ลินดา เจริญลาภ นักออกแบบแฟชั่น เจ้าของแบรนด์ LaLaLove กับ นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพแฟชั่น ชวนกันทำโครงการ Recycle Rising ว่าด้วยการ Recycle และ Upcycle ในวงการแฟชั่น 

โดยมี แม่แต๋ว-อัจฉรา นรินทรกุล คุณแม่ของนินทร์ แฟชั่นนิสต้าวัย 70 เจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw มาเป็นนางแบบและช่วยทำโปรเจกต์

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

 ทีแรกโครงการนี้เริ่มต้นจากแนวคิดในการรักษาโลก แต่ทำไปทำมากลับพบว่า โปรเจกต์ที่หยิบเอาผ้าเก่าในตู้ของคุณแม่มา Upcycing ตัดเป็นชุดใหม่ (ซึ่งสวยจนได้ลง VOGUE Thailand) มีฤทธิ์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้คุณแม่แต๋วให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

มาทำความรู้จักพลังของแฟชั่นบำบัด แล้วไปชมนิทรรศการนี้ด้วยกัน จัดแสดงถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ที่ ART 4C พื้นที่สาธารณะเพื่อศิลปะของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ติดกับสามย่านมิตรทาวน์ 

 รักษาโลก

ลินดาเริ่มต้นแบรนด์แฟชั่น LaLaLove ที่มีจุดเด่นคือการพิมพ์ลายเปรี้ยวซ่าลงบนผ้ายืดเมื่อ ค.ศ. 2008 ที่ลอนดอน พร้อมกับความสนใจเรื่องการลดขยะในงานแฟชั่นลงให้ได้มากที่สุด ผ้าทุกชิ้นที่ลินดาใช้ต้องมีใบรับรอง และเธอจะไปดูกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนด้วยตัวเองถึงโรงงานทุกครั้ง พอเธอกลับมาเมืองไทย เธอก็หันมาใช้ผ้าที่ทอจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

อีกมุมหนึ่ง เธอสนใจผ้าไทย เริ่มจากเมื่อ ค.ศ. 2017 เธอได้รับการติดต่อจากบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (​ประเทศไทย) จำกัด ให้ช่วยทำแฟชั่นผ้าขาวม้า เธอเอาชนะความท้าทายนี้ด้วยการนำความซุกซนมาผสมกับธีมการละเล่นของไทย จนงานนี้ไปได้ไกลถึง Tokyo Fashion Week, Vienna Fashion Week และลอสแอนเจลิส 

เมื่อได้รับการติดต่อจาก ART 4C ให้มาแสดงนิทรรศการร่วมกันในคอนเซปต์ขยะและการรีไซเคิล ลินดาจึงแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เรื่อง Recycle ผ่านการพูดคุยถึงชุดว่ายน้ำเปรี้ยวซ่าที่ทำจากผ้ารีไซเคิลของแบรนด์ LaLaLove โดยมีเหล่านายแบบนางแบบมาสวมชุดว่ายน้ำเดินโชว์ภายในงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ชุดว่ายน้ำรักษ์โลกก็ยังเปรี้ยวได้

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw
แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

รักษาของ

ส่วนที่ 2 เรื่อง Upcycling หรือการเปลี่ยนชิ้นงานหนึ่งไปสู่ชิ้นงานใหม่ เช่น เย็บเสื้อยืดตัวเก่าให้กลายเป็นถุงผ้า ลินดาเล่าผ่านงานที่ชื่อ ‘Every year is a golden year’ นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นที่เล่าเรื่องความชอบผ้าไทยของคน 2 รุ่น โดยนินทร์ ช่างภาพฝีมือดีที่เคยฝากผลงานไว้ใน The Cloud มากมาย และเจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw พื้นที่เก็บความทรงจำของนินทร์และแม่แต๋ว ผ่านสีสันและความฉูดฉาดของเสื้อผ้าที่คุณแม่ซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์สวมใส่ 

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

ลินดาและนินทร์หยิบผ้าเก่าของแม่แต๋วมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าลีลาจัดจ้าน ให้แม่แต๋วใส่มาวันเปิดงาน และใส่ไปถ่ายแฟชั่นร่วมกับนางแบบสาวผู้รักผ้าไทยอย่าง คารีสา สปริงเก็ตต์ 

