้า ไก่แจ้ ห่าน ประมาณสามสิบตัวได้ ห่านที่ฟาร์มตอนนี้ก็เป็นลูกๆ จากห่านที่เลี้ยงที่บ้านนั่นแหละ” ปันพูดพลางชวนให้เราดูห่านสามสี่ตัวที่กำลังเดินทัวร์รอบพื้นที่ 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

แต่ความรักธรรมชาติคงไม่เพียงพอที่จะก่อร่างสร้างเป็นพื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัวถึง 2 แห่ง เพราะหมอนพดลยังเป็นสูตินรีแพทย์ที่รักเด็ก จึงหลอมรวมเป็นฟาร์มหมอปอที่เขาใหญ่เมื่อหลายปีก่อน

“ด้วยความที่พ่อเป็นสูตินรีแพทย์ เขาคลุกคลีกับเด็กและชอบทำกิจกรรมให้เด็กๆ จนเกิดเป็นฟาร์มหมอปอ ฟาร์มสัตว์ที่ให้เด็กๆ และผู้ปกครองไปทำกิจกรรมและใช้ชีวิตในฟาร์ม ขี่ม้า อาบน้ำม้า เก็บไข่ไก่ ป้อนอาหารสัตว์ และมีที่พักไว้บริการ” ลูกชายเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กโดยพ่อของเขา แล้วเล่าต่อถึงฟาร์มเล็กๆ ในเมืองอย่าง Get Growing Community Farm ว่าเกิดขึ้นเพราะหุ้นส่วนอยากเปิดพื้นที่แบบฟาร์มหมอปอใกล้เมืองกรุง 

“เดิมที พ่อจะสนับสนุนแค่ให้ม้ามาไว้ในฟาร์ม แต่ด้วยเขาเป็นคนที่มีไอเดียเยอะมาก และคิดเร็วทำเร็ว เลยกลายเป็นว่าพ่อริเริ่มที่นี่ไปโดยปริยาย Get Growing Community Farm เลยใช้เวลาก่อสร้างประมาณหนึ่งปี เพราะคุณพ่ออยากให้มีสนามเด็กเล่นธรรมชาติที่เด็กๆ จะเติบโตอย่างมีความสุข และครอบครัวจะได้มาใช้เวลาด้วยกัน” 

ชายตรงหน้าเล่าถึงพ่อของเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะพาเราเข้าไปดูเด็กๆ เล่นสนุกกัน

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

Get to the Point

ขณะเด็กๆ ในฟาร์มกำลังเล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุกสนาน เราก็ได้ยินเสียงเด็กๆ นอกฟาร์มกำลังปั่นจักรยานสวนผ่านไปมา 

เด็กๆ ที่บางกะเจ้ามีชีวิตที่ดีมาก เราเห็นว่าตกเย็นเขาปั่นจักรยานไปตกปลา บางทีก็เข้ามาขอเล่นที่นี่ เราก็ให้ ส่วนอีกฝั่งน้ำนั่นคือคลองเตย พระรามสี่ และสุขุมวิท เป็นที่ตั้งคอนโดฯ และชุมชนที่ไม่มีสถานที่วิ่งเล่นให้เด็กๆ เขาไปโรงเรียนเสร็จก็กลับมาอยู่ในห้องเล็กๆ”

การพาเด็กๆ กลับสู่อ้อมอกของธรรมชาติจึงเป็นหัวใจสำคัญของ Get Growing Community Farm แต่ก่อนปั้นแต่งแนวคิดเป็นฟาร์มผืนน้อย พ่อลูกคู่นี้ก็ค่อยๆ คราฟต์แนวคิดผ่านการไปชมสวนสนุกธรรมชาติของต่างประเทศ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจก่อนนำมาปรับใช้กับที่นี่ 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“ส่วนมากเราได้แรงบันดาลใจจากเมืองนอก เพราะเขามีพื้นที่แบบนี้ให้ประชาชนใช้ฟรีๆ เยอะมาก ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป อย่างแปลงผักของเราก็ได้แรงบันดาลใจจาก Allotment หรือแปลงปลูกผักของรัฐบาลเพื่อคนที่อยู่ในแฟลตโดยเฉพาะ 

เวลาลูกค้าต่างชาติมา เขามักจะสงสัยว่าทำไมเขาต้องจ่ายเงินด้วย เพราะบ้านเขามีให้เล่นฟรี แต่พอได้มาหนึ่งครั้ง เขาก็เข้าใจ เพราะไม่มีสถานที่แบบนี้ในเมืองกรุงแล้ว”

จากความชอบส่วนตัวและแรงบันดาลใจเหล่านั้น พ่อลูกจึงออกแบบพื้นที่เป็น 3 ส่วนหลัก คือแปลงผักออร์แกนิก ฟาร์มสัตว์เล็กๆ ซึ่งมีไฮไลต์คือเล้าไก่ Free Range และสนามเด็กเล่นธรรมชาติ

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“แค่นั่งเรือจากท่าเรือคลองเตยแล้วเดินมาอีกสามร้อยเมตร เขาก็จะเจอโลกอีกใบหนึ่งที่เป็นธรรมชาติจริงๆ มีแต่สีเขียว ใช้เวลาเก็บไข่หรือปลูกผัก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ” ปันทิ้งท้ายก่อนอธิบายถึงการเข้าทำกิจกรรมของฟาร์ม

