18 พฤศจิกายน 2562
2 K

ถ้าเรารู้จักตัวเองเมื่อไร 

คุณจะเห็นพระเจ้า

คำพูดนี้ผมไม่ได้เจอในเฟซบุ๊ก ในไลน์ หรือในหนังสือคำคมใดๆ แต่ผู้นำหมู่บ้านมุสลิมคนหนึ่งในภาคใต้ได้กล่าวกับผมเมื่อหลายเดือนก่อน คำพูดสั้นๆ ประโยคนี้ได้นำทางให้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ท่ามกลางเศรษฐกิจราคายางพาราตกต่ำเป็นประวัติการณ์ แต่หมู่บ้านนี้มีภูมิคุ้มกัน ทำให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง

ชาวบ้านแห่งชุมชนไหนหนัง ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ เป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ อาชีพส่วนใหญ่คือปลูกยางพาราและทำประมง

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

ย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2426 ชาวจีนจากเกาะไหหลำของประเทศจีนได้มีการค้าขายทางเรือกับชาวจีนจากเกาะปีนัง รวมทั้งชาวมุสลิมในหมู่เกาะลังกาวี ตลอดจนชาวจีนที่อาศัยอยู่ในอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

มีครั้งหนึ่ง ระหว่างการเดินทางได้เกิดพายุใหญ่ ชาวจีนได้นำเรือมาหลบพายุเข้ามาพักแรมในคลองบ้านไหนหนังเป็นเวลาแรมเดือน ต่อมา สองพี่น้องชื่อโต๊ะสีตุงกา และโต๊ะสีรายา พร้อมกับสองพี่น้องชาวจีนชื่อแป๊ะรัดฮู และแป๊ะยอง 4 ครัวเรือนได้ตั้งถิ่นฐาน ณ หมู่บ้านไหนหนัง เนื่องจากเห็นว่าหมู่บ้านนี้ตั้งติดอยู่บริเวณชายทะเล ทำมาหากินได้สะดวก อีกทั้งมีพื้นดินดอนที่ทำการเกษตร ปลูกทั้งข้าวและผักได้ ส่วนทางทะเลก็หากุ้ง หอย ปู ปลา มาประกอบอาหารได้

ในช่วงแรกนั้นมีเพียง 4 ครัวเรือน มีชาวจีน 2 ครัวเรือน และชาวมุสลิม 2 ครัวเรือน ต่อมาชาวจีนได้อพยพไปทำการค้าขายในเมืองกระบี่ ส่วนชาวมุสลิมก็ได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านไหนหนังนี้ และต่อมาพี่น้องชาวมุสลิมก็ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันคน โดยมีอาชีพจับปลาและทำสวนยางเป็นหลัก

วิถีชีวิตของคนหาปลาที่อยู่กันสงบสุขมาช้านาน ก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน จากการปรากฏของเรืออวนรุน อวนลากที่เข้ามาจับปลาบริเวณทะเลหน้าบ้านของพวกเขาตั้งแต่ พ.ศ. 2548

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

อวนรุน อวนลาก คือเครื่องมือประมงที่ใช้อวนลักษณะตาข่ายคล้ายถุง ลากสัตว์น้ำตั้งแต่ผิวน้ำยันพื้นดิน เรืออวนรุน อวนลาก ได้ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อนคิดเป็นมูลค่ามหาศาล เพราะเรือเหล่านี้มักมาหาปลาใกล้ฝั่งทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นสาเหตุสำคัญทำให้จำนวนสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

ชาวบ้านไหนหนังก็สังเกตมานานแล้วว่าสัตว์น้ำลดลงต่อเนื่องทุกปี หลังจากเรืออวนรุน อวนลาก เข้ามาป้วนเปี้ยนจับปลาใกล้ทะเลบ้านเขาจนเกือบหมด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันออกไปต่อต้านเรืออวนรุน อวนลาก โดยมีแกนนำเข้มแข็งคือ กำนันก้าหรีม หลักแหล่ง พวกเขาต่อสู้กับเรืออวนจากภายนอกอย่างทรหดหลายปี แม้กระทั่งเอาชีวิตเข้าแลก

