2 กุมภาพันธ์ 2565
8 K

แม้จะกล่าวตั้งแต่เริ่มต้นบทสนทนาว่าไม่ค่อยอยากพูดคุยเรื่องส่วนตัวมากเท่ากับการพูดถึงเรื่องงานนัก แต่ มาร์คูส โรเซลีบ (Markus Roselieb) ก็ยังเปิดโอกาสให้ The Cloud เจาะลึกถึงช่วงวันวัยแห่งการเดินทางของชีวิต ก่อนจะก้าวมาเป็นนักคิดและนักออกแบบที่มีผลงานโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งบริษัท CLC (Chiangmai Life Construction) และ Chiangmai Life Architects ผู้บุกเบิกเส้นทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยจากไม้ไผ่และดิน ซึ่งเปลี่ยนมุมมองการรับรู้ของผู้คนต่อวัสดุทั้งสองชนิดนี้ ให้กลายเป็นวัสดุแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสวยงามเหนือกาลเวลา

ขออนุญาตพูดคุยเรื่องส่วนตัวสักหน่อยนะคะ

ผมไม่ค่อยอยากคุยเรื่องส่วนตัวนัก เราทำตรงนี้เพราะอยากช่วยโลกมากกว่า และที่สำคัญคือ เราทำงานนี้คนเดียวไม่ได้ เราทำกันเป็นทีม ร่วมกันคิด แลกเปลี่ยนกัน แต่ก็ถามได้นะครับ จะพยายามตอบครับ (ยิ้ม)

คุณมาร์คูสมาอยู่เมืองไทยได้อย่างไร

ผมมาครั้งแรกประมาณ 31 ปีที่แล้ว ประมาณปี 1991 (พ.ศ. 2534) ตอนนั้นผมยังเรียนแพทย์อยู่ ระบบการเรียนการสอนแพทย์ที่ออสเตรียกับเมืองไทยคล้าย ๆ กัน หลังจากเรียนจบเราต้องทำงานให้รัฐบาล 3 ปี 1 ปีจะถูกส่งไปทำงานที่ต่างประเทศและอีก 2 ปีกลับไปทำงานให้รัฐบาลออสเตรีย ตอนนั้นมีประเทศให้เลือกประมาณ 10 ประเทศ มีอเมริกาใต้ มียุโรปด้วยซึ่งผมไม่ได้สนใจ ผมสนใจเอเชียมาก เอเชียมีประเทศไทยประเทศเดียว ผมก็เลยได้มาแลกเปลี่ยนที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 1 ปี

มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่

แล้วก็กลับมาหลังจากทำงานให้รัฐบาลออสเตรีย 2 ปีเหรอคะ

ครับ ผมมีครอบครัวที่เมืองไทย แล้วก็กลับไป ออสเตรีย หลังจากนั้น ผมก็กลับมาปักหลักที่เมืองไทยครับ

มาอยู่เมืองไทยได้นานแค่ไหนแล้วคะ

ประมาณ 25 – 26 ปี

มาอยู่เมืองไทยแรก ๆ คือมาเป็นแพทย์ใช่ไหมคะ

ครับ ครั้งแรกยังทำงานเป็นหมออยู่ ทำอยู่สักราว ๆ 5 ปี ครั้งแรกเป็นหมอที่ค่ายผู้ลี้ภัยแถว ๆ สุรินทร์ และทำงาน International SOS เป็นบริษัทที่บินส่งคนไข้ไปรักษาอีกประเทศหนึ่ง และก็ทำงานที่ประเทศพม่ากับเวียดนามด้วย

แล้วทำไมจากหมอมาทำงานด้านก่อสร้าง ด้านออกแบบได้คะ

เรื่องการออกแบบสร้างบ้านอยู่ในตัวผมมาตั้งแต่เด็กนะครับ เพราะออสเตรียไม่เหมือนเมืองไทย ไม่มีช่างเยอะ เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซ่อมเอง สร้างเอง และผมชอบการสร้างบ้านอยู่แล้วด้วย ทำมาเรื่อย ๆ ตอนอยู่ต่างจังหวัดตรงกลางประเทศออสเตรีย เป็นเมืองในหุบเขา ตอนนั้นเราต้องซ่อมบ้านเก่าอยู่เรื่อย ๆ เราดูแล้วคิดเองว่าอันนี้ต้องซ่อมอะไร หรือเพิ่มห้อง คิดเอง ทำเอง คนมาช่วยก็คือเพื่อนบ้าน นั่นก็นานแล้วนะครับ 30 – 40 ปีที่แล้ว

