จากท้องถนนอันวุ่นวายของกรุงย่างกุ้ง ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจประเทศเมียนมา สู่ความสงบเงียบและร่มเงาไม้ใหญ่บนถนนโปรม หนึ่งในถนนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก นับตั้งแต่เมียนมาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับเอกราชอีกเกือบ 200 ปีต่อมา

สองข้างทางเรียงรายไปด้วยสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ คล้ายถนนวิทยุของบ้านเราที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ และร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันยาวนานแน่นแฟ้น

รถเคลื่อนตัวผ่านระบบรักษาความปลอดภัยและรั้วคอนกรีตสูงใหญ่เข้าสู่แผ่นดินไทยผืนน้อยขนาด 7 ไร่

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง คืออาคาร 3 ชั้นหน้าตาเรียบง่ายเป็นมิตร ตั้งอยู่อย่างถ่อมตัวกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อรถเลี้ยวพ้นแมกไม้ อาคารหลังที่สองก็ปรากฏสู่สายตา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง โดดเด่นและสง่างามท่ามกลางพืชพรรณเขตร้อน อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นหลังนี้แสดงความแข็งแรงหนักแน่นตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมอังกฤษโบราณออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เส้นสายของผนังรับน้ำหนักรูปโค้งรอบตัวบ้านชั้นล่าง ตลอดจนหลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่วทรงสูง

‘ทำเนียบ’ แปลว่า บ้าน แม้เจ้าของบ้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระราชการของเอกอัครราชทูตที่มาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านทุกคนสืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ คือการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้เป็นอย่างดี จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2557

ฉันยืนสูดกลิ่นลมฝนอันสดชื่นของพม่าหน้าฝน เมื่อประตูทำเนียบทรงคุณค่าหลังนี้เปิดออก พร้อมรอยยิ้มต้อนรับจากเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวความพิเศษในบ้านแห่งแผ่นดินไทย ณ กรุงย่างกุ้ง หลังนี้

บ้านใกล้เรือนเคียง

“เอกอัครราชทูต คือตัวแทนคนไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสัมพันธ์ทางการทูตในยุคปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิชาการ และสังคม” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

คนไทยส่วนใหญ่จดจำเมียนมาในฐานะข้าศึกที่เข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา นั่นคือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่บันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน การรบราเพื่อแย่งชิงพื้นที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายใต้บริบทการปกครองสมัยก่อน เพราะฉะนั้น เราไม่ควรนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเมียนมาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เมียนมาได้รับเอกราชหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเกือบ 200 ปี อูนู นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมา เชิญประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของเมียนมา

นายกรัฐมนตรีไทย พันตรี ควง อภัยวงศ์ ตอบรับคำเชิญพร้อมส่งคณะผู้แทน นำโดยพระยาอภิบาลราชไมตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายตุล บุนนาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 ณ กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของเมียนมาช่วงเวลานั้น

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลไทยจึงเริ่มมองหาสถานที่สำหรับตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

แผ่นดินไทยไกลบ้าน

บ้านสไตล์บริติชทิวดอร์หลังนี้ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนมนาวรีและถนนโปรม ถือเป็นย่านผู้มีฐานะ คลาคล่ำไปด้วยชาวตะวันตก เจ้าของบ้านคือนายเดอ ซูซา (De Souza) เภสัชกรเชื้อชาติโปรตุเกสสัญชาติอังกฤษ ผู้มั่งคั่งจากการนำเข้ายารายใหญ่ สมัยที่พม่ายังคงเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานปีที่สร้างชัดเจน แต่หลักฐานการซื้อขายระหว่างนายเดอ ซูซา และเจ้าของบ้านดั้งเดิม ระบุ พ.ศ. 2445 จึงประมาณได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างก่อน พ.ศ. 2445 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว

3 ปีให้หลัง นับจากก้าวแรกความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและพม่า ข้อตกลงการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินขนาด 7 ไร่เศษ ระหว่างนายเดอ ซูซา และรัฐบาลไทยก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2494 เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ในที่สุดธงชาติไทยก็ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา ณ บ้านและแหล่งคุ้มภัยหลังใหม่ของเหล่าชาวไทยไกลบ้าน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

นอกจากใช้เป็นสถานที่ทำงานแล้ว อาคารหลังนี้ยังใช้เป็นที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและผู้นำไทยเรื่อยมา พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ทั้งสองพระองค์ทรงใช้อาคารหลังนี้ในการพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่นายอู วิน หม่อง ประธานาธิบดีและภริยา รวมถึงผู้นำรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นทำเนียบไม่กี่แห่งในต่างประเทศที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2538 – 2539 ระหว่างการดำรงตำแหน่งของท่านเอกอัครราชทูตปกศักดิ์ นิลอุบล รัฐบาลไทยปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเพียงอย่างเดียว และแยกส่วนของสถานเอกอัครราชทูตไปยังอาคารหลังใหม่

“ก่อนการปรับปรุง บ้านหลังนี้หลังเดียวเป็นทั้งที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูต อธิบายให้เห็นภาพคือ สำนักงานสถานทูตอยู่ชั้นล่าง ส่วนบ้านทูตที่ใช้อาศัยอยู่ชั้นบน” คุณตุ๊กอธิบาย

การออกแบบและก่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ ทำลายความสง่างามของทำเนียบเอกอัครราชทูตสไตล์บริติชทิวดอร์หลังเดิมที่ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน อาคารหลังใหม่อันเรียบง่ายถ่อมตัวสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2550 และเปิดทำการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด

เรื่องราวของเจ้าบ้าน

การเดินทางอันยาวนานตลอดอายุราชการของท่านทูตดำเนินมากว่า 30 ปี ก่อนมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

“การต้องเดินทางไปทำงานในที่ต่างๆ คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักการทูต เราจะปรับตัว ใช้ชีวิต ทำงานอย่างไรให้ดีและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะประจำการอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม จงมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศนั้นๆ แล้วมีความสุขกับที่ใหม่ งานใหม่ วัฒนธรรมใหม่”

ฉันถามถึงการปรับตัวในการย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “อย่างแรกต้องปรับตัวกับอากาศก่อนเลย เพราะจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ 0 องศาฯ วันถัดมาเจอเข้ากับแดดเปรี้ยง 37 องศาฯ ของประเทศพม่าทันที”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ทำเนียบทูตแต่ละหลังมีข้าวของบางส่วนที่เป็นของหลวงอยู่ติดกับบ้านอยู่แล้ว พวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา โต๊ะ ตู้โชว์ อย่างแกรนด์เปียโนก็เป็นของเจ้าของบ้านคนเก่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเมื่อย้ายเข้าสู่ทำเนียบหลังใหม่ คือทำอย่างไรที่จะผสมผสานวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และตัวตนของเราสองคนลงไปในบ้าน หรือทำเนียบทูต” คุณตุ๊กเล่าพร้อมพาฉันเข้าสู่ Foyer

