แม้ว่าโดยแท้จริงแล้ว สงครามรัสเซียบุกโจมตีกรุงเคียฟในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะไม่เกี่ยวข้องอะไรโดยตรงกับฝ่ายศาสนจักร เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่พอใจของรัสเซีย ต่อการที่ยูเครนพยายามสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO รวมไปถึงเข้าร่วมสหภาพยุโรปด้วย

เราได้เห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสงคราม ความสูญเสียของทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน และบทบาทของศาสนจักรโรมันคาทอลิกและออร์โธดอกซ์ที่ออกมาเรียกร้องสันติภาพ แม้ว่าจะถูกวิจารณ์ว่ามีความพยายามน้อยเกินไป หรือไม่กล่าวประณามให้เข้าเป้าเข้าประเด็น และหลายครั้งที่ตกเป็นข่าวว่า ผู้นำศาสนจักรรัสเซียโน้มเอียงเข้ากับฝ่ายประธานาธิบดีปูตินอย่างเห็นได้ชัด จนเสียงของผู้นำศาสนาถูกกลบไว้ใต้เสียงระเบิดและรอยตีนตะขาบรถถัง 

เรามาดูกันก่อนว่า เบื้องลึกเบื้องหลังที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย” นั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร 

เห็นได้ชัดว่า ปูตินซึ่งค่อนข้างเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม และมีศาสนจักรออร์โธดอกซ์หนุนหลังอยู่เสมอ คงจะอ้างอิงไปถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ทั้งสองชาติเคยมีมาร่วมกันในสมัยโบราณ โดยเฉพาะจากรากเหง้าของธรรมเนียมออร์โธดอกซ์ที่ประธานาธิบดีปูตินพยายามเชิดชูและปกป้องให้พ้นจาก “ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมที่มาจากฝั่งตะวันตก” 

ปูตินพยายามยกคุณค่าทางศีลธรรมแบบออร์โธดอกซ์ให้เห็นว่า ชาวตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ได้ละทิ้งรากเหง้าธรรมเนียมคริสเตียนของตน หันมาสมาทานแนวคิดโลกวิสัย กลายเป็นเอทิสต์หรือผู้ปฏิเสธพระเจ้า และสิ่งที่ดูจะทำให้เขาไม่พอใจมากที่สุดก็คือ การเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศในที่สาธารณะ ซึ่งผิดหลักศีลธรรมของชาวคริสต์สายอนุรักษ์นิยมอย่างชาวรัสเซียออร์โธดอกซ์อย่างรุนแรง การเป็นเกย์จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในวัฒนธรรมรัสเซีย จนกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และถูกทำให้เป็นเสมือนสภาวะที่ไม่มีอยู่จริงในโลก 

แม้ว่าปูตินจะพยายามแก้ต่างว่า เกย์ไม่ใช่อาชญากรรมในประเทศรัสเซีย โดยเขาเองเปรียบเทียบว่า ในโลกนี้มีอีกตั้งหลายประเทศที่เกย์เป็นอาชญากรรม โดยเฉพาะในดินแดนที่ใช้กฎหมายศาสนา แต่ชาว LGBT ก็ดูไม่ชอบใจนักเมื่อรัสเซียประกาศใช้กฎหมายห้ามเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหารักร่วมเพศ โดยประกาศออกมาพร้อมกับกฎหมายห้ามเผยแพร่สื่อลามกที่ล่วงละเมิดเยาวชน (Pedophile) จนดูราวกับว่าทั้งสองเรื่องเป็นอาชญากรที่ร้ายแรงพอ ๆ กัน

รัสเซียยังประณามการเรียกผู้ปกครองชาว LGBT ว่า ‘ผู้ปกครองคนแรก’ และ ‘ผู้ปกครองคนที่สอง’ ตามแบบตะวันตก โดยยืนยันว่าครอบครัวจะต้องประกอบด้วย ‘พ่อและแม่’ เท่านั้น และวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างหยุดยั้งไม่ได้ หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย จะทำลายความเป็นรัสเซียพังทลายลง และดูเหมือนว่าหลักการศีลธรรมของรัสเซียจะกลายเป็นข้ออ้างหนึ่งในหลายข้อ ที่ยกมาเพื่อปกป้องไม่ให้ยูเครนตกอยู่ภายใต้ศีลธรรมอันเสื่อมทรามของพวกตะวันตกด้วย

