ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้ว อากาศบนดอยตอนเช้ายังคงหนาวเย็น ดอกฝ้ายสีขาวในสวนที่ได้เมล็ดจากไร่หมุนเวียนของเพื่อนเมื่อ 2 ปีก่อนออกดอกให้ชื่นใจ ต้นไม้ที่ผลัดใบเมื่อต้นหนาว กลับมาผลิใบให้ร่มเงาร่มรื่นให้ได้หลบแดดร้อนในตอนกลางวัน

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เสียงตีไม้ตอนสายๆ ดังมาจากหลายทิศทาง เสียงที่ทำให้หลังคาบ้านผลิบานกลายเป็นที่หลบฝนหลบแดด ปีนี้มีหลายครอบครัวที่กำลังสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ได้ทำหน้าที่มายาวนาน หลังคาได้เวลารื้อ ผนังผุพังได้เวลาเปลี่ยน ไม้และเสาที่ยังใช้งานได้ ก็พร้อมแปลงร่างไปเป็นบ้านหลังใหม่ต่อไป

ส่วนชิ้นไม้ที่แตกหัก ยังมีคุณค่า สามารถเอาไปทำเล้าหมู เล้าไก่ หรือเอาไปทำแคร่ไว้นอนเล่นใต้ต้นไม้ได้ กว่าจะเป็นบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เวลาในการเก็บสะสมไม้หลายปี บ้านไม้ที่อายุเก่า 30 ปีขึ้นไม้ เป็นไม้ที่เลื่อยด้วยมือและแบกออกมาด้วยกำลังคนอย่างยากลำบาก ไม้เก่าจึงถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แม่เป็นใย ใบคือพ่อ

มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงและผู้ชายฝั่งละ 30 ชีวิต ได้ท้าประลองสร้างบ้านแข่งกัน ผู้ชายนั้นคิดว่าตัวเองแข็งแรงจึงตัดไม้ใหญ่มาทำเสาบ้าน และเอาไม้ทั้งท่อนมาเป็นหลังคา ส่วนผู้หญิงนั้นใช้เพียงต้นไม้เล็กๆ เป็นเสาและนำใบไม้มาทำหลังคา ผู้ชายทั้งหลายต่างเฝ้ามองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ และมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาจะชนะการประลอง และได้แต่งงานกับผู้หญิงเหล่านั้น

กระทั่งฤดูฝนเดินทางมาถึง บ้านหลังเล็กและยืดหยุ่นกว่าของผู้หญิงที่มีหลังคาจากหญ้าคา สามารถป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ส่วนบ้านที่แข็งแรงของผู้ชายกลับมีน้ำฝนหยดทะลุหลังคาลงมาในบ้าน ตอนแรกๆ ก็ยังอดทนได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว ร่างกายกำยำแข็งแรงเริ่มหนาวสั่นจนต้องสยบให้กับเม็ดฝนเม็ดเล็กๆ คนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาหลบฝนในบ้านของผู้หญิงจนหมดครบทุกคน

การประลองครั้งนั้นผู้ชายเป็นฝ่ายปราชัยอย่างเป็นเอกฉันท์ แม่หญิงจึงเป็นเจ้าของบ้านตราบจนทุกวันนี้ ผู้ชายจึงแต่งเข้าบ้านผู้หญิง และต้องรออย่างน้อย 3 ปีจึงย้ายออกไปสร้างบ้านของตัวเองกับภรรยาได้ ถ้าวันหนึ่งหากภรรยาที่เป็นเจ้าบ้านวายชนม์ บ้านจะถูกรื้อทั้งหลัง หากเป็นสามี แค่รื้อเตาไฟก็เพียงพอแล้วในฐานะได้เพียงรองแชมป์

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราขานชื่อโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่ แม่ธรณี ปาจามามา กายา’ หรืออื่นๆ เพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ แม่น้ำ แผ่นดิน ที่มอบความรัก ความเมตตาต่อเราอย่างเหนียวแน่นเหมือนเส้นใยที่ยึดใบไม้ให้มั่นคง เช่นเดียวกับป่าดิบชื้นก็ถูกเรียกว่าป่าแม่หญิงที่เกอ เนอ หมื่อ ซึ่งมีความหลายหลาย ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี ต่างจากเกอ เนอ พา ป่าผู้ชายที่แห้งแล้งเมื่อถึงหน้าร้อน

พิธีกรรมสำคัญในชุมชนหลายพิธีต้องใช้เหล้า และต้องต้มโดยผู้หญิงเท่านั้น ใช้เหล้าตามท้องตลาดไม่ได้ ไม่เคยมีพ่อบ้านคนไหนกล้าต้มเหล้าพิธี ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านเกิดอยากงอนขึ้นมา ไม่ยอมต้มเหล้าสักปี เท่ากับว่าพิธีกรรมบางอย่างจะต้องเป็นหมันไปเลย

ทุกครั้งที่มีการสร้างบ้าน คนหนุ่มและพ่อบ้านจะช่วยกันสร้างบ้าน แม่และพี่สาวจะคอยทำกับข้าว ผู้เป็นแม่จะเป็นคนคอยเสนอความคิดว่าอะไรส่วนไหนของบ้านควรอยู่ตรงไหน เพราะความเป็นแม่เกี่ยวข้องกับตัวบ้านโดยตรง แม่จะรู้ว่าตรงไหนเหมาะสำหรับทอผ้า เก็บเมล็ดพันธ์ุ ตั้งครัวและข้าวของต่างๆ

