“แค่คนที่ส่งยิ้มให้ในวันที่แย่ๆ ของเรา เขาก็เป็นฮีโร่ได้เหมือนกัน” หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ บอกกับเราในวันที่มูลนิธิ Let’s be heroes เป็นรูปเป็นร่าง และหวังอยากให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

เดิมความฝันของเด็กหญิงทโมน รักความสบาย การเรียนไม่เอาไหนคนนี้ คือ อยากรวยจนไม่ต้องทำอะไร แต่ความเพ้อฝันนั้นกลับสลายไปโดยพลัน เมื่อกระแสแห่งความทุกข์ทรมานกายทรมานใจของเพื่อนมนุษย์โหมกระหน่ำเข้ามากลางใจของเธอ

‘เราต้องทำอย่างไร’ คำถามผุดขึ้นในใจของเด็กสาวในวัย 18 ปี

“ต้องเป็นหมอรักษาคนไข้” คำตอบวันนั้นเป็นดังคำปฏิญาณ และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือ การเปิดฟรีคลินิกรักษาคนไข้ทุกคนอย่างดีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ภาพเหตุการณ์วันนั้นดูจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กผู้หญิงช่างเพ้อฝันให้มุ่งมั่นค้นหาและเดินตามเส้นทางสู่เป้าหมายที่ไม่มีแม้เพื่อนร่วมทาง และเธอไม่เคยรู้ว่าต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง

นับจากวันนั้น ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี กว่าที่หมอเจี๊ยบจะทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ ย้อนมองเส้นทางที่เธอเลือกเดินมา เราบอกได้ว่าเธอกลายเป็นฮีโร่อย่างเต็มตัว และวันนี้เธออยากผลักดันให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

“ฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษใดๆ นอกจากหัวใจและความมุ่งมั่นยิ่งใหญ่” คือถ้อยคำที่อยู่ในใจเราเมื่อบทสนทนากับหมอเจี๊ยบจบลง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

ปลุกพลังฮีโร่ในใจ

“เจี๊ยบเป็นเด็กขี้เกียจที่สุดขนาดที่เคยคิดอยากเป็นพยาธิในท้องแม่ จะได้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากนอนกินอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยก็อยากเป็นอองซานซูจี เพราะเขาถูกกักขังอยู่ในบ้าน เราชอบอยู่บ้านเล่นเกม ก็เข้าใจผิดว่าเขาคงสบาย เราก็อยากเป็นแบบนั้นบ้างจัง” หมอเจี๊ยบเล่าถึงความเพ้อฝันในวัยเด็กที่มักคิดอะไรแปลกกว่าคนอื่น และคิดหาหนทางเสมอว่าโตขึ้นมาจะทำอาชีพอะไร ที่มีเงินเยอะที่สุด

อาชีพทั่วไปที่เด็กใฝ่ฝันอย่างหมอ พยาบาล หรือครู ไม่เคยอยู่ในความคิดของเธอ

จากเด็กเรียนย่ำแย่ ผลการเรียนอยู่ที่เกรดหนึ่ง กลับเกิดความฝันใหม่ที่อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะ (เข้าใจผิด) คิดว่าเป็นงานง่าย รายได้มหาศาล ความมุ่งมั่นนั้นเปลี่ยนเธอจากเด็กที่อ่านหนังสือไม่เป็นกลายเป็นเด็กเรียนท็อปได้ย้ายมาอยู่ห้องคิง เธอเล่าถึงตัวเองอย่างขำๆ ก่อนตบท้ายจริงจังว่า

“เจี๊ยบต้องปรับตัวเยอะมาก แต่เวลาที่เรามีความมุ่งมั่นแล้วเราเป็นคนกัดไม่ปล่อย อะไรที่เคยทำไม่ได้ ก็ต้องทำเพื่อไปให้สู่เป้าหมาย”

อาจเป็นโชคชะตาที่เมื่อเธอเรียนอยู่มัธยมปลาย ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านตามข้อกำหนดในการสอบเข้าแพทย์ ที่เธอคิดเพียงว่าจะไปลองข้อสอบ แต่วันนั้นกลับกลายเป็น ‘วันเปลี่ยนชีวิต’

“เขาให้เราทำหน้าที่เดินบัตร แต่เรากลับไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ภาพตรงหน้าคือ มีคนไข้มานั่งรอรักษาเป็นร้อยคน เด็กก็ร้องไห้ คนไข้บางคนก็มีแผลเลือดสาด เพราะแถวนั้นเป็นแถบโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่มีหมอออกตรวจเพียงคนเดียว

