“ฟรังคิดว่าคนส่วนมากจำภาพตัวเองแบบไหน” 

หมอ ไอดอลด้านการเรียน” ฟรังตอบเราแทบจะทันที ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฟรังเป็นที่รู้จักและโดดเด่นกว่านิสิตแพทย์คนอื่นๆ นั่นเพราะว่า เมื่ออยู่นอกชั้นเรียน เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นนักแสดงวัยรุ่นแถวหน้าอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2557 ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร แจ้งเกิดในบทบาท ออย จากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดัง Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังขะมักเขม้นในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายคือคณะแพทยศาสตร์ 

ภาพของเด็กสาวตากลมผมม้า นั่งก้มหน้าทำโจทย์ข้อสอบในระหว่างรอเข้าฉาก จากคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์นั้นได้กลายเป็นภาพจำของฟรังในใจใครหลายคน เราเองก็เช่นกัน

5 ปีผ่านไป ฟรังในตอนนี้กลายเป็นนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 แห่งรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้นเธอก็ยังคงรับงานในวงการบันเทิงอย่างสม่ำเสมอ ผลงานล่าสุดคือบทบาท โรส จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

บนโลกออนไลน์ ฟรังคือเจ้าของชาแนลยูทูบใหม่เอี่ยมชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง) ที่นำเสนอแง่มุมสุดไฮเปอร์ อย่างคลิปเดินเท้าจากสยามไปไอคอนสยาม! และล่าสุดก็ได้ปล่อยคลิปพาเที่ยวปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่เธอไปทำหน้าที่ครูอาสาสมัครมาเป็นเวลาเดือนเศษ

สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด ฟรังคือลูกสาวที่พ่อแม่ไว้วางใจ และพี่สาวที่คอยเป็นห่วงน้องๆ เสมอ

“ฟรังคิดว่าตัวเองเป็น Perfectionist ไหม”

“ม่าย” เธอลากเสียงยาวเป็นคำตอบ แม้นั่นจะฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไรนัก

ตารางชีวิตในวันนี้ของฟรังเริ่มจากคาบเรียนตอนเช้าที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางมาพบกับเราในตอนเย็น และดูเหมือนว่าหลังจากที่แยกกันแล้ว เธอจะต้องกลับไปอ่านหนังสืออีก 2 – 3 บท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์ถัดไป

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจเถียงในใจว่า ดูยังไงนี่มันก็เป็นชีวิตของคนเพอร์เฟกต์ชัดๆ

แต่ฟรังก็ยังคงยืนยันกับเราว่าตัวเองไม่ใช่เทพแห่งการจัดการเวลาอย่างที่ใครหลายคนขนานนามให้ เพราะเธอเองก็มีมุมที่รู้สึกเหนื่อยหรือขี้เกียจเหมือนคนทั่วไป อย่างวันนี้ฟรังก็มีช่วงเวลาที่แอบหนีไปงีบก่อนจะมาให้สัมภาษณ์เช่นกัน

ฟรังที่เราได้พบในวันนี้ ยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปีแสนธรรมดา ที่มีทั้งความรู้สึกไม่มั่นใจ อารมณ์เหนื่อยล้า และช่วงเวลาอันยุ่งเหยิง และเธอเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเติบโต เพื่อข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้เช่นกัน

บทสนทนาต่อไปนี้คือตัวตนของฟรังในฐานะเด็กสาวที่อาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่เราอยากจะเล่าให้คุณฟัง

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

5 สัปดาห์ คือจำนวนวันหยุดยาวที่สุด ที่นิสิตแพทย์อย่างฟรังพึงมี 

ถ้าใครได้ติดตามชีวิตของเธอในโซเชียลมีเดีย คงพอเห็นผ่านตาว่าปิดเทอมที่ผ่านมา ฟรังตัดสินใจไปเป็นครูอาสาสมัครที่สาธารณรัฐเช็ก 

“นี่คือปิดเทอมที่ยาวที่สุดของนิสิตแพทย์แล้ว เราก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี รู้สึกอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ อะไรที่จะคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่เรามี ก็เลยจบลงที่ AIESEC” 

ฟรังเล่าถึงการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำผ่านการทำงานอาสาสมัครในต่างประเทศ

“สุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าอย่างที่เราตั้งใจไหม ฟรังเติบโตขึ้นในแง่ไหนบ้าง” เราสงสัย

“เรามีความเป็นผู้นำมากขึ้น” ฟรังตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ก่อนไปเราก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีความเป็นผู้นำมากกว่านี้ เพราะเราชอบคิดว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่ค่อยกล้านำใคร ความจริงแล้วลึกๆ เราเป็นคนแบบนั้น ซึ่งเราอยากแก้ตรงนี้มานานแล้ว การไปครั้งนี้มันก็ค่อนข้างช่วยได้เพราะว่าพอไปถึงแล้วเราต้องจัดการเองทุกอย่างหมดเลย ต้องเตรียมสไลด์เอง เตรียมสอนเด็กเอง”

อันที่จริง โครงการนี้ไม่ได้รับสมัครเพียงแค่ครูอาสาเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งงานอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย ทั้งงานด้านบัญชี การตลาด ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ตลอดจนงานด้านการแพทย์ 

“ตอนแรกก็หาโครงการที่เป็น Medical แหละ แต่มันไม่มีโครงการในช่วงเวลาที่เราว่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่า โครงการนี้ก็ดี เพราะไหนๆ เราก็ต้องอยู่กับ Medical ไปอีกทั้งชีวิตแล้ว 

“สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปเป็นครู เพราะเรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำมานิดหนึ่ง เราเคยสอนพิเศษตอน ม.6 ก่อนขึ้นปีหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้” ฟรังเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเอาวันหยุด 5 สัปดาห์อันแสนมีค่า เพื่อไปเป็นครูอาสา ณ โรงเรียน 5 แห่งในสาธารณรัฐเช็ก

“พอไปสอนในห้องเรียนจริงๆ เป็นยังไงบ้าง เหมือนภาพที่คิดไว้ไหม” เราถาม

“ส่วนใหญ่มันจะดีกว่าที่คิด คือตอนแรกคิดว่าเด็กจะต้องไม่ฟังเราแน่ๆ แต่พอไปถึงปรากฏว่าเด็กเขาตื่นเต้นกับการมาของเรามากๆ เลยนะ ยิ่งเด็กเล็กๆ เขาจะเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ ขอลายเซ็น วาดรูปให้เรา ขอบคุณเรา เหมือนเราเป็นซูเปอร์สตาร์” ฟรังตอบด้วยสายตาเป็นประกาย นี่คงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อยสำหรับเธอ แม้มันจะแลกมาด้วยโอกาสในการนอนตื่นสายอย่างที่ทำไม่ได้บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็สงสัยว่า ฟรังไม่เสียดายเวลาว่างของตัวเองบ้างหรือ

