เมื่อปีที่แล้ว แวดวงนักดนตรีพื้นเมืองเชียงใหม่พูดถึงเรื่องราวของชาวต่างชาติคนหนึ่งเป็นวงกว้าง ชาวต่างชาติคนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ไม่ถึง 2 ปี แต่กลับอู้กำเมืองและพูด ฟัง ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังเล่นดนตรีพื้นบ้านล้านนาได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอ ซึง กลอง แม้กระทั่งพิณเปี๊ยะที่ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีโบราณของเชียงใหม่ที่หาคนเล่นเป็นได้ยาก 

ความสามารถทางด้านดนตรีนี้เกิดขึ้นจากการที่เขาไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์เรียนดนตรีกับ ครูแอ๊ด-ภานุทัต อภิชนาธง ศิลปินและครูเพลงดนตรีพื้นเมืองล้านนาชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งวงเดอะสะล้อ ที่หลายคนอาจคุ้นหน้าจากรายการ คุณพระช่วย ในฐานะกรรมการตัดสินช่วงคุณพระประชัน

ชาวต่างชาติที่คนในเชียงใหม่กำลังพูดถึงอยู่นี้มีชื่อว่า กาล อาร์พาลี (Gal Arpaly) ชายหนุ่มอายุ 24 ปีจากประเทศอิสราเอล ผู้เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่และตกหลุมรักเข้ากับดนตรีล้านนาอย่างจัง

กาล อาร์พาลี หนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่จนอู้กำเมือง สักขาลาย เล่นดนตรีล้านนา

ไม่นานมานี้ ผมโชคดีมีโอกาสได้เจอกับกาลที่ร้านสักขาลาย (การสักขาแบบล้านนาโบราณ) กลางเวียงเชียงใหม่ ขณะที่เขามาเป็นผู้ช่วยเพื่อนที่กำลังจะสัก ซึ่งกาลเองก็มีรอยสักขาลายนี้เช่นกัน และเป็นจริงอย่างที่ผู้คนเชียงใหม่ว่า กาลฟัง พูด ภาษาไทย และอู้กำเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ช่วยเพื่อนสักอยู่นั้น เขาก็ฮัมเพลงพื้นบ้านล้านนาที่ดังมาจากวิทยุภายในร้านไปด้วย นั่นแสดงให้เห็นถึงความรักในดนตรีล้านนาของกาลได้เป็นอย่างดี

ไม่นานมานี้ กาลเพิ่งส่งเครื่องดนตรีล้านนากลับบ้านของเขาที่อิสราเอล โดยตั้งใจว่าเมื่อมีโอกาสกลับบ้าน เขาจะเผยแพร่ดนตรีพื้นเมืองล้านนาที่เขาหลงรักให้คนอิสราเอลรวมถึงคนทั้งโลกรู้จัก เขายังทำช่องยูทูบของตัวเองชื่อ Snake fishfish เพื่อเผยแพร่ดนตรีพื้นเมือง ล่าสุดเขานำเพลง LALISA ผลงานเดี่ยวของ ลิซ่า BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของประเทศเกาหลีมาคัฟเวอร์ โดยใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือผสมกับพิณอีสานให้ออกมาน่าสนใจเป็นอย่างมาก 

กาลเป็นคนง่ายๆ อารมณ์ดี เข้าใจและมีอารมณ์ขันแบบคนไทย เขายินดีเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง เพื่อให้เห็นมุมมองของต่างชาติที่มีต่อวัฒนธรรมล้านนาว่ามีคุณค่าอย่างไร ทำไมเขาถึงตกหลุมรักมันเป็นอย่างมาก

กาลชวนเราไปคุยกันที่ตูบหรือกระต๊อบเล็กๆ ของเขา ซึ่งเขากับเพื่อนช่วยกันสร้างไว้ท่ามกลางป่าในอำเภอแม่ริม 

“นี่เป็นตูบที่เรากับเพื่อนๆ ช่วยกันสร้าง เราให้เพื่อน ค่างานร้อย ค่าเลี้ยงเหล้าพัน” กาลหัวเราะอารมณ์ดี

วันที่เราไป กาลกับเพื่อนฝูงของเขากำลังนั่งเล่นดนตรีพื้นเมือง และอู้กำเมืองหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

ไม่น่าเชื่อว่านี่คือชาวต่างชาติที่เพิ่งมาอยู่เชียงใหม่ได้ไม่ถึง 2 ปี

กาล อาร์พาลี หนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่จนอู้กำเมือง สักขาลาย เล่นดนตรีล้านนา

บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้ ทุกประโยคที่กาลพูด ไม่ได้แปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย แต่เป็นการคงประโยคภาษาไทยบ้าง ปนคำเมืองบ้างที่เขาพูดออกมาจริงๆ และมีศัพท์ภาษาอังกฤษแทรกมาบ้างนิดหน่อย 

สำหรับคำหรือประโยคที่เขาไม่รู้จัก ผมจะใส่วงเล็บคำแปลไว้ด้านหลัง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า ผู้ชายคนนี้มีความเข้าใจในภาษาไทย รวมถึงวิถีและวัฒนธรรมของคนไทยลึกซึ้งขนาดไหน

“สวัสดีครับ ผมชื่อ กาล (Gal) เป็นคนเมืองหน้าฝรั่ง” เขาแนะนำตัวก่อนหัวเราะแซวตัวเองอย่างสนุก 

“จริงๆ ชื่อผมอ่านออกเสียงแบบอิสราเอลจะยากกว่านี้ มีความหมายว่า คลื่น ไหลไปมาเรื่อยๆ 

“ส่วน กาล ในภาษาไทย ก็มาจากกาลเวลา ผมชอบความหมายของชื่อนี้ทั้งคู่”

ตัวตนของกาลเหมือนความหมายของชื่อเขา เป็นดั่งคลื่นที่ไหลไปเรื่อยๆ เพราะเขาตั้งใจจะเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ 

“ผมอยากดูโลกกว้างมากๆ เลย อยากจะเดินทางเที่ยวยาวๆ ก็เลยทำงานเก็บตังค์ เป็นนักดนตรี ครูสอนดนตรี เป็นช่างก่อสร้าง ทาสีบ้าน เป็นครูลูกเสือ ทำงานเก็บตังค์อยู่หลายปี จนพอแล้วก็ออกเดินทาง เริ่มจากไปเที่ยวเวียดนาม กัมพูชา แล้วก็มาไทย ขึ้นไปลาว ไปถึงจีนแถวสิบสองปันนา ตามแผนเรากะจะขึ้นไปจนถึงทิเบต เป็นที่ที่เราอยากไปมากๆ เพราะว่า I was interested in Buddhism. ผมสนใจเรื่องศาสนาพุทธมากๆ สนใจตั้งแต่วัยรุ่น อ่านหนังสือ ดูหนังต่างๆ และทิเบตกับอินเดียเป็นต้นฉบับของศาสนาพุทธ”

แต่การเดินทางต้องชะงักลงขณะที่เขาเดินทางไปประเทศจีน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งแรก

“ผมติดอยู่ที่ประเทศจีนหนึ่งเดือน ตอนนั้นก็คิดว่าจะทำอะไรดี เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน ยังไม่ทันเที่ยวอย่างที่ตั้งใจเลย และเริ่มรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากตอนนั้นที่สิบสองปันนาเริ่มไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวแล้ว แล้วก็ Not Friendly ก็เลย Change My Plan เปลี่ยนกำหนด แล้วกลับมาอยู่ที่ไทยดีกว่า”

กาลเลือกจะมาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นการเดินทางระหว่างประเทศถูกห้ามหมดแล้ว

ด้วยความไม่รู้จะไปไหน กลับบ้านก็ไม่ได้ กาลเลยไปสมัครเรียนมวยไทยกับค่ายมวยที่นั่น

“ตอนนั้นผมอยู่ใกล้กับแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากฝึกมวยเสร็จ ผมก็ไปวัดทุกวัน ไปนั่งดูพระ ดูแม่น้ำ แล้ววันหนึ่งก็มีเสียงดนตรีเข้ามา น่าจะเป็นลำโพงจากงานศพ เราไม่รู้ว่านี่คือเสียงของเครื่องดนตรีอะไร เราอยากเจอ อยากรู้จักมากๆ”

กาลเป็นนักดนตรี หลงรักดนตรีมาตั้งแต่เขายังเด็ก การเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศต่างๆ ด้วยหวังว่าจะได้พบกับดนตรีของประเทศต่างๆ แต่ก็ต้องผิดหวัง

กาล อาร์พาลี หนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่จนอู้กำเมือง สักขาลาย เล่นดนตรีล้านนา

“ตอนที่ไปเที่ยวประเทศต่างๆ เราไม่เจอดนตรีที่มัน Original (ของแท้) จริงๆ เลย Traditional Music (เพลงพื้นถิ่น) เป็นสิ่งที่หายาก ไม่ใช่ดนตรีสากล ไม่ใช่ดนตรี Popular สำหรับคนไทยดนตรีเมือง (ดนตรีล้านนา) เป็นสิ่งที่ธรรมดา เป็นสิ่งที่โบราณ น่าเบื่อ ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่สำหรับเรามันเป็นสิ่งที่หายากมาก ไม่ใช่หายากแค่ที่ไทย แต่หายากทั่วทั้งโลก เพราะดนตรีแบบนี้มันมีความ Pure มันโบราณ มัน Original มาก แต่เดี๋ยวนี้มัน Mix Together ไปหมดแล้ว มันหาแบบดนตรีเมืองได้ยาก ผมเป็นนักดนตรี All my life ตลอดชีวิตเลย เวลาได้ยินดนตรีที่ Original มันรู้เลยว่าอันนี้ Original ไม่เหมือนที่เราเคยฟังจากที่ไหนมาก่อน”

