เส้นทางของเสื้อดอกชบา ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือกลีบชบา

สงกรานต์ทิพย์ของ ค.ศ. 2021 อาจจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์สงกรานต์ของชาติไทย ที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สาดน้ำ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายร้อยปี

ถึงกระนั้น ไม่ว่าสงกรานต์ปีนี้จะเปียกหรือแห้งแค่ไหน ไอเท็มสำคัญประจำหน้าร้อนนี้ก็คงยังหนีไม่พ้น เสื้อฮาวาย เสื้ออโลฮ่า หรือที่คุ้นตาพวกเราที่สุด ก็น่าจะได้แก่เสื้อลายดอกชบา ที่พบเห็นได้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
Jim Carrey ใน Ace Ventura: Pet Detective ที่สวมเสื้อฮาวายแทบจะทั้งเรื่อง

คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสืบค้นที่มาของเสื้อลายดอก บ้างก็ว่าเป็นไอเท็มสุดฮอตประจำซัมเมอร์ บ้างก็ว่ามีแค่อาเสี่ยและกำนันผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นแหละที่นิยมใส่เสื้อแขนสั้น ลายพร้อยฉูดฉาดแบบเสื้อฮาวายเหล่านี้

แต่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา สีสันสดใส และลวดลายฉวันเฉวียน ใครเล่าจะรู้บ้างว่า เสื้อฮาวายหรือเสื้ออโลฮ่าที่เราเห็นกันทุกสงกรานต์ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร และมันลำบากยากเข็ญแค่ไหน ที่จะตามสืบรอยหาต้นกำเนิดของวัตถุที่ตั้งอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเห่ยเชยกับความเท่บาดใจอย่างเสื้อชนิดนี้

โลกคู่ขนานของการค้นพบเสื้อฮาวาย

หากคุณเข้าไปค้นคว้าศึกษาหาประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวาย หนึ่งในข้อถกเถียงที่จะโผล่ขึ้นมาบ่อยที่สุดก็คือ ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครคือคนแรกที่ให้กำเนิดเสื้อชนิดนี้ขึ้นมา ที่แน่ๆ คือ มีคนเคลมกล่าวอ้างมากมายหลายคนเหลือเกิน

บุคคลแรกที่น่าจะเป็นผู้เคลมการเป็นพ่อของเสื้อฮาวาย ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ เอลเลอรี่ เจ ชุน (Ellery J. Chun) บุตรของผู้อพยพชาวจีน จบการศึกษาจาก Yale แล้วกลับมาช่วยที่บ้านขายของชำต่อที่โฮโนลูลู (Honolulu)

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อฮาวายในยุคแรกๆ

วันหนึ่งเขามองเห็นเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นใส่เสื้อพริ้วเบาจากผ้าเรยอน และเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์สวมเสื้อบาติกพื้นเมืองสีสันสดใสเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง เมื่อเกิดพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้น ชุนจึงเปลี่ยนร้านขายของชำของเขาให้กลายเป็น King-Smith Clothiers เพื่อให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ นอกจากชาวจีนบ้าง และเขาจึงเริ่มมีไอเดียตัดเย็บเสื้อจากผ้ากิโมโนญี่ปุ่น ลวดลายฉูดฉาดเหล่านี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

“สมัยนั้นยังไม่มีผ้าที่ทำที่ฮาวายจริงๆ ผมก็เลยซื้อผ้ากิโมโนญี่ปุ่นที่ฉูดฉาด โฉ่งฉ่าง เฉิ่มเบ๊อะที่สุด เอามาตัดเสื้อแขนสั้น แล้วก็แขวนไว้หน้าร้าน พร้อมกับป้ายที่เขียนว่า Hawaiian Shirts” ชุนเล่าตำนานให้ฟัง ซึ่งย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1932 ซึ่งหลังจากนั้น เขาจึงเริ่มจดสิทธิบัตรคำว่า Aloha Shirt ใน ค.ศ. 1937 ภายหลัง

ในโลกเสมือน ที่โฮโลนูนูเมืองเดียวกันนี่เอง มีคนอีกหนึ่งคนอ้างว่าเขาคือผู้ให้กำเนิดเสื้อฮาวายต่างหากล่ะ

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Koichiro Miyamoto

นายโคชิโระ มิยาโมโต (Koichiro Miyamoto) ลงโฆษณาขายเสื้อ Aloha ใน ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกของการใช้คำว่า Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายมิยาโมโตนี้เองก็เป็นลูกชายที่ต้องสืบต่อกิจการร้านขายของชำที่บ้านต่อ เช่นเดียวกับนายชุน เพียงแต่ว่าร้านของเขาอยู่ในซอกหลืบ ไม่มีคนรู้จักมากนัก เพราะมันอยู่ใกล้ตลาดปลา

ถึงกระนั้น ร้านของมิยาโมโตก็มีประวัติศาสตร์การตัดเย็บเสื้อผ้ามานานตั้งแต่ ค.ศ. 1920 และผลพวงของการมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีผ้าจากญี่ปุ่นหลงเหลือค้างสต็อกไว้จำนวนมาก เขาจึงต้องเริ่มหาวิธีแปรรูปมันให้กลายเป็นสินค้าอื่นๆ ให้ได้