“เราไม่ชอบพักผ่อนมากเกินไป รู้สึกว่า 1 วันหรือ 2 วันนี่ก็เต็มที่แล้ว ปิดเทอม 5 สัปดาห์นี่เราไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ คืออย่างวันที่สอบเสร็จ เรานอนเลยนะ นอนเต็มที่มากๆ แล้วก็นัดเจอเพื่อน เจอทุกคนที่อยากเจอใน 2 – 3 วัน แต่สุดท้ายมันก็จะว่างเกินไป มันไม่ได้” ฟรังจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

4 ปีการศึกษา คือเวลาที่ฟรังได้ร่ำเรียนในคณะแพทยศาสตร์

เมื่อช่วงเวลาของคุณครูฟรังสิ้นสุดลง เธอก็ต้องบินกลับมาเตรียมพร้อมเปิดเทอม ซึ่งตอนนี้ฟรังได้เดินทางมาถึงครึ่งทางของชีวิตการเรียนหมอ หนึ่งในสาขาวิชาที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งเครียดและการแข่งขัน

“อะไรคือแรงฮึดของฟรังตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” เราถาม 

“เป้าหมายมั้ง” ฟรังตอบก่อนจะนิ่งไปเพื่อนึกทบทวนตัวเอง “เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่กลัวความเหนื่อยนะ เป็นคนที่ค่อนข้างชินกับความเหนื่อย เวลาว่างเกินไปก็จะรู้สึกหงุดหงิด เพราะว่าชอบเหนื่อยๆ” ว่าแล้วฟรังก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส เพราะรู้ตัวดีว่าใครๆ ต่างก็ยกให้เธอเป็นนางสาวไฮเปอร์ทั้งนั้น

“มันก็จะมีบ้างที่รู้สึกท้อ แต่ก็คงเป็นเพราะเป้าหมายแหละ คือเราเลือกมาแล้ว เราก็อยากทำให้สำเร็จ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเผชิญเส้นทางนี้ คือทุกคน ไม่ว่าอาชีพไหนๆ มันก็ต้องมีความเหนื่อย มีอุปสรรคอยู่แล้วในแบบของมัน ถ้ามันไม่เหนื่อยเลยมันก็คงว่างเกินไป นี่มันก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง เดี๋ยวพอมันผ่านไปได้มันก็คงเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ”

“แปลว่าฟรังเป็นคนที่ยึดมั่นใจเป้าหมายของตัวเองค่อนข้างมากใช่ไหม เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องหรือเปล่า” เราถามต่อ

“ส่วนใหญ่ เท่าที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ อย่างตอน ม.6 ตอนที่สอบหมอก็เหมือนกัน คือเราก็อยากจะสอบให้ติด ไม่ว่ายังไงก็จะพยายามทำให้สำเร็จ เพราะเราอยากทำให้ได้” 

ย้อนไปในช่วงมัธยมปลาย ฟรังบอกกับเราว่าเธอเองมีคณะแพทย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกการเรียนต่อมานาน ก่อนที่จะตัดสินใจได้อย่างแน่นอนในช่วง ม.5 เราจึงถามเธอต่อไปว่า อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ ทั้งที่พื้นเพครอบครัวของฟรังก็ไม่ได้มีใครทำอาชีพหมอมาก่อน

“อย่างแรกมันก็คงเป็นความรู้สึกของเราเองที่รู้สึกว่า มันต้องเลือกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือช่วงนั้นมันมีเหตุการณ์ระเบิดแถวพระพรหม แล้วก็รู้สึกว่าอยากช่วยจังเลย เราสัมผัสได้ว่าตัวเองเป็นคนขี้สงสาร ถ้าเราช่วยเหลือคนได้ก็คงดี ซึ่งหมอก็คงเป็นหนึ่งในอาชีพที่จะได้ช่วยคน” ฟรังตอบด้วยท่าทางจริงจัง

จนถึงตอนนี้ ในฐานะนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ฟรังอาจยังไม่มีโอกาสได้ช่วยคนมากนัก แต่เราเชื่อว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การเรียนหมอย่อมช่วยให้ฟรังได้เติบโตขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

“ถ้าถามว่าเราเติบโตในแง่ไหนบ้าง ก็คงเติบโตในเรื่องของ การปลง” พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“จริง!” ฟรังย้ำกับเราเพื่อบอกว่าเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ “เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มากที่สุดนอกจากความรู้ ก็คือการจัดการกับความเครียด จัดการกับความยุ่ง แล้วก็ปลง สำหรับเราตอนนี้ความสุขมันหาง่ายมาก เราได้รู้ว่าความสุขมันหาง่ายนิดเดียวแค่คุณวางหนังสือ ถามนิสิตแพทย์ทุกคนจะรู้สึกอย่างนี้ พอหลังสอบเสร็จ การไปร้านกาแฟโดยไม่ต้องหยิบไอแพดขึ้นมา นี่คือความสุขสูงสุดในชีวิต” ฟรังเล่าติดตลกพร้อมแจกยิ้มสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

3 เดือนก่อน ฟรังตัดสินใจเปิดชาแนลยูทูบของตัวเองที่มีชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง)

ทั้ง 11 คลิปที่ถูกปล่อยออกมาก็เผยให้เราได้เห็นตัวตนสุดไฮเปอร์ของฟรัง ผู้ทำทุกอย่างด้วยพลังอันล้นเหลือ จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดฟรังจึงตัดสินใจสละเวลาพักผ่อนอันมีค่าของตนเพื่อมาทำคลิปเหล่านี้ 

“เรารู้สึกสนุก” คำตอบที่ได้กลับมานั้นเรียบง่ายจนไม่น่าเชื่อ 

“นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์เรามาก เพราะเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่เราจัดการเองได้ทั้งหมด ถ่ายก็ถ่ายช่วงที่เราว่าง ตัดต่อในแบบที่เราอยากทำ เลือกช่วงที่เราอยากนำเสนอ คือเหมือนเราได้จัดการทุกอย่าง ควบคุมเองทุกอย่าง ได้ฝึกความครีเอต ซึ่งมันสนุกมาก” ฟรังเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่คือความสุขของเธอจริงๆ

“อาจจะเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้เราเคยทำงานแสดง แล้วมันก็มีปัจจัยทำนองนี้เยอะมาก อย่างเรื่องเวลา คือเรามีเวลาน้อยใช่ไหม แต่มันไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว มันก็จะมีเวลาของทางกองถ่าย เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลย พอมาทำตรงนี้ซึ่งเราควบคุมเองได้หมด ก็รู้สึกว่ามันดี แฮปปี้

“แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนรู้จักตัวตนเรามากขึ้นด้วย” 

นอกเหนือจากบทบาทการเป็นนิสิตแพทย์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนของใครหลายคน ฟรังตั้งใจใช้ชาแนลนี้เป็นสื่อกลางเพื่อบอกทุกคนว่า เธอยังมีไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเล่น เรื่องกิน เรื่องเที่ยว 

“ตอนเริ่มทำคลิปแรกสุด ฟรังรู้สึกยังไงบ้าง” เราถามเพราะอยากรู้ว่า ในฐานะนักแสดงที่คุ้นเคยกับกล้องและกองถ่าย เมื่อผันตัวเองมาเป็นยูทูเบอร์ บทบาทใหม่นี้ท้าทายเธอมากน้อยแค่ไหน

“ตอนถ่ายเขิน เขินมาก คือตอนอยู่ที่บ้านยังไม่เท่าไหร่ แต่พออยู่ข้างนอกนี่มันไม่ได้จริงๆ” 

“มันไม่เหมือนเวลาเราถ่ายซีรีส์หรือถ่ายหนังเหรอ” เราถามต่อ

“มันไม่เหมือน!” ฟรังตอบในทันที 

“คืออันนั้นเขารู้ว่ามันเป็นงาน แต่อันนี้เราต้องเดินถ่ายคนเดียว ต้องไปยืนอยู่คนเดียวในห้าง พูดกับกล้อง สวัสดีค่า ตอนที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา มันอายมาก ก็เลยต้องรอให้คนเดินผ่านไปให้หมดก่อน หามุมที่ไม่ค่อยมีคนแล้วถึงค่อยยกกล้อง” ฟรังเล่าถึงเทคนิคในการถ่ายคลิปนอกบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างการทำคลิป 

ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เรารู้ดีว่ายอดวิวย่อมเป็นสิ่งสำคัญต่อใจคนทำคอนเทนต์ออนไลน์ ฟรังยอมรับว่าเธอก็คอยติดตามเสียงตอบรับของแต่ละคลิปอยู่ตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยึดติดกับตัวเลขเหล่านั้นจนเสียจุดยืนของตัวเองไป

“เพราะมันเริ่มมาจากการที่เราอยาก เราทำเพราะมันคือความชอบ เราก็อยากให้มันเป็นความชอบของเราไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่อยากให้สิ่งนี้ทำให้เราเกิดทุกข์ในอนาคต ถ้าวันไหนเหนื่อยๆ วันไหนมีสอบ เราก็เอาไว้ก่อน เพราะไม่งั้นก็อาจจะเครียด” 

“จากโจทย์แรกที่เราแค่อยากทำคลิปสนุกๆ มาถึงตอนนี้โจทย์ของเราเปลี่ยนไปบ้างไหม” เราถาม

“ก็คงเป็นเรื่องคนดูแหละมั้ง นอกจากความสนุกของเราเองแล้ว ก็อยากให้คนดูสนุกไปด้วย ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนดูเยอะขนาดนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าอยากให้คนดูได้อะไรจากการดูคลิปเรา” ฟรังตอบด้วยสายตามุ่งมั่น

ฟรัง
ฟรัง

2 ล้าน คือจำนวนผู้ติดตามของฟรังในอินสตาแกรม ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

ว่ากันตามจริง ฟรังใช้เวลาในการเป็นนักแสดงมานานกว่าการเรียนหมอด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอจะตัดสินใจพักงานแสดงไปก่อนก็ไม่มีใครว่า นักแสดงหลายคนก็เลือกทำเช่นนั้น เราจึงชวนฟรังคุยว่า อะไรคือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้เธอยังโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง

“เพราะงานแสดงก็เป็นอาชีพที่เราชอบ ยังรู้สึกสนุกทุกครั้ง เพราะพื้นฐานเราคือคนชอบทำอะไรใหม่ๆ แหละ แล้วงานแสดงมันก็คือสิ่งนั้น มันตอบสนองเรา บทแต่ละเรื่องก็จะต่างออกไป เล่นกับคนที่ต่างออกไป ถ่ายในที่ที่ต่างออกไป เราก็เลยอยากทำไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีโอกาส” ฟรังอธิบายพร้อมออกตัวว่า ถึงจะตั้งใจรับงานแสดงอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลงานของเธอก็ไม่ได้มีมากเท่ากับนักแสดงคนอื่นอยู่ดี ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาของเธอนั่นเอง

“ทุกวันนี้ก็มีนักแสดงหน้าใหม่เดินเข้าวงการมาเยอะแยะ ในแง่หนึ่งเขาอาจจะเป็นคู่แข่งของเรา การที่เรามีเวลาไม่มากเท่าคนอื่น เป็นอุปสรรคของเราไหม” เราตั้งคำถาม

“ก็ไม่นะ ไม่เคยมองว่าการที่มีนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาจะเป็นคู่แข่งหรือเขาจะมาแย่งงานเรา เพราะแต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันออกไป แต่เราก็รู้สึกว่าถ้าเราอยากอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพราะถึงจะมีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เขาก็คงจะยังเลือกเรา” ฟรังตอบคำถามของเรา ผ่านมุมมองของนักแสดงวัยรุ่นมากประสบการณ์คนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแปลกใจในบทสนทนาครั้งนี้ก็คือ ฟรังไม่เคยวางแผนชีวิตในวงการบันเทิงของตัวเอง

“ไม่ได้คิดเลย คือถ้านึกภาพในอนาคตก็พอจะนึกได้คร่าวๆ แต่ไม่ได้วางแผนอย่างชัดเจน เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเราที่ผ่านมาก็ค่อนข้างพลิกผันเยอะ มีหลายเรื่องที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดกับเราแต่มันก็เกิด ก็เลยรู้สึกว่าเราแค่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน”

การเป็นนักแสดงกับนิสิตแพทย์ อาจเป็นบทบาทที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฟรังบอกกับเราว่า เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเธอไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม

“ความเป็นคน” ฟรังตอบด้วยท่าทีสุขุม พร้อมขยายความให้เราฟัง

“คือทั้งคู่มันต้องมีความเป็นคน อย่างอาชีพหมอ คนอาจจะคิดว่าต้องอ่านหนังสือเยอะ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปทรีตกับคนไข้ เราต้องมีเซนส์ของความเป็นคนอยู่แล้ว เช่น ความเห็นอกเห็นใจ 