การเข้ามาทำกิจกรรมในฟาร์มแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการทำกิจกรรมแบบ One Day Camp มีกิจกรรมให้ทำ 6 อย่าง โดยมีเจ้าหน้าที่นำ ได้แก่ Get Doing, Get Learning, Get Planting, Get Feeding, Get Eating, และ Get Playing หรือ Free Play ที่ให้เด็กๆ มีอิสระในการเลือกเล่นเครื่องเล่น โดย One Day Camp จะเปิดรับเมื่อจับกลุ่มมา 10 คน ในวันธรรมดาเท่านั้น ส่วนแบบที่สองคือการทำกิจกรรมแยกนั่นเอง

พร้อมแล้ว ไปลุยแต่ละฐานกันเถอะ

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

Get Doing 

ปันเริ่มพาเราทัวร์กิจกรรมของ Get Growing Community Farm คล้ายเราเป็นเด็กตัวน้อยที่สมัครมาทำกิจกรรมแบบ One Day Camp ต่างตรงที่ไม่มีพ่อแม่และมากันแค่ 2 คนเท่านั้น 

เขาเริ่มจาก Get Doing หรือเวิร์กช็อปสอนงานช่างที่มีอุปกรณ์งานช่างวางเรียงรายให้เลือกทำ หากมาแบบ One Day Camp ปันเล่าว่าเขาจะเป็นคนนำกิจกรรมเพื่อสอนทักษะต่างๆ เอง โดยประเมินจากอายุของเด็กๆ หากเป็นเด็กเล็กเขาจะสอนทำเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น เม่นน้อยที่ใช้ไขควงแทนหนาม แต่หากเป็นเด็กโต เขาจะสอนการใช้เครื่องมือช่าง

“ตรงนี้ไม่ใช่กิจกรรมของเด็กแต่เป็นกิจกรรมครอบครัวที่เราอยากให้พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน ถ้าไม่ได้มาแบบ One Day Camp เราจะมีอุปกรณ์ให้ แต่พ่อแม่ต้องสอนเด็กๆ เอง ซึ่งพ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่จะทำไม่เป็น แต่หากเป็นพ่อแม่ต่างชาติ เขาจะทำงานช่างเป็นอยู่แล้ว เพราะงานช่างที่ต่างประเทศแพงมาก เขาจึงต้องมีทักษะเหล่านี้ติดตัว ครั้งหนึ่งมีครอบครัวต่างชาติมาทำกิจกรรมนี้ พ่อก็นั่งสอนลูกทำเป็นรถแบบมีล้อเลย” ปันเล่าถึงกิจกรรมแรกให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

Get Learning and Get Planting

ยังไม่ต้องรีบปีนป่ายยักย้ายกายที่สนามเด็กเล่นธรรมชาติ เพราะปันพาเรามาชมแปลงผักออร์แกนิกที่ทั้งพ่อและเขาตั้งใจให้เด็กๆ ได้มาปลูกผักสวนครัวกับครอบครัว 

เขาเริ่มจาก Get Learning ที่จะสอนการทำปุ๋ยตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน อย่างการเอาแกลบมาผสมกับดินและขี้ม้าตากแห้งไร้กลิ่นส่งตรงจากฟาร์มเขาใหญ่ พร้อมอธิบายว่าการทำเช่นนี้จะได้ปุ๋ยชั้นดีได้อย่างไร 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“เราสอนเขาเอาแกลบผสมดินและขี้มาตากแห้งจากฟาร์มที่เขาใหญ่ เขาจะสนุกกันมากจนเราเฉลยว่านี่คือขี้ม้า เขาจะร้องอี๋กันทุกคนแต่เขาก็ทำต่อ” หลังจากนั้นเขาจะเชื่อมกิจกรรมนี้ไปยัง Get Planting ที่จะสอนให้เด็กๆ ปลูกผักสวนครัวบนแปลงผักขนาดย่อม ทั้งสอนว่าผักก็เหมือนกับคนที่ต้องมีน้ำ อาหาร และอากาศ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ เติบโต และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ให้กับเราต่อไป

ปันจะเลี่ยงการใช้พลั่ว ที่ตักดิน ถุงมือ และสารพัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งปวง เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสผืนดินและรู้จักเลอะให้มากที่สุด

“ไม่ใช่ว่าจับขี้ม้าหรือจับดินทรายแล้วไม่ให้ล้างมือก่อนกินข้าว เพราะเราต้องรักษาความสะอาดอยู่แล้ว แต่เราอยากสอนให้เขารู้ว่าทุกอย่างมันล้างได้ ไม่อยากให้เขาอี๋ไว้ก่อนแล้วไม่ทำเพราะเราคิดว่าเด็กต้องลุย ต้องลองเละ แล้วชีวิตวัยเด็กจะสนุกขึ้น” ปันบอกเราทันทีเมื่อเราทำหน้าสงสัยว่าเหตุใดถึงอยากให้เลอะมากที่สุด

