16 กรกฎาคม 2565
6 K

“ถ้านี่คือหนังสยองขวัญ ใครจะเป็นคนแรกที่ตายก่อน (วะ)”

มือคู่หนึ่งซึ่งเย็นเฉียบจับบานประตูท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นลงทุกที รอบตัวพวกเราไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความเงียบสงัด ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงเรือง ๆ หรี่ ๆ ตัดกับทิวสนที่ยืนทะมึนท้ากาลเวลามานานเกือบร้อยปี บรรยากาศโดยรอบสุดแสนจะวังเวง ชวนให้นึกถึงฉากของหนังสยองขวัญสักเรื่อง ที่วัยรุ่นรวมตัวกันมาแฮงก์เอาต์ในช่วงปิดเทอม แล้วต้องพบกับเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่ค่อย ๆ เด็ดชีวิตตัวละครให้หมดลมหายใจไปทีละคน

“คนที่ดูอ่อนแอที่สุดนั่นแหละคือคนที่จะรอด” ผมพูดไปตามหนังที่เคยดูมา

น้องผู้หญิงในทีมคนหนึ่งทำหน้าตาเหยเกขณะผมพูดประโยคนั้น พลางพึมพำว่าอย่าได้ไปเล่าต่อให้ใครฟังเชียวว่า คืนนี้เราต้องมาพักในโรงแรมสภาพไหน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

พวกเรากำลังพักอยู่ในโรงแรมขนาดใหญ่ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น Spa Resort ที่หรูหราใหญ่โตที่สุดในยุครุ่งเรืองของสหภาพโซเวียต รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองตากอากาศแห่งหนึ่งของประเทศจอร์เจีย คือเมือง Tskaltubo ความรุ่งเรืองในอดีตฉายภาพให้เห็นผ่านตัวตึกขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นอย่างน่าเกรงขาม โอบล้อมอาคารอำนวยการของรีสอร์ตที่มีสัณฐานเป็นโถงขนาดใหญ่แบบสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์

ที่นี่ถูกทิ้งร้างมานานหลังความรุ่งเรืองของอดีตม่านเหล็กจบลงไปพร้อมสงครามเย็น นายทุนนานาชาติพยายามเข้ามาฟื้นฟูรีสอร์ตแห่งนี้ แต่ด้วยขนาดของพื้นที่ที่ใหญ่เกินไป ประกอบกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยาวนาน ทำให้รีสอร์ตได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนและยังคงรกร้าง อาคารส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพปรักหักพัง ไม่ได้รับการซ่อมบำรุง สระว่ายน้ำไม่มีน้ำ เผยให้เห็นก้นสระที่แห้งขอดและมีเศษใบไม้กองอยู่เต็มพื้น บรรยากาศในคืนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรานอนอยู่ในโบราณสถานมากกว่ารีสอร์ตแอนด์สปา

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

หลังหลืบเสาอันมืดทะมึนและเสียงพื้นไม้ที่ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุก ผมหัวเราะและบอกกับทุกคนว่า ไม่มีอะไรหรอก เราจะผ่านคืนนี้ไปได้ด้วยดี ถ้าใครเจอบุคคลในประวัติศาสตร์โผล่มาทักทายก็ช่วยบอกผมด้วย ผมในฐานะคนที่สนใจประวัติศาสตร์ มีอะไรอยากจะพูดคุยกับคนเหล่านั้นตั้งมากมาย และใช่แล้วครับ! ในคืนนั้นผมชิงหลับไปก่อนเป็นคนแรก และไม่รู้สึกตัวอีกเลยกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น

ก้าวแรกบนแผ่นดินจอร์เจีย

จอร์เจียที่พวกเราจินตนาการไว้ควรจะเป็นทริปสีพาสเทล ไม่น่าจะต้องเผชิญกับความลุ้นระทึกใด ๆ เพราะฉะนั้น การมีที่พักในคืนที่ 5 จาก 6 คืนของเรา แม้มีบรรยากาศหลอน ๆ อยู่สักหน่อย แต่ก็เป็นที่น่าจดจำไม่น้อย

วันนี้จอร์เจียไม่ได้ตกอยู่ภายใต้เงาทะมึนของสหภาพโซเวียตอีกแล้ว เพราะประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่กำลังใช้การท่องเที่ยวมาเป็นจุดขายทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ภาพจำของจอร์เจียในความรู้สึกของคนทั่วไปจึงเต็มไปด้วยภาพเทือกเขาอันสวยงาม และรอยยิ้มของผู้คนที่เป็นมิตร

คณะเดินทางไปจอร์เจียของพวกเราครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิก 8 คน 4 คนแรกคือผมและเพื่อนสมัยเรียนอีก 3 คน ส่วนอีก 4 คน เป็นแฟนของเพื่อน รุ่นน้องของผม ภรรยา กับน้องสาวของรุ่นน้องผมที่ตามมาด้วยอีกคน ผมทึกทักแบบเข้าข้างตัวเองในฐานะคนจัดทริปว่า แม้หลายคนจะไม่เคยเที่ยวกับพวกผมมาก่อน แต่ทุกคนน่าจะประทับใจการเดินทางครั้งนี้อย่างแน่นอน (เพราะมีผมเป็นหัวหน้าทัวร์ให้ทุกคนนั่นเอง อิอิ)

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

‘จอร์เจีย’ เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 4 ล้านเศษ ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย โอบล้อมด้วยอ้อมกอดของเทือกเขาคอเคซัส และกลายมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่มีทัศนียภาพสวยงามเพลินใจ มีกลิ่นอายของความเป็นยุโรป ในขณะที่ราคาค่าครองชีพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่ที่นี่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า จึงใช้เวลาเตรียมตัวเดินทางน้อยกว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้จอร์เจียกลายเป็นประเทศในกระแสนิยมของชาวไทย และเริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในหมู่ผู้โหยหาการเดินทางไปต่างประเทศ

