“ถึงหน้าบ้านแล้วนะ” ผมส่งไลน์หาฟ้า

ไม่ถึงหนึ่งนาที หญิงสาวในเสื้อสีฟ้า กางเกงสีเขียวสดใส ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก็เดินมาเปิดประตูต้อนรับ

เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผมไม่มีโอกาสได้เจอฟ้าตัวเป็นๆ แต่ในช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ ผมจะได้เห็นเธอเป็นประจำทุกเย็นวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. ทางหน้าจอโทรทัศน์

ผมรู้จัก ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

เธอเป็นคนสะสวย มั่นใจ มีความสามารถรอบด้าน

เรียนก็ดี กิจกรรมก็เด่น แต่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เน้นที่สุด และเพื่อนๆ ทุกคนรับรู้เป็นอย่างดีนั่นคือการทำอาหาร ทักษะที่เธอฝึกฝนจนชำนาญถึงขั้นได้เข้าแข่งขันรายการ MasterChef Thailand Season 4

ผู้เข้าแข่งขันรายการนี้หลายคนมีโรงเรียนสอนทำอาหารชั้นนำอย่างเลอ กอร์ดอง เบลอ หรือวิทยาลัยในต่างประเทศเป็นสถานที่สั่งสมความรู้ แต่สำหรับฟ้า เธอมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและห้องครัวที่บ้านเป็นเวทีแห่งการพัฒนาตนเอง

สมัยเรียน ม.ปลาย ฟ้าหัดทำอาหารเองที่บ้าน (Home Cooking) แล้วมาฝากขายที่สหกรณ์โรงเรียน จนกลายเป็นร้านโปรดของเด็กเตรียมฯ หลายคนในเวลานั้น

ภายในห้องที่ผนังทุกด้านทำด้วยกระจก แดดยามบ่ายตกกระทบอย่างพอเหมาะ เมฆก้อนน้อยลอยอยู่ด้านบน ฟ้ากำลังจะพาผมและทุกคนไปรู้จักกับ ‘สี่ห้องครัว’ ที่หล่อหลอมตัวตนของเธอ

ไม่อยากให้ใครพลาดแม้แต่ห้องครัวเดียว

“เตือนแล้วนะ” (เสียงเชฟป้อม)

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

MasterChef Kitchen

ถามจริงๆ ในรายการ MasterChef Thailand Season 4 คุณเชียร์ใคร

เชียร์ทุกคนเลย อันนี้พูดจริงๆ นะ เราได้รู้จักทุกคน ได้อยู่ด้วยกันนานพอที่จะรู้ว่าแต่ละคนชอบอะไร ฝันอะไร และเราเคารพทุกความฝันนั้น การแข่งครั้งนี้คือทุกคนได้ทำเต็มที่ที่สุดในแบบของตัวเอง

ใครทำให้คุณทึ่งมากที่สุด

จิมมี่ (ปณิธี ตั้งศตนันท์) เขาเป็นคนชิลล์ๆ เล่นตลอดเวลา แต่ทำอาหารออกมาดีเสมอ มีครั้งหนึ่งเป็นโจทย์ทำขนม ซึ่งจิมมี่ไม่ถนัด รอบนั้นฟ้าเองก็เครียดมาก เครียดจนหูดับ ไม่ได้ยินใครเลย แต่จิมมี่ดูไม่ลนหรือเครียดเลยสักนิด เขายังตบมุกกับตากล้องได้ตลอด ฟ้าทึ่งมาก เพราะสุดท้ายเมนูของจิมมี่ดีถึงขั้นได้เป็นสามจานที่ดีที่สุดด้วย

คิดว่าตัวเองตกรอบเร็วไปไหม

เหมือนจะเร็ว เพราะเรารู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ในรายการเราได้แสดงความสามารถไม่ถึงหนึ่งในห้าสิบด้วยซ้ำ เวลาน้อยและความกดดันเยอะมาก รายการนี้คือกดดันที่สุดในชีวิตแล้วจริงๆ มาได้ไกลขนาดนี้ก็เหมาะสมแล้ว ให้คนที่เขาเก่งกว่าเรามากๆ ได้สู้กันต่อเถอะ พวกเขาเก่งมากจริงๆ 