นอกจากให้หัดปลูก ที่นี่ยังมีแปลงผักให้เช่าในราคา 80 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ที่ทางฟาร์มจะหมั่นดูแลรดน้ำให้ระหว่างที่เด็กๆ ไม่อยู่ แต่ก็ต้องหาเวลาเข้ามาดูแลเเละเก็บผลผลิตที่ได้ไปทำเป็นกับข้าวทานบ่อยๆ เช่นกัน 

Get Feeding and Get Eating

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

กิจกรรมของ Get Feeding คือการให้อาหารแพะ หมู และไก่ ทั้งยังได้เก็บไข่ไก่สดๆ จากเล้าทางด้านขวาของแปลงผักออร์แกนิก 

เราจะเห็นเหล่าไก่ไข่กุ๊กๆ ในเล้าไก่ Free Range กำลังหาอาหารอย่างสบายใจและสบายกาย เพราะที่นี่เลี้ยงไก่แบบ Free Range ให้ได้จิกหาอาหารและเดินเล่นอย่างอิสระ พวกมันจึงมีชีวิตที่ดีกว่าไก่ในโรงงานใหญ่ๆ ที่มีหน้าที่แค่กินและออกไข่อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าตัว ทำให้ไข่ของที่นี่มีวิตามินมากกว่าไข่เลี้ยงในกล่อง แต่อาจมีขนาดเล็กกว่าเพราะไม่ได้ใช้สารกระตุ้นใดๆ 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

 และหากมาแบบ One Day camp เด็กๆ จะได้ทานเมนูไข่จากไข่ที่เก็บมาเองในกิจกรรม Get Eating ด้วย

“เราจะบิวต์ว่าเรากำลังจะได้กินไข่ที่เขาเก็บแล้วนะ เขาจะรู้สึกอยากกินไข่ที่รู้ว่ามาจากไหน” ปันเล่าแถมยังบอกอีกว่า หากอยากทานไข่ Free Range จากแม่ไก่อารมณ์ดีบ่อยๆ ที่นี่ยังเปิดให้เด็กเป็นเจ้าของไก่ไข่หนึ่งปี ปีละสองพันห้าร้อยบาท เก็บไข่ได้สองร้อยสี่สิบฟองต่อปี หรือยี่สิบฟองต่อเดือน โดยไข่ที่ได้จะเป็นไข่รวมๆ ของแม่ไก่ทุกตัว 

“ตอนนี้มีเด็กประมาณสิบคนเป็นเจ้าของไก่ไข่ ทั้งเด็กฝรั่งและเด็กไทย เราจะให้เขาเดินเข้าไปในเล้าแล้วเลือกว่าอยากเป็นเจ้าของตัวไหน เราจะให้สายรัดข้อเท้าไก่เป็นสีๆ ให้เขียนชื่อติดป้าย ทุกครั้งที่มา เขาจะไม่ได้มาแค่เก็บไข่ แต่มาเดินหาไก่ของเขาด้วย

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“ครั้งหนึ่ง เด็กมาหาไก่อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงแต่หาไม่เจอ เราเลยให้ไปเก็บไข่ก่อน ปรากฏว่าไก่เขากำลังไข่พอดี เขาเลยดีใจมากว่า ได้ไข่จากไก่ตัวเองสดๆ ที่ยังเปียกอยู่เลย” ปันเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยน้ำเสียงสนุกสนานจนเราอยากลองเก็บไข่ไก่เองบ้าง

การให้เด็กๆ รู้จักการเป็นเจ้าของดียังไง เราสงสัย

“เราให้เขาเป็นเจ้าของบางสิ่งเพราะอยากสอนให้เขามีความรับผิดชอบ ไม่ใช่มาเล่นสนามเด็กเล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียวเท่านั้น” เขาตอบคลายความสงสัย

It’s time to play! Go ‘Get Playing’

ถึงเวลาสนุกแล้วสิ!

หลังพาทัวร์กิจกรรมตลอดช่วงเช้า ปันเล่าว่า ช่วงบ่ายของ One Day Camp จะเป็นการปล่อยให้เด็กๆ เล่นสนามเด็กเล่นธรรมชาติอย่างอิสระ คล้ายเป็นการให้รางวัลที่ทำงานหนักมาตลอดวัน เขาเดินนำเราไปยังเครื่องเล่นแต่ละชิ้นที่สร้างจากไม้รียูสจากเรือบ้าง รั้วบ้านบ้าง พร้อมเล่าถึงหลักสำคัญในการออกแบบเครื่องเล่นทั้ง 16 ชิ้นให้เราฟัง

1. Active Play 

“Active Play คือการให้เด็กได้เล่นแบบไม่อยู่นิ่งทั้งกายและสมอง เพราะความแข็งแรงของทั้งสองส่วนต้องไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเรื่องความกลัวของเด็ก เด็กที่เล่น Active Play เยอะๆ จะรู้จักประเมินสถานการณ์ว่าเขาไหวหรือเปล่า” ปันยกตัวอย่างเครื่องเล่นล่าสุดที่เขาคิดค้นขึ้นในช่วง COVID-19 กำลังระบาดใหม่ๆ เขาใช้ทุ่นลอยน้ำที่ซื้อเก็บไว้มาออกแบบให้เด็กๆ ยืนเพื่อทรงตัวบนทุ่นนั้น ขณะที่ร่างกายยักย้ายเพื่อให้ไม่ตกน้ำ สมองของเด็กๆ ก็ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะย้ายร่างไปซ้าย ขวา หน้า หรือหลัง

