นานมีบุ๊คส์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 โดยคุณแม่ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา เป็นการต่อยอดธุรกิจจากบริษัท นานมี จำกัด ซึ่งก่อตั้งโดยอากง ทองเกษม สุพุทธิพงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2492 ที่ทำธุรกิจร้านหนังสือจีนก่อนเติบโตด้วยธุรกิจเครื่องเขียน

นานมีบุ๊คส์เริ่มต้นมาจากความตั้งใจที่อยากจะพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่เด็กๆ อากงก็จะคอยบอกเสมอว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และคุณแม่เองก็ยึดตรงนี้เป็นหลักในการทำงานตลอด” เจน จงสถิตย์วัฒนา เล่าถึงความตั้งใจของครอบครัวที่ส่งต่อมาถึงเธอในฐานะทายาทรุ่นสอง ผู้รับหน้าที่ดูแล Rain Tree Residence โรงแรมสำหรับคนรักหนังสือ หนึ่งในการต่อยอดธุรกิจชนิดที่ข้ามสายงานเดิมมาไกลโข

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

จากสำนักพิมพ์ที่อยากพัฒนาการศึกษา พัฒนามาสู่ธุรกิจโรงแรมได้อย่างไร

คนส่วนมากอาจรู้จักนานมีบุ๊คส์ในฐานะผู้แปลและถือลิขสิทธิ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทย แต่ใครที่เติบโตมากับผลงานยุคบุกเบิกของนานมีบุ๊คส์ ย่อมคุ้นเคยกับชุดหนังสือเสริมความรู้ ที่กลายเป็นของคู่ชั้นหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ

ด้วยความเชื่อที่มีต่อพลังของการอ่าน และความมุ่งมั่นที่อยากให้การศึกษาได้เดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่นานมีบุ๊คส์ตั้งใจทำจึงไม่ใช่แค่การพิมพ์หนังสือ แต่ยังทำงานร่วมกับโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

28 ปีผ่านไปนับจากวันแรกที่เปิดสำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์ทำความตั้งใจนั้นจนสำเร็จ โดยมีปรากฏการณ์มากมายในวงการหนังสือไทยเป็นเครื่องยืนยัน เริ่มตั้งแต่ความนิยมชนิดถล่มทลายของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในประเทศไทย ที่ช่วยปลุกวงการวรรณกรรมให้คึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือกระแสการ์ตูนความรู้ที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากเกาหลี ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของการ์ตูน มาสู่หนังสือที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ในเวลาเดียวกัน

และเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล นานมีบุ๊คส์ที่นำทีมโดยทายาทรุ่นสองอย่างเจน และ คิม จงสถิตย์วัฒนา พี่สาวของเธอ ก็เลือกที่จะปรับตัวและขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เพื่อช่วยสนับสนุนการศึกษาในแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าหนังสืออีกต่อไป 

หนึ่งในนั้นคือโรงแรมคอนเซปต์ชัดอย่าง Rain Tree Residence โรงแรมที่ออกแบบโดยคนรักหนังสือ เพื่อคนรักหนังสืออย่างแท้จริง เพราะนอกจากห้องพักจำนวน 51 ห้อง ที่ตกแต่งในธีม 51 นักเขียนของนานมีบุ๊คส์และธีมหนังสือแสนสนุกแล้ว ทุกมุมในโรงแรมก็ยังมีชั้นหนังสือและมุมอ่านหนังสือ พร้อมให้คุณเอนหลังอ่านได้ตลอดเวลา

แล้วโรงแรมแห่งนี้ จะย้อนกลับไปช่วยพัฒนาการศึกษา ที่เป็นหัวใจของนานมีบุ๊คส์ได้อย่างไร

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

เพื่อตอบคำถามนี้ The Cloud อยากชวนคุณขึ้นรถ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แล้วค่อยๆ ทำความรู้จักตัวตนของนานมีบุ๊คส์ผ่านคำบอกเล่าของเจน ทายาทผู้รับช่วงต่อในการดูแลโรงแรม บทสนทนาของเราย้อนไปถึงวันแรกของธุรกิจร้านหนังสือจีนบนถนนเจริญกรุง สู่การเปิดสำนักพิมพ์ และอีกมากมายหลายโครงการที่ตามมาหลังจากนั้น

ธุรกิจ : นานมีบุ๊คส์ (พ.ศ. 2535) และโรงแรมเรนทรี เรซิเดนซ์ เขาใหญ่ (พ.ศ. 2561)

ประเภท : สำนักพิมพ์

อายุ : 28 ปี

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : สุวดี จงสถิตย์วัฒนา 

ทายาทรุ่นสอง : คิม จงสถิตย์วัฒนา และ เจน จงสถิตย์วัฒนา 

องก์ 1 นานมีบุ๊คส์และการต่อยอด

ร้านหนังสือจีน หน่ำมุ่ย

ย้อนไปราว พ.ศ. 2492 หรือประมาณ 70 ปีก่อน ทองเกษม สุพุทธิพงศ์ ผู้มีศักดิ์เป็นคุณตาของเจน ได้ตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาสู่ประเทศไทย เช่นกันกับคนจีนอีกจำนวนมากในยุคนั้น

“อากงหนีความยากจนจากประเทศจีนมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี มาเป็นกรรมกรยกของในร้านหนังสือจีน ด้วยความวิริยะอุตสาหะและรักความก้าวหน้า อากงใช้เวลาตอนกลางคืนหลังจากที่ร้านปิด หัดอ่านหนังสือด้วยตนเอง แม้ต้องจุดเทียนไขเพราะเจ้าของร้านต้องการประหยัดไฟ และจากหนังสือทำให้ได้ความรู้ต่างๆ มากมาย ทั้งประวัติศาสตร์และประวัติบุคคลสำคัญของโลก จากกรรมกรใช้แรงงาน อากงก็ขยับสถานะในร้านจนได้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้านในที่สุด” คุณแม่สุวดี เล่าให้เราฟัง

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“หลังจากนั้น อากงตัดสินใจออกมาเปิดร้านหนังสือของตัวเอง และตั้งชื่อว่า ‘หน่ำมุ่ย’ เป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าความงามทางตอนใต้ ก็เหมือนกับเมืองไทยที่เป็นความงามและตั้งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศจีน” เจนอธิบายถึงที่มาที่ไปของกิจการว่าด้วยหนังสือของครอบครัว

ร้านหน่ำมุ่ย เริ่มต้นจากการนำเข้าหนังสือภาษาจีนจากฮ่องกง และแบบเรียนภาษาจีนจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อจะทำการตลาดแบบเรียนภาษาจีน จึงต้องติดต่อกับกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ได้รับคำแนะนำว่าควรมีชื่อบริษัทเป็นภาษาไทย ซึ่งคนที่กรมวิชาการได้กรุณานำอักษรนำของ ‘หน่ำมุ่ย’ มาเป็นชื่อไทยว่า ‘นานมี’ โดยมีความหมายว่า “ขอให้มีนานๆ”

คุณสุวดีเล่าว่า ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยที่มีการแอนตี้คอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านหนังสือจีนไปด้วย อากงซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล จึงเริ่มขยายธุรกิจไปที่เครื่องเขียน จนกลายเป็นธุรกิจหลักของนานมีมาจนบัดนี้ โดยที่อากงก็ไม่เคยทิ้งธุรกิจหนังสือจีนมาจนบัดนี้เช่นกัน

บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด 

เมื่อ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา อดีตนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกสาวคนสุดท้องของคุณทองเกษมเริ่มต้นทำงานที่ร้านหนังสือของครอบครัว เธอเริ่มจากรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหน้าร้าน ขณะที่ธุรกิจของครอบครัวอย่างร้านหนังสือนานมีดำเนินไป อากงก็เริ่มขยายธุรกิจมาทำสำนักพิมพ์ จัดทำหนังสือแปลวรรณกรรมจีนเรื่องดังอย่าง ไซอิ๋ว และแลหลังแดนมังกร ฉบับภาษาไทย

“หลังจากนั้นคุณแม่ก็มีความคิดว่าอยากจะแยกตัวออกมาเปิดสำนักพิมพ์เอง โดยมีจุดประสงค์คือการพัฒนาการศึกษา ซึ่งอากงก็สนับสนุน คุณแม่ก็เลยมาตั้งบริษัทเองภายใต้ชื่อ ‘นานมีบุ๊คส์’ ใน พ.ศ. 2535” ในฐานะคนที่ปักหลักอยู่หน้าร้านหนังสือมานานกว่าทศวรรษ คุณสุวดีก่อตั้งบริษัทด้วยจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน เพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งที่ประเทศไทยในตอนนั้นยังขาด ก็คือหนังสือสำหรับเยาวชน

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

คำว่าเยาวชนของคุณสุวดีนั้น แน่นอนว่าครอบคลุมถึงลูกสาวทั้งสองคนในวัยประถม

“ช่วงนั้นพอเจนกับพี่คิมเลิกเรียนก็จะมานั่งเล่นที่ออฟฟิศคุณแม่ บางทีก็ได้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เราก็จะคุ้นเคยกับบริษัทพอสมควร แต่ด้วยความเป็นเด็ก ในตอนนั้นเราอาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่เราทำ ว่าสิ่งนี้มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากนะ” เจนเล่าถึงมุมมองในวัยเด็กของเธอ

ขายหนังสือด้วยกิจกรรม

สำหรับนักเรียนวิทยาศาสตร์ที่เติบโตมากับร้านหนังสืออย่างคุณสุวดี เธอเชื่อในการปลูกฝังกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