“อาจารย์หมอหลายคนก็บอกว่า หมอบางคนอาจจะเน้นแค่การรักษาโรค แต่ไม่ได้มองว่าคนไข้ก็เป็นคนคนหนึ่ง มองข้ามจิตวิญญาณของเขาไป แค่ทรีตโรคให้จบ สนใจแค่ความจริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องจิตใจ

“ซึ่งฟรังมองว่าการเป็นนักแสดงมันมีส่วนช่วยตรงนี้นะ เพราะการแสดงมันก็ใช้ความเป็นคนเยอะ ในการจะเล่นเป็นคนสักคน เราต้องเข้าใจจิตใจของตัวละครว่าเขารู้สึกยังไง ซึ่งเราก็สามารถเอาตรงนี้มาประยุกต์ได้”

 ฟรัง

1 ปี คือความห่างระหว่างฟรังกับปอนด์ น้องชายคนกลาง ที่ล่าสุดก็เดินตามพี่สาวเข้าวงการมาติดๆ

“กับปอนด์นี่เราห่างกันไม่เยอะ จะเป็นคนที่ตอนเด็กๆ ก็ทะเลาะกันบ่อย เหมือนเป็นเพื่อนกัน ฟรังเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจปอนด์ เพราะว่าเราก็โตแล้ว แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ต่างคนต่างก็ดูกันอยู่ห่างๆ มากกว่า

“แต่กับยูโร น้องคนเล็ก อายุห่างกัน 8 ปีครึ่ง เรารู้สึกว่าเราผูกพันกับน้องมากๆ เพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด จำวันที่น้องคลอดได้ เลยรู้สึกรักยูโรมากๆ ทุกวันนี้ถึงน้องจะดื้อแต่ว่าเราก็ค่อนข้างสปอยล์น้องนิดหนึ่ง พาไปนู่นไปนี่ ด้วยความที่ห่างกันเยอะ รู้สึกว่าเรามีความเป็นแม่ในคราบพี่ อยากให้เขาโตมาดี ยิ่งช่วงนี้เขาอยู่ ม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเบาๆ เราค่อนข้างเป็นห่วง อยากให้เขาโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่ดี” 

“แล้วในบทบาทลูกสาวของพ่อกับแม่ ฟรังเป็นเด็กแบบไหน” เราถามต่อ

“เราว่าเราดื้อ” ฟรังตอบในสิ่งที่ยากจะเชื่อ เพราะมันช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์เด็กดีของเธอโดยสิ้นเชิง

“พื้นฐานเราเป็นคนดื้อมาตั้งแต่เด็ก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นการดื้อที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงไว้ใจเรามากในทุกเรื่อง ถ้าเราอยากทำอะไรเขาก็จะปล่อยให้ทำ คือเขาค่อนข้างซัพพอร์ต เราอยากเรียนอะไรเขาก็ให้เรียน ตอน ม.ปลายที่เราไปเรียนพิเศษ คือเราก็อยากเรียนเอง ทุกอย่างจัดการเอง แต่ช่วงนั้นยังไม่มีรายได้ พอไปขอตังค์เขาก็โอเค คือเขาไว้ใจเรามากจริงๆ” ฟรังอธิบายถึงความดื้อในรูปแบบของเธอ

“แล้วทุกวันนี้คิดว่าตัวเองยังดื้ออยู่ไหม” เราถามต่อ 

“ดื้อ รู้สึกว่ายังมีมุมที่ดื้ออยู่แหละ เถียงนู่นเถียงนี่ทั่วไป” 

ความดื้อที่ฟรังหมายถึง อาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยของเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เธอได้รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยที่พ่อกับแม่ไม่เข้าไปกะเกณฑ์ แต่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนลูกเท่านั้น ไม้เว้นแม้แต่เรื่องธุรกิจครอบครัวซึ่งพ่อแม่ส่วนมากมักคาดหวังให้ลูกกลับมารับช่วงต่อ

“ตั้งแต่เด็กพ่อจะบอกเราเสมอเลยว่า โตขึ้นก็แล้วแต่เราเลย ชอบอะไรก็ทำเลย แม้กระทั่งกับปอนด์ที่เป็นลูกชาย เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เพราะรู้ว่าลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง และเขาก็คงเชื่อในตัวเราประมาณหนึ่ง ว่าเราจะสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคต โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางของพ่อ เขาบอกว่าลูกมีเส้นทางที่ดีในแบบของลูกซึ่งอาจจะดีกว่าพ่อก็ได้ 

“คนชอบบอกว่าเราบริหารเวลาเก่ง แต่เราก็ไม่ได้อยากจะพูดแบบนั้น เพราะความจริงชีวิตเราก็มีความยุ่งเหยิงประมาณหนึ่งเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฟรัง ในวันที่ผู้คนต่างยกย่องให้เธอเป็นเทพแห่งการจัดการเวลา

“ถ้าอย่างนั้นฟรังมีอะไรที่คิดว่าเราต้องปรับปรุงต่อไปไหม” 

“มี คือมันอาจจะค้านๆ นิดหนึ่ง แต่ฟรังรู้สึกว่าชีวิตเรามันเดินเร็วไปนิดหนึ่ง เวลาของเรามันสำคัญเกินไป จนบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้ อยากใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ เพราะปกติเลิกเรียนเราก็ต้องมาทำงาน หรืออย่างวันนี้มาสัมภาษณ์แทนที่จะได้ออกไปสยามกับเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า เพราะเราเลือกตรงนี้แล้ว

“อีกอย่างที่ต้องปรับปรุงก็น่าจะเป็นเรื่องความเครียด การกดดันตัวเอง หลายอย่างที่เราตั้งใจเกินไป เราอยากทำให้มันดี ซึ่งพอสุดท้ายมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เราก็ยังคิดมากอยู่บ้าง” 

โชคดีที่ฟรังไม่ได้คิดมากจนเกินไปนัก แม้ว่าเธอจะเคยเล่าในชาแนลยูทูบของตัวเองว่า ฟรังมักจะเขียน Bucket List สำหรับตัวเองในทุกปี แต่เมื่อเราถามถึงความตั้งใจในปีนี้ คำตอบที่ได้กลับไม่ได้จริงจังหรือเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่เราคิด

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของชีวิต เราอยากใช้ชีวิตแฮปปี้ ซึ่งตอนนี้ก็แฮปปี้อยู่ กับเรื่องการเรียน ที่อยากเรียนให้จบตามปี ก็จบปี 3 ไปแล้ว เหลือปี 4 เทอมหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องการเก็บเงิน ซึ่งเราก็ค่อนข้างเก็บได้นะ” ฟรังตอบพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ

“แล้วมีอะไรที่ยังไม่สำเร็จบ้าง” เราถามต่อ

“ลดน้ำหนัก” ฟรังตอบพร้อมเสียงหัวเราะขัดเขิน “เป็น Bucket List หลายปีมาแล้ว คือมันเหมือนจะมีช่วงหนึ่งที่ฟิตออกกำลังกาย แต่พอหลังกลับมาจากต่างประเทศก็ยังไม่ได้ออกเลย แต่ชีวิตเรายังแฮปปี้ได้อยู่ เป็น Bucket List เหมือนกัน ก็โอเคแหละ (หัวเราะ)”

ฟรัง

Writer

Avatar

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หมิง ล่ามพระยา หรือ เจตวีย์ ล่ามพระยา – บุคคลที่แนะนำตัวต่อสาธารณชนบนโลกออนไลน์ว่าเขาคือเด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ Gap Year ด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศไทยเป็นเวลา 1 ปี โดยมีเงินเก็บติดตัวจำนวน 5,500 บาท (ระหว่างเดินทางเขามีวิธีต่อยอดรายได้จากเงินก้อนแรกด้วยตัวเอง)

หมิงเกิดและเติบโตในจังหวัดนนทบุรี เขามีความสนใจด้านกีตาร์จึงเลือกเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยสาขาวิชาดนตรีสากล ซึ่งการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เขาและเพื่อนจำเป็นต้องเรียนผ่านจอ แม้นเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโรคระบาด แต่นั่นทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้ตัวว่า การศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ความต้องการ

เพียงปีเศษ เขาแน่วแน่กับความคิด และตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยทันที

แน่นอนว่าการออกเดินทางไม่ใช่สิ่งแรกที่หมิงจะทำ แต่เขาดันเจอกับ บอล พาเที่ยว ชายผู้มีผลกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต เพียง 2 สัปดาห์หลังเจอบอล หมิงกำเงินเก็บ จับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ออกเดินทางทั่วประเทศไทย โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่ระหว่างเดินทาง

ขณะบทสนทนาระหว่างเรากับหมิงกำลังเข้มข้น เขาเดินทางมาแล้ว 276 วัน 68 จังหวัด เหลือเพียงแค่ 9 จังหวัดที่เขาต้องพิชิตให้ได้ภายใน 90 วัน และสารพัดประสบการณ์ใหม่ที่น่าลงมือทำ

ทุกหน้าของการเดินทาง หมิงจะบันทึกลงกระดาษและตีพิมพ์ลงหนังสือเล่มแรกของเขา

สิ่งที่เราอยากให้คุณเก็บเกี่ยวระหว่างบทสนทนาขนาดยาวนี้ นอกจากความกล้าและการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่ม นั่นคือประสบการณ์ชีวิตและสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง

สิ่งนั้นช่างล้ำค่า

ล้ำค่าเกินกว่าระบบการศึกษาจะมอบให้เขาได้

ทำไมอยู่ ๆ หมิงก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีแรก

ในช่วงโควิด-19 ไม่ได้ไปมอ ผมอยู่กับตัวเองเยอะ คุยกับตัวเองเยอะ แล้วผมเป็นคนที่ถ้าสนใจทักษะใดทักษะหนึ่ง ก็จะหมกหมุ่นกับมันมาก ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ซื้อคอร์สมาเรียน ฟังพอดแคสต์ ดูยูทูบ จนเห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบเรียนมากเลย แต่ว่าผมเรียนหรือโฟกัสสิ่งที่ผมชอบจริง ๆ ได้ทีละอย่างเท่านั้น

ซึ่งระบบการศึกษาเริ่มไม่ตอบโจทย์การเรียนของผม ทั้งเวลา สังคม เพื่อนมหาลัย ผมรู้สึกว่าตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา เลยเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนด้วยตัวเอง

มีสัญญาณบอกไหมว่า ‘ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา’

หนึ่ง ผมเริ่มรู้ตัวเองเป็นคนโฟกัสได้ทีละอย่าง สอง ผมอยากเลือกครูเอง ครูบางคนในมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบผู้เรียน เช่น ให้เด็กสอนงานกันเอง ให้รุ่นพี่มาตรวจงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง จนคิดว่าทำไมผมต้องเอาเงินให้คนที่เขาไม่มีความตั้งใจอยากจะสอนด้วย สาม ผมเข้าใจว่าผมเป็นอินโทรเวิร์ต ในเรียนห้องมีคนเยอะ ทำให้ผมไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อ แต่พออยู่คนเดียว ผมมีสมาธิกับตัวเองมากกว่า 

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของหมิง คนเป็นแม่เขาว่ายังไงบ้าง

ผมมองตัวเองเป็นหลักครับ ผมเรียนเพื่อตัวเอง แต่แม่อยากให้เรียนให้จบไป ผมมองว่าการเรียนให้จบไป ในมุมหนึ่งมันเสียเวลานะ ซึ่งผมพยายามตะล่อมบอกแม่ตลอดว่า ผมลาออกมาเพื่ออะไร ผมมีเหตุผลสนับสนุนทุกอย่าง ผมมีแผนขั้นต่อไปว่าจะทำอะไรต่อ ผมเพียงแค่ต้องแสดงความตั้งใจนั้นให้แม่เห็น

ซึ่งจริง ๆ ผมไม่ได้จะเลิกเรียนนะ แต่แค่รู้แล้วว่าการเรียนแบบไหนเหมาะกับผมที่สุด

แสดงว่าแม่เห็นด้วย เข้าใจ และซัพพอร์ตสิ่งที่หมิงจะทำ

ใช่ครับ แต่จริง ๆ ตอนจะออกจากมหาลัยเขาไม่สนับสนุนนะ หลังเรียนครบ 1 ปี ก็บอกแม่ว่า มันไม่ใช่แล้วนะ พอขึ้นปี 2 ผมออกเดินทางด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์จากนนทบุรีขึ้นมาเชียงราย พอผ่านการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ผมหนักแน่นแล้วว่าจะลาออกจริง ๆ บอกแม่แล้วลาก็ออกเลย 

แต่ก็โชคดีด้วย มีพี่บอลมาช่วยพอดี

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

‘พี่บอล’ ที่หมิงว่า คือ บอล พาเที่ยว หรือเปล่า

ผมสั่งหนังสือของพี่บอล ตอนนั้นแกมีโปรโมชันว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แกจะขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเองถึงมือ แกก็มาส่งหนังสือถึงหน้าบ้าน ผมเล่าให้แกฟังว่า ลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แกก็แนะนำว่าให้ลองออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับที่แกทำ แกบอกว่าถ้าผมทำก็พร้อมจะสนับสนุน

ช่วงนั้นผมอ่านหนังสือเยอะมาก ปีนั้นอ่านไป 30 เล่ม ผมเลยอยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง พอจังหวะมันได้ มีคนสนับสนุน ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดี ก็ตัดสินใจออกเดินทาง นั่นคือจุดเริ่มต้น

ในบรรดาหนังสือ 30 เล่ม มีเล่มไหนชอบเป็นพิเศษไหม

ปีนั้นผมอ่านหลากหลายประเภทเลย ประวัติศาสตร์ การทำงาน จิตวิทยา นวนิยาย แต่เล่มที่มันคุยกับผมที่สุด คือเล่มของ พี่เบียร์สด ชื่อ โคตรปั่น เขาปั่นจักรยานจากเบตงไปแม่สาย ภาษาเขาเขียนแบบง่าย ๆ และ จริงใจดี

เล่าแผนการเดินทางของหมิงให้ฟังหน่อย

ผมตั้งเป้าว่าจะออกเดินทางทั่วประเทศไทย แวะ 155 อุทยานแห่งชาติด้วยเงินเก็บ 5,500 บาท กับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ผมคิดแล้วว่าเงิน 5,500 บาท มันจะพาผมไปถึงตรงไหน ถ้าเริ่มต้นจากนนทบุรี มันน่าจะไปถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้นะ เผลอ ๆ อาจขึ้นไปแถวภูเก็ตได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมคาดการณ์

ในความเป็นจริง มันไปได้ถึงไหน

เรื่องกลับกลายเป็นว่าต้องอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 3 เดือนเลยครับ

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่พี่บอลเขานัดกับเพื่อนพอดี ผมเลยนัดกับเขาที่หาดใหญ่ เขาพาไปสามจังหวัดชายแดนใต้ แล้วพาผมไปเจอกับ บังบิบ เขาปั่นจักรยานทั่วอาเซียนด้วยเงินเริ่มต้น 300 บาท

ช่วงออกเดินทาง ผมเกิดความสับสน เพราะว่าเป้าหมายเดินทางทั่วประเทศไทย ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่ ผมรู้ว่าผมทำได้ เลยมองว่าเป็นโอกาสดีที่ได้หาประสบการณ์ชีวิตและเขียนหนังสือ

หลังจากเดินทางได้ 1 เดือน ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผมชอบอยู่บ้าน ผมไม่ใช่คนชอบเที่ยว

เอ้า แล้วหมิงทำยังไงต่อ เพราะออกเดินทางมาแล้ว

ระหว่างพี่บอลพาผมท่องเที่ยว3 จังหวัด ผมชัดเจนสุด ๆ ว่ามันไม่ใช่ ผมเครียดมากเลย ทำอะไรก็ไม่มีความสุข เลยขอให้พี่บอลพาผมกลับบ้านไปเจอบังบิบที่จังหวัดยะลา ผมนับถือเขาเป็นอาจารย์ ผมเล่าทุกอย่างให้ฟังว่าผมกำลังทุกข์ บังบิบแนะนำว่าให้หยุดเดินทางเพื่อทบทวนตัวเองก่อน

หลังทบทวนตัวเองตามคำแนะนำของบังบิบ เกิดอะไรขึ้นกับหมิงบ้าง

ผมเปลี่ยนโฟกัส ตอนแรกคิดว่าจะไปคุยกับคน 155 อาชีพ ให้เขาส่งต่อคอนเนกชันไปเรื่อย ๆ แต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่อีก ก็กลับมาทบทวนว่าผมจะไม่โฟกัสเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว แต่หันมาโฟกัสประสบการณ์ระหว่างการเดินทางแทน เป้าหมายเลยกลายเป็นทดลองเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางทั่วประเทศ

ทำไมต้องเป็น 155 ประสบการณ์ใหม่

ล้อมาจากเป้าหมายแรกครับ คือ 155 อุทยานแห่งชาติ

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

จากการเดินทาง หมิงเปิดประสบการณ์ใหม่ไปเท่าไหร่แล้ว

60 แล้ว (ณ เดือนพฤศจิกายน 2565)

ใน 60 ประสบการณ์ใหม่ มีประสบการณ์ไหนที่ประทับใจมาก ๆ ไหม

ถือศีลอดครับ การถือศีลอดของชาวมุสลิมเขาเริ่มทำกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพื่อฝึกร่างกาย ห้ามกินข้าว ห้ามกินน้ำ ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเย็น ซึ่งเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

หมิงเรียนรู้อะไรบ้างจากการถือศีลอดครั้งแรกในชีวิต

ผมเรียนรู้ว่าการจะทำอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น ควรตั้งผลลัพธ์ไว้สักหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะผมเคยอยากทำสิ่งนี้มาก ๆ เพราะมันยาก เห็นคนอื่นทำได้ เลยอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าผมก็ทำได้เหมือนกัน แต่ตลอด 1 เดือนของการถือศีลอด ทำให้ผมเข้าใจว่า ‘การทำเพื่อพิสูจน์คนอื่น แม่งโคตรตื้นเลย’ ผมไม่รู้ว่าจะพยายามทำไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ 

ผมเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นไปปรับใช้นะ ผมจะไม่ทำเพื่อพิสูจน์ใครอีกแล้ว แต่จะทำเพื่อผลลัพธ์ที่ผมต้องการ ผมว่าการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันต้องมีความตั้งใจและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

มีประสบการณ์ใหม่ที่ประทับใจจนอยากเล่าสู่กันฟังอีกไหม 

ตอนนั้นอยู่จังหวัดนราธิวาส ผมไม่มีที่นอน เลยไปนอนบริเวณลานจอดรถมัสยิด ประมาณเที่ยงคืน ผมกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่ข้างนอกเต็นท์ พี่อีก 2 คนหลับแล้ว สักพักได้ยินเสียงเด็กจากฝั่งตรงข้ามเรียกชื่อผม ก็เดินออกไปดู เห็นเด็ก 3-4 คน เขาซื้อน้ำชากับโรตีมาให้ เพราะเห็นผมเป็นนักเดินทาง เป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจมากเลย 

ผมได้เห็นน้ำใจของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนมองว่าเป็นพื้นที่อันตราย จากวันนั้นทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่สามารถตัดสินคนจากการฟังข่าวได้ ทั้ง ๆ ที่คนในพื้นที่เขาน่ารักมาก ๆ เลย