มารี (Mari Tinashvili) ไกด์ท้องถิ่นที่กลายเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผมรอต้อนรับพวกเราที่กรุงทบิลิซี (Tbilisi) เมืองหลวงของประเทศ เธอเริ่มต้นพาพวกเราสัมผัสประเทศบ้านเกิดของเธอ ด้วยการย่ำเท้าเข้าไปในเขตเมืองเก่าของกรุงทบิลิซี เมืองนี้ตั้งขึ้นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาทบิลิซีให้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร คือ กษัตริย์วาคตัง กอร์กาซาลี (Vakhtang Gorgasali) พื้นที่นี้มีชัยภูมิติดแม่น้ำ เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่ดีต่อสุขภาพ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เนื่องจากตั้งอยู่บนทำเลที่ยอดเยี่ยม พระมหากษัตริย์พระองค์นี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

วันนี้บรรยากาศค่อนข้างเย็นสบาย มารีพาเราเดินข้ามสะพานสันติภาพ (Bridge of Peace) สร้างขึ้นภายหลังสงครามระหว่างจอร์เจียและรัสเซียเมื่อ ค.ศ. 2008 ตามประวัติศาสตร์นั้น หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แม้ว่าจอร์เจียได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีการปะทะกันระหว่างจอร์เจียและรัสเซียอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะเมื่อ ค.ศ. 2008 จอร์เจียอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน South Ossetia แต่รัสเซียไม่ยอม ความสัมพันธ์แทบทุกด้านระหว่างสองประเทศจึงหยุดชะงัก ไม่มีเที่ยวบินระหว่างกัน สถานการณ์ตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียด ก่อนความขัดแย้งจะคลี่คลายลง และ ค.ศ. 2014 จอร์เจียก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ทว่าสองประเทศนี้ก็ยังคุมเชิงระหว่างกัน เราสัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นเล็ก ๆ เมื่อคนจอร์เจียพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านของตนเอง โดยตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือมารี เธอเคยสูญเสียคุณพ่อในสงคราม ด้วยเหตุนี้เธอจึงเกลียดชังสงคราม เช่นเดียวกับชาวจอร์เจียจำนวนมากที่ภาวนาให้ความวุ่นวายจากสงครามในภูมิภาคสิ้นสุดเสียที

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
สะพานสันติภาพ (Bridge of Peace)

เราเดินขึ้นมาถึงป้อมนาริกาลา (Narikala Fortress) ป้อมขนาดใหญ่คู่กรุงทบิลิซีที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับการสถาปนาทบิลิซีเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร เราหยุดพักชมทัศนียภาพจากมุมสูง ผมจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับมารีให้มากขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยในฐานะหัวหน้าทริปและมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะต้องทำงานร่วมกัน มารีบอกกับผมว่าสงครามเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จริง แต่เธอเชื่อมั่นว่าทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นประเทศคู่ขัดแย้งกันหรือไม่ก็ตาม ล้วนปรารถนาสันติภาพด้วยกันทั้งนั้น

“Everyone needs peace.” มารีบอกผม ซึ่งผมเห็นด้วยกับเธอร้อยเปอร์เซ็นต์

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
ป้อมนาริกาลา (Narikala Fortress)

ศาสนาคริสต์และไวน์องุ่น

ชาวจอร์เจียนับถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ หากพิจารณาจากแผนที่ในปัจจุบัน จอร์เจียแวดล้อมไปด้วยประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างตุรกีและอาเซอร์ไบจาน และยังมีอาร์เมเนียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายเกรกอเรียน และรัสเซียซึ่งในยุคหนึ่งคือสหภาพโซเวียต ประเทศผู้นำระบอบคอมมิวนิสต์อันเข้มข้นที่ปฏิเสธความเชื่อในทุกศาสนา เพราะฉะนั้น จอร์เจียถือว่าวัฒนธรรมของตนที่มีรากฐานสำคัญมาจากศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์นั้น เป็นความภาคภูมิใจของชาวจอร์เจียในฐานะเกียรติภูมิของชาติได้ประการหนึ่ง เพราะทำให้จอร์เจียโดดเด่นไม่เหมือนใครในภูมิภาคเดียวกัน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
The Chronicle of Georgia

ศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์มีความสำคัญต่อจอร์เจียในระดับเข้มข้น เช่น บนภาพสลักของอนุสรณ์สถาน The Chronicle of Georgia แลนด์มาร์กสำคัญของนักท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1985 ในยุคของสหภาพโซเวียต บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของดินแดนจอร์เจีย ภาพสลักชุดนี้ทำขึ้นเมื่อครั้งรัฐบาลโซเวียตยังเรืองอำนาจ เดิมทีรัฐบาลจะให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีอนุสาวรีย์ของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) อดีตผู้นำของสหภาพโซเวียตตั้งอยู่ตรงกลาง แต่สหภาพโซเวียตล่มสลายไปก่อนเมื่อ ค.ศ. 1991 การสร้างอนุสาวรีย์ของสตาลินจึงยุติไป ข้อสังเกตสำคัญอยู่ที่ว่า แม้อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะสร้างขึ้นโดยรัฐบาลโซเวียตที่ไม่สนับสนุนการนับถือศาสนา แต่ก็ฝืนศรัทธาของชาวจอร์เจียที่มีต่อศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ไม่ได้ ภาพสลักที่ฐานเสาของ The Chronicle of Georgia เต็มไปด้วยเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นประจักษ์พยานที่แสดงความผูกพันระหว่างคนพื้นเมืองและศาสนาของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