คุณสุวดีเล่าให้ The Cloud ฟังว่า เมื่อ 28 ปีที่แล้ว โรงเรียนและนักเรียนยังไม่เห็นความสำคัญของหนังสือเสริมความรู้ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับการศึกษาในประเทศไทย  นานมีบุ๊คส์จึงต้องใช้กลยุทธ์การอบรมครูในการใช้หนังสือเสริมความรู้มาใช้ในห้องเรียนเช่นการทดลอง การประดิษฐ์ ฯลฯ และทำกิจกรรมกับนักเรียนในโรงเรียนเพื่อสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

“คุณแม่มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สอนให้คนรู้จักตั้งคำถาม สอนให้เราเอ๊ะกับสิ่งต่างๆ และคิดวิเคราะห์หาเหตุผลของมัน ซึ่งคุณแม่มองว่ามันเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนควรจะมี เพราะถ้าเราไม่ตั้งคำถามอะไรเลย เราก็จะไม่สามารถเติบโตต่อไป คุณแม่เลยอยากจะเริ่มจากตรงนี้ ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเสริมความรู้จากต่างประเทศมาจัดพิมพ์เป็นภาษาไทย” แต่การตัดสินใจเปิดตลาดหนังสือเสริมความรู้ของคุณสุวดีนั้นก็มีทั้งความโชคดีและความท้าทายในขณะเดียวกัน

โชคดี เพราะตลาดนี้ยังมีคู่แข่งน้อย

ท้าทาย เพราะสังคมในตอนนั้นยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเด็กๆ ถึงควรได้อ่านหนังสือเสริมความรู้

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“คือหนังสือเสริมความรู้เนี่ย ถ้าเอาไปตั้งไว้บนชั้นหนังสือเฉยๆ มันจะขายยากมาก ซึ่งการจะทำให้คนเข้าใจประโยชน์ของหนังสือแนวนี้ เรามองว่ามันต้องมากับกิจกรรม” เพื่อที่จะบอกโรงเรียนว่าคุณควรมีหนังสือชุดนี้ในห้องสมุด นานมีบุ๊คส์จึงส่งทีมกิจกรรมเข้าไปในโรงเรียน เพื่อโชว์ให้คุณครูและเด็กๆ ได้เห็นวิธีการใช้งานหนังสือควบคู่กับสื่อการสอนอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนาน

แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นไปอีกขั้น คือการอธิบายให้ผู้ดูแลหลักสูตรการศึกษาได้เข้าใจตรงกัน

“คือมันยากมากจริงๆ ในตอนนั้นแม้แต่กระทรวงศึกษาฯ ก็ยังไม่มองเห็นความสำคัญตรงนี้ เขามองว่าแค่หนังสือเรียนจากกระทรวงฯ ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีหนังสืออ่านนอกเวลาหรือหนังสืออ้างอิงหรอก คุณแม่เลยต้องอธิบายเยอะมากว่าหนังสือของเรามันดียังไง และวิ่งเข้าออกกระทรวงเพื่อไปคุยกับฝ่ายต่างๆ”

จากการลงทุนและลงแรงของนานมีบุ๊คส์เมื่อ 28 ปีก่อน เจนยืนยันว่าทุกวันนี้แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการก้าวหน้ากว่าเดิมไม่น้อย แม้ปัจจัยของความเปลี่ยนแปลงอาจมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ความพยายามของนานมีบุ๊คส์คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

สอนให้คิดด้วยวิทยาศาสตร์

Go Genius คือความฝันของคุณแม่ ที่เขาอยากทำนิตยสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์” ด้วยแพสชันและอุดมการณ์ที่มีต่อวิทยาศาสตร์อย่างเต็มเปี่ยม คุณสุวดีตัดสินใจตั้งนิตยสารวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนอย่าง Go Genius ขึ้นตั้งแต่ขวบปีแรกของนานมีบุ๊คส์ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือความยากลำบากในทุกๆ ขั้นตอนการผลิต ถึงแม้จะมีประสบการณ์ผลิตหนังสือมากพอตัว แต่งานนิตยสารก็ยังเป็นโจทย์ใหม่สุดหินของนานมีบุ๊คส์

“ขณะที่รายได้ของหนังสือมาจากการขายหนังสือทั้งหมด แต่สำหรับนิตยสาร เราตั้งราคาอยู่ที่เล่มละสามสิบถึงสี่สิบบาท รายได้ที่เหลือต้องมาจากค่าโฆษณา ซึ่งก็หาได้ยากมาก ด้วยเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่จำกัด

“ในแง่การผลิต เราต้องพิมพ์ทีละหลายพันเล่มในทุกเดือน และคอนเทนต์ก็ต้องเปลี่ยนทุกเดือนเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องมีบรรณาธิการที่ดูแลเฉพาะส่วนนิตยสาร เพราะเนื้อหานอกจากที่เราเขียนเองแล้ว บางส่วนก็ต้องซื้อลิขสิทธิ์มาจากนิตสารต่างประเทศ” ด้วยปริมาณงานที่หนักหน่วงสวนทางกับยอดขาย ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากบรรดาโรงเรียนและสมาชิกรายปี นานมีบุ๊คส์ตัดสินใจพักการผลิตนิตยสาร Go Genius ไปหนึ่งครั้งในช่วง 3 – 4 ปีแรก ก่อนจะกลับมาดำเนินงานต่อ และยุติการตีพิมพ์อย่างถาวรไปเมื่อ พ.ศ. 2560

แต่สิ่งที่ Go Genius ได้สร้างขึ้นตลอดช่วงอายุ 25 ปีนั้นไม่ได้มีแต่นิตยสารเพียงอย่างเดียว

“ตั้งแต่เจนเด็กๆ คุณแม่ก็จะชอบส่งไปเข้าค่าย เพราะเขาเชื่อในการเรียนรู้แบบ Hands-on คือการได้ลงมือสัมผัสจริง ทำจริง ซึ่งจะทำให้ความรู้นั้นฝังเข้าไปในความทรงจำของผู้เรียน หลังจากนั้นคุณแม่ก็เลยเริ่มจัดค่าย Go Genius Camp ค่ายวิทยาศาสตร์ที่จะพาเด็กๆ ไปเรียนรู้ตามต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ” เจนเล่าถึงการต่อยอดจากนิตยสารสู่การทำค่าย ซึ่งนำไปสู่การสร้างศูนย์การเรียนรู้ Go Genius Learning Center ในเวลาต่อมาอีกด้วย 

เปลี่ยนวงการหนังสือด้วยหนังสือที่สนุก

“แปดปีแรกของนานมีบุ๊คส์ คือช่วงที่เราเติบโตอย่างช้าๆ และมั่นคง แต่จุดเปลี่ยนที่เข้ามาทำให้เราเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์” 

แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ใช่วรรณกรรมเรื่องแรกที่นานมีบุ๊คส์ซื้อลิขสิทธิ์มาแปล เอาเข้าจริงความคาดหวังต่อเรื่องราวของพ่อมดน้อยในทีแรกนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า ‘หนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง’

“ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก แฮร์รี่ พอตเตอร์ เลย แต่ในอังกฤษก็เริ่มที่จะดังมาก เพื่อนคุณแม่ที่ชื่ออาจารย์สุมาลี (สุมาลี บำรุงสุข) ท่านเป็นคนที่มาแนะนำว่า มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ทำให้เด็กอังกฤษกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง มันน่าสนใจมากเลยนะ เกี่ยวกับพ่อมดน้อยชื่อ แฮร์รี่ ซึ่งพอได้ลองอ่านต้นฉบับคร่าวๆ ก็คิดว่าน่าสนใจจริงๆ เราก็เลยยื่นข้อเสนอไป” เจนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย

และเมื่อผลงานคุณภาพได้ตกมาอยู่ในมือผู้ที่เห็นศักยภาพ นานมีบุ๊คส์ตัดสินใจทุ่มทุนจัดงานเปิดตัวหนังสืออย่างจริงจังขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สถานีรถไฟพญาไท บวกกับการเดินสายโปรโมตอย่างหนักหน่วง ผลลัพท์ที่ออกมาจึงทวีคูณเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ของวงการหนังสือไทย

แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือบทพิสูจน์ว่าคนไทยเราไม่ใช่ว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่มันไม่มีอะไรสนุกๆ ให้เขาอยากอ่าน จากเดิมที่เมื่อพูดถึงหนังสือแล้วคนจะจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มันไม่เจ๋ง แต่พอมีแฮร์รี่ฯ ปุ๊บบรรยากาศมันก็เปลี่ยน บทสนทนาก็เปลี่ยน คนเริ่มหันมาคุยกันว่าฉันอ่านเรื่องนี้ เธอชอบอ่านอะไร” ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับผู้อ่านเท่านั้น แต่สำนักพิมพ์อื่นๆ ก็กล้าที่จะทดลองทำหนังสือในแนวทางที่หลากหลายกว่าที่เคย

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

สร้างนักเขียนด้วยรางวัล

ในยุคแรกที่นานมีบุ๊คส์เน้นการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือจากต่างประเทศนั้น ไม่ใช่ว่านักเขียนไทยฝีมือไม่ดี แต่นักเขียนไทยที่เขียนหนังสือสำหรับเยาวชนในขณะนั้นแทบไม่มีเลยต่างหาก

“จากความสำเร็จของแฮร์รี่ พอตเตอร์ พิสูจน์ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนไทยพร้อมจะอ่าน หากมีหนังสือที่สนุก แต่ในประเทศไทยยังมีนักเขียนหนังสือสำหรับเยาวชนน้อยมาก  นานมีบุ๊คส์ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือ “แก้วจอมแก่น” และ “แก้วจอมซน โดยทรงใช้นามปากกา “แว่นแก้ว” จึงทูลขอพระราชทานพระนาม “แว่นแก้ว”มาเป็นชื่อ รางวัลการส่งเสริมให้คนไทยเขียนวรรณกรรมเยาวชนให้เด็กไทยได้อ่าน ซึ่งถึงวันนี้ ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 บัดนี้จัดพิมพ์มาแล้ว 100 กว่าปก ได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างมาก

