“แค่คนที่ส่งยิ้มให้ในวันที่แย่ๆ ของเรา เขาก็เป็นฮีโร่ได้เหมือนกัน” หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ บอกกับเราในวันที่มูลนิธิ Let’s be heroes เป็นรูปเป็นร่าง และหวังอยากให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

เดิมความฝันของเด็กหญิงทโมน รักความสบาย การเรียนไม่เอาไหนคนนี้ คือ อยากรวยจนไม่ต้องทำอะไร แต่ความเพ้อฝันนั้นกลับสลายไปโดยพลัน เมื่อกระแสแห่งความทุกข์ทรมานกายทรมานใจของเพื่อนมนุษย์โหมกระหน่ำเข้ามากลางใจของเธอ

‘เราต้องทำอย่างไร’ คำถามผุดขึ้นในใจของเด็กสาวในวัย 18 ปี

“ต้องเป็นหมอรักษาคนไข้” คำตอบวันนั้นเป็นดังคำปฏิญาณ และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือ การเปิดฟรีคลินิกรักษาคนไข้ทุกคนอย่างดีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ภาพเหตุการณ์วันนั้นดูจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กผู้หญิงช่างเพ้อฝันให้มุ่งมั่นค้นหาและเดินตามเส้นทางสู่เป้าหมายที่ไม่มีแม้เพื่อนร่วมทาง และเธอไม่เคยรู้ว่าต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง

นับจากวันนั้น ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี กว่าที่หมอเจี๊ยบจะทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ ย้อนมองเส้นทางที่เธอเลือกเดินมา เราบอกได้ว่าเธอกลายเป็นฮีโร่อย่างเต็มตัว และวันนี้เธออยากผลักดันให้ทุกคนเป็นฮีโร่เช่นกัน

“ฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษใดๆ นอกจากหัวใจและความมุ่งมั่นยิ่งใหญ่” คือถ้อยคำที่อยู่ในใจเราเมื่อบทสนทนากับหมอเจี๊ยบจบลง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

ปลุกพลังฮีโร่ในใจ

“เจี๊ยบเป็นเด็กขี้เกียจที่สุดขนาดที่เคยคิดอยากเป็นพยาธิในท้องแม่ จะได้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากนอนกินอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยก็อยากเป็นอองซานซูจี เพราะเขาถูกกักขังอยู่ในบ้าน เราชอบอยู่บ้านเล่นเกม ก็เข้าใจผิดว่าเขาคงสบาย เราก็อยากเป็นแบบนั้นบ้างจัง” หมอเจี๊ยบเล่าถึงความเพ้อฝันในวัยเด็กที่มักคิดอะไรแปลกกว่าคนอื่น และคิดหาหนทางเสมอว่าโตขึ้นมาจะทำอาชีพอะไร ที่มีเงินเยอะที่สุด

อาชีพทั่วไปที่เด็กใฝ่ฝันอย่างหมอ พยาบาล หรือครู ไม่เคยอยู่ในความคิดของเธอ

จากเด็กเรียนย่ำแย่ ผลการเรียนอยู่ที่เกรดหนึ่ง กลับเกิดความฝันใหม่ที่อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะ (เข้าใจผิด) คิดว่าเป็นงานง่าย รายได้มหาศาล ความมุ่งมั่นนั้นเปลี่ยนเธอจากเด็กที่อ่านหนังสือไม่เป็นกลายเป็นเด็กเรียนท็อปได้ย้ายมาอยู่ห้องคิง เธอเล่าถึงตัวเองอย่างขำๆ ก่อนตบท้ายจริงจังว่า

“เจี๊ยบต้องปรับตัวเยอะมาก แต่เวลาที่เรามีความมุ่งมั่นแล้วเราเป็นคนกัดไม่ปล่อย อะไรที่เคยทำไม่ได้ ก็ต้องทำเพื่อไปให้สู่เป้าหมาย”

อาจเป็นโชคชะตาที่เมื่อเธอเรียนอยู่มัธยมปลาย ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านตามข้อกำหนดในการสอบเข้าแพทย์ ที่เธอคิดเพียงว่าจะไปลองข้อสอบ แต่วันนั้นกลับกลายเป็น ‘วันเปลี่ยนชีวิต’

“เขาให้เราทำหน้าที่เดินบัตร แต่เรากลับไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ภาพตรงหน้าคือ มีคนไข้มานั่งรอรักษาเป็นร้อยคน เด็กก็ร้องไห้ คนไข้บางคนก็มีแผลเลือดสาด เพราะแถวนั้นเป็นแถบโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่มีหมอออกตรวจเพียงคนเดียว