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

เห็นว่าหมิงไปเรียนบาร์เทนเดอร์ด้วย 

ผมไปเจอคอร์สเรียนของสำนักงานแรงงานแห่งชาติ เขาเปิดสอนหลายอย่าง มีให้เลือกเลยเยอะแยะเลย ผมเลือกเรียนบาร์เทนเดอร์ พอเรียนวันแรกก็ลาออกวันนั้นเลย (หัวเราะ) 

ห๊า ทำไมอะ

เพราะไม่ชอบครับ การเป็นบาร์เทนเดอร์ต้องนั่งดื่มใช่ไหม เอาเหล้าเบียร์มาดื่มหลาย ๆ ประเภท ผมเป็นคนไม่ดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า เรียนไปก็ทรมาน มันขมจังเลย ไม่มีความสุขเลย แล้วปลายทางมันจะไปสุดตรงไหนวะ

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องของสภาพร่างกายนะ เหมือนจะไม่เกี่ยวแต่ก็เกี่ยว ช่วงนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ต่อเนื่องไม่ได้พัก ใช้ร่างกายหนักมาก พอไปเรียน เรียนไม่ไหว สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ผมเลยจับจุดนั้นมาประยุกต์ใช้ และมองเรื่องความสุขระหว่างทางของการเรียนกับปลายทางที่เป็นที่ผลลัพธ์ผมตั้งไว้

แล้วความรู้สึกตอนใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์ด้วยระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อวันมันเป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเองมาก ๆ คุยกับตัวเองเป็นหลักว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทบทวนความคิดตัวเอง และไอเดียหลาย ๆ ก็อย่างมาจากตอนขี่มอเตอร์ไซค์นะ

จำวันแรกของการเดินทางได้ไหม หมิงขนอะไรใส่มอเตอร์ไซค์คู่ใจคันนี้บ้าง

หนังสือ (พระไตรปิฎก, หมิงซื้อหนังสือ เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ และ แด่คุณ…ที่อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ เพิ่มระหว่างเดินทาง) พาวเวอร์แบงค์ เต็นท์ เสื้อผ้า โน้ตบุ๊ก แล้วก็ของจิปาถะ แต่อุปกรณ์ที่ประทับใจที่สุด คือ พัดลม เพราะว่าผมอยู่แบบร้อน ๆ ในเต็นท์ พอพกพัดลมมาด้วย มันช่วยชีวิตได้เยอะมาก 

เดินทางมาแล้ว 276 วัน มีวันไหนไหมที่หมิงอยากกลับบ้าน

ไม่มีนะ มีท้อ มีเหนื่อย แต่ผมรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันให้อะไรกับผมบ้าง ผมเรียนรู้มันแบบเข้มข้น และยังคงไม่ถึงเวลากลับบ้าน เพราะยังมีสิ่งที่รอให้ผมเรียนรู้อีกเยอะมาก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนชอบเที่ยว แต่ว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวมันคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างทาง ผมเจอผู้คน ผมเจอตัวเอง รวมถึงเจอการจัดการกับความรู้สึก

แต่มีช่วงเวลาเหนื่อยแบบไม่ไหวแล้ว จนร้องไห้ก็มี ไม่นานมานี้

ตอนนั้นหมิงข้ามผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ยังไง

โทรหาแม่ครับ คุยกับแม่ตลอด แม่เป็นคนรับฟัง ผมรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ผมเข้าใจและแก้ปัญหาได้ เพียงแค่ตอนนั้นผมอยู่ในภาวะที่กำลังเหนื่อย ต้องการคุยกับใครสักคน ส่วนใหญ่ถ้ามีปัญหา จะโทรหาแม่เป็นหลัก 

สบายใจขึ้นมั้ย

ใช่ครับ ไม่ต้องเกรงใจเยอะเท่าไหร่ ผมแค่อยากระบายเฉย ๆ ไม่ต้องการคำแนะนำ ผมพูดตรง ๆ กับแม่ได้ คุยกับแม่เกือบทุกเรื่องครับ ถ้าเป็นเรื่องของชายแท้ก็ไม่ได้คุยกับแม่นะ (หัวเราะ)

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

มีบางคอมเมนต์ในเพจบอกว่าหมิงใช้ชีวิตคุ้มกว่าคนในวัยเดียวกันเสียอีก

ผมขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ เพราะมีหลายคนที่ไม่เข้าใจแล้วดูถูก

ผมยังเชื่อว่าการเดินทางให้อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต มากกว่าคนทั่วไป มากกว่าสิ่งที่คนอื่นทั่วไปทำ แม้จะไม่ได้พิเศษที่สุด แต่มันเข้มข้นมาก ๆ มากกว่าวิธีค้นหาตัวเองในรูปแบบอื่น

อาจมีร้อยพันวิธีที่จะค้นหาตัวเอง แต่หมิงเลือกการเดินทาง

ตอนแรกผมไม่เข้าใจคำว่า ค้นหาตัวเอง ด้วยซ้ำ คล้าย ๆ ว่ามันคือการหาอาชีพที่ผมชอบหรอ ตายกับมันได้ใช่มั้ย แต่พอเดินทาง ผมได้อยู่กับตัวเอง ก็เข้าใจว่าชีวิตแม่งมีอะไรมากกว่านั้น 

ท้ายที่สุด การเดินทางให้อะไรกับชีวิตหมิงบ้าง 

มหาศาลครับ ผมเห็นตัวเองในทุกมิติ ได้เรียนรู้จิตใจตัวเอง มันเป็นการเรียนรู้ที่เข้มข้นมาก ๆ และการเดินทางพาผมไปเห็นโลกและเห็นตัวเอง ผมรู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเข้าใจโลก เมื่อนั้นผมก็จะเข้าใจตัวเอง

อีกเรื่อง คือ ผู้คน การที่ผมเดินทาง ขอเรียกว่า เร่ร่อน แล้วกัน ทำให้เห็นว่าคนปฏิบัติกับผมยังไง ในฐานะที่ผมไม่มีผลประโยชน์กับเขา มันเห็นเลยว่าคนไหนจริงใจกับเรา คนไหนน่ารักกับเรา ชัดเจนเลยนะ

เหมือนว่าก่อนหน้านี้ยังรู้จักตัวเองไม่มากพอหรอ

ผมคิดว่าผมรู้จักตัวเองพอสมควรนะ แต่พอออกเดินทาง มันทำให้รู้ว่า ผมแทบจะไม่รู้จักตัวเองเลย 