นอกจากประเด็นเชิงศีลธรรม ประเด็นเรื่องศาสนจักรรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นประเด็นร้อนมาก่อนหน้าสงครามแล้ว และน่าจะเป็นชนวนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองขาดสะบั้นลง

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินกับพระอัยกาซีริล ประมุขศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์
ภาพ : www.theguardian.com

รากเหง้าของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ในดินแดนรัสเซีย-ยูเครน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งยูเครนและรัสเซีย (รวมทั้งประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์อื่น ๆ อย่างเบลารุส) ต่างมีพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกัน โดยเฉพาะในยุคโบราณจนถึงยุคจักรวรรดิรัสเซียอันเกรียงไกร ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์แต่เดิมนั้น เมื่อแยกตัวออกจากศาสนจักรคาทอลิกในศตวรรษที่ 11 ก็มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) บรรดานักบวชชาวคริสต์ต่างพยายามเดินทางไปยังแดนตะวันออกเพื่อเผยแผ่ศาสนา ในศตวรรษที่ 9 ปรากฏว่ามีนักบุญที่สำคัญสองท่าน คือ ซีริล (St. Cyril) และ เมธอดิอุส (St. Methodius) เดินทางเข้าไปเผยแผ่พระคริสตธรรมจนประสบความสำเร็จ 

พวกท่านยังได้ประดิษฐ์อักษร ‘ซีริลลิค’ ที่เป็นต้นเค้าของอักษรสลาฟในปัจจุบันนี้อีกด้วย ปัจจุบันก็ยังมีการระลึกถึงท่านทั้งสอง ทั้งในฐานะนักบุญผู้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าอัครสาวก และ ‘บิดาแห่งวัฒนธรรมสลาฟ’ ซึ่งมักจะมีการแห่แหนท่านในวันชาติของประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคริสต์ออร์โธดอกซ์

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
รูปนักบุญซีริลและเมโธดิอุส องค์อุปถัมภ์ทวีปยุโรปและวัฒนธรรมสลาฟ
ภาพ : en.wikipedia.orgrs

ชาวรุสเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 988 เมื่อเจ้าชายโวโลดีเมียร์ (ในสำเนียงยูเครน) – วลาดีเมียร์ (ในสำเนียงรุส) ทรงรับพิธีล้างจากธรรมทูตชาวไบแซนทีน ณ แหลมไครเมีย (อันเป็นพื้นที่ที่ถูกผนวกเข้ากับรัสเซียในปี 2014) เมื่อเจ้าชายวลาดีเมียร์เสด็จกลับมายังกรุงเคียฟ พระองค์บัญชาให้ทหารทั้งกองทัพรับพิธีล้างเป็นกลุ่มใหญ่ในแม่น้ำ Dniepr และในเวลาเกือบพันปีต่อมา จักรวรรดิรัสเซียได้รำลึกถึงเหตุการณ์นี้โดยตั้งรูปปั้นเจ้าชายวลาดีเมียร์สูง 14 ฟุตเหนือฝั่งแม่น้ำในยูเครน และเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน ประธานาธิบดีปูตินจึงสั่งให้สร้างรูปเจ้าชายสูง 52 ฟุตในกรุงมอสโกเมื่อปี 2016 จึงมักมีคำกล่าวแบบนับญาติว่า ยูเครนและรัสเซียมีรากเหง้ามาจากแม่น้ำ Dniepr อันเป็นที่รับศีลล้างบาปแรกสายเดียวกัน 

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
ชาวเคียฟรับศีลล้างบาปตามบัญชาของเจ้าชายวลาดิเมียร์
ภาพ : arthive.com
ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
เจ้าชายวลาดิเมียร์รับศีลล้างบาป
ภาพ : en.wikipedia.org