“เราสนิทกับนินทร์ เจอกันบ่อย ทำให้ได้เจอแม่นินทร์ด้วย เราเรียกแม่นินทร์ว่า พี่แต๋ว จะได้ดูสาวหน่อย เขาเป็นอัลไซเมอร์อ่อนๆ เราก็มานั่งคิดกันว่า จะทำยังไงให้แม่นินทร์ไม่นอนทั้งวัน เขาก็ปิ๊งขึ้นมาว่า แม่มีผ้าไทยเก็บไว้ในตู้เยอะมาก ลองเอามาทำอะไรสนุกๆ กันไหม คือคนแก่เขาหวงผ้านะ แต่เก็บไว้ก็โดนแมลงกินไปเรื่อยๆ นินทร์บอกว่าเดี๋ยวผมจะไปขโมยมา ได้มาตั้งใหญ่เลย เอามารวมกับผ้าที่เรามี ก็คิดว่า ทำชุดให้แม่ดีกว่า” ลินดาเล่าที่มาของการหยิบผ้าเก่ามาเล่าเรื่องใหม่

“เหมือนเป็นโครงการหยิบผ้าที่ทิ้งไว้เฉยๆ มาแปรรูป หรือผู้สูงอายุคิดอยากเปลี่ยนผ้าของตัวเองก็ได้ เป็นกิจกรรมที่พาคนหลายรุ่นมาเจอกัน” นินทร์เสริม

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

แม่แต๋วประเดิมสวมชุดแรกที่ลินดาตัดให้ไปงานแต่งลูกชายคนรอง เมื่อเห็นว่าเธอกลายเป็นดาวเด่นประจำงาน ลินดาก็เลยชวนแม่แต๋วมาเป็นนางแบบในงานต่อไปของ LaLaLove ทันที

“เรามีถ่ายงานกับพี่ลินดาเรื่อยๆ มีงานหนึ่งเป็นคอนเซปต์ Every year is golden year ทุกปีควรเป็นปีที่ดี ไม่ว่าจะเจออะไรมาหนักหนาแค่ไหนก็ตาม แล้วปีที่ดีของเราคืออะไร คือการที่คนแต่ละรุ่นบ้าผ้าไทย แล้วมีความสุขกับผ้าไทยในปีนี้

“แม่แต๋วเป็นตัวแทนของรุ่นใหญ่วัย Baby Boomer ส่วนคารีสาเป็นนางแบบรุ่นเล็ก Gen Z ทั้งสองคนมีช่วงวัยและชีวิตที่ต่างกัน แต่ผ้าไทยทำให้พวกเธอได้มาเจอกัน งานนี้เคยลงใน VOGUE Thailand ทางจุฬาฯ เห็นก็ถามมาว่าอยากเอามาทำเป็นนิทรรศการไหม ก็ได้พี่ลินดามาช่วยเติมเต็มในเนื้อหาเกี่ยวกับ Recycle และ Upcycling ตรงกับธีมงานมาก

“งานนี้เราใช้ชื่อใหญ่ว่า Recycle Rising แต่ด้านหน้าโปสการ์ดเขียนชื่อคอลเลกชันว่า แรดรักษ์โลก” ลินดาหัวเราะ “ตอนแรกเขียนว่า RAD แปลว่า เท่ แต่เด็กๆ ในออฟฟิศบอกว่ามันไม่แซ่บ เอาแรดไปเลย เราก็เลยเอาวะ แรดก็แรด

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“เราเชิญแม่แต๋วมาเป็นไฮไลต์ส่วน Upcycling แล้วก็จะทำโปรเจกต์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ให้คนรู้ว่ามีอะไรแบบนี้ด้วย เธอลองไปดูตู้เสื้อผ้าของเธอสิ อยากเอาผ้ามาทำอะไรไหม อยากได้ชุดใหม่ไหม ส่งผ้ามา แล้วมาคุยกันว่าชอบแบบไหน เดี๋ยวฉันสเก็ตช์แล้วตัดเย็บให้” ลินดาเล่าต่อว่า ถ้าใครชอบแพตเทิร์นสำเร็จรูปที่เธอเตรียมไว้ให้ ก็พร้อมปรับขนาดและตัดเย็บใหม่ให้ทันที

นินทร์เล่าถึงภาพถ่ายทั้งหมดที่ปรากฏในงาน เขาบอกว่า ชอบภาพบนโต๊ะอาหารที่สุด 

“เราชอบรูปนี้เพราะคารีสาทำให้แม่ถ่ายรูปได้จนจบงาน แม่อยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากเปลี่ยนชุดแล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่คารีสาคุยเล่นกับแม่ตลอด คุณแม่นั่งก่อน นั่งกินขนมกัน ก็เลยเกิดช็อตที่ทำให้เห็นว่าคนสองรุ่นอยู่ด้วยกันได้จริงๆ”