“บางคนไม่ประเมินเลย เห็นแล้วร้องกรี๊ด เราก็ต้องปล่อยให้เขาเห็นคนอื่นเล่นแล้วเขาก็จะเล่นเอง เพราะบางทีเขาแค่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้” ปันเสริม 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

2. Children must take risk.

“Children must take risk. เรามีความคิดว่าเด็กควรเจอกับความเสี่ยงบ้างเพื่อรู้จักประเมินและวิเคราะห์ ยากเกินไปหรือเปล่า เล่นแล้วจะเจ็บไหม ถ้าเขาเจ็บจริง ได้แผลถลอกกลับไปก็ได้เรียนรู้ว่าครั้งหน้าเขาจะต้องเล่นอีกแบบ

“เราบอกเจ็บได้แต่ไม่ใช่เจ็บอย่างไม่จำเป็นนะ เพราะเราตรวจเช็กเครื่องเล่นทุกสัปดาห์ หรือถ้าเครื่องเล่นไหนเด็กเล่นบ่อยเราก็เช็กบ่อยขึ้น เรามีทีมงานที่เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคอยช่วยเหลือ อย่างวันนี้มายี่สิบคน ไม่มีเด็กต้องใช้พลาสเตอร์เลย” ขณะที่ปันเล่า มีเด็กคนหนึ่งสไลด์เดอร์โคลนลงมาแต่แผ่นสไลด์จมลงไปในโคลนจนโคลนเข้าตาและเเล่นได้ไม่ถึงไหน เราสังเกตว่าน้องไม่ร้องไห้ เพียงแต่ขอความช่วยเหลือจากแม่ เเละเมื่อรู้ว่าควรต้องเชิดแผ่นสไลด์ขึ้นเพื่อให้ฉิวไปไกล น้องก็ไม่ปักแผ่นนั้นลงไปอีกในการเล่นครั้งต่อไป

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

3. Designed for versatility.

“เราออกแบบเครื่องเล่นทุกอย่างให้เล่นได้หลายแบบตามแต่จินตนาการ เพราะเราอยากให้เขาคิดเองว่าเขาจะเล่นแบบไหนได้บ้าง อย่างตัวเงินตัวทองนี้ เด็กๆ จะเริ่มเข้าจากทางปากแล้วสไลด์ลงไปที่ท้อง จะปีนต่อไปทางตาข่ายลำไส้หรือจะปีนไม้แล้วออกที่หางก็ได้ ครั้งแรกๆ เด็กเล็กบางคนจะเล่นแบบสูงๆ ไว้ก่อน แต่พอประเมินได้แล้วว่าไม่เหมาะกับตัวเอง เขาก็จะเปลี่ยนวิธีการเล่นในครั้งต่อไป

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“หรืออย่างม้าตัวนี้ เป็นเครื่องเล่นแรกที่เราคิดกันขึ้นมา เราได้แรงบันดาลใจจากหนังสงครามเรื่อง Troy ที่เราชอบ ในหนังมีคนเข้าไปอยู่ในตัวม้าได้ เราเลยหยิบมาออกแบบเป็นม้าที่มีทางเข้าสองทาง คือทางปกติและบันไดลิง ข้างในยังมีอุโมงค์ที่เชื่อมถึงกัน ถ้าเขาจะออกจากตัวม้า ก็มีให้ออกทั้ง Zip Line สไลเดอร์โคลน และรถถัง”

หลักการเหล่านี้ดีต่อเด็กยังไง เราถาม

“เท่าที่เราสังเกตได้ เด็กจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น เขาจะมีร่างกายที่แข็งแรงกว่า เขาจะไม่ค่อยกลัวสิ่งใหม่ๆ และมั่นใจในความคิดของตัวเองมากกว่าเด็กที่ไม่เคยออกจากบ้านไปเล่นข้างนอกหรือเด็กที่ไปแต่ห้างฯ เพราะแม้ในห้างฯ จะมีสนามเด็กเล่น แต่ยังเป็นสนามเด็กเล่นในร่มที่มีเบาะป้องกันทุกอย่าง กลับกัน ที่ Get Growing Community Farm เราไม่อยากเอาอะไรมาป้องกันตรงนั้นเลย อย่างเวลาเด็กลงไปเล่นในบ่อน้ำ เขาก็จะว่ายไปพร้อมๆ กับฝูงเป็ดที่เราเลี้ยงไว้”

เสียงหัวเราะของเด็กๆ และคำว่า “เล่นอีก เอาอีก” คงการันตีสิ่งที่พ่อลูกผู้รักธรรมชาติบอกไว้ไม่ผิดเพี้ยน

Get Parenting Going

ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่ เราเห็นพ่อแม่คอยช่วยเหลือลูกๆ อยู่เสมอ ทั้งช่วยพาออกจากโคลนเหนียว พาเดินบนพื้นลื่น และที่สำคัญ บางคนก็ยอมลงไปเล่นเลอะโคลนกับลูกๆ โดยไม่เกี่ยง-นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ Get Growing Community Farm ตั้งใจ