“พวกนี้ทำผิดกฎหมาย เพราะมีประกาศของทางการตั้งแต่ปี 2515 ห้ามทำการประมงภายในเขตสามพันเมตร จากชายฝั่ง เราสู้กันหลายปี ร่วมมือกับทางการด้วย กว่าจะไล่ไปได้หมด” แกนนำชาวบ้านคนหนึ่งบอกกับผม

เมื่ออวนรุน อวนลาก จากไป ไม่นานนักความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในทะเลก็กลับมาอีกครั้ง แต่ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ร่วมมือกันสร้างเรื่องสำคัญกว่า ส่งผลไปถึงลูกหลานในอนาคต

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

ใน พ.ศ. 2538 เมื่อป่าชายเลนแถวนั้นหมดสัมปทานลง ชาวบ้านพบว่าพื้นที่ป่าชายเลน ไม้โกงกาง ไม้แสม โดนตัดไปทำถ่านจนเหี้ยนเตียนเกือบหมด พวกเขาจึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่าชายเลนครั้งใหญ่ ไม่ให้ใครมาทำลาย ช่วยกันดูแลป่าชายเลน จนกลายเป็นป่าชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ขนาด 3,800 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา และกลายเป็นปราการสำคัญตามธรรมชาติ ป้องกันไม่ให้คลื่นสึนามิเข้ามาทำลายหมู่บ้าน เมื่อครั้งเหตุการณ์สึนามิในปี 2547

ชาวไหนหนังทราบดีว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรทั้งบนบกและในทะเล เป็นหนทางเดียวที่ทำให้พวกเขาจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หลังจากป่าชายเลนกลับคืนมา ปลาที่หายไปจากคลองไหนหนังในอดีตก็กลับคืนมาด้วย เช่น ปลาหมก ปลาหมา ปลามงหลังเสี้ยน ปลาโคก ปลาหมงหลังแข็ง ปลาหม้อแตก ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกัน การอนุรักษ์อย่างเดียวโดยชาวบ้านไม่มีรายได้นั้นไม่ยั่งยืน หากธรรมชาติอยู่ได้ ชาวบ้านก็ต้องอยู่ได้ด้วย

มีการออกระเบียบป่าชุมชนว่า

ใครตัดไม้ไป 1 ต้น ต้องปลูกชดเชย 5 ต้น

ห้ามระเบิดปลา ห้ามใช้ยาเบื่อเมาทุกชนิด

ห้ามอวนล้อม ใช้ไม้กระทุ้งน้ำ

หากผู้ใดฝ่าฝืนปรับครั้งละ 500 บาท และยึดเครื่องมือจับสัตว์น้ำ

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

หลายปีก่อน ทางกรมประมงขอร้องไม่ให้ชาวประมงทั้งจังหวัดกระบี่ใช้โป๊ะน้ำตื้นเป็นเครื่องมือหาปลาจับสัตว์น้ำ แต่ไม่มีใครสนใจ ชาวประมงกระบี่ทราบดีว่าโป๊ะน้ำตื้น เครื่องมือจับปลาชนิดนี้ คือตัวการทำลายพันธุ์กุ้งหอยปูปลามาช้านานแล้ว เพราะมันจับสัตว์น้ำทุกชนิดหน้าชายฝั่งตั้งแต่ตัวเล็กๆ

กรมประมงมาขอร้องให้ชาวบ้านไหนหนังยกเลิกการใช้โป๊ะน้ำตื้น เพื่อนำร่องเป็นตัวอย่างให้กับพี่น้องชาวประมงหมู่บ้านอื่นในจังหวัดกระบี่ ตอนนั้นชาวไหนหนังนับร้อยรายก็ยังใช้โป๊ะน้ำตื้นเป็นเครื่องมือจับปลา แต่เมื่อทั้งหมู่บ้านไปประชุมกันที่มัสยิด ผ่านการถกเถียงกันยาวนาน สุดท้ายจึงทำสัตยาบรรณที่มัสยิด ว่าจะไม่ทำประมงด้วยเครื่องมือผิดกฎหมาย ภายใน 5 ปี โป๊ะน้ำตื้นต้องหมดไปจากทะเลหน้าบ้านพวกเขา และประกาศร่วมกันว่าจะดูแลท้องทะเลด้วยการไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย

คำมั่นสัญญานี้ไม่ใช่แค่คำพูด

ชาวไหนหนังที่เคยทำโป๊ะน้ำตื้น ค่อยๆ หันไปใช้เครื่องมือจับปลาแบบอื่นตามคำมั่นสัญญา จนโป๊ะน้ำตื้นหมดสิ้นภายใน 5 ปี

ชาวไหนหนังเป็นพวกพูดคำไหน คำนั้น

และได้เป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวประมงทั้งจังหวัดกระบี่เปลี่ยนแปลง ยอมเสียสละรายได้ยกเลิกการใช้โป๊ะน้ำตื้นจนหมดทั้งจังหวัด โดยได้เงินชดเชยจากประมงจังหวัดรายละ 20,000 บาท

กระบี่กลายเป็นจังหวัดแรกที่ปลอดโป๊ะน้ำตื้นโดยสิ้นเชิง เป็นที่กล่าวขวัญของคนในวงการว่าทำได้อย่างไร 

ทุกวันนี้ชาวไหนหนังได้ประกาศจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในป่าชายเลน ผลัดเวรกันออกเรือตรวจตราท้องทะเลหน้าบ้านว่ามีเรือใดทำผิดกฎหมาย หากพบจะมีการวิทยุติดต่อให้ทางการเข้าไปจับกุม

ชาวบ้านยังบอกผู้เขียนว่า พวกเขาช่วยกันสร้างปะการังเทียมแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือบ้านปลาราคาถูก โดยไปเสาะหาท่อคอนกรีตที่ถูกทิ้งร้างจากการก่อสร้างจำนวน 300 ท่อ มาทิ้งไว้ใต้ทะเลให้เป็นที่อยู่อาศัยของกุ้งหอยปูปลา อีกทั้งยังจัดทำธนาคารปูไข่ โดยรวบรวมปูที่ไข่นอกกระดอง ให้ปูไข่ให้หมดก่อนค่อยขายแม่พันธ์ปูต่อไป โดยพ่อค้าคนกลางในหมู่บ้าน

วันนี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลกระบี่กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวไหนหนัง จากทรัพย์ในทะเลที่พวกเขาช่วยกันอนุรักษ์ มาทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากราคาที่ตกต่ำของยางพารา

ชาวบ้านหลายครอบครัวยังคงทำนา ทำไร่ ปลูกผักอินทรีย์ ซื้อขายกันในชุมชน ไม่ต้องพึ่งพาภายนอก แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ พวกเขาเลี้ยงผึ้งโพรง โดยอาศัยดอกไม้ในป่าชายเลน สร้างรายได้เสริมจากการขายน้ำผึ้ง

ผู้เขียนเดินดูรังผึ้งที่ทำจากกล่องไม้ วางเรียงรายอยู่ในสวนยางพารารอบๆ หมู่บ้าน พวกเขาบอกว่า ผึ้งจะบินไปหาน้ำหวานจากเกสรในรัศมี 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนและเกษตรกรรม ผึ้งชอบกินน้ำหวานจากเกสรของต้นแสมขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว ตาตุ่ม เป้ง ในป่าชายเลน ชาวบ้านบอกผู้เขียนว่า จะเลี้ยงผึ้งได้สำเร็จ ต้องดูแลป่าด้วย

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

การขยายรังผึ้งจะต้องดูผลกระทบ ว่าจำนวนป่าชายเลนมีเพียงพอต่อจำนวนรังของผึ้งหรือไม่ 

ผึ้งไม่ชอบควันไฟจากการเผาป่า

ผึ้งไม่ชอบสารเคมี ยาฆ่าแมลง ตามหัวไร่ปลายนา

และไม่มีป่าก็ไม่มีผึ้ง

ชาวบ้านจึงตกลงร่วมกันช่วยกันดูแลป่าชายเลน ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงในไร่นา เพื่อถนอมคุณภาพน้ำผึ้งและรักษาจำนวนประชากรผึ้ง ทำให้ยาฆ่าแมลง สารเคมี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่ง ผึ้งช่วยผสมเกสรดอกไม้ ช่วยกระจายพันธุ์ของต้นไม้ชนิดต่างๆ ในป่าชายเลน รวมไปถึงพืชผลทางการเกษตร