เมืองในภูเขากลางออสเตรียแบบในหนัง The Sound of Music เหรอคะ

The Sound of Music สำหรับคนออสเตรียก็เหมือน เดอะคิงแอนด์ไอ ของคนไทย ไม่มีใครดู มันเป็นหนังอเมริกันที่มองคนออสเตรียเป็นอย่างนั้น ผมเองก็ยังไม่เคยดู (หัวเราะ) ที่ผมอยู่เป็นหุบเขาห่างจากซัลทซ์บวร์ค (Salzburg) ประมาณ 100 กิโลเมตร

จากอาชีพแพทย์แล้วเริ่มสนใจไม้ไผ่ได้ยังไงคะ

ตอนแรกอยู่กรุงเทพฯ ก่อน และมีบ้านพักผ่อนที่ศรีราชาเป็นบ้านเก่าติดทะเล เวลาเราไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว คนอื่นสนุกสนาน แต่ผมต้องซ่อมแซมบ้านตลอดเวลา อากาศจากทะเลทำให้ปูนหายไป เหล็กก็ถูกกินตลอด ตอนนั้นเริ่มคิดว่าน่าจะมีวัสดุที่ดีกว่านี้ ที่ไม่ต้องซ่อมตลอด คือถ้าเราใช้เหล็กกับอากาศตรงนั้น ต้องเป็นเหล็กคุณภาพสูงเหมือนเหล็กที่ใช้กับเรือซึ่งแพงมาก ๆ

ผมพบว่าดินโดนเกลือก็ไม่เสีย ไม้ไผ่ก็ไม่เสีย ถ้าจะให้ทนต้องแช่ไม้ไผ่กับเกลือ เพื่อให้อยู่ได้นาน นั่นทำให้เราไม่พบปัญหาสนิม อากาศทะเลก็ไม่ทำให้ไม้ไผ่เป็นอะไร อยู่ได้นาน ตอนนั้นเริ่มตั้งคำถามว่า ในเมื่อฟังก์ชันของไม้ไผ่กับดินสูงกว่าเหล็กกับปูน ทำไมคนอื่นไม่ใช้ แล้วก็พบว่าเพราะเขาไม่มีความรู้ แค่นั้นแหละครับ ไม่ได้อยู่ที่ตัววัสดุ แต่อยู่ที่ความรู้ ถ้ามีความรู้ก็ใช้ได้

ตอนนั้นก็เริ่มศึกษาหาความรู้ ไปอ่าน ไปคุยกับคนที่ทำ สำคัญที่สุดคือลงมือทำเอง เมื่อมีอะไรผิด ก็จะได้เรียนรู้ ผมเชื่อมั่นว่าวัสดุนี้ฟังก์ชันสูงกว่า แต่คนทั่วไปรู้สึกว่าเป็นวัสดุสำหรับคนจน ไม่น่าจะเหมาะสำหรับคนทั่วไป คนคิดว่าคนจนใช้ไม้ไผ่เพราะถูก อีกไม่นานจะหักและพัง พังเพราะมอดกิน มอดกินเพราะอะไร ก็เพราะว่าเขาเลือกไม้ไผ่ที่อายุยังไม่ถึง เลือกไม้ไผ่ที่ยังเป็นอาหารอยู่ ยังไม่ใช่วัสดุก่อสร้าง หรือเขาสร้างบ้านดินด้วยการก่อสร้างที่ถูกหรือที่เร็วเกิน ทำให้ไม่สวย สุดท้ายก็อยู่ได้ใม่นาน ผมพบว่าแค่เพิ่มความรู้และความงาม เราจะเปลี่ยนความรู้สึกกับวัสดุได้ นี่คือสิ่งสำคัญ

มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่
มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่

ความรู้ ความงาม ความรู้สึกกับวัสดุ

ครับ ไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน แต่สวย อยู่ได้สบายและเหมาะกับคนปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เหมาะกับคนที่เป็นฮิปปี้หรือคนแก่หรือชาวบ้าน แต่เหมาะกับทุกคนเพราะมันอยู่ที่การออกแบบด้วย เราออกแบบให้สว่าง สะอาดได้ ความรู้สึกของคนทั่วไปคือ มันไม่สะอาดเพราะมอดกิน มีฝุ่นลงมา ดินก็มีฝุ่น เราต้องคิดว่าจะหาทางเปลี่ยนภาพในสมองของคนยังไงดี