จากการบอกเล่าของภรรยาของมิยาโมโต นักแสดงฮอลลีวูด จอห์น แบร์รี่ มัวร์ (John Bramley Moore) เดินเข้ามาในร้าน แล้วก็ชี้ไปที่ผ้าทำยูกาตะที่เป็นผ้าเนื้อเบากว่ากิโมโนปกติ และบอกว่าขอให้ตัดเป็นเสื้อเชิ้ตได้หรือไม่ หลังจากนั้น ร้านมิยาโมโตก็เริ่มทำมาร์เก็ตติ้งกับคำว่า Aloha Shirt ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ป้ายและสัญลักษณ์ของ Musa-shiya The Shirt Maker ที่ถ้าต้องถามว่า Racist หรือไม่ ก็คงตอบว่าใช่

คนแรกที่คิดไม่สำคัญเท่าคนแรกที่เคลม

ถึงกระนั้นเอง ก็ยังมีคนออกมาบอกเล่าตำนานของเสื้อฮาวายอีกมากมายหลายเจ้า แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดดูเหมือนจะเป็นของสองเจ้าข้างต้น โดยเฉพาะนายชุน ผู้มีความเป็นนักธุรกิจหัวหมอ ได้ครอบครอง Narrative หรือเส้นเรื่องที่มาของเสื้อฮาวายนี้ในที่สุด

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทหารสหรัฐฯ ที่เคยประจำการอยู่ที่โฮโนลูลูก็แบกเอาแฟชั่นชนิดนี้กลับไประบาดที่อเมริกาจนได้ จากลวดลายที่เคยเป็นลายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ก็ค่อยๆ กลายพันธุ์ เป็นลายรวมฮิตของความเป็นทรอปิคอลในสายตาตะวันตก เช่น ต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว สาวเซ็กซี่ พินอัพ อูคูเลเล่ เซิร์ฟบอร์ด แบบที่ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมอีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
นาย Alfred Shaheen ผู้ซึ่ง Made Hawaiian Shirt – Classy Again

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1950 นายอัลเฟรด ชาฮีน (Alfred Shaheen) ก็ได้เริ่มบุกเบิกตลาดและสไตล์ของเสื้อเชิ้ตฮาวายแบบที่มีชาติตระกูลมากขึ้น โดยเขาเริ่มส่งศิลปินไปยังทริปต่างแดน เช่น เอเชียและทวีปแปซิฟิก เพื่อนำเอาแรงบันดาลใจ ประวัติศาสตร์จากท้องถิ่นต่างๆ มาออกแบบลวดลายที่เป็นของตัวเอง และไม่ได้เป็นทรอปิคอลโจ๋งครึ่มเหมือนที่เคยนิยมกันมา

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ทีมนักออกแบบ ศิลปินของ Alfred Shaheen

หนึ่งในดีไซน์ที่เป็นตำนานที่สุดของชาฮีน ก็คือลาย Tiare Tapa ที่เอลวิส สวมในหน้าปกอัลบั้ม Blue Hawaii และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดังเป็นพลุแตกของเสื้อฮาวาย โดยศิลปินที่ออกแบบลายนี้ชื่อว่า Elsie Das โดย Elsie ปฏิเสธการขโมยวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาทำลวดลาย แต่สร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาใหม่เอง จากที่เคยเป็นซากุระบานก็กลายเป็นดอกขิง ดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์ และดอกชบา ในที่สุด

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
The King – Elvis Presley และเสื้อฮาวายในตำนาน

Can’t help falling in Love.

แน่นอนว่าภาพของเอลวิสใน Blue Hawaii สวมเสื้อฮาวายสีแดงพร้อมสร้อยดอกไม้สดสีขาวและถืออูคูเลเล่หนึ่งตัว ยังเป็นภาพตราตรึงในระดับที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเสื้อฮาวาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปเมนสตรีมในที่สุด

อีกหลายเหตุผลที่เสื้อฮาวายมีบทบาทในวงการแฟชั่นกระแสหลัก ได้แก่ ความเบาสบายและไม่เป็นทางการของมัน อีกทั้งยังไม่ทำให้ร้อนเหงื่อชุ่ม ซึ่งนักธุรกิจหรือ Daddy ที่มีอิทธิพลและเงินทองในสมัยนั้นชอบมาก จนเริ่มแพร่ระบาดในหมู่นักการเมือง ถึงขั้นมีการส่งเสื้อฮาวายให้สมาชิกพรรคใส่กัน และมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อฮาวายสบายๆ ทุกวันศุกร์-ใช่ คล้ายๆ วันไปรเวทของข้าราชการเรานี่แหล่ะ แต่แทนมันด้วยเสื้อลายพร้อยสีสันสดใสแทน

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เหล่า Senate กับวันศุกร์สบายๆ ในเสื้อฮาวาย