“พอเห็นคนไข้ที่ต้องทรมานกายทรมานใจ เรารู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ อยากให้คนเหล่านี้พ้นจากสภาพนี้ไป เราไม่ชอบที่เห็นเขาเจ็บปวดเลย แต่เราทำอะไรไม่ได้ ถึงตอนนั้นมีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหมอไม่พอ ตรวจไม่ทัน คนไข้ก็ต้องรอไปเรื่อย วันนั้นเจี๊ยบกลับมาบอกแม่ว่า จะเป็นหมอ เพื่อเปิดฟรีคลินิกรักษาคน เจี๊ยบมุ่งมั่นสุดชีวิตจนสอบติดแพทย์ได้จริง”

หมอเจี๊ยบ ลลนา

ฝ่าด่านทดสอบจิตใจ

การเดินทางสู่ความฝันเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ ขั้นต่อไปที่ท้าทายกว่าคือ การสละความเป็นตัวเองจนสิ้น เพื่อลงประกวดนางสาวไทยตามคำชวนของคุณแม่ เพราะเธอเชื่อว่านี่อาจเป็นทางลัดที่ช่วยให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น

“คุณแม่รู้ความคิดเรื่องโรบินฮู้ดเปิดฟรีคลินิกมาตลอด บอกให้ไปประกวดนางงาม ถ้าเรามีชื่อเสียงก็จะขอความช่วยเหลือคนได้ในวงกว้าง ตอนแรกเจี๊ยบไม่ยอมท่าเดียว เพราะไม่ใช่ตัวเราเลย แต่คิดไปคิดมา ถ้ามีคนมาช่วยเราหลายๆ คนก็คงดีกว่าเราทำคนเดียวนะ ถ้าอย่างนั้น ลองดูก็ไม่เสียหาย แต่ลังเลใจทุกวันจนได้ไปสมัครประกวดเอาวันสุดท้าย”

เธอยังคงจดจำความรู้สึกนั้นได้ดี “ตอนนั้นฝืนมากนะ เพราะเราต้องสละความเป็นตัวเองไปเกือบทั้งหมด เพื่อเป้าหมายที่เราต้องการ แต่เจี๊ยบว่ามันก็คุ้มค่าที่ต้องเสียไป เจี๊ยบเป็นคนที่อดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพื่อเดินไปสู่สิ่งที่ชอบได้ ก็ดูว่าจากเด็กขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังมุ่งมั่นจนสอบติดหมอได้เลย นั่นเพราะเราคิดเสมอว่า เราไม่มีทางได้สิ่งที่ชอบมาง่าย ๆ เราต้องอดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ชอบ”

12 ปี สู่ความฝัน

12 ปีที่ผ่านมานี้ หมอเจี๊ยบผ่านบททดสอบมากมาย ทั้งการเรียนที่เกือบจะท้อ หรือทางเลือกในชีวิตที่ทำให้ไขว้เขวไปในบางครั้ง แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายยิ่งใหญ่ในใจไม่ได้หล่นหายไปไหน ทุกอย่างคงรอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสม ระยะเวลาอันยาวนานหล่อหลอมให้เธอเติบโต ประสบการณ์บนเส้นทางทางวิชาชีพแพทย์พาเธอไปรู้จักโลกความเป็นจริงและระบบสาธารณสุขของประเทศ ความฝันที่จะทำฟรีคลินิกช่วยเหลือคนยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

“เป้าหมายหลักของเจี๊ยบยังคงเป็นการเปิดฟรีคลินิก แต่คิดต่อไปว่าทำอย่างไรให้คนได้ประโยชน์ที่สุด และครอบคลุมที่สุด โลกนี้ต้องการความช่วยเหลือเยอะ ไม่ใช่เฉพาะคน สัตว์ก็ด้วย อีกทั้งการที่เราเป็นหมอคนเดียวก็คงช่วยได้แค่คนที่มารักษา แต่ถ้าเราให้ความรู้คนอื่นด้วย เขาก็จะกลายเป็นฮีโร่ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไปได้ จึงกลายเป็นคอนเซปต์ในการจัดตั้งมูลนิธิ Let’s be heroes เพราะเจี๊ยบรู้สึกว่า ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือคนได้”

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

Let’s be heroes ใครก็เป็นฮีโร่ได้

“เราไม่อยากจำกัดตัวเองว่าเราจะช่วยเหลือแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะเวลาเห็นข่าวที่มีคนต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เจี๊ยบก็อยากเข้าไปช่วย” หมอเจี๊ยบเริ่มอธิบายถึงงานของ Let’s be heroes มูลนิธิที่เธอร่วมจัดตั้งขึ้นกับเพื่อนคณะกรรมการ มีการจดทะเบียนมูลนิธิอย่างถูกต้องและเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560