สมัยแรก ๆ ชาวจอร์เจียนับถือจิตวิญญาณตามธรรมชาติ ไม่มีศาสนา ต่อมาพวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ครั้งที่เมืองมิตสเคตา (Mtskheta) เป็นเมืองหลวงของชนชาติจอร์เจีย ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำคริสต์ศาสนามาสู่จอร์เจียคือ นักบุญนีโน่ (Saint Nino) ผู้จาริกแสวงบุญมาจากดินแดนอิสราเอลพร้อมกับพระภูษาสีขาว เชื่อกันว่าเป็นพระภูษาที่พระเยซูเจ้าเคยทรง สันนิษฐานว่าประดิษฐานอยู่ที่ที่ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11 ส่วนวิหารที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่นักบุญนีโน่สร้างไม้กางเขนอันแรกของจอร์เจียขึ้นมา คือวิหารจวารี (Jvari Monastery)

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
มหาวิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral)
เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
วิหารจวารี (Jvari Monastery)

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทางมีแดดทอประกายสดใส เราเดินเล่นกันอยู่ที่ลานหน้ามหาวิหารสเวติสโคเวลี มารีชี้ให้เราดูภาชนะคล้ายไหที่เรียกว่า ‘คเวฟริ’ (Kvevri) ไว้บรรจุไวน์ พร้อมเล่าว่าไวน์นั้นสำคัญต่อจิตวิญญาณของชาวจอร์เจียมากขนาดไหน

“ตอนคุณตาของฉันเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลาท่านเขียนจดหมายกลับมาที่บ้าน ท่านถามอยู่ 3 อย่าง อย่างแรก คุณตาถามว่าคุณยายเป็นยังไงบ้าง (How is my wife?) อย่างที่สอง คุณตาถามว่าลูกสาวของคุณตา ซึ่งก็คือแม่ของฉันเป็นยังไงบ้าง (How is my daughter?) และอย่างที่สาม…”

มารีหยุดพูดเล็กน้อยพร้อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“…คุณตาจะถามว่าไวน์ที่บ่มไว้ได้ที่หรือยัง (How is my wine?)”

พอพูดจบ พวกเราก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง ผมเชื่อว่าเรื่องที่มารีเล่าเป็นเรื่องจริง เพราะชาวจอร์เจียภูมิใจกับไวน์ของตนเองเป็นอย่างมาก มารีเล่าว่าจอร์เจียเป็นหนึ่งในชาติที่ผลิตไวน์ได้เป็นชาติแรก ๆ ของโลก โดยอาจผลิตได้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 9,000 – 7,000 ปีก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ มารีเล่าว่าชาวจอร์เจียหัดดื่มไวน์กันตั้งแต่เด็ก แต่เป็นการหัดดื่มภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง เพื่อให้ดื่มไวน์เป็นและไม่ดื่มจนขาดสติในอนาคต

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
คเวฟริ (Kvevri)

บ่ายวันนั้นเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังเมืองคาซเบกี (Kazbegi) อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) โบสถ์ขนาดเล็กบนภูเขาสูงที่ปรากฏอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจอร์เจียแทบทุกแผ่น คืนนั้นเรากลับลงมาพักกันที่เมืองกูดาอูรี (Gudauri) เมืองตากอากาศชื่อดัง อากาศคืนนั้นค่อนข้างหนาวเย็นก็จริง แต่เมื่อนั่งล้อมวงกับเพื่อนฝูง บรรยากาศกลับอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ นี่คืออานุภาพของมิตรภาพที่แท้จริง และผมคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่จัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้เราได้ออกเดินทางร่วมกันอีกครั้งหลังโรคระบาดร้ายแรงคลี่คลายลง

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church)

เมืองโบราณและบ้านท่านผู้นำ

วันรุ่งขึ้นเราอำลาอ้อมกอดของเทือกเขาที่เมืองกูดาอูรี แวะเดินทางเที่ยวชมป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress) ที่สร้างขึ้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ป้อมปราการแห่งนี้เป็นพื้นที่ใช้สอยหลายวัตถุประสงค์ นอกจากมีเชิงเทินและหอคอยสังเกตการณ์แล้ว ภายในยังมีโบสถ์ขนาดใหญ่ และรอบ ๆ ป้อมก็ยังเคยรายล้อมด้วยชุมชนขนาดใหญ่ด้วย แต่ปัจจุบันเรามองไม่เห็นร่องรอยของชุมชนขนาดใหญ่แล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นในสมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
ป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress)

จุดหมายปลายทางของเราบ่ายวันนี้อยู่ที่เมืองอุพลิสซิเค (Uplistsikhe) เมืองโบราณที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และกลายเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางการค้าในยุคกลาง เมืองแห่งนี้เกิดจากการเจาะหินบนหน้าผาขึ้นไปให้กลายเป็นโพรงถ้ำเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ เช่น เป็นพื้นที่เก็บยาสมุนไพร เป็นโรงละคร เป็นสถานที่ประชุมและพบปะของชาวเมือง นอกจากนี้ ชาวเมืองอุพลิสซิเคยังขุดทางลับไว้ให้ชาวเมืองลี้ภัยยามฉุกเฉินด้วย เราต้องไม่ลืมว่านี่คือผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนในอดีต ที่ใช้สองมือของตนขุดแต่งหินต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อเราขึ้นไปยืนอยู่บนยอดสูงสุดของเมืองอุพลิสซิเค เราจึงได้แต่อึ้งและทึ่งกับภาพของเมืองทั้งหมดที่พบเห็น

ผมมีความเห็นว่าวัฒนธรรมการขุดเมืองถ้ำ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือการขุดเจาะภูเขาหินให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยขนาดใหญ่นั้น เป็นภูมิปัญญาร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และยุโรปตะวันออก เพราะเราพบการขุดเจาะเพิงผาแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายประเทศแถบนี้ เช่น ตุรกี อัฟกานิสถาน และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของประเทศจีน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