หลังจากนั้น การเดินทางของเสื้อฮาวายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งแฟชั่น การเมือง สังคม ก็มีพัฒนาการมาโดยตลอด ถ้าเราจำได้ ในหนังเรื่อง Romeo and Juliet ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) และพวกพ้องก็สวมใส่เสื้อฮาวายสีแปร๋นเป็นสัญลักษณ์แก๊งเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งเสื้อฮาวายเป็นสัญลักษณ์ของคุณลุง คุณพ่อ คุณอา นักท่องเที่ยวพุงกะทิ ใส่กางเกงคาร์โก้ตัวใหญ่ๆ พร้อมกระเป๋า Fanny Pack สะพายอยู่ข้างหน้า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นช่วงที่วัยรุ่นเริ่มมองว่าเสื้อ Hawaiian นั้นเป็นวัตถุลุงๆ ไม่อินเทรนด์อีกต่อไป

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน Romeo and Juliet ก็ใส่แต่เสื้อฮาวาย

เสื้อฮาวายกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ Queen of Fashion อย่าง Prada หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใน ค.ศ. 2011โดยหยิบเอากล้วย ใช่ กล้วยสีเหลืองๆ มาถมให้เต็มเสื้อฮาวายตัวโคร่ง ที่สำคัญนางยังทำให้ใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อที่พวกเด็กๆ มองว่าลุงนี่ให้กลายเป็น Must Have Item ให้ได้ คอยดูสิ” และแน่นอนว่ามันฮิตติดตลาดจนถึงทุกวันนี้ 

หลังจากนั้นเอง เราจะแอบเห็นความเป็นเสื้อฮาวาย ทรอปิคอล ถูกหยิบมาปัดฝุ่น รื้อถอนตีความใหม่บนรันเวย์ อย่าง Prada, Gucci, หรือแม้กระทั่ง ริชาร์ด ควินน์ (Richard Quinn) นักออกแบบรุ่นใหม่ชาวอังกฤษที่หยิบเอาดอกชบาบนเสื้อฮาวายที่คุ้นตามาปักเลื่อมทั้งตัว

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อกล้วยฮาวาย ของ Prada 2011

และแน่นอน ทุกวันนี้ เสื้อฮาวายก็ไม่ใช่ไอเท็มเฉพาะคุณลุง คุณพ่อ คุณอา อีกต่อไป

การผสมผสานของวัฒนธรรม

นักประวัติศาสตร์มองว่าเสน่ห์ของเสื้อฮาวายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทรนด์แฟชั่น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหลักฐานของการหลอมรวมกันวัฒนธรรมในฮาวาย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากชาติพันธุ์

ประวัติเสื้อลายดอก ผลิตภัณฑ์ฮาวายที่กลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำสงกรานต์
เสื้อชบาปักเลื่อมของ Richard Quinn

บรูโน่ มาร์ส (Bruno Mars) นักร้องชื่อดังเป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์ที่เติบโตในฮาวาย และโตมากับการคัฟเวอร์เพลงของเอลวิสตามผับบาร์ แน่นอนว่าหนึ่งในไอเท็มประจำตัวของเขาก็คือเสื้อเชิ้ตลายพร้อยหรือเสื้อฮาวายนี้ ที่เราคงจะได้เห็น ในสงกรานต์ทิพย์ ล็อกดาวน์ทิพย์ ของประเทศไทยใน ค.ศ. 2021 อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

“รูปทรงคัตติ้งแบบตะวันตก เนื้อผ้าญี่ปุ่น ตัดโดยช่างชาวจีน มีกลิ่นอายของฟิลิปปินส์ แต่ผลิตขึ้นในฮาวาย” นี่คือส่วนผสมที่ทำให้เสื้อฮาวายเป็นลูกผสมทางวัฒนธรรมที่ดิ้นได้ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

หากจะเปรียบการผสมผสานหลากวัฒนธรรมของเสื้อฮาวายกับการแต่งชุดไทยเล่นสเก็ตบอร์ด อันที่จริงแล้วก็คงไม่ต่างกัน แต่หากมีคนลุกขึ้นมาปิดถนนครึ่งเลน แล้วรณรงค์ให้คนหลายร้อยมาใส่เสื้อฮาวายพร้อมกันบนถนนเส้นประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีโรคระบาด เสื้อฮาวายก็อาจจะกลับไปเป็นไอเท็มหลงยุค หลงกาลเทศะได้อีกก็เป็นได้

มีคนกล่าวว่า “ทุกครั้งที่คุณใส่เสื้อฮาวาย คุณจะรู้สึกเหมือนยิ้มอยู่น้อยๆ อัตโนมัติ และราวกับว่าโลกนี้คงจะไม่มีสงครามอีกต่อไป”

ก็ได้แต่หวังว่าสงกรานต์ปีนี้ เสื้อชบาจะทำให้การต่อสู้ สงครามของปากท้อง ความยุติธรรม และการเอาชนะโรคระบาดของสังคมไทยทุเลาลง และยิ้มอ่อนๆ ได้จริงๆ เสียที

นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน
นิค โนลเต้ รูป Mugshot ตอนโดนตำรวจจับ ในตำนาน ก็ใส่เสื้อฮาวายเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.racked.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load