“แค่คนที่ส่งยิ้มให้ในวันที่แย่ๆ ของเรา เขาก็เป็นฮีโร่ได้เหมือนกัน” หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ บอกกับเราในวันที่มูลนิธิ Let’s be heroes เป็นรูปเป็นร่าง และหวังอยากให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

เดิมความฝันของเด็กหญิงทโมน รักความสบาย การเรียนไม่เอาไหนคนนี้ คือ อยากรวยจนไม่ต้องทำอะไร แต่ความเพ้อฝันนั้นกลับสลายไปโดยพลัน เมื่อกระแสแห่งความทุกข์ทรมานกายทรมานใจของเพื่อนมนุษย์โหมกระหน่ำเข้ามากลางใจของเธอ

‘เราต้องทำอย่างไร’ คำถามผุดขึ้นในใจของเด็กสาวในวัย 18 ปี

“ต้องเป็นหมอรักษาคนไข้” คำตอบวันนั้นเป็นดังคำปฏิญาณ และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือ การเปิดฟรีคลินิกรักษาคนไข้ทุกคนอย่างดีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ภาพเหตุการณ์วันนั้นดูจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กผู้หญิงช่างเพ้อฝันให้มุ่งมั่นค้นหาและเดินตามเส้นทางสู่เป้าหมายที่ไม่มีแม้เพื่อนร่วมทาง และเธอไม่เคยรู้ว่าต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง

นับจากวันนั้น ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี กว่าที่หมอเจี๊ยบจะทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ ย้อนมองเส้นทางที่เธอเลือกเดินมา เราบอกได้ว่าเธอกลายเป็นฮีโร่อย่างเต็มตัว และวันนี้เธออยากผลักดันให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

“ฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษใดๆ นอกจากหัวใจและความมุ่งมั่นยิ่งใหญ่” คือถ้อยคำที่อยู่ในใจเราเมื่อบทสนทนากับหมอเจี๊ยบจบลง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

ปลุกพลังฮีโร่ในใจ

“เจี๊ยบเป็นเด็กขี้เกียจที่สุดขนาดที่เคยคิดอยากเป็นพยาธิในท้องแม่ จะได้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากนอนกินอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยก็อยากเป็นอองซานซูจี เพราะเขาถูกกักขังอยู่ในบ้าน เราชอบอยู่บ้านเล่นเกม ก็เข้าใจผิดว่าเขาคงสบาย เราก็อยากเป็นแบบนั้นบ้างจัง” หมอเจี๊ยบเล่าถึงความเพ้อฝันในวัยเด็กที่มักคิดอะไรแปลกกว่าคนอื่น และคิดหาหนทางเสมอว่าโตขึ้นมาจะทำอาชีพอะไร ที่มีเงินเยอะที่สุด

อาชีพทั่วไปที่เด็กใฝ่ฝันอย่างหมอ พยาบาล หรือครู ไม่เคยอยู่ในความคิดของเธอ

จากเด็กเรียนย่ำแย่ ผลการเรียนอยู่ที่เกรดหนึ่ง กลับเกิดความฝันใหม่ที่อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะ (เข้าใจผิด) คิดว่าเป็นงานง่าย รายได้มหาศาล ความมุ่งมั่นนั้นเปลี่ยนเธอจากเด็กที่อ่านหนังสือไม่เป็นกลายเป็นเด็กเรียนท็อปได้ย้ายมาอยู่ห้องคิง เธอเล่าถึงตัวเองอย่างขำๆ ก่อนตบท้ายจริงจังว่า

“เจี๊ยบต้องปรับตัวเยอะมาก แต่เวลาที่เรามีความมุ่งมั่นแล้วเราเป็นคนกัดไม่ปล่อย อะไรที่เคยทำไม่ได้ ก็ต้องทำเพื่อไปให้สู่เป้าหมาย”

