ในช่วงฤดูฝนเข้าหนาว นอกจากข้าวในแปลงนาสีทองที่กำลังรอถูกเก็บเกี่ยว ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ดาวบนดินที่กำลังผลิบานคือ ‘ฝ้าย’ 

ตอนแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมทริปตามรอยฝ้ายทุกขั้นตอนกับแบรนด์เสื้อผ้าฝ้ายอินทรีย์อย่าง Folkcharm ที่พาไปเรียนรู้กระบวนการก่อนจะออกมาเป็นผ้าทอหนึ่งผืน และการทำธุรกิจที่เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมและคนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้รับแจ้งข่าวจาก แก้ว-ภัสสร์วี โคะดากะ เจ้าของแบรนด์ว่า “ฝ้ายยังเป็นดอกตูมๆ อยู่อาจจะแตกไม่ทัน” ทำให้อาจไม่มีโปรแกรมเก็บฝ้าย เนื่องจากตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ไปตอนนี้จะได้ไปตอนไหนอีก เลยตัดสินใจยืนยันที่จะไป แต่เหมือนเจ้าต้นฝ้ายเห็นใจ เมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง พี่แก้วก็มาบอกข่าวดีว่า “ฝ้ายแตกแล้ว!” 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย
ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

การทำความรู้จักผ้าฝ้ายและผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนสุดท้าย มีดังนี้

ฅนปลูกฝ้าย 

ฅนปลูกฝ้าย 2 ท่านแรกที่เราเจอคือพ่ออ๊อดและแม่เปลี่ยน อายุราวๆ 70 ปี ทั้งคู่พาเราเดินไปที่แปลงปลูกฝ้าย ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนักจากที่ประชุม อันเป็นสถานที่นัดพบระหว่างแม่ๆ ผู้ทอและพี่แก้ว พื้นที่ขนาดใหญ่แบ่งเอาไว้ปลูกฝ้าย 2 แปลงเล็กขนาดย่อมสำหรับฝ้าย 2 แบบ คือฝ้ายขาวและฝ้ายตุ่น หรือฝ้ายสีน้ำตาล รอบๆ แปลงฝ้ายเป็นต้นมะละกอสูงใหญ่ ลูกดกและพืชพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกเอาไว้รับประทาน

ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก แต่การผลิตภายในประเทศน้อยลงทุกปี เนื่องจากต้นทุนสูงและต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาก แต่ฝ้ายที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีตามวิถีธรรมชาติด้วยสองมือของผู้เฒ่า 2 ท่านนี้ สังเกตได้ว่าช่องว่างระหว่างต้นฝ้ายนั้นแทบไม่มีวัชพืชปกคลุมอยู่เลย 

ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย
ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

พ่ออ๊อดลงมาจากมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมมีดพร้า พาเราเดินมาหน้าแปลงก่อนจะหยุดเดินและมองฝ้ายสีขาวที่บางต้นก็ยังไม่แตกดีนักด้วยสีหน้าเรียบๆ แล้วใช้มีดพร้าตัดวัชพืชรอบต้นฝ้ายออก ในขณะที่แม่เปลี่ยนอธิบายถึงวิธีการเก็บพร้อมกับบ่นอย่างเสียดายว่า ก่อนที่เราจะมานั้นฝนตก ทำให้ฝ้ายที่แตกแล้วยังชื้นและไม่ขาวปุกปุยอย่างที่ควรเป็น พลางใช้มือค่อยๆ ดึงปุยฝ้ายขาวฟูออกจากสมอ 

ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ฝ้ายที่จะเก็บได้ต้องแห้งสนิท เพื่อให้เศษฝุ่นติดน้อยที่สุด หากฝ้ายสกปรกเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ถ้าฝ้ายที่เก็บไปยังชื้นอยู่ จะนำไปตากแดดจนกว่าจะแห้งและนำเข้าสู่กระบวนการต่อไป