“พอเห็นคนไข้ที่ต้องทรมานกายทรมานใจ เรารู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ อยากให้คนเหล่านี้พ้นจากสภาพนี้ไป เราไม่ชอบที่เห็นเขาเจ็บปวดเลย แต่เราทำอะไรไม่ได้ ถึงตอนนั้นมีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหมอไม่พอ ตรวจไม่ทัน คนไข้ก็ต้องรอไปเรื่อย วันนั้นเจี๊ยบกลับมาบอกแม่ว่า จะเป็นหมอ เพื่อเปิดฟรีคลินิกรักษาคน เจี๊ยบมุ่งมั่นสุดชีวิตจนสอบติดแพทย์ได้จริง”

หมอเจี๊ยบ ลลนา

ฝ่าด่านทดสอบจิตใจ

การเดินทางสู่ความฝันเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ ขั้นต่อไปที่ท้าทายกว่าคือ การสละความเป็นตัวเองจนสิ้น เพื่อลงประกวดนางสาวไทยตามคำชวนของคุณแม่ เพราะเธอเชื่อว่านี่อาจเป็นทางลัดที่ช่วยให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น

“คุณแม่รู้ความคิดเรื่องโรบินฮู้ดเปิดฟรีคลินิกมาตลอด บอกให้ไปประกวดนางงาม ถ้าเรามีชื่อเสียงก็จะขอความช่วยเหลือคนได้ในวงกว้าง ตอนแรกเจี๊ยบไม่ยอมท่าเดียว เพราะไม่ใช่ตัวเราเลย แต่คิดไปคิดมา ถ้ามีคนมาช่วยเราหลายๆ คนก็คงดีกว่าเราทำคนเดียวนะ ถ้าอย่างนั้น ลองดูก็ไม่เสียหาย แต่ลังเลใจทุกวันจนได้ไปสมัครประกวดเอาวันสุดท้าย”

เธอยังคงจดจำความรู้สึกนั้นได้ดี “ตอนนั้นฝืนมากนะ เพราะเราต้องสละความเป็นตัวเองไปเกือบทั้งหมด เพื่อเป้าหมายที่เราต้องการ แต่เจี๊ยบว่ามันก็คุ้มค่าที่ต้องเสียไป เจี๊ยบเป็นคนที่อดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพื่อเดินไปสู่สิ่งที่ชอบได้ ก็ดูว่าจากเด็กขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังมุ่งมั่นจนสอบติดหมอได้เลย นั่นเพราะเราคิดเสมอว่า เราไม่มีทางได้สิ่งที่ชอบมาง่าย ๆ เราต้องอดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ชอบ”

12 ปี สู่ความฝัน

12 ปีที่ผ่านมานี้ หมอเจี๊ยบผ่านบททดสอบมากมาย ทั้งการเรียนที่เกือบจะท้อ หรือทางเลือกในชีวิตที่ทำให้ไขว้เขวไปในบางครั้ง แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายยิ่งใหญ่ในใจไม่ได้หล่นหายไปไหน ทุกอย่างคงรอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสม ระยะเวลาอันยาวนานหล่อหลอมให้เธอเติบโต ประสบการณ์บนเส้นทางทางวิชาชีพแพทย์พาเธอไปรู้จักโลกความเป็นจริงและระบบสาธารณสุขของประเทศ ความฝันที่จะทำฟรีคลินิกช่วยเหลือคนยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

“เป้าหมายหลักของเจี๊ยบยังคงเป็นการเปิดฟรีคลินิก แต่คิดต่อไปว่าทำอย่างไรให้คนได้ประโยชน์ที่สุด และครอบคลุมที่สุด โลกนี้ต้องการความช่วยเหลือเยอะ ไม่ใช่เฉพาะคน สัตว์ก็ด้วย อีกทั้งการที่เราเป็นหมอคนเดียวก็คงช่วยได้แค่คนที่มารักษา แต่ถ้าเราให้ความรู้คนอื่นด้วย เขาก็จะกลายเป็นฮีโร่ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไปได้ จึงกลายเป็นคอนเซปต์ในการจัดตั้งมูลนิธิ Let’s be heroes เพราะเจี๊ยบรู้สึกว่า ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือคนได้”