สิ่งไหนในรายการนี้ที่คุณจะไม่ลืมแน่ๆ

มิตรภาพกับคนที่ชอบเหมือนกัน ฟ้าไม่เคยมีเพื่อนที่ชอบทำอาหาร เวลามีปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนแล้วต้องทำอาหารกัน ทุกคนจะหั่นมั่ว บอกให้ทำแบบนี้ เขาก็จะ อะไรนะ งง คุยกันไม่เข้าใจ ฟ้าเพิ่งเคยเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน คนที่คุยเรื่อง Cuisine แล้วเข้าใจกัน มันดีมาก (ยิ้ม) ก็คิดว่า มิตรภาพของรายการนี้จะอยู่ไปตลอด ถึงรายการจบ มิตรภาพจะยังอยู่

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

ได้ข่าวว่าเพื่อนๆ มาสเตอร์เชฟเคยมาปาร์ตี้ที่นี่ด้วย

ใช่ โอ๊ย สนุกมาก วันนั้นมีฟ้า ภูรินท์ (ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช), พี่บิลลี่ (ชัชวาร บุญทอง), ธันวา (จิตนเร บุญแสงวั​ฒน์), พี่เพลง, พี่วิว (ปฐมาภรณ์ อนุวนาวงศ์) และ เตอร์ (ณัฐวัฒน์ เกษมวิลาศ) เราตั้งใจมาฝึกทำวัตถุดิบแล้วปาร์ตี้ต่อตอนค่ำ โจทย์วันนั้นคือกบ แต่ละคนต้องแข่งกันทำจานกบของตัวเองโดยใช้เฉพาะวัตถุดิบที่หาได้ในบ้าน ธันวาไปเอาน้ำบ๊วยของพ่อฟ้ามาเป็นส่วนประกอบ เตอร์เอาปลาข้าวโพดมาทำเป็นอาหารญี่ปุ่น วุ่นวายกันมาก จำได้ว่า ธันวาทำแก้วไวน์วันแต่งงานของพ่อแม่ฟ้าแตกด้วย คนนี้เขาวีรกรรมเยอะจริงๆ (หัวเราะ) 

พอทำเสร็จเราก็ปาร์ตี้กันต่อ มีภูรินท์รับบทเป็นหนุ่มเสิร์ฟไวน์ พี่วิวทำคารามารีมากินเป็นกับแกล้ม ทุกคนทำอาหารที่ตัวเองถนัดมากินด้วยกัน อิ่มอร่อยมากๆ เป็นปาร์ตี้ที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 

อะไรทำให้คุณตัดสินใจสมัครแข่งขัน MasterChef Thailand Season 4

ฟ้าอยากไปมาตลอด ฟ้าติดตามตั้งแต่เป็นรายการของต่างประเทศ พอรายการเข้ามาในไทย ฟ้าก็บอกกับตัวเองว่า ‘สักครั้งในชีวิต ฉันต้องไปให้ได้’

ทำไมจึงคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว

ไม่เคยพร้อม ถ้ารอให้พร้อม มันไม่มีทางพร้อม ในเมื่อเราอยากจะไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเมื่อไหร่ โอกาสไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เราต้องวิ่งไปหาโอกาส ฟ้าเป็นพวกที่ชอบรีเสิร์ชตลอดเวลา อะไรที่ฟ้าอยากทำ ก็จะทำจนได้ รู้สึกว่าถ้าไม่ทำ เราคงพลาดอะไรในชีวิตไปเยอะมากๆ