ในยุคเริ่มต้นนั้นความรู้ด้านไม้ไผ่หาไม่ง่ายเหมือนทุกวันนี้ใช่ไหมคะ

ครั้งแรกก็ฟังคนอื่นนะ ผมเพิ่งรื้อศาลาแรกที่เราทำที่เคยอยู่ตรงนี้ เพราะครั้งแรกเราทำตามคนอื่น ไม้ไผ่ต้องวางอย่างนี้ อย่างนั้น แต่พอทำมาแล้ว ตรงนี้ดูอ่อนแอ ตรงนั้นก็ไม่สวย เราก็เรียนรู้แล้วทำต่อไป ช่วงนั้นความรู้ในเมืองไทยน้อยมาก ความรู้ด้านไม้ไผ่มีมากที่สุดในอเมริกาใต้ ที่ประเทศโคลอมเบีย มีสถาปนิก ซีโมน วิเลจ (Simon Velez) สร้างอาคารที่สวยและมีชี่อเสียงจากไม้ไผ่ เป็นคนแรกที่ใช้วิศวกรมาร่วมงานเพื่อใช้ไม้ไผ่ในการก่อสร้างอาคาร ความรู้ก็เกิดขึ้น และก็มีคนเยอรมันที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นโปรเฟสเซอร์ที่โน่นชื่อ ลีเซ่ (Prof. Walter Liese) เขาเป็นคนแรกที่ดูไม้ไผ่อย่างละเอียดว่า Micro Structure เป็นอย่างไร แล้วก็มีคนเยอรมันอีกคน ยัวสตัม (Jorg Stamm) ทำสะพานแรกที่รถผ่านได้จากไม้ไผ่ แต่ที่นั่นใช้ไม้ไผ่อีกชนิดหนึ่ง เป็นไม้ไผ่ต้นใหญ่ ซึ่งผมไม่ค่อยชอบ ผมชอบไม้ไผ่เส้นเล็ก เส้นมันสวยกว่า

ตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นแพทย์ที่สนใจไม้ไผ่เป็นงานอดิเรก

ไม่ใช่ครับ ตอนนั้นผมทำเป็นเรื่องหลักแล้ว ผมเรียนหมอมา ผมก็ยังดูแลครอบครัว เพื่อน สถานทูต คือ ความเป็นหมอก็ไม่หายไป เพียงแต่ไม่ได้ทำงานหลักเป็นหมอ

คุณเรียนรู้ด้วยตััวเองมาเรื่อย ๆ

เราก็อ่าน ทดลอง หาความรู้ หาคนที่เคยทำ ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องก็ลองใหม่ ผมเลือกแช่ไม้ไผ่ในบอแรกซ์ เพราะเป็นวัสดุธรรมชาติเหมือนกัน ไม่ใช่สารเคมี บอแรกซ์ใช้สำหรับทำให้ลูกชิ้นกรอบ กินได้ ไม่ได้เป็นพิษ แสดงว่าใช้กับโรงเรียนได้ ถ้าเด็กอยากเลีย ก็เลียได้ ไม่เป็นไร (คนฟังหัวเราะกันร่วน) ต้องพูดอย่างนี้เพราะผู้ปกครองเป็นอย่างนี้ จะพูดว่า มีบอแรกซ์ ๆ (หัวเราะกัน) แต่นี่เป็นเรื่องจริงนะครับ บอแรกซ์ใช้ในสารดับเพลิงด้วย ช่วยให้ติดไฟยาก และมีหลายประโยน์ เราก็เลือกตัวนี้ โชคดีที่เราเจอทีมที่ดี (หันไปทางเพื่อนทีมงาน) ทำงานด้วยกันได้ ไม่งั้นงานของเราก็จะไม่ไปไหนครับ

คุณใช้ไม้ไผ่จากที่ไหน

จากภาคเหนือ ใช้ประมาณ 5 – 6 ชนิด เราเป็นคนแรกที่ใช้ไม้ไผ่เส้นเล็กอย่างไผ่รวกดำ ที่เห็นมีแต้มปลายสีเหลืองกับสีแดง ตัวนั้นพิเศษหน่อยตรงที่เกือบไม่มีรู มีแต่ไฟเบอร์ ทำให้ไม้ไผ่ตัวนี้มีความแข็งแรงในการดึงสูงมาก สูงกว่าเหล็กอีก ถ้าเราทำเป็นมัดใหญ่ก็ใช้ทำงานใหญ่ ๆ คนอื่นชอบไม้ไผ่ใหญ่ แต่ผมใช้บ้าง แต่ใช้น้อยกว่า

มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่

คุณมีแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่พร้อมจะส่งไม้ไผ่ให้ในระยะยาว

เรามี Supplier ที่ใช้มาตลอดสิบกว่าปี เราต้องสอนเขาว่า เราต้องการไม้ไผ่แบบไหน ตัดอย่างไรถึงจะมีคุณภาพดี ถ้าตัดเร็วเกินไป ปีหน้าเขาจะไม่มีอะไรขายให้เรา เมื่อก่อนเขาตัดมา เราใช้ได้แค่ 80 เปอร์เซ็นต์ต้องคืนที่เหลือไป แต่ตอนนี้เขาตัดมาถูกต้อง เราใช้ได้ทั้งหมด เราก็เพิ่มเงินให้เขาด้วย ถ้าตัดไม้ไผ่อย่างถูกต้องและมีคุณภาพดี สิ่งแวดล้อมก็ดีด้วย ไม้ไผ่ในป่าจะฟื้นตัว