อย่างไรก็ตาม ในยุคเริ่มแรกที่ชาวรุสรับนับถือคริสต์ศาสนานั้น ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงเคียฟ ขณะที่ลึกเข้าไปทางตะวันออก มอสโกยังคงเป็นบ้านป่าอันหนาวเหน็บ จนเกิดการวิจารณ์รูปปั้นเจ้าชายวลาดิเมียร์ของปูตินว่า หาความเกี่ยวข้องกับมอสโกไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นเจ้าชายแห่งเคียฟ ไม่ใช่เจ้ามอสโก แม้ท่านประธานาธิบดีจะพยายามเชิดชูเจ้าชายองค์นี้ว่า “ด้วยการเลือกของพระองค์ ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ได้กลายเป็นจิตวิญญาณหลักของชาวรัสเซีย เบลารุส และยูเครน” ก็ตามที เห็นได้ชัดว่าปูตินกำลังใช้วีรบุรุษทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหลอมรวมชาติต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยอ้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งนี่เป็นวิธีคลาสสิกที่หลายต่อหลายประเทศเคยนำมาปรับใช้อย่างได้ผลมาแล้วในอดีต

อย่างไรก็ตาม ชาวยูเครนจำนวนมากไม่พอใจกับการเปิดตัวรูปปั้นนี้ เสมือนว่ารัสเซียกำลังช่วงชิงวีรบุรุษและนักบุญของพวกเขาไป พวกเขาตอบโต้ทันควันว่า “รัสเซียเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ตามใจชอบ” และ “เจ้าชายวลาดิเมียร์รวมชาวสลาฟเข้าด้วยกันด้วยนิกายออร์โธดอกซ์ ส่วนท่าน – กำลังใช้เจ้าชายในทางที่ผิด โดยสร้างความเกลียดชังให้กระจายไปทั่ว” 

การที่รัสเซียผู้ประกาศตนเป็นศูนย์กลางศาสนจักรออร์โธดอกซ์ แต่กลับไม่ได้ครอบครองดินแดนดั้งเดิมอันเป็นจุดกำเนิดศาสนาคริสต์ของชาวสลาฟ ก็ถูกนำมาตั้งคำถามต่อไปว่า จะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหนกับการที่รัสเซียต้องการจะผนวกกรุงเคียฟให้ได้

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
รูปเจ้าชายโวโลดิเมียร์ที่สร้างขึ้นในเครมลิน ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย
ภาพ : www.rbth.com

ศาสนจักรในเคียฟค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้น จนมีโบสถ์สำคัญหลายแห่ง เช่น โบสถ์อัครเทวดามิเกล หรือโบสถ์โดมทอง เป็นที่เก็บรักษาภาพไอค่อนสำคัญ ๆ อย่างไรก็ตาม เคียฟค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญลงจากการรุกรานของพวกมองโกลในศตวรรษที่ 13 ขณะที่มอสโกนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า กลายเป็นทั้งศูนย์กลางอำนาจและศาสนา จนศตวรรษที่ 15 เมื่อศาสนจักรที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล โบสถ์แม่ของชาวออร์โธดอกซ์ทั้งปวงถูกกองทัพออตโตมันทำลายลงอย่างราบคาบ รัสเซียก็สวมสิทธิอันชอบธรรมในการประกาศตัวเป็น ‘โรมแห่งที่ 3’ หรือผู้สืบทอดสิทธิ์การเป็นชาวคริสเตียนอันเที่ยงแท้ดั้งเดิมต่อทันที

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
โบสถ์โดมทองอัครเทวดามิเกลในกรุงเคียฟ สร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 10 แต่ได้รับการปฏิสังขรณ์เรื่อยมา โดมทองนั้นสร้างในศตวรรษที่ 18 
ภาพ : en.wikipedia.org

‘สังฆเภท’ ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย : ความขัดแย้งที่นำไปสู่รอยร้าว