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ ชุดเก้าอี้ไม้คลาสสิกแบบพม่าดั้งเดิม ออกแบบโดยสถาปนิกพม่าในยุคโคโลเนียล จัดวางไว้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นกระเบื้องปูสลับขาวดำสไตล์โมเดิร์น ถือเป็นลูกเล่นที่ทำให้บ้านดูผ่อนคลายขึ้น ภาพวาดสีน้ำที่ประดับอยู่โดยรอบคือของสะสมที่ท่านทูตเริ่มเก็บตั้งแต่ออกประจำการต่างประเทศ

จาก Foyer มองขึ้นไปจะเห็นบันไดสู่ชั้นสองของตัวบ้าน โครงสร้างรับน้ำหนักรูปโค้ง หน้าต่าง ช่องลม ลูกกรง บันไดและราวบันไดตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยไม้สีเข้ม เพดานตีกรอบไม้เป็นเส้นตั้ง เส้นนอน และเส้นทแยง ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมแบบบริติชทิวดอร์

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ถัดมาจาก Foyer คือห้องโถงต้อนรับ ซึ่งนำไปสู่ห้องรับประทานอาหารและห้องรับแขก พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับอยู่บนผนังซึ่งกรุด้วยไม้โดยรอบห้อง บริเวณบัวแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์โคโลเนียล ท่านทูตบอกว่าห้องนี้มีไว้เพื่อคุยพูด Small Talk ในระหว่างรอเข้าโต๊ะอาหาร โดยจะมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเล็กน้อย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“แขกที่มาบ้านทูตคือแขกบ้านแขกเมือง เราเชิญเขามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทุกบทสนทนาคือการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ห้องโถงต้อนรับจึงเป็นเหมือนห้องเลี้ยงรับรอง ไม่มีเก้าอี้ เพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายในการเดินไปมาหาสู่พูดคุยกัน นับเป็นช่วงเวลาที่คณะทูตต่างประเทศหรือผู้ใหญ่ในประเทศนั้นๆ ผ่อนปรนท่าทีและมีเวลาให้เรามากที่สุด ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการหาข่าว แลกเปลี่ยนข้อมูล รับทราบท่าทีของประเทศเจ้าภาพ หรือท่าทีของต่างประเทศในประเด็นสำคัญ”

แขกบ้านแขกเมือง

“ทำเนียบเอกอัครราชทูตก็คือแผ่นดินไทย เราต้องดูแลให้สวยงามสมศักดิ์ศรี เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันช้านานและความเป็นไทย เมื่อเราเชิญแขกทางการทูตมาที่บ้าน เขาจะรับรู้ได้ว่า ประเทศเรามีวัฒนธรรมที่สวยงามและหลากหลาย ไม่ใช่แค่สิ่งของที่ประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่องอาหารไทย”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

คุณตุ๊กเล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตให้เอกอัครราชทูตมีผู้ติดตามได้ 3 คน ได้แก่ แม่ครัว ผู้ช่วยแม่ครัว และพนักงานจัดเลี้ยง เมื่อใดที่ทำเนียบจัดงานเลี้ยงรับรองแขก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมอาหารไทย ซึ่งคุณตุ๊ก ใช้คำว่า ‘Thai Food Diplomacy’ คือการนำอาหารไทยมาช่วยส่งเสริมและเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต

ทั้งนี้ปรุงอาหารรับรองแขกระดับประเทศถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ แม่ครัวต้องเข้าใจรสชาติความเป็นไทยแท้ดั้งเดิม และสามารถนำวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ มาประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารไทยให้เหมาะสมอีกด้วย

นอกจากการเชิญคณะทูตและผู้นำประเทศต่างๆ มาร่วมรับประทานอาหารแล้ว ทางฝ่ายหญิงจะมีการเชิญภริยานักการทูตและผู้นำระดับสูงมารับประทานของว่างช่วงเช้า เรียกว่า Morning Coffee หรือมารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ร่วมกัน

บางครั้งก็เชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องผ้าไหมไทย นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย ทั้งในด้านวัฒนธรรมไทยและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของอาหารไทย ถือเป็นการเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเหล่าสุภาพสตรีชั้นสูงไปด้วย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภายใต้ความโอ่อ่าสง่างาม ฉันพบรายละเอียดน่ารักมากมายซุกซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้ทำเนียบหลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่น ผ้าพาดทอมือจากรัฐฉาน ตุ๊กตาเปเปอร์มาร์เช่ฝีมือชนเผ่าหนึ่งของพม่า จัดวางผสมผสานกับเรือไวกิ้งหล่อสัมฤทธิ์ ของสะสมเดิมของท่านทูตตั้งแต่ประจำการอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์

ในทำเนียบหลังนี้มีหมอนอิง 50 กว่าใบ ปลอกหมอนทุกใบคือผ้าไหมไทย

“พื้นที่ชั้นล่างค่อนข้างสาธารณะ เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ แต่ชั้นบนคือที่ของครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น คุณได้ขึ้นมาเยี่ยมชม แสดงว่าเราสนิทกันแล้วนะ” ท่านทูตเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะเดินนำฉันเดินขึ้นชั้นสองของตัวบ้าน

ตอนอยู่ชั้นล่าง ฉันลืมไปเสียสนิทว่าบ้านหลังนี้สร้างในสไตล์บริติชทิวดอร์ จนกระทั่งย่างเท้าสู่ชั้นบน ความหนักแน่นของสถาปัตยกรรมยุคกลางปรากฏต่อสายตาอีกครั้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตชี้ให้ดูจุดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ประทับเพื่อทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยเมื่อครั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะผู้นำพม่าและภริยา ผนังโค้งสไตล์ทิวดอร์ที่ปรากฏในภาพเก่าแก่ใบนั้นเป็นโค้งเดียวกันกับที่อยู่ตรงหน้าฉันไม่มีผิดเพี้ยน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตเล่าต่อว่า “ในการเสด็จฯ เยือนเมียนมาครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่มหาอาสนะคูหาด้วย หลายสิบปีต่อมา เมียนมาโดนพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้แต่ต้นจำปีเก่าแก่อายุร้อยปีที่หน้าทำเนียบเอกอัครราชทูตยังหักโค่นลงมา แต่ต้นโพธิ์ทรงปลูกกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด”

           

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

ท่านทูตอธิบายว่า หากประจำการอยู่ในประเทศใหญ่ งานที่ต้องรับผิดชอบจะค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะผลประโยชน์แห่งชาติมีความหลากหลาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในขณะที่ประเทศเล็กอย่างนอร์เวย์หรืออิสราเอล ที่ท่านได้ไปประจำการก่อนหน้านี้ อาจไม่ได้มีงานที่สลับซับซ้อนเช่นที่เมียนมา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

หน้าที่หลักๆ ของสถานทูตไทยที่อิสราเอล คือการดูแลแรงงานไทยจำนวน 30,000 กว่าคนที่ไปทำงานอยู่ในนิคมเกษตรกรรม นอกเหนือจากนั้นเป็นงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ท่านทูตจึงเริ่มมองหางานส่วนวิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ที่น่าสนใจส่งกลับมาที่ประเทศไทย

อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญด้าน Trauma Management เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ศาสตร์ที่ว่าคือการดูแลผู้ป่วยจากผลของสงครามหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการรักษาแบบปกติ อาจเพราะอิสราเอลอยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้น มีผู้ไม่หวังดีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จึงพยายามพัฒนาศาสตร์แห่งการรักษานี้ขึ้นมา ท่านทูตจึงจัดตั้งโครงการเพื่อนำคณะผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปฝึกอบรมแพทย์ไทยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ท่านทูตเล่าต่อถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Maritime Medicine หรือเวชศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลรักษาคนเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ นักประดาน้ำ หรือวิศวกรแท่นขุดเจาะ สถานทูตไทยจึงติดต่อสถาบัน Norwegian Institute For Maritime Medicine เพื่อขอความร่วมมือในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปช่วยฝึกอบรมให้ความรู้แก่แพทย์ไทยที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ)

เมื่อท่านทูตย้ายมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง จึงจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำกรุงย่างกุ้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ทั้งสองประเทศส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Trauma Management และ Maritime Medicine มาที่ประเทศเพื่อฝึกอบรมให้แพทย์เมียนมา ทั้งแพทย์พลเรือนและแพทย์ทหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสนับสนุนงบประมาณในการนำแพทย์เมียนมามารับการฝึกอบรมด้วย เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในการเยียวยาผู้คนร่วมกันของหลายประเทศ

“การแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ถือเป็นการทูตรูปแบบหนึ่ง หลายคนอาจจะจำกัดความการทูตแบบนี้ว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ แต่ผมอยากจะบอกว่า นี่คือการทูตเพื่อประชาชน เราไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่การเจรจาด้านการเมือง หรือเศรษฐกิจเท่านั้น หน้าที่ของทูตคือการดึงองค์ความรู้ สิ่งดีๆ อันเป็นประโยชน์ที่เราได้พบเห็นในต่างแดน กลับไปให้ประชาชนไทย”

ท่านทูตทิ้งท้ายถึงการจับมือกันครั้งล่าสุดระหว่างสถานทูตเอกอัครราชทูตฯ มูลนิธิชัยพัฒนาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Yezin ที่ชานกรุงเนปยีดอว่า “ทุกวันนี้เกษตรกรพม่ายังปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอยู่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เจอแมลง หรือโรคติดต่อทางพืช ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ผมคิดว่าการปลูกพืชผสมผสาน ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเมียนมาเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรรม”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทางโครงการมูลนิธิชัยพัฒนาจะร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตร Yezin ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรม ตามแนวทางของศูนย์ศึกษาและการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในประเทศไทย โดยจะมีแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่สาธิต ใครมีปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปศุสัตว์ พืชไร่ ให้เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ มาศึกษาและได้เห็นเองว่าเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นทำได้จริง องค์ความรู้ที่ไทยจะมอบให้ในศูนย์แห่งนี้

โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านงบประมาณ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาในการวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งภาคเอกชนที่สนใจสามารถเข้ามีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ โครงการนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรเมียนมาแล้ว ยังถือเป็นถาวรวัตถุที่จะอยู่คู่ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาตลอดไป

 เพื่อนบ้านและมิตรภาพ 70 ปี

ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยเมียนมา

“เราจัดงานหลากหลายมิติ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของคนทุกระดับ ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลอย่างเดียว เราต้องดำเนินการในระดับประชาชนด้วย เพราะถ้าประชาชนของทั้งสองประเทศรู้จักกัน เข้าใจกัน ความสัมพันธ์จะเป็นไปอย่างราบรื่น” ท่านทูตอธิบาย

โครงการระดับประชาชนที่ท่านทูตหมายถึง คือนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติของไทยและศิลปินอาวุโสของเมียนมา การแสดงโขนของกรมศิลปากรใน 3 เมืองหลักของเมียนมา เทศกาลภาพยนตร์ไทย และเทศกาลอาหารไทย

“ภาพยนตร์ไทยแต่ละเรื่องบรรจุวัฒนธรรมเอาไว้มากมาย เมื่อคนเมียนมาได้ชมภาพยนตร์ นอกจากจะได้ความสุขแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ ซึมซับ วิถีชีวิต แนวความคิด และวัฒนธรรมไทยไปด้วย วัฒนธรรมอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรับประทาน คนเมียนมาชอบทานอาหารไทยมาก ส้มตำ ผัดกะเพรา น้ำพริก หรือแม้แต่กะปิเขาก็มีเหมือนเรา แต่ของเขาเรียกว่านาปิ”

นอกจากนี้ยังมีงาน Myanmar Insight โดยเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศให้มีความเสรีด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากหลังจากเปิดประเทศ งานสัมมมานี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ของเมียนมา โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการลงทุน

            

ดวงใจในบ้าน

ก่อนจะมาเป็นมาดามทูต คุณตุ๊กเคยรับราชการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมกระทรวงกับท่านทูตนานถึง 8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งต้องไปออกประจำการด้วยกันที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ตอนนั้นท่านทูตดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา ส่วนพี่เป็นเลขานุการเอก เมื่อต้องทำงานร่วมกัน เราก็ได้รู้จักตัวตนซึ่งกันและกันมากขึ้น พี่กับท่านทูตชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบงานศิลปะเหมือนกัน วิธีคิด ทัศนคติคล้ายคลึงกันไปหมด โดยที่เราไม่ได้นึกเลยว่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้ เราเป็นแฟนกันอยู่ 8 เดือนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน นับว่าสั้นมากนะกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน

“แต่เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ใช่เลย”คุณตุ๊กเล่าย้อนความหลัง

ในช่วงแรกของการแต่งงาน คุณตุ๊กลาติดตามท่านทูตไปประจำการที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ลาติดตามคือการลาราชการ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศยังรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่ผู้ลาจะไม่ได้รับเงินเดือนและอายุราชการ โดยปกติจะลาได้ 4 ปี

“พี่ลาติดตามไปที่กรุงเบอร์ลินได้ 3 ปีกว่า จากนั้นกลับมารับราชการในกระทรวงฯ อยู่ 2 ปีกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ ตอนนั้นรู้ว่าเราคงทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ทั้งบทบาทความเป็นแม่และข้าราชการ เพราะงานกระทรวงการต่างประเทศถือว่าหนักพอสมควร เราต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

การเปลี่ยนบทบาทจากนักการทูตสาวมาเป็นภริยาทูตของคุณตุ๊กค่อนข้างราบรื่น ด้วยความที่รับราชการมาก่อน ทำให้เข้าใจเนื้องานทางการทูตเป็นอย่างดี

“พี่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร อะไรที่เราควรและไม่ควรทำ บทบาทไหนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของท่านทูต ขณะเดียวกัน วิธีคิดเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย หน้าที่ของเราต่อจากนี้ คือการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลทำเนียบ ดูแลการรับรองแขกนานาชาติ เป็นฝ่ายหลังที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”

ทุกย่างก้าวและการกระทำ คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตลอดหลายสิบปีของการรับใช้ประเทศชาติ ณ ต่างแดน ของท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา

“เมื่อใส่หัวโขนของการเป็นทูตไทย เราต้องรำให้สวย ไม่ให้ใครมาดูถูกชาติเราได้ เพราะชื่อเสียงของประเทศชาติขึ้นอยู่กับเรา แต่เมื่อถอดหัวโขนนั้นออก ตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือคนปกติธรรมดา ตายายคู่หนึ่ง” ท่านทูตทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภาพ:  พิชชา ฤกษ์อร่ามม, ศิริลักษณ์ ป้องมี 

จากท้องถนนอันวุ่นวายของกรุงย่างกุ้ง ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจประเทศเมียนมา สู่ความสงบเงียบและร่มเงาไม้ใหญ่บนถนนโปรม หนึ่งในถนนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก นับตั้งแต่เมียนมาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับเอกราชอีกเกือบ 200 ปีต่อมา

สองข้างทางเรียงรายไปด้วยสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ คล้ายถนนวิทยุของบ้านเราที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ และร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันยาวนานแน่นแฟ้น

รถเคลื่อนตัวผ่านระบบรักษาความปลอดภัยและรั้วคอนกรีตสูงใหญ่เข้าสู่แผ่นดินไทยผืนน้อยขนาด 7 ไร่

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง คืออาคาร 3 ชั้นหน้าตาเรียบง่ายเป็นมิตร ตั้งอยู่อย่างถ่อมตัวกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อรถเลี้ยวพ้นแมกไม้ อาคารหลังที่สองก็ปรากฏสู่สายตา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง โดดเด่นและสง่างามท่ามกลางพืชพรรณเขตร้อน อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นหลังนี้แสดงความแข็งแรงหนักแน่นตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมอังกฤษโบราณออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เส้นสายของผนังรับน้ำหนักรูปโค้งรอบตัวบ้านชั้นล่าง ตลอดจนหลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่วทรงสูง

‘ทำเนียบ’ แปลว่า บ้าน แม้เจ้าของบ้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระราชการของเอกอัครราชทูตที่มาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านทุกคนสืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ คือการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้เป็นอย่างดี จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2557

ฉันยืนสูดกลิ่นลมฝนอันสดชื่นของพม่าหน้าฝน เมื่อประตูทำเนียบทรงคุณค่าหลังนี้เปิดออก พร้อมรอยยิ้มต้อนรับจากเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวความพิเศษในบ้านแห่งแผ่นดินไทย ณ กรุงย่างกุ้ง หลังนี้

บ้านใกล้เรือนเคียง

“เอกอัครราชทูต คือตัวแทนคนไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสัมพันธ์ทางการทูตในยุคปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิชาการ และสังคม” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

คนไทยส่วนใหญ่จดจำเมียนมาในฐานะข้าศึกที่เข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา นั่นคือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่บันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน การรบราเพื่อแย่งชิงพื้นที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายใต้บริบทการปกครองสมัยก่อน เพราะฉะนั้น เราไม่ควรนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเมียนมาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เมียนมาได้รับเอกราชหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเกือบ 200 ปี อูนู นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมา เชิญประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของเมียนมา

นายกรัฐมนตรีไทย พันตรี ควง อภัยวงศ์ ตอบรับคำเชิญพร้อมส่งคณะผู้แทน นำโดยพระยาอภิบาลราชไมตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายตุล บุนนาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 ณ กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของเมียนมาช่วงเวลานั้น

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลไทยจึงเริ่มมองหาสถานที่สำหรับตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

แผ่นดินไทยไกลบ้าน

บ้านสไตล์บริติชทิวดอร์หลังนี้ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนมนาวรีและถนนโปรม ถือเป็นย่านผู้มีฐานะ คลาคล่ำไปด้วยชาวตะวันตก เจ้าของบ้านคือนายเดอ ซูซา (De Souza) เภสัชกรเชื้อชาติโปรตุเกสสัญชาติอังกฤษ ผู้มั่งคั่งจากการนำเข้ายารายใหญ่ สมัยที่พม่ายังคงเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานปีที่สร้างชัดเจน แต่หลักฐานการซื้อขายระหว่างนายเดอ ซูซา และเจ้าของบ้านดั้งเดิม ระบุ พ.ศ. 2445 จึงประมาณได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างก่อน พ.ศ. 2445 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว

3 ปีให้หลัง นับจากก้าวแรกความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและพม่า ข้อตกลงการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินขนาด 7 ไร่เศษ ระหว่างนายเดอ ซูซา และรัฐบาลไทยก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2494 เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ในที่สุดธงชาติไทยก็ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา ณ บ้านและแหล่งคุ้มภัยหลังใหม่ของเหล่าชาวไทยไกลบ้าน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

นอกจากใช้เป็นสถานที่ทำงานแล้ว อาคารหลังนี้ยังใช้เป็นที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและผู้นำไทยเรื่อยมา พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ทั้งสองพระองค์ทรงใช้อาคารหลังนี้ในการพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่นายอู วิน หม่อง ประธานาธิบดีและภริยา รวมถึงผู้นำรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นทำเนียบไม่กี่แห่งในต่างประเทศที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2538 – 2539 ระหว่างการดำรงตำแหน่งของท่านเอกอัครราชทูตปกศักดิ์ นิลอุบล รัฐบาลไทยปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเพียงอย่างเดียว และแยกส่วนของสถานเอกอัครราชทูตไปยังอาคารหลังใหม่

“ก่อนการปรับปรุง บ้านหลังนี้หลังเดียวเป็นทั้งที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูต อธิบายให้เห็นภาพคือ สำนักงานสถานทูตอยู่ชั้นล่าง ส่วนบ้านทูตที่ใช้อาศัยอยู่ชั้นบน” คุณตุ๊กอธิบาย

การออกแบบและก่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ ทำลายความสง่างามของทำเนียบเอกอัครราชทูตสไตล์บริติชทิวดอร์หลังเดิมที่ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน อาคารหลังใหม่อันเรียบง่ายถ่อมตัวสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2550 และเปิดทำการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด

เรื่องราวของเจ้าบ้าน

การเดินทางอันยาวนานตลอดอายุราชการของท่านทูตดำเนินมากว่า 30 ปี ก่อนมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

“การต้องเดินทางไปทำงานในที่ต่างๆ คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักการทูต เราจะปรับตัว ใช้ชีวิต ทำงานอย่างไรให้ดีและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะประจำการอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม จงมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศนั้นๆ แล้วมีความสุขกับที่ใหม่ งานใหม่ วัฒนธรรมใหม่”

ฉันถามถึงการปรับตัวในการย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “อย่างแรกต้องปรับตัวกับอากาศก่อนเลย เพราะจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ 0 องศาฯ วันถัดมาเจอเข้ากับแดดเปรี้ยง 37 องศาฯ ของประเทศพม่าทันที”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ทำเนียบทูตแต่ละหลังมีข้าวของบางส่วนที่เป็นของหลวงอยู่ติดกับบ้านอยู่แล้ว พวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา โต๊ะ ตู้โชว์ อย่างแกรนด์เปียโนก็เป็นของเจ้าของบ้านคนเก่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเมื่อย้ายเข้าสู่ทำเนียบหลังใหม่ คือทำอย่างไรที่จะผสมผสานวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และตัวตนของเราสองคนลงไปในบ้าน หรือทำเนียบทูต” คุณตุ๊กเล่าพร้อมพาฉันเข้าสู่ Foyer