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

  นอกจากนี้แม่จะรู้อีกว่ามีแม่ไก่กี่ตัว แต่ละตัวมีลูกอีกกี่ตัว พวกมันนอนตรงไหน แม่รู้จักบ้านและรอบบ้านทุกซอกทุกมุม แม่จึงเป็นแม่ของบ้านที่แท้จริง

ส่วนผู้เป็นพ่อมีหน้าที่เข้าป่าไปหาไม้มาสร้างบ้าน ฝึกฝนการสร้างบ้าน การหาสมุนไพรไว้ใช้ยามเจ็บป่วย การหาอาหารจากป่า ตลอดจนพาฝูงวัวฝูงควายเข้าป่า พ่อจึงมีความรู้มากเรื่องป่าและเส้นทางของภูเขา ผู้เป็นพ่อสำคัญเหมือนพระจันทร์ที่คอยดูแลงานตามฤดู คอยดูแลความเป็นอยู่ในวงรอบที่กว้างออกไป                         

ใบไม้เติบโต เดินทาง และผลัดใบ

ทุกๆ ปีใบไม้จะทำหน้าที่สำคัญหลายครั้ง เช่นช่วงปีใหม่ จะมีการนำใบของ แฆะหล่า หรือ ตองกง มาห่อขนมพื้นบ้านที่เรียกว่า เมตอ ส่วนดอกและลำต้นนั้นของตองกงยังนิยมนำมาทำไม้กวาดเช่นกัน มันจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ต้นไม้กวาด

การทำเมตอเริ่มจากการไปเก็บใบตองกงมาล้างหรือเช็ด แล้วม้วนเป็นทรงกรวยเทข้าวเหนียวที่ผสมถั่วลงไป แล้วพับส่วนที่เหลือปิดปากแล้วมัดด้วยตอก น้ำไปต้มในหม้อสักหนึ่งชั่วโมงก็สุกพอดี และเมตอทรงกรวยก็พร้อมแล้วสำหรับการต้อนรับแขกในโอกาสพิเศษ

นอกจากตองกง ยังมีใบตองสาดที่ใช้ห่อข้าวเช่นเดียวกับใบตองจากกล้วย รักษาความหอมความอร่อยของข้าวไว้ได้มากกว่าถุงพลาสติกหลายเท่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใบไม้เหล่านี้ได้ยังถูกเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะน้อยลงไปก็ตาม

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

การมีอยู่ของใยและใบ เป็นการอยู่รอดพื้นเพและรากเหง้า แบบแผนชีวิตที่ได้รับการสืบทอดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับคนสมัยก่อน ลือ หล่า คือธรรมนูญชีวิตที่จะคอยดูแลชีวิต ครอบครัว ชุมชน จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข เพราะถ้ามนุษย์คิดว่าตัวเองเล็กและธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหนือกว่า เมื่อนั้นมนุษย์จะปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ 

เราสังเกตได้จากวิถีชีวิตคนสมัยก่อนที่สอดคล้อง เลื่อนไหลไปกับที่ต่างกันไป การเพาะปลูกหน้าฝน พักผ่อนหน้าหนาว สร้างบ้านหน้าร้อน ทำให้กลไกของธรรมชาติหมุนไปอย่างอิสระไม่ขัดข้อง

ทุกๆ วันจะมีภาษาใดภาษาหนึ่งตายลง อาจจะเป็นคำพูดหรือความหมาย เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ และถ้าอีก 2 วันที่หยุดเรียนเด็กๆ ไม่ได้ไปสวนกับพ่อแม่ ไม่ได้ขุดดิน ปีนต้นไม้ จับมีด หรือกิจกรรมอื่นที่มีคำศัพท์เฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นไปได้มากที่คำเหล่านั้นในภาษาแม่จะถูกหลงลืมไป 

ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ลือ หล่า ธรรมนูญชีวิตชาวปกากะญอ ที่ย้ำเตือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลือ หล่า ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่เคยมีวัฒนธรรมใดถูกแช่แข็งได้ ผู้เฒ่าหลายคนเฝ้าดูความเป็นไปของชุมชน บ้างถอนหายใจ บ้างส่ายหัว บ้างบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นไม่เคยเป็นสิ่งใหม่ มันแค่เปลี่ยนรูปร่างเท่านั้นเอง  คนสมัยก่อนเคยไปถึงดวงดาวดวงอื่นมาแล้วเช่นกัน แต่หาใช่การพาเท้าสองข้างลงไปเหยียบสัมผัสดวงดาวอื่นจริงๆ เหมือนนักบินอวกาศ แต่มันคือการเดินทางด้วยจินตนาการ ร้อยเรียงเป็นบทเพลงคิดถึงคนรักที่อยู่แสนไกล การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่ยาวนาน มักมีจินตนาการร่วมของผู้คนที่แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความศรัทธา ความเปลี่ยนแปลงมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่มันพูดความจริงกับเราบ่อยๆ ว่าเราต่างต้องร่วงโรยเหมือนใบไม้ที่ผลัดใบ ทิ้งตัวลงดินไปในที่สุดไม่วันใดก็วันหนึ่ง ธรรมนูญนี้เป็นครรลอง เป็นหนทางของโลกใบนี้ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกยาวนาน

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load