Let’s be heroes เริ่มดำเนินงาน 3 โครงการหลัก โครงการแรกคือ ฟรีคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ โครงการที่ 2 คือ การสอนกู้ชีพพื้นฐานและการใช้เครื่อง AED และโครงการสุดท้าย Let’s be heroes for animals โครงการช่วยเหลือสัตว์โดยทีมสัตวแพทย์

“ตอนนี้เรามีฟรีคลินิกแพทย์เคลื่อนที่เฉพาะทางไปยังจังหวัดที่อยู่ห่างไกล เพราะบางพื้นที่คนไข้เป็นคนไทย แต่ไม่มีบัตรประชาชนไทย จึงไม่อาจได้รับการรักษาพื้นฐานได้ และการไปหาแพทย์เฉพาะทางเป็นเรื่องที่ยากมาก เราอาจคิดว่าเขาเดินทางไม่กี่ชั่วโมง แต่รู้ไหมว่าการเดินทางของเขาเปรียบได้กับการที่เราเดินทางไปอเมริกาได้เลยนะ เพราะเขาต้องทิ้งครอบครัว หยุดงาน เสียค่ารถค่าเดินทางมาไกล

“ที่สำคัญคือ ในพื้นที่ห่างไกลอาจจะมีแพทย์เฉพาะทางด้านหนึ่งแค่คนเดียวที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอก็งานแน่น เพราะคนทุกเขตต้องมาหาเขาคนเดียว เราจึงพยายามรวบรวมแพทย์เฉพาะทางที่ขาดไปรักษาในชุมชนที่เขาต้องการในด้านนั้นๆ

“โครงการที่ 2 เกิดจากคำแนะนำของอาจารย์เจี๊ยบ ท่านเคยบอกว่า อยากให้เจี๊ยบเป็น Professional ในสิ่งที่เจี๊ยบเป็น นั่นคือ แพทย์ฉุกเฉิน จึงเป็นที่มาของโครงการสอนการกู้ชีพพื้นฐานที่เจี๊ยบสอนทำ CPR หรือการกดนวดหัวใจเพื่อให้คนกลับมามีชีวิตได้ และการใช้เครื่อง AED (เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ) เจี๊ยบคนเดียวรักษาได้ 1 คน แต่ถ้าสอนคนอื่น เขาจะออกไปเป็นหูเป็นตาให้เรา และเป็นฮีโร่ช่วยคนอื่นที่เขาพบเจอได้ ตอนนี้ก็พยายามเปิดสอนให้ได้ทุกเดือน

“โครงการที่ 3 เป็นการช่วยเหลือสัตว์ เพราะตอนนี้มีสัตวแพทย์เป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย ล่าสุดคือการไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้าให้กับพื้นที่ห่างไกลที่เราไปเปิดฟรีคลินิกเฉพาะทาง”

เมื่อเหล่าฮีโร่ออกช่วยผู้คน

ฟรีคลินิกเฉพาะทางเคลื่อนที่ครั้งแรกของ Let’s be heroes เดินทางไปที่พื้นที่ห่างไกลในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยประสานงานกับโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อจัดทีมแพทย์ให้เหมาะสมกับเคสคนไข้ เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์สูงสุด

“บางทีการให้ก็ต้องมีคนที่พร้อมจะรับ เพราะถ้าเราเข้าไปให้โดยที่เขาไม่ได้พร้อมรับก็กลายเป็นการสร้างภาระให้กับเขาได้ การลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องประสานกับโรงพยาบาลพื้นที่ โชคดีมากที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อุ้มผางให้ความสำคัญ เขาลิสต์เลยว่ามีเคสอะไรบ้าง วันที่เราไปก็นัดคนไข้มา และผู้อำนวยการก็น่ารักมาก เอาน้ำมันไปให้ชาวบ้านเพื่อให้เขานั่งรถกันเข้ามา เพราะการเดินทางลำบากมาก”

การเดินทางครั้งนี้หมอเจี๊ยบไปให้ความรู้เรื่องการกู้ชีพที่เธอเชี่ยวชาญ โดยมีผู้รับการอบรมเป็นชาวบ้านและหมอตำแยในพื้นที่ แม้จะพูดกันคนละภาษา สื่อสารกันผ่านล่าม แต่พวกเขาก็พร้อมรับคำแนะนำ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการทำคลอดแบบพื้นบ้านในท้องถิ่น

“เจี๊ยบเห็นแม่หมออายุ 70 เขานั่งฝึกนั่งทำของเขาอยู่คนเดียวแล้วหายเหนื่อยเลยจริง ดีใจมากที่เขาตั้งใจฝึก จากที่คิดว่าอุปสรรคทางภาษาจะทำให้ลำบากไหม กลายเป็นว่าเขาพร้อมที่จะรับและนำไปใช้ช่วยเด็กที่ทำคลอดเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด”