ประวัติศาสตร์ศาสนาในยูเครนผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุค ทั้งในยุคสตาลินที่นำลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาพยายามยุติบทบาทของศาสนจักร ทั้งสถานการณ์ภายในของยูเครนเอง ค่อนข้างแตกต่างจากรัสเซียตรงที่มีศาสนจักรที่มี ‘ความหลากหลาย’ กว่า เพราะในทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ของยูเครนได้รับอิทธิพลทั้งจากคอนสแตนติโนเปิล รัสเซีย และโรม โดยเฉพาะกลุ่มยูเครนคาทอลิก ที่แม้จะภักดีต่อสันตะสำนักในวาติกัน แต่ก็ใช้จารีตคล้ายคลึงกับชาวออร์โธดอกซ์ และมีจำนวนประชากรค่อนข้างมาก

ส่วนในนิกายออร์โธดอกซ์เอง แต่เดิมศาสนจักรรัสเซียรุกคืบสร้างเขตอิทธิพลในพื้นที่ของยูเครน พยายามที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันทางวัฒนธรรมด้วยการสร้างโบสถ์จำนวนมาก รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลทางศาสนาในยูเครนตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 โดยจัดการกีดกันอิทธิพลนิกายคาทอลิกที่มาจากโปแลนด์ออกไป รัสเซียจึงเข้าปกครองศาสนจักรยูเครนด้วย นัยว่าเพื่อพิทักษ์ชาวออร์โธดอกซ์จากพวกคาทอลิก ทั้งได้รับการรับรองอำนาจการปกครองจากศาสนจักรที่คอนสแตนติโนเปิลอย่างเป็นทางการ อำนาจศาสนจักรรัสเซียจึงปกคลุมเคียฟเป็นเวลานานกว่า 300 ปี

ชาวคริสต์ในยูเครนพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักรมอสโกมาตั้งแต่ปี 1921 – 1991 เป็นเวลากว่า 70 ปี แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จนกระทั่งยูเครนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการในปี 1991 ก็ยังสลัดอิทธิพลรัสเซียออกไปไม่ได้ 

ล่วงเลยมาถึงปี 2018 กลุ่ม UOK หรือยูเครนออร์โธดอกซ์อิสระ ซึ่งโน้มเอียงไปมีความสัมพันธ์กับศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิล ได้แยกตัวออกจากรัสเซียอย่างเป็นทางการ พระอัยกาบาร์โธโลมิวแห่งคอนสแตนติโนเปิล ออกมาประกาศรับรองศาสนจักรแห่งชาติใหม่นี้ โดยถือสิทธิ์ว่า ชาวยูเครนรับศีลล้างบาปจากมิชชันนารีชาวคอนสแตนติโนเปิล ศาสนจักรจากคอนสแตนติโนเปิลจึงถือว่าเป็น ‘โบสถ์แม่’ ที่ให้การรับรองการแยกตัวสถาปนาศาสนจักรใหม่ได้อย่างชอบธรรม และมีศาสนจักรออร์โธดอกซ์อื่น ๆ อีก 3 แห่งให้การรับรองด้วย คือ กรีก อเล็กซานเดรีย ไซปรัส ต่างยินดีต้อนรับศาสนจักรใหม่

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
นักบวชยูเครนทำพิธีท่ามกลางซากปรักหักพังในเมืองดอนเนตส์
ภาพ : indianexpress.com

ศาสนจักรจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

ตั้งแต่ปี 2018 ชาวยูเครนประกาศอิสรภาพทางจิตวิญญาณ ปราศจากอิทธิพลการชี้นำจากภายนอก ซึ่งชาวยูเครนยอมรับไม่ได้มาเป็นมาเวลานาน ศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์ไม่พอใจการแยกตัวออกของกลุ่ม UOK เป็นอย่างมาก จนถึงกับตัดความสัมพันธ์กับศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิลไปเลยทีเดียว

สำหรับยูเครนแล้ว การปรับโครงสร้างทางศาสนาใหม่ แยกตัวออกจากมอสโก ไปพึ่งพิงคอนสแตนติโนเปิลนั้น มีผลทำให้ยูเครนถอนตัวออกจาก ‘โลกรัสเซีย’ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมที่รัสเซียใช้เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพรมแดนทางการเมือง เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายในการตัดสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับรัสเซีย ผู้อ้างเสมอว่า ‘เป็นอันหนึ่งอันเดียว’ กับยูเครน ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นตามมา