และที่สำคัญคือ การเลี้ยงผึ้งในป่าชายเลนนับเป็นแนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์มาก พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

เมื่อชาวบ้านดูแลป่าชายเลน น้ำผึ้งก็ทำรายได้หลายหมื่นบาทแก่ชาวบ้านที่เลี้ยงผึ้ง และยังมีกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง มาแปรรูปเป็น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ยาหม่อง ฯลฯ โดยผสมผสานภูมิปัญญาและสมุนไพรท้องถิ่น

รวมทั้งมีการผลิตแชมพูและครีมนวด บำรุงเส้นผมด้วยดอกอัญชัน ซึ่งได้จัดทำเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและพัฒนาเป็นสินค้าประจำตำบลที่ช่วยเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากการทำอาชีพประมงและทำสวน ที่เป็นอาชีพหลักของชุมชนบ้านไหนหนัง ซึ่งสร้างรายได้ไม่ได้ตลอดทั้งปี

แต่ชุมชนก็เล็งเห็นถึงความยั่งยืน ดังนั้น ทุกครอบครัวจึงแบ่งรายได้ 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้เสริมเหล่านี้ไว้เป็นกองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ผลของความสำเร็จของชุมชนหนังไหนจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชน ต้องยอมรับว่าพวกเขามีการจัดตั้งชุมชนที่เข้มแข็งมาก ชุมชนแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนต่างศาสนา แม้คนส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม มีชาวพุทธอยู่ไม่มาก แต่พวกเขาก็อยู่ร่วมกันได้ดี

ตัวอย่างล่าสุดคือ เมื่อมีชาวพุทธคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้สมัครเป็นนายก อบต. ชาวบ้านมุสลิมส่วนใหญ่ก็เลือกเขาจนได้ เพราะมีความเป็นผู้นำ ใจซื่อ มือสะอาด ชัดเจน ผมสังเกตว่าผู้นำหลายคนในชุมชน กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และมีความจริงใจในการทำงานเพื่อส่วนรวมมาก

ทุกวันนี้ชาวไหนหนังกลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของกระบี่ พวกเขาเชื่อว่าเมื่อพวกเขาดูแลทะเล ดูแลป่าอย่างดีแล้ว ป่ากับทะเลจะดูแลพวกเขาเอง พวกเขาอนุรักษ์ท้องทะเล ป่าชายเลน ควบคู่กับการเลี้ยงผึ้ง ลดการใช้สารเคมี จึงมีรายได้ อยู่รอดได้ พึ่งตัวเองได้อย่างดี และมีความสุข ท่ามกลางความตกต่ำของพืชไร่ทางภาคใต้

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ชุมชนหนังไหนเป็นตัวอย่างของคนที่รู้จักศักยภาพของตัวเอง พวกเขาลุกขึ้นทำบางสิ่งอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กัดไม่ยอมปล่อย เหมือนดั่งที่พวกเขาเชื่อว่า

ถ้าเรารู้จักตัวเองเมื่อไร

คุณจะเห็นพระเจ้า

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ไก่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประมาณว่าไก่ในโลกนี้มีประมาณ 26,000 ล้านตัว เรียกได้ว่า ไก่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 

ประเทศที่เลี้ยงไก่มากที่สุดคือ จีน 5,000 ล้านตัว ส่วนบ้านเราเลี้ยงไก่ปีละประมาณ 300 ล้านตัว เกือบทั้งหมดมีชีวิตสั้นประมาณ 1 เดือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์

ไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราเดินทางไปที่ไหนทั่วโลก จะเห็นไก่อยู่แทบทุกหนแห่ง แต่เชื่อหรือไม่ ไก่ที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นล้านตัว มีจุดกำเนิดมาจากไก่ป่าแถวเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และเมื่อประมาณ 4,000 – 5,000 ปีก่อน มนุษย์ได้เริ่มเอาไก่ป่าไปเลี้ยงเป็นอาหาร เพาะพันธุ์จนได้ไก่หลายชนิดกระจายไปทั่วโลก 