แสดงว่าการเดินทางทำให้หมิงเข้าใจตัวเองมากขึ้น

เข้าใจมาก ๆ เลยครับ เข้าใจร่างกายและจิตใจ รู้ตัวเองว่าชอบอะไร จะมีความสุขกับอะไร

ก่อนหน้านี้ผมชอบใช้ชีวิตกลางคืนมาก มันมีสมาธิแน่วแน่ แต่พอออกเดินทาง ผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ถ้าเผลอตื่นสาย ผมอาจพลาดอะไรหลาย ๆ อย่าง เลยเลือกเปลี่ยนเวลามาทำงานตอนเช้าแทน ผลลัพธ์ดีมากเลย ผมตื่นมาด้วยใจสะอาด มันมีผลต่องานเขียนทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น งานเขียนเราก็จริงใจมากขึ้นด้วย

ผมว่าผมชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้นนะ เพราะมีหลายคนไม่เข้าใจผม ผมก็ไม่อยากคุยกับเขา แต่มันทำให้ผมเห็นความเป็นไปของมนุษย์มากขึ้น บางครั้งผมก็เขินอายน้อยลง กล้าที่จะพูดคุย ผมมองมนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น 

ช่วยขยายความคำว่า ‘ความเป็นไปของมนุษย์’ ได้ไหม 

แต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง เดินไปในทิศทางของตัวเอง อีกนัยคือ มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักสันโดษ ใส่ใจมนุษย์คนอื่นน้อยลง สนใจตัวเองมากขึ้น และได้ยินเสียงของตัวเองดังขึ้น

นอกจากเข้าใจตัวเอง หมิงเข้าใจโลกมากขึ้นไหมจากการเห็นสังคม-วัฒนธรรมที่แตกต่าง

ผมเห็นชัดเจนที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มันแตกต่างจากทุกที่ในประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ศาสนา เขามีความเชื่อ มีวิธีการสอน มีกฎหมายเป็นของตัวเอง

ผมได้รับความสวยงามจากตรงนั้นมาเยอะมาก พอออกจากภาคใต้ ขึ้นมาภาคอีสานก็เห็นสังคม-วัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง และที่เขาพูดกันว่าคนภาคนี้เป็นแบบนี้ คนภาคนั้นเป็นแบบนั้น ก็ไม่เสมอไปนะ แต่บางอย่างก็จริงด้วย หนักกว่าที่คิด (หัวเราะ)

ผมว่าประเทศไทยเล็กไปสำหรับผม ผมอยากออกไปในโลกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ อยากไปในพื้นที่ที่ตื่นเต้นกว่านี้

แต่การเดินทางในสามจังหวัดชายแดนใต้มันก็เปลี่ยนโฟกัสในชีวิตของผมมาก ๆ เหมือนกัน

แสดงว่าที่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของการเดินทางครั้งนี้

เปลี่ยนมากครับ เพราะผมไปอยู่กับชาวมุสลิม เขามีหลักคำสอนที่นำมาใช้ได้เยอะมาก อย่างเรื่องบททดสอบชีวิตรวย-จน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญก็แตกต่างกัน อย่างคนรวยเขามีเงิน เขาหลงใหลกับเงินตราจนลืมความเป็นมนุษย์ เผลอด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ส่วนคนจนมีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก จากความพยายามในการเอาชีวิตรอด

และในการเดินทางบางครั้งก็มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ผมก็คิดเสียว่ามันคือบททดสอบ ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ไปกับมันได้ เหมือนมีสัญญาณบอกให้เตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น 

ความสุขของการเดินทางสำหรับหมิงคืออะไร

ความสุขของผมเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการได้กินของอร่อย ได้ตามใจปากบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ผมอด ๆ อยาก ๆ ต้องกินปลากระป๋อง ขนมปังราดนมข้นหวาน เพราะผมอยากประหยัด ไม่อยากซื้อให้เปลืองตังค์ แต่พอได้ซื้อมาม่าแห้งราคา 15 บาท ใส่ไข่กับไส้กรอก – ทำไมมีความสุขจังวะ มันมีความสุขจริง ๆ นะครับ (ยิ้ม)

ถ้าภารกิจนี้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว หมิงจะเอายังไงต่อกับชีวิต 

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ ทำหนังสือ ผมอยากเขียนหนังสือเล่าเรื่องประสบการณ์ บทเรียน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทาง ซึ่งระหว่างเดินทางผมก็บันทึกลงเพจล่ามพระยาอยู่แล้ว ผมตั้งใจทำเพจขึ้นมาเพื่อสร้างวินัยการเขียนให้กับตัวเอง ถ้าได้ทำหนังสือตามเป้าหมาย ก็จะกลับมาเล่นดนตรีกับเพื่อน 

มีความฝันด้วยนะ อยากเป็นตากล้องของ The Cloud (หัวเราะ)

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

จริง ๆ เป็นคนชอบเขียนไหม

คิดว่าไม่นะ (หัวเราะ) แต่พอเดินทางผ่านไป 200 วัน ก็เจอวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง ผมไม่เล่าทุกอย่างรวมกัน ไม่เล่าทุกอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้น แต่จับประเด็นก่อนว่าอยากสื่อสารอะไร ผมเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น ๆ บ้าง ที่สำคัญ คนอ่านเขาต้องได้อะไรกลับไปจากการอ่านบันทึกของผม

ถ้าหนังสือของหมิงตีพิมพ์ คาดหวังให้คนอ่านได้รับอะไรจากหนังสือเล่มนี้

ผมอยากให้เขาได้รับรู้ถึงคุณค่าของการเดินทาง

ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมีชื่อแล้ว

ยังไม่ได้คิดเลยครับ (หัวเราะ)

แล้วจะไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วใช่ไหม

ช่วงแรกผมคิดแบบนั้น แต่ผมดูช่องของ ฟาโรส เขาเล่าเรื่อง สตีฟ จอบส์ เขาเล่าว่าตอนเรียนมหาลัย สตีฟ จอบส์ ก็เลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่สนใจเหมือนกัน ผมมองว่าจะเลือกเรียนแบบนั้น ยังคงเข้าเรียนในระบบการศึกษา แต่เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจจริง ๆ ไม่ได้เรียนเพื่อหวังใบปริญญา 

สิ่งแรกที่หมิงจะทำหลังจากกลับถึงบ้านคืออะไร

ผมจะเล่นกับมูมู่ (แมว) 

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ปัจจุบันหมิงเหลือเวลาเดินทางอีก 54 วัน (ตามกำหนด)

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ธนพล บุญสุภา

เกิดและโตเชียงใหม่ ตอนนี้ (พยายาม) ถ่ายภาพเป็นอาชีพ ดื่มอเมริกาโน่ทุกเช้า ออกกำลังกายทุกเย็น มีรอยสักสองลาย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load