ความสุขของฮีโร่คงไม่พ้นการช่วยเหลือใครสักคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ แต่ความสุขกลับขยายใหญ่เมื่อมีใครอีกหลายคนได้รับรู้ความรู้สึกเดียวกัน

“อิ่มใจที่สุดคือเพื่อนและคณะกรรมการที่ไปด้วยกันมีความสุขกันหมด ที่มากกว่านั้นคือ ช่างภาพจากมูลนิธิ Forward ที่ไปช่วยเก็บภาพเดินมาบอกว่า ‘หมอ ผมเข้าใจแล้วว่าความสุขเป็นยังไง ผมแค่เห็นรอยยิ้มของคนที่ผมถ่ายภาพก็สัมผัสได้ว่าความสุขเป็นอย่างนี้นี่เอง ครั้งหน้าถ้าหมอไปอีกผมไปถ่ายให้ฟรีเลย’”

เราสัมผัสได้ถึงความสุขที่สื่อออกมาจากสายตาของเธอ

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา

จุดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

คลินิกคุณหมอฮีโร่กลุ่มนี้ได้กลับไปที่อุ้มผางอีกครั้ง ครั้งนี้คณะใหญ่ขึ้น มีคุณหมอเฉพาะทางโรคหัวใจไปตรวจรักษา จึงเป็นที่มาของการส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่มีสิทธิ์ในระบบประกันสุขภาพเข้ามาผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถีได้สำเร็จด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย

ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการช่วยผู้ป่วยให้พ้นจากโรคภัย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจและอาจถึงอนาคตของคนในอุ้มผางทีเดียว

“เจี๊ยบได้ไปเยี่ยมคนไข้คนนี้ก่อนที่เขาจะกลับบ้าน พี่สาวที่มาเฝ้าเขาเดินมาขอบคุณทุกคน เราไม่ได้ทำเพื่ออยากได้คำขอบคุณหรอก แต่ซึ้งใจที่เขาบอกประมาณว่า ‘เดี๋ยวจะกลับบ้านไป ไปบอกลูกหลานทุกคนให้ตั้งใจเรียนให้เป็นหมอ สมัยก่อนเราก็ไม่รู้ เห็นว่าปลูกข้าวก็ได้กินข้าวเหมือนกัน จะไปเรียนทำไมให้สูงๆ แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่ามันกลับมาช่วยคนได้ จะกลับไปบอกลูกหลานทั้งหมดเลยให้ตั้งใจ แล้วก็จะทำตัวเป็นคนดีให้ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เราฟังแล้ว โอ้โห การที่เราช่วยคนคนหนึ่งกลับเปลี่ยนคนรอบข้างเขาได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ที่เราสัมผัสได้จริง”

เราคือฮีโร่ของตัวเอง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเด็กตัวน้อยที่อยากเป็นพยาธิตัวน้อยในท้องแม่ให้กลายมาเป็นมนุษย์ที่เติบโตพร้อมทำความดี และเป็นฮีโร่ได้อย่างในทุกวันนี้คงหนีไม่พ้น ‘ความมุ่งมั่น’ ที่คอยผลักดันให้เธอก้าวเดินต่อไปจนถึงจุดหมาย

“ถ้าเจี๊ยบไม่มีความมุ่งมั่น ถ้าท้อถอยไปตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีวันนี้ เจี๊ยบขอบคุณความมุ่งมั่นจริงๆ ที่ทำให้กัดไม่ปล่อย ไม่ว่าจะเจออุปสรรค ความท้อแท้ใดๆ ความมุ่งมั่นคอยผลักดันให้เจี๊ยบเดินไปตามความฝัน เดินมาสู่เป้าหมายได้ในวันนี้”

        เรามั่นใจว่า ณ เวลานี้หลายคนมองว่าเธอเป็น ‘ฮีโร่’ เต็มตัวแล้ว แม้เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นได้ถึงขนาดนั้น

“เจี๊ยบขอเป็นฮีโร่สำหรับตัวเองแล้วกันที่ทำให้ความฝันเป็นจริงได้ และเจี๊ยบเชื่อเสมอว่า เราทุกคนเป็นฮีโร่ได้เหมือนกันหมด” คุณหมอทิ้งท้ายด้วยสายตาที่มีความหวัง