หนึ่งในสายพันธุ์ไก่ที่เรารู้จักดีคือ ไก่แจ้

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

เมื่อปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่ในไร่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือไก่บ้านวัยรุ่น 2 คู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนำมามอบให้

ไก่รุ่นนี้มีบรรพบุรุษเป็นไก่ป่า (Red junglefowl) ที่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังละแวกนั้น แอบมาผสมพันธุ์กับไก่แจ้ของชาวบ้าน จนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่น หน้าตาคล้ายไก่แจ้แต่รูปร่างสูงใหญ่ ไม่เตี้ยเหมือนไก่แจ้ และที่สำคัญคือ ตกเย็นจะบินขึ้นเกาะนอนบนต้นไม้สูง ตามสัญชาตญาณไก่ป่าที่ยังติดตัวมา

เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยงไก่ในชีวิต โชคดีไก่พวกนี้เกิดมาค่อนข้างแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เอาเนื้อ ไม่ต้องดูแลมาก ทุกเช้าเย็นแค่โปรยข้าวสารเป็นอาหารให้ไก่ ปล่อยให้เดินหากินเองตามท้องไร่ท้องนา ตกเย็นบินขึ้นเกาะกิ่งไม้นอน ไก่เหล่านี้บินสูง ไม่ได้นอนในสุ่มหรือคอกบนดิน ไม่ต้องสร้างกรงให้เหมือนไก่ทั่วไป ปลอดภัยจากหมาเจ้าถิ่นละแวกนั้น ที่ชอบออกมาหากินไก่ตอนกลางคืน พอเช้าก็บินลงมาคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินตามธรรมชาติ 

ผู้เขียนไม่ได้เลี้ยงไก่เพื่อหวังกินเนื้อ แม้จะมีคนกล่าวว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่าจัดว่าเป็นไก่อร่อยที่สุด เลี้ยงเป็นเพื่อน ตอนแรกเวลาส่งเสียงเรียกให้กินข้าว ไก่ยังไม่ค่อยชิน วิ่งหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่อยู่ไปนานๆ เริ่มมีความผูกพัน จนจับมาลูบหัวได้ บางทีชอบเดินตามไก่ สังเกตชีวิตของพวกเขา นับเป็นความปีติอย่างหนึ่ง

เพิ่งสังเกตว่าไก่แถวนี้ไม่ได้ขันตอนใกล้รุ่ง แต่พร้อมจะขันได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน ดึกดื่นเพียงใดเสียงดังก้องไปทั่วท้องนา

หลายเดือนต่อมา ไก่โตวันโตคืน ไม่ทันไรอ้ายเหลืองตัวผู้ก็ขึ้นไปขี่ผสมพันธุ์ตัวเมีย สักพักตัวเมียก็แยกวงออกมาหาสถานที่ทำรังกกไข่ และออกไข่วันละฟอง ไข่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่พันธุ์ไข่ที่คนทั่วไปกิน พอออกไข่ครบ 7 ฟอง ตัวเมียจะเริ่มมากกไข่ทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ออกไปไหน เป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์ ก่อนที่ไข่จะฟักเป็นลูกเจี๊ยบ

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ลูกเจี๊ยบออกจากเปลือกไข่ได้ไม่นาน ก็ค่อยๆ ทรงตัวยืนขึ้นเอง และเดินเตาะแตะตามแม่ไก่ออกไปหากิน เรียกว่าช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่แรกเกิดทันที พอตกเย็นลูกเจี๊ยบทั้ง 7 ตัวจะเข้าไปซุกนอนอยู่ใต้ปีกแม่ไก่เพื่อหาไออุ่นเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะปีกกล้าขาแข็งออกมาจากอ้อมอกแม่

พอฟ้าสาง แม่ไก่จะพาลูกเจี๊ยบเดินหากินตามพื้น ใช้ตีนคุ้ยดิน พอเห็นสิ่งมีชีวิต อาทิ ไส้เดือน ปลวก แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แม่ไก่จะจิกก่อน หรือเอาตีนไก่เหยียบ รอให้ลูกเจี๊ยบเฮโลมาจิกกินตามแม่ โดยเฉพาะปลวก อาหารโปรด