หลังออกจากเมืองโบราณอุพลิสซิเค เราเดินทางต่อไปยังเมืองโกรี (Gori) ที่มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน จริงอยู่ว่าจอร์เจียมีอดีตที่ไม่น่าจดจำนักจากการที่เคยตกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต อีกทั้ง โจเซฟ สตาลิน เองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะของวีรบุรุษที่โลกต้องสดุดี แต่มารีเล่าให้ผมฟังว่ารัฐบาลจอร์เจียยินดีรักษาอนุสรณ์สถานบ้านเกิดของอดีตผู้นำจอมเผด็จการชื่อก้องผู้นี้เอาไว้ ในฐานะบันทึกความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าร่วมกันของมนุษยชาติ

“เราควรเรียนรู้เรื่องราวในอดีตไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นชมยินดี หรืออดีตที่แสนจะขมขื่นก็ตาม” ผมบอกมารี และมารีพยักหน้าเห็นด้วยกับผม

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
อนุสาวรีย์โจเซฟ สตาลิน

มัคคุเทศก์ประจำอนุสรณ์สถานบ้านเกิดสตาลินเป็นหญิงวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง จริตกิริยาเหมือนหลุดออกมาจากสมัยโซเวียต เธอสับเท้าเป๊ะ ๆ บนรองเท้าส้นสูงของเธอตลอดระยะเวลาการนำชม สวมใส่กระโปรงยาวและถุงมือสีดำสนิท ใบหน้าเรียบเฉย และเล่าเรื่องของสตาลินให้พวกเราฟังด้วยน้ำเสียงเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองตลอดเวลา แต่ผมเป็นนักเรียนประเภทที่ไม่เคยกลัวอาจารย์ฝ่ายปกครองอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ยิ้มและชวนเธอคุยทีละน้อย ประกอบกับสาว ๆ ในกลุ่มของเราแต่งตัวสวยจนทำให้เธอมองแล้วมองอีก ในขณะที่สาว ๆ ของเราประทับใจบุคลิกอันแสนสง่าของเธอเช่นเดียวกัน ในที่สุดหน้าตาเคร่งเครียดและคิ้วขมวดของอีกฝ่ายก็คลายลงเมื่อเราเริ่มพูดคุยกัน กลายเป็นรอยยิ้มและการโบกมือบ๊ายบายให้กันก่อนจะจากมา ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการนำเอา Thai Hospitality มาใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ

“คุณเก่งนะ แถมยังหล่อด้วย” เธอบอกกับผมในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าทริปหลังจากหน้าที่ของเธอสิ้นสุดลง เพราะผมช่วยเธอขยายความประวัติศาสตร์โซเวียตในบางจุดเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศรัสเซีย ผมยิ้มกว้างและขอบคุณ ผมถือว่าเธอพูดจริง เพราะอาจารย์ฝ่ายปกครองสุดเนี้ยบจะพูดโกหกให้เสียระบอบการปกครองได้อย่างไร

จากขุนเขาสู่ท้องทะเล

คืนนั้นเราพักผ่อนกันที่เมืองตากอากาศอีกแห่งหนึ่งชื่อเมืองบากูรีอานี (Bakuriani) เมืองนี้มีบรรยากาศชวนให้นึกถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เรียงรายด้วยที่พักตากอากาศมากมายและเป็นที่พักผ่อนสำหรับทุกคนในครอบครัว มารีบอกกับผมว่า อาหารเลื่องชื่อของเมืองแห่งนี้คือเห็ดนานาชนิดที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ รสชาติหอมอร่อยและฉ่ำน้ำ ระหว่างที่รับประทานอาหารมื้อเย็น ผมมีโอกาสแนะนำเมนูเห็ดให้ทัวร์ไทยอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าพักโรงแรมเดียวกันให้ลองชิม และสิ่งที่มารีโฆษณาเอาไว้ก็เป็นเรื่องจริง เพราะนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคนยกนิ้วให้กับเห็ดเมืองนี้ว่าอร่อยมาก พลาดไม่ได้!

ระหว่างที่ผมกำลังทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์แนะนำเมนูเห็ดอยู่นั้น พอดีพบกับนักเรียนที่ผมเคยสอนเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้วถึง 2 คน ซึ่งเป็นพี่น้องกันและเป็นลูกทัวร์ของทัวร์ไทยกลุ่มนั้น ผมเองก็ดีใจมากที่นักเรียนทั้งคู่ยังจำผมได้ น้อง ๆ ทั้งสองคนเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรียนหนักไปบ้าง แต่โดยรวมก็มีความสุขดี ผมฟังแล้วได้แต่ปลื้มใจและสุขใจไปด้วยที่เห็นนักเรียนของผมมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ผู้เขียนและนักเรียนของผู้เขียนที่เมืองบากูรีอานี

เมืองบากูรีอานีอยู่ใกล้กับเมืองแหล่งน้ำแร่ชื่อเมืองบอร์โจมี (Borjomi) มีต้นกำเนิดมาจากยอดเขาสูงที่บากูรีอานีนั่นเอง ว่ากันว่าน้ำแร่ของเมืองบอร์โจมีนั้นค้นพบโดยบังเอิญจากทหารโซเวียต และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นน้ำที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสารพัดชนิด เรามีโอกาสได้ชิมน้ำแร่นี้จากแหล่งน้ำโดยตรงด้วย อย่าถามเลยครับว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพราะเมื่อได้ชิมไปคนละอึกสองอึกก็ทำหน้าตากันไม่ถูกทุกคน ส่วนตัวผมผมคิดว่ารสชาติคล้ายกับสนิมเหล็ก คงเพราะมีแร่โลหะที่มีประโยชน์อยู่มากนั่นเอง มารีเห็นเพื่อนของผมชิมน้ำแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็หัวเราะพลางบอกกับผมว่า โชคดีแล้วที่พวกผมได้ชิมน้ำเพียงแก้วเล็ก ๆ หากดื่มไม่หมดก็เอาไปเททิ้งที่ลำธารได้ แต่อย่าเททิ้งที่โคนต้นไม้ เพราะอาจจะทำให้ต้นไม้ได้รับแร่ธาตุบางชนิดมากเกินไปและเหี่ยวเฉาได้ 