กาลอธิบายให้ฟังว่า ที่อิสราเอล สถานการณ์ความไม่สงบทำให้ผู้คนต้องอพยพอยู่บ่อยครั้ง สงครามทำให้รากวัฒนธรรมดั้งเดิมของอิสราเอลหายไปจำนวนมาก ไม่ว่าจะอาหาร ดนตรี วัฒนธรรมจำนวนมากของบ้านเขาหายไป ไม่เหมือนประเทศที่อยู่ที่ใดที่หนึ่งมายาวนาน ที่นั่นจะมีวัฒนธรรมหยั่งรากลึกและคงอยู่ให้เห็น ทำให้เขาสนใจออกตามหาดนตรีพื้นถิ่นและวัฒนธรรมตามที่ต่างๆ เพราะเขารับรู้ว่ามันมีคุณค่าที่ควรรักษา

กาลผิดหวังตลอดการเดินทางของเขา กระทั่งได้ยินเพลงที่ลอยมาจากลำโพงขณะนั่งเล่นอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังหาคนที่จะช่วยพาไปรู้จักกับดนตรีพื้นเมืองเหล่านี้ไม่ได้

“ตอนนั้นผมยังพูดภาษาไทยไม่ได้ การจะถามหาดนตรีพื้นถิ่นเลยเป็นเรื่องยากมากๆ”

หลังจากนั้นกาลตัดสินใจเดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองเชียงใหม่ โดยยังคงเก็บความต้องการจะรู้จักดนตรีพื้นถิ่นเอาไว้ในใจ โชคดีที่ตลอดการเดินทาง เขาเลือกจะไม่ตัดใจ แต่เลือกจะไปตัดผม

“วันนั้นเพราะอะไรก็ไม่รู้ ตอนเดินเที่ยวอยู่ ผมตัดสินใจจะไปตัดผม เป็นร้านเล็กๆ ชื่อ Don’s Barber อยู่กลางเวียงเชียงใหม่ ระหว่างที่นั่งตัดผมอยู่ เจ้าของร้านก็เปิดเพลงหนึ่งขึ้นมา มีเสียงขลุ่ย มีเสียงสะล้อ มันถึงใจมาก 

“เราถึงกับนั่งน้ำตาไหล…” 

เพลงที่กาลได้ยินในวันนั้นคือบทเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร ราชาโฟล์กซองคำเมืองของเชียงใหม่ ผู้นำคำเมืองและดนตรีเมืองล้านนามาผสมกับดนตรีสากลจนโด่งดังไปทั่วประเทศ 

“เจ้าของร้านเขาคงตกใจ ทำไมไอ้ฝรั่งคนนี้จู่ๆ มันก็ร้องไห้ เป็นบ้ารึเปล่า” กาลหัวเราะ “โชคดีที่เจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษเก่ง เราถามเขาว่าอยากเจอ อยากรู้จักสักคน Do you know someone who play these instruments? (คุณรู้จักใครสักคนที่เล่นเครื่องดนตรีเหล่านี้เป็นบ้างไหม) อ้ายนัด เจ้าของร้านตัดผมที่กลายมาเป็นเพื่อนผมถึงวันนี้ ตอบกลับมาว่ารู้จัก แล้วก็โทรหาเพื่อนของเขา บอกว่ามีฝรั่งคนหนึ่งอยากเรียนดนตรีเมือง วันต่อมาเพื่อนของอ้ายนัดก็เอาสะล้อมาให้ที่ร้านตัดผม สอนผมเล่น

“เรารู้สึกโชคดีมาก เพราะตอนนั้นเราอยู่ไทยเกือบครึ่งปีแล้ว ยังไม่เจออะไรเลย แล้วการสื่อสารมันยาก เขาพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เราเองก็พูดภาษาไทยไม่ได้ ถามเฉยๆ มันไม่ได้ Where can I find traditional music. (ผมจะหาดนตรีพื้นเมืองได้ที่ไหน) มันไม่ได้ ไม่เข้าใจ เราเองก็ไม่เข้าใจเขา แต่วันที่เราเจออ้ายนัดที่ร้านตัดผม ได้ยินเพลงที่อ้ายนัดเปิด มันเหมือนเป็น Destiny เพราะหลังจากนั้น Everything comes to me. (ทุกอย่างก็เข้ามาหาผม) 

“หลังจากตัดผม แล้วโทรคุยกับเพื่อนอ้ายนัดที่จะเอาสะล้อมาให้ อ้ายนัดแนะนำเราว่า ถ้าอยากจะเห็นดนตรีเมืองให้ลองไปดูที่กาดเมืองใหม่ จะมีคนเฒ่าเล่น แต่ไปแล้วไม่มี เราก็รู้สึกผิดหวัง เลยไปนั่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำปิง นั่งเล่นเครื่องดนตรีเล็กๆ ของตุรกี ชื่อ บักลามา (Bağlama) เราเอาไปด้วยทุกที่เวลาไปเที่ยวเพราะมีขนาดเล็ก เราเป็นนักดนตรี ก็ต้องมีอาวุธประจำตัว เวลาท่องเที่ยวเรามีกระเป๋าใหญ่เป็น Backpacking กีตาร์มันขนาดใหญ่ไป พกไม่สะดวก 

“เราก็นั่งเล่นบักลามาข้างแม่น้ำปิง แล้วก็มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มานั่งพูดคุยกับเรา สนใจเรื่องราวของเรา แล้วเขาก็บอกว่าที่บ้านมีสะล้อ เดี๋ยวเอามาให้ นี่คือคนแรกที่เอาเครื่องดนตรีให้เรา แล้วเราก็เล่นดนตรีด้วยกันที่ริมน้ำปิง เขาเอากีตาร์ เอาซึงมาเล่นด้วยกัน ในที่สุดเราก็เจอดนตรีที่ตามหา มันจะมา มันก็มาพร้อมกันหมดเลย” กาลเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

กาล อาร์พาลี หนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่จนอู้กำเมือง สักขาลาย เล่นดนตรีล้านนา
กาล อาร์พาลี หนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่จนอู้กำเมือง สักขาลาย เล่นดนตรีล้านนา

วันต่อมาเพื่อนของเจ้าของร้านตัดผมก็เอาสะล้อมาให้กาลตามที่นัดกันไว้ ด้วยเห็นถึงความตั้งใจจริงของกาล หลังจากนั้นเขาจึงพากาลไปขอเป็นลูกศิษย์กับครูแอ๊ดผู้เป็นอาจารย์ของเขาอีกที

“ตอนไปบ้านครูแอ๊ดครั้งแรก แก Welcome มากๆ ชวนเราไปงาน ไปดู ไปเจอดนตรีกับวัฒนธรรมล้านนาเยอะมาก มีหลายชนิด มีสะล้อ ซอ ซึง มีงานแห่ งานศพ งานวัด งานผีมด มีซอ ปี่ ดนตรีอีกหลายชนิดที่เราสนใจมากๆ เราได้รู้จักจากครูแอ๊ด เราได้รู้จักกับนักดนตรีเมืองต่างๆ เยอะมาก ทีนี้ดนตรีของแต่ละคนก็มีทางของเขา ไปเจออีกคนก็เป็นดนตรีอีกแบบ เราดีใจที่มีโอกาสไปหาคนอื่น เพราะว่าดนตรีเมืองมีหลายแบบมาก คนนี้เล่นไม่เหมือนคนนั้น คนนั้นเล่นไม่เหมือนคนนี้ ผมเชื่อว่าดนตรีไม่ได้มีทางเดียว เรามีทางของตัวเอง มันไม่เหมือนใคร แต่น่าจะไปด้วยกันได้ แต่บางคนก็เชื่อว่าทางของเขาคือทางที่ถูกต้องสำหรับทุกคน This is the right way. (นี่คือทางที่ถูกต้อง) เราว่าไม่ใช่”

สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก

กาลย้ายไปอยู่กับครูแอ๊ด ระหว่างเรียนดนตรีเมือง กาลก็ช่วยครูแอ๊ดทำเครื่องดนตรีเมืองต่างๆ ไปด้วย

“การสอนของครูแอ๊ด ไม่ลึกแต่ลึก คือไม่ต้องพูดทุกอย่าง Learning by Doing ก็คือดูเขาทำแล้วพยายามทำตาม อันไหนไม่ถูกเขาก็จะบอกว่าอันนี้ไม่ถูกนะ ต้องทำแบบนี้นะ ก็ลองใหม่เรื่อยๆ อันไหนที่เราสนใจก็ถามเอา

“การเรียนแบบนี้มันไม่มีแบบแผน วันนี้ได้เรียนสะล้อ เพราะมีสะล้อว่างอยู่ก็จับเล่น แล้วเราก็ได้ไปแสดงที่งานต่างๆ เยอะมาก นั่งท้ายรถกระบะไปด้วยกันกับเพื่อนๆ ไปเล่นงานศพ ไปเชียงราย ไปน่าน ไปหลายที่มาก แต่ละที่ดนตรีก็ไม่เหมือนกัน เพลงไม่เหมือนกัน สไตล์ไม่เหมือนกัน ไปน่านก็อีกสไตล์หนึ่ง ไปลำปางก็อีกสำเนียงหนึ่ง

“สำหรับเรา เราชอบวิธีการเรียนแบบนี้ เราไม่เคยคิดว่าจะเล่นเครื่องดนตรีเมืองได้หลายชนิด วิธีการนี้ทำให้เราได้ลองเล่น ได้เรียนทั้งหมด เพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันก็เป็นอาจารย์ของเรา สงสัยตรงไหนที่เขาเล่นอยู่ก็ถามได้”

สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก

ก่อนที่จะออกเดินทาง กาลเอาจริงเอาจังกับการเล่นดนตรีถึงขนาดเดินทางไปอเมริกา และเข้าเรียนดนตรีแจ๊สที่เบิร์กเลย์ (Berklee College of Music) โรงเรียนทางดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา

“เราจริงจังกับดนตรีมาก ไปเรียนถึงสหรัฐอเมริกา ไปเรียนที่เบิร์กเลย์ เรียนได้หนึ่งเทอม แล้วก็ขอสอบ Scholarship เอาทุนการศึกษา ทางโรงเรียนก็ให้ทุนเราเต็มที่เลย แต่ตอนนั้นเราไม่อยากเรียนต่อระดับปริญญาแล้ว เพราะการเรียนดนตรีที่นั่น ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูก มันต้องไม่ใช่แบบนี้ มันไม่ต้องนั่งใน Classroom มันไม่ต้องทฤษฎีเยอะ มันห่างจากดนตรีจริง ตอนนั้นเราคิดแบบนั้นนะ เราว่ามันไม่ถูกต้อง แล้วมันมีการแข่งขันเยอะมาก ไม่สนุกเลย การเล่นดนตรีต้องสนุกสิ ก็เลยลาออกแล้วไปทำงาน ไปเป็นครูดนตรี ครูลูกเสือ พาเด็กไปเดินป่า เดินดอย ธรรมชาติต่างๆ หาประสบการณ์ เก็บตังค์ออกเดินทาง

“ถ้าเป็นนักดนตรี เราต้องรู้ว่าเราเล่นดนตรีไปทำไม ตอนนั้นเราถามตัวเองแต่ไม่มีคำตอบ พอไม่มีคำตอบเราก็ไม่อยากเล่น แต่ที่เชียงใหม่ งานเล่นดนตรีเมืองมันอยู่ร่วมกับวิถีชีวิต ดนตรีเมืองไม่ได้เล่นตามร้านเหล้าหรือคอนเสิร์ต คนซื้อตั๋วเข้ามาดู แบบดั้งเดิมเขาเล่นตามงานประเพณี เล่นงานศพ เป็นงานชีวิต เป็นวัฒนธรรม ทุกอย่างมัน Connect (เชื่อม) กับชีวิต เรารู้ว่าเราเล่นดนตรีไปทำไม มันอธิบายยากนะ มันเป็นความรู้สึกตอนที่ได้เล่น แล้วเล่นเป็นวง เราไม่ได้เล่นคนเดียว มันมีความรู้สึกเป็นครอบครัว เล่นแล้วมีความสุข เวลาไปเล่นงานศพก็มีเพลงสำหรับงานศพ งานฟ้อนผีเวลาผีเข้าก็จะมีเพลงของมัน เรารู้สึกว่าการเล่นดนตรีเมือง What we do is bigger than us. ก็คือสิ่งที่เราทำมันยิ่งใหญ่กว่าตัวเรามาก เราเล่นเพื่อผู้คนในพิธี เพื่อประเพณี ดนตรีเมืองมีความใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนมาก ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม”

สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก

การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ สมาชิกวงดนตรีที่อยู่กันแบบครอบครัว ทำให้กาลมีเพื่อนที่รักในดนตรีเมืองเหมือนกับเขาจำนวนมาก นอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้ดนตรีเมืองเยอะขึ้น ในแง่ของวิถีชีวิต กาลก็ได้เรียนรู้เช่นกัน

“มีคนถามผมหลายคนว่าทำไมถึงพูดภาษาไทย อู้กำเมืองได้เก่ง เราว่ามันอยู่ที่ Mindset (ทัศนคติ) เรามาที่เมืองไทย ไม่ได้มาสนุกๆ อย่างเดียว เราอยากเรียนอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เป็นคนไทยหรือคนเมืองว่าคืออะไร วิถีชีวิตทั่วๆ ไปเขาเป็นยังไง กินข้าวแบบไหน นอนยังไง อันนี้แพง ลดราคาให้หน่อยได้ไหม” กาลหัวเราะ 

“เราได้เรียนรู้ทุกอย่างเลย เพราะเราโชคดี เราเจอเพื่อนที่ดี ซึ่งเขาก็เป็นครูของเราหมดเลย เพราะเขาสอนเรา เราพูดไม่ถูก พูดไม่ชัด ยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขาก็รู้ เขามีน้ำใจและใจเย็นอธิบายให้เรา การได้ใช้เวลานานกับคนไทย มีเพื่อนเป็นคนเมือง ได้พูดคุยรับฟังกับคนไทย มันทำให้เราได้เรียนรู้เอง… ส่วนใหญ่ก็เรียนในวงเหล้า” 

คำในภาษาไทยที่กาลชอบเป็นพิเศษคือคำว่า ใจเย็น

“ตอนมาแรกๆ เรางงกับคำว่า ใจเย็น มาก เพราะว่าที่บ้าน ฝรั่งเขาจะพูด Warm Heart กับ Cold Heart ถ้า Warm ก็คือเป็นคนที่อบอุ่น เป็นคนที่เป็นมิตร แต่ถ้าเป็น Cold Heart คือไม่เป็นมิตรเลย พอมาที่นี่เขาพูดกัน ใจเย็นๆ เราก็รู้ว่าใจก็คือหัวใจ เย็นก็คือเย็น มันก็คือ Cold Heart สิ ก็เลยงงว่าทำไมอะ เราทำอะไรผิดรึเปล่า 

“แต่พอผ่านไปก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า ใจเย็น เราชอบมาก เพราะเราเป็นคนชอบความสงบ ไม่วุ่นวาย เราไม่ชอบความวุ่นวายที่อิสราเอล ไม่ชอบกรุงเทพฯ ด้วย อยู่แล้วไม่ม่วน รถติด ของแพง ที่เชียงใหม่สงบกว่า มาที่นี่เหมือน I find something I look for. เราได้เจอสิ่งที่หามานาน เราเป็นคนชอบความสงบ ความเงียบ ชอบความโบราณ แต่ที่นู่นมันหาไม่เจอ เราอาจจะหาไม่เป็นก็ได้นะ แต่มาที่นี่เราเจอเต็มที่เลย มีเยอะแยะมาก เราไปหาคนที่เก่งเรื่องต่างๆ ก็แลกกัน เรื่องภาษา เรื่องดนตรี และมีธรรมชาติด้วย”

ในฐานะที่กาลได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยเป็นอย่างดี เราสนใจว่าในมุมของกาล ถ้าให้เขาแนะนำวิถีของชาวอิสราเอลให้คนเชียงใหม่ และแนะนำวิถีของคนเชียงใหม่ให้ชาวอิสราเอล เขาจะแนะนำอะไรบ้าง

“สิ่งที่เราอยากแนะนำคนอิสราเอล คือ วิถีการกินข้าว ที่ไทยคนชอบถามกันว่า กินข้าวหรือยัง ถ้ายังก็มากินข้าวด้วยกันสิ ที่อิสราเอลสมัยก่อนก็เป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ชีวิตใครชีวิตมัน ที่ไทยยังมีการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เป็นครอบครัวที่อยู่ร่วมกัน ลูกอยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่อยู่กับผู้เฒ่า อันนี้คือสิ่งที่อยากแนะนำให้คนอิสราเอลที่บ้านเรา เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังใช้ชีวิตแบบเหงา… มันง่อมขนาด” กาลหัวเราะหลังปิดท้ายด้วยคำเมือง ก่อนเล่าต่อ

“สำหรับคนเชียงใหม่หรือคนไทย เราอยากแนะนำว่า จะไปเชื่อเขา (อย่าเชื่อเขา) จะไปเชื่อคนอื่นมาก คือ คนไทยหรือล้านนาจะมีความนับถือผู้ใหญ่ ถ้าเป็นพี่ มีอายุมากกว่า หรือเป็นครู เราจะต้องนับถือ ต้องเคารพ เหมือนเราไม่ต้องมีความคิดของตัวเอง แต่ที่อิสราเอล เขาจะสนับสนุนให้คุณต้องมีความคิดของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ เลย คุณต้องหาทางของตัวเองนะ จะไปเชื่อเขาง่ายๆ ใช่ เขามีประสบการณ์ เราต้องฟัง ต้อง Respect แต่เราก็ต้องใช้ความความคิดของเราด้วย ไม่ใช่ฟังอย่างเดียวแล้วก็ครับๆ ถ้าเราคิดว่าอันนี้ผิด ต้องมั่นใจในตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่จะแนะนำคนไทย”

สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก

ปัจจุบันกาลกับเพื่อนๆ ได้ตั้งวงดนตรีชื่อ Relanna ขึ้นมา โดยตั้งใจจะนำดนตรีล้านนามาประยุกต์กับความเป็นสากล นำเสนอให้คนได้รู้จักดนตรีล้านนามากขึ้น เขาทดลองโดยการนำเครื่องดนตรีล้านนามาเล่นคัฟเวอร์เพลง LALISA ของ ลิซ่า หนึ่งในสมาชิกวง BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากประเทศเกาหลี และเขาตั้งใจจะใช้ยูทูบ Snake fishfish ของเขา เป็นช่องทางการเผยแพร่โปรเจกต์เกี่ยวกับดนตรีล้านนาที่เขาทำให้ชาวอิสราเอลและทั้งโลกได้เห็น

“เราชอบชื่อนี้ เพราะเราก็เข้ามาอยู่ที่นี่แบบงูๆ ปลาๆ จากไม่รู้อะไรเลย ก็ค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มขึ้น อีกอย่างเราชอบตัวพญานาคมาก ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีทั้งความเป็นงูและปลาอยู่ด้วย