ผู้เขียนสังเกตว่า บ้านไม่มีปลวก เพราะไก่จัดการกินปลวกตามพื้นดินได้รวดเร็วก่อนที่จะขึ้นบ้าน

เย็นวันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงไก่ร้องดังมากไม่ขาดสาย พอโผล่ไปหน้าบ้าน เห็นอ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นน้อง ไล่ตีกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่พองขน กระโดดตีกัน ใช้ทั้งกรงเล็บและปากจิกคู่ต่อสู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งอ้ายเป๋ตัวเล็กกว่าวิ่งไล่อ้ายเหลืองไปทั่วสนามหน้าบ้าน พออ้ายเหลืองหนีไปหลบในพุ่มไม้ อ้ายเป๋ก็ยืนคุมเชิง พออ้ายเหลืองโผล่ออกมา ก็จะไล่ตีกันอย่างดุเดือดไปรอบสนาม ทำท่าว่าทั้งคู่จะตีกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อเป็นจ่าฝูงแย่งตัวเมีย

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต
การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

การต่อสู้ผ่านไปร่วม 10 นาที สุดท้ายอ้ายเหลืองถูกอ้ายเป๋ไล่ตีฝ่ายเดียว ขนไก่กระจุยกระจาย สุดท้ายอ้ายเหลืองหมอบ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียงร้อง จากอาการบาดเจ็บหนัก เป็นสัญญาณว่ายอมแพ้แล้ว

รุ่งเช้าผู้เขียนเดินตามหาอ้ายเหลืองไปทั่ว นึกว่าหนีไปตายที่ไหน จนพบว่าหนีไปเลียแผลรักษาตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ยอมกินอาหารหรือน้ำเป็นวัน รู้ตัวว่าโดนอ้ายเป๋ยึดตัวเมียไปแล้ว 2 ตัว

ตั้งแต่นั้น อ้ายเป๋เดินคุมตัวเมีย 2 ตัวหากินพร้อมลูกเจี๊ยบ ขณะที่อ้ายเหลืองปลีกวิเวกออกมาหากินตัวเดียว อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

เวลาผ่านไปไม่นาน ไก่ตัวเมียอีกตัวก็เริ่มแยกตัวออกไปหาที่ฟักไข่ กกไข่ได้ 6 ฟองและรอคอยชีวิตใหม่

ผู้เขียนเดินไปเยี่ยมเกือบทุกวัน เห็นแม่ไก่กกไข่นิ่งๆ แทบไม่ไหวติง แต่รอง แม่บ้านผู้รักไก่เล่าว่า แม่ไก่จะค่อยๆ กลิ้งไข่ให้พลิกเอาอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เพื่อกกไข่ให้ความอบอุ่นทั่วถึง เห็นความพยายามของแม่ไก่ที่อดทนเพื่อลูกน้อยอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วม 3 อาทิตย์

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนตื่นลงมาดูรัง และเห็นลูกเจี๊ยบ 2 ตัวเพิ่งฟักเป็นตัวหล่นลงมาจากรัง แต่บนรังว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เดินตามหาไปทั่ว จนพบลูกเจี๊ยบครบ 6 ตัวเดินเตาะแตะอยู่แถวนั้น แต่แม่ไก่ไม่อยู่ เดินตามหาตั้งนานก็ไม่พบ เพราะปกติแม่ไก่จะหวงลูกมาก อุตส่าห์กกไข่มานานกว่าจะฟักเป็นตัว

แม่ไก่หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย รองสงสัยว่า คงโดนงูเหลือมในท้องนาแถวนั้นคาบไปกินแล้ว เพราะหากเป็นหมา จะเห็นร่องรอยของขนจากการต่อสู้

“ปกติไก่จะหนีงูเหลือมทัน แต่แม่กำลังกกไข่เลยไม่กล้าทิ้งรัง ยอมเสียสละเอาชีวิตปกป้องลูก” รองแม่บ้านเล่าให้ฟัง