หมอเจี๊ยบ ลลนา
หมอเจี๊ยบ ลลนา
Facebook : Let’s be heroes foundation

I SHAPE MY WORLD คือแคมเปญระดับโลกของลีวายส์® ที่สนับสนุนผู้หญิงทุกคนในทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่าผู้หญิงแต่ละคนจะแตกต่างด้านทางเชื้อเชื้อ ภาษา วัฒนธรรม รูปลักษณ์ภายนอก และรสนิยมทางเพศ แต่ก็มีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะเลือกเส้นทางของตนเอง และถ้าพบว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเรา ก็สร้างสรรค์พื้นที่ใหม่ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง ในวันสตรีสากลโลก (8 มีนาคม) ลีวายส์® จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงไทยภูมิใจในตัวเอง และมั่นใจกล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง เป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลกได้ โดยมีเหล่าสุภาพตรีผู้เดินตามฝันของตัวเองอย่างแน่วแน่เข้าร่วมแคมเปญนี้ด้วย เช่น หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรณินทร์, อาจารี เกียรติเฟื่องฟู และ สุพัตรา หมั่นแสวง

#IShapeMyWorld

ติดตามรายละเอียดได้ ที่นี่

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เสียงฉึบฉับสลับกับเสียงพูดคุยยิ้มหัว ฝักเขียวลูกอวบถูกจัดแจงปอกเปลือกและหั่นท่อนโยนลงตะกร้าล้างผักสีฉูดฉาด เบื้องหลังพ่อครัว แม่ครัว และลูกมืออาสา เป็นชั้นวางของที่มีขบวนฝักเขียวปนมะละกอ นอนเรียงซ้อนยึดครองช่องว่างทั่วทั้งชั้น

เหล่านี้คือผักผลไม้บางส่วนซึ่งเดินทางมาถึงร้านสนิมทุนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพะเนินบนท้ายกระบะคันแกร่งส่งตรงจากท้องไร่หมุนเวียนของเกษรกรหมู่บ้านแม่หมีและแม่ต๋อม จังหวัดลำปาง ชุมชนที่มีผลิตผลเพียงพอเอื้อเฟื้อแบ่งปัน อีกส่วนมาจากชุมชนกะเบอะดิน จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กอปรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้จำต้องปิดหมู่บ้าน ทุกคนจึงยินดีแลกเปลี่ยนสินทรัพย์บนผืนดินทำกินกับเกลือ เครื่องปรุงรส ที่ต้องการมากสุดในยามนี้

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

แม้พืชผลที่หอบหิ้วมาจนเต็ม 2 คันรถอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมายเท่าใดนักในมุมของผู้ให้ แต่สำหรับ ‘ปั๋นอิ่ม’ นี่คือสิ่งมีค่าและความหมาย ซึ่งกำลังจะกลายไปเป็นอาหารช่วยเหลือหลายชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากจากโควิด-19 ในเมืองเชียงใหม่

มองผิวเผิน ภารกิจของอาสาสมัครเล็กๆ กลุ่มนี้ อาจดูคล้ายกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาแจกอาหารปันน้ำใจในช่วงเกิดภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ แนวทางการหยิบยื่นอันเน้นย้ำเรื่อง การไม่แจกฟรีและไม่ขอรับบริจาค 

ทว่าให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกระบบหมุนเวียนอาหารสำหรับรับมือภาวะวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคบนพื้นฐานของความเข้าใจ โดยมีปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ปั๋นหา

ผมมาถึงร้านสนิมทุนตามนัดหมายในเวลาบ่ายคล้อย ที่นี่คือพื้นที่ที่กลุ่มปั๋นอิ่มปักหมุดเป็นจุดรวบรวมวัตถุดิบจากชุมชน ครัวกลางสำหรับแปรรูปอาหาร เปิดแผงจำหน่ายพืชผักราคาถูก และก่อนนั้น เอ็น-นันทชาติ หนูศรีแก้ว เจ้าที่หน้ามูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หนึ่งในโต้โผหลักของกลุ่มเล่าว่า ยังเคยอาศัยใช้เป็นสถานผลิตอาหารแจกจ่ายพี่น้องคนไร้บ้านเชียงใหม่ บริเวณกาดหลวง ช้างเผือก และท่าแพ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์กิจการร้านค้า ซึ่งพลอยให้ขาดรายได้และเข้าถึงอาหารยากลำบาก ปรากฏว่าไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน ทว่ายังมีบรรดาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้อยู่อาศัยในห้องเช่าราคาถูกและชุมชนแออัด มารับบริการด้วย

จุดนี้เองเป็นเสมือนการเริ่มตั้งไข่ปั๋นอิ่ม โดยการลงขันความคิดของคนหลากสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักพัฒนาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ อาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งอาสาสมัครรุ่นใหม่ ผู้ตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ซึ่งขยับขยายใหญ่และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราจะนึกถึงการเข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย ในราคาเป็นธรรม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะคนเริ่มไม่มีจะกินกันแล้ว ความหมายของความมั่นคงจึงหมายถึงการมีกินในแต่ละวันจริงๆ” อู๊ด-ชวิศา อุตตะมัง นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่นและแม่ครัวปั๋นอิ่ม ขยายมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหารยุคโควิด-19