อาจเป็นโชคชะตาที่เมื่อเธอเรียนอยู่มัธยมปลาย ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านตามข้อกำหนดในการสอบเข้าแพทย์ ที่เธอคิดเพียงว่าจะไปลองข้อสอบ แต่วันนั้นกลับกลายเป็น ‘วันเปลี่ยนชีวิต’

“เขาให้เราทำหน้าที่เดินบัตร แต่เรากลับไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ภาพตรงหน้าคือ มีคนไข้มานั่งรอรักษาเป็นร้อยคน เด็กก็ร้องไห้ คนไข้บางคนก็มีแผลเลือดสาด เพราะแถวนั้นเป็นแถบโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่มีหมอออกตรวจเพียงคนเดียว

“พอเห็นคนไข้ที่ต้องทรมานกายทรมานใจ เรารู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ อยากให้คนเหล่านี้พ้นจากสภาพนี้ไป เราไม่ชอบที่เห็นเขาเจ็บปวดเลย แต่เราทำอะไรไม่ได้ ถึงตอนนั้นมีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหมอไม่พอ ตรวจไม่ทัน คนไข้ก็ต้องรอไปเรื่อย วันนั้นเจี๊ยบกลับมาบอกแม่ว่า จะเป็นหมอ เพื่อเปิดฟรีคลินิกรักษาคน เจี๊ยบมุ่งมั่นสุดชีวิตจนสอบติดแพทย์ได้จริง”

หมอเจี๊ยบ ลลนา

ฝ่าด่านทดสอบจิตใจ

การเดินทางสู่ความฝันเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ ขั้นต่อไปที่ท้าทายกว่าคือ การสละความเป็นตัวเองจนสิ้น เพื่อลงประกวดนางสาวไทยตามคำชวนของคุณแม่ เพราะเธอเชื่อว่านี่อาจเป็นทางลัดที่ช่วยให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น

“คุณแม่รู้ความคิดเรื่องโรบินฮู้ดเปิดฟรีคลินิกมาตลอด บอกให้ไปประกวดนางงาม ถ้าเรามีชื่อเสียงก็จะขอความช่วยเหลือคนได้ในวงกว้าง ตอนแรกเจี๊ยบไม่ยอมท่าเดียว เพราะไม่ใช่ตัวเราเลย แต่คิดไปคิดมา ถ้ามีคนมาช่วยเราหลายๆ คนก็คงดีกว่าเราทำคนเดียวนะ ถ้าอย่างนั้น ลองดูก็ไม่เสียหาย แต่ลังเลใจทุกวันจนได้ไปสมัครประกวดเอาวันสุดท้าย”

เธอยังคงจดจำความรู้สึกนั้นได้ดี “ตอนนั้นฝืนมากนะ เพราะเราต้องสละความเป็นตัวเองไปเกือบทั้งหมด เพื่อเป้าหมายที่เราต้องการ แต่เจี๊ยบว่ามันก็คุ้มค่าที่ต้องเสียไป เจี๊ยบเป็นคนที่อดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพื่อเดินไปสู่สิ่งที่ชอบได้ ก็ดูว่าจากเด็กขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังมุ่งมั่นจนสอบติดหมอได้เลย นั่นเพราะเราคิดเสมอว่า เราไม่มีทางได้สิ่งที่ชอบมาง่าย ๆ เราต้องอดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ชอบ”

12 ปี สู่ความฝัน

12 ปีที่ผ่านมานี้ หมอเจี๊ยบผ่านบททดสอบมากมาย ทั้งการเรียนที่เกือบจะท้อ หรือทางเลือกในชีวิตที่ทำให้ไขว้เขวไปในบางครั้ง แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายยิ่งใหญ่ในใจไม่ได้หล่นหายไปไหน ทุกอย่างคงรอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสม ระยะเวลาอันยาวนานหล่อหลอมให้เธอเติบโต ประสบการณ์บนเส้นทางทางวิชาชีพแพทย์พาเธอไปรู้จักโลกความเป็นจริงและระบบสาธารณสุขของประเทศ ความฝันที่จะทำฟรีคลินิกช่วยเหลือคนยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