“อีกหนึ่งในความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติประวัติอันสูงของนานมีบุ๊คส์ นั่นคือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานต้นฉบับพระราชนิพนธ์และพระราชนิพนธ์แปลแก่ นานมีบุ๊คศ์เป็นผู้จัดพิมพ์ ซึ่งบัดนี้จัดพิมพ์ไปแล้วรวม 30 เล่ม เป็นพระราชนิพนธ์ 16 ปก และพระราชนิพนธ์แปลจีน 14 ปก ซึ่งในปีนี้ก็จะมีอีก 2 เล่ม ได้แก่ มองสังคมจีนผ่านวรรณกรรม และ ความรักไม่รู้จบ

“นอกจากนั้น นานมีบุ๊คส์ยังเป็นหนึ่งในกรรมการและเลขานุการของโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” ในมูลนิธิสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมให้เด็กสนใจในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อนุบาล ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 30,000 โรงเรียน” คุณสุวดีเล่า

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

เอาชนะยุคสมัยด้วยการปรับตัว

ในวันที่ธุรกิจดำเนินมาถึงขวบปีที่ 28 นานมีบุ๊คส์ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้งในทุกยุคสมัย หนึ่งในนั้นคือการปรับตัวในวันที่ใครๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “หนังสือกำลังจะตาย”

“เรื่องนี้คือสิ่งที่เราได้ยินมานานหลายปีแล้ว ซึ่งก็ทำให้เราต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไร คำตอบของเราคือการเริ่มศึกษาดูว่า นอกจากหนังสือแล้ว มันยังมีนวัตกรรมการเรียนรู้อะไรอีกบ้าง” นานมีบุ๊คส์ใช้เวลาราว 7 – 8 ปีที่ผ่านมาเพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเยาวชน และจะช่วยพัฒนาการศึกษาได้ ตามความตั้งใจแรกเริ่มของคุณสุวดี 

เมื่อสังเกตเห็นว่าครูวิทยาศาสตร์หลายคนไม่ได้เรียนจบจากสายวิชานี้โดยตรง นานมีบุ๊คส์จึงมองหาตัวช่วยให้ห้องเรียนวิทยาศาสตร์กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และไม่ได้อยู่แค่ในตำรา

“อย่างแรกเลยคือเราทำเรื่องสื่อการสอนสำหรับคุณครู โดยร่วมงานกับบริษัท Gakken จากทางญี่ปุ่น ซึ่งเขามีทั้งหลักสูตรและอุปกรณ์การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ เราเลยนำมาต่อยอดมาทำเป็นหลักสูตร ห้องเรียนทดลองวิทย์ ซึ่งเริ่มจากการเข้าไปอบรมคุณครูให้เข้าใจวิธีการสอน การใช้สื่อและอุปกรณ์ โดยมีเป้าหมายคือห้องเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะ และเด็กๆ ก็จะได้ลงมือทำจริง”

และเมื่อสังเกตเห็นว่าคนส่วนใหญ่เข็ดขยาดกับตัวเลข นานมีบุ๊คส์จึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับวิธีการเรียนเลขแบบใหม่ ที่ออกแบบให้เหมาะกับศักยภาพของผู้เรียนทุกคน

“เพราะในห้องเรียนมีนักเรียนเยอะมาก ความสามารถวิชาเลขของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เมื่อครูไม่สามารถสอนทีละคน เขาก็ต้องสอนไปกลางๆ เด็กที่ไม่เก่งเขาก็ตามไม่ทัน ส่วนเด็กที่เก่งเขาก็จะเบื่อ โซลูชันที่เราคิดว่าน่าสนใจคือ ติวเตอร์คณิตศาสตร์ออนไลน์ที่ชื่อ Maths-Whizz จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็น Personalized Learning ที่จะช่วยออกแบบวิธีเรียนตามอายุทางคณิตศาสตร์ของแต่ละคน” 

ต่อยอดธุรกิจสำนักพิมพ์ด้วยโรงแรม

นอกจากตั้งใจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาแล้ว นานมีบุ๊คส์ยังไม่ลืมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรของตัวเองอยู่เสมอ 

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

การทำโรงแรม Rain Tree Residence ในแง่หนึ่งก็ช่วยขยายขอบเขตอุดมการณ์ของนานมีบุ๊คส์เอง จากวันแรกที่เคยตั้งใจผลิตหนังสือเพื่อเด็กประถม สู่เป้าหมายการทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาให้เยาวชน จนถึงวันนี้ที่ Rain Tree Residence ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักและพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ของคนทุกเพศทุกวัย

แต่อะไรทำให้นานมีบุ๊คส์เกิดไอเดียสร้างโรงแรมขึ้นที่เขาใหญ่

“ความจริงแล้ว ในตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเปิดโรงแรมเลยด้วยซ้ำ มันเริ่มจากที่คุณแม่อยากสร้างบ้านพักสำหรับอยู่เองหลังเกษียณ กับพื้นที่อีกส่วนเป็นที่พักสำหรับทีมงานในบริษัทเวลามีสัมมนา หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนสนใจอยากเช่าสถานที่มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็ขยายมาเป็นเฟสที่สอง จนตอนที่เราได้ฟีดแบ็กว่าอยากให้เพิ่มห้องเดี่ยวสำหรับผู้บริหารองค์กรด้วย ก็เลยกลายมาเป็นโรงแรมอย่างที่เห็น” เจนหัวเราะปิดท้าย เมื่อแผนการสร้างที่พักยามเกษียณของคุณแม่ถูกต่อเติมมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นโรงแรมขนาด 51 ห้องพักที่เธอดูแลอยู่ ณ ขณะนี้

“คุณเรียนจบการโรงแรมมาหรือเปล่า” คือสิ่งที่เราสงสัยเป็นลำดับแรกๆ เมื่อได้คุยกัน

“เปล่าเลย เจนไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน” คำตอบของเจนนำไปสู่คำถามอีกหลายข้อที่ตามมา

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

องก์ 2 Rain Tree Residence และการรับช่วงต่อ

10 ปีกับการขายรองเท้า

“เจนเรียนจบคณะบริหารธุรกิจที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา” 

เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าแปลกใจสำหรับคนที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ นอกจากงานสำนักพิมพ์ของคุณแม่แล้วเจนก็ยังได้เฝ้ามองการบริหารธุรกิจรองเท้าของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าก่อนหน้านั้นเธอจะเคยคิดอยากเป็นศัลยแพทย์และจิตแพทย์มาก่อนก็ตาม

“ลึกๆ แล้วเจนก็รู้สึกว่าเราถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กแล้ว ว่าโตขึ้นเราก็น่าจะกลับมาช่วยที่บ้านนะ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนบริหารธุรกิจ” หลังจากที่เรียนจบในระดับปริญญาตรี เจนก็ไม่ได้เรียนต่อ และไม่ได้ไปทำงานที่ไหน แต่ตรงกลับมาช่วยงานธุรกิจรองเท้าของคุณพ่อในทันที

“ตอนนั้นคุณพ่อบอกว่า รีบกลับมาเถอะ ต้องการคนมาช่วยมากเลย ซึ่งพอบินกลับมาถึงไทยปั๊บ วันถัดมาก็ทำงานเลย” จากเด็กที่ใช้เวลาปิดเทอมในการทำรองเท้าในโรงงานของพ่อ เจนกลับมาเริ่มงานอย่างจริงจังในฐานะพนักงานฝ่ายขาย แล้วขยับตำแหน่งมาเรื่อยๆ จนได้มาช่วยคุมงานบริหารกับคุณพ่อในที่สุด

หลังจากเริ่มทำงานได้ 10 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญทั้งสำหรับเจนและธุรกิจของครอบครัวก็มาถึง

“ตอนนั้นคุณพ่ออายุประมาณหกสิบห้า เขาก็เริ่มอยากจะเกษียณ แล้วมันก็เป็นช่วงเดียวกับที่คุณแม่เริ่มมาสร้างโรงแรมพอดี เขาก็ต้องการคนมาช่วยดูแลเพิ่ม” ด้วยปัจจัยเกี่ยวกับ License แบรนด์รองเท้าต่างชาติที่คุณพ่อทำอยู่ มีข้อจำกัดหลายด้านที่เจนต้องรับมือหากต้องการเดินหน้าธุรกิจต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจช่วงนั้นก็ไม่สู้ดีนัก

สุดท้ายเจนและครอบครัวจึงตัดสินใจปิดบริษัทรองเท้าลงในที่สุด

“เอาจริงๆ ตอนนั้นเราเสียดายมาก เพราะคุณพ่อก็สร้างมาตั้งสามสิบปี แต่ในภาพรวมของธุรกิจรองเท้าทุกคนก็เห็นตรงกันหมดว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่การขายและการทำโรงงาน” 

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

ลูกสาวของคุณสุวดี

เจนเริ่มทำงานที่ Rain Tree Residence ในช่วงต้น พ.ศ. 2562 หลังพ้นเทศกาลปีใหม่

“ตอนแรกที่เข้ามาเราเครียดมาก ด้วยความที่เราคุ้นเคยกับพนักงานส่วนใหญ่ ทุกคนรู้ว่าเราคือลูกสาวของคุณสุวดี ดังนั้นทุกคนจึงมีความคาดหวังว่าเราจะทำงานได้เลย ตั้งแต่วันแรกเขาก็เดินเข้ามาถามเราเลยว่า จะให้ตั้งราคาอาหารเท่าไหร่คะ จะลดราคาได้คืนละเท่าไหร่คะ ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้อะไรเลย ต้นทุนอะไรเท่าไหร่ เราก็ยังไม่ได้เริ่มศึกษา” เจนเล่าถึงความคาดหวังและคำถามมากมายที่พุ่งเข้าหาเธอตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก

“งานส่วนแรกที่เจนเข้ามาดูแลคือฝ่ายขาย ซึ่งในตอนนั้นมันไม่มีใครสอนเราได้เลย เราจึงเริ่มจากการมาอยู่ที่โรงแรมและเรียนรู้ทุกอย่างจากหน้างาน ทั้งปั๊มน้ำ ระบบไฟ งานในครัว หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนในห้องพัก” แน่นอนว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความพยายาม แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเรียกร้องให้เจนต้องทำทุกอย่างให้เป็นโดยเร็วที่สุด เธอจึงต้องมองหาคีย์ลัดให้ตัวเอง

“เราเริ่มไปถามคนรู้จักทุกคนที่ทำโรงแรม เพื่อขอความรู้จากเขา หรือขอเข้าไปดูงานที่โรงแรมว่าเขาทำงานยังไง ซึ่งมันก็ช่วยได้พอสมควร แต่หลังจากนั้นสักพัก เราก็ตัดสินใจขอคุณแม่ไปเรียนคอร์สการโรงแรมที่ดุสิตธานีเพิ่มเติม ทำให้ได้เรียนรู้งานเชิงโครงสร้างมากขึ้น และเริ่มมีเพื่อนในวงการโรงแรมมากขึ้นด้วย” 

การสร้างเครือข่ายกับคนทำโรงแรมคือทางลัดสำคัญ เพราะแทนที่เจนจะต้องไปล้มลุกคลุกคลานกับทุกปัญหาด้วยตัวเอง เธอก็แค่เอ่ยปากถามคนที่มีประสบการณ์มากกว่า และเคยผ่านปัญหาแบบเดียวกันมาก่อน

เหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน

เมื่อเข้ามารับช่วงต่อโรงแรม ต้นทุนที่คุณแม่ทิ้งไว้ให้คืองานออกแบบและตกแต่งอาคาร

“ความตั้งใจของคุณแม่ คือเขาอยากตกแต่งเองทุกอย่าง ไม่ให้ออกมาเหมือนโรงแรม เพราะอยากให้ได้ความรู้สึกเหมือนเวลาไปเที่ยวบ้านเพื่อน ก็เลยจะใช้การมิกซ์แอนด์แมตช์เฟอร์นิเจอร์เยอะมาก ตั้งแต่ที่ล็อบบี้ไปจนถึงในห้องพัก ดังนั้นถึงจะกลับมาพักที่นี่กี่ครั้ง ก็จะได้ห้องพักที่บรรยากาศไม่ซ้ำเดิม 

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา
Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“อีกอย่างหนึ่งก็คือการคงแลนด์สเคปที่มีลักษณะเป็นเนิน เพราะคุณแม่คิดว่าคนที่มาเที่ยวเขาก็น่าจะอยากได้ห้องพักที่อยู่บนเนินและเห็นวิวภูเขา ให้รู้ว่าฉันมาเที่ยวเขาใหญ่นะ ดังนั้นตัวโรงแรมก็จะตั้งอยู่บนเนิน และสถาปนิกที่ออกแบบเขาก็มีการเล่นระดับกับพื้นที่ คือถ้ามองจากข้างนอกอาจจะดูเหมือนว่ามีแค่สองชั้น แต่พอเดินเข้ามาในตึกแล้วถึงจะเห็นว่าเรายังมีอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่ข้างล่างด้วย”

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา
Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

นอกจากในแง่การตกแต่งแล้ว Rain Tree Residence ยังเป็นโรงแรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ด้วยคอนเซปต์ห้องพักธีมนักเขียน หลังบานประตูก็จะมีแผ่นป้ายที่อธิบายประวัติของนักเขียนประจำห้องนั้นๆ เช่น แว่นแก้ว, โม่เหยียน หรือ โจฮันนา บาสฟอร์ด (Johanna Basford) รวมถึงผลงานที่โดดเด่นของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มาแค่ชื่อเรื่อง แต่ยังมีหนังสือจริงๆ วางไว้รอให้ผู้เข้าพักได้หยิบขึ้นมาอ่าน

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“โจทย์คือเราจะทำยังไงให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเตรียมไว้ในโรงแรม เราต้องให้พนักงานตอบคำถามลูกค้าให้ได้ เขาต้องท่องว่านักเขียนคนนี้คือใคร หนังสือที่อยู่ในแต่ละห้องมีอะไรบ้าง นอกจากนี้เราก็มีการทำคู่มือแนะนำห้องพักให้ลูกค้าได้อ่านเพิ่มเติมด้วยด้วย” เหล่านี้คือความตั้งใจของเจน ที่อยากต่อยอดคอนเซปต์ของโรงแรมให้เป็นที่เข้าถึงได้สำหรับลูกค้าทุกคน

“มีแขกหลายคนมากที่บอกเราว่า เขาไม่ได้อ่านหนังสือมาเป็นสิบปีแล้ว แต่พอมาพักที่นี่แล้วเห็นหนังสือวางอยู่ในห้องนอน เขาก็เลยได้หยิบขึ้นมาอ่าน ซึ่งอะไรแบบนี้มันทำให้เราดีใจมาก เพราะนี่ก็คือตัวตนของนานมีบุ๊คส์ที่อยากจะส่งเสริมการอ่านมาโดยตลอด” เจนเล่าด้วยความภูมิใจ

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

ตำราการบริหารของครอบครัว

สำหรับทายาทธุรกิจ ย่อมมีบทเรียนในการทำงานมากมายที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

“เพราะเราทำธุรกิจครอบครัว ดังนั้นสิ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอด คือการดูแลทีมงานของเราเหมือนกับคนในครอบครัว แต่อีกอย่างที่ทั้งอากงและคุณแม่ให้ความสำคัญมาโดยตลอดก็คือ พนักงานทุกคนต้องแสดงความคิดเห็นเวลาประชุม ถ้าใครไม่พูดก็จะถูกคุณแม่ดุว่า ‘ทำไมถึงปล่อยให้พี่พูดคนเดียวล่ะ นี่เรามาประชุมกันนะ’ ดังนั้นพนักงานของเราก็จะเป็นคนที่กล้าพูด กล้าเสนอไอเดีย

“ซึ่งมันดีมากนะ เพราะสำหรับเจนเอง เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เก่งมาก หรือมีความรู้มากพอจะตัดสินใจได้ทุกอย่าง ดังนั้นเวลาจะทำอะไรเราก็ถามทีมงานได้” เจนอธิบายด้วยความภูมิใจในทีมเวิร์กที่ดีของเธอ ซึ่งไม่ใช่แค่เสริมความมั่นใจให้เจนในฐานะผู้บริหาร แต่หลายครั้งยังช่วยพัฒนาไอเดียเล็กๆ ให้ไปไกลได้มากกว่าเดิม

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา
Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

ส่วนทักษะการทำงานของตัวเธอเอง เจนบอกว่าสิ่งที่สำคัญคือการคิดอย่างเป็นระบบที่ได้ฝึกฝนมาตลอด 10 ปีของการบริหารธุรกิจรองเท้า

“จริงๆ แล้วงานโรงแรมจะมี Back-office Operation เยอะมากที่ลูกค้ามองไม่เห็น ซึ่งการที่เราเคยดูแลสาขาร้านรองเท้า หรือช่วยดูแลโรงงานรองเท้ามาก่อน มันก็ช่วยให้เราคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น เห็นความเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งสู่อีกจุด

“ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเห็นแม่บ้านเก็บผ้าเสร็จแล้วมากองทิ้งไว้ตามทางเดิน แทนที่จะไปโทษแม่บ้าน เราก็ต้องย้อนกลับมาคิดและออกแบบวิธีการทำงานให้เขาใหม่ เริ่มจากหารถเข็นใส่ผ้า กำหนดจุดเก็บผ้า และหาคนขับรถมารับผ้าไปส่งห้องซักรีด พวกนี้คืองานที่ต้องใช้ระบบคิดในลักษณะเดียวกัน” เจนยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ถ้าเป็นเราจะต้องการอะไร

เมื่อไม่ใช่คนที่เรียนจบการโรงแรมมาโดยตรง สิ่งที่เจนใช้เป็นหลักยึดในการบริหาร Rain Tree Residence ก็คือประสบการณ์ของตัวเองในฐานะลูกค้า ซึ่งน่าจะเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุด

“พอเราไม่ได้มีความรู้มาก ดังนั้นเราก็ต้องลองแทนตัวเองเป็นแขก ว่าถ้าเป็นเราจะต้องการอะไร เช่น ช่วงนี้อากาศมันร้อน เราอยากกินน้ำหวานๆ เย็นๆ แต่ทำไมโรงแรมถึงไม่มีร้านกาแฟล่ะ” เมื่อสังเกตเห็นช่องว่างตรงนี้ เจนก็เดินหน้าขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เป็นคอกาแฟ และเริ่มทำเมนูเครื่องดื่มเพื่อรองรับแขกที่มาเข้าพัก เช่นกันกับการเพิ่มบริการร้านอาหารในมื้อเที่ยงและเย็น

“ก่อนหน้านี้โรงแรมเรามีแค่อาหารเช้าอย่างเดียว เจนก็รู้สึกว่าแปลกจัง เป็นโรงแรมจะไม่มีร้านอาหารได้ไง แต่ด้วยความที่โรงแรมเราเล็ก และถ้าเป็นวันธรรมดาก็มีแขกน้อยมาก การจะเปิดร้านอาหารที่มีเมนูสักห้าสิบอย่างเราก็ทำไม่ไหว ดังนั้นเราเลยเริ่มจากการทำ Lunch Set และ Dinner Set เหมือนกับโรงแรมญี่ปุ่นหลายที่ที่เขาจะให้เราจองเซ็ตอาหารล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งจะมีให้เลือกประมาณสองถึงสามเซ็ต”

นอกจากจะใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานแล้ว หลายองค์ประกอบในความเป็น Rain Tree Residence ก็เป็นสิ่งที่ตกผลึกมาจากแพสชันส่วนตัวของเจน

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“คือเราเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมมาก จะไม่ชอบเห็นขยะพลาสติก และไม่ชอบให้ใครใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง พวกนี้คือเรื่องน่าหงุดหงิดมาก พอมาทำโรงแรมเราก็เลยตั้งใจให้มัน Go Green ได้มากที่สุด อันที่ชัดก็คือตอนนี้ไม่มีการใช้ขวดพลาสติกในโรงแรมแล้ว เพราะในห้องอาหารเราเปลี่ยนมาใช้ขวดแก้วแทน และในห้องพักเราก็แจกขวดน้ำพลาสติกให้ลูกค้าเอาไว้ใช้กรอกน้ำ และนำกลับไปใช้ต่อที่บ้านได้ด้วย 

“ส่วนอื่นๆ ในโรงแรมก็จะมีแปลงผักออร์แกนิกที่เราปลูกไว้ใช้ทำอาหารในครัว แล้วก็ยังเปิดให้แขกได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยไอเดียที่เราอยากให้ครอบครัวได้มาใช้ Quality Time ด้วยกันที่นี่ คือเขาก็จะได้ทดลองปลูก และจะได้ผักใส่กระถางกลับบ้านไปปลูกต่อได้อีกเหมือนกัน” 

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา
Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

เขาไม่ได้มารู้กับเราด้วย

เมื่อถามถึงสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารงานโรงแรม คำตอบของเจนคือ คนและสถานที่

“อย่างแรกคือเรื่องคน เพราะโรงแรมมันเป็นธุรกิจการบริการ พนักงานจะต้องคิดเสมอว่า เมื่อลูกค้ามาถึงเราจะต้องสวัสดี ยิ้มให้ แล้วอธิบายข้อมูลให้ฟังอย่างครบถ้วน แต่รายละเอียดพวกนี้ถ้าเราปล่อยให้เขาทำซ้ำต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่เข้าไปตรวจ บางครั้งเขาก็อาจจะลืม หรือพูดไปตามที่เขาสะดวก ซึ่งมันไม่ตรงกับแนวทางที่เรากำหนดไว้ และไม่ใช่การบริการที่ลูกค้าควรจะได้รับ ดังนั้นการบริการมันจึงเป็นอะไรที่ต้องย้ำเตือนเยอะมากกก” เจนลากเสียงยาวเป็นการยืนยัน

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา
Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

“ส่วนเรื่องของสถานที่ ด้วยความที่เรามีสวนขนาดใหญ่มาก สิ่งที่สำคัญคือต้องดูแลให้ไม่รกและสะอาดอยู่ตลอด ส่วนในอาคารก็ต้องคอยเช็กทุกจุด เพราะแค่พัดลมหรือไฟเสียจุดเดียว ก็ทำให้เราดูเป็นโรงแรมร้างแล้ว ดังนั้นถ้าตรงไหนเสียเราก็ต้องรีบซ่อมทันที

“งานซ่อมบำรุงเป็นอะไรที่ละเอียดและต้องใส่ใจมาก เพราะลูกค้าเขาไม่ได้มารู้กับเรานะว่าหลังบ้านเราเจอปัญหาอะไร ไม่ว่าจะคนไม่พอ ช่างไม่ว่าง หรืออะไรก็ตาม ลูกค้าไม่สมควรที่จะต้องมาพยายามเข้าใจเรา เพราะเขาอุตส่าห์มาเที่ยวแล้ว เราก็ต้องให้สินค้าและบริการตามที่เขาควรจะได้รับ นี่สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ค่ะ” ทัศนคติในการบริหารของเจนทำให้เราเกือบลืมไปว่า เธอคือทายาทรุ่นสามของนานมีบุ๊คส์ ไม่ใช่ธุรกิจโรงแรมที่ไหน

เราไม่ต้องสมัครงาน

ในปัจจุบัน นานมีบุ๊คส์ อยู่ภายใต้การบริหารงานร่วมกันของคุณสุวดีและลูกสาวทั้งสอง 

“มีปัญหาคลาสสิกของการทำธุรกิจครอบครัวบ้างไหม” เราถาม ทั้งที่ใจหนึ่งก็พอจะรู้คำตอบ

“มีค่ะ พอบริษัทเรามีผู้บริหารสามคน ก็จะเริ่มงงแล้วว่าใครเป็นคนสั่งอะไร ดังนั้นเราสามคนต้องคุยกันเยอะมากๆ เพื่อให้มีคอนเซปต์ทุกอย่างตรงกัน ไม่ว่าพนักงานจะถามอะไร เราก็ต้องตอบให้ไปในทางเดียวกัน แต่เราก็เคลียร์กันชัดว่า ถ้าเรื่องไหนไม่เกี่ยวกับเธอ เธอห้ามตอบนะ ต้องให้เจ้าของเรื่องตอบ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวมันจะเกิดการทำงานข้ามกันและกลายเป็นปัญหา

“อีกอย่างคือทั้งคุณแม่และพี่สาวเขาจะเป็นคนจริงจัง ดังนั้นเวลาคุยงานเขาจะไม่ได้คิดว่าเราคือน้องหรือลูก ช่วงแรกบางทีเราก็ยังตั้งตัวไม่ทันและแอบน้อยใจบ้าง แต่ตอนหลังถึงรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องมาโอ๋เรานะ เพราะเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย ว่าเราไม่ได้มานั่งตำแหน่งผู้บริหารเพียงเพราะเราเป็นลูก แต่ขอเวลาเราเรียนรู้นิดหนึ่งนะ แล้วเราจะทำให้ทุกคนเห็นว่าเราทำได้” เจนเล่าถึงการเติบโตในฐานะน้องและลูกสาวคนเล็ก

ซึ่งการพิสูจน์ตัวเองที่ว่า คือบทเรียนสำคัญของเจนจากการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว

“คือเราอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่ว่า เราได้งานนี้มาโดยที่เราไม่ต้องสมัครงานเลย แต่การจะรักษางานนี้เอาไว้ได้มันก็ต้องมีบทพิสูจน์ตัวเอง อย่างตอนที่เจนเริ่มทำงานกับคุณพ่อในช่วงแรกๆ เวลาอยากทำอะไร เราก็จะไปงอแงใส่คุณพ่อเหมือนตอนเด็กๆ ซึ่งเราก็ได้รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ว่าเรางอแงเพราะจะขอซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ ตอนนี้เรากำลังทำงาน ความเสียหายที่ตามมามันคือเรื่องของธุรกิจล้วนๆ 

“เวลาที่เราเสนองานไป ไม่มีครั้งไหนเลยที่เราเสนอผ่านในรอบเดียว หลายครั้งที่เราโดนถามต่อว่า แล้วมันยังไงต่อ ราคาเท่าไหร่ ทำแล้วจะได้อะไร หรือจะทำเสร็จเมื่อไหร่ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่าจะต้องหาข้อมูลอะไรเพิ่ม หรือว่าที่เสนอไปนั้นเราคิดผิด ซึ่งเจนคิดว่าการทำแบบนี้มันช่วยให้เราเก่งขึ้น ไม่ใช่ว่าเราได้สิ่งที่เราเสนอเพียงเพราะเราเป็นลูก” 

แก่นคุณค่าเดียวกัน

แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ Rain Tree Residence จะฟังดูเหมือนเป็นการจับพลัดจับผลูอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อดูจากการลงทุน ลงแรง และเวลาที่ทุ่มลงไปกับโรงแรมแห่งนี้ เราจึงได้เห็นความตั้งใจและวิสัยทัศน์ที่ซ่อนอยู่

“เรามองว่าที่นี่คือการต่อยอดจากนานมีบุ๊คส์โดยตรงเลย ไม่ใช่ธุรกิจแยกหรือการลงทุนเพื่อหวังกำไรอย่างเดียว เพราะนานมีบุ๊คส์เองก็เชื่อในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และการเรียนรู้จากธรรมชาติมาโดยตลอด โรงแรมนี้ก็เกิดขึ้นจากการที่เราอยากพาเด็กๆ มาเข้าค่าย หรือพาบุคลากรมาอบรมนั่นแหละ มันคือการต่อยอดธุรกิจการเรียนรู้ของนานมีบุ๊คส์อยู่แล้ว ทั้งหมดนี้มันคือแก่นคุณค่าเดียวกัน” 

ดูเหมือนว่าแก่นคุณค่าของนานมีบุ๊คส์ที่เจนหมายถึง จะเติบโตขึ้นมากในระยะเวลา 28 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับความตั้งใจแรกที่อยากผลิตหนังสือสำหรับเยาวชน มาวันนี้พวกเขากำลังสร้างการพื้นที่การเรียนรู้ให้กับคนทุกเพศทุกวัย

“ตอนแรกที่เราเริ่มตั้งบริษัท เราอาจจะเริ่มโฟกัสจากจุดเล็กๆ ก่อน เราเลยตั้งเป้าหมายไปที่เด็กประถม แต่หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ ขยายออกมาเรื่อยๆ ทั้งแนวหนังสือและรูปแบบของการเรียนรู้

“เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต”

Raintree Residence โรงแรมของคนรักหนังสือในมือทายาทรุ่น 3 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, เจน จงสถิตย์วัฒนา

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

คือปณิธานข้อเดียวของสถาปนิกและนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Plan Architects หนึ่งในบริษัทออกแบบเก่าแก่ของประเทศ เจ้าของดีไซน์อาคารอย่าง Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, Kensington Learning Space และหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ คือหนึ่งในผู้ริเริ่มทั้งเจ็ด ตึกแรกที่พวกเขาออกแบบคือตึกออฟฟิศของตัวเองริมถนนสาทร โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยครึ่งหนึ่งทำ Green Space ซึ่งขัดจากอาคารอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