“การที่เราลองนำเครื่องดนตรีล้านนามาเล่นเพลงสากล ไม่ใช่ว่าเราทำลายความดั้งเดิมของดนตรีล้านนานะ ทางโบราณที่มีอยู่มันดีแล้ว เพลงเมืองเพราะมากอยู่แล้ว และเป็นเอกลักษณ์ ถ้าทุกคนจะยะไปเรื่อย (ทำมั่วๆ) ไม่มีความลึกก็คงไม่ใช่ มันต้องมีความ Balance (สมดุล) เราต้องเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ก่อน รู้ในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดี และเราก็ต้องดูปัจจุบันด้วย ต้อง Adapt (ประยุกต์) และนี่คือทางของตัวเราที่กำลังหาต่อไป ดูปัจจุบันแล้วนำโบราณมาพัฒนาต่อให้เกิดทางใหม่ โดยที่ทางเก่าก็ยังมีอยู่ ตอนนี้มีเพื่อนกำลังสอนพิณอีสานให้เรา ถ้านำมาเล่นด้วยกันกับดนตรีล้านนาได้ก็น่าสนใจ”

นอกจากการทำวงกับเพื่อนๆ และแชนแนลของตัวเอง ช่วงที่ผ่านมากาลเพิ่งรวบรวมเครื่องดนตรีล้านนาส่งไปที่อิสราเอล

“เราเพิ่งส่งเครื่องดนตรีเมืองชุดหนึ่งไปบ้านที่อิสราเอล มีสะล้อ ขลุ่ย ซึง กลอง และจะส่งเพิ่มอีก เราอยากให้คนอิสราเอลได้รู้จักกับดนตรีเมือง เมื่อมีโอกาส เราจะกลับบ้านไปดู เพราะมันต้องประกอบ แต่ตอนนี้ยังเดินทางไม่ได้ เราก็ใช้วิธีโปรโมตผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านยูทูบไปก่อน ให้เพื่อนๆ ที่บ้านได้เห็น 

“ที่อิสราเอลเขาไม่เคยรู้จักดนตรีเมืองหรือดนตรีไทย เขาสนใจดนตรีทั่วโลกนะ มีโรงเรียนสำหรับ World Music โดยเฉพาะเลย เขาสนดนตรีอินเดีย ดนตรีอเมริกาใต้ ดนตรีแอฟริกา แต่ดนตรีไทยไม่มีเลย เราจะเป็นคนแรก You know my dream is to bring my friends, our band to Israel to teach, to show, to play. (ความฝันของผมคือพาเพื่อนๆ วงของเรา ไปสอน ไปโชว์ ไปเล่น ที่อิสราเอลได้)

“ผู้คนอิสราเอลหรือทั้งโลกก็จะรู้จักกับดนตรีล้านนามากขึ้น รวมคนไทยและคนเชียงใหม่ด้วย เราอยากทำให้ทุกคนเห็นว่าดนตรีนี้มันมีคุณค่า นี่คือความ Original ของเชียงใหม่ ของประเทศไทย ไม่มีที่ไหนมีหรือเหมือน และมันม่วนเน้อ” กาลจบบทสนทนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก
สนทนาในกระต๊อบกลางป่ากับหนุ่มอิสราเอลผู้ตกหลุมรักเชียงใหม่ และตั้งใจพาดนตรีล้านนาไปให้ทั่วโลกรู้จัก

สำหรับคนที่สนใจอยากเรียนดนตรีกับกาล ติดต่อเขาได้ที่ช่องทางเพจเฟซบุ๊ก Lilawadi 

ติดตามผลงานของเขาและเพื่อนๆ ได้ที่เพจ Relanna และยูทูบ Snake fishfish

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แว่นใหญ่ หมายถึง แว่นสโนวบอร์ด ใช้สำหรับปิดบังใบหน้าผู้สวมใส่

ส่วนผู้สวมใส่ คือ โอ-โอฬาร ชูใจ ศิลปินที่เข้าวงการมาด้วยความตั้งใจจะไร้ตัวตน 

ชายตรงหน้าเราถอดแว่นสโนวบอร์ดไปนาน ยอมเผยใบหน้าให้ทุกคนได้รู้จัก ภายใต้ชื่อ แว่นใหญ่ ที่คงสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง 

ถึงวันที่เราคุยกันอยู่ แว่นสีดำถูกสวมแทนที่ หลงคิดว่าเขายังอยากปกปิดแววตาเอาไว้ ทว่าโอเปิดเปลือยเรื่องราวชีวิตทั้งหมดให้ฟังโดยไม่อาย ตอบกลับทุกคำอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นเป็นตอน ประหนึ่งคนที่ยอมรับและเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากให้คุณได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ 

หลังมีทางแยกให้เลือกเดิน โอกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว กับยอดวิวหลายร้อยล้านที่ไม่เพียงการันตีชื่อเสียง แต่แปลว่ามันช่วยฉุดคนที่กำลังท้อแท้ให้ยืนขึ้นใหม่มานับไม่ถ้วน

เคยมีคนสงสัยว่า หรือเป็นเพราะโอเรียนจิตวิทยา บทเพลงของเขาถึงได้เศร้าสาหัส ขณะเดียวกันก็ยังมีความหวังให้ฝันถึง 

เหมือนกับคำถามที่เรายื่นให้โอง่าย ๆ ว่า ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า เขายังมองเห็นความสุขเสมอ โอตอบกลับมาทันควันว่า ในทุกความสุข เขาก็มองเห็นความเศร้าด้วยเช่นกัน เพราะมันประกอบสร้างขึ้นมาเป็นชีวิต

เราคุยกันตั้งแต่เรื่องเล่าสบาย ๆ ในตอนบ่ายที่แดดยังร้อนแรง ถึงฝนโปรยปรายเมื่อพูดถึงตะกอนในอดีต จนเสียงหัวเราะเริ่มดังกลบฟ้าคำราม และสนทนาถึงความตายพร้อมพายุร้ายในใจที่สงบลง

จากหนุ่มน้อยคนเดียวในบ้านที่คิดว่าตัวเองประหลาด ชายที่หวาดกลัวการเผชิญกับหญิงแปลกหน้า อินโทรเวิร์ตผู้ใช้กลางคืนไปกับการอ่านหนังสือ

โอกำลังจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองครั้งแรก 

หากโอบอกว่าเขาแต่งเพลงจากชีวิต อัลบั้ม LIFE TIME ที่แปลว่าช่วงชีวิต ก็คงเปรียบได้กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดของเขา 

ก่อนไปจับจอง เขาขอให้คุณเพลา ๆ การโบยตีหัวใจตัวเองบ้าง เลิกแสวงหาหยิบยืมมือคนอื่น แต่จงลูบหัวตัวเองในวันที่อ่อนล้า

ส่วนเราขอให้ฟังเรื่องราวของโอ พร้อมเสียงฝนคลอในบางพื้นที่เสียก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย ถึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์เราดังก่อนลงมือเขียนไม่นาน เป็นข้อความขนาดไม่สั้นไม่ยาว แต่ก็ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยได้รับจากช่างภาพคู่ใจ ว่านี่เป็นการนั่งฟังคนคุยกันเพียงชั่วโมงกับอีกครึ่ง แต่เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เขามีต่อชีวิตไปตลอดกาล 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

หลายคนไม่ทราบว่าคุณเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา บอกหน่อยว่าเป็นมายังไง

ต้องเท้าความก่อนเลยว่า เราเรียนตามที่เราสนใจ ตอนนั้นสนใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วก็เรื่องจิตใจคน แต่เรียนดาราศาสตร์คงยาก เลยเรียนจิตวิทยา 

พอเราเข้าไปก็ตั้งคำถามว่าจะไปทำมาหากินอะไร คำตอบที่ได้จากรุ่นพี่ก็มึน ๆ งง ๆ เหมือนกัน เพราะว่าหลากหลายอาชีพมาก ทุกวันนี้รุ่นพี่ก็กระจัดกระจาย มีพระสงฆ์ นักการเมือง ส.ส. ตำรวจ ทหาร ทำงานบริษัท เป็นเจ้าของกิจการ ผมคิดว่าจิตวิทยาเป็นสกิลล์ที่ใช้ได้ในทุกอาชีพจริง ๆ เพราะต่อให้ทำอาชีพไหนก็เหมือนเรากำลังทำความเข้าใจตนเอง ทำความเข้าใจคนอื่น และเรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอด 

อะไรทำให้นักเรียนจิตวิทยากลายมาเป็นศิลปิน

ศิลปินเป็นความฝัน 

สมัยเรียนจิตวิทยา ใช้เวลาค่อนข้างเยอะไปกับการเล่นดนตรี ไปฟอร์มวงกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย บางครั้งก็มีไปเรียนดนตรีเปิดหมวกบน BTS สมัยนั้นมันไม่มีที่ให้เล่น ยูทูบก็ไม่มีให้เราไปโชว์ เราก็เลยเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความฝัน แต่เป็นความฝันที่อยู่ห่างไกล ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะได้มาเป็นนักร้อง

จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้านศิลปะบำบัด ซึ่ง 20 ปีที่แล้วในเมืองไทยยังไม่มี เอาแค่ว่าเรียนจิตวิทยาคนก็ ฮะ อะไรนะ เรียนอะไร แต่พอไปจริง เรากลับลงเรียนเทคโนโลยี (หัวเราะ) 

ผมคิดว่ามันเป็นจังหวะชีวิตด้วย การเรียนศิลปะบำบัดที่นู่นเข้มข้นมาก ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม ทั้งเรียนเยอะ สอบเยอะ เพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพ ต้องเรียนจิตวิทยาครึ่งหนึ่ง ศิลปะครึ่งหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเราจะกลับไปทำอะไร 

การไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ผมค่อนข้างได้ภาษา ตอน ม.5 ก็มีไปเรียนแลกเปลี่ยนปีหนึ่ง อันนั้นได้ทั้งวัฒนธรรมและภาษา เราไปอยู่กับบ้านเขาเลย ไม่มีคนไทย ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง ตอนนั้นเราได้วิธีคิดกับความเข้าใจชีวิต ได้รู้จักตัวเองอีกแบบหนึ่ง เมื่อก่อนผมจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่พอไปเรียนกลับมาเรารู้สึกว่า ที่นู่นคนให้โอกาสมากกว่า เราก็เลยได้พูด ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น 