รักษากาย

การร่วมงานกับแม่แต๋ว ได้ผลลัพธ์ที่มากไปกว่าแฟชั่น

“แฟชั่นช่วยให้แม่ไม่ได้นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ทำให้เขาตื่นตัวขึ้น จำชื่อเราได้ด้วย เราเคยขอยืมชุดแม่มาโชว์ โห ตอนนั้นโดนแม่นินทร์ด่ายับเลย แม่โวยวายว่าชุดฉันหายไปไหน ใครเอาไป กลายเป็นจำได้ สิ่งนี้เลยกลายเป็น Fashion Healing” ลินดาเล่าถึงผลพลอยได้ที่เธอไม่เคยคาด

“ผู้สูงอายุจะมีอะไรบางอย่างพัง คนนี้เข่าพัง คนนี้ฟันฟัง แม่เราทุกอย่างดีหมด พังแค่ความทรงจำ ซึ่งได้แฟชั่นเข้ามาช่วย ความรักสวยรักงามทำให้เขาดีขึ้นได้จริงๆ เขาเริ่มมีคำถามกลับมานิดๆ หน่อยๆ ทำให้เห็นว่าเขาดีขึ้น โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น” นินทร์มองว่าแฟชั่นเป็นเหมือนอาหารเสริมลับสมองให้แม่แต๋วกลับมาจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น

การรักษาทั่วไปต้องใช้ยา แต่นินทร์คิดว่า ถ้าไม่ใช้ยาล่ะ ถ้าเราอยู่กับเขาแล้วกระตุ้นด้วยพลังมหาศาลของเรา จะช่วยให้ดีขึ้นได้ไหม ความทรงจำที่เริ่มแข็งแรงและความสดใสของแม่แต๋วในวัย 70 ปี ยืนยันว่าเป็นไปได้

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“แม่ยังบอกอยู่เลยว่า อย่าลืมมาทำผมสีนี้ให้ด้วยนะ” ลินดาชี้ไปที่ผมสีรุ้งของเธอ ซึ่งคำทักทายที่แม่จะพูดกับลินดาทุกครั้งที่เจอกัน

“ตอนเที่ยงคืน แม่ลุกมาทาปากแดงแจ๋เลย เราถามว่าทาปากทำไม เขาบอกว่า ก็ทาแค่นิดหน่อยเอง มันทำให้เห็นว่าเขาดูแลตัวเองดีขึ้น จากการทาลิปสติก ลามไปถึงการอาบน้ำ ถูสบู่ให้สะอาด” นินทร์เสริม

“ถ้าเราพาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไปหาหมอ คำถามแรกของหมอคือ เขาเริ่มสกปรกขึ้นใช่ไหม เพราะอาการแรกคือ ลืมว่าต้องอาบน้ำ เสื้อผ้าไม่ดูแล แม่เราก็เป็นแบบนั้น พอวันหนึ่งที่เขาลุกขึ้นมาทาปาก พกลิปสติกติดตัว ดูกระจกแล้วบอกว่าทำไมผมยุ่งจัง หวีผมหน่อยดีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ

“แฟชั่นอยู่ในตัวเขาเลย แค่เขาเปิดกระโปรงขึ้นมา แล้วเห็นตะเข็บที่เย็บเนี้ยบๆ เขาจะถามเลยว่าทำกี่วันเนี่ย คือเขาไม่ควรจะสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว กลายเป็นว่าแฟชั่นมันกลับไปอยู่ในตัวเขา ทำให้เขาสนุกกับชีวิตอีกครั้ง งานนี้เลยเป็นโอกาสพิเศษ ที่แม่จะได้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่เขาชอบ ได้แต่งตัวสวยๆ มีคนมาดูชุดที่แม่ใส่ ได้เห็นรูปของตัวเองบนผนัง” นินทร์เล่าด้วยรอยยิ้ม

รักษาใจ

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด การได้มีโอกาสพิเศษแต่งตัวสวยๆ ออกไปเจอคนบ้าง ถือเป็นสิ่งที่ช่วยคุณแม่แต๋วได้มาก

“ถ้าแม่ไม่ออกจากบ้านสองวัน เขาจะสั่งเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ได้แล้ว นึกเส้นใหญ่ เส้นเล็ก ช่วงนี้เราเป็นห่วงเรื่องโรค แต่ก็เป็นห่วงสมองที่อ่อนแรงของแม่ด้วย” นินทร์พูดถึงผลของการกักตัวอยู่บ้าน