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก
Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“เรามีกฎว่าพ่อแม่ต้องเข้าอย่างน้อยหนึ่งคน เพราะทีมงานของเราไม่ได้เป็นคนนำเล่นสนามเด็กเล่นแต่คอยอำนวยความสะดวก เขาต้องเข้ามาดูแลลูกๆ เอง ครั้งแรกๆ ที่เราเปิด เกือบทุกคนเข้าใจว่าลูกเข้าไปเล่นโดยมีทีมงานนำ แต่เราบอกเขาไปว่าที่นี่คือสถานที่ที่ครอบครัวต้องใช้เวลาร่วมกัน พ่อแม่ต้องช่วยลูก หรือพี่น้องก็ต้องช่วยกันได้ 

“ช่วงหลังมานี้เขาคงเห็นรูปในโซเชียลมีเดียว่ามีพ่อลงไปเล่นโคลนกับลูกด้วย เลยเริ่มอินขึ้น เริ่มเอาชุดมาเปลี่ยนเอง อย่างวันนี้มีคุณพ่อสามคนลงไปเล่นกับลูก นี่คือสิ่งที่เราต้องการ” หลังปันพูดจบ คุณพ่อคนหนึ่งก็รีบเดินไปหาลูกเพื่อดึงมือน้อยๆ ขึ้นจากโคลนเหนียวเหนอหนะ

Get Growing Community Farm

ตะวันสายบ่ายคล้อย ปันพาเราเดินดูบรรยากาศก่อนลากลับ เป็นเวลา 16.00 น. ที่แดดเริ่มอ่อนลง แต่พ่อ แม่ และลูก ที่มาที่ฟาร์มแห่งนี้ยังคงเล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุกสนาน 

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

“ธรรมะเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของทุกคน เราจึงคิดว่าเด็กทุกคนควรได้สัมผัสธรรมชาติก่อนจะเติบโตไปเจออย่างอื่น เพราะธรรมชาติคือระบบนิเวศของเรา การจะทำลายป่าแล้วสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าอย่างเดียวคงไม่ได้ มันต้องมีที่ที่เราเก็บความเขียว เก็บดิน เก็บต้นไม้ใบหญ้าไว้มากที่สุด เพื่อให้เด็กได้สัมผัสกับธรรมชาติ” ปันสรุปถึงสิ่งที่เขาและพ่อตั้งใจให้เราฟัง เป็นข้อสรุปที่เคล้าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆ ไปด้วย

คุณรู้สึกยังไงบ้างที่ได้สร้างพื้นที่แบบนี้ขึ้น เราถามทิ้งท้าย

“เราดีใจมากที่ได้มาอยู่กับธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือดีใจที่ได้เห็นเด็กๆ เติบโตอย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติ มีโพสต์หนึ่งที่เราชอบมาก คุณแม่บอกว่า วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมาก แม่ได้เห็นพ่อกับลูกมีความสุขด้วยกัน พ่อก็ได้เห็นแม่กับลูกมีความสุขด้วยกัน ส่วนลูกก็ได้เห็นพ่อกับแม่มาเล่นโคลนสนุกสนาน เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราคิดว่าไม่มีที่ไหนที่พ่อแม่ต้องลงทุนมาเลอะเทอะเพื่อให้ลูกมีความสุข แล้วเราก็รู้เลยว่าเขามีความสุขจริงๆ เพราะเวลาจะกลับ เป็นเวลาที่ยากที่สุด อย่างตอนนี้”

“กลับได้แล้วลูก” เสียงคุณแม่ท่านหนึ่งดังขึ้น

“ขออีกสิบนาที” เด็กน้อยอ้อนวอนพร้อมรอยยิ้ม

Get Growing Community Farm สนามเด็กเล่นกลางบางกะเจ้า ที่ให้เด็กเลอะโคลน เลี้ยงไก่ และปลูกผัก

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เนื้อน้ำค้าง ข้าวแรมฟืน ข้าวปุกงา ซาโมซ่า ต้มใบกระเจี๊ยบ ปาปาซอย 

เมนูชื่อแปลกที่หลายคนอ่านแล้วไม่คุ้น คือของดีของชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานในจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาจะนำเมนูที่เรากล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวอีกมากมาขายที่ ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ หรือ ‘กาดบ้านฮ่อ’ ทุกเช้าวันศุกร์จนถึงเที่ยง

ตลาดนัดแห่งนี้อยู่คู่กับชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อและเชียงใหม่มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากคำชักชวนของคนในชุมชนให้ลองเอาของมาขาย กระทั่งเริ่มมีร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศภายในตลาดมีความเป็นกันเอง พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงลูกค้า ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่

ส่วนอายุของชุมชนบ้านฮ่อ เก่าแก่กว่าตัวตลาดเสียอีก โดยย้อนกลับไปได้ไกลถึง 116 ปี 

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

เริ่มจากพ่อค้าแม่ค้าชาวมุสลิมจีนยูนนานที่ตัดสินใจนำสินค้าของตนแบกขึ้นม้าต่างหรือล่อ เดินทางเป็นคาราวานฝ่าดงและดอยสูงชันเพื่อมาเร่ขายของตามเมืองต่างๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 พ่อค้าแม่ค้านักเดินทางบางส่วนเริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อ และนอกจากสินค้าต่างๆ ที่พวกเขาขนข้ามภูเขามาขาย ชาวมุสลิมจีนยูนนานยังได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวมาด้วย ซึ่งต่อมาก็มีเมนูหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับรสชาติคนไทย จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาคตอนเหนือ นั่นก็คือ ‘ข้าวซอย’