ส่วนรัสเซียเองก็ไม่ยอมรับความชอบธรรมของคริสตจักรออร์โธดอกซ์แห่งใหม่ของยูเครน ยังคงอ้างสิทธิ์ในเขตอำนาจเหนือศาสนจักรในยูเครนต่อไป ส่วนศาสนจักรออร์โธดอกซ์อื่น ๆ ในโลก ตอนนี้ก็ถูกบังคับให้เลือกระหว่างมอสโกและคอนสแตนติโนเปิล การถูกบีบให้เลือกข้างเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งในวงการศาสนจักรออร์โธดอกซ์ต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

ขอให้เราภาวนาเพื่อสันติภาพของโลก จะได้บังเกิดขึ้นในเร็ววัน

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคกลาง น้ำเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีน ทุ่งข้าวสีทองของสุพรรณบุรีกลายสภาพเป็นทะเลหลวง เมื่อผิวน้ำโดนลมหนาวกระหน่ำใส่ก็เกิดคลื่นแรงราวกับอยู่ริมทะเล ผมหวั่นใจว่างานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี จะจัดได้ตามปกติหรือไม่ เมื่อได้รับคำยืนยันจาก คุณแต๊บ เจ้าหน้าที่ของวัดแม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมลว่า ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนเริ่มทรงตัวแล้ว ก็ค่อยคลายใจ ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าพระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงปกปักหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่ พระมารดามารีย์ยังสามารถเสด็จเยี่ยมเยือนชาวคริสตังในชุมชนโดยการแห่ทางเรือได้ตามปกติ

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

ชุมชนญวนแห่งสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สูงมาก ทั้งชาวไทย ลาว จีน กะเหรี่ยง มอญ เขมร ไทยดำ และชุมชนญวน เนื่องจากสมัยโบราณ มีการอพยพย้ายถิ่นและกวาดต้อนผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ภาคตะวันตกแห่งนี้ และประกอบร่างสร้างตัวตนขึ้นเป็นชาวไทยในปัจจุบัน ชุมชนญวนแห่งสองพี่น้องก็เช่นกัน เกิดจากการขยายตัวของชุมชนคริสตังแห่งสามเสน หรือ ‘ค่ายนักบุญฟรังซิสเซเวียร์’ ซึ่งแต่เดิมเป็นชุมชนชาวเวียดนามคาทอลิกที่อพยพหลบหนีการเบียดเบียนศาสนาในรัชสมัยพระเจ้ามินมาง จักรพรรดิแห่งเวียดนามผู้ไม่ไว้วางพระทัยในบรรดามิชชันนารี

เมื่อเกิดสงครามอานัมสยามยุทธขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ขุนนางคริสตังไปเกลี้ยกล่อมชาวญวนเหล่านี้ ที่อพยพหนีการเบียดเบียนศาสนามาถึงชายแดนเขมรแล้ว ให้เข้ามาทำมาหากินในดินแดนสยาม โดยรับรองสิทธิในการนับถือศาสนาคริสตังได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม ชุมชนสามเสนก็เล็กและแคบเกินไปเมื่อชุมชนขยายตัวออก ชาวญวนผู้มีอาชีพทำประมงเป็นหลัก จึงเดินทางอพยพขึ้นเหนือไปหากินตามลำน้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปถึงเจ้าเจ็ด บ้านแพน เกาะใหญ่ อยุธยา นครสวรรค์ เกิดชุมชนคริสตังญวนขึ้นตลอดลำแม่น้ำมากมาย เกือบทุกแห่งยังรักษาขนบธรรมเนียมญวนไว้ได้ โดยเฉพาะอาหารการกิน ประเพณี งานศพ หรือคำเรียกในครอบครัว

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

อำเภอสองพี่น้องก็เช่นกัน ชุมชนญวนไม่กี่ครอบครัวที่อพยพมายังท้องทุ่งสุพรรณแห่งนี้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น เมื่อลงหลักได้มั่นคงแล้วก็เชิญบาทหลวงจากโบสถ์ที่นครชัยศรี (ปัจจุบันคือวัดนักบุญเปโตร สามพราน) ขึ้นมาดูแลประกอบศาสนกิจ