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ ชุดเก้าอี้ไม้คลาสสิกแบบพม่าดั้งเดิม ออกแบบโดยสถาปนิกพม่าในยุคโคโลเนียล จัดวางไว้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นกระเบื้องปูสลับขาวดำสไตล์โมเดิร์น ถือเป็นลูกเล่นที่ทำให้บ้านดูผ่อนคลายขึ้น ภาพวาดสีน้ำที่ประดับอยู่โดยรอบคือของสะสมที่ท่านทูตเริ่มเก็บตั้งแต่ออกประจำการต่างประเทศ

จาก Foyer มองขึ้นไปจะเห็นบันไดสู่ชั้นสองของตัวบ้าน โครงสร้างรับน้ำหนักรูปโค้ง หน้าต่าง ช่องลม ลูกกรง บันไดและราวบันไดตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยไม้สีเข้ม เพดานตีกรอบไม้เป็นเส้นตั้ง เส้นนอน และเส้นทแยง ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมแบบบริติชทิวดอร์

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ถัดมาจาก Foyer คือห้องโถงต้อนรับ ซึ่งนำไปสู่ห้องรับประทานอาหารและห้องรับแขก พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับอยู่บนผนังซึ่งกรุด้วยไม้โดยรอบห้อง บริเวณบัวแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์โคโลเนียล ท่านทูตบอกว่าห้องนี้มีไว้เพื่อคุยพูด Small Talk ในระหว่างรอเข้าโต๊ะอาหาร โดยจะมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเล็กน้อย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“แขกที่มาบ้านทูตคือแขกบ้านแขกเมือง เราเชิญเขามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทุกบทสนทนาคือการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ห้องโถงต้อนรับจึงเป็นเหมือนห้องเลี้ยงรับรอง ไม่มีเก้าอี้ เพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายในการเดินไปมาหาสู่พูดคุยกัน นับเป็นช่วงเวลาที่คณะทูตต่างประเทศหรือผู้ใหญ่ในประเทศนั้นๆ ผ่อนปรนท่าทีและมีเวลาให้เรามากที่สุด ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการหาข่าว แลกเปลี่ยนข้อมูล รับทราบท่าทีของประเทศเจ้าภาพ หรือท่าทีของต่างประเทศในประเด็นสำคัญ”

แขกบ้านแขกเมือง

“ทำเนียบเอกอัครราชทูตก็คือแผ่นดินไทย เราต้องดูแลให้สวยงามสมศักดิ์ศรี เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันช้านานและความเป็นไทย เมื่อเราเชิญแขกทางการทูตมาที่บ้าน เขาจะรับรู้ได้ว่า ประเทศเรามีวัฒนธรรมที่สวยงามและหลากหลาย ไม่ใช่แค่สิ่งของที่ประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่องอาหารไทย”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

คุณตุ๊กเล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตให้เอกอัครราชทูตมีผู้ติดตามได้ 3 คน ได้แก่ แม่ครัว ผู้ช่วยแม่ครัว และพนักงานจัดเลี้ยง เมื่อใดที่ทำเนียบจัดงานเลี้ยงรับรองแขก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมอาหารไทย ซึ่งคุณตุ๊ก ใช้คำว่า ‘Thai Food Diplomacy’ คือการนำอาหารไทยมาช่วยส่งเสริมและเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต

ทั้งนี้ปรุงอาหารรับรองแขกระดับประเทศถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ แม่ครัวต้องเข้าใจรสชาติความเป็นไทยแท้ดั้งเดิม และสามารถนำวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ มาประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารไทยให้เหมาะสมอีกด้วย

นอกจากการเชิญคณะทูตและผู้นำประเทศต่างๆ มาร่วมรับประทานอาหารแล้ว ทางฝ่ายหญิงจะมีการเชิญภริยานักการทูตและผู้นำระดับสูงมารับประทานของว่างช่วงเช้า เรียกว่า Morning Coffee หรือมารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ร่วมกัน

บางครั้งก็เชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องผ้าไหมไทย นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย ทั้งในด้านวัฒนธรรมไทยและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของอาหารไทย ถือเป็นการเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเหล่าสุภาพสตรีชั้นสูงไปด้วย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภายใต้ความโอ่อ่าสง่างาม ฉันพบรายละเอียดน่ารักมากมายซุกซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้ทำเนียบหลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่น ผ้าพาดทอมือจากรัฐฉาน ตุ๊กตาเปเปอร์มาร์เช่ฝีมือชนเผ่าหนึ่งของพม่า จัดวางผสมผสานกับเรือไวกิ้งหล่อสัมฤทธิ์ ของสะสมเดิมของท่านทูตตั้งแต่ประจำการอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์

ในทำเนียบหลังนี้มีหมอนอิง 50 กว่าใบ ปลอกหมอนทุกใบคือผ้าไหมไทย

“พื้นที่ชั้นล่างค่อนข้างสาธารณะ เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ แต่ชั้นบนคือที่ของครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น คุณได้ขึ้นมาเยี่ยมชม แสดงว่าเราสนิทกันแล้วนะ” ท่านทูตเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะเดินนำฉันเดินขึ้นชั้นสองของตัวบ้าน

ตอนอยู่ชั้นล่าง ฉันลืมไปเสียสนิทว่าบ้านหลังนี้สร้างในสไตล์บริติชทิวดอร์ จนกระทั่งย่างเท้าสู่ชั้นบน ความหนักแน่นของสถาปัตยกรรมยุคกลางปรากฏต่อสายตาอีกครั้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตชี้ให้ดูจุดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ประทับเพื่อทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยเมื่อครั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะผู้นำพม่าและภริยา ผนังโค้งสไตล์ทิวดอร์ที่ปรากฏในภาพเก่าแก่ใบนั้นเป็นโค้งเดียวกันกับที่อยู่ตรงหน้าฉันไม่มีผิดเพี้ยน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตเล่าต่อว่า “ในการเสด็จฯ เยือนเมียนมาครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่มหาอาสนะคูหาด้วย หลายสิบปีต่อมา เมียนมาโดนพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้แต่ต้นจำปีเก่าแก่อายุร้อยปีที่หน้าทำเนียบเอกอัครราชทูตยังหักโค่นลงมา แต่ต้นโพธิ์ทรงปลูกกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด”

           

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

ท่านทูตอธิบายว่า หากประจำการอยู่ในประเทศใหญ่ งานที่ต้องรับผิดชอบจะค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะผลประโยชน์แห่งชาติมีความหลากหลาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในขณะที่ประเทศเล็กอย่างนอร์เวย์หรืออิสราเอล ที่ท่านได้ไปประจำการก่อนหน้านี้ อาจไม่ได้มีงานที่สลับซับซ้อนเช่นที่เมียนมา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