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

เราเดินทางต่อไปที่เมืองคูไทซี (Kutaisi) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเกลาติ (Gelati Monastery) สร้างขึ้นในรัชกาลของกษัตริย์เดวิดผู้สร้าง (David the Builder) เหตุที่พระองค์มีพระราชสมัญญานามเช่นนั้น เพราะในรัชกาลของพระองค์เต็มไปด้วยการก่อสร้างมหาวิหารและสาธารณูปโภคมากมาย ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าหลังจากการสถาปนาทบิลิซีเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแล้ว จอร์เจียก็ดำรงความเป็นปึกแผ่นไว้ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นแผ่นดินจอร์เจียต้องประสบกับความวุ่นวายแตกแยกเป็นหลายนครรัฐ ก่อนที่จะรวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้งในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์บากราติโอนี (Bagrationi Dynasty) ถือเป็นราชวงศ์แรกและราชวงศ์เดียวที่ปกครองราชอาณาจักรจอร์เจีย (Kingdom of Georgia) ให้ยืนหยัดท่ามกลางกระแสลมแรงของความผันผวนทางการเมือง ในยุคกลางและยุคใหม่ของยุโรปได้อย่างน่าภาคภูมิใจ 

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

พระมหากษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนี้ก็คือพระเจ้าเดวิดผู้สร้างพระองค์นี้นี่เอง ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏพระบรมสาทิสลักษณ์ (ภาพวาด) ของพระองค์อยู่บนจิตรกรรมของพระวิหารหลายแห่ง ปัจจุบันพระบรมศพของพระองค์ยังประดิษฐานอยู่ที่มหาวิหารแห่งนี้ด้วย โดยประดิษฐานอยู่ที่ประตูทางเข้ามหาวิหาร (เดิม) อีกฟากหนึ่งตรงข้ามกับทางเข้าในปัจจุบัน

ราชวงศ์บากราติโอนีปกครองจอร์เจียมาจนถึงราว ค.ศ. 1801 จักรวรรดิรัสเซียยุคใหม่นำโดยราชวงศ์โรมานอฟก็ขยายอิทธิพลมาถึง จึงเหลือเพียงกำลังที่อาณาจักรเล็ก ๆ อย่างจอร์เจียจะต้านทานไหว ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอร์เจียถูกกดดันจากทุกด้าน กษัตริย์เอเรเคิลที่ 2 (Erekle II) ทรงพยายามอย่างสุดความสามารถในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้กล้าที่จะปกป้องพระราชอาณาจักรและประชาชนชาวจอร์เจีย แต่ไม่เป็นผล ภายหลังการสวรรคตของกษัตริย์เอเรเคิลที่ 2 ไม่นาน จอร์เจียต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมานอฟ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

ภาพวาดเฟรสโกภายในมหาวิหารเกลาตินั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก เนื่องจากมีสภาพสมบูรณ์เมื่อเทียบกับโบสถ์หลายแห่งที่ภาพวาดเหล่านี้ถูกทำลายไปในช่วงที่สหภาพโซเวียตปกครองจอร์เจีย เราเพลิดเพลินอยู่กับภาพวาดอันสวยงามเหล่านั้นพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว ก่อนจะเดินทางต่อไปพบกับประสบการณ์ผจญภัยในรีสอร์ตสุดหลอนที่เมืองสคอลทูโบ ซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่องของบทความนี้

“ผ่านมาได้แล้วก็ค่อยยังชั่ว” น้องผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับผมแบบนี้ หลังจากเธอผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนยาวนานในโรงแรมแห่งนั้นมาได้ ผมอมยิ้มแล้วก็คิดในใจว่า ถ้านอนโรงแรมปกติธรรมดา ก็เป็นเรื่องยากที่โรงแรมระหว่างทริปจะประทับอยู่ในความทรงจำ เพราะทุกโรงแรมคงเหมือน ๆ กันหมด แต่ถ้าลองนอนโรงแรมพิเศษไม่เหมือนใครแล้วล่ะก็ เราจะมีเรื่องเป็นตำนานให้เล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้จบ

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

เราแวะไปที่ถ้ำโพรมีธีอุส (Prometheus Cave) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใกล้กับเมืองสคอลทูโบ ก่อนมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของเราคือเมืองบาทูมี (Batumi) เมืองท่าริมทะเลดำเพียงแห่งเดียวของประเทศจอร์เจีย ทะเลดำเป็นทะเลภายในที่เชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนต่อไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก จอร์เจียอาศัยผืนน้ำของทะเลดำในการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภคเข้าและออกมาโดยตลอด และบาทูมีก็ยังเป็นแหล่งพักผ่อนตากอากาศยอดนิยมของนักเดินทางจากประเทศใกล้เคียงอย่างตุรกีและซาอุดิอาระเบียด้วย จอร์เจียจึงถือว่าบาทูมีเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญเมืองหนึ่ง

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

คืนวันนั้นเรานอนดึกกันเป็นพิเศษ เพราะตกลงกันว่าจะไปนั่งแช่กันในผับเงียบ ๆ แห่งหนึ่ง สั่งเครื่องดื่มมาสักหน่อย เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้สู่กันฟัง ผมชอบบรรยากาศคืนสุดท้ายของการเดินทางมากเป็นพิเศษ เพราะมักจะเป็นคืนที่เพื่อนฝูงได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องชีวิตและเหตุต่าง ๆ ทั้งดีและร้ายที่ตนเองได้ประสบมา ใครที่มีเรื่องราวน่ายินดีก็เป็นโอกาสทดีที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองของกันและกัน ในขณะที่ใครมีเรื่องหนักอกหนักใจก็ถือโอกาสผ่อนคลายเรื่องเหล่านั้นออกจากอกไปบ้าง 

ช่วงเวลาเช่นนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้การเดินทางมีความหมายขึ้นมามากจริง ๆ