“ญวนสองพี่น้องเขาศรัทธามาก ตื่นก็สวด กินข้าวก็สวด ก่อนนอนก็สวด ลงไปอาบน้ำในท่าก็สวด ไม่กลัวจระเข้กินบ้างเนาะ” ผมนึกถึงคำของชาวบ้านที่สามพราน เมื่อเขาพูดถึงคริสตังแห่งสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงติดตลก ในสมัยท่านสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ท่านอภิบาลชาวคริสต์ในสยามด้วยความเคร่งครัด มีการแต่งบทสวดสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งกินข้าว เข้านอน หรือแม้แต่กินหมาก เพื่อเพิ่มความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ความศรัทธาเหล่านี้ช่วยประคับประคองชุมชนคาทอลิกเล็ก ๆ นี้ให้เติบโตท่ามกลางชนต่างศาสนามาได้นานกว่า 150 ปี

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล

บ้านญวนแห่งนี้ได้ชื่อว่า ‘บ้านแม่พระประจักษ์’ ซึ่งมาจากชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล’ ชื่อนี้มาจากสมญานามของกลุ่มนักบวชแห่งภูเขาคาร์แมลในอิสราเอล ซึ่งแต่เดิมเป็นนักรบครูเสดที่เสร็จสิ้นภารกิจและรวมตัวกันถือพรตกันโดยสันโดษในภูเขาคาร์แมล หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งประกาศกเอลียาห์เคยมีชัยชนะเหนือนักบวชศาสนาบาอัลในยุคพันธสัญญาเดิม โดยพระเป็นเจ้าทรงส่งไฟจากฟ้าลงมาเผาเครื่องบูชาของเอลียาห์ เป็นเครื่องหมายว่าพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว 

นักรบครูเสดที่เข้าไปบำเพ็ญพรตในอารามแห่งนี้ ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นคณะนักบวชนาม ‘คาร์เมไลท์’ ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทยของเราด้วย ในบรรดานักบวชเหล่านี้ นักบุญซีมอน สต๊อก (St. Simon Stock) ได้พบกับพระนางมารีย์ พระมารดาทรงประจักษ์มาพบท่านที่เขาคาร์แมลในศตวรรษที่ 13 และประทานเสื้อพิเศษและ ‘สายจำพวก’ (สายคล้องคอขนาดเล็ก ชาวคาทอลิคเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของการมอบตนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระเป็นเจ้าและพระแม่มารีย์ และใช้เพื่อระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา) ให้กับท่าน เป็นเครื่องหมายในการอุทิศตนรับใช้พระเป็นเจ้าและเป็นคำสัญญาของพระนางว่าจะช่วยเหลือให้พวกเขาเอาชนะบาปผิดต่าง ๆ ในชีวิตได้ และแม้ว่าวัดสองพี่น้องแห่งนี้จะไม่เคยถูกปกครองโดยคณะนักบวชคาร์เมไลท์ แต่ความศรัทธาต่อพระนางมารีย์แห่งภูเขาคาร์แมลคงแพร่หลายมากในช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 จึงมีการนำนามนี้มาตั้งเป็นนามอุปถัมภ์ของวัดสองพี่น้องด้วย

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

เมื่อแม่พระเสด็จเยี่ยมชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน

น้ำเจิ่งนองไปทั่วทั้งทุ่งสองพี่น้อง บ้านสองชั้นกลายเป็นบ้านชั้นเดียว หลายหลังเหลือแต่หลังคาและเรือกลายเป็นพาหนะหลักในการเชื่อมบ้านกับถนนสายหลัก แต่ชุมชนคริสตังก็ยังเปี่ยมด้วยพลัง ทุกบ้านเตรียมแท่นบูชาขนาดเล็ก ๆ หน้าตาไทย ๆ จำพวกโต๊ะหมู่บูชาที่เราเห็นตามวัดพุทธ แต่ตั้งรูปแม่พระ ปักดอกไม้ใส่แจกันกับเชิงเทียนสีขาวไว้ที่ชานเรือนหันหน้าลงสู่แม่น้ำท่าจีน ครอบครัวพร้อมหน้ารอคอยให้เรือแห่ของวัดค่อยล่องช้า ๆ นำหน้าขบวนแห่ด้วยเรือประดิษฐานไม้กางเขน พาพระรูปพระแม่มาอวยพรพวกเขา-ปีละครั้ง-ถึงหน้าบ้าน เสียงสวดบทวันทามารีอาดังไปทั่วคุ้งน้ำ ค่อย ๆ แห่จากวัดแม่พระประจักษ์ไปถึงตลาดบางลี่ และทวนกลับไปถึงวัดสองพี่น้อง (วัดพุทธ) ซึ่งมีบ้านคริสตังตั้งกระจัดกระจายไปตลอดทาง