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ประจวบเหมาะกับทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง กำลังมีแผนช่วยเหลือปัญหาปากท้องของคนในเมือง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันสร้างสรรค์ ‘กลไกระบบหมุนเวียนอาหาร’ โดยทางกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แลกวัตถุดิบ และส่งต่ออาหาร ระหว่างเกษตรกรที่อยากแบ่งปันหรือได้รับผลกระทบจากกรณีผลิตผลล้นตลาด กับผู้บริโภคในเมืองที่ขาดแคลนอาหาร 

ควบคู่กับพยายามสร้างกลไกเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ให้แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้โดยตรง เพื่อจุดประกายโมเดลความร่วมมือสำหรับเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์วันข้างหน้า ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การไม่แจกและไม่ขอรับบริจาคเช่นผ่านมา

“แนวคิดของปั๋นอิ่มคือการแลกเปลี่ยน โอเค โควิด-19 รอบแรกเราอาจจะเห็นว่าคนยังพอมี สามารถบริจาคได้ แต่ถึงตอนนี้ คนที่พอจะช่วยบริจาคก็ลำบากไปตามๆ กัน เห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนการบริจาคลดลง เพราะมันไม่ใช่แค่วิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เราไม่มองไปที่การให้เปล่า เนื่องจากเราพยายามทลายการสังคมสงเคราะห์ เพราะมันไปต่อไม่ได้ เช่น พอเกิดวิกฤตทีหนึ่งก็ระดมกันทีหนึ่งแล้วจบไป ดังนั้น เราจึงเลือกการแลกเปลี่ยน มีเยอะ มีน้อย หรือไม่มี ก็ใช้อย่างอื่นแลกเปลี่ยนได้ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกที่ยั่งยืน” โจ้-อนุชา ตาดี ทีมสื่อปั๋นอิ่ม อธิบายแนวทางของกลุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ

พลัน อาจารย์ฮาย-อาจารย์ ดร.ปิยะมาศ ใจไฝ่ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับบทบาทแม่ครัวปั๋นอิ่มนอกชั่วโมงสอน ช่วยเพิ่มเติมว่า “อีกอย่าง การแจกมันไม่ตอบโจทย์ที่เราต้องการ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงอาหารอย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจด้วย”

ปั๋นคัว

สัปดาห์ละครั้งที่ครัวปั๋นอิ่มจะได้รับพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งเก็บเกี่ยวจากท้องไร่ของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนภารกิจอันถือว่ามีความสำคัญลำดับต้นๆ นี้ เรียกว่า ‘ทีมต้นน้ำ’

เมย์-เมษยา เสมอเชื้อ สมาชิกทีมต้นน้ำเล่าว่า ด้วยความที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หน่วยงานที่เธอสังกัดอยู่ทำงานร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เธอจึงอาสารับประสานงานกับชุมชนที่พร้อมแบ่งปันผลผลิต และเข้าใจในแนวคิดของกลุ่มปั๋นอิ่ม ต่อมาทางทีมจะสำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนออกเดินทางนำข้าวของนั้นๆ ไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบ โดย ณ วันนี้ พวกเขาทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 17 ชุมชน ภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

“ที่ผ่านมาเราเอาแมสก์ เอาเจลแอลกอฮอล์ขึ้นไปแลก แต่ก็มีบางชุมชนต้องการเกลือมากกว่า เพราะเขาปิดหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องโควิด-19 เท่าไหร่ ซึ่งทางเราก็จะประสานกับเครือข่ายที่ผลิตเกลือทางภาคใต้ เพื่อซื้อหาไปให้ตามตกลง หรือล่าสุดเราขนมุ้งจำนวนสองร้อยยี่สิบสองหลัง ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบของชุมชนในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก และมุ้งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วน

บางที่แลกเกลือ บางที่ก็แลกมุ้ง แล้วเรากำหนดยังไงให้การแลกเปลี่ยนมันคุ้มค่า-ผมสงสัย

“พวกเรามองว่าความจำเป็นคือคุณค่าที่เขาควรได้รับ และเราจะพยายามหามาให้ได้มากที่สุด เพราะผลผลิตที่ทางชุมชนให้มาก็จำเป็นสำหรับเราเช่นกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดมูลค่าด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องแลกกับวัตถุดิบอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เราให้เขาจัดสรรตามต้นทุนที่มีเลย” อาจารย์ฮาย ตอบ