แม่เปลี่ยนเล่าให้ฟังอีกว่า ปกติแล้วพ่ออ๊อดเป็นคนลงมือปลูก ส่วนแม่เปลี่ยนเอง ว่างๆ จะมาถอนวัชพืชในแปลง น่าเสียดายที่ด้วยอายุที่มากขึ้นจึงโดนหมอสั่งห้ามไม่ให้นั่งนานๆ หรือลุกนั่งเยอะ เพราะมีผลต่อหลัง เลยคิดว่าปีหน้านี้อาจไม่ได้ปลูกฝ้ายแล้ว 

ฅนเข็นฝ้าย

ทุกกระบวนการแปรรูปฝ้ายที่ดูเหมือนง่ายนั้นไม่มีอะไรง่ายเลยแม้แต่น้อย มีเพียงการล้อมฝ้ายที่ดูจะง่ายที่สุด ส่วนที่ยากที่สุดคือการเข็นฝ้าย เป็นการกรอเส้นใยฝ้ายให้กลายเป็นเส้นด้าย ก่อนนำไปย้อมและนำไปทอออกมาให้เป็นผืน 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ด้ายจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือของผู้ทำ หากดึงเยอะไปฝ้ายจะขาด ดังนั้นเส้นด้ายที่มาจากการเข็นด้วยมือจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละฅนทำ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์ และความไม่สมบูรณ์นี้เองที่ทำให้ผ้าผืนหนึ่งมีเอกลักษณ์

ยายใหม่ อายุกว่า 80 ปี นำผ้าทอผืนหนึ่งม้วนมาให้พี่แก้ว เส้นด้ายทุกเส้นนั้นเรียกได้ว่าแทบเท่ากันหมด จนชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นด้ายโรงงาน ต้องสังเกตดีมากๆ จึงจะเห็นความไม่เท่ากันในบางช่วงบางตอน เรียกว่างานเนี้ยบมากจนไม่คิดว่าเข็นมือเอง แม่ๆ ที่เราไปเจอปล่อยให้ได้ลอง เราเข็นดูทำไปก็เกรงใจไป เพราะไปทำของเขาที่ทำมาดีๆ เสียหมด ท่าทางจะต้องไปอยู่สักหนึ่งเดือน กว่าจะทำออกมาได้สักไจหนึ่ง (ที่เอาไปใช้ได้…มั้ง ฮ่าๆ) 

 ฅนย้อมฝ้าย 

เราชอบกระบวนการนี้ที่สุด เหมือนได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ 1 วัน เจ๊ยอ ยายแต่ม ยายอ่อน เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวบ้าน 3 ท่านที่เราได้ไปเจอ ในขั้นตอนนี้สาธิตให้การย้อม 2 แบบ คือย้อมด้วยยางไม้ประดู่และผลมะเกลือ ซึ่งซับซ้อนมาก แม้กระทั่งการย้อมด้วยยางไม้ประดู่เพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนใส่ปูนแดงที่แตกต่างกันไป ลำดับขั้นตอนที่แตกต่างก็ทำให้สีออกมาต่างเช่นเดียวกัน 

ในขั้นตอนนี้ ฝ้ายที่เข็นออกมาจนเป็นเส้นด้าย เปียให้เป็นไจ จะนำมาย้อมล้างด้วยน้ำข้าวและตากให้แห้งสนิทก่อนนำไปทอ 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ฅนทอผ้า 

เส้นด้ายที่มาจากการเข็นมือยังไม่แข็งแรงพอที่จะนำมาใช้เป็น ‘เส้นยืน’ เส้นด้ายแนวตั้งซึ่งเป็นแกนหลักให้ ‘เส้นพุ่ง’ เส้นด้ายที่ทอตามแนวขวางได้เกาะ 

ดังนั้น ก่อนเริ่มทอต้องขึ้นเส้นยืนให้เหนียวแน่นเสียก่อน การทอด้วยมือก่อให้เกิดลวดลายของผ้าตามน้ำหนักมือของผู้ทอ คล้ายกับการเข็นฝ้ายให้เป็นด้าย เมื่อต่างมือคนทำก็ต่างลาย 

“จะดูว่าเป็นทอมือหรือไม่นั้น ให้สังเกตจุดบกพร่องของลายผ้า หากเกิดซ้ำๆ เป็นแพตเทิร์น นั่นคือใช้เครื่องจักร หากเกิดไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่ตรงจุดเดิม แสดงว่าเป็นการทอมือ” 