หน้าที่หลักๆ ของสถานทูตไทยที่อิสราเอล คือการดูแลแรงงานไทยจำนวน 30,000 กว่าคนที่ไปทำงานอยู่ในนิคมเกษตรกรรม นอกเหนือจากนั้นเป็นงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ท่านทูตจึงเริ่มมองหางานส่วนวิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ที่น่าสนใจส่งกลับมาที่ประเทศไทย

อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญด้าน Trauma Management เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ศาสตร์ที่ว่าคือการดูแลผู้ป่วยจากผลของสงครามหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการรักษาแบบปกติ อาจเพราะอิสราเอลอยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้น มีผู้ไม่หวังดีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จึงพยายามพัฒนาศาสตร์แห่งการรักษานี้ขึ้นมา ท่านทูตจึงจัดตั้งโครงการเพื่อนำคณะผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปฝึกอบรมแพทย์ไทยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ท่านทูตเล่าต่อถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Maritime Medicine หรือเวชศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลรักษาคนเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ นักประดาน้ำ หรือวิศวกรแท่นขุดเจาะ สถานทูตไทยจึงติดต่อสถาบัน Norwegian Institute For Maritime Medicine เพื่อขอความร่วมมือในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปช่วยฝึกอบรมให้ความรู้แก่แพทย์ไทยที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ)

เมื่อท่านทูตย้ายมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง จึงจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำกรุงย่างกุ้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ทั้งสองประเทศส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Trauma Management และ Maritime Medicine มาที่ประเทศเพื่อฝึกอบรมให้แพทย์เมียนมา ทั้งแพทย์พลเรือนและแพทย์ทหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสนับสนุนงบประมาณในการนำแพทย์เมียนมามารับการฝึกอบรมด้วย เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในการเยียวยาผู้คนร่วมกันของหลายประเทศ

“การแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ถือเป็นการทูตรูปแบบหนึ่ง หลายคนอาจจะจำกัดความการทูตแบบนี้ว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ แต่ผมอยากจะบอกว่า นี่คือการทูตเพื่อประชาชน เราไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่การเจรจาด้านการเมือง หรือเศรษฐกิจเท่านั้น หน้าที่ของทูตคือการดึงองค์ความรู้ สิ่งดีๆ อันเป็นประโยชน์ที่เราได้พบเห็นในต่างแดน กลับไปให้ประชาชนไทย”

ท่านทูตทิ้งท้ายถึงการจับมือกันครั้งล่าสุดระหว่างสถานทูตเอกอัครราชทูตฯ มูลนิธิชัยพัฒนาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Yezin ที่ชานกรุงเนปยีดอว่า “ทุกวันนี้เกษตรกรพม่ายังปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอยู่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เจอแมลง หรือโรคติดต่อทางพืช ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ผมคิดว่าการปลูกพืชผสมผสาน ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเมียนมาเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรรม”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทางโครงการมูลนิธิชัยพัฒนาจะร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตร Yezin ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรม ตามแนวทางของศูนย์ศึกษาและการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในประเทศไทย โดยจะมีแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่สาธิต ใครมีปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปศุสัตว์ พืชไร่ ให้เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ มาศึกษาและได้เห็นเองว่าเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นทำได้จริง องค์ความรู้ที่ไทยจะมอบให้ในศูนย์แห่งนี้

โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านงบประมาณ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาในการวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งภาคเอกชนที่สนใจสามารถเข้ามีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ โครงการนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรเมียนมาแล้ว ยังถือเป็นถาวรวัตถุที่จะอยู่คู่ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาตลอดไป

 เพื่อนบ้านและมิตรภาพ 70 ปี

ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยเมียนมา

“เราจัดงานหลากหลายมิติ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของคนทุกระดับ ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลอย่างเดียว เราต้องดำเนินการในระดับประชาชนด้วย เพราะถ้าประชาชนของทั้งสองประเทศรู้จักกัน เข้าใจกัน ความสัมพันธ์จะเป็นไปอย่างราบรื่น” ท่านทูตอธิบาย

โครงการระดับประชาชนที่ท่านทูตหมายถึง คือนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติของไทยและศิลปินอาวุโสของเมียนมา การแสดงโขนของกรมศิลปากรใน 3 เมืองหลักของเมียนมา เทศกาลภาพยนตร์ไทย และเทศกาลอาหารไทย

“ภาพยนตร์ไทยแต่ละเรื่องบรรจุวัฒนธรรมเอาไว้มากมาย เมื่อคนเมียนมาได้ชมภาพยนตร์ นอกจากจะได้ความสุขแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ ซึมซับ วิถีชีวิต แนวความคิด และวัฒนธรรมไทยไปด้วย วัฒนธรรมอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรับประทาน คนเมียนมาชอบทานอาหารไทยมาก ส้มตำ ผัดกะเพรา น้ำพริก หรือแม้แต่กะปิเขาก็มีเหมือนเรา แต่ของเขาเรียกว่านาปิ”

นอกจากนี้ยังมีงาน Myanmar Insight โดยเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศให้มีความเสรีด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากหลังจากเปิดประเทศ งานสัมมมานี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ของเมียนมา โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการลงทุน

            

ดวงใจในบ้าน

ก่อนจะมาเป็นมาดามทูต คุณตุ๊กเคยรับราชการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมกระทรวงกับท่านทูตนานถึง 8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งต้องไปออกประจำการด้วยกันที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ตอนนั้นท่านทูตดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา ส่วนพี่เป็นเลขานุการเอก เมื่อต้องทำงานร่วมกัน เราก็ได้รู้จักตัวตนซึ่งกันและกันมากขึ้น พี่กับท่านทูตชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบงานศิลปะเหมือนกัน วิธีคิด ทัศนคติคล้ายคลึงกันไปหมด โดยที่เราไม่ได้นึกเลยว่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้ เราเป็นแฟนกันอยู่ 8 เดือนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน นับว่าสั้นมากนะกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน

“แต่เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ใช่เลย”คุณตุ๊กเล่าย้อนความหลัง

ในช่วงแรกของการแต่งงาน คุณตุ๊กลาติดตามท่านทูตไปประจำการที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ลาติดตามคือการลาราชการ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศยังรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่ผู้ลาจะไม่ได้รับเงินเดือนและอายุราชการ โดยปกติจะลาได้ 4 ปี

“พี่ลาติดตามไปที่กรุงเบอร์ลินได้ 3 ปีกว่า จากนั้นกลับมารับราชการในกระทรวงฯ อยู่ 2 ปีกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ ตอนนั้นรู้ว่าเราคงทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ทั้งบทบาทความเป็นแม่และข้าราชการ เพราะงานกระทรวงการต่างประเทศถือว่าหนักพอสมควร เราต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

การเปลี่ยนบทบาทจากนักการทูตสาวมาเป็นภริยาทูตของคุณตุ๊กค่อนข้างราบรื่น ด้วยความที่รับราชการมาก่อน ทำให้เข้าใจเนื้องานทางการทูตเป็นอย่างดี

“พี่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร อะไรที่เราควรและไม่ควรทำ บทบาทไหนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของท่านทูต ขณะเดียวกัน วิธีคิดเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย หน้าที่ของเราต่อจากนี้ คือการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลทำเนียบ ดูแลการรับรองแขกนานาชาติ เป็นฝ่ายหลังที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”