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

Let’s be heroes ใครก็เป็นฮีโร่ได้

“เราไม่อยากจำกัดตัวเองว่าเราจะช่วยเหลือแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะเวลาเห็นข่าวที่มีคนต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เจี๊ยบก็อยากเข้าไปช่วย” หมอเจี๊ยบเริ่มอธิบายถึงงานของ Let’s be heroes มูลนิธิที่เธอร่วมจัดตั้งขึ้นกับเพื่อนคณะกรรมการ มีการจดทะเบียนมูลนิธิอย่างถูกต้องและเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560

Let’s be heroes เริ่มดำเนินงาน 3 โครงการหลัก โครงการแรกคือ ฟรีคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ โครงการที่ 2 คือ การสอนกู้ชีพพื้นฐานและการใช้เครื่อง AED และโครงการสุดท้าย Let’s be heroes for animals โครงการช่วยเหลือสัตว์โดยทีมสัตวแพทย์

“ตอนนี้เรามีฟรีคลินิกแพทย์เคลื่อนที่เฉพาะทางไปยังจังหวัดที่อยู่ห่างไกล เพราะบางพื้นที่คนไข้เป็นคนไทย แต่ไม่มีบัตรประชาชนไทย จึงไม่อาจได้รับการรักษาพื้นฐานได้ และการไปหาแพทย์เฉพาะทางเป็นเรื่องที่ยากมาก เราอาจคิดว่าเขาเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่รู้ไหมว่าการเดินทางของเขาเปรียบได้กับการที่เราเดินทางไปอเมริกาได้เลยนะ เพราะเขาต้องทิ้งครอบครัว หยุดงาน เสียค่ารถค่าเดินทางมาไกล

“ที่สำคัญคือ ในพื้นที่ห่างไกลอาจจะมีแพทย์เฉพาะทางด้านหนึ่งแค่คนเดียวที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอก็งานแน่น เพราะคนทุกเขตต้องมาหาเขาคนเดียว เราจึงพยายามรวบรวมแพทย์เฉพาะทางที่ขาดไปรักษาในชุมชนที่เขาต้องการในด้านนั้นๆ

“โครงการที่ 2 เกิดจากคำแนะนำของอาจารย์เจี๊ยบ ท่านเคยบอกว่า อยากให้เจี๊ยบเป็น Professional ในสิ่งที่เจี๊ยบเป็น นั่นคือ แพทย์ฉุกเฉิน จึงเป็นที่มาของโครงการสอนการกู้ชีพพื้นฐานที่เจี๊ยบสอนทำ CPR หรือการกดนวดหัวใจเพื่อให้คนกลับมามีชีวิตได้ และการใช้เครื่อง AED (เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ) เจี๊ยบคนเดียวรักษาได้ 1 คน แต่ถ้าสอนคนอื่น เขาจะออกไปเป็นหูเป็นตาให้เรา และเป็นฮีโร่ช่วยคนอื่นที่เขาพบเจอได้ ตอนนี้ก็พยายามเปิดสอนให้ได้ทุกเดือน

“โครงการที่ 3 เป็นการช่วยเหลือสัตว์ เพราะตอนนี้มีสัตวแพทย์เป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย ล่าสุดคือการไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้าให้กับพื้นที่ห่างไกลที่เราไปเปิดฟรีคลินิกเฉพาะทาง”

เมื่อเหล่าฮีโร่ออกช่วยผู้คน

ฟรีคลินิกเฉพาะทางเคลื่อนที่ครั้งแรกของ Let’s be heroes เดินทางไปที่พื้นที่ห่างไกลในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยประสานงานกับโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อจัดทีมแพทย์ให้เหมาะสมกับเคสคนไข้ เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์สูงสุด

“บางทีการให้ก็ต้องมีคนที่พร้อมจะรับ เพราะถ้าเราเข้าไปให้โดยที่เขาไม่ได้พร้อมรับก็กลายเป็นการสร้างภาระให้กับเขาได้ การลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องประสานกับโรงพยาบาลพื้นที่ โชคดีมากที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อุ้มผางให้ความสำคัญ เขาลิสต์เลยว่ามีเคสอะไรบ้าง วันที่เราไปก็นัดคนไข้มา และผู้อำนวยการก็น่ารักมาก เอาน้ำมันไปให้ชาวบ้านเพื่อให้เขานั่งรถกันเข้ามา เพราะการเดินทางลำบากมาก”

การเดินทางครั้งนี้หมอเจี๊ยบไปให้ความรู้เรื่องการกู้ชีพที่เธอเชี่ยวชาญ โดยมีผู้รับการอบรมเป็นชาวบ้านและหมอตำแยในพื้นที่ แม้จะพูดกันคนละภาษา สื่อสารกันผ่านล่าม แต่พวกเขาก็พร้อมรับคำแนะนำ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการทำคลอดแบบพื้นบ้านในท้องถิ่น

“เจี๊ยบเห็นแม่หมออายุ 70 เขานั่งฝึกนั่งทำของเขาอยู่คนเดียวแล้วหายเหนื่อยเลยจริง ดีใจมากที่เขาตั้งใจฝึก จากที่คิดว่าอุปสรรคทางภาษาจะทำให้ลำบากไหม กลายเป็นว่าเขาพร้อมที่จะรับและนำไปใช้ช่วยเด็กที่ทำคลอดเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด”

ความสุขของฮีโร่คงไม่พ้นการช่วยเหลือใครสักคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ แต่ความสุขกลับขยายใหญ่เมื่อมีใครอีกหลายคนได้รับรู้ความรู้สึกเดียวกัน

“อิ่มใจที่สุดคือเพื่อนและคณะกรรมการที่ไปด้วยกันมีความสุขกันหมด ที่มากกว่านั้นคือ ช่างภาพจากมูลนิธิ Forward ที่ไปช่วยเก็บภาพเดินมาบอกว่า ‘หมอ ผมเข้าใจแล้วว่าความสุขเป็นยังไง ผมแค่เห็นรอยยิ้มของคนที่ผมถ่ายภาพก็สัมผัสได้ว่าความสุขเป็นอย่างนี้นี่เอง ครั้งหน้าถ้าหมอไปอีกผมไปถ่ายให้ฟรีเลย’”

เราสัมผัสได้ถึงความสุขที่สื่อออกมาจากสายตาของเธอ

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

จุดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

คลินิกคุณหมอฮีโร่กลุ่มนี้ได้กลับไปที่อุ้มผางอีกครั้ง ครั้งนี้คณะใหญ่ขึ้น มีคุณหมอเฉพาะทางโรคหัวใจไปตรวจรักษา จึงเป็นที่มาของการส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่มีสิทธิ์ในระบบประกันสุขภาพเข้ามาผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถีได้สำเร็จด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย

ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการช่วยผู้ป่วยให้พ้นจากโรคภัย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจและอาจถึงอนาคตของคนในอุ้มผางทีเดียว

“เจี๊ยบได้ไปเยี่ยมคนไข้คนนี้ก่อนที่เขาจะกลับบ้าน พี่สาวที่มาเฝ้าเขาเดินมาขอบคุณทุกคน เราไม่ได้ทำเพื่ออยากได้คำขอบคุณหรอก แต่ซึ้งใจที่เขาบอกประมาณว่า ‘เดี๋ยวจะกลับบ้านไป ไปบอกลูกหลานทุกคนให้ตั้งใจเรียนให้เป็นหมอ สมัยก่อนเราก็ไม่รู้ เห็นว่าปลูกข้าวก็ได้กินข้าวเหมือนกัน จะไปเรียนทำไมให้สูงๆ แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่ามันกลับมาช่วยคนได้ จะกลับไปบอกลูกหลานทั้งหมดเลยให้ตั้งใจ แล้วก็จะทำตัวเป็นคนดีให้ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เราฟังแล้ว โอ้โห การที่เราช่วยคนคนหนึ่งกลับเปลี่ยนคนรอบข้างเขาได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ที่เราสัมผัสได้จริง”

เราคือฮีโร่ของตัวเอง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเด็กตัวน้อยที่อยากเป็นพยาธิตัวน้อยในท้องแม่ให้กลายมาเป็นมนุษย์ที่เติบโตพร้อมทำความดี และเป็นฮีโร่ได้อย่างในทุกวันนี้คงหนีไม่พ้น ‘ความมุ่งมั่น’ ที่คอยผลักดันให้เธอก้าวเดินต่อไปจนถึงจุดหมาย

“ถ้าเจี๊ยบไม่มีความมุ่งมั่น ถ้าท้อถอยไปตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีวันนี้ เจี๊ยบขอบคุณความมุ่งมั่นจริงๆ ที่ทำให้กัดไม่ปล่อย ไม่ว่าจะเจออุปสรรค ความท้อแท้ใดๆ ความมุ่งมั่นคอยผลักดันให้เจี๊ยบเดินไปตามความฝัน เดินมาสู่เป้าหมายได้ในวันนี้”

        เรามั่นใจว่า ณ เวลานี้หลายคนมองว่าเธอเป็น ‘ฮีโร่’ เต็มตัวแล้ว แม้เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นได้ถึงขนาดนั้น

“เจี๊ยบขอเป็นฮีโร่สำหรับตัวเองแล้วกันที่ทำให้ความฝันเป็นจริงได้ และเจี๊ยบเชื่อเสมอว่า เราทุกคนเป็นฮีโร่ได้เหมือนกันหมด” คุณหมอทิ้งท้ายด้วยสายตาที่มีความหวัง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา
Facebook : Let’s be heroes foundation

I SHAPE MY WORLD คือแคมเปญระดับโลกของลีวายส์® ที่สนับสนุนผู้หญิงทุกคนในทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่าผู้หญิงแต่ละคนจะแตกต่างด้านทางเชื้อเชื้อ ภาษา วัฒนธรรม รูปลักษณ์ภายนอก และรสนิยมทางเพศ แต่ก็มีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะเลือกเส้นทางของตนเอง และถ้าพบว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเรา ก็สร้างสรรค์พื้นที่ใหม่ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง ในวันสตรีสากลโลก (8 มีนาคม) ลีวายส์® จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงไทยภูมิใจในตัวเอง และมั่นใจกล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง เป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลกได้ โดยมีเหล่าสุภาพตรีผู้เดินตามฝันของตัวเองอย่างแน่วแน่เข้าร่วมแคมเปญนี้ด้วย เช่น หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรณินทร์, อาจารี เกียรติเฟื่องฟู และ สุพัตรา หมั่นแสวง

#IShapeMyWorld

ติดตามรายละเอียดได้ ที่นี่

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะดีแค่ไหน หากอาหารที่เรากินไม่เพียงอร่อยระดับแสงพุ่งออกจากปาก แต่ยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและโลกด้วย

หากใครเคยดูสารคดี Food Inc. คงติดตากับภาพลูกไก่นับหมื่นตัวถูกลำเลียงไปตามสายพานเพื่อเข้าเครื่องเชือด หรือภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์แออัดยัดเยียดเต็มพื้นที่ แต่ละตัวแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับไปไหนมาไหน หน้าที่อย่างเดียวในชีวิตของพวกมันคือกิน กิน แล้วก็กิน ราวกับว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

แน่นอนว่าคงไม่มีสัตว์ตัวไหนมีสุขภาพดีได้ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือยาปฏิชีวนะมากมายที่ถูกผสมในอาหารและฉีดให้พวกมัน ไปจนถึงฮอร์โมนเร่งโตเพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยที่สุดและสร้างกำไรมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อสัตว์ที่ขายกันทุกวันนี้ทั่วโลกมีสารเคมีมากมายตกค้าง และโลกเราก็มีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมสารเคมีหรือยาที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น คำพูดที่ว่า การเลือกกินของเราช่วยกำหนดอนาคตโลกได้ จึงไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด

โชคดีที่ว่าทุกวันนี้เรามีทางเลือกในการกินมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือกของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เป็นมิตรต่อโลกและสุขภาพที่เราอยากชวนมารู้จักวันนี้ ก็คือผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Sloane’s

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่ประวัติของเชฟผู้ก่อตั้งที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตเชฟโรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารมิชลินสตาร์มานานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ความพิเศษมาก ๆ อีกอย่างก็คือความใส่ใจด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกที่มาของเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจในสวัสดิภาพสัตว์และไม่ใช้สารเคมี โรงฆ่าสัตว์ที่มีจริยธรรม ความพยายามในการลดรอยเท้าคาร์บอน ไปจนถึงการใช้ทุกส่วนของสัตว์แบบไม่เหลือทิ้ง

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

อะไรที่ทำให้เชฟชาวอังกฤษคนนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนขนาดนี้ และเนื้อสัตว์ที่มาจากการผลิตที่ยั่งยืนจะมีรสชาติต่างจากสัตว์จากฟาร์มอุตสาหกรรมอย่างไร ไปฟังเชฟเล่ากันเลย

Happy Animals, Tasty Meat

“เนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีและรสชาติดี ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข”

นั่นคือแนวคิดหลักของ โจ สโลน (Joe Sloane) เชฟชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sloane’s และนั่นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอกหลากหลายสูตร แฮม เบคอน พาย เบอร์เกอร์ และอื่น ๆ อีกกว่า 300 รายการ ล้วนมีรสชาติพิเศษ