ลินดาเสริมว่า “กลุ่มผู้สูงอายุในเมืองค่อนข้างขาดโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน คนต่างจังหวัดยังได้ไปวัด ไปตลาด ได้คุยกัน มีสามล้อก็ไปได้แล้ว แต่อยู่นี่ต้องให้ลูกหลานพาไป ถ้าเขาไม่ได้ออกไปไหน เขาแก่ลงเยอะนะ”

ลินดาเล่าถึงคุณยายลักษณ์ วัย 82 ปี น้องสาวคุณพ่อของลินดาที่ร่างกายเริ่มโทรมจากการอยู่เฉยๆ เมื่อก่อนเธอรับหน้าที่ขับรถไปรับหลาน ระหว่างทางก็แวะเม้ามอยกับเพื่อน มีเรื่องสนุกๆ กลับมาเล่าให้ลินดาฟังเสมอ แต่พอไม่ได้ออกไปไหน เธอก็เริ่มเดินช้าลง หยิบจับอะไรช้าลง 

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้
โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“เราก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนั้นแบรนด์เราทำหน้ากากผ้าไหม เราให้คุณยาย ยายชอบมาก ส่งรูปไปอวดเพื่อนๆ ใหญ่เลย บอกว่าเดี๋ยวฉันจะส่งไปให้ใช้นะ พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นินทร์เปรียบว่า ถ้าสมองคือร่างกาย แฟชั่นก็คือการยกเวท

“การดูแลคนป่วยก็เหมือนออกกำลัง สมองมีกล้ามเนื้อ ถ้าเราไม่ได้ใช้ มันก็ไม่ฟิต มันก็จะฟีบลง แฟชั่นทำให้เราต้องคิดว่า อะไรคู่กับอะไร รองเท้า เสื้อผ้า หน้า ผม มันก็ช่วยให้ทั้งตัวเราและคนป่วยมีแรงขึ้นมาบ้าง แม้แค่เพียงนิดเดียว คนที่ดูแลก็ดีใจแล้ว

“พอเขาแต่งตัวมีสีสัน คนในซอยก็กล้าเข้ามาคุย มากกว่าวันที่เขาแต่งตัวซ่อมซ่อ หรือแต่งตัวแบบเดิมๆ ใครๆ ก็มองว่าน่ารัก ใครก็อยากเข้ามาคุยด้วย มันมีช่วงที่เขาใส่แต่เสื้อตัวเดิม เราดูแล้วก็รู้สึกว่า เขาแก่เนอะ แต่พอเปลี่ยนมาใส่ชุดลายนกยูงสีม่วง เหมือนเขาไม่ได้แก่ลง เรามองแล้วก็มีความสุข ก็สวยดีนะ ไปกินข้าวกัน บางครั้งก็ลืมเรื่องป่วยไปได้” นินทร์ทิ้งท้ายถึงพลังของแฟชั่นที่ช่วยรักษาความทรงจำของแม่แต๋วไปพร้อมๆ กับหัวใจของเขา

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

นิทรรศการ Every year is a golden year

NIN NARINT X LaLaLove

จัดแสดง ณ CU ART 4C

ระยะเวลาการจัดแสดง 3 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

19 กรกฎาคม 2560
14 K

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป-ถ้าคุณโชคดีพอ-ท่ามกลางรถไฟฟ้าหลายขบวน คุณจะพบรถไฟขบวนหนึ่งที่ต่างจากขบวนอื่นๆ

ต่างจนอาจทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจ

หากมองจากภายนอก รถไฟฟ้าขบวนนี้ห่อหุ้มด้วยงานศิลปะที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย แทนที่จะเป็นโฆษณาจากแบรนด์ใหญ่ และหากเดินเข้าไปภายในขบวน พื้นที่โฆษณาภายในก็ถูกแทนที่ด้วยงานศิลปะอีกเช่นกัน หากคุณไม่ได้มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คุณอาจพบเจอข้อความที่กระทบใจในพื้นที่รถไฟฟ้า

งานศิลปะทั้งในและนอกขบวนที่มีชื่อโปรเจกต์ว่า ‘Universal Connections by Spiritual Fractal’ เป็นผลงานของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินที่โด่งดังในระดับสากล ผลงานของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และซื้อขายกันในหมู่นักสะสมศิลปะทั่วโลก ซึ่งปกติงานของศิลปินผู้นี้ใช่ว่าจะหาชมกันได้ง่ายๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเดินทางไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเสพงานเขา อย่างผลงานล่าสุดของเขาที่ชื่อนิทรรศการ The Timeless Present Moment ก็จัดกันที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM) จังหวัดเชียงใหม่