“ทีมต้นน้ำของเราไปกันถึงอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มันไกลก็จริงนะ แต่เราไม่ได้คิดเรื่องมูลค่า เพราะมองเรื่องคุณค่าของการไปได้เยี่ยมเยียนกัน ที่นี่เราก็เอามุ้งไปแลกข้าวสาร หน่อไม้ กับมะละกอ แล้วได้มาเยอะมาก จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าปั๋นอิ่มเจอแต่เมนูแกงส้มมะละกอ ทอดมะละกอ ผัดมะละกอ” อู๊ดปล่อยหัวเราะ

“ถ้านึ่งขายได้นี่นึ่งขายไปแล้ว” โจ้ฉวยจังหวะแซวเล่นเอาทุกคนหัวร่องอหาย ก่อนเอ็นจะกล่าวสรุปความตั้งใจของกลุ่มว่า เหนือกว่ามูลค่า คือการได้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ปั๋นอิ่ม

“วันนี้รับอาหารไหม” เสียงใครบางคนทักทายลูกค้าอย่างสนิทสนม

“มีอะไรกินบ้างนี่” ไม่ทันรอฟังคำตอบ ชายหนุ่มผิวเข้มก็สัพยอกเมื่อแลเห็นของที่พูนกองอยู่เต็มตะกร้า “ฟักอีกแล้ว โธ่ กินจนหน้าจะเป็นฟักอยู่แล้ว” ฉับพลันบรรยากาศขะมักเขม้นก็แปรเปลี่ยนเป็นครื้นเครงด้วยมุกขำขันของลูกค้า

“กินอะไรก็ได้ เราสั่งเพราะแนวคิดคุณมันโอเค” มีลูกค้ารายหนึ่งเคยกล่าวกับโจ้ไว้เช่นนี้ และคงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ชายผิวเข้มหิ้วเมนูจากวัตถุดิบเดิมๆ กลับไปกินอยู่เป็นประจำ

เที่ยงวันจันทร์ผมแวะมาสนิมทุนอีกครั้ง อาจารย์ฮายประจำการอยู่หน้าโต๊ะตัวที่เราล้อมวงคุยกันวันก่อน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นมุมทำงานของทีมครัว หลังจากทักทายกัน เธอก็หันกลับไปเร่งมือตระเตรียมวัตถุดิบ ก่อนต้องปลีกตัวไปสอนออนไลน์ต่อในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง อีกมุมหนึ่ง อู๊ดกำลังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวหัวกะทิกับเครื่องแกง เพื่อนำมารังสรรค์เมนูเด็ดประจำวัน อย่างแกงกะทิฟักเขียวไก่ ฟักเขียวผัดไข่น้ำมันหอย และต้มจืดหน่อไม้ซี่โครงหมู

ทันทีที่รับวัตถุดิบจากทีมต้นน้ำ ก็ถึงคิวบรรเลงของทีมครัว เริ่มจากการแบ่งสันปันส่วนสำหรับแจกจ่ายในรูปแบบของวัตถุดิบสด คัดวางขายในราคา 5 – 10 บาท และเก็บไว้ทำอาหาร จากนั้นทุกคนจะช่วยกันออกแบบวิธีการแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ 

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

โดยใน 1 สัปดาห์ ปั๋นอิ่มจะเปิดครัวปรุงอาหารกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เฉลี่ยวันละ 150 ชุด ซึ่ง 50 ชุดแรกจับจองได้ในราคาชุดละ 25 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่มี บี-กุศล ยี่จันทร์ สมาชิกทีมครัวควบตำแหน่งประชาสัมพันธ์มากฝีมือ คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ถ่ายทอดแนวคิด ที่มาของอาหาร และแจ้งรายละเอียดเมนูให้ทราบกันตั้งแต่ยามสาย กระทั่งประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็จะทยอยนำส่งอาหารตามออเดอร์ โดยไม่คิดค่าบริการเฉพาะรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนอาหารอีก 100 ชุดที่เหลือจะจัดสรรเป็น 2 ชุด สำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและคนไร้บ้านในราคา 5 บาท และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มห้องเช่าราคาถูก รวมถึงกลุ่มชุมชนแออัด ในราคา 15 บาท ซึ่งอาจารย์ฮายอธิบายให้ฟังว่า เกณฑ์การตั้งราคานี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม เกี่ยวกับราคาอาหารที่พอจ่ายไหวในแต่ละมื้อ ประกอบกับเป็นมูลค่าที่คำนวณแล้วว่า สามารถหมุนเวียนมาเป็นต้นทุนแลกวัตถุดิบและการผลิตได้พอดี นอกจากนี้ ยังมีระบบแลกคูปองสำหรับคนขัดสนรายได้ เช่น จัดกิจกรรมชวนพี่น้องคนไร้บ้านทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อแลกคูปองรับอาหาร หรือใครจะนำขยะรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยนก็ทำได้เช่นกัน