ทุกย่างก้าวและการกระทำ คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตลอดหลายสิบปีของการรับใช้ประเทศชาติ ณ ต่างแดน ของท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา

“เมื่อใส่หัวโขนของการเป็นทูตไทย เราต้องรำให้สวย ไม่ให้ใครมาดูถูกชาติเราได้ เพราะชื่อเสียงของประเทศชาติขึ้นอยู่กับเรา แต่เมื่อถอดหัวโขนนั้นออก ตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือคนปกติธรรมดา ตายายคู่หนึ่ง” ท่านทูตทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภาพ:  พิชชา ฤกษ์อร่ามม, ศิริลักษณ์ ป้องมี 

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์รัหว่างประเทศ

8 กุมภาพันธ์ 2564
29 K

หลังกำแพงขาวสะอาดประดับตราแผ่นดินของอิตาลี กิ่งมะกอกและโอ๊กโอบล้อมดวงดาวในล้อฟันเฟือง เราเข้าสู่พื้นที่ของ Ambasciata d’Italia a Bangkok

สวนเขียวชอุ่ม ตัวบ้านขาวแต้มชมพูระเรื่อจากเฟื่องฟ้าที่ห้อยระย้าจากระเบียงชั้นสอง รถ Maserati สีขาวมันปลาบประจำตำแหน่งจอดนิ่งอยู่หน้าบันไดครึ่งวงกลมสีเขียวหยก เอกอัครราชทูต โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti) เปิดประตูบ้านออกมาทักทาย สมกับเป็นประเทศแห่งดีไซน์และไมตรี บรรยากาศทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยงดงามเหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปกติทำเนียบทูตเปิดต้อนรับแขกของสถานทูตเพียงเท่านั้น น้อยครั้งที่จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่เช้าวันนั้นที่ฝนตกพรำ ท่านทูตอนุญาตให้เราเข้าชมพร้อมพาสำรวจตัวบ้านด้วยตัวเอง ทั้งยินดีให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับบ้านและการทำงาน แบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

ก่อนเข้าไปสำรวจตัวบ้าน มาทำความรู้จักประวัติมิตรประเทศจากยุโรปกันเสียหน่อย

อิตาเลียนเยือนสยาม

ชาวอิตาเลียนคนแรกที่มาเยือนแดนสยามคือ นิโคโล คอนติ (Nicolò Conti) ใน ค.ศ. 1430 พ่อค้าและนักเดินทางชาวเวนิสผู้เดินทางทั่วอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาเยือนสยามในสมัยอาณาจักรอยุธยากำลังเติบโต คำบอกเล่าของเขาช่วยให้การทำแผนที่โลกฉบับ Fra Mauro แสดงทวีปเอเชียได้ละเอียดแม่นยำกว่าแผนที่อื่นที่เคยปรากฏก่อนหน้า และบันทึกการเดินทางของเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปยุคกลางได้รู้จักอุษาคเนย์

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและสยามงอกงามขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 อิตาลีและสยามลงนามสนธิสัญญาฉบับแรก คือสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ใน ค.ศ. 1868 ปีรัชสมัยแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 แห่งอิตาลี (King Vittorio Emanuele II of Italy) ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิตาลี ผู้รวมรัฐต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาราชอาณาจักรอิตาลีได้สำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ อิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย และอิตาลีเป็นประเทศยุโรปแรกที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนเมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ต่อมาราชสำนักสยามก็ต้อนรับชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินเข้ามาทำงาน เช่น มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟกรุงเทพ ตึกไทยคู่ฟ้า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ฯลฯ กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินเจ้าของผลงานภาพวาดบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม และบุคคลสำคัญที่คนไทยรักใคร่มาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร บิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย 

บ้านอิตาลี

สาธารณรัฐอิตาลีมีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลีที่เชียงใหม่และภูเก็ต (ส่วนสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำอิตาลีอยู่ที่กรุงโรม) 

บ้านหลังเก่าของสถานทูตอิตาลีเดิมอยู่ที่ถนนสาธรเหนือ มีทำเนียบทูตตั้งอยู่เคียงกัน จากนั้นย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ถนนนางลิ้นจี่ ต่อมาสถานทูตฯ ย้ายออกมาใน ค.ศ. 2011 พื้นที่เดิมกลายเป็นร้านอาหารและบริษัทเอกชน ส่วนสถานทูตย้ายมาอยู่ตึก All Seasons Place ถนนวิทยุ 

ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย สถานทูตฯ เช่าบ้านเก่าแสนสวยในรั้วขาว ซอยสีลม 19 ไว้เป็นที่พำนักตัวแทนประเทศ เดิมอาคารหลังนี้เป็นบ้าน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตต์ ณ สงขลา) สร้างในที่ดิน 3 ไร่ ที่ท่านได้จากทางคุณตาหรือทางตระกูลวัชราภัย เมื่อ ค.ศ. 1927 (พ.ศ. 2470) เป็นที่ดินยาวๆ ขนานกับซอยสีลม 19 ในที่ดินมีบ้านสามหลัง โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังกลาง 

หนังสือ Treasured Homes of Thailand ระบุว่า บ้านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์นี้ออกแบบโดยพระนรินทรักษา (ไม่ปรากฏขุนนางในราชทินนามนี้ จึงต้องค้นหาต่อไป) ต่อมาใน ค.ศ. 1929 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ให้ นายจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ออกแบบต่อเติมโถงและเฉลียงออกมา เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบน เน้นรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม วางแบบอสมมาตร ต่างไปจากส่วนดั้งเดิมที่มีลักษณะแบบคลาสสิกเรียบๆ ตกแต่งภายในด้วยลวดลายบัวไม้ คล้ายๆ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมในซอยพิพัฒน์ 

ทำเนียบทูตหลังนี้บรรจุประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากตัวสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค นายจิตรเสน เป็นบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ศึกษาที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส เมื่อกลับมาเมืองไทยใน ค.ศ. 1927 ได้ออกแบบอาคารมากมายในกรุงเทพมหานครที่เป็นมรดกของยุคนั้น เช่น สมาคมพาณิชย์จีน ถนนสาทร บ้านพระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา) สโมสรสีลม วังรื่นฤดี ถนนสุโขทัย และไปรษณีย์กลาง ต่อมาเข้าทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และออกแบบอาคารถนนราชดำเนินกลางด้วย ปัจจุบันอาคารที่เขาออกแบบหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก และบ้านหลังนี้ก็มีลายเซ็นของเขาชัดเจนทีเดียว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 28, กันยายน ค.ศ.1920, โรงเรียนอัสสัมชัญ 
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 60, กันยายน ค.ศ. 1928, โรงเรียนอัสสัมชัญ 

สำหรับเจ้าของบ้านเดิม เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าพระยา โดยรับราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เคยเป็นประธานศาลฎีกา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีหลายกระทรวง ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานองคมนตรี บ้านหลังนี้จึงเคยต้อนรับแขกสำคัญของประเทศมากมาย 

เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ถึงแก่อนิจกรรม บ้านตกเป็นของบุตรชายคนที่ 6 คุณจินดา ณ สงขลา ต่อมาคุณพิมสิริ ณ สงขลา ผู้เป็นภรรยา และบุตรสาว คุณวิภาดา โทณวณิก เป็นผู้ดูแลต่อมา และราว 20 กว่าปีก่อน สถานทูตอิตาลีจึงได้เช่าบ้านหลังนี้สำหรับเป็นทำเนียบทูต 

เล่าประวัติศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ตามท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เข้ามาชมทำเนียบกันดีกว่า

ในบ้านเก่า

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

เดินลัดสนามแสนเขียวร่มรื่นหน้าบ้าน ซึ่งเคยเป็นลานจัดฉายหนังเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2 ปีซ้อน ผ่านศาลพระภูมิสีขาวดีไซน์เก๋ข้างบ้านเข้ามาในตัวทำเนียบ จะพบความโอ่อ่าน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ดูปลอดโปร่งอยู่สบายจากเพดานสูงและกรอบประตูมีช่องลมฉลุ ส่วนต่างๆ ของบ้านทะลุมองถึงกัน ตัวบ้านสภาพดีมากเพราะเจ้าของดูแลปรับปรุงอยู่เสมอ พื้นไม้และสวิตช์ไฟโบราณยังคงใช้งานได้ดี

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

  ห้องรับรองเล็กๆ ติดกับโถงบันไดทางหน้าบ้าน เคยกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวของท่านทูตเมื่อต้อง Work From Home ช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในปีที่แล้ว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่รับแขกเป็นห้องโล่งยาว มีมุมโซฟาหลายมุมสำหรับจัดเลี้ยงรับรองแขกได้หลายสิบคน โต๊ะรับแขกทุกโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลาย มีทั้งนิตยสาร หนังสือภาพถ่าย ไปจนถึงตำราอาหาร ซึ่งเป็นคอลเลกชันส่วนตัวของท่านทูตผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ต่อขยายด้านข้างตัวบ้านคือที่โปรดของท่านทูต เฉลียงพื้นหินอ่อนปูทับด้วยเสื่อสาน ผนังกระจกด้านข้างรับแสงธรรมชาติและวิวสวนอันร่มรื่น ขณะเดียวกันก็เว้าเป็นช่องที่นั่งแสนสบาย ปกติท่านทูตจะเล่นโยคะและรับประทานอาหารเช้าที่นี่ ยามแขกมาเยือน ห้องที่ดูอบอุ่นนี้ใช้รับรองผู้คนและเป็นห้องเลี้ยงอาหารกลางวันได้เช่นกัน

ลึกเข้าไปในด้านหลังตัวบ้านมีห้องอาหารโต๊ะเล็ก เชื่อมกับห้องรับประทานอาหารค่ำขนาดใหญ่ที่ระดับพื้นต่ำกว่าด้านหน้า ตกแต่งโทนสีเข้มที่เต็มไปด้วยศิลปะเอเชีย เป็นทั้งที่จัดเลี้ยงดินเนอร์ และดัดแปลงเป็นห้องแถลงข่าวได้ 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ชั้นสองและชั้นสามเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านทูตและครอบครัว มีทั้งห้องนอนเจ้าบ้านและห้องนอนแขก เมื่อวนครบรอบชั้นหนึ่งของบ้านแล้ว ขอเชิญพบไฮไลต์แสนสนุกของทำเนียบทูต ใต้บันไดมีห้องลับสู่ชั้นใต้ดิน ภายนอกมีกรอบหลอกเสมือนหน้าต่างอันแนบเนียน ต้องเปิดบานไม้ออกจึงพบทางเข้าอันลึกลับ สันนิษฐานว่าใช้งานเป็นห้องหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปีนบันไดลงไปด้านล่างจะพบประตูลูกกรงเหล็กเก่าแก่กับตู้เซฟโบราณ แต่บรรยากาศไม่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะทางทำเนียบทาสีห้องเป็นสีขาว ติดเครื่องปรับอากาศอย่างดี ใช้เป็นห้องสำหรับเก็บชีสและไวน์อิตาเลียน กลิ่นอายห้องนี้จึงเหมือนห้องใต้ดินในบ้านยุโรปดีๆ นี่เอง 

รู้จักบ้านเก่ากันเรียบร้อย ขอเชิญเอนหลังนั่งลงที่โซฟานุ่มๆ จิบ Espresso กาแฟดำถ้วยเล็กฉบับอิตาลี แล้วสนทนากับเจ้าบ้าน ท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยผู้เคยประจำการที่เซเนกัล ซีเรีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ามารับตำแหน่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับเมืองไทย กัมพูชา และลาว ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 และพาครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใจกลางสีลมตลอดมา

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ทำไมสถานทูตอิตาลีจึงเลือกเช่าบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบทูต

ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆ เพราะทูตคนก่อนๆ ตกหลุมรักบ้านนี้ และย่านนี้ก็เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจตั้งแต่ตอนนั้น อยู่ใกล้บางรักซึ่งมีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสและโปรตุเกส ตัวบ้านเองก็มีลักษณะแบบไทยผสมอิทธิพลอิตาลี ใช้หินอ่อนอิตาลีปูพื้น เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ 

สิบปีที่แล้วมีทูตคนหนึ่งตัดสินใจย้ายทำเนียบไปที่นนทบุรี แล้วทูตสองคนก่อนหน้าผมก็ย้ายกลับมาที่นี่ เราโชคดีที่ตอนย้ายกลับมาบ้านหลังนี้ว่างพอดี และได้ทำให้ที่นี่เป็น House of Italy

เอกลักษณ์ของ House of Italy เป็นอย่างไร

เอกลักษณ์คือการต้อนรับขับสู้ผู้คน ความเป็นมิตร อาหาร และศิลปะ 

ที่นี่เป็นที่ที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน คนชอบมาที่นี่ ภรรยาของผมและผมก็ชอบชวนเพื่อนๆ มาพบปะกัน เราเคยจัดงานหลายแบบ ทั้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่นงานเลี้ยงรับรองบริษัทสัญชาติอิตาลีที่มาอยู่ไทย หอการค้าไทย หรือถ้าต้องรับรองบุคคลสำคัญจากทั้งสองประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม เราจะจัดงานเลี้ยงที่นี่ งานใหญ่ที่สุดที่เคยจัดที่นี่คืองานเลี้ยงสำหรับคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษาบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล มีคนมาร้อยห้าสิบคน 

เราเคยจัดงานแต่งงานให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของอิตาลีด้วย เป็นงานที่พิเศษมาก ปกติทำเนียบทูตไม่ใช้จัดงานแบบนี้ เคยจัดแค่สองครั้งเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นคนสำคัญในสถานทูตฯ ของเรา มีแขกเพื่อนๆ ชาวไทยมาเต็มเลยครับ จริงๆ แขกมาจากทั่วโลกเลย เพราะเจ้าสาวไม่ใช่คนไทย ผมก็ยินดีไปกับเขาด้วย 

นอกจากนั้นก็มีงