ใกล้จะถึงวันคริสต์มาสกันแล้วครับ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการหาโบสถ์คริสต์งามๆ ชม เพราะจะเป็นช่วงที่โบสถ์คริสต์หลายแห่งมีการประดับประดาอย่างสวยงาม วันนี้เลยจะมานำเสนอสถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์งามๆ สักหลัง แต่โบสถ์คริสต์หลังนี้ไม่ได้อยู่วัดคริสต์แต่อย่างใด กลับมาอยู่ในวัดพุทธครับ ผมเชื่อว่าหลายคนรู้จักวัดนี้ แต่เอาเป็นว่าเราลองมาชมแบบละเอียดๆ กันสักหน่อยเป็นอย่างไรครับ กับ ‘วัดนิเวศธรรมประวัติ’

วัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ของพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี 22 วันจึงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 และมีการจัดงานสมโภชใหญ่ถึง 4 วัน 4 คืนด้วยกัน

โปรดให้ใช้สถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ฝรั่งโดยมีพระราชดำริว่า “ซึ่งทรงพระราชดำริให้สร้างโดยแบบอย่างเปนของชาวต่างประเทศ ดังนี้ ใช่จะมีพระราชหฤไทยเลื่อมไสนับถือสาสนาอื่นนอกจากพุทธสาสนั้นหามิได้ พระราชดำริห์ในพระราชประสงค์ จะทรงบูชาพระพุทธสาสนาด้วยของแปลกประหลาดแลเพื่อจะให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงชมเล่นเปนของประหลาด ไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเปนของมั่นคงถาวร ภอสมควร เปนพระอารามในหัวเมือง” ตัวสะกดแปลกๆ ที่ไม่เห็นนี้ไม่ใช่ภาษาชาวเน็ตหรือผมตั้งใจพิมพ์ให้ผิดแต่อย่างใด ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในจารึกของวัด ถ้าใครอยากอ่านข้อความฉบับเต็มสามารถไปชมได้ภายในพระอุโบสถของวัดนี้ครับ

สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้ก็คือพระอุโบสถของวัดที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งภายนอกและภายใน แม้แต่กำแพงแก้วที่ตั้งหลักเสมาก็ยังใช้ลวดลายแบบตะวันตกเลยครับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้วางแผนออกแบบวัดแห่งนี้ย่อมไม่ใช่ช่างชาวไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นสถาปนิกชาวตะวันตกนาม โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) ลองคิดเล่นๆ นะครับ ถ้าผมไม่บอกว่าที่นี่เป็นวัดพุทธ ใครเห็นอาคารสีเหลืองผนังเจาะช่องหน้าต่างยอดแหลม มีหอระฆังยอดแหลมแบบนี้ ก็ต้องว่าที่นี่คือโบสถ์คริสต์แหงๆ จริงไหมครับ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

พอเข้าไปข้างในเราก็ยังเห็นว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าก็ยังเป็นศิลปะแบบตะวันตก ไม่ว่าจะงานตกแต่งภายใน บานประตูหน้าต่างประดับกระจกสลับสี ซุ้มเรือนแก้วประดิษฐานประติมากรรม แต่สิ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มด้านในคือ ‘พระพุทธนฤมลธรรโมภาส’ พระพุทธรูปประธานของวัดแห่งนี้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษญวรการ เป็นผู้ออกแบบ ปั้นหุ่น และหล่อ ขึ้นใน พ.ศ. 2420 และถือเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของพระองค์ท่าน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปแบบกึ่งสมจริงแบบที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยพระพุทธรูปนี้ไม่มีอุษณีษะและจีวรมีริ้วยับย่นอย่างสมจริง ขนาบสองฝั่งด้วยพระอัครสาวก พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

แต่ทั้งสององค์ไม่ใช่พระสาวกคู่เดียวที่อยู่ภายในพระอุโบสถหลังนี้ ยังมีพระสาวกอีก 6 องค์อยู่ตามแนวเสาโดยดีไซน์ของพระสาวกทั้ง 8 องค์เหมือนกันเป๊ะ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร ง่ายมากครับ พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ดังนั้น ทั้งสององค์จะอยู่ขนาบพระพุทธรูปตามตำแหน่งนี้ ส่วนอีก 6 องค์นั้นให้ลองสังเกตด้านล่างของพระสาวก จะมีแผ่นจารึกที่ระบุชื่อ ทิศ และคำนมัสการของพระสาวกนั้นๆ เอาไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้น อ่านเอาได้เลย แต่คุณต้องมีสกิลการอ่านอักษรขอมไทยก่อน ถึงจะอ่านคำนมัสการได้นะครับ