จอร์เจียในความทรงจำ

วันถัดมาเป็นวันสุดท้ายจริง ๆ ของการเดินทาง เรานั่งรถตลอดทั้งวันจากบาทูมีกลับกรุงทบิลิซี และมีโอกาสซื้อของและรับประทานอาหารพร้อมดูโชว์ท้องถิ่นนิดหน่อย หลังจากนั้นผมกับมารีก็ไปส่งเพื่อน ๆ ที่สนามบินตอนเที่ยงคืน ผมยังอยู่จอร์เจียต่ออีกคืนหนึ่ง เพื่อรอเดินทางต่อไปยังประเทศอาเซอร์ไบจานคนเดียวในวันรุ่งขึ้น ชีวิตของผมยังมีเรื่องให้ต้องไปผจญภัยต่ออีกหลายวัน

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ผมและมารี (มัคคุเทศก์)

มารีบอกกับผมว่า กลุ่มของผมคือทัวร์ไทยกลุ่มแรกที่เธอต้อนรับ หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง 

มารียืนยันกับผมว่าคนไทยน่ารักเสมอ เธอดีใจที่มีโอกาสพบคนไทยอีก ถ้ามีโอกาสเธออยากให้ผมพาคนไทยมาเที่ยวจอร์เจียด้วยเหมือนกัน ผมบอกว่าถ้ามีโอกาสผมอาจจะได้เป็นหัวหน้าทัวร์มาจอร์เจียอีกก็เป็นได้ แต่มีข้อแม้ก็คือมารีจะต้องมาเป็นไกด์ดูแลลูกทัวร์ไปพร้อม ๆ กับผมด้วย ทริปถึงจะราบรื่นและเต็มไปด้วยความประทับใจอย่างทริปของพวกเราในครั้งนี้ ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางมาจอร์เจียอีกครั้ง ผมชวนมารีให้หาโอกาสว่าง ๆ มาเที่ยวเมืองไทยบ้าง ผมบอกว่ามีคนยินดีเป็นไกด์ให้มารีเยอะแยะ อย่างน้อยก็คือพวกเราทั้ง 8 คนนั่นเอง

หลายครั้งที่เราเฝ้าเพียรหาจุดหมายปลายทางของการเดินทางที่ประหลาดมหัศจรรย์ แต่ในบางครั้งการเดินทางบนเส้นทางอันสุดแสนจะธรรมดา ก็กลับเปี่ยมเสน่ห์อย่างไม่ธรรมดาขึ้นมาได้เพราะเพื่อนร่วมทางที่ดี ดังที่ ‘จอร์เจีย’ เส้นทางยอดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ได้พิสูจน์ให้เราสัมผัสความจริงที่ว่านี้แล้วด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ภาพ : ทีมสุภาพบุรุษ (พร้อมด้วยสุภาพสตรี) ไปจอร์เจีย

Writer

Avatar

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กรกฎาคม 2560
159

“ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”

คำโปรยปกหลังหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ประกาศศักดาของวรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้ เรื่องราวของชายแก่ผอมแห้งที่อ่านนิยายอัศวินจนเสียสติ หลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินชั้นสูงที่ออกเดินทางทั่วราชอาณาจักรสเปนเพื่อปราบอธรรม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ให้ความบันเทิงและแง่คิดกับผู้อ่านชาวสเปนตั้งแต่ ค.ศ. 1605 ผลงานจากปลายปากกาของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า แปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบทุกภาษาในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในโลก

ความยากของหนังสือเล่มนี้เองทำให้ไม่เคยมีการแปลเป็นภาษาไทย จนกระทั่งเกือบ 400 ปีต่อมา สถานเอกอัครราชทูตสเปนทาบทาม สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ อาจารย์และนักแปลภาษาสเปนที่ศึกษาผลงานของเซร์บันเตสมาโดยตลอด ให้แปล El Ingenioso Hidalgo Don Quijote de la Mancha ใน ค.ศ. 2001 สว่างวันจึงเดินทางไปเมือง Alcalá de Henares (อัลกาลา เด เอนาเรส) เมืองมรดกโลกใกล้กรุงมาดริดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเซร์บันเตส

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ดิฉันเชื่อว่าเวลาทำงานใหญ่ เราไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเหลือเรา จึงตรงไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส แล้วไปตั้งจิตอธิษฐานบอกเขาเป็นกิจจะลักษณะว่า อยากจะแปลผลงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเขา”

นักแปล ดอนกิโฆเต้ฯ เดินทางไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้หลายครั้ง เธอเล่าให้ฟังว่าข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในบ้านอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง และจินตนาการผสมผสานกัน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“อุปกรณ์ในบ้านจัดตามคำบรรยายบ้านในศตวรรษที่ 17 และบางสิ่งในเรื่อง ดอนกิโฆเต้ฯ เช่น ในหนังสือมีกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง เพราะในตระกูลของเซร์บันเตสมีคนเป็นกัลบกหรือหมอระดับล่างสุดของยุโรปยุคนั้น แม้กระทั่งพ่อของเซร์บันเตสเองก็ประกอบอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีเก้าอี้กัลบกให้เห็น บางห้องมีอ่างใส่ถ่านให้ความร้อนเหมือนฮีตเตอร์แบบโบราณ อย่างห้องรับแขกฝ่ายสตรีจะเป็นแบบนั่งพื้น เพราะสเปนได้รับอิทธิพลจากอาหรับที่ปกครองพื้นที่บางส่วนในสเปนกว่า 700 ปี

“ส่วนใบรับรองการประกอบพิธีศีลจุ่มของเซร์บันเตสเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ว่าเขาเกิดที่นี่ มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือ แม้จะมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับนักประพันธ์เอกของโลกคนนี้มากมาย แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหน ในนี้แจ้งว่าวันประกอบศีลจุ่มตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม จึงสันนิษฐานกันว่ามิเกล์ เด เซร์บันเตส น่าจะเกิดวันที่ 29 กันยายน ไม่กี่วันก่อนวันศีลจุ่ม เพราะว่าวันนั้นเป็นวันนักบุญมิเกล แต่เรื่องราวของเซร์บันเตสก็เป็นเช่นนี้เอง คือ ไม่อาจระบุแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อ้างจากงานประพันธ์ของเขาเองบ้าง ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าติดตามกันอีกมาก สมมุติว่าวันพรุ่งนี้ใครสักคนพบหลักฐาน กระดาษสักแผ่น จดหมายสักฉบับเกี่ยวกับเซร์บันเตส รับรองว่าจะเกิดเป็นคนดังแน่ๆ”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

อัลกาลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 2 แสนคนเท่านั้น ความพิเศษของเมืองนี้คือเป็นคลังข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ดอนกิโฆเต้ฯ และเซร์บันเตส ห้องสมุดสำคัญๆ ทั้งของมหาวิทยาลัยอัลกาลาและห้องสมุดประจำเมืองมีเนื้อหาครบทุกอย่าง กระทั่งหนังสือเก่าหายากอย่าง ดอนกิโฆเต้ซามูไร ที่พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 200 เล่ม น่าจะจัดทำขึ้นเมื่อครั้งครบรอบ 350 ปี ดอนกิโฆเต้ฯ

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าและแปลอยู่ 2 ปี ตรวจทานอีก 2 ปี ในที่สุด ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันก็ออกมาผจญภัยตามร้านหนังสือในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เมื่อทำงานเสร็จลุล่วง นักแปลตัดสินใจกลับไปที่อัลกาลาอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

“อยากแสดงความขอบคุณ และความรักที่มีต่อผลงานประพันธ์ของเขา รู้สึกทึ่งความเข้าใจในมนุษย์ กลวิธีการประพันธ์ที่นักเขียนชั้นนำของโลกเคยกล่าวว่า 400 ปีผ่านไป เรายังไม่อาจก้าวข้ามวรรณศิลป์ประพันธศาสตร์ที่เซร์บันเตสรังสรรค์ไว้ จึงซื้อดอกกุหลาบแดงไปวางที่แผ่นป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

แม้อัลกาลาเป็นบ้านเกิด แต่ชีวิตของเซร์บันเตสเดินทางย้ายที่อยู่หลายครั้ง ด้วยการงานทำให้เขาต้องลงใต้บ้าง ไปเมืองโตเลโดบ้าง ความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักเขียนบทละครเรืองนาม จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองหลวงจึงจะมีผู้ชม เซร์บันเตสย้ายบ้านตามราชสำนักไปเมืองบาญาโดลิด ท้ายที่สุด เซร์บันเตสและภรรยา กาตาลีนา เด ซาลาซาร์ ก็ย้ายกลับมาอยู่มาดริดจวบจนสิ้นชีวิต

ณ กรุงมาดริดบ้านเช่าหลังสุดท้ายของเซร์บันเตสอยู่ย่านอักษร (Barrio de las letras) บริเวณที่ซึ่งนักประพันธ์และกวีในยุคทองของสเปนมารวมตัวอาศัยอยู่ ทั้งนักเขียนนวนิยายอย่างเซร์บันเตส บิดาแห่งละครอย่างโลเป้ เด ลาเบก้า หรือกัลเดร็อน เด ลาบาร์ก้า หรือกวีอย่างเกเบโด้ ครั้งนี้นักแปลมาแวะหน้าบ้านที่เซร์บันเตสเคยอาศัยอยู่ ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส อาศัยอยู่ และตายเมื่อ ค.ศ. 1616’ ปัจจุบันบ้านเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และกลายเป็นร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ

ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน

สว่างวันเคยไปถนนสายนี้หลายครั้ง ตัวบ้านเช่าอยู่ใกล้กับโบสถ์ Convento de la Trinitaria หรือโบสถ์คณะตรีเอกภาพซึ่งเป็นสถานที่เซร์บันเตสระบุให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ร่างของเขาฝังรวมกับคนอื่นๆ มานานเกือบ 400 ปี จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 2015 เทศบาลเมืองมาดริดตัดสินใจค้นหาร่างของเซร์บันเตสให้ทันการฉลองครบรอบ 400 ปีมรณกาลในปี 2016

หลังจากติดตามข่าวการขุดและวิจัย จนกระทั่งมีข่าวประกาศว่า “มาดริดเปิดให้เยี่ยมหลุมศพของเซร์บันเตส” ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ก็ตกลงใจว่าจะไปคารวะนักประพันธ์ในดวงใจอีกสักครั้ง เธอตัดสินใจเดินทางไปสเปนอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา

“เซร์บันเตสได้รับอิสรภาพพ้นจากการเป็นเชลยศึกด้วยความช่วยเหลือของนักบวชในคณะตรีเอกภาพ ซึ่งในอดีตนักบวชคณะนี้อุทิศตนเพื่อการไถ่เชลย โดยนำเงินจากครอบครัวเชลยไปไถ่ตัว ถ้าเงินที่ได้รับมีไม่มากพอก็จะขอเรี่ยไรเงินบริจาค เซร์บันเตสซึ่งเห็นว่า ‘เสรีภาพคือพรอันงดงามเหนือพรใดที่สวรรค์ทรงประทานแก่มนุษย์’ ก่อนจะเสียชีวิต จึงแจ้งความประสงค์ว่าจะฝัง ณ โบสถ์แห่งนี้”

การเข้าไปเยี่ยมชมหลุมศพของเซร์บันเตสนั้น เทศบาลเมืองมาดริดเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยผลงานของเซร์บันเตสนั้นเปรียบดุจมรดกโลก แต่การเยี่ยมชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรืออย่างน้อยก็สำหรับผู้แปล อาจเพราะนักประพันธ์อยากลองใจผู้แปลผลงานของเขาก็เป็นได้