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ถัดมาทีมพื้นที่จะรับไม้ต่อ นำอาหาร 100 ชุดหลังตระเวนไปส่งตามจุดที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน โดยอิงตำแหน่งจากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้มายาวนาน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทางปั๋นอิ่มได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารในช่วงแรก

“ตอนที่เรายังแจกอาหารบริเวณจุดประสานงานท่าแพ แล้วพบว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามารับบริการ ทางทีมก็เริ่มสอบถามเก็บข้อมูลจำเป็นต่างๆ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ” ยูร-วิเชียร ทาหล้า สมาชิกทีมพื้นที่จากกลุ่ม Green Ranger กล่าว “ปัจจุบันกลุ่มคนที่เราดูแล มีตั้งแต่บริเวณท่าแพซอย 3 เป็นกลุ่มห้องเช่าราคาถูก บริเวณชุมชนหัวฝาย เป็นกลุ่มคนอพยพโยกย้ายมาจากชุมชนคลองเงินที่ถูกไล่รื้อ บริเวณชุมชนขนส่งซอย 9 เป็นกลุ่มชุมชนแออัดเมือง และแคมป์แรงงานอำเภอสันกำแพง ซึ่งสภาพโดยรวมของทุกคนคือ ตกงาน ขาดรายได้ และอาหารไม่เพียงพอ แถมหลายคนยังหลุดจากระบบการช่วยเหลือของท้องถิ่น เนื่องจากเป็นเพียงประชากรแฝง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ”

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นญา

ควบคู่ภารกิจแบ่งปันอาหาร ปั๋นอิ่มพยายามพัฒนากลไกระบบหมุนเวียนอาหาร โดยเข้าไปชักชวนชาวชุมชนคลองเงินทดลองก่อตั้งกองทุนข้าวสาร พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการแลกเปลี่ยนซื้อหาผลผลิตกับเกษตรกรพื้นที่สูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพื่อสร้างโมเดลการรับมือที่ยั่งยืนในภาวะวิกฤต

เหนืออื่นใด เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือ อยากผลักดันกลไกให้เชื่อมร้อยพี่น้องในเมืองกับพื้นที่สูงเข้าหากัน เพื่อสานความเข้าใจ สร้างทัศนคติใหม่ต่อภาพลักษณ์ของคนอยู่กับป่า และบ่มเพาะการร่วมมือแก้ไขปัญหาจากโครงสร้างเดียวกัน

โจ้ขยายให้ฟังว่า “ประเด็นบนดอยกับพื้นที่ในเมืองมีปัญหาบนฐานเดียวกัน คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีพี่น้องเกษตรกรที่ช่วยเหลือเราจำนวนมากอยู่ในชุมชนที่ได้รับปัญหาจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อาทิ จากการประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือจากนโยบายทวงคืนผืนป่า แถมบางชุมชนยังมีปัญหาทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไม่ต่างไปจากหลายชีวิตในเมืองเวลานี้ เช่น ชุมชนกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำ ซึ่งกำลังจะถูกเล็งแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ถ่านหิน ใต้ดินจะถูกขุดอุโมงค์ผันน้ำ และบนฟ้าจะรยางค์ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“เช่นเดียวกับพี่น้องชุมชนแออัดในเมืองที่ถูกไล่รื้อ กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่มห้องเช่าราคาถูก ล้วนมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ผลิตอาหารเองด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหามันเชื่อมโยงกันมาก เราจึงพยายามหากลไกเพื่อเชื่อมคนในเมืองกับคนพื้นที่สูงให้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นนี้ โดยเป้าสูงสุดของเราคือ อยากคุยกันไปถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านที่ดิน’ เพราะถ้าทุกคนมีที่ดิน ก็จะมีที่อยู่อาศัย มีพื้นที่การผลิต และจึงมีความมั่นคงทางอาหารตามมา”

“ใช่ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขามีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งที่ไม่มีความมั่นคงทางที่ดิน” เมย์ระบาย

“ตอนนี้เราจินตนาการเล็กๆ ว่า อยากทำปั๋นอิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปรับพัฒนากลไกให้เดินไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จรึเปล่านะ แต่ประเด็นคือเราต้องลงมือทำก่อน ทำวันละนิด ดีกว่าคิดแต่จะทำ” อู๊ดทิ้งท้าย

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม

โทรศัพท์ : 08 2172 6053

Facebook : ปั๋นอิ่ม : Pun-Im

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load