เช้าวันนี้เราชวน ชัยวัฒน์ บุญส่ง ผู้ดูแลกาดนัดจีนยูนนาน มาเป็นไกด์พาทุกคนแอ่วตลาดเช้า เรียนรู้เรื่องราวของตลาด ทำความรู้จักเมนูอาหารชื่อแปลกจากมณฑลยูนนาน และตามรอยข้าวซอยแบบดั้งเดิมกัน

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“กาดนัดจีนยูนนาน หรือที่คนเชียงใหม่อาจคุ้นกันในชื่อ กาดบ้านฮ่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนในชุมชนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า จีนฮ่อ นะครับ ตอนหลังเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตลาดมาเป็น ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ แทน 

“ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดห้าไร่ มีแลนด์มาร์กสำคัญที่หลายคนจดจำได้คือ บ้านไม้โบราณกลางตลาด อายุกว่าร้อยปี เป็นบ้านของคหบดีเมืองเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียง วงศ์ลือเกียรติ หรือนามเดิม เจิ้งชงหลิ่ง พ่อค้าชาวจีนยูนนานผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางนำสินค้าขึ้นม้าต่างจำนวนหนึ่งร้อยตัว เดินทางผ่านสิบสองปันนา เชียงตุง และเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยจนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 8 ผู้ครองเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5″ ชัยวัฒน์เล่าประวัติ

นอกจากการค้าขาย ตอนที่ประเทศไทยกำลังมีการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงขุดอุโมงค์ขุนตานซึ่งอยู่ท่ามกลางดอยล้อมรอบ ทำให้การขนส่งต่างๆ ยากลำบาก ท่านขุนชวงเลียงได้นำม้า วัว และล่อของตนเข้ามาช่วยเหลือ ขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จนการก่อสร้างสำเร็จ และยังช่วยขนส่งพัสดุไปรษณีย์กับเอกสารราชการไปตามจังหวัดทางตอนเหนือ ทำให้ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จึงประทานที่ดินจำนวน 5 ไร่ให้แก่ท่านขุนชวงเลียง ต่อมาท่านจึงสร้างบ้านไม้ขึ้นมาเป็นที่อาศัย ซึ่งคือที่ตั้งของกาดจีนยูนนานในปัจจุบัน

ความดีความชอบของท่านขุนชวงเลียงยังคงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคราวก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียงได้บริจาคที่ดินของตนจำนวน 100 ไร่ ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน ทำให้ขุนชวงเลียงได้รับความดีความชอบ จนได้รับประทานนามสกุล วงศ์ลือเกียรติ จากในหลวงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติของท่านขุนชวงเลียงยังมีความน่าสนใจ เมื่อสืบค้นจนพบว่าท่านขุนคือทายาทของ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพกองเรือของจีนที่เดินทางรอบโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทฤษฎีกล่าวว่าเจิ้งเห้อคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เจิ้งเห้อเดินทางไปหลายทวีปตั้งแต่แอฟริกา ซึ่งปรากฏในบันทึกว่าท่านเคยนำสัตว์จากแอฟริกา อาทิ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ยีราฟ ฯลฯ ถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ

เจิ้งเห้อยังเดินทางไปยังประเทศในทวีปเอเชียที่อยู่ติดกับทะเล รวมถึงประเทศไทยในรัชสมัย สมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคนไทยในปัจจุบันรู้จักท่านในนาม ‘เทพเจ้าซำปอกง’ หรือ หลวงพ่อโตจากวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากความเข้าใจผิด สาเหตุที่ชาวจีนมาไหว้วิญญาณเทพเจ้าซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรนั้น เกิดจากชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธกลุ่มหนึ่งเลื่อมใสในหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร จึงเขียนตัวอักษรจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ‘ซำปอฮุดกง’ หมายถึง พระเจ้า 3 พระองค์

นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อซำปอกงอ่านป้ายนั้นคลาดเคลื่อนเป็น ‘ซำปอกง’ จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงหรือเจิ้งเห้อ จึงกลายเป็นสถานที่สักการะซำปอกงมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บ้านไม้ของท่านขุนชวงเลียงที่เป็นแลนด์มาร์กของกาดนัดจีนยูนนาน จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย ทั้งในชุมชนบ้านฮ่อ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงระดับประเทศ

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ
กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“ในอดีตบ้านไม้ของขุนชวงเลียง ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของชาวจีนยูนนานในพื้นที่ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม กระทั่งต่อมามีการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อขึ้นใกล้ๆ กัน ก็เลยย้ายไปทำพิธีกรรมในมัสยิดแทน และทุกๆ วันศุกร์ คนในชุมชนจะเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิดกันทุกคน ลูกหลานของท่านขุนชวงเลียงจึงเปิดพื้นที่รอบบ้านให้คนในชุมชนเริ่มนำของมาขาย จากหนึ่งร้านก็ชักชวนต่อๆ กัน จนกลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ถึงวันนี้”