พวกเขาตั้งใจให้ตึกนี้เป็นแบบอย่าง 

หลังจากทำบริษัทได้ 2 ปีก็กลับมานั่งคุยกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ต้องเริ่มต้นที่เด็ก

พื้นที่ด้านข้างจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนอนุบาล ซึ่งต่อยอดมาเป็นโรงเรียนรุ่งอรุณในปัจจุบัน

เมื่อทำโรงเรียนแล้วก็เห็นว่าต้องมีสื่อการสอนที่เหมาะสม เหล่านักออกแบบไฟแรงเลยลุกขึ้นลงมือทำเองด้วยการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์รักลูกกรุ๊ป ต่อเนื่องมาเป็น ‘PlanToys’ แบรนด์ที่เป็นมากกว่าของเล่น แต่ตั้งใจออกแบบประสบการณ์ ‘การเล่น’ เพื่อตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบ Play-based 

และนี่คือเรื่องราวแบรนด์ของเล่นที่ทำเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ผู้คนยังไม่รู้จักนิยามของคำว่า Sustainability ด้วยซ้ำ

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ของเล่นไม้ที่ปลอดภัยกับเด็ก

ย้อนกลับไปที่ปณิธานแรก ของเล่นพวกเขาต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับบริษัทออกแบบ

ของเล่นไม้ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หาได้ง่ายในประเทศ และปลอดภัยกับเด็ก

ไม้ชนิดแรกที่เลือกคือไม้ลัง เนื่องจากในสมัยนั้นมีการนำเข้าเครื่องจักรหีบห่อในกล่องไม้พาเลตจำนวนมาก แต่ทำไปทำมาอุปทานในตลาดไม่เท่าทันอุปสงค์ เหล่านักออกแบบจึงต้องหาทางเลือกใหม่

พื้นเพของผู้ก่อตั้งเป็นคนตรัง เลยเห็นศักยภาพของไม้ยางพาราที่มีมากในภาคใต้ ซึ่งมักนำไปแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่พวกเขายึดมั่นด้วยใจจริง

Made in Trang แต่ส่งออกทั่วโลก

จากบริษัทออกแบบ โรงเรียนอนุบาล โรงพิมพ์ สู่แบรนด์ของเล่น ชาวแปลนขยายธุรกิจเหล่านี้ภายใน 2 – 3 ปี ถ้าอยู่ในยุคนี้คงเปรียบได้กับสตาร์ทอัพ

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องสเกลอัป จึงตั้งใจแต่แรกว่าของเล่นที่ทำจะเน้นตลาดส่งออก” ออฟ-โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ หลานชายคุณวิฑูรย์และทายาทรุ่นสองเล่าย้อนไปถึงตอนนั้น

ยอดขาย 98% ของ PlanToys คือส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ส่วนอีกราว ๆ 2% เป็นยอดขายในประเทศ ซึ่งส่วนแบ่งทรงตัวเท่านี้มาตลอดเพราะตั้งใจมุ่งตลาดพรีเมียม

“ราคาของเล่นเราไม่ถูก ลูกค้าที่ซื้อคือคนที่เข้าใจความปลอดภัยของของเล่น วัสดุที่ใช้ปลอดภัยหรือเปล่า สีที่ใช้มีโลหะหนักหรือเปล่า”

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า PlanToys เป็นแบรนด์ต่างชาติ แม้แต่เพื่อนของออฟยังเคยซื้อกลับมาจากเมืองนอก ถึงเห็นว่ากล่องตีตรา Made in Thailand

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

บุกเบิกเรื่องความยั่งยืน

40 ปีก่อน คำว่า ยั่งยืน แทบจะไม่เคยปรากฏในหน้าสื่อ ไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารแบรนดิ้งของสินค้าต่าง ๆ นี่ไม่ใช่จุดขายเหมือนวันนี้

จุดเด่นของเล่นที่แบรนด์แปลนเล่าขานออกไป ณ วันนั้นจึงเป็นเรื่องความเรียบง่าย (Simplicity) อย่างรูปทรงเรขาคณิต สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ช่วยเรื่องพัฒนาการเด็กได้จริง

ความปลอดภัย (Safety) การผลิตที่ไม่ใช่สารเคมี ไม่ใช้วัสดุหรือสีอันตราย และดีไซน์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและการใช้งานของเด็ก

สรุปง่าย ๆ คือเน้นการสื่อสารประโยชน์ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยมีสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เป็นความตั้งใจเป็นเรื่องรอง 

ออกสู่ตลาดโลกครั้งแรก

1983 คือปีที่ของเล่นจากเมืองตรังไปออกงานแฟร์ครั้งแรก

ครั้งนั้นเป็นงานแฟร์หน้าหนาวในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แม้จะทำงานมาหลายปี แต่นี่เป็นการมาต่างประเทศครั้งแรกของคุณวิฑูรย์ 

“หนาวแบบต้องใส่หนังสือพิมพ์ไว้ในเสื้อผ้าอีกชั้น” ออฟว่าตามคำบอกเล่าของคุณลุง “ใส่รองเท้าไปเหยียบหิมะ เปียก กลับมาเอามาผึ่งตากบนฮีตเตอร์ ปรากฏรองเท้างอ” 

ไม่ได้เป็นมือใหม่แค่การใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ในฐานะผู้ประกอบการก็ใหม่เอี่ยมไม่แพ้กัน

พวกเขาร่วมมือกับกรมการค้าระหว่างประเทศ เดินทางไปออกงานแฟร์โดยไม่มีเอาสินค้าติดตัวไปสักชิ้น มีแค่กล่องพร้อมเรื่องราวและแพสชันเต็มกระเป๋า

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ลุงวิฑูรย์ยังใช้วิธีนำเสนอผลงานตามโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บางร้านชื่นชอบคอนเซ็ปต์ บางร้านก็ไม่ ยิ่งในตลาดยุโรปต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่วนมากเขาทำของเล่นจากไม้สน ไม้ยางคืออะไรเขาไม่รู้จัก ผ่านไปหลายปีจนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ประกอบการของเล่นน้อยใหญ่ ตลอดจนบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีภารกิจหาของเล่นให้ลูก ๆ

ทำธุรกิจด้วยกันต้องมีแนวคิดเดียวกัน

ถ้าให้นึกชื่อแบรนด์ของเล่นไทยเร็ว ๆ เราอาจรู้จักไม่กี่ชื่อ แต่ครั้งหนึ่งอุตสาหกรรมของเล่นในบ้านเราเคยรุ่งเรือง เพราะเป็นฐานการผลิต OEM ให้แบรนด์ต่างชาติ

เช่นเดียวกับโรงงาน OEM ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ล้มหายตายจากในวันที่จีนเปิดประเทศ โรงงานของเล่นส่วนใหญ่ต้องปิดตัวเพราะลูกค้าย้ายฐานการผลิต และแบรนดิ้งตัวเองก็ไม่แข็งแรงพอให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

PlanToys โชคดีที่ผู้บริหารรุ่นบุกเบิกให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทันทีที่จีนเปิดรับชาวต่างชาติก็หันมาวางกลยุทธ์การทำธุรกิจเสียใหม่ โดยแบ่งสัดส่วนผลิตแบรนด์ตัวเองกับ OEM และเลือกผลิตให้เฉพาะลูกค้าที่เข้าใจแนวคิดและกระบวนการของธุรกิจจริง ๆ

แม้แต่ Distributor ที่อยากทำธุรกิจด้วยกันก็ต้องรู้จักแบรนด์อย่างถ่องแท้ โดยมีกฎเหล็กหนึ่งข้อ คือ ‘ต้องเดินทางมาดูโรงงานก่อน ถึงจะยอมขายของให้’

“เราพยายามสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า” ทายาทรุ่นสองกล่าวเสียงหนักแน่น “ไม่อย่างนั้นคนจะไม่เข้าใจว่าทำไมของเราถึงราคาสูง เราไม่อยากให้เขาทำธุรกิจกับเราปีสองปีก็จากกันไป เขาเลยต้องมาเห็นว่าวิธีการทำงานเราเป็นยังไง ที่ราคาสูงหน่อยเพราะหนึ่ง สอง สาม สี่ พอเขาเข้าใจ การทำธุรกิจด้วยกันก็ยั่งยืน”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่กลายเป็นจุดขาย

แบรนด์ของเล่นในตลาดโลกมีทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป ของเล่นแบบหนึ่งที่ฮอตฮิตสุด ๆ เมื่อ 30 ปีก่อนคือ บ้านตุ๊กตา (Doll House) 

บ้านตุ๊กตาก็มีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้หญิงคือ แบบวิกตอเรียน

บ้านวิกตอเรียนสไตล์ยุโรปหลังใหญ่ มีห้องหับนับสิบ แต่ละห้องมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อีกหลายชิ้น เวลาขายก็ขายทั้งหลังบรรจุในกล่องใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะทำในยุโรป ส่งในยุโรป แต่พอแบรนด์จากจังหวัดตรังจะทำบ้าง มันเป็นข้อจำกัด

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือการขนส่ง หากใช้วิธีแบบเดียวกับแบรนด์ต่างชาติ ตัวเลขต้นทุนค่าขนส่งคงสูงทะลุ ส่งผลกับราคาขายที่อาจแพงกว่าราคาตลาด ชาวแปลนทอยส์จึงต้องกลับมาคิดหาทางออกใหม่

“เรากลับมาคุยกันว่า ทำไมต้องทำบ้านหลังใหญ่ เพราะส่งไปไม่ได้แน่ ๆ วิธีแก้คือทำบ้านแบบที่อยากทำนี่แหละ แต่ทำให้เป็น Knock-down”