ส่วนตอนไปเรียนปริญญาโท มันเป็นการสู้ชีวิต คือเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทำงานหาเงิน เรียนไปด้วย ทำหลาย ๆ อย่างที่เราไม่เคยทำตอนอยู่เมืองไทย สมมติรถที่บ้านเสียเราก็จะไปเข้าศูนย์ แต่อยู่ที่อเมริกาทุกอย่างแพง ดังนั้น สิ่งไหนที่เราพอจะเรียนรู้ได้ ก็จะลองทำมันเอง ซ่อมรถเองบ้าง ทำอาหารกินเอง

บางคนอาจมุ่งหน้าไปเรียนอย่างเดียว แต่ผมเหมือนไปเจอสังคม ไปข้ามขีดจำกัดบางอย่างของตัวเอง บางครั้งเราก็ภูมิใจนะ ตอนเราเปลี่ยนหม้อน้ำรถตัวเองได้ ยืนเปลี่ยนกันเองใต้อะพาร์ตเมนต์กับเพื่อน ลุยกันเอง อ่านกูเกิลบ้าง น่าจะทำประมาณบ่ายโมง เสร็จ 2 ทุ่ม (หัวเราะ) น้ำตาจะไหล เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมคิดว่าเราคงไม่ได้มีโอกาสทำ ถ้าเราอยู่ที่เมืองไทย 

ยากไหม การเป็นอินโทรเวิร์ตพูดน้อย แต่ต้องไปอยู่ในสังคมที่ผู้คนต่างแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

สำหรับผม อินโทรเวิร์ตอยู่เมืองไทยยากกว่าอีก เพราะที่อเมริกาเราแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องถูกตัดสิน เขาอยากให้เราพูด ให้เราคิด โดยที่ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด และไม่ได้ถูกเพื่อนมองว่าประหลาด เขาชอบให้เกิดความแตกต่าง เพราะมีคนหลากหลายฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา ในห้องเรียน ซึ่งแรก ๆ ผมจะไม่กล้า แต่พอรู้ว่าเราพูดได้นี่หว่า หลัง ๆ ก็พูดใหญ่เลย จนครูเริ่มรำคาญ (หัวเราะ) จากเป็นเด็กที่รู้สึกว่าถ้าพูดอะไรเสร่อ ๆ ไปเพื่อนจะโห่ ก็เริ่มกล้ามากขึ้น

นอกจากกล้าพูด คุณได้ความกล้าเรื่องอะไรอีก

ผมมีความกลัวบางอย่างที่เข้าไม่ถึง เป็นข้อจำกัดของเรา แล้ววิธีการแก้ที่ผมอ่าน คือเราต้องเผชิญหน้ามัน เรียนรู้ เมื่อไหร่ที่เราเผชิญหน้าและเข้าใจ ความกลัวนั้นจะเริ่มหายไป 

ความกลัวหนึ่งที่ผมไม่กล้าเลยจริง ๆ คือผมไม่กล้าคุยกับผู้หญิง (หัวเราะ) จำได้ว่าก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยน ผมเจอผู้หญิงไม่ได้ สมมติว่าไปแคมป์แล้วนั่งข้าง ๆ กันก็ไม่กล้าพูด ผิดที่ผิดทางไปหมด เวลาไปไหนผมจะเกร็งมาก ชนโต๊ะชนตู้หมดเลยนะ แต่พอกลับมารู้สึกผ่อนคลายลง รู้สึกไม่เป็นไร เราไม่ได้ประหลาด 

วันหนึ่งผมก็เลยตัดสินใจว่า เราต้องเดินเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ได้ไปจีบนะ แค่คิดว่าทำไมเราต้องกลัวขนาดนั้น 

ผมออกจากหอสมุด ก็เดินไปหาเขาเลย มันเป็นบทสนทนาที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ “ขอโทษนะครับ ผมมีปัญหากับตัวเอง ผมก็เลยต้องมาคุยกับคุณ” ซึ่งเขาก็ทำหน้างง ๆ แบบบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) คือผมไม่กล้าคุยด้วย แต่พยายามจะก้าวผ่านจุดนี้ของตัวเองให้ได้ เขาก็บอกเห็นมาตั้งหลายเดือนแล้ว (หัวเราะ) 

รู้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่กล้าคุยกับผู้หญิง

เราไม่ค่อยได้ตั้งคำถามหรอกว่าทำไม แต่พอมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่าหลาย ๆ อย่างที่หล่อหลอมเป็นเราขึ้นมา เกิดจากวัยเด็ก เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เกิดจากผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต แล้วเราก็มีโอกาสเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมของเราเองได้ ถ้าเข้าใจหรือตั้งคำถามกับมัน

ซึ่งผมมีพี่สาว 3 คน แน่นอนว่าเขาโตไวกว่าผม แล้วในช่วงวัยที่เด็กผู้หญิงมีความชัดเจนทางเพศ เราก็ชอบไปขอเล่นกับเขา แต่ช่วงเวลานั้นเขาแบ่งเพศแล้ว กลายเป็นว่าพอเราเข้าไป เขาก็จะปฏิเสธเราออกมา เราก็จะเสียใจว่าทำไมไปเล่นด้วยไม่ได้ จนมันเป็นความจำโดยไร้เงื่อนไขว่า การไปปฏิสัมพันธ์กับเพศหญิง โดยเฉพาะวัยไล่เลี่ยกันเป็นสิ่งที่ไม่ควร 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

ตอนนั้นน้องโอฬารเป็นเด็กยังไง

เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เอาจริง ถ้าไม่เรียนจิตวิทยาก็คงไม่รู้ว่าเรานิสัยยังไง เราอาจจะเอาแต่ใจตัวเองนะ แต่ก็เพราะเราเป็นลูกคนเล็กไง

ผมเป็นคนขี้สงสาร ชอบอุ้มแมวอุ้มหมากลับมาบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ (หัวเราะ) กินข้าวก็ทำเป็นกินไม่หมด แล้วเอาไปให้หมาให้แมวกิน ตอนเช้า ๆ ไปโรงเรียนก็จะวุ่นวายอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ แล้วก็ค่อนข้างขี้น้อยใจ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง

โอเค ผมว่าเราได้เรียนรู้บทบาทต่าง ๆ ผ่านพ่อแม่ ได้ทำอะไรหลายอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาด มีความสุขดีในวัยเด็ก แต่พอช่วงมัธยมเนี่ย เป็นจุดที่เราเริ่มผุดโผล่เรื่องคาแรกเตอร์มากขึ้น ในความแปลกประหลาดของตัวเอง การตั้งคำถามต่าง ๆ เรามาเรียนรู้ว่าวัยเด็กสำคัญมากกับพฤติกรรมเราในวันนี้ ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำไมเราถึงทำแบบนี้

อะไรคือความแปลกประหลาดที่คุณรู้สึก

วิธีคิดเราไม่เหมือนคนอื่น แต่ไม่มีโอกาสได้บอกใครเลย ไม่กล้าไปขัดความรู้สึกเขา แม้จะมีเสียงมากมายในหัวเรา ผมเริ่มพัฒนาตัวเองเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบใช้เวลากลางคืนมาก เป็นเวลาที่โลกเป็นของเรา เอนจอยชีวิตเงียบ ๆ มากขึ้น คนที่เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นถึงจะได้รู้ว่าเราคิดอะไร

แล้วความชอบความสนใจเหมือนคนอื่นในตอนนั้นไหม

ก็มีเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง บางคนสนใจกีฬา เราสนใจเรื่องอ่านหนังสือ ดนตรี ศิลปะ แล้วก็เอนจอยกับการเป็นอินโทรเวิร์ตมากขึ้นเรื่อย ๆ คุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกัน แลกหนังสือกัน ซึ่งในยุคนั้นไม่มีโซเชียล แค่จะฟังเพลงสักเพลง เรายังต้องรอดูในรายการทีวี ไปยืนรอที่แผงเทปหรือเปิดอ่านในแมกกาซีน เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่เราจะได้ฟังเพลง 

คุณสนใจเรื่องดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กเลยนะ แต่มาเล่นดนตรีจริง ๆ น่าจะ ป.6 – ม.1 ไปขอกีตาร์พัง ๆ ที่คอมันหักแล้วของคนรู้จัก เอามาต่อ พ่นสีใหม่ ต่อสายใหม่ เสียงมันแย่มาก เป็นกีตาร์ Made in Myanmar เลยนะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อก่อนถ้าจะไปซ้อมดนตรีทำวงประกวด ยังต้องหลอกแม่ว่าไปซ้อมกีฬา เพราะกลัวว่าเขาจะกังวล จนประกวดกลับมาแล้วค่อยสารภาพ แม่ก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราตั้งใจมาก 

เราเข้าใจนะว่าแม่มองไม่ค่อยเห็นว่าอาชีพนี้จะเป็นยังไงในอนาคต เคยขอไปเรียนสายนี้เลยหรือขอไปเรียนพิเศษก็จะถูกคัดค้าน ผมต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

ด้วยความคิดของพ่อแม่บวกกับความเป็นอินโทรเวิร์ตของตัวเอง ใช่เหตุผลที่เลือกเรียนจิตวิทยาไหม

พ่อแม่อยากให้เป็นวิศวะแหละ เพราะเขาทำงานสายนี้มาก็เห็นว่ามั่นคง แต่เราเลือกจิตวิทยาเพราะไปสะดุดอยู่กับความคิดว่าอยากเข้าใจมนุษย์ อยากรู้ว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนี้ อยากเข้าใจตัวเอง มันคงเหมือน Superpower ที่คนอื่นเขาไม่มี เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากนะ แต่พอไปเรียนจริง เราก็ไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นหรอก

กระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวของตัวเองมันยากรึเปล่า

ไม่ มันเป็นธรรมชาตินะ เหมือนเราค้นพบบางอย่าง เช่น ทำไมเราเลือกซื้อบ้านหลังนี้ อ๋อ มันเหมือนกับบ้านที่เราโตมาตอนเด็ก ๆ ถ้าเราพินิจพิเคราะห์มากพอ ลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก จะเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่เรายกมันมาใช้ในชีวิตทุกวัน ถ้าอยากจะเปลี่ยน เราต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ 

พอค้นเจอพฤติกรรมที่ไม่ชอบในตัวเอง คุณยอมรับได้เหรอ

ยอมรับได้ ถ้าไม่ยอมรับเราเองที่เป็นทุกข์ 

ใครก็ตามในชีวิต ถ้าเขาไม่ต้องการเปลี่ยน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปพูด สำคัญคือเราไม่อยากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรากล้ำกลืนมันไว้ แบกมันไว้ตลอดจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหลุดพ้น เราต้องยอมรับหรือ Make peace กับมัน ต้องหาจุดลงเอยให้ได้

แล้วเราจะ Make peace กับปมในอดีตได้ยังไง

ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากยอมรับอยู่แล้ว แต่บางคนแบกความเจ็บช้ำ ความโกรธ ความเกลียดไว้ เพราะรู้สึกว่าถูกต้อง มันจะต้องถูกเกลียด ถูกโกรธ ฉันถึงเป็นคนแบบนี้ 

ถ้าเราย้อนกลับไปยอมรับว่า สิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้น แล้วก็ปลดปล่อยมัน ไม่ติดค้าง มันไม่ใช่การให้อภัยคนอื่นนะ จริง ๆ เราปลดปล่อยตัวเราเองด้วย จากเหตุการณ์ เรื่องราว ความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ใช่การยอมรับเฉย ๆ แต่คือการยอมรับอย่างเข้าใจในแต่ละเรื่องราว 

คนที่ยังถือไว้ก็รู้นะว่าเจ็บปวด แต่ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งต้องเรียนรู้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกอดรัดสิ่งเหล่านั้นไว้อีกต่อไป 

เตรียมคำถามมาว่า คุณก้าวข้ามความแปลกแยกของตัวเองได้ยังไง แต่คุณกลับยอมรับมัน แปลว่าถามแบบนั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

ผมว่าเราไม่ได้ก้าวข้ามความเป็นตัวเองหรอก เราแค่รู้สึกเขินว่ะ แปลกว่ะ ประหลาดว่ะ แต่ว่าในความแปลกประหลาดนั้น เราก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก เหมือนเรา… (เขาเว้นช่วงคิด) 

เวลาผมทำสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต กับคนอื่นร้อยแปดพันเก้า พยายามทุ่มเททำนู่นทำนี่ให้ออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น กับคนอื่นเราบอกไม่เป็นไร อย่าคิดมาก แต่กับตัวเองมันไม่ค่อยมีโมเมนต์แบบนั้น 

จนวันหนึ่งไปนั่งย้อนดูรูปตัวเองตอนเด็ก ๆ ผมเห็นว่าไอ้น้องคนนี้มันน่าสงสาร เรายังไม่ได้เห็นใจเขาอย่างที่เราเห็นใจคนอื่นบ้างเลย เด็กคนนี้มันผ่านอะไรมาตั้งเยอะนะ แต่ทุกวันนี้เราก็ยัง So hard ไปเข้มงวดกับมัน ซึ่งในทุกความหวังดี ความเมตตาที่เรามีให้คนอื่น น้อยครั้งมากที่เราจะมีให้ตัวเอง เราลืมไปว่าคนนี้ก็ควรได้รับการปลอบประโลม ในขณะที่คำพูดดี ๆ เราพูดกับทุกคนบนโลก คนรัก ครอบครัว หรือว่าเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนแปลกหน้า 

ความคิดแบบนี้มันทำให้เราไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป หลาย ๆ ครั้งที่เราเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือเสียใจ เราแบกทุกอย่างไว้ แต่ไม่เคยมาลูบหัวตัวเองเลยว่า “ไม่เป็นไรนะ สู้นะเว้ย มึงเก่งมาก”

ไอเดียที่ว่า เราควรลูบหัวตัวเอง มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

ช่วงไม่นานมานี้ ไม่กี่ปีนี้เอง 

ถ้าเห็นตัวเองในปัจจุบัน เราก็คงไม่ได้รู้สึกว่าน่าเห็นใจอะไร แต่พอเราเห็นว่าเขาก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เคยร้องไห้ เคยเสียใจ เราถึงนึกออกว่าคนนี้มันก็คือมนุษย์หนึ่งคนนะ

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

จากเด็กที่คิดว่าตัวเองแปลกประหลาด รู้สึกยังไงกับการเติบโตมามีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง

รู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ไง (หัวเราะ) 

ต้องขอบคุณเด็กคนนี้ เพราะเขาเป็นคนที่อดทนกับความอะไรก็ได้ 

มองย้อนกลับไปสมัยที่เราเล่นดนตรี เราก็เล่นกับกีตาร์พัง ๆ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหา ไปเล่นประกวดแล้ววงตกรอบตลอด เราก็ไม่รู้สึกอะไร หรือไปทำเพลงยื่นค่ายไม่มีใครสนใจ เราก็สนุก มันคือความสุข 

พอเวลาผ่านไปจนมาเป็นศิลปิน ผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ถ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งในชีวิตก่อนหน้านั้น เราตัดสินใจว่ามันไม่ใช่ความสุข เราคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ 

มีน้อง ๆ หรือคนทั่วไปที่อยากเขียนเพลงมาถามว่า “พี่ เพลงร้อยล้านวิว ได้เงินเท่าไหร่” ผมก็ไม่เคยรู้นะ (หัวเราะ) แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องรู้ไม่รู้ แต่ถ้าคุณอยากจะเขียนเพลง คุณต้องตั้งคำถามว่าทำยังไงถึงจะเขียนเพลงให้ได้ร้อยล้านวิว มากกว่าที่จะถามว่าได้เงินเท่าไหร่ เพราะถ้าเราตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่เขียนเพลงแบบนี้ออกมาจนได้ ถ้าคุณมองว่าจะทำเงิน มันมีหลายอาชีพมากที่จะทำให้ได้ ในขณะที่ไม่ลำบากเท่านี้ ไม่โดนปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกเท่านี้ 

ผมรู้แค่ว่าแต่ละวันที่เราได้ทำคือความสุข ต้องขอบคุณสิ่งที่เด็กคนนั้นทำ ผมในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อดทนหรือเอนจอยเท่าเขา ถ้าผมเจอเขาในวันนี้ ผมจะบอกว่า “เฮ้ย เหนื่อยเปล่าวะ (หัวเราะ)”

เราทุกคนรู้ว่าคุณร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ แต่คุณมาแต่งเพลงได้ยังไง

จริง ๆ เคยเขียนเพลงสมัยวัยรุ่น แต่มันเป็นเพลงที่แย่ ซึ่งมองกลับไปก็ถูกแล้ว ถ้าทำสิ่งไหนก็ตามแล้วออกมาดีเลย มันไม่น่าใช่นะ คุณต้องเริ่มจากสิ่งที่ห่วยก่อน ต้องเขียนเพลงห่วย ๆ ก่อน ทุกอาชีพ ผมคิดว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

ถ้าคุณทำออกมาห่วย คุณก็ต้องมั่นใจเลยว่ามันห่วย! (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เป็น แล้วผมก็ยินดีที่ตัวเองไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น 

แต่เพราะความจำเป็นนะ เหมือนเราเรียนรู้ตอนไปอยู่เมืองนอกว่า เมื่อใดที่คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนหม้อน้ำรถไม่เป็น แต่คุณต้องเปลี่ยนให้ได้ คุณก็จะเปลี่ยนได้ มาวันที่เราเป็นศิลปิน ตอนแรก ๆ เขียนออกมาก็ยังห่วยอยู่ แต่วันหนึ่งที่คุณบอกว่า คุณจำเป็นต้องเขียนให้ได้ ไม่งั้นคุณก็ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เพราะในสถานการณ์ของผมคือ ร้องเพลงก็ไม่ได้ดี หน้าตาก็ไม่ได้ดี หรือเป็นมือกีตาร์ก็อาจจะรอดอยู่นะ (เปรี้ยง!! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาเหมือนกลั่นแกล้ง พวกเราพากันหัวเราะครืน) 

ผมรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนที่พอจะทำได้จริง ๆ การเขียนเพลงดูจะเป็นทางออกให้เราไปต่อในอาชีพนี้ได้ แล้วผมก็ลุย ฝึกเขียน จริง ๆ แอบเรียนรู้จาก พี่บอย โกสิยพงษ์ มาบ้าง ครูพักลักจำ แล้วก็ไปหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการแต่งเพลง เขียนไปเรื่อย ๆ จนมันเริ่มดูดี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับเข้ามาในเกม ในฐานะของนักแต่งเพลง จากเมื่อก่อนที่เป็นคนดีดกีตาร์ ยืนอยู่ข้างหลัง

พูดถึงเมื่อก่อน ทำไมแว่นใหญ่ต้องใส่แว่น

การใส่แว่นมันคือความผิดพลาดในชีวิต

สมัยก่อนผมไม่อยากออกกล้อง เพราะผมจะไม่กลับมาเมืองไทย ความตั้งใจของผมคืออยากให้มีภาพน้องสองคนนี้ออกไปให้คนเห็นว่าเขาเก่งนะ ผมไม่ได้อยากทำอะไรเลย ไม่ปรากฏตัว แล้วก็มั่นใจมากว่าตัวเองไม่เก่ง ถ้าเขารู้ชื่อก็คง โห นายโอฬารแม่งห่วยว่ะ แต่เขาไม่รู้ชื่อ เขาก็ด่าไม่ถูกตัว (หัวเราะ) 