“โบสถ์นี้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมของมาดริดซึ่งจัดให้ชมฟรี แต่จะเปิดให้ชมเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวประจำเมืองมาดริดทุกเช้าวันจันทร์ และรับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น เมื่อไปถึงสำนักงาน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสัปดาห์นี้เต็มแล้ว ดิฉันก็เพียรอธิบายว่ามีเวลาจำกัด นับแล้วเหลือเพียง 2 เสาร์เท่านั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้คารวะเซร์บันเตส เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานตามเดิม เจ้าหน้าที่คงงงว่าต่างชาติคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ใช้ลูกตื้อ คือยังไงๆ ก็ต้องดูให้ได้ (หัวเราะ) เขาก็อ่อนใจไล่ไม่ไปสักที จึงบอกว่าลองไปติดต่อที่โบสถ์เองเถอะ ดิฉันจึงยอมรามือ บ่ายหน้าไปโบสถ์ แต่คนดูแลโบสถ์บอกให้กลับมาใหม่ตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

นักแปลขึ้นรถไฟขบวนเช้าสุดจากอัลกาลามารอหน้าโบสถ์ เพื่อจะได้ใช้เวลาก่อนพิธีมิสซาเคารพหลุมศพ เวลา 08.02 น. ใจเธอเต้นแรงขณะเดินวนไปรอบโบสถ์ หลุมศพอยู่ไหนหนอ ทำไมไม่พบ เดินวนอยู่หลายรอบ จนผู้ดูแลโบสถ์เดินมาถามว่า “เธอใช่ไหมที่โทรมาจะเคารพหลุมศพเซร์บันเตส อยู่ตรงนี้”

ภาพเบื้องหน้ามิใช่หลุมศพหรูหรา เป็นเพียงป้ายเรียบง่ายใกล้ปากทางเข้าโบสถ์ ข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ทอดร่าง” ชาตะ 1547 มรณะ 1616 สว่างวันเดินสำรวจและเก็บภาพทุกจุดจนผู้ดูแลโบสถ์สงสัยว่าเธอสนใจอะไรนัก เมื่อรู้ว่าเธอคือผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ฉบับภาษาไทย ผู้ดูแลจึงพาเธอไปด้านในที่ปกติไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ

“ประตูบนพื้นนี้ มีบันไดทอดลงไปยังหลุมฝังศพรวม บริเวณที่พบว่าน่าจะเป็นร่างของเซร์บันเตสมีอีก 17 ร่าง นักนิติมนุษยวิทยา หัวหน้าทีมการขุดค้นครั้งนี้ อยากให้เซร์บันเตสมีหลุมศพที่เป็นทางการ เพราะชาติอื่นๆ กวีเอก นักเขียนเอก ของเขาล้วนแล้วแต่มีหลุมศพให้ผู้คนไปเยี่ยมชมสักการะ แต่เซร์บันเตสเสียแรงเป็นนักเขียนระดับโลก กลับไม่มีหลุมศพของตัวเอง”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“นักวิจัย 30 คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนิติเวชศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านขุดเจาะพื้นที่ ร่วมกันค้นคว้าวิจัย และสรุปว่าการตรวจด้วย DNA เป็นเรื่องยากเพราะสายตระกูลผ่านมาแล้วถึง 12 รุ่น ถ้าจะตรวจ DNA เปรียบเทียบกับศพพี่สาวที่บวชเป็นชี ก็ต้องเปิดหลุมศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการรบกวนผู้จากไป ประเด็นเรื่อง DNA จึงล้มไป แต่จากประวัติชีวิตของเซร์บันเตส เรารู้ว่าเขาเคยถูกยิง 3 นัด เข้าที่ช่วงอก 2 นัด และเข้าที่แขนอีก 1 นัด เซร์บันเตสจึงเป็นนักเขียนที่มีแขนซ้ายพิการ

“ทีมวิจัยจึงอาศัยหลักฐานทางชีวะเพื่อค้นหาศพที่มีรอยกระสุนที่อก ปรากฏว่าพบศพนั้นจริงๆ และข้างๆ เป็นศพผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของภรรยาคือ นางกาตาลีนา ทางทีมงานตัดสินใจนำทั้ง 17 ศพขึ้นมาฝังรวมกัน เพราะการพยายามแยกเซร์บันเตสออกมาอาจเป็นการทำลายศพทั้งหมด เนื่องจากบริเวณที่ฝังชื้นมากและเก่าแก่มาก ในที่สุดหลังจาก 400 ปีผ่านไป เซร์บันเตสจึงมีหลุมศพอย่างเป็นทางการ”

หน้าหลุมศพของเซร์บันเตสไม่มีพื้นที่สำหรับวางดอกไม้ แผนการนำดอกกุหลาบแดงมาวางที่หลุมศพจึงต้องพับไป สว่างวันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เมืองอัลกาลาอีกครั้งเพื่อสักการะนักเขียนผู้ล่วงลับด้วยดอกไม้ เพื่อบอกนักเขียนของเธอว่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ภาค 2 จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้น ที่มีนามว่าประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ตอนที่นำดอกไม้ไปให้ครั้งล่าสุด ปรากฏว่ามีนักเรียนวัย 13 – 15 มาชมเยอะมากเพราะเป็นช่วงปลายเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่าทำไมเขาเอาดอกไม้มาให้เซร์บันเตสล่ะ อาจารย์เขาก็บอกว่า ดูสิ แม้แต่ชาวต่างชาติยังชื่นชมนักเขียนของเรา เห็นหรือยังว่าที่ที่คุณไม่อยากจะมาเท่าไหร่ คนอื่นเขาเดินทางมาไกลๆ เพื่อมาชม”

การตามรอยเซร์บันเตสในเมืองสองเมืองจบลงเท่านี้ แต่การผจญภัยในหน้ากระดาษของดอนกิโฆเต้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบภาษาไทย หนทางของขุนนางเฒ่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่การเดินทางในอาณาจักรสเปนโบราณก็น่าติดตามไม่แพ้เส้นทางบนโลกความเป็นจริง

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ภาพ : สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, นพดล เลิศเอกสิริ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load