สงสารแม่ไก่ ไม่ทันเห็นหน้าลูกเจี๊ยบก็ตกเป็นเหยื่อแล้ว ฝ่ายลูกเจี๊ยบก็หนาวเย็นไม่มีแม่คอยกกให้ไออุ่นอีกต่อไป คงอยู่รอดยาก รองแม่บ้านจึงบอกว่า ทุกเย็นจะเอาลูกเจี๊ยบใส่กล่องกลับบ้าน ไปห่มผ้าห่มนอนข้างๆ เตียงด้วยกัน ลูกเจี๊ยบทั้ง 6 ตัวเลยมีแม่คนใหม่แล้ว

2 เดือนต่อมา ลูกไก่ทั้งหมดเติบโตขึ้นเป็นไก่วัยรุ่น ตอนนี้ที่บ้านมีไก่ร่วม 20 ตัวแล้ว เดินกันเต็มลานบ้าน แต่ไม่นานนัก ไก่ค่อยๆ หายไปทีละตัวสองตัว จากฝีมือของหมาแถวนั้น ที่แอบเข้ามาล่าตอนกลางคืน

ไก่เหล่านี้แม้จะบินหนีหมาขึ้นที่สูงเกาะต้นไม้นอน แต่หมาก็ฉลาดพอจะมาดักซุ่มก่อนฟ้าสาง รอให้ไก่บินลงมา และโดนไล่ล่าบนพื้นดิน จนบินหนีไม่ทัน

หลายครั้งที่เราเห็นขนไก่ ปีกไก่ กระจุยกระจายหรือรอยเลือดบนพื้น เป็นหลักฐานสำคัญ และเมื่อตามรอยไป ก็เห็นซากไก่ถูกทิ้งไว้ มีรอยกัดอวัยวะบางส่วนหายไป หมาแถวนี้คาบไก่ บางทีก็ไม่ได้กินจริงจัง แต่กัดเล่นจนตาย 

ไม่กี่อาทิตย์ไก่ลดหายไปเกินครึ่ง แม้แต่อ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นแรกที่มีประสบการณ์ยังเกือบหนีไม่รอด หางไก่ยาวโดนฉีกกัดเห็นร่องรอยชัดเจน

การเลี้ยงไก่บ้านผสมไก่ป่าที่เชียงดาว สอนให้เข้าใจเรื่องผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในวัฏจักรชีวิต

ความคิดเดิมที่บอกว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่า ตกกลางคืนจะบินขึ้นนอนบนต้นไม้สูง คิดว่ามันจะปลอดภัย ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะนอกจากหมาแล้ว งูเหลือมก็มาหาอาหารโอชะแถวนี้ด้วย

แม่ไก่ฟักไข่ออกลูกมาอีกครอก ก็โดนหมาเข้ามากัดคาบแม่ไก่ ที่ไม่ยอมหนีเพื่อปกป้องลูกไก่ 

ชีวิตในธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ผู้แข็งแรงเสมอ 

บางครั้งมนุษย์อย่างเราก็ทนดูไม่ได้ ต้องกลายเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่อนแอ ในที่สุดเลยตัดสินใจสร้างบ้านไก่ หลังจากไปดูแบบบ้านไก่จากเพื่อนบ้านเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์

บ้านไก่มีรั้วแข็งแรง หมาขุดดินมุดไม่ได้ ตาข่ายรั้วเล็กเกินกว่าที่งูจะรอดเข้ามา และพื้นขนาดพอเหมาะให้ไก่อยู่อย่างปลอดภัยและไม่แออัด

หวังว่าไก่แจ้ผสมไก่ป่าเหล่านี้จะมีอายุยืนไปตามธรรมชาติเกือบ 10 ปี ขณะที่ไก่พันธุ์เนื้อทั่วไปมีอายุสั้นไม่ถึงเดือน

แต่หากพวกเขาปีกกล้าขาแข็ง ชอบบินข้ามรั้วไปหากินนอกรั้ว เคราะห์ร้ายอาจไปเผชิญผู้ล่าอีกครั้ง

 ก็แล้วแต่ยถากรรมนะ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคงช่วยได้แค่นี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load