การที่งานศิลปะของเขามาปรากฏบนรถไฟฟ้ากลางมหานครจึงไม่ใช่เรื่องปกติ หรืออาจใช้คำว่าประหลาดอย่างที่ว่าไว้ก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับใครที่กำลังอ่านบรรทัดนี้บนรถไฟฟ้าขบวนนั้น เราขอแนะนำให้เงยหน้าจากจอแล้วเสพบรรยากาศรอบๆ คุณให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วค่อยมาอ่านบรรทัดถัดไปที่จะเฉลยทุกคำตอบ

ส่วนใครที่ยังไม่พบเจอ เราอยากชวนคุณอ่านเบื้องหลังโปรเจกต์นี้กันก่อน เผื่อวันหนึ่งคุณจะโชคดีได้โดยสารรถไฟขบวนนี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีต้นทาง : เปลี่ยน ad เป็น art

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ในช่วงเวลาใกล้ๆ กับที่ asiola เว็บไซต์ระดมทุนถือกำเนิด

พีท-ประณิธาน พรประภา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง asiola คือเจ้าของความคิดในการเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาบนรถไฟฟ้าเป็นงานศิลปะ และศิลปินที่เขานึกถึงคือ คามิน เลิศชัยประเสริฐ

อะไรคือจุดเริ่มต้น ทำไมต้องเป็นรถไฟฟ้า ทำไมจึงเป็นศิลปินรุ่นใหญ่จากเชียงใหม่

เชิญฟังคำตอบจากปากเขา

Universal Connections by Spiritual Fractal

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คือตอนไหน

เวลาผมคิดอะไรผมจะเริ่มคิดจากว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และใช้วิธีสร้างสรรค์เพื่อแก้ไข ปัญหาที่ผมมองเห็นก็คือ พวกเราโชคดีที่อยู่ในเมืองที่มีเสน่ห์ มีครบทุกอย่าง ทั้งความหลากหลาย จิตวิญญาณ แต่ยิ่งนับวันพวกป้ายโฆษณายิ่งมากขึ้น ซึ่งมันทั้งรำคาญตา รำคาญจิตใจ และเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ คือเราไม่ได้โดนแค่บน cloud ในโลกออนไลน์ แต่เรายังมาโดนบน ground อีกด้วย ผมเลยรู้สึกว่าถ้าเราหันมาใช้ป้ายพวกนี้ในทางที่ดี มันน่าจะมีประโยชน์

แล้วทำไมต้องเป็นรถไฟฟ้า

เราคิดว่ามีอะไรที่เป็นวิธีสื่อสารที่เข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม แล้วเราก็คิดถึงรถไฟฟ้า เพราะว่ามันเป็นสื่อที่ทุกคนสัมผัสได้ ไม่ได้แบ่งแยกผู้ชม ใครก็นั่งรถไฟฟ้าได้ เป็นสาธารณะ อีกอย่างมีคนเห็นเยอะ ผมรู้สึกว่ามันน่าจะดี ถ้าเราสามารถใช้สื่อตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้

โดยส่วนตัวคุณเชื่ออะไรในงานศิลปะ จึงพยายามผลักดันมันให้ไปอยู่บนรถไฟฟ้า

ถ้าเกิดเราย้อนไปในอดีต ศิลปะนั้นเป็นต้นกำเนิดของหลายๆ อย่างการสร้างวัด สร้างโบสถ์ ก็คือการทำงานศิลปะนะ คนทำเขาเอาใจใส่ในสิ่งที่เขาทำ แต่พอวันเวลาผ่านไป คนคิดว่าศิลปะต้องเป็นงานที่เป็นชิ้นๆ แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น จริงๆ ศิลปะมันเป็นวิธีใช้ชีวิตของเราได้ และศิลปะที่ผมสนใจที่สุดคือศิลปะที่สามารถทำให้คนคิดได้ เราก็นึกถึงอาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ

อาจารย์คามินเป็นศิลปินที่ค่อนข้างมีจุดยืนที่ชัดเจน เป็น Conceptual Artist ซึ่งผมชอบ เพราะว่ามันกระตุ้นความคิดของทุกคน ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความเข้าใจในงานไม่เหมือนกันก็ได้ ผมก็เลยเดินทางไปเจออาจารย์คามินที่เชียงใหม่ พอไปเจออาจารย์ผมก็เคารพแกมาก ผมว่าศิลปินอย่างนี้เหลือน้อยแล้ว ศิลปินที่ชีวิตของเขาคือศิลปะของเขาจริงๆ ซึ่งการที่อาจารย์เป็นอย่างนั้นมันยิ่งเหมาะมากกับสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ

คุณเชื่อว่ารถไฟขบวนเดียวจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงเหรอ

ก็คงไม่ถึงกับสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผมคิดคือ งานพวกนี้มันจะไปกระตุ้นความคิดเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากหลายๆ คน ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จากหนึ่งคนแน่นอน

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีต่อไป : ระดมทุน

โปรเจกต์นี้ใช้วิธีระดมผ่านเว็บไซต์ asiola ระยะเวลาในการระดมทุนคือ 4 เดือน เป้าหมายที่ต้องการคือ 2,600,000 บาท

ไม่ใช่เรื่องง่ายในประเทศที่การระดมทุนผ่านโลกออนไลน์ยังเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะฉะนั้นการหาเงินจากผู้ลงขันให้ถึงเป้าในระยะเวลาที่กำหนดจึงเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย

พีท ในฐานะเจ้าของความคิดต้นทางและเป็นหนึ่งในทีม asiola จึงต้องหาวิธีสื่อสารให้คนเข้าใจโปรเจกต์ และสร้างสิ่งจูงใจให้คนมาระดมทุมในโปรเจกต์นี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

ทำไมจึงเลือกใช้วิธีระดมทุนกับโปรเจกต์นี้

การระดมทุนเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดแล้ว ถ้าเกิดไม่มีตัวแปรที่เป็นการระดมทุนผมคงไม่ทำ สมมติเราบอกว่าเราจะทำงานศิลปะหุ้มรถไฟฟ้าแล้วเราก็หุ้มเองเลย มันก็จะจบแค่นั้น แต่โปรเจกต์นี้เราอยากทำสิ่งที่คนอื่นๆ ก็ต้องการเห็นมันเกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่เราคนเดียว คือถ้าคนอื่นไม่ต้องการ มันก็จะไม่เกิด

มั่นใจว่าจะสำเร็จไหมตอนระดมทุน

ค่อนข้างมั่นใจนะ เราสร้างโปรเจกต์จากการออกแบบรางวัลต่างๆ จากรางวัลใหญ่ แล้วก็เป็นรางวัลเล็กรองลงมา เราอยากให้รางวัลมีหลายระดับ ตั้งแต่สามร้อยบาทจนถึงหลักแสน ถ้ารางวัลเล็กขายไม่ได้ อย่างน้อยรางวัลใหญ่ก็น่าจะมีคนที่เราสื่อสารไปหาได้ เราก็นั่งคิดร่วมกับอาจารย์คามินว่าจะมีรางวัลอะไรบ้าง ซึ่งอาจารย์คามินเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง มูลค่าของงานอาจารย์ค่อนข้างสูง ไม่ใช่เป็นศิลปินที่งานไม่มีมูลค่า ที่ผ่านมาก็มีคนสนับสนุนผลงานอาจารย์คามินเยอะอยู่แล้ว ผมจึงค่อนข้างมั่นใจ

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีปลายทาง : คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เรานัดพบ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ที่กรุงเทพฯ ก่อนวันเสวนาในหัวข้อ ‘อุเบกขา : การเชื่อมต่อของจักรวาล’

สิ่งที่น่าสนใจของงานชุดนี้คือสื่อที่ใช้ในการนำเสนอนั้นหลากหลาย ทั้งรถไฟฟ้า แอนิเมชันในยูทูบที่สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดในรถไฟฟ้าเข้าไปดูได้ และยังมีส่วนที่เป็นจิวเวลรี่ ซึ่งทำร่วมกับ อัตตา แกลเลอรี่

หากใครติดตามผลงานของคามินมาก่อน ย่อมรู้ว่าเขาคือศิลปินที่ทำความเข้าใจชีวิตผ่านการทำงานศิลปะ ทุกงานในช่วงหลังของเขาจึงมักเป็นหัวข้อที่ทำให้เราตระหนักถึงสัจธรรมบางประการของชีวิตมนุษย์

และงานชุด ‘Universal Connections by Spiritual Fractal’ ก็เป็นเช่นนั้น

Universal Connections by Spiritual FractalUniversal Connections by Spiritual Fractal