ความรู้เกี่ยวกับไผ่อยู่ที่ตัวของคุณใช่ไหม

ผมกับเขาครับที่เป็นคนออกแบบ (ชี้ไปที่ทีมงานที่อยู่ในห้อง-คุณทศพลหรือที่คุณมาร์คูสเรียกว่าคุณสามารถ เพราะสามารถทำได้ทุกอย่าง) และก็มีคนที่แช่ไม้ไผ่ มีคนตรวจครั้งแรก มีโฟร์แมน มีทีมก่อสร้างที่มีประสบการณ์เฉพาะในการก่อสร้างไม้ไผ่ซึ่งมี 2 ทีม มีทีมดิน 2 ทีม ที่ทำงานกันมาตั้งแต่แรก ๆ ตอนนี้ก็เป็นสิบปี

ทุกอาคารที่เราสร้างเราต้องเรียนเพิ่มเติมจากอาคารที่เสร็จแล้ว เราจะมาคุยกันว่าเราได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม ความอ่อนแอตรงนี้เราทำยังไงให้มันหายไป ทุกคนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นและปรับตัว ตอนนี้โฟร์แมนในแต่ละทีมค่อนข้างเก่งและเรียนรู้จากการทำงาน จนเกิดความคิดด้วยว่าอันไหนเวิร์กไม่เวิร์ก ถ้าไม่เวิร์กเราจะปรับยังไง คือตัวผมเองผมชอบปรับปรุงตลอดเวลาให้มันมีอะไรใหม่เกิดขึ้น และสุดท้ายผมเห็นว่ามันอยู่ในความคิดของพวกเขาด้วยตอนนี้ พวกเขาต่างมีไอเดียใหม่ มีอะไรมาคุยมาเสนอกัน มันสนุกครับ และทำให้คุณภาพเพิ่มตลอด

ถ้าเราเปรียบเทียบไม้ไผ่กับเหล็ก เวลา 30 – 40 ปี ถ้าจะลงทุนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ต้อบใช้เงินเป็นร้อยล้านบาทท แต่ความรู้ของไม้ไผ่ใช้แค่พันสองพัน (หัวเราะ) ผมเห็นว่ายิ่งมีเวลา ยิ่งมีสตางค์ ยิ่งมีคน ความรู้ก็จะเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราทำกับไม้ไผ่ได้ก็จะมีมากขึ้น งานเก่ากับงานใหม่ของเราเป็นคนละอย่างเลย

อาคารแบบนี้ราคาสูงไหม

คำว่า ถูก กับ ไม่ทน มักมาคู่กันตลอด ถ้าผมบอกว่า ถูก กับ ดี ไม่มีใครเชื่อ เพราะฉะนั้นผมไม่เคยแข่งขันเรื่องราคา ผมจะเน้นการใช้คน ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือใหญ่ ๆ เพื่อแช่ เจาะรู คนที่ผมใช้ส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เขาไม่มีเงิน ผมอยากให้เงินเข้ากระเป๋าเขามากกว่าจะใช้เครื่องใหญ่ การใช้คนทำให้ราคาสูงกว่าที่อื่นนิดหนึ่ง แต่ผมเรียกว่า Social Tax ผมอยากจะกระจายเงินนี้ ผมอธิบายลูกค้าว่าถ้าอยากได้คุณภาพก็ราคาสูงหน่อย แต่ได้อาคารที่ทุกคนเข้าไปแล้วยิ้ม ทนทาน มีฟังก์ชัน คนที่อยากได้คุณภาพเขาเข้าใจอยู่แล้ว

บางคนมาผมอยากได้คุณภาพ แต่ไม่อยากจ่ายตังค์ โอ้ อันนี้แพง อันนั้นแพง ก็ได้ครับ งั้นผมไม่ทำ เพื่อนสถาปนิกคนอื่นอาจจะรูู้สึกว่าต้องทำเพราะเป็นโอกาสหรือต้องช่วยเขา แต่สำหรับผม ถ้าผมเห็นว่าไม่เวิร์กก็จบ ไม่ทำ ถ้าเขาอยากได้ของถูก ๆ ผมช่วยไม่ได้ ผมไม่รู้จะสร้างอะไรถูก ๆ ที่จะทำให้คุณพอใจและผมก็พอใจด้วย ทำไม่เป็นจริง ๆ คนทำเป็นมีครับต้องไปหาคนนั้น เราต้องรู้ว่าเราถนัดอะไร ชอบอะไร และอยากทำอะไร

มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่
มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่

บ้านไม้ไผ่จะคุ้มค่ากว่าบ้านปูนไหมคะ

บ้านปูนในหมู่บ้าน อายุ 40 – 50 ปีก็เริ่มโทรมแล้ว พอถึงช่วงเวลานั้น ความคิดในการสร้าง การออกแบบก็เปลี่ยนไปแล้ว เช่น 20 ปีก่อนหน้าต่างบ้านต้องเล็ก เปิดยาก เพื่อป้องกันขโมย แต่ตอนนี้หน้าต่างใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นหมู่บ้านทั่วไปอีก 50 ปีเขาก็จะรื้อไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เพราะมันไม่เหมาะกับคนอีก 50 ปีข้างหน้า

แต่บ้านของเราอยู่ได้หลายร้อยปีและเขาไม่น่าจะรื้อ เพราะมันอยู่นอกความคิดของเวลา บ้านของเราเป็นสิ่งที่แปลกตลอดเวลา เป็นสิ่งที่สวยตลอดเวลา เพราะไม่ได้อยู่ในแฟชั่น ผมเห็นว่าบ้านของเราจะอยู่นานกว่า ถ้าเราดูบ้านที่แปลก ไม่ใช่เฉพาะแค่บ้านดินหรือบ้านไม้ไผ่ แต่เป็นบ้านที่สถาปนิกออกแบบนอกกระแสแฟชั่น เหมือนอย่าง แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frank Lloyd Wright) บ้านของเขายังสวยอยู่สำหรับทุกคน เขาไม่ได้สร้างเหมือนคนอื่นในช่วงเวลานั้น 

บ้านที่ผมสร้างก็เช่นกัน ผมไม่ได้สร้างเหมือนคนอื่น ไม่ได้เป็นเหมือนบ้านในหมู่บ้านจัดสรร หรือบ้านคนรวยที่เขาสร้างเป็นบาวเฮาส์ (Bauhaus) ซึ่งอีก 20 ปี จะไม่มีคนสนใจ บ้านที่ทำจะกลายเป็นบ้านเก่า เพราะตอนนั้นเขาไม่ได้สร้างบ้านแบบนี้กันแล้ว เราต้องเห็นว่านี่คือความจริงเนอะ

วิธีคิดอย่างนี้เกิดมาได้อย่างไร มาจากการเป็นแพทย์หรืออะไร

ผมโชคดีที่เกิดที่กรุงเวียนนา เป็นเมืองที่มีอดีตยาวนาน มีอาคารที่สวยงามเยอะ และสวยงามในแต่ละช่วงเวลา ผมเองก็ไปดูเยอะ ตอนเด็ก ๆ ผมชอบเข้าไปในอาคารเก่าหรืออาคารใหญ่ ๆ และจับความรู้สึกว่าอาคารนี้ทำอะไรกับผมบ้าง ทำไมอาคารนี้จึงดึงดูดให้คนเข้ามา แต่ทำไมอาคารนั้นคนไม่ค่อยเข้า มันต่างกันยังไง ผมชอบทำอย่างนี้มานานแล้ว เข้าไปในอาคารและทำความเข้าใจกับสิ่งที่สถาปนิกออกแบบ คนที่เข้าไปในอาคารนั้นจะเกิดรีแอคอย่างไร สถาปนิกบางคนเก่งมาก ทุกสิ่งที่เขาสร้างดึงดูดทุกคนได้ แต่บางคนทำอะไรก็ไม่มีคนสนใจ

การออกแบบอาคารนี่เชื่อมต่อกับความรู้สึกนึกคิดของคนนะคะ

ถ้าเป็นสถาปนิกจริงเราต้องรับผิดชอบมนุษย์ มนุษย์จะใช้บ้านหลังนี้เพื่ออะไร ชอบยังไง จึงจะอยู่ได้สบาย แต่ละประเทศก็มีวิถีชีวิตที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน เราต้องดึงสิ่งที่มนุษย์ต้องการออกมา และพยายามสร้างให้ฟังก์ชันมาก่อน ให้เขาใช้บ้านหลังนี้อย่างจับใจ มีความอบอุ่น และทำให้ทุกคนอยากอยู่ตลอดเวลา ในหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป สาย ๆ วันเสาร์คนจะออกจากบ้านประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ คนเอาเงินในกระเป๋ามาซื้อบ้านให้ครอบครัว แต่เวลาว่างต้องไปที่อื่น เพราะที่อื่นสวยกว่า มันแปลกเนอะ ถ้าเสาร์อาทิตย์ลูกค้าของผมอยู่บ้าน ผมจะดีใจ แต่ถ้าเขาไม่อยู่บ้าน ผมต้องกลับมาคิดแล้วว่าผมทำอะไรผิด