ชัยวัฒน์พาเราเดินชมรอบๆ บ้านเจิ้งเหอที่ตอนนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงปิดไว้ไม่ให้ใครเข้า เขาชี้ให้เราเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นจากการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านไม้โบราณหลังนี้

“เราจะเห็นว่ามีความพยายามซ่อมแซมบ้านหลังนี้อยู่ตลอด เช่น กระเบื้องดินเผาบนหลังคา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีกระเบื้องสองชนิด แบบแรกมีปลายโค้งคล้ายเกล็ดมังกร กับแบบเรียบที่นำมาซ่อมแซมภายหลัง เสาใต้ถุนบ้านก็พบว่ามีการเสริมเสาปูนเข้ามา เสาไม้หลายอันก็มีการเสริมให้แข็งแรงโดยชาวบ้าน บ้านไม้อายุขนาดนี้ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าล้าน ซึ่งชาวบ้านดูแลไม่ไหว ตอนที่บริษัทของเจ้านายผมเข้ามาซื้อพื้นที่ตรงนี้จากทายาทของท่านขุนชวงเลียง เราบอกความตั้งใจว่าจะเก็บบ้านไม้หลังนี้เอาไว้ 

“ในอนาคต เราปรึกษากับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ว่าจะซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์และใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านฮ่อ เพราะที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของชุมชนทุกคน หลายคนเคยวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราปล่อยให้บ้านนี้พังลงไปไม่ได้”

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

ระหว่างที่เดินตามชัยวัฒน์เข้าไปในตลาด แผงพ่อค้าแม่ค้าต่างทักทายเขาอย่างสนิทสนม บ้างก็ปรึกษา

“ผมเองเป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในบริเวณนี้ ผมทำงานที่ตลาดนี้มายี่สิบสองปี เราเลยรู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าบางคนที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตลาด หลายคนเริ่มทยอยเสียไปแล้วและได้ทายาทรุ่นสองมารับช่วงต่อ มันเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาเขามีปัญหาอะไรเราก็คุยกันได้ ตอนนี้หลายคนในตลาดกำลังกังวลเรื่องยอดขายที่น้อยลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 เราก็พยายามช่วยเขาให้ขายได้ดีเหมือนเดิม สร้างเพจของตลาดขึ้นมา ช่วยถ่ายรูปสินค้าโปรโมตลงเพจให้ผู้คนทั่วไปได้เห็น ได้รู้จัก เราเติบโตและเห็นคุณค่าของตลาดนัดแห่งนี้ เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นได้รู้เช่นกัน 

“สิ่งแรกที่ผมอยากสื่อสารเลยคือ ของที่นำมาขายที่นี่เป็นของดี เป็นผัก ผลไม้ คุณภาพดี สด และปลอดภัย ซึ่งปกติของที่มีคุณภาพแบบนี้มักจะถูกนำไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสู้ราคาไม่ได้ แต่ที่นี่เราตั้งใจเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเข้าถึงของดีได้ในราคาไม่แพงมาก แถมยังสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ชายที่เติบโตมากับพ่อค้า แม่ขาย และพื้นที่แห่งนี้ เล่าใจความสำคัญให้เราฟัง

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ในตลาด คือคนที่อยู่แถวดอยอ่างขาง ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอไชยปราการ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว ทำให้ปลูกผลผลิตเมืองหนาวได้ดี ที่ตลาดแห่งนี้เราจึงเห็นผักผลไม้เมืองหนาวในแต่ละฤดูกาลมาวางขายในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับ เชอรี่ บ๊วย หรืออะโวคาโดที่มีให้ซื้อตลอดปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบทำอาหารสไตล์จีนยูนนานที่ใหญ่และครบครันที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่นำเข้าจากจีน ไก่ดำ เต้าหู้ยี้ กิมจิหรือผักดองที่มีทั้งสูตรแบบไทย แบบจีน และไทใหญ่ให้ลอง 

หนึ่งในไฮไลต์ก็คือเนื้อหรือเป็ดน้ำค้าง ภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อของจีนยูนนานที่นำเนื้อมาพอกกับเหลือแล้วตาก นำมาผัดกับเครื่องเทศต่างๆ ได้รสชาติที่เข้มข้น

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

“เนื้อน้ำค้างหรือเป็ดน้ำค้างเป็นหนึ่งในสินค้าเด่นของที่นี่ และน่าจะเป็นตลาดเดียวที่มีสินค้านี้ขายเยอะที่สุด แต่ละเจ้าเขาก็จะมีสูตรประจำครอบครัว และมีลูกค้าประจำของแต่ละคนมาคอยต่อคิวซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน”

ระหว่างที่เดินในตลาด เราต้องหยุดเดินหลายครั้งเพื่อแวะถามชื่อของวัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่คุ้นตาเสียเลย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ให้รสเปรี้ยวกำลังดี นำไปต้มตัดเลี่ยนกับขาหมู ทำเป็นแกงหรือผัดกับเนื้อสัตว์ได้รสชาติอร่อย แถมยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาด้วยนะ