บ้าน Knock-down คือทางรอดของพวกเขา ตอบโจทย์โลจิสติกส์แน่นอนเพราะกล่องเล็กลง แต่กลายเป็นว่าไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวันนั้น

“ผู้บริโภคเขายังรู้สึกว่าได้กล่องใหญ่คุ้มกว่า ไม่เหมือนวันนี้ที่การขนส่งเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างขนส่งในเกาหลีใต้ เขาบอกเลยว่าปริมาณของสินค้าต้องมีสัดส่วนเหมาะสมเมื่อเทียบกับขนาดกล่อง ให้พอดีกัน จะได้ไม่เปลืองแพ็กเกจจิ้ง”

ใช้น็อตแค่ 10 ตัว ข้างหน้า 5 ตัว ข้างหลัง 5 ตัว ไขควงขันให้แน่นก็ได้บ้านในฝัน แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจ

‘ทำไมต้องมาต่ออีก’

‘ทำไมต้องต่อเอง ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีบ้านสำเร็จรูปขาย’

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

Distributor ก็ไม่เข้าใจจึงไม่มีใครยอมสั่ง แต่นักธุรกิจไทยไม่ยอมแพ้ ยืนยันให้ลองสั่งไปขายดู กลายเป็นว่าปีนั้น บ้านตุ๊กตาคือสินค้าที่ขายดีที่สุด

“มาปีที่ 2 เรานำของเล่นชิ้นนี้ไปงานแฟร์แล้วขึ้นราคาทุกวันเพื่อลองตลาด”

เช้าราคาหนึ่ง บ่ายราคาหนึ่ง ราคาเปิดอยู่ที่ประมาณ 10 ยูโร ราคาสุดท้ายอยู่ที่ราว ๆ 20 และปัจจุบันราคาขายของบ้านตุ๊กตาหลังนี้คือ 100 กว่าเหรียญฯ

ทำความรู้จักลูกค้าโดยไม่ผ่านคนกลาง

 20 ปีของ PlanToys คือบทบาทของนักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้ส่งออก พวกเขาไม่เคยติดต่อกับร้านของเล่นหรือแม้กระทั่งลูกค้า 

ออฟบอกว่าเขาพึ่งลมหายใจของ Distributor มาตลอด ถ้าให้หันขวาก็หันขวา หันซ้ายก็หันซ้าย โดยแทบไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการหรือเปล่า

PlanToys จึงลงทุนในการออกแบบสินค้า ส่งนักออกแบบไปงานแฟร์ต่างประเทศ บางครั้งก็ให้ลองไปใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเดือนเพื่อหาแรงบันดาลใจ ดูบรรยากาศบ้านเมือง เที่ยวร้านค้า แล้วกลับมาดีไซน์ของเล่นให้ตอบโจทย์ตลาดจริง ๆ

พวกเขาเริ่มจากลงทุนในบริษัท Distributor ที่ญี่ปุ่น เมื่อมีประสบการณ์มากพอจึงตั้งบริษัทลูกที่อเมริกาในปี 2006 เช่าบ้านเป็นออฟฟิศใกล้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ส่งของให้อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมด ลบข้อจำกัดที่แต่ก่อนต้องสั่งทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พอมีศูนย์กลางอยู่ตรงนี้ ประเทศเล็ก ๆ ก็สั่งในจำนวนน้อยลงได้ 

“Globalization ทำให้คนเข้าถึงสินค้าเรามากขึ้น เราในฐานะผู้ผลิตก็ได้รู้จักร้านค้ามากขึ้น รู้จักผู้บริโภคมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ออกแบบอย่างเดียว”

เมื่อก่อนจะผลิตของเล่นสักชิ้นก็เน้นสีเขียว เหลือง แดง เพราะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่พอศึกษาตลาดก็เห็นว่าแต่ละปีจะมีเทรนด์สี ปีนี้เน้นสีพาสเทล ปีนี้เป็นสีเข้มก่ำ PlanToys จึงมีคอลเลกชันเฉดสีอื่น ๆ ซึ่งขายดีมาก แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งกลุ่มที่ซื้อรุ่นปกติอยู่แล้ว กลับไปช่วยสร้างตลาดใหม่ ๆ ขึ้น

“พ่อแม่ยุคใหม่เขามีรสนิยมแตกต่าง สมมติเขาออกแบบห้องลูกเป็นสีพาสเทล ก็อยากได้ของเล่นโทนสีเดียวกัน Pain Point แบบนี้เราไม่ได้รู้ผ่าน Distributor ที่เป็นคนกลาง แต่ต้องไปคุยกับลูกค้าจริง ๆ”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ร้านแรกของ PlanToys

หลังเปิดออฟฟิศที่อเมริกาได้ไม่นานก็เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศขึ้นสูง กิจการเล็ก ๆ อยู่ไม่ไหวก็ปล่อยเซ้งร้าน

ธุรกิจของเล่นไทยจับพลัดจับผลูได้เซ้งร้านลูกค้าในปาโลอัลโต เปิดเป็น PlanToys Shop ใจกลางเมือง โดยไม่เคยมีประสบการณ์ขายปลีก ออฟบอกว่าไม่คาดหวังด้านยอดขาย แต่มองมันเป็น Learning Center เป็นพื้นที่ที่ชาวแปลนจะได้ทำความรู้จักลูกค้าของตัวเอง

เขาเล่าต่อไปถึงของเล่น 2 ชิ้นที่ทำให้เกิดนโยบายใหม่ของบริษัท 

“เรามีรถบัส 2 คัน หน้าตาคล้าย ๆ กัน คันหนึ่งเป็น School Bus สีเหลือง อีกคันเป็นบัสธรรมดาสีขาว ปกติรถบัสโรงเรียนขายดีกว่า แต่มีอยู่ 2 เดือนที่ยอดขายตกฮวบ อยู่ ๆ บัสสีขาวก็กลับมาขายดี เลยไปย้อนหาเหตุผล 

“พบว่าเดือนนั้นลูกค้าเอาบัสสีขาวที่ซื้อไปมาคืน พนักงานก็เลยเอาตัวรับคืนมาตั้งโชว์เป็นเดโม่ เด็กเข้ามาร้านได้เห็นก็อยากได้ ร้องขอให้พ่อแม่ซื้อ เราเลยลองเก็บเดโม่เข้าหลังร้าน ยอดขายบัสสีขาวก็ตกลง รถโรงเรียนก็กลับมาขายดีเหมือนเดิม”

PlanToys Shop จึงปฏิรูปใหม่เป็น Experience Shop มีสินค้าจริงให้เด็ก ๆ เข้ามาลองจับ ลองเล่นว่าชอบหรือไม่ชอบแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

และตั้งใจให้เป็นแบบเดียวกันในทุกร้านที่มีจำหน่าย จึงมีนโยบาย Free Sample เอื้อประโยชน์ให้กิจการคู่ค้าและลูกค้า โดยทุก ๆ 5% ของยอดซื้อ บริษัทจะให้เขาเลือกเดโม่ไปวางให้ลูกค้าลองเล่น เพราะของเล่นนอกกล่อง ยังไงก็ดีกว่าในกล่อง

ร้านค้าขายดี ธุรกิจก็อยู่ได้ เป็นการทำธุรกิจแบบเข้าใจเขา เข้าใจเรา พึ่งพาอาศัยและโตไปด้วยกัน

หมดยุคร้านค้าแบบเก่า เข้าสู่โลกออนไลน์

กิจการค้าปลีกสมัยนั้นมีเอกลักษณ์มาก ๆ ส่วนใหญ่มักขายของชนิดเดียว เช่น ร้านขายเตียงก็ขายแค่เตียง ร้านขายรถเข็นเด็กก็ขายแค่รถเข็นเด็ก ร้านขายของเล่นก็ขายแค่ของเล่น

หลังจากวิกฤตครั้งนั้น PlanToys Shop ก็สู้ค่าเช่าไม่ไหวจึงต้องปิดตัวลง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาดออนไลน์เริ่มเข้ามาในช่วงปี 2020 ร้านค้าปลีกจำนวนมากต้องปรับตัว 

จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกาที่มีเกือบ 5,000 เจ้า ลดเหลือแค่ 2,000 กว่า ๆ 

จากรูปแบบร้านที่ขายของอย่างเดียวจากหลาย ๆ แบรนด์ ก็เปลี่ยนเป็น One-stop Service ที่มีขายทุกอย่าง โดยผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เป็นเหมือน Selected Store ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

“ร้านของเล่นมักจะมีของเยอะไปหมด แต่ร้านรูปแบบใหม่นี้เน้นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้เล่นตลาดแมสอยู่แล้ว ถ้าไปร้านอย่าง Toys“R”Us, Walmart หรือ Target จะไม่เจอของเล่นเรา”

ออฟว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์เขาอยู่ในทั้งตลาด Mass และ Specialty ผู้บริโภคจะเลิกสนับสนุนไปโดยอัตโนมัติ ด้วยสเกลที่เล็กกว่าทำให้ไม่สามารถต่อรองราคา ลด แลก แจก แถม สู้กับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในตลาดแมส ถึงสู้ได้ สุดท้ายตลาด Specialty ก็จะไม่สนใจ เพราะขาดกลิ่นอายความพิเศษและความเฉพาะตัวไปแล้ว

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

จุดเปลี่ยน 2 ครั้งใหญ่ที่พลิกแนวคิดธุรกิจไปตลอดกาล

“วงจรของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 ปี” PlanToys เองมีจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ 2 ครั้ง 

ครั้งแรกในปี 2000 ตอนที่ผู้บริหารยุคบุกเบิกค่อย ๆ วางมือ แล้วจ้าง Professional คนนอกเข้ามาบริหาร เป้าหมายของทีมบริหารใหม่นี้คือการเติบโต 2 เท่าภายใน 3 ปี