ตอนวัยเด็กก็ชอบเรื่องอาคารนะคะ ทำไมถึงได้มาเป็นคุณหมอไม่ใช่สถาปนิกแต่แรก

ก็เหมือนที่นี่ครับ ผมเป็นคนที่เรียนได้คะแนนสูง ที่เมืองไทยต้องเรียนหมอใช่ไหมครับ ที่ออสเตรียเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้วก็เป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนแล้ว คุณตาของผมก็เป็นหมอ ผมก็ไม่มีคำถามอะไร ก็โอเคครับ ไม่ได้คิดอะไรมากมาย

มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่
มาคุส โรเซลีบ หมอจากเวียนนาเรียนด้วยตัวเองจนเป็นสถาปนิกงานไม้ไผ่ระดับโลกที่เชียงใหม่

งานที่ทำ ทำไมจึงใช้เส้นสายฟรีฟอร์ม

มันมาจาก 2 อย่าง หนึ่ง มาจากไอเดียที่เราสร้างอะไรในแต่ละพื้นที่ ผมไม่ค่อยชอบอะไรมาวางบนพื้นที่ ไม่ใช่คิดแล้วมาวางตรงไหนก็ได้ ผมเห็นว่าเราต้องเข้าใจพื้นที่ ต้องสร้างอะไรในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ธรรมชาติของพื้นที่มันจะเจริญด้วย และมีความรู้สึกจากพื้นที่เกิดขึ้นมากขึ้นด้วย

บางทีเรามีสเปซอย่างนี้ เราก็ต้องใช้โฟลว์ของสเปซหาทรงของอาคารที่เข้าสเปซ บางทีผมเห็นเกาะที่มีสภาพพื้นที่เป็นหิน แต่เขาสร้างอะไรที่เป็นแบบนี้ (ทำมือรูปทรงกล่องเหลี่ยม ๆ) เห็นแล้วคิดว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่สร้างบ้านที่ล้อไปกับหินแล้วก็งอกออกมา อะไรอย่างนี้ (ทำมือทำไม้) เท่กว่าด้วย มันจะทำให้เกาะสวยกว่าเดิม ไม่ใช่มีเกาะแล้วบ้านต้องอยู่ข้างบน ฟรีฟอร์มาจากฟอร์มของธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่แรก

และสอง ผมเห็นว่าชีวิตของเรา แต่ละคนก็มีหน้าตาไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ ทำไมบ้านต้องเหมือนกัน มันมาจากไหนครับไอเดียนี้ ต้นไม้แต่ละต้นก็ไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ แต่ทำไมบ้านต้องเหมือน ๆ กันไปหมด มันไม่ใช่!

เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

ครับ คนเข้าป่าแล้วบอกว่าสวย ป่าสวย ธรรมชาติสวย เพราะว่าอะไร เพราะว่าเหมือนกันใช่ไหม ไม่ใช่ เพราะเป็นภาพที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีทรงของเขาเอง มีความรู้สึก มีความหนัก ความเบาของเขาเอง มันต่างกัน ความสวยที่ต่างกันหมด ไม่เหมือนกันหมด ถ้าเหมือนกันก็เข้าคุกสิ ไม่ต้องมีอะไรต่างกัน ไม่มีใครชอบใช่ไหมครับ บ้านก็เหมือนกัน

คุณสร้างสมดุลทางธุรกิจอย่างไรคะ

เราต้องทำกำไร แต่ทำให้พอดี ถ้าแพงเกินไปไม่มีใครทำ ถ้าถูกเกินไปสิ่งที่เราต้องการจะไม่เกิดขึ้น เราต้องหาตรงกลางว่าอยู่ตรงไหน ครั้งแรกเราอาจจะไม่รู้ แต่เราทำธุรกิจนี้สิบปีแล้ว เราก็โอเค ลูกค้ายังรับได้ และก็มีกำไรพอสำหรับทีมงานเราอยู่ได้ เราเองอยู่ได้

ที่สำคัญของเราคือ สนุก มีความสุข และมีความคิดสร้างสรรค์ เราเห็นว่าอันนี้เกิดขึ้น อันนั้นเกิดขึ้น คนชอบ แต่กำไรต้องมี เราก็เคยทำผิดมาหลายอย่าง ลูกค้าไม่จ่ายสตางค์ก็มี ต้องไปสู้ในศาล โดยรวมธุรกิจก็ปกติครับ อยู่ได้

จากในหุบเขาออสเตรียและอาคารเก่าในกรุงเวียนนา ถึงงานสถาปัตยกรรรมเหนือกาลเวลาที่สร้างจากไม้ไผ่และดิน ของ Markus Roselieb ผู้ก่อตั้ง CLC เมืองเชียงใหม่
จากในหุบเขาออสเตรียและอาคารเก่าในกรุงเวียนนา ถึงงานสถาปัตยกรรรมเหนือกาลเวลาที่สร้างจากไม้ไผ่และดิน ของ Markus Roselieb ผู้ก่อตั้ง CLC เมืองเชียงใหม่

ลูกค้าเริ่มต้นจากที่เห็นงานสร้างโรงเรียนปัญญาเด่น แล้วบอกต่อใช่ไหมคะ

ครับ เราโชคดีที่ได้ลงนิตยสารและได้รางวัลเร็ว เป็นรางวัลระดับโลกด้วย คนก็สนใจ มาจากทั่วโลก ตรงนี้ก็ช่วยเยอะเหมือนกัน และเราต้องทำเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ต้องทำเรื่อย ๆ ผมเองก็ต้องไปบรรยายที่ฮ่องกง กัวลาลัมเปอร์ จีน ก็เป็นงานของเรา เขาเชิญเราก็ไป

ตอนนี้ทำงานไหนอยู่บ้าง

ตอนนี้ก็เงียบหน่อย เคยมีออกแบบที่เมืองจีน เรามีงานต่างประเทศที่แค่ออกแบบ ไม่ได้สร้าง และในเมืองไทยด้วย แต่สำหรับบริษัทก่อสร้างนี้ (CLC) เราทำแต่งานของเรา ส่วนงานออกแบบ (CLA) เรารับออกแบบได้ทุกอย่าง ไม่ต้องให้เราทำก็ได้ และไม่ต้องเป็นไม้ไผ่กับดินเราก็รับออกแบบครับ

การก่อสร้างด้วยไม้ไผ่กับดิน นานหรือเร็วกว่าการก่อสร้างทั่วไป

ส่วนมากเร็วกว่ารับเหมาทั่วไป แต่คนรับเหมาเมืองไทยก็แปลก เขาใช้เวลานาน ผมว่ากำไรมันอยู่ในเวลาเท่านั้นนะครับ ยิ่งเร็วยิ่งได้กำไร คนรับเหมาเมืองไทยเขาทำงานช้า แล้วเขาอยู่ได้ยังไง ผมยังนึกไม่ออก แต่ส่วนมากเราพยายามเริ่มแล้วทำให้จบ บ้านอย่างนี้สัก 3 เดือนจบ 4 เดือนเสร็จแน่นอน

มีอาร์ตโปรเจกต์ไหม

มีที่กฤษดาดอย ที่เคยทำเป็นแลนด์มาร์ก

ทุกวันนี้ยังรักษาคนไข้ไหมคะ

ดูแลเฉพาะครอบครัว คนงาน ไม่ได้รับคนที่ไม่รู้จัก

จากในหุบเขาออสเตรียและอาคารเก่าในกรุงเวียนนา ถึงงานสถาปัตยกรรรมเหนือกาลเวลาที่สร้างจากไม้ไผ่และดิน ของ Markus Roselieb ผู้ก่อตั้ง CLC เมืองเชียงใหม่

อยู่เมืองไทยมานาน ยังมีคัลเจอร์ช็อกอยู่ไหมคะ

ตอนนี้อยู่นานจนเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีเรื่องที่มีความเสียใจบ้างนะครับ คือเมืองไทยมีธรรมชาติสวยงามมาก แต่คนที่ดูแลธรรมชาติในเมืองไทยยังน้อยอยู่ ส่วนมากชอบเผา ชอบทิ้ง ตอนนี้เหมือนว่าประเทศอื่น ๆ ดูแลธรรมชาติมากกว่าเราแล้ว หลายอย่างคนไทยเก่ง แต่เรื่องดูแลสิ่งแวดล้อม น่าเสียใจ แค่นั้นแหละครับ นอกนั้นเห็นว่าชอบอยู่ที่นี่ สนุกดี ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันแหละ รัฐบาลไม่รู้เรื่อง ออสเตรียก็เหมือนกัน และที่คนบอกที่นี่แย่ ที่โน่นก็แย่เหมือนกัน ไม่ต้องห่วงครับ

ถ้ารัฐบาลแย่เหมือนกัน แล้วอะไรที่ทำให้เราต่างกันได้ละคะ

การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญครับ แต่ถ้ามีเยอะเกินอาจจะทำให้ระดับความสุขลดลง ถ้าเรารู้เยอะเกิน เพราะฉะนั้นก็ เราอาจต้องหาสมดุลหน่อย ผมก็ไม่รู้ว่าที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน แต่อาจจะเพิ่มการศึกษาในเมืองไทยอีกสักหน่อยก็ดี แต่ต้องเท่ากับที่โน่นไหม อาจจะไม่จำเป็น ไม่ทราบนะครับ

(คุณมาร์คูสพาชมโรงเรียนนานาชาติปัญญาเด่น ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ภรรยาและคุณมาร์คูสร่วมกันก่อตั้ง และเป็นผลงานอันโดดเด่นในด้านการออกแบบอาคารห้องเรียนต่าง ๆ ซึ่งได้รางวัลนานานาชาติหลากหลายรางวัลมาก)

นี่เป็นห้องสมุดสำหรับเด็กโต ตอนนี้โรงเรียนเราปรับการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ใช้เป็นระบบ Room Climate เทคโนโลยีล่าสุด (พูดด้วยน้ำเสียงสนุก) ผมเป็นคนชอบเทคโนโลยีและชอบวัสดุธรรมชาติด้วย ผมชอบทั้งสองอย่าง

บางคนชอบธรรมชาติ จะไม่ค่อยชอบเทคโนโลยี

ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นนะครับ ผมชอบทั้งสองอย่าง มันไปด้วยกันได้ เราก็ชอบทำอย่างนี้ เห็นว่ามันโอเค ถ้าเราวางให้สวย ใช้เทคโนโลยีทันสมัยให้เหมาะสม สุดท้ายอารมณ์ของอาคารและคนเข้าไปใช้งานก็โอเค

อาคารต่าง ๆ ผมออกแบบให้เด็กรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ ตอนเป็นเด็กผมไม่ได้สนใจอาคารหรือความสวยงามต่าง ๆ แต่พอได้เห็นตลอดความรู้และความรู้สึกก็เกิดขึ้นเอง โดยเฉพาะธรรมชาติ บางคนอาจคิดว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเรา แต่ไม่ใช่เลย ไม่จำเป็นว่าธรรมชาติต้องสกปรกหรือน่ากลัว เท่าที่ผมสังเกตพ่อแม่ในกรุงเทพฯ เห็นลูกถอดรองเท้าก็กลัวสกปรก อันตราย เด็ก ๆ ไม่เคยถอดรองเท้าสัมผัสดินเลย พ่อแม่ก็เหมือนกัน อยู่บ้านปูนตลอด และเห็นว่าดินเป็นสิ่งที่ ‘อันตราย’ นี่เรื่องจริงนะ!

อะไรเป็นแรงบันดาลใจที่สุดในเรื่องการใช้ชีวิต หรือมีสถาปนิกที่ชอบมาก ๆ ที่นับถือไหมคะ

ตอบยาก ที่เห็นว่าที่ช่วยเยอะคือ ผมนั่งสมาธิตั้งแต่อายุน้อย ผมเคยไปอินเดียและบวชเป็นพระอยู่ที่อินเดีย พอมาเมืองไทยก็ได้ความรู้จากพระไทย ท่านชยสาโร ท่านอมโร สายหลวงพ่อชา มาจากวัดป่า ได้เรียนรู้เยอะเหมือนกัน นี่เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตของผมเอง เพราะทำให้มีความสงบในสมองเวลามีปัญหาเยอะ และเป็นส่วนที่ทำให้มีความคิดที่สำคัญว่า เราต้องเปิดสมองและเรียนรู้ตลอดเวลา นำข้อมูลเข้าไป ไม่ใช่เรารู้ว่าเรารู้ทุกอย่างแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็มาจากการที่เรานั่งสมาธิ

คิดว่าในชีวิตของเรา อันนี้คือสำคัญที่สุด ก็นั่งสมาธิทุกวันครับ

ตั้งแต่อายุเท่าไรคะ

อายุประมาณ 18 ตอนยังอยู่เวียนนา ไม่รู้ว่ายังไงครับ โชคดีได้เจอโยคีอินเดีย เขามาเที่ยวเจอกัน ก็สนใจ ตอนไปบวชที่อินเดีย บวชแถวราชสถานใกล้ทะเลสาบ ช่วงอายุประมาณ 26 หลังจากเรียนจบหมอ มีเวลาว่าง 1 ปีก่อนมาใช้ทุน 3 ปี ผมเรียนจบ ก็ขอว่าง 1 ปี แต่ไปบวช 6 เดือนและที่เหลือคือเที่ยว

ทุกวันนี้ผมไปเข้าคอร์สวิปัสสนา 10 วันทุกปี ดีมาก ชอบมาก อันนี้ผมคิดว่าช่วยผมเยอะ

ความสงบและธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคุณมาร์คูส

ใช่ครับ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ของผมเป็นอย่างนี้

จากในหุบเขาออสเตรียและอาคารเก่าในกรุงเวียนนา ถึงงานสถาปัตยกรรรมเหนือกาลเวลาที่สร้างจากไม้ไผ่และดิน ของ Markus Roselieb ผู้ก่อตั้ง CLC เมืองเชียงใหม่

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load