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

ภายในพระอุโบสถยังมีของน่าสนใจอื่นๆ เช่น จารึกที่กล่าวถึงการสร้างวัดนิเวศธรรมประวัติแห่งนี้ แต่ของสำคัญชิ้นหนึ่งที่อยู่ภายในพระอุโบสถหลังนี้ก็คือพลับพลาทรงฝรั่งขนาดกำลังดี ประดับรูปช้างเผือก 3 เศียร ซึ่งหมายถึงสยามเหนือ สยามกลาง สยามใต้ ซึ่งพบบนตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน พลับพลานี้เป็นพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินครับ

แต่ไฮไลต์ของพระอุโบสถหลังนี้ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ถ้าหันหลังกลับไปที่ทางเข้าแล้วแหงนหน้าขึ้นไปจะเห็นกระจกสียอดแหลมอยู่ใต้ Rose Window กระจกสีในกรอบวงกลมที่พบได้ทั่วไปตามโบสถ์คริสต์ทั่วไป ซึ่งกระจกสียอดแหลมนี้ทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ หรือภาพเหมือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ครุยอย่างไทยประทับนั่งบนบัลลังก์ ด้านล่างมีจารึกระบุว่า ‘Chulalongcorn Rex Siamensis’ ซึ่งแปลว่า จุฬาลงกรณ์ กษัตริย์สยาม แต่เนื่องจากภาพมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากทำให้จารึกยิ่งเล็กลงไปอีก ถ้าใครจะดูของจริงก็คงต้องพึ่งกล้องส่องทางไกลหรือเลนส์ซูมของกล้องถ่ายรูปสักหน่อยครับ ผมเลยขอนำมาให้ชมกันแบบชัดๆ ไปเลย

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

ทีนี้เราลองออกไปชมข้างนอกบ้าง มีของน่าสนใจอีกหลายอย่างเลย เริ่มกันด้วยสุสานหลวงดิศกุลอนุสรณ์ ที่บรรจุอัฐิของราชสกุล ‘ดิศกุล’ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เจ้าจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ 5 รวมทั้งหม่อมเจิม ดิศกุล และพระราชโอรส-ธิดาของพระองค์ ที่นี่ยังมีพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระตำหนัก 2 ชั้นสีเหลืองหลังคามุงกระเบื้องประดับลายฉลุซึ่งพระองค์ท่านประทับเมื่อครั้งที่ทรงผนวชและจำพรรษที่วัดแห่งนี้ ระหว่างที่ท่านประทับอยู่ที่นี่ท่านยังได้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือเด็กขึ้นที่วัดแห่งนี้ ทำให้ทรงนิพนธ์ตำรา แบบเรียนเร็วเล่ม 1 เพื่อใช้สอนนักเรียนที่โรงเรียนของวัด ปัจจุบันที่นี่เป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ของพระองค์ท่านอีกด้วย

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

จริงๆ ภายในวัดแห่งนี้ยังมีของดีให้ดูอีกเยอะแยะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาแดดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ช่างอิตาลีนำมาจากเมืองมิลานและจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2421 หอพระพุทธรูปศิลาซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะขอมที่อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หอพระคันธารราษฎร์ หรือแม้แต่หมู่กุฏิของวัดที่มีความหลากหลายและสวยงามแปลกตา เรียกได้ว่าถ้าใครไปชมพระราชวังบางปะอินแล้วมีเวลาเหลือ ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ แต่ถ้าจะให้ดี ควรชมทั้งสองที่ภายในวันเดียวกันเลยครับผม

วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดนิเวศธรรมประวัติอยู่ใกล้พระราชวังบางปะอิน เราสามารถไปชมวันเดียวกันกับพระราชวังปะอินได้เลยครับ โดยจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถบัสจากหมอชิต หรือรถไฟ ก็ได้ เลือกการเดินทางที่ท่านชอบได้เลย
  2. เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะ วิธีการเดียวที่จะไปถึงก็ยังต้องนั่งกระเช้าข้ามไป โดยกระเช้าสามารถนั่งได้ประมาณ 6-8 คน ใช้เวลาประมาณนาทีเดียวก็ถึงแล้วครับ
  3. ถ้าใครรู้สึกความเป็นตะวันตกในวัดพุทธที่วัดแห่งนี้ยังแปลกไม่พอ ผมขอแนะนำวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ อีกสักวัดหนึ่ง ถึงแม้ว่าสถาปัตยกรรมภายนอกจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี แต่ภายในกลับใช้งานตกแต่งแบบโบสถ์คริสต์มาใช้ การผสมผสานนี้เจอแค่ที่นี่ที่เดียวเช่นกันครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load