จนวันที่น้อง ๆ มาบอกว่า “พี่ ออกมาหน่อยดิ ออกมาด้วยกัน” เผอิญมีแว่นตาสโนว์บอร์ดตั้งอยู่ตรงนั้น เราออกไปก็ได้แต่ขอใส่อันนี้ เลยกลายเป็นภาพจำ ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่เรียกว่าความคึกคะนองแล้วกัน (หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงส่วนมากมาจากไหน

ก็เรื่องราวของตัวเอง เหตุการณ์ที่เรารู้สึก หรือความคิดบางอัน ซึ่งเวลาเขียนเพลงมันก็ไม่ได้จริงทั้งหมด มันมีหลากหลายที่มามากเลย 

บางเพลงก็เป็นแค่คอนเซ็ปต์ไอเดียว่า วันนี้เราอยู่ที่หัวหินนะ ฟังเสียงคลื่นแล้วมันไม่หยุดสักที มันเป็นลูป เราก็รู้สึกว่าความทรงจำของเราก็เหมือนลูป วนไปเวียนมา เลยทำดนตรีให้เป็นลูป ใช้ 4 คอร์ดวน ๆ ทั้งเพลง ตั้งชื่อมันว่า หัวหิน (Loop) 

อย่างเพลง บอกตัวเอง ก็จะเป็นคำพูดของแม่ที่พยายามปลอบเรา ซึ่งธรรมดาแต่มีพลังมากเลย คำว่า “เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะต้องอยู่ให้ได้ เราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป ถึงแม้รู้ว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่คิดถึงเธอเลย” เป็นคำพูดที่รู้สึกว่า โห ในความสิ้นหวังมันก็เป็นความหวัง 

ในหลาย ๆ เพลงก็พยายามพูดถึงความจริงของมนุษย์ คือ ความเจ็บปวด ความทุกข์ แต่ไม่อยากให้รู้สึกว่าทุกข์จังเลย ไปตายกันเถอะ (หัวเราะ) เราอยากให้เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ อย่างที่บอก ถ้าเรายอมรับมัน สวมกอดมันไว้ มันจะพาไปสู่จุดที่เราไม่ต้องหลอกตัวเอง 

ถ้าอยู่ในถ้ำก็อยากให้เห็นแสงสว่าง ประมาณนั้น

รู้ไหม มีคนเคยทำคอนเทนต์ที่วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า ทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงของแว่นใหญ่

ผมเห็นแล้ว แล้วเขาก็สันนิษฐานว่าเพราะผมเรียนจิตวิทยารึเปล่า

ซึ่งเกี่ยวไหม

อาจจะเกี่ยว แต่ผมทำเป็นธรรมชาติมากเลย ถ้ามันใช่ก็อาจจะซึมซับอยู่ในตัวเรา จิตวิทยาที่เรียนมามันคือการมองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ 

เราเชื่อเสมอว่าทัศนคติที่ดี วิธีการมองที่ดี ต่อให้แย่แค่ไหน มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในตัวเรา หรือว่าจิตวิทยาสอนเรามา

งั้นคำตอบจริง ๆ คืออะไร คุณคิดว่าทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงแว่นใหญ่

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมมองดนตรีเหมือนอาหาร นอกจากจะทำอร่อยแล้ว ผมคิดว่าเขาต้องกินแล้วได้ประโยชน์ ได้สุขภาพที่ดี ถ้าเราคิดแค่เอาเงิน เอาชื่อเสียง ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบ เราต้องตั้งคำถามว่า เขาจะได้อะไรจากเพลงนี้ โดยที่ไม่ได้ไปยัดเยียดด้วยนะว่าเขาจะต้องเห็นอะไร เชื่ออะไร หรือคิดยังไง 

ผมพยายามจะเป็นเพื่อนหนึ่งคนในยามที่เขาเศร้า แล้วไม่อยากให้มันแย่ไปกว่านั้น แต่มันจริงนะ หมายถึง เราไม่ได้จะมาบอกว่าเรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง แต่สำคัญว่าเราจะทำยังไงต่อ 

(ทำไมคนอกหักชอบฟังเพลงแว่นใหญ่ : โอพึมพัมกับตัวเอง) 

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนจากเรื่องจริงด้วยมั้ง คนที่รู้สึกแบบนั้นอยู่ก็จะรู้สึกว่า เนี่ยมันคือความคิดของเรา เพราะว่าผมก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกับทุกคน บ้านผมก็น้ำท่วม (หัวเราะ) ผมก็หยิบยกความรู้สึกเหล่านั้นมาเล่า น้ำท่วม ยกของไม่ทัน แต่อะไรคือสิ่งดีที่เราจะทำได้ในเหตุการณ์นี้ ไม่อยากแค่บอกว่า “น้ำท่วมโว้ย ๆ (หัวเราะ)”

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

การที่คนฟังเพลงคุณแล้วร้องไห้ ถือเป็นความสำเร็จไหม

โห ถ้างั้นก็ต้องตั้งใจเขียนให้คนร้องไห้ มันอาจจะเป็นเครื่องหมายว่าเพลงนี้มีผลต่อความรู้สึกของเขา แต่บางเพลงคนฟังก็ไม่เก็ตเลยนะ แต่บางคนนี่ ฮือ (ทำเสียงร้องไห้) 

ความสำเร็จน่าจะมาจากการที่เพลงนั้นมีผลกระทบที่ดี กับความคิด ทัศนคติของเขา ถ้าเขากำลังอยู่ในจุดที่แย่ก็เหมือนพยุงเขาไว้ หรือถ้าเขาอยู่ในมุมที่ไม่ได้เห็นอะไรที่ควรจะเห็น เราก็ไปเปิดบางจุดให้เขาเห็น 

เช่น เพลง ลืมไป ผมว่าเป็นเพลงที่มีคนส่งข้อความมาเยอะมากว่า ทำให้เขาเลือกย้ายมาอยู่กับครอบครัว มาดูแลพ่อแม่ หรือกลับจากต่างประเทศมาเพราะเห็นว่าเวลาอาจจะเหลือน้อย คือผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นด้วยซ้ำ ซึ่งผมดีใจนะที่ได้ทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น ให้แต่ละคนเห็นคุณค่าของเวลาที่มีด้วยกัน

เห็นมีช่วงหนึ่งที่คุณป่วย แล้วคิดว่าถ้าวันนี้จะต้องตาย อยากปล่อยเพลงอะไร ทำไมถึงเลือกเพลงลืมไป

จริง ๆ เพลง ลืมไป ถูกเขียนก่อน แต่บางทีมีหลายเพลง ผมมักจะถามตัวเองว่า “ถ้าเราจะตาย เราจะปล่อยเพลงไหนก่อน” ก็เลยเอาเพลงที่มีสิ่งที่อยากบอกในช่วงเวลานั้น 

ผมคิดว่าในวัยนี้ทุกคนเป็น คือเดี๋ยวค่อยไปนี่กับแม่ เดี๋ยวค่อยพาครอบครัวไปวันนั้นวันนี้ ขอรอให้หมดช่วงยุ่ง ๆ เราทุกคนมองว่า ความสุขหรือความฝัน เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจัดวาง จนวันที่เราป่วย 

ผมป่วยแบบไม่รู้สาเหตุ มีรอบหนึ่งที่หัวใจเต้นช้า อยู่ ๆ หน้ามืดจะเป็นลม แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเลยไปโรงพยาบาล หมอตรวจตอนแรกก็ไม่รู้ เราหัวใจเต้นแค่ 37 แล้วยังนั่งคุยกับคุณหมอชิลล์ ๆ อยู่เลย หมอบอกนี่คุณตายได้เลยนะ! เราก็ ฮะ ตายได้เลยหรอ หมอช่วยทำอะไรหน่อยสิครับ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกว่าชีวิตมันอาจจะหยุดภายในวินาทีนี้เลยก็ได้นะ เหมือนเราถูกกระชากให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เราทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่คุณคงไม่คิดว่าคุณจะตายตอนนี้ วันนี้ จนวันที่เราโดนเขย่า อย่าคิดว่าจะอยู่ไปถึงอายุ 60 – 70 นะ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึง แล้วความตั้งใจเดิม ๆ มันเริ่มเปลี่ยนเลย เรียงใหม่เลยว่าทำอะไรได้ทำ ก่อนที่จะไม่ได้ทำ 

สิ่งที่มีค่าที่สุดของเราทุกคนก็คือ ตอนนี้เท่านั้น เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะมีตอนไหนอีก คุณไม่มีทางรู้ 

ผมเลยเขียนเพลง ลืมไป ชื่อเพลงภาษาอังกฤษผมเขียนว่า Blind คือ เราตาบอดตรงที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ถ้าทำได้ทำเลย เราจะไม่รออีกแล้ว เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้เสมอไป 

ชีวิตหลังจากล้มป่วยเป็นยังไงบ้าง

ไล่ทำสิ่งที่ตั้งใจ ไปบวช เพราะตอนแรกกะว่ารอให้หมดภาระ มีเงินเก็บ ดูแลทุกอย่างได้ แต่ตอนนั้นก็คือ ไม่ ต้องไปบวชเลย (หัวเราะ) 

อะไรที่ตั้งใจไว้แล้วไม่ได้ทำ ก็เออ ไปทำซะ เพราะอาจจะไม่ใช่แค่เรานะ คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่อยู่ให้ทำด้วยแล้วก็ได้ 