“เป้าหมายหลักของเจี๊ยบยังคงเป็นการเปิดฟรีคลินิก แต่คิดต่อไปว่าทำอย่างไรให้คนได้ประโยชน์ที่สุด และครอบคลุมที่สุด โลกนี้ต้องการความช่วยเหลือเยอะ ไม่ใช่เฉพาะคน สัตว์ก็ด้วย อีกทั้งการที่เราเป็นหมอคนเดียวก็คงช่วยได้แค่คนที่มารักษา แต่ถ้าเราให้ความรู้คนอื่นด้วย เขาก็จะกลายเป็นฮีโร่ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไปได้ จึงกลายเป็นคอนเซปต์ในการจัดตั้งมูลนิธิ Let’s be heroes เพราะเจี๊ยบรู้สึกว่า ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือคนได้”

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

Let’s be heroes ใครก็เป็นฮีโร่ได้

“เราไม่อยากจำกัดตัวเองว่าเราจะช่วยเหลือแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะเวลาเห็นข่าวที่มีคนต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เจี๊ยบก็อยากเข้าไปช่วย” หมอเจี๊ยบเริ่มอธิบายถึงงานของ Let’s be heroes มูลนิธิที่เธอร่วมจัดตั้งขึ้นกับเพื่อนคณะกรรมการ มีการจดทะเบียนมูลนิธิอย่างถูกต้องและเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560

Let’s be heroes เริ่มดำเนินงาน 3 โครงการหลัก โครงการแรกคือ ฟรีคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ โครงการที่ 2 คือ การสอนกู้ชีพพื้นฐานและการใช้เครื่อง AED และโครงการสุดท้าย Let’s be heroes for animals โครงการช่วยเหลือสัตว์โดยทีมสัตวแพทย์

“ตอนนี้เรามีฟรีคลินิกแพทย์เคลื่อนที่เฉพาะทางไปยังจังหวัดที่อยู่ห่างไกล เพราะบางพื้นที่คนไข้เป็นคนไทย แต่ไม่มีบัตรประชาชนไทย จึงไม่อาจได้รับการรักษาพื้นฐานได้ และการไปหาแพทย์เฉพาะทางเป็นเรื่องที่ยากมาก เราอาจคิดว่าเขาเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่รู้ไหมว่าการเดินทางของเขาเปรียบได้กับการที่เราเดินทางไปอเมริกาได้เลยนะ เพราะเขาต้องทิ้งครอบครัว หยุดงาน เสียค่ารถค่าเดินทางมาไกล

“ที่สำคัญคือ ในพื้นที่ห่างไกลอาจจะมีแพทย์เฉพาะทางด้านหนึ่งแค่คนเดียวที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอก็งานแน่น เพราะคนทุกเขตต้องมาหาเขาคนเดียว เราจึงพยายามรวบรวมแพทย์เฉพาะทางที่ขาดไปรักษาในชุมชนที่เขาต้องการในด้านนั้นๆ

“โครงการที่ 2 เกิดจากคำแนะนำของอาจารย์เจี๊ยบ ท่านเคยบอกว่า อยากให้เจี๊ยบเป็น Professional ในสิ่งที่เจี๊ยบเป็น นั่นคือ แพทย์ฉุกเฉิน จึงเป็นที่มาของโครงการสอนการกู้ชีพพื้นฐานที่เจี๊ยบสอนทำ CPR หรือการกดนวดหัวใจเพื่อให้คนกลับมามีชีวิตได้ และการใช้เครื่อง AED (เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ) เจี๊ยบคนเดียวรักษาได้ 1 คน แต่ถ้าสอนคนอื่น เขาจะออกไปเป็นหูเป็นตาให้เรา และเป็นฮีโร่ช่วยคนอื่นที่เขาพบเจอได้ ตอนนี้ก็พยายามเปิดสอนให้ได้ทุกเดือน