แม่ๆ ช่างทออธิบาย นี่กระมัง ข้อแตกต่างระหว่างงานที่ทำด้วยมือคนกับเครื่องจักร 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

เมื่อทอออกมาเป็นผืนแล้ว แม่ๆ ก็จะมาช่วยกันนั่งดู ตรงไหนทอผิดก็ช่วยกันซ่อมลาย ทีละจุด ทีละจุด ทั้งผืน นั่งซ่อมไปก็คุยกันไปพลาง เมื่อได้เห็นกระบวนการทั้งหมดกว่าจะเป็นผืนผ้าฝ้ายสักผืนต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนเพราะเกิดจาก ‘สองมือ’ สองมือเท่านั้นจริงๆ

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

“ของแบบนี้หากใช้เวลาสามสิบนาทีเพื่อผลิตหนึ่งชิ้น ก็ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อผลิตสองชิ้น เวลาในการทำไม่ได้ลดลงตามจำนวนชิ้น” 

ทำไมต้อง ‘มือ’

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจ ทั้งที่การใช้มือทำทุกๆ ขั้นตอนนั้นแพงกว่า จริงอยู่ที่ว่าการใช้มือทำทำให้ของชิ้นนั้นมีเพียงชิ้นเดียวในโลก ทอมือยังพอว่า แต่ทำไมต้องไปถึงขนาดเข็นมือ ในเมื่อการทอนั้นใช้ด้ายปั่นโรงงานแล้วนำมาย้อมธรรมชาติก็ย่อมได้ ทั้งการเข็นนั้นก็ยากและใช้เวลานานมาก ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นไปด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากของทำมือเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าของที่มาจากเครื่องจักรทั่วไป 

คำตอบของคำถามนี้ได้รับการตอกย้ำในหลายเดือนถัดมา 

เมื่อผู้เขียนได้ไปเจอเสื้อกั๊กของอีกแบรนด์หนึ่งจากจังหวัดสกลนคร ซึ่งใช้ผ้าเข็นและทอมือของชาวบ้านในชุมชน เส้นด้ายที่ใช้ทอเสื้อกั๊กตัวนั้นเส้นแทบจะเท่ากันหมดจนชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นด้ายโรงงาน กระทั่งต้องไล่ดูเป็นแถวๆ ไป จึงเห็นว่าบางช่วงบางและบางช่วงหนา ภาพม้วนผ้าของคุณยายอายุ 80 ที่เจอกันในทริปที่จังหวัดเลยก็ผุดขึ้นมา 

คำถามแรกที่ถามผู้ขายคือ “คนเข็นฝ้ายคนนี้เป็นคนมีอายุแล้วใช่หรือไม่?”

คำตอบคือ “ใช่ เป็นยายอายุแปดสิบกว่าแล้ว”

ถึงตรงจุดนี้จึงได้เข้าใจเป็นครั้งแรกว่า ‘ผ้าพูดได้’ และผ้าที่ใช้มือทำในทุกขั้นตอนนั้นจะเสียงดังกว่าผ้าใดๆ เป็นเสียงแนะนำตัวอย่างสุภาพนุ่มนวลว่า ฉันมาจากไหน ใครสร้างฉันขึ้นมา และคนที่สร้างฉันขึ้นมากำลังรู้สึกอย่างไร 

นั่นจึงเกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ผู้ผลิต’ กับ ‘ผู้บริโภค’ ที่แม้ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ก็ได้รู้จักกันผ่านผืนผ้าที่ทำด้วยมือ 


*หมายเหตุ เรื่องที่ได้เรียนรู้ระหว่างทางคือ เพิ่งรู้ว่าฝ้ายทานได้ด้วย! สมอฝ้ายที่ยังอ่อนนั้นนำมาทานได้ รสชาติจะคล้ายๆ กับฝักบัว คือมีรสหวานอ่อนๆ มันๆ มีรสฝาดนิดหน่อย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วริษา สี่หิรัญวงศ์

Imperfectionist ชอบผ้าทอ เวลาเครียดชอบทำขนมปังหรือดื่มของร้อน เชื่อว่าการพัฒนากับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load