พอรู้ว่าต้องทำโปรเจกต์นี้ คุณเลือกจะถ่ายทอดผลงานอย่างไร

คือผมไม่ได้คิดเรื่องการถ่ายทอดก่อน ผมจะคิดว่าชีวิตผมตอนนี้สนใจเรื่องอะไร แล้วพอดีช่วงนั้นผมหมกหมุ่นอยู่กับ Fractal Geometry ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Benoit Mandelbrot เขาพบว่าโครงสร้างของทุกสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ อย่างเช่น ร่างกายมนุษย์ เส้นเลือด ดีเอ็นเอ ต้นไม้ ภูเขา มันมีโครงสร้างที่ซ้ำกัน แม้แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นในธรรมชาติอย่างคลื่นต่างๆ ก็มีโครงสร้างเดียวกัน มีการซ้ำกันในตัวมันเอง แล้วจังหวะนั้นคุณพีทเขามาหาผม ชวนผมทำโปรเจกต์บีทีเอส โดยที่ผมไม่รู้จักเขามาก่อน ผมก็เลยเสนอเรื่องนี้กับเขา

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

ทำไมอยู่ดีๆ สนใจ Fractal Geometry

จริงๆ ผมไม่ได้สนใจคำนี้นะ แต่ผมสนใจความจริง ผมสนใจเนื้อหาของการทำความเข้าใจธรรมชาติ เรื่อง fractal ผมเคยอ่านมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจในรายละเอียด จนกระทั่งผมมาดูสารคดีทางช่อง BBC แล้วก็เลยเริ่มเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ไม่เคยเข้าใจว่ามันเชื่อมโยงกับการวิปัสสนาที่ผมทำอยู่ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่งผมนั่งวิปัสสนาแล้วก็เข้าใจว่า อุปนิสัยของเราก็เกิดจากการซ้ำกันของการกระทำที่เราทำในแต่ละวัน เราเจออากาศแบบนี้แล้วเราไม่ชอบ เจออากาศเย็นเราชอบ มันก็ทำให้ผิวหนัง ร่างกาย อุปนิสัย เราเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเจอทุกวันๆ กิจกรรมที่ซ้ำกัน ทำให้เกิดเป็นอุปนิสัยของแต่ละคน

ผมก็เลยโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ธรรมชาติที่เป็น physical อย่างต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ คลื่น พวกนี้มี fractal ทั้งหมด ส่วนภายในจิตใจ อย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นข้างในเรา พวกนี้เป็น Spiritual Fractal แล้วจิตใจเรากับจักรวาล กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก มันจะสัมพันธ์กันหรือว่าต่อกันช่วงไหน งานนี้ผมก็เลยใช้คำว่า Universal Connection by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

การตระหนักรู้ถึงสิ่งที่คุณว่ามันจำเป็นยังไงกับการใช้ชีวิต

อย่างน้อยเราจะรู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นอะไร แล้วเราจะเข้าใจว่าที่สุดแล้วเราก็เหมือนกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราไม่ได้ต่างกัน เราก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นวงโคจร เราจะเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ซึ่งคุณค่าตัวนี้มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน แล้วเราก็จะมีอิสระจากวัตถุนิยมหรือสิ่งที่เป็น Propaganda ที่ทำให้เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะมีความสุข ถึงจะเป็นคนมีรสนิยม เราจะมีความเชื่อมั่นและเข้าใจในความจริงของคุณค่าของตัวเราเอง ซึ่งอันนี้สำคัญ เพราะทุกวันนี้คนที่มีความสุขคือคนที่เข้าใจตรงนี้ ส่วนคนที่มีความทุกข์ก็คือคนที่ไม่เข้าใจตรงนี้แล้วพยายามจะหาความเข้าใจจากภายนอก หาคุณค่าจากภายนอก หาสิ่งที่คนยอมรับจากภายนอก

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

การที่ต้องนำเสนองานศิลปะบนรถไฟฟ้าส่งผลต่อการทำงานยังไงบ้าง

จริงๆ ก็ไม่ส่งผลอะไร แค่เราก็ต้องแก้ปัญหากับพื้นที่ เช่นโฆษณาชิ้นที่ต้องติดข้างในเปลี่ยนเป็นงานผมทั้งหมด ผมก็ต้องคิดว่าถ้าคนขึ้นรถไฟฟ้ามาเขาจะคิดอะไร แล้วเขาจะเข้าถึงงานผมได้ยังไง คือโครงสร้างของการใช้รถไฟในชีวิตประจำวัน เราขึ้นไปก็ต่างคนต่างอยู่ ทุกอย่างบนนั้นก็เป็นเรื่องของการโฆษณา แต่ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนโฆษณาทั้งหมด แล้วเราจะพูดอะไร ผมก็จะเลือกหลายๆ ข้อความทำเป็นโปสเตอร์ไปไว้ในรถไฟฟ้า ซึ่งถ้อยคำพวกนี้ผมเอาของหลายๆ คนมา เช่น ท่านดาไลลามะ ท่านพุทธทาส เล่าจื่อ ที่พูดเกี่ยวกับชีวิต เป็นข้อความที่ทำให้เราเข้าใจสัจธรรม เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งผมคิดว่ามันมีประโยชน์มากสำหรับคนที่อาจจะต้องการกำลังใจหรือหลงทาง

ปกติในรถไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน เขาเห็นแต่สิ่งที่ยั่วยวนให้ซื้อ ให้บริโภค แต่เราเปลี่ยนเป็นข้อความที่บอกให้คุณพอใจในสิ่งที่มีอยู่ แม้กระทั่งกับความผิดหวัง เราทำให้เกิดความตระหนักรู้ในชีวิต เช่น อยู่ๆ คุณเห็นรูปหัวกะโหลกแล้วมีคำว่า ‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ อยู่บนรถไฟฟ้า แล้วเราพูดเรื่องนี้ทั้งขบวน ซึ่งบางคนเขาอาจจะกำลังป่วยอยู่ หรือบางคนอาจจะเพิ่งสูญเสียคนรัก เขาอาจจะปลงก็ได้

และที่โปสเตอร์ข้อความต่างๆ ข้างล่างเรายังสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเข้าไปดูแอนิเมชัน Universal Connection by Spiritual Fractal ได้ด้วย

Universal Connections by Spiritual Fractal

แล้วคุณสนใจอะไรในจิวเวลรี่ ทำไมถึงนำมาเป็นส่วนหนึ่งของงานชุดนี้ด้วย

ผมไม่ได้สนใจในจิวเวลรี่ ผมสนใจวิธีคิดของพระเครื่องที่คนศรัทธา ผมพยายามจะล้อกับโครงสร้างของสังคมไทยที่เล่นเรื่องความเชื่อระหว่างมิติที่มองไม่เห็นอย่างพระเครื่อง อย่างไสยศาสตร์ ซึ่งนั่นเป็นศรัทธา แต่สิ่งที่ผมกำลังสื่อสารมันเป็นวิทยาศาสตร์ ผมคิดว่าจิวเวลรี่อุเบกขาตัวนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นทั้งศิลปะ และมันก็ร่วมสมัย แล้วข้างหลังของทุกอันคุณก็สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดไปเข้าไปดูแอนิเมชันในยูทูบได้ด้วย ทำให้เครื่องประดับไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น

Universal Connections by Spiritual Fractal

งานชุดนี้ไม่มีคำอธิบายติดอยู่ที่รถไฟฟ้า คุณกลัวมั้ยว่าคนจะไม่เข้าใจ

ไม่กลัวอะไร เพราะทุกอย่างมันมีข้อจำกัดอยู่แล้ว เหมือนเราอ่านหนังสือ อ่านบทกวี คุณว่ามีกี่คนเข้าใจว่าคนเขียนเขียนว่าอะไร แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือทำให้งานเราดีที่สุด เหมือนคุณเขียนหนังสือเล่มนึง เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำให้คนทั้งโลกอ่านเข้าใจ ถ้าคุณเขียนปรัชญาจะให้เด็ก ป.4 อ่านเหรอ แล้วคุณต้องเปลี่ยนปรัชญาของคุณให้เด็กอ่านเข้าใจก็ไม่ได้อีก เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสิ่งที่เล็กกว่าอะตอม คุณยังจะต้องไปเขียนทฤษฎีนี้ให้เด็กประถมอ่านเหรอ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของคุณ เพราะหน้าที่ของคุณคือการค้นพบตรงนั้น ซึ่งมันก็ยากพอแล้ว มันจึงจำเป็นต้องมีนักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ นักข่าว ที่จะเป็นตัวแทนผมในการอธิบาย เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่รู้หน้าที่ ผมต้องไปนั่งคิดว่าบีทีเอสจะเข้าใจมั้ย คนดูจะเข้าใจมั้ย มิวเซียมจะเข้าใจมั้ย ถ้าคิดทุกอย่างนี้ผมไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่าปัญหามันเยอะมาก

แต่ผมเชื่อว่า หากคนเข้าใจ งานนี้อาจเปลี่ยนชีวิตเขา แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของเรา ทุกคนมีหน้าที่คนละอย่าง หน้าที่ของผมคือฝ่าฟันไปตรงนี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

สำหรับคนที่อยากตามชมงานศิลปะบนรถไฟฟ้า สามารถตามไปได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โดยรถไฟฟ้าขบวนนี้มีเพียงขบวนเดียว และไม่มีกำหนดแน่นอนว่าแต่ละวันจะวิ่งสายใด หากใครบังเอิญเจอ แนะนำให้เดินชมจนทั่วขบวน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load