หลังกล้องได้คุยกับคณะกรรมการบ้างไหม

จริงๆ แล้ว นอกเวลาถ่าย เราจะไม่ได้เจอกรรมการเลย แต่มีครั้งหนึ่งที่ฟ้าประทับใจ หม่อมป้อม (หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล) เป็นรอบที่แข่งที่โรงแรมบันยันทรี ตอนนั้นแทบทุกคนในทีมต้องออกไปเตรียมอาหารด้านนอก เหลือฟ้ากับ พี่เซฟ (ฐณะวัฒน์ ชูประเสริฐโชค) เตรียมของหวานอยู่ในครัว แล้วฟ้าต้องเลื่อนลิ้นชักรถเข็นซึ่งสูงและหนักมากลงทางต่างระดับ ในนั้นมีขนมเหลวๆ เต็มไปหมด ถ้าฟ้าทำหก ทั้งทีมคือจบเลย จู่ๆ หม่อมป้อมที่อยู่แถวนั้นพอดีก็ตะโกนออกมาว่า ‘เอ้า ทุกคนมาช่วยฟ้าหน่อยสิ ฟ้ามันตัวอย่างกับลูกหมา จะยกไหวได้ยังไง’ (ยิ้ม) 

เป็นโมเมนต์ที่ดีมากเลยนะ จากที่เครียดมากๆ ฟ้าก็ยิ้มออกมา หลังหม่อมป้อมตะโกน ทุกคนก็รีบมาช่วยฟ้าและหม่อมป้อมเองก็ช่วยด้วย หม่อมป้อมน่ารักนะ ถึงแม้ว่าจะเรียกฟ้าว่าลูกหมาก็ตาม เขาคงเอ็นดูเรานั่นแหละ แต่ฟ้าว่าฟ้าก็ออกจะแข็งแรงนะ (หัวเราะ)

ในรายการ คุณมักจะออกแบบอาหารให้มีหน้าตาเหมือนงานศิลปะ นั่นคือสไตล์การทำอาหารของคุณหรือ

ฟ้าเป็นคนชอบสีสัน เรามีแฮชแท็กในอินสตาแกรมชื่อว่า #Fahsrainbowfood ทุกอย่างที่ทำ ฟ้าอยากให้มีสีเยอะๆ แต่ฟ้าไม่ชอบประโคมดอกไม้ลงไปในจาน ฟ้าอยากให้องค์ประกอบทุกอย่างกินได้ และต้องเป็นรสชาติที่เข้ากันด้วย มากไปกว่านั้น อาหารและหน้าตาของมันควรจะบ่งบอกถึงประวัติความเป็นมา 

เช่น จานพาสต้าที่ฟ้าทำในรายการมีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี เราก็เลยถ่ายทอดความเป็นธงชาติอิตาลีออกมา ส่วนจานที่เป็นซี่โครงแกะ ฟ้าคิดถึงภาพตอนที่แกะยังมีชีวิต เราอยากให้เขากลับไปอยู่ในธรรมชาติ เป็นน้องแกะที่มองดูพระอาทิตย์ตกดิน ชอบจานนั้นที่สุดแล้ว

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

Home Kitchen

อาหารจานแรกที่คุณหัดทำคืออะไร

เอ่อ…(คิดนาน) ที่บ้านนี้ไม่มีใครทำอาหาร แม่ฟ้าทั้งชีวิตทำอยู่แค่สองเมนู เมนูแรกที่ฟ้าลองทำก็เป็นหนึ่งในสองเมนูนั้นคือ เฟตตูชินี่แซลมอนครีมซอส สิ่งที่แม่ให้ฟ้าทำคือ โรยเกลือบนแซลมอนแล้วถูไปถูมา ตอนนั้นประมาณหกขวบ

แต่ฟ้าชอบทำอาหารตั้งแต่ก่อนหน้านั้นอีก ตอนประมาณห้าขวบ วันนั้นเป็นวันแม่หรือวันเกิดคุณแม่นี่แหละ อยู่ดีๆ ฟ้าก็ไปบอกคุณป้าแม่บ้านว่า น้องฟ้าอยากได้วิธีทำหมูก้อนทอด แล้วฟ้าก็จด หนึ่ง หมูบด สอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ จดเสร็จฟ้าก็ไปหาแม่แล้วบอกว่า ‘คุณแม่ หนูเอาของขวัญมาให้ เป็นสูตรหมูก้อนทอด’