ผมทราบมาว่า เรือที่ใช้แห่นั้น ทางวัดก็ได้รับความช่วยเหลือให้หยิบยืมมาจากวัดพุทธสองพี่น้อง นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างน่ารักระหว่างต่างศาสนิก

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

ธรรมเนียมการแห่แม่พระทางน้ำนั้น คงจะติดมาจากสมัยโบราณที่การคมนาคมส่วนใหญ่ของสยามยังอยู่บนสายน้ำ โบสถ์อื่น ๆ ก็เคยมีประเพณีนี้ เช่น โบสถ์ลำไทร แต่เลิกไปเมื่อถนนกลายเป็นทางสัญจรหลัก เมื่อรถยนต์เข้ามาแทนเรือ บ้านเรือนคริสตังจำนวนมากก็โยกย้ายออกไปตั้งตามถนน การแห่ทางน้ำก็เลิกราไปในราว พ.ศ. 2530 จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2561 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ชุมชนบ้านแม่พระประจักษ์เป็นตัวแทนชุมชนจากตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้องเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากชุมชนญวนแห่งนี้ก็มีผลิตภัณฑ์หลักจากท้องถิ่นที่แพร่หลายจำนวนมาก เช่น ปลาหมำแบบญวน เปลญวนที่ใช้ผักตบชวาเป็นวัตถุดิบเสริม เพราะแม่น้ำท่าจีนมักจะตื้นเขินลงเสมอจากการระบาดของผักตบชวา ประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจึงถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่อีกครั้ง

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ
ภาพถ่ายเก่าขบวนแห่แม่พระของวัดพระวิสุทธิวงศ์ ลำไทร ในปี 1950
ภาพ : สารสาสน์ เล่มที่ 30 ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 1950

การจัดพิธีกรรมยังคงดำเนินการด้วยรูปแบบดั้งเดิม เราเห็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุดอ๋าวหย่ายสีสันสดใส ตั้งรูปแม่พระแห่งลาวาง-เวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายอุ้มพระกุมารเยซูอยู่หน้าวัดเช่นกัน ความภาคภูมิใจในเชื้อสายเวียดนามยังคงเป็นเสาหลักที่ยึดโยงชุมชนแห่งนี้เข้าด้วยกัน หลังจาก 1 ชั่วโมงกลางทุ่ง แวะโบกไม้โบกมือทักทายกับชุมชนสองฝั่งน้ำแล้ว ทางวัดก็ยังเตรียมโรงทานให้เราทานกันฟรี ๆ หมูหันแบบญวนตัวใหญ่หนังกรอบกับหอยทอดคือเด็ดมาก ไอศกรีมกะทิแบบกะทิล้วน ๆ มันจัดกลมกล่อมมาก มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำพวกปลาร้า ปลาหมำ เมี่ยงคำ ตะกร้าสานด้วยนะ

ก่อนจะลาจากชุมชนแห่งนี้ ผมเดินไปสวัสดีนักบุญซีมอน สต๊อกกับพระแม่มารีย์ในโบสถ์ หวังว่าปีหน้าจะได้พบกันอีก พร้อมทั้งขอพรให้ทุกครอบครัวปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วย

งานประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ติดตามข่าวสารได้จากเฟซบุ๊ก วัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง

ขอบคุณคุณแต๊บ แอดมินของเพจวัดแม่พระประจักษ์ที่ช่วยเหลือในการลงเรือแห่แม่พระ

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load