“เราสร้างความแตกต่าง (Differentiation) มาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์หรือนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งที่เราอยากลองตอนนั้นคือการลดต้นทุน”

แนวทางคือขายให้เยอะขึ้น ในราคาที่ถูกลง แต่กลายเป็นว่ายอดขายไม่โตอย่างที่คิด กำไรที่ได้ก็น้อยลง กระทบถึงดีไซน์ที่ต่างไปจากความตั้งใจแรก ชาวแปลนจึงตกลงกันว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นดูแลธุรกิจอายุนับสิบปี 

“เราจัดระเบียบใหม่ทั้งเรื่องคน การดำเนินงาน เช่น มีพนักงานร้องเรียนเรื่องฝุ่นในโรงงานที่เกิดจากการเลื่อยไม้ เราก็ทำระบบดูดฝุ่น ถ้าไปโรงงานจะเห็นเลยว่าเครื่องจักรแต่ละตัวมีท่อดูดฝุ่น แม้จะกินค่าไฟกว่า 40% ของโรงงาน แต่สุขภาพพนักงานสำคัญมาก เราอยากให้พนักงานแฮปปี้ ฝุ่นที่ดูดมาก็ต่อยอดไปทำธูปได้

“เราอาจไม่ใช่ Innovator แต่เราคือนักแก้ปัญหา ขี้เลื่อยที่เหลือจากการผลิตก็เอามาอัดเป็นไม้แผ่นแล้วผลิตของเล่นต่อได้”

ขี้เลื่อยที่ว่านำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในปี 2012 ที่ออฟให้นิยาม ณ วันนั้นว่าจะเป็น New S-curve ของธุรกิจ

หลังเจอทางออกในการจัดการขี้เลื่อยในโรงงาน อัดเป็นไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุในการผลิต พวกเขาใช้ความกล้าบ้าบิ่นตัดสินใจเลิกผลิตสินค้าไม้ยางพาราปกติ แล้วทำคอลเลกชันใหม่จากขี้เลื่อยเท่านั้น

สตอรี่ดี รักสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ ราคาขายถูกลง ทำไมจะไม่เวิร์ก 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

“เราภูมิใจมากกับคอลเลกชันนั้น มั่นใจว่าสำเร็จ จากแคตตาล็อกเล่มหนา ปีนั้นเหลือบางนิดเดียว ตอนแรกจะไม่พิมพ์ด้วยนะ แต่ลูกค้าขอ ราคาที่ลูกค้าเคยบอกว่าแพง พอเปลี่ยนมาใช้ขี้เลื่อยราคาก็ลดลงได้

“ปรากฏยอดขายตกฮวบ ตอนนั้นผมอยู่อเมริกาก็ตะหงิด ๆ ใจ เราอยู่หน้าตลาด ไม่มั่นใจเลย เลยขอเมืองไทยขาย 2 แบบควบคู่กันไปเพราะยังมีสต็อกเหลืออยู่ มีสต็อกแยก 2 เล่ม สุดท้ายพบว่าเราตายตรงคนกลางที่สั่งของเราไปขาย เจ้าของร้านของเล่นตอนนั้นมักเป็นเจนเนอเรชันเก่า ๆ ที่ไม่คุ้นเคยคอนเซ็ปต์ Zero Waste พอลองหยิบจับของเล่นจากขี้เลื่อย พื้นผิวมันต่างไปจากเดิม ความรู้สึกไม่ใช่ของเล่นที่เขาคุ้นเคยก็เลยไม่สั่งซื้อ

“จนผมได้คุยกับลูกค้ารายหนึ่งในนิวยอร์ก เขามีอายุแล้วนะ ผมบอกให้เขาลองไปขายดูได้ไหม คุณไม่รู้หรอกว่าลูกค้าจะชอบหรือเปล่า ลองดูก่อน แล้วส่งไปให้ 24 ตัว ตั้งคู่กับของเล่นไม้ยางรุ่นปกติ ดีไซน์เดียวกัน แต่ราคาถูกกว่า 5 เหรียญฯ”

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ เจ้าของร้านคนนั้นโทรศัพท์กลับมาว่าขายของเล่นจากขี้เลื่อยหมดแล้ว คนซื้อเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่สนใจงานดีไซน์และเข้าใจคอนเซ็ปต์ Zero Waste พร้อมยอมรับว่าเขาไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ เพราะตัวเองโตมากับของเล่นไม้ เลยไม่ได้มองว่าการเอาขี้เลื่อยมาอัดเป็นแผ่นก็เป็นไม้เหมือนกัน

PlanToys กลับมาวางกลยุทธ์ใหม่ ไม่ชูโรงคอลเลกชันจากขี้เลื่อย แต่ใช้ลักษณะเฉพาะของมันเป็นจุดขาย โดยนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนประกอบของเล่นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ลูกบอลอาจจะใช้ไม้ทั้งอัน แต่ถ้าเป็นอีกชนิดควรเป็นลูกผสม ใช้วัสดุหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Play Space ของทายาทรุ่นสอง

ออฟกลับเมืองไทยพร้อมครอบครัวในปี 2015 ครั้งหนึ่งมีนักข่าวสัมภาษณ์เขา ชื่นชมแนวคิดการออกแบบของเล่นและการเล่น แล้วทิ้งคำถามว่า ทำไมเด็กไทยไม่ได้เล่นของเล่นคนไทย

คำพูดนั้นติดอยู่ในใจออฟ 

ในด้านการขาย ตลาดในประเทศเล็กกว่าต่างประเทศด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 2 ข้อ คือ หนึ่ง ค่านิยมด้านการศึกษาของเด็กยังมุ่งเน้นที่วิชาการมากกว่าพัฒนาการและประสบการณ์ สอง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของการเล่น 

เมื่อยอดขายไม่สามารถขยับได้รวดเร็ว ตึกหนึ่งของออฟฟิศจึงปรับเปลี่ยนเป็น Play Space พื้นที่ให้เด็กได้มาสนุก ใช้เวลาคุณภาพ ทำหน้าที่มากกว่าแบรนด์ของเล่น แต่เป็นประสบการณ์การเล่นที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัท

“ความรู้สึกของการซื้อสินค้ากับซื้อบริการของคนไทยไม่เหมือนกัน เราให้คุณค่ากับบริการมากกว่า เช่น ส่งลูกไปกวดวิชา เรียนบัลเล่ต์ ปั้นดินน้ำมัน คิดค่าบริการเป็นชั่วโมง เรายอมจ่าย ไม่รู้สึกว่าแพง แต่ถ้าต้องซื้อของเล่น 1 ชิ้น กลับรู้สึกไม่คุ้มค่า

“เราเลยรื้อคอนเซ็ปต์ของการเล่นใหม่ ให้มันเป็นประสบการณ์มากขึ้น ในมุมของธุรกิจถ้าเป็นธุรกิจทำของเล่น อยากโตก็ต้องขยายโรงงาน ลงทุนเพิ่ม ใช้เงินมหาศาล แต่เราโฟกัสที่ ‘การเล่น’ ซึ่งต่อยอดไปได้หลายทาง”

Play Space เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จาก PlanToys ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงมีกิจกรรม Play Group ตามวาระ มีค่ายเยาวชน พาเด็ก ๆ ไปศึกษาป่าดิบชื้นที่จังหวัดตรัง ขึ้นเขา แล้วจบที่การเยี่ยมชมโรงงาน

เปิดได้เพียง 2 – 3 เดือนก็เจอกับวิกฤตโควิด-19 พวกเขาเริ่มจากแจกของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ฟรี ให้เด็กกลับไปเล่นที่บ้าน แต่ถ้าแจกอย่างเดียวคงไม่ยั่งยืน จึงพัฒนาต่อเป็นให้เช่า คิดค่าเช่า 10 – 15% ของราคาขาย ระยะเวลาเช่า 1 เดือน ซึ่งคนที่มาเช่าก็ไม่ใช่ลูกค้าประจำ แต่เป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ๆ โดยอนาคตจะมีแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

มากไปกว่านั้น ที่จังหวัดตรังยังมี Forest of Play สนามเด็กเล่นที่เปิดสาธารณะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กในจังหวัด พร้อมสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติผ่านการเล่น กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนตัวจิ๋ว รวมถึงสถานที่ทัศนศึกษายอดนิยมของโรงเรียนด้วย

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

เล่นให้ได้เรื่อง

PlanToys ตั้งใจเป็นโรงงานที่มี Carbon Neutrality (การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับกลับคืน) รวมถึงนำไร่ยางพาราของบริษัทและพนักงานเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต 

เป้าหมายต่อไปคือการออกแบบ End-of-life Cycle ของโปรดักต์ให้เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ส่วนผลิตภัณฑ์ แม้กระแสค่านิยมการมีบุตรจะลดลงทุกปี แต่คนทำของเล่นไม่มองว่าเป็นอุปสรรค เพราะผู้คนหันมาตัดสินใจมีลูกเมื่อพร้อม ในทางกลับกัน PlanToys ก็หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างการทำของเล่นคนสูงวัยเพื่อต้อนรับ Aging Society 

“เราออกแบบของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มา 6 ชิ้น กำลังจะเริ่มขายปีหน้า โดยเริ่มจาก Nursing Home”

นิยาม ‘การเล่น’ ของ PlanToys ต่อยอดเป็นประสบการณ์การเล่นใหม่ จากของเล่นเพื่อพัฒนาการเด็ก เป็นเครื่องมือลับสมองผู้สูงวัยให้ตื่นตัว และกิจกรรมที่ให้คนทุกเจนเนอเรชันในครอบครัวมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งปณิธานที่มีมาตั้งแต่วันที่หนึ่ง

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งทั้งเจ็ดยังเด่นชัดในของเล่นทุกชิ้น

เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load