ทำไมถึงอยากให้ของขวัญวันเกิดแม่เป็นสูตรหมูก้อนทอด

ฟ้าคิดแค่ว่า มันเป็นสิ่งที่เราชอบ ฟ้ายังมีกระดาษแผ่นนั้นอยู่เลยนะ

ภาพ : พัชรมณฑ์ เจริญชัย

ครูสอนทำอาหารของคุณคือ

ตัวเอง มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นของเรา ตอนเด็กๆ ในห้องคุณย่ามีชั้นหนังสือเป็นกำแพงเลย มีมุมหนึ่งเป็นหนังสือสูตรอาหารที่คุณย่าตัดแปะเอง ตัดจากนิตยสารบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง ฟ้านั่งอ่านหนังสือพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่สี่ขวบ เราอยากเรียนรู้ เลยอ่านหนังสือ อยากรู้สูตรหมูก้อนทอดก็ถาม ตอนนี้ถ้าอยากรู้อะไรเราก็เสิร์ช

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

การหัดทำอาหารเองที่บ้านแทนที่จะเรียนในโรงเรียน มีข้อดี-ข้อเสีย ยังไง

ฟ้าไม่เคยเรียนในโรงเรียนทำอาหาร เลยไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบยังไง คนที่เรียนอาจจะได้รู้เยอะกว่าเราก็ได้ แต่การฝึกที่บ้านเหมือนได้ลองผิดลองถูกเอง เวลาใครถามอะไรเรา เราจะตอบได้เพราะว่าเราทำมาหมดแล้ว อย่างตอนนี้ฟ้าเลี้ยงยีสต์มาหนึ่งปี เป็นหม่ามี้ที่ภูมิใจในน้องยีสต์มาก พอมีใครเริ่มเลี้ยงยีสต์หรือมาถามเราว่าที่เขาทำมันผิดปกติยังไง ทำไมเป็นอย่างนั้น ฟ้าตอบได้หมด เราเลี้ยงเขามาเองกับมือ เราไม่ได้ไปรับความรู้มาจากใคร เป็นความรู้มือหนึ่งของเราเอง

การหัดทำอาหารที่บ้านไม่มีข้อเสียเลยเหรอ

ก็มีบ้าง (ยิ้ม) อย่างเวลาฟ้าทำอาหาร แม่ก็จะบ่นว่า ‘ฟ้าทำครัวแม่เละอีกแล้วนะ’ คือคุณแม่ฟ้ามีความเป็น Perfectionist ทุกอย่างต้องกริ๊บ อย่างอ่างล้างจาน พอใช้เสร็จก็ต้องเอาผ้าเช็ดอ่างให้แห้งสนิท หรืออย่างคุณพ่อ มีครั้งหนึ่งเราทำอาหารเสร็จแล้วอยากให้เขาชิม พอเขาเข้ามาถึงปุ๊บ แทนที่จะชื่นชม เขากลับพูดว่า ‘ตอนทำอาหารได้ใส่ถุงมือหรือเปล่า ระวังมือเหม็นนะ’ ความแฮปปี้ของเรากลายเป็นความเซ็ง ในใจคิดว่า ช่วยยินดีปรีดากับอาหารที่หนูทำหน่อยไม่ได้เหรอ แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม แค่บ่นหน่อย (หัวเราะ)

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

High School Kitchen

เรื่องหนึ่งที่เพื่อนๆ ยังร่ำลือกันจนถึงวันนี้คือ สมัย ม.ปลาย คุณทำอาหารไปขายที่โรงเรียน จนตอนเที่ยงเพื่อนจะถามกันว่า ‘จะกินฟ้าหรือกินโรงอาหาร’ ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน

มันเกิดขึ้นตอน ม.5 ช่วงนั้นฟ้าเปิดพรีออเดอร์ให้เพื่อนสั่ง ทำเสร็จก็เอาไปส่งที่โรงเรียน วันหนึ่งมีอาจารย์เห็น แล้วก็พูดลอยๆ ว่า เนี่ย ลองเอาไปขายที่สหกรณ์สิ คือเขาก็คงพูดแบบไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติสหกรณ์ไม่ได้ให้นักเรียนเอาอาหารมาขายได้ตามใจชอบ แต่พอได้ยินแบบนั้น ฟ้าคิดว่าน่าจะเวิร์ก เลยไปติดต่อสหกรณ์ ซึ่งป้าสหกรณ์น่ากลัวมาก แต่เราก็ดำเนินการจนวางขายได้ในที่สุด เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ

คุณขายวันไหนบ้าง

ขายทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ อยากให้มีวันพักผ่อนบ้าง ตอนนั้นฟ้าทำอาหารถึงเกือบตีหนึ่งแทบทุกวัน วันเสาร์เตรียมของ วันอาทิตย์ทำเพื่อขายวันจันทร์ วันจันทร์ทำเพื่อขายวันอังคาร ก็จะได้ว่างเย็นวันพฤหัส พอคิดย้อนไปก็สุดอยู่เหมือนกันนะ อาจฟังดูเหนื่อย แต่ฟ้าไม่เคยเหนื่อยเลย เชื่อปะ มีความสุขมากทุกวัน

นอกจากจะนอนตีหนึ่งแล้ว ฟ้าต้องตื่นเช้าเพื่อเอาของไปวางที่สหกรณ์ด้วย เพราะลูกค้าหลายคนจะมาซื้อกันก่อนเข้าแถว แล้วตอนนั้นไม่รู้ทำไมไม่รู้จักนวัตกรรมที่เรียกว่ารถเข็น ฟ้าเลยต้องหิ้วตะกร้าสองข้าง แล้วก็แบกของที่ทำวันละประมาณร้อยกล่องไปตั้งที่สหกรณ์ (ทำท่าให้ดู)

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

วันละร้อยกล่องเลยเหรอ

ใช่ ฟ้าทำวันละสองเมนู เมนูละประมาณห้าสิบกล่อง เมนูแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน ยกเว้นบางเมนูที่คนชอบมากๆ ก็จะกลับมาทำบ่อยหน่อย เช่น แร็พไข่ แร็พไก่ และพวกคุกกี้ แต่นอกจากเมนูพวกนี้ ฟ้าจะเปลี่ยนเมนูทุกวัน กลายเป็นกิมมิกให้คนรีบมาซื้อ เพราะถ้าไม่ซื้อก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ลองชิมเมนูในวันนั้นๆ

ลูกค้าต้องลุ้นทุกวันเลยสิว่าจะเจอเมนูอะไร

ฟ้ามีเฟซบุ๊กเพจชื่อ Sweet Tooth by PcH ทุกวันอาทิตย์จะโพสต์ว่า สัปดาห์นี้ วันไหนมีเมนูอะไรบ้าง

ที่บ้านกังวลไหมว่าคุณจะทำอาหารจนเสียการเรียน

เขาเชื่อเรา เชื่อมาตั้งแต่เด็ก เขาให้เราทำอะไรก็ได้ ให้เราจัดการเอง ซึ่งก็ดี เพราะสุดท้ายเราก็จัดการชีวิตตัวเองได้ตลอด มันพิสูจน์ได้จากการที่พอเราทำอาหารไปขายที่สหกรณ์ ผลการเรียนของเราดีขึ้นด้วยซ้ำ ไม่รู้ทุกคนเป็นไหม แต่เหมือนถ้าในหนึ่งวันเรามีอะไรให้ทำเยอะมากๆ เราจะจัดการเวลาได้ดีกว่าตอนไม่มีอะไรทำเลย ฟ้ารู้สึกว่า ยิ่งงานเยอะ ยิ่งจัดการเวลาได้ดี

เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นยังไง คุ้มกับที่เหนื่อยไหม

ลูกค้าชอบมาก ถ้าเขาไม่ได้แกล้งอวยนะ (หัวเราะ) แต่ก็คงไม่หรอก เพราะเขาซื้ออยู่ตลอด ขายหมดทุกวัน เมนูไหนที่เขาชอบเป็นพิเศษ เขาก็จะรีเควสแล้ว รีเควสอีก

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

Soul Kitchen

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คุณก็ยังมีไปออกบูทขายอาหารบ้าง รอบนี้ทำเพราะอยากซ้อมมือเหมือนเดิมหรือเพราะอะไร

ฟ้าชอบแบรนด์ Sweet Tooth by PcH พอเข้ามหาวิทยาลัยก็รีแบรนด์เล็กๆ แล้วเปิดบูทครั้งแรกที่ตลาดนัดของละครนิเทศ จุฬาฯ ตอนนั้นขายมีตบอลมันบด ใช้ชื่อร้านว่า Sweet Tooth by PcH X แบ๊ดส์บอยซอยตัน ซึ่งเป็นชื่อละครในปีนั้น ผลตอบรับก็ดีมากๆ แฮปปี้มาก คือฟ้าไม่อยากทิ้งแบรนด์นี้ ไม่ว่าตัวเองจะทำอะไรในอนาคต เราก็อยากให้เป็นร้านนี้ โลโก้นี้ แต่จะค่อยๆ รีแบรนด์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาโดยที่ยังเป็นตัวเรา แต่เป็นตัวเราที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วจะพัฒนาไปเป็นอะไรต่อ

เดาไม่ได้ บางคนชอบถามว่า จบแล้วอยากทำอะไร คือฟ้าไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรจะเข้ามาบ้าง ก็คงต้องรอดูกันไป บางครั้งก็อยากเปิดร้านของตัวเองนะ แต่ก็คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี โควิด-19 ก็ยังระบาดหนัก

ถ้าได้เปิดจะเป็นร้านแนวไหน

ร้านที่ฟ้าอยากทำมากที่สุดคือร้านอาหารเดนมาร์ก ตอนปีสอง ฟ้าไปแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์ก ไปกินอาหารในร้าน Fine Dining ที่นั่น แล้วได้แรงบันดาลใจกลับมาเยอะมาก มีเมนูหนึ่งที่ฟ้าผูกพันและรู้สึกว่ามีเสน่ห์มากๆ เป็นเมนูดั้งเดิมของเดนมาร์กชื่อ Smørrebrød (แซนด์วิชหน้าเปิด) ฟ้าอยากให้คนไทยได้ลิ้มลองเสน่ห์ของอาหารจานนี้ อยากให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ความสุขแบบที่เราได้รับในตอนนั้น

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

วันนี้เราเรียกคุณว่าเชฟฟ้าได้หรือยัง

ไม่ได้ สำหรับฟ้า การจะเป็นเชฟได้ต้องสั่งสมประสบการณ์หรือมีดีกรีบางอย่าง ประสบการณ์ฟ้ายังมีไม่เยอะ ดีกรีก็ไม่มี ทุกวันนี้ฟ้ายังบอกตัวเองอยู่ว่า ‘ฟ้าเป็น Home Cook’ เพราะฉะนั้น ก็ยังเป็นแค่ฟ้าเฉยๆ ยังเรียกว่าเชฟไม่ได้

แล้วจะมีวันที่เราได้เรียกคุณว่าเชฟฟ้าไหม

เขินอะ เคยมีครั้งหนึ่งฟ้าไปตัดชุดเชฟ แล้วเขาถามว่า เชฟคะ เชฟใส่ไซส์อะไร เราเขินมาก (ยิ้ม) งงไปหมดเลย เอาจริงๆ ไม่ทราบเหมือนกัน ก็อาจจะมีวันที่เราทำได้ วันที่คนเรียกว่าเชฟแล้วเราไม่เขิน