“โครงการที่ 3 เป็นการช่วยเหลือสัตว์ เพราะตอนนี้มีสัตวแพทย์เป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย ล่าสุดคือการไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้าให้กับพื้นที่ห่างไกลที่เราไปเปิดฟรีคลินิกเฉพาะทาง”

เมื่อเหล่าฮีโร่ออกช่วยผู้คน

ฟรีคลินิกเฉพาะทางเคลื่อนที่ครั้งแรกของ Let’s be heroes เดินทางไปที่พื้นที่ห่างไกลในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยประสานงานกับโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อจัดทีมแพทย์ให้เหมาะสมกับเคสคนไข้ เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์สูงสุด

“บางทีการให้ก็ต้องมีคนที่พร้อมจะรับ เพราะถ้าเราเข้าไปให้โดยที่เขาไม่ได้พร้อมรับก็กลายเป็นการสร้างภาระให้กับเขาได้ การลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องประสานกับโรงพยาบาลพื้นที่ โชคดีมากที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อุ้มผางให้ความสำคัญ เขาลิสต์เลยว่ามีเคสอะไรบ้าง วันที่เราไปก็นัดคนไข้มา และผู้อำนวยการก็น่ารักมาก เอาน้ำมันไปให้ชาวบ้านเพื่อให้เขานั่งรถกันเข้ามา เพราะการเดินทางลำบากมาก”

การเดินทางครั้งนี้หมอเจี๊ยบไปให้ความรู้เรื่องการกู้ชีพที่เธอเชี่ยวชาญ โดยมีผู้รับการอบรมเป็นชาวบ้านและหมอตำแยในพื้นที่ แม้จะพูดกันคนละภาษา สื่อสารกันผ่านล่าม แต่พวกเขาก็พร้อมรับคำแนะนำ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการทำคลอดแบบพื้นบ้านในท้องถิ่น

“เจี๊ยบเห็นแม่หมออายุ 70 เขานั่งฝึกนั่งทำของเขาอยู่คนเดียวแล้วหายเหนื่อยเลยจริง ดีใจมากที่เขาตั้งใจฝึก จากที่คิดว่าอุปสรรคทางภาษาจะทำให้ลำบากไหม กลายเป็นว่าเขาพร้อมที่จะรับและนำไปใช้ช่วยเด็กที่ทำคลอดเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด”

ความสุขของฮีโร่คงไม่พ้นการช่วยเหลือใครสักคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ แต่ความสุขกลับขยายใหญ่เมื่อมีใครอีกหลายคนได้รับรู้ความรู้สึกเดียวกัน

“อิ่มใจที่สุดคือเพื่อนและคณะกรรมการที่ไปด้วยกันมีความสุขกันหมด ที่มากกว่านั้นคือ ช่างภาพจากมูลนิธิ Forward ที่ไปช่วยเก็บภาพเดินมาบอกว่า ‘หมอ ผมเข้าใจแล้วว่าความสุขเป็นยังไง ผมแค่เห็นรอยยิ้มของคนที่ผมถ่ายภาพก็สัมผัสได้ว่าความสุขเป็นอย่างนี้นี่เอง ครั้งหน้าถ้าหมอไปอีกผมไปถ่ายให้ฟรีเลย’”

เราสัมผัสได้ถึงความสุขที่สื่อออกมาจากสายตาของเธอ

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

จุดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

คลินิกคุณหมอฮีโร่กลุ่มนี้ได้กลับไปที่อุ้มผางอีกครั้ง ครั้งนี้คณะใหญ่ขึ้น มีคุณหมอเฉพาะทางโรคหัวใจไปตรวจรักษา จึงเป็นที่มาของการส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่มีสิทธิ์ในระบบประกันสุขภาพเข้ามาผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถีได้สำเร็จด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย

ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการช่วยผู้ป่วยให้พ้นจากโรคภัย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจและอาจถึงอนาคตของคนในอุ้มผางทีเดียว

“เจี๊ยบได้ไปเยี่ยมคนไข้คนนี้ก่อนที่เขาจะกลับบ้าน พี่สาวที่มาเฝ้าเขาเดินมาขอบคุณทุกคน เราไม่ได้ทำเพื่ออยากได้คำขอบคุณหรอก แต่ซึ้งใจที่เขาบอกประมาณว่า ‘เดี๋ยวจะกลับบ้านไป ไปบอกลูกหลานทุกคนให้ตั้งใจเรียนให้เป็นหมอ สมัยก่อนเราก็ไม่รู้ เห็นว่าปลูกข้าวก็ได้กินข้าวเหมือนกัน จะไปเรียนทำไมให้สูงๆ แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่ามันกลับมาช่วยคนได้ จะกลับไปบอกลูกหลานทั้งหมดเลยให้ตั้งใจ แล้วก็จะทำตัวเป็นคนดีให้ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เราฟังแล้ว โอ้โห การที่เราช่วยคนคนหนึ่งกลับเปลี่ยนคนรอบข้างเขาได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ที่เราสัมผัสได้จริง”

เราคือฮีโร่ของตัวเอง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเด็กตัวน้อยที่อยากเป็นพยาธิตัวน้อยในท้องแม่ให้กลายมาเป็นมนุษย์ที่เติบโตพร้อมทำความดี และเป็นฮีโร่ได้อย่างในทุกวันนี้คงหนีไม่พ้น ‘ความมุ่งมั่น’ ที่คอยผลักดันให้เธอก้าวเดินต่อไปจนถึงจุดหมาย

“ถ้าเจี๊ยบไม่มีความมุ่งมั่น ถ้าท้อถอยไปตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีวันนี้ เจี๊ยบขอบคุณความมุ่งมั่นจริงๆ ที่ทำให้กัดไม่ปล่อย ไม่ว่าจะเจออุปสรรค ความท้อแท้ใดๆ ความมุ่งมั่นคอยผลักดันให้เจี๊ยบเดินไปตามความฝัน เดินมาสู่เป้าหมายได้ในวันนี้”

        เรามั่นใจว่า ณ เวลานี้หลายคนมองว่าเธอเป็น ‘ฮีโร่’ เต็มตัวแล้ว แม้เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นได้ถึงขนาดนั้น

“เจี๊ยบขอเป็นฮีโร่สำหรับตัวเองแล้วกันที่ทำให้ความฝันเป็นจริงได้ และเจี๊ยบเชื่อเสมอว่า เราทุกคนเป็นฮีโร่ได้เหมือนกันหมด” คุณหมอทิ้งท้ายด้วยสายตาที่มีความหวัง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา
Facebook : Let’s be heroes foundation

I SHAPE MY WORLD คือแคมเปญระดับโลกของลีวายส์® ที่สนับสนุนผู้หญิงทุกคนในทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่าผู้หญิงแต่ละคนจะแตกต่างด้านทางเชื้อเชื้อ ภาษา วัฒนธรรม รูปลักษณ์ภายนอก และรสนิยมทางเพศ แต่ก็มีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะเลือกเส้นทางของตนเอง และถ้าพบว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเรา ก็สร้างสรรค์พื้นที่ใหม่ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง ในวันสตรีสากลโลก (8 มีนาคม) ลีวายส์® จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงไทยภูมิใจในตัวเอง และมั่นใจกล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง เป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลกได้ โดยมีเหล่าสุภาพตรีผู้เดินตามฝันของตัวเองอย่างแน่วแน่เข้าร่วมแคมเปญนี้ด้วย เช่น หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรณินทร์, อาจารี เกียรติเฟื่องฟู และ สุพัตรา หมั่นแสวง

#IShapeMyWorld

ติดตามรายละเอียดได้ ที่นี่

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load