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เดินมาอีกหน่อย เราก็พบเมนูของทอดสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทาน นั่นคือข้าวโพดทอด อาหารทานเล่นของจีนยูนนาน ที่นำข้าวโพดหวานหมักกับแป้งสาลี ก่อนนำมาทอดในกระทะแบน เมื่อกัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบ และยังมีเมล็ดข้าวโพดให้เคี้ยว ทานได้อย่างเพลิดเพลินด้วยรสหวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ถัดมาอีกนิดเป็นแผงของทอดรูปทรงสามเหลี่ยมน่าทาน เป็นแป้งทอดยัดไส้คล้ายปอเปี๊ยะในแบบฉบับชาวมุสลิมที่เรียกว่า ซาโมซ่า มีทั้งไส้ผักและเนื้อสัตว์

อีกเมนูที่คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คือ ข้าวปุกงา หรือ ข้าวหนุกงา เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำกับงาขี้ม่อน แล้วนำไปย่าง ราดด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง แล้วห่อใบตองถือทาน ได้กลิ่นข้าวและงาหอมฟุ้ง หวานกำลังดี หนึบน่าเคี้ยว

“สำหรับบางคนที่ไม่อยากทานทันที ก็ซื้อข้าวปุกงาแบบแผ่นกลับบ้านได้ จะทอดให้กรอบนิดหน่อย หรือปิ้งให้หอมก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวปุกงาเป็นอาหารของคนบนดอยที่เขาทำกินในช่วงเทศกาลเท่านั้น ถ้ามาตลาดนัดจีนยูนนานจะได้กินทุกวันศุกร์ เนอะแม่” ชัยวัฒน์หันไปแซวคุณป้าเจ้าของร้านข้าวปุกงา สร้างเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราเดินเล่นในตลาดจวนจะเที่ยง แม้จะแวะชิมอาหารแปลกตาต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ในกระเพาะเหลือไว้สำหรับเมนูอร่อยจานถัดไปที่ชัยวัฒน์กำลังจะพาเราไป 

“อันนี้เป็นอีกร้านเก่าแก่ของตลาดครับ ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ ปัจจุบันรุ่นลูกเข้ามารับช่วงต่อ เป็นร้านอาหารที่ขายข้าวแรมฟืนร้อน ข้าวแรมฟืนเย็น และก๋วยเตี๋ยวยูนนาน” ไกด์หนุ่มประจำตลาดแนะนำอย่างเชี่ยวชาญ

เมนูทีเกิดจากการนำข้าวหรือแป้งจากถั่วเขียวมาโม่และหมักทิ้งไว้จนจับเป็นก้อน แล้วหั่นเป็นแท่ง ลูกเต๋า หรือซอยเป็นเส้นก็ได้ ราดน้ำซุปพร้อมเครื่องปรุง ทานคู่กับผักดอง ส่วนก๋วยเตี๋ยวยูนนาน จะนำแป้งข้าวมาซอยเป็นเส้น ราดด้วยซุปน้ำใสและเนื้อที่ผัดกับเครื่องเทศ ทานพร้อมผักดอง ต่อมาชาวเชียงใหม่หยิบมาดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ด้วยการใส่กะทิเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้น และเปลี่ยนมาใช้เส้นบะหมี่แทน โดยคำว่าข้าวซอย ก็มาจากกระบวนการนำก้อนแป้งมาซอยให้เป็นเส้นนั่นเอง 

ซึ่งที่ตลาดนัดจีนยูนนาน คุณจะได้ลองกินบรรพบุรุษของข้าวซอย และหากยังอยากตามรอยพัฒนาการของข้าวซอย ให้ลองเดินออกมาจากตลาดเล็กน้อย ใกล้ๆ กันจะมีร้านข้าวซอยอิสลาม ร้านเจ้าดังที่อยู่กับย่านมานาน มีเมนูข้าวซอยที่เริ่มวิวัฒนาการโดยมีการใส่กะทิ แต่ยังคงใช้เส้นจากข้าวอยู่ให้คุณลองชิม

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราทำภารกิจตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ตลาดก็วายทันกันพอดี

ขณะที่ชัยวัฒน์เดินมาส่งเรากลับบ้าน เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟัง

“ผมเชื่อว่าผู้คนในย่านหรือแม้แต่คนเชียงใหม่เอง รู้สึกผูกพันกับตลาดแห่งนี้ เดี๋ยวนี้เราหาตลาดที่มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยากแล้วนะครับ มันเป็นเสน่ห์ของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้โบราณ สินค้าต่างๆ หรือแม้แต่การจัดวางร้าน 

“เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาจจะดูรก ไม่วางตัวเป็นเส้นตรงเป๊ะๆ อยู่ในกรอบ แต่สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรถ้ามันจะส่งผลไม่ดี ในอนาคตเราจะพยายามพัฒนาให้มีกิจกรรม มีการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ให้คนรู้จักมากขึ้น ในสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เมื่อมันเริ่มดีขึ้น ผมก็อยากให้คนกลับมาสนุกกับการเดินตลาดอีกครั้ง” ชัยวัฒย์ส่งต่อความในใจด้วยรอยยิ้ม

กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ)

ที่ตั้ง : ซอยเจริญประเทศ 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์ เวลา 05.00 – 12.00 น. 

โทรศัพท์ : 06 2592 3447

Facebook : กาดนัดจีนยูนาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load