“ถ้าสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่นอนที่สบาย ไม่ใช่คอกแคบ ๆ มีพื้นที่ให้เดินอย่างอิสระ ก็จะเป็นสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งทำให้รสชาติและคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีกว่ามาก ๆ”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความใส่ใจในที่มาของเนื้อสัตว์ของเชฟโจมีความละเอียดถึงขนาดว่า เขาต้องลงพื้นที่ไปดูฟาร์มทุกแห่งที่เขาทำงานด้วย ตั้งแต่ดูว่าสัตว์มีชีวิตอย่างไร กินอะไร นอนแบบไหน คอกเป็นยังไง คุณภาพชีวิตของสัตว์เป็นยังไง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสัตว์จากฟาร์มเหล่านั้น และไม่ใช่แค่ขั้นตอนการเลี้ยงเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ เขาก็ต้องลงพื้นที่ไปเลือกด้วยตัวเองเช่นกัน

“นอกจากต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องและมีห้องเก็บความเย็นแล้ว วิธีการฆ่าก็ต้องมีจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือทำอย่างรวดเร็วจนสัตว์ไม่ทันได้รู้สึก และต้องเข้าห้องทีละตัว เพื่อสร้างความเครียดให้พวกมันน้อยที่สุด แล้วโรงฆ่าก็ต้องอยู่ใกล้ฟาร์ม เพื่อที่สัตว์จะได้ไม่ต้องเครียดจากการเดินทางไกล”

เชฟโจเล่าว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ของเขา ไม่เพียงแต่มาจากเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากให้สัตว์ต้องเจ็บปวดทรมาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์ด้วย เพราะสัตว์ที่ผ่านโรงเชือดแบบอุตสาหกรรมที่สร้างความเครียดสูงจะมีคุณภาพและรสชาติที่แย่กว่ามาก

“เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายมันจะปล่อยอะดรีนาลีน เช่น ในหมูจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า PSE นั่นคือ Pale (ซีด) Soft (นิ่ม) Exudative (มีน้ำเยิ้ม) ซึ่งในบางกรณีที่แย่มาก ๆ เนื้อเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบดหรือนำไปทำไส้กรอกราคาถูก หรือต่อให้อาการไม่ได้หนักมาก มันก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพราะเมื่อเนื้อหมูสูญเสียความชื้น เนื้อที่ได้ก็จะแห้งและไม่อร่อย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่หมูเท่านั้น แต่สัตว์อื่น ๆ ที่ถูกฆ่าในสภาวะเครียดก็ส่งผลต่อคุณภาพเช่นกัน อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะมีเทคนิคฆ่าปลาที่เรียกว่า Ike-Jime ที่จะทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพสูงสุดด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเครียดส่งผลแย่ต่อเราทุกคน และการที่ผมเป็นเชฟ ผมย่อมต้องการเนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีที่สุด รสชาติดีที่สุด”

นอกจากจะเลือกที่มาของสัตว์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและดีต่อสวัสดิภาพสัตว์มากที่สุดแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Sloane’s คือ เขาจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศเป็นหลัก ยกเว้นเครื่องปรุงบางชนิดที่ไม่มีในไทยจริง ๆ จึงจะนำเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในการขนส่ง

“ผมไม่ได้ต่อต้านการนำเข้า เพียงแต่ว่าตัวเลือกแรกของผมจะเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น ผมจะนำเข้าทำไมในเมื่อผมหาวัตถุดิบที่ดีกว่าได้ที่นี่ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Export Quality (คุณภาพระดับส่งออก) ผมไม่ต้องการคุณภาพระดับนั้น แต่ผมต้องการคุณภาพในระดับที่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับเจ้าของฟาร์มได้โดยตรง แทนที่จะต้องโทรหาใครไม่รู้จากอีกซีกโลก การทำงานกับผู้เลี้ยงสัตว์โดยตรงย่อมดีกว่า และเท่ากับเป็นการสนับสนุนฟาร์มท้องถิ่นด้วย”

แม้ว่าฟาร์มหลายแห่งในไทยที่เขาทำงานด้วยจะไม่ได้มีตรารับรองความเป็นออร์แกนิกจากองค์กรใด ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า ‘ไส้กรอกออร์แกนิก’ ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เขาลงพื้นที่ไปเยี่ยมฟาร์มด้วยตนเอง และผ่านการพูดคุยกับเจ้าของฟาร์ม ทำให้เขามั่นใจว่าเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาล้วนมีที่มาอย่างใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

“ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วย เขามีแนวคิดและความตั้งใจแบบเดียวกับเราอยู่แล้ว นั่นคือการเลี้ยงสัตว์แบบใส่ใจ เพื่อให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้ แล้วเราก็มีการสุ่มตรวจสารเคมีในเนื้อสัตว์เป็นระยะด้วย”

หลังจากคัดสรรที่มาของเนื้อสัตว์ที่ได้คุณภาพแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแล่และนำมาทำอาหาร ซึ่งหัวใจหลักของความยั่งยืนในขั้นตอนนี้ก็คือการมีเศษหลือทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งสำหรับเชฟโจแล้ว เขาล้ำไปอีกขั้นด้วยการซื้อสัตว์จากฟาร์มมาทั้งตัว และนำมาทำอาหารทุกส่วนแบบที่ไม่เหลือเศษทิ้งแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Nose-to-Tail หรือการใช้ทุกส่วนของสัตว์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้งผิวหนัง ไขมัน ยันกระดูก

“ทุกส่วนเราใช้ได้หมด เช่น กระดูกเราเอาไปทำซุปและน้ำสต็อก เลือดเอาไปทำไส้กรอกแบล็กพุดดิง ส่วนหัวหมูใช้ทำ Porchetta De Testa ส่วนไตนำไปทำสเต๊กเนื้อและไต บางส่วนใช้ทำพาย ทุกส่วนจะถูกใช้อย่างดีที่สุด ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไปจนกระทั่งเหลือส่วนที่ไม่ดีพอสำหรับนำมาทำไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ ก็จะนำไปทำอาหารสุนัขหลาย ๆ แบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

เขาเล่าถึงแนวทางการทำงานที่ทำให้เราทึ่ง แต่แค่นั้นยังไม่พอ แม้ในวันที่แบรนด์ Sloane’s เติบโตขยายตลาดไปมากถึง 86 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นลูกค้าประจำนับร้อยโรงแรม แต่ไส้กรอกทุกชิ้นก็ยังผลิตด้วยมือ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากแค่ไหนก็ตาม

“ไส้กรอกส่วนใหญ่ของเราเป็นสูตรบริทิชหรืออิตาเลียน ซึ่งต้องทำทีละน้อย เพราะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมหลายอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้ใส่สารกันเสีย นอกจากนั้นเรายังมีไส้กรอกที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) จากเชฟโรงแรม ซึ่งเขาจะระบุมาเลยว่าอยากได้แบบไหน ขนาดไหน เพื่อให้เข้ากับเมนูที่เขาจะทำ ทำให้การทำไส้กรอกด้วยมือตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่เขายังคงมองหาทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือเรื่องของบรรจุภัณฑ์

“เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา เพราะเรายังต้องใช้พลาสติกเพื่อสุขอนามัย ซึ่งผมพยายามมองหาทางเลือกทดแทนอยู่แต่ก็ยังมีไม่มากนัก เพราะอย่างพลาสติกชีวภาพที่มีขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ย่อยสลายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่ยังไม่มีโรงงานสำหรับย่อยสลายพวกนี้โดยเฉพาะ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sustainable Food, Sustainable World

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังห่างไกลจากการเป็นคำยอดฮิตอย่างทุกวันนี้ และคำว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเหมือนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น เชฟโจก็สนใจเรื่องความยั่งยืนทางอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเชฟใหม่ ๆ

“ที่อังกฤษ ผมได้เรียนเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพอทำงาน เชฟที่เราทำงานด้วยก็ใส่ใจเรื่องนี้ ทำให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

จากการทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์มา 3 ทวีปทั่วโลก วันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจย้ายตามภรรยามาที่ประเทศไทย เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นครูที่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้เขาจะยังคงอาชีพเชฟในโรงแรมเหมือนเดิม แต่ความท้าทายใหม่ก็คือโจทย์เรื่องที่มาของวัตถุดิบ

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“ช่วงที่ผมมาเมืองไทยใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างชัดเจนมากก็คือ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งต่างจากตอนอยู่ลอนดอนที่เรารู้หมดว่าหมูนี้มาจากฟาร์มไหน เป็นหมูพันธุ์อะไร แต่พอมาเป็นเชฟในโรงแรมที่ไทย วัตถุดิบแทบทุกอย่างนำเข้าจากทั่วโลก ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งหมูว่าเป็นหมูจากไหน เขาบอกแค่ว่า ก็หมูน่ะ มาจากหลายที่ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของร้านอาหาร โบ.ลาน หนึ่งในเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางอาหารของเมืองไทย ซึ่งเชฟโบได้แนะนำให้เขารู้จักฟาร์มท้องถิ่นหลายแห่งที่เลี้ยงสัตว์ในวิถีธรรมชาติ ทำให้เขาเลือกที่มาของวัตถุดิบได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น