ได้อะไรกลับมาจากการบวช 1 เดือน

ได้เรียนรู้ว่าการไปบวชมันก็ไม่ง่ายนะ แล้วเราในยูนิฟอร์มหนึ่งก็คิดแบบหนึ่ง เราในยูนิฟอร์มเดิมก็คิดแบบเดิม ดังนั้น มันเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง 

ชอบไหม

มันก็มีจุดที่ชอบ แต่ผมจะตั้งคำถามว่าแล้วประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน การบวช 1 เดือนมันสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้ถึงจุดที่เอามาแชร์ได้ ไปอยู่เมืองนอกเรายังใช้เวลาปรับตัว 3 เดือนเลย 

แต่ชอบ เอนจอยที่สุดคือการไปบิณฑบาต ผมบวชที่ระยอง ในเขาในป่า เช้า ๆ หมอกลง วิวดีมาก แล้วก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตร เห็นความศรัทธาของเขา ชีวิตเรามีรายได้ที่น่าจะดีกว่าเขานะ เรายังไม่หาอาหารมาถวายใส่บาตรเลย ในขณะที่ชาวบ้านทำสิ่งนี้ทุกวัน 

แล้วก็มีครั้งหนึ่ง ผมโดนย้ายไปบิณฑบาตสายหนึ่ง จำได้ว่าสายนี้จะมีคนสติไม่สมประกอบ เขาก็ตะโกนโหวกเหวกเนอะ แล้วเขาก็แกว่งไม้ไปมา ยิ่งเห็นผมมาใหม่ก็มาประกบข้างเลย ผมก็เกร็งคอแบบว่า เอาวะ ถ้าโดนก็เกร็งคอไว้รอแล้ว จนเดินไปรับบาตรบ้านหลังสุดท้ายถึงพบความจริงว่า เขาเป็นลูกของโยมที่อยู่บ้านลึกสุด ซึ่งภารกิจของเขาคือการเดินมารับพระทุกวัน และเขาถือไม้เพื่อไล่หมาไม่ให้มากวนพระ

เรารู้สึกว่าเป็นพระ ทำไมความคิดถึงแย่ขนาดนี้ ได้เห็นตัวเองในมุมที่ตัดสินคนอื่น เหมือนเขามาให้ธรรมะ ให้ปัญญาเราแล้วกัน

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต
โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

ในวัยเลข 4 นอกจากเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คุณครุ่นคิดถึงอะไรอีกไหม

ผมครุ่นคิดเรื่องความตาย 

พออยู่ตรงนี้มานาน เราว่าทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร แม้ในอาชีพของเราเอง ผมยังเห็นการรุ่งเรือง แล้วก็ถดถอย แล้วก็กลับมา มันก็วนไปวนมา จนเราเฉย ๆ กับมัน แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ยินดี

ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนที่วิ่งหาชื่อเสียงหรือวิ่งหาแสง นานวันเรายิ่งรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งทุกวันนี้โลกมันเป็นอย่างนั้น ต้องสร้างคอนเทนต์ ต้องสร้างกระแส เพื่อให้มันหล่อเลี้ยงตัวเรา แต่บางครั้งมันก็ทำลายความเป็นศิลปินหรือตัวตนของศิลปินเหมือนกัน 

เริ่มคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปอีกแค่ไหน เราอาจจะยังเล่นอยู่ แต่สุดท้ายคุณก็จะเป็นคนแก่ ๆ หนึ่งคนที่ไม่มีใครจำได้ ไม่ว่าคุณจะอาชีพอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันแค่อีกนานแค่ไหนมากกว่า ซึ่งเรารู้ข้อนี้ดี 

แต่ผมไม่อยากเป็นคนที่พยายาม ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่ตรงนั้น เราอยากกำหนดทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่าว่า เราจะทำสิ่งนี้ถึงเมื่อไหร่ ยังไง ตอนไหน มันอยู่กับคำถามแบบนี้มากขึ้น ทุกวันนี้ยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นดนตรี แต่เพราะเป็นวัยนี้ของเราด้วยมั้ง 

ความตายแง่มุมไหนที่คุณครุ่นคิด

คิดว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เราก็พยายามจะรักษาคอนเซ็ปต์เดิมคือ ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เพราะต่อให้มีแพลนรีไทร์ตอนอายุเท่าไหร่ ก็อาจจะอยู่ไม่ทันได้รีไทร์ก็ได้ 

เวลาผมพูดเรื่องความตาย คนส่วนมากจะไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้พูด ผมเข้าใจนะว่ามันดูหดหู่ แต่เรารู้สึกว่าการวางแผนมันดี เตรียมล่วงหน้า อยู่กับความจริงที่ว่า ถ้าคุณไม่มีชีวิตถึงตรงนั้น แล้วคุณจะทำยังไง 

ซึ่งมันก็ไม่ง่ายนะ เพราะบางทีเราคิดว่า เดี๋ยวแก่แล้วเราต้องแพลนเก็บเงิน แต่ว่า เฮ้ย ถ้าอยู่ ๆ ตายก็จะไม่ได้ใช้เงินเลยนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกยุคนี้ ไม่มีใครรู้ แต่ผมก็ยังเป็นคนที่คิดอะไรฟุ้ง ๆ เพ้อเจ้อเหมือนเดิม (หัวเราะ)

มีหลายคนพูดว่า รอดชีวิตมาได้เพราะเพลงของแว่นใหญ่ แล้วมีเพลงไหนไหมที่ช่วยให้แว่นใหญ่รอดชีวิต

ไม่มี (หัวเราะ) ไม่รู้สิ ผมนึกไม่ออก

แต่ว่าเอางี้ดีกว่า เป็นเพลงที่ผมกำลังทำร่วมกับโปรเจกต์หนึ่ง คือทำเพลงให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งโรคนี้อาการจะมีแต่ทรุดลง ๆ 

สำหรับผม ถ้ามองความตาย เราอาจจะคิดว่าเรายังอยู่ แต่กับผู้ป่วย เขาอาจจะอยู่กับคำถามว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นยังไง อาจจะตื่นมาแย่กว่าเดิม หรืออาจจะไม่ตื่นมาเลยก็ได้ 

ในเพลงผมบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว คงบอกคนที่รักว่าขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป 

ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า คุณกลับมองเห็นความสุขซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ใช่ แต่ในความสุข ผมก็เห็นความเศร้านะ 

จะพูดยังไงดี คำพูดแบบไหนที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกตรงนี้ได้ เหมือนถ้าเราอกหัก แน่นอนว่าเราเสียใจ แต่เราก็ยินดีที่มันเคยเกิดขึ้น แล้วก็เจ๋งตรงที่อย่างน้อยเราได้อกหัก ได้รักใครสักคน 

เออ ทุกเพลงมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหมือนเพลง เป็นทุกอย่าง ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหน คือถึงแม้ไม่ได้เป็นคนสำคัญก็ดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย 

ข้อเสียคือผมมักจะมองช่วงเวลาดี ๆ เป็นความเศร้า เวลาที่เราเอนจอยมาก ๆ รู้สึกว่าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว เรารู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก รู้ว่าเราทำได้แค่นี้จริง ๆ มันจะเกิดขึ้นแค่นี้ตรงนี้เท่านั้น มันน่าเศร้า แต่ก็ยินดีนะ นี่คือชีวิตสำหรับผม 

ทุกอย่างคือความสุขความเศร้าที่รวมกันเป็นก้อนเดียว โดยที่เราทำอะไรมันไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ 

แล้วพอความสุขเศร้าในแต่ละเพลงมารวมกัน อัลบั้มแรกในชีวิตคุณจะออกมาเป็นยังไง

ตอนแรกคิดว่าจะชื่ออัลบั้มอะไร สุดท้ายจบที่ LIFE TIME คือชีวิตและเวลา แล้วมันก็หมายถึงช่วงชีวิตได้ด้วย ในความรู้สึกผม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมดเลย 

ทุกเพลงของผมจะวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กับความจริงในชีวิต กับเวลาที่มี กับความทุกข์ 

(โอโชว์หน้าปกอัลบั้มที่มีตัวเขา กับเงาสะท้อนด้านหลังในกล่องสี่เหลี่ยม)

ผมว่าแสงเงามันมีผลกับเวลา 

แสงเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทุกวินาทีจะเกิดเงาซึ่งเป็นความทรงจำของเรา แต่เราไขว่คว้าเอามาไม่ได้

ที่ร้องว่า เราเดินทางผ่านวันเวลา คือเราเดินทางอยู่จริง ๆ บนจักรวาลนี้ เคลื่อนที่ไปในอวกาศ เราหยุดเวลาไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้เลย ข้อเท็จจริงที่เราจะต้องจากกัน โมเมนต์นี้ของเราจะเกิดแค่ตอนนี้เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเงาที่ให้เราเก็บไว้ในหัว ซึ่งมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว 

เราเป็นมนุษย์ที่มองว่าความสุขความเศร้าต่อกรกับความจริงไม่ได้ เราเป็นผู้ประสบภัยทางเวลาร่วมกัน ต่อให้มันเศร้า แต่ก็ดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้

ในฐานะที่เป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ถามหน่อยว่าคุณมีความสุขกับอะไรง่าย ๆ บ้าง

มีของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองอย่างหนึ่งก็คือ แมว ทำให้เอนจอย แต่เหมือนเขาน่าสงสารนะ เพราะว่าเราจะมีกระแสแห่งความรู้สึกอะไรไม่รู้อบอวลอยู่ในใจ พอหันไปเจอเขาก็จะ (ทำท่าฟัดแมว) แมวก็ต้องรับความรู้สึกเหล่านี้ไป (หัวเราะ) 

ไม่ว่าโลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน แมวทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้แย่เกินไป 

ถ้าพระเจ้าสร้างโลกจริง ก็ขอบคุณมากครับที่สร้างแมว 

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load