คุณเคยบอกว่าตัวเองกลัวการเป็นเป็ด

ใช่ มันเหมือนกับเราทำได้ทุกอย่าง แต่ยังไม่สุดสักอย่าง เราเรียนเก่ง แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยากทำงานในสายที่เราเรียน เราชอบทำอาหาร แต่ก็ยังไม่เก่งถ้าเทียบกับคนอื่น ฟ้าถามตัวเองบ่อยๆ ว่า เป็นอย่างนี้มันได้ไหมนะ แต่สุดท้ายก็คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีตรงที่เราดัดแปลงได้ตลอด เหมือนน้ำที่จะอยู่ในแก้วไหนหรือทำอะไรก็ได้ ถ้าตายจากสิ่งหนึ่งเราก็ไปทำอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสิ่งเดียวไปตลอด แต่ก็ยังชอบทำอาหารที่สุดอยู่ดีนะ

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

การทำอาหารให้อะไรกับคุณและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

อาหารให้ความเป็นตัวเอง ภาพที่คนรู้จักเราตอนนี้มีคำว่าอาหารเป็นหนึ่งในนั้น อาหารจึงเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนของฟ้าขึ้นมา ส่วนเอาอะไรไปบ้าง ฟ้าคิดว่าไม่มี

ไม่มีเลยเหรอ

ก็อาจจะมีบางครั้งที่เพื่อนชวนไปเที่ยวหลังเลิกเรียน แต่ฟ้าไปไม่ได้เพราะต้องกลับไปทำอาหาร ตอนนั้นเราชอบทำอาหารมากกว่าจริงๆ ส่วนตอนนี้ฟ้ารู้สึกว่าตัวเองแบ่งเวลาได้ ดังนั้น อาหารไม่ได้เอาอะไรไปจากฟ้าเลย

ถ้าให้คุณเลือกอาหารที่ตรงกับชีวิตตัวเอง คุณว่าเป็นเมนูไหนดี

ยากจัง ฟ้าเคยเห็นหลายคนต้องตอบคำถามนี้ ไม่รู้เขาคิดออกได้ยังไง… (คิดอยู่ 10 วินาที)

โอเค (ตาลุกวาว) มันคือเมนูนี้เลย Smørrebrød Leverpostej (แซนด์วิชหน้าเปิดหน้าตับบด) เมนูนี้เป็นเมนูที่ฟ้าทำตอนออดิชันประกวด MasterChef Thailand Season 4 คนที่ออดิชันรอบเดียวกันคิดว่าเราทำขนม ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะดูภายนอก จานนี้ก็เหมือนขนมจริงๆ 

เหมือนกับชีวิตของฟ้าที่ข้างนอกอาจจะดูอ่อนหวาน ดูเหมือนนั่งสวยๆ แต่จริงๆ แล้วมีอะไรอยู่ข้างในเยอะมาก จานนี้ไม่ใช่ของหวาน มันคือของคาวที่มีหลากรสชาติอยู่ข้างใน มีบีตรูทดองเพิ่มความเปรี้ยว ผักชีลาวเพิ่มความสดชื่น เบคอนกรอบเพิ่มความกรอบ ทุกองค์ประกอบช่วยกันสร้างเป็นจานจานนี้ และคนคนนี้

แกะสูตรชีวิต ฟ้า พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

สำหรับคุณ อาหารคืออะไร

คนกินอาจมองว่าอาหารคือสิ่งที่ทำให้เราอิ่ม แต่สำหรับคนทำ ฟ้ามองว่าอาหารคือความรักและความใส่ใจ คือทุกอย่างที่เราใส่ลงไปในจานแล้วอยากให้คนที่กินรู้สึกถึงมัน อาหารคือศิลปะอันย่อมๆ เลยล่ะ

อาหารจานล่าสุดที่ทำให้คนที่คุณรักกินคืออะไร

เค้กชาเขียว จริงๆ ฟ้าทำไว้ให้ทุกคนด้วย เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จไปชิมกันนะ

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load