หลังจากทำงานเป็นเชฟในโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยได้ราว 2 ปี เขาก็ตัดสินใจยุติอาชีฟเชฟเพื่อมาดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมา และใช้เวลาว่างทำไส้กรอกสไตล์อังกฤษขาย เนื่องจากเขาพบว่าไส้กรอกสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ในเมืองไทยหายากมาก และที่มีขายอยู่ก็มักคุณภาพไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้ผลิตพยายามทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากจุดเริ่มต้นกับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน แต่ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและการผลิตอย่างใส่ใจ ทำให้ไส้กรอกแบรนด์ของเขาได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจนมีคนรู้จักมากขึ้น จนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Sloane’s เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง ถูกบรรจุอยู่ในเมนูของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง มีเชฟจากโรงแรมหรูมากมายเป็นลูกค้าประจำ มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดหน้าร้านเพิ่มที่เชียงใหม่

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเติบโตและมาไกลได้ขนาดนี้ ช่วงเริ่มใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเราบ้า บอกว่ามันไม่เวิร์กหรอก ไม่มีใครแคร์เรื่องความยั่งยืนที่นี่หรอก แต่มาถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิด คนที่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมยังมี ฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพดีก็มีไม่น้อย แล้วตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเรื่องความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เห็นสิ่งเหล่านี้”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

แม้การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบที่เขาพูดถึงจะมีข้อดีในแง่จริยธรรมและสิ่งแวดล้อมแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็จะมีคนบางกลุ่มแย้งว่า หากโลกเราไม่มีการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีเนื้อสัตว์ไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เขามองว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไม่พอเลี้ยงคน แต่อยู่ที่ว่าคนเราบริโภคมากเกินพอดีและมีของเหลือทิ้งเกินไปมากกว่า

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า คนเราควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเราไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นมังสวิรัติหรือกินเจถึงจะช่วยโลกได้ ขอแค่เรากินเนื้อสัตว์อย่างพอประมาณ กินอย่างสมดุล และให้ความสำคัญกับที่มาของเนื้อสัตว์เหล่านั้นให้มากขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่จะพอเลี้ยงคนและช่วยโลกได้ การเลี้ยงสัตว์อาจไม่ถึงขนาดต้องเลี้ยงปล่อย (Free-ranged) ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มบางแห่งที่เราทำงานด้วย เขาเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ซึ่งก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก แต่เขาก็เลี้ยงหมูด้วยระบบหมูหลุม ซึ่งหมูก็ยังมีพื้นที่ให้เดินไปไหนมาไหน และมีวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบรองพื้น ทำให้หมูมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพดีได้”

แม้ว่าอาหารที่มาจากวิถีการผลิตแบบยั่งยืนเหล่านี้มักราคาแพงกว่าอาหารจากระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่วางขายมากมายในตลาด แต่เขามองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนจ่ายในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะมองในแง่สุขภาพ ในแง่รสชาติ หรือในแง่สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี อย่างไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ บางแพ็กอยู่บนชั้นได้ 3 เดือน ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวมาก เขาใส่อะไรลงไปถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น มีสารเคมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคงไม่อยากให้ลูกของผมกินอะไรแบบนี้ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เรื่องรสชาติก็ต่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ผักผลไม้ออร์แกนิกก็มีรสชาติที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อผักออร์แกนิกมีแมลงมากัดใบ พืชจะปล่อยสารเคมีออกมาสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผักมีรสชาติ”

ด้วยเหตุผลที่ว่า รสชาติและคุณภาพของอาหารผูกโยงกับปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เขาจึงมองว่า นี่จึงเป็นหน้าที่ของเชฟโดยตรงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้

“ถ้าคุณเป็นเชฟแล้วไม่สนใจที่มาของวัตถุดิบ แปลว่าคุณเป็นเชฟที่ไม่ดี เพราะต่อให้คุณไม่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยคุณก็น่าจะแคร์เรื่องรสชาติอาหาร เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของคุณ แล้วสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติและมีสวัสดิภาพที่ดีนั้นมีรสชาติที่ดีกว่าจริง ๆ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sloane’s 

Website : sloanes.co.th

Facebook : Sloane’s

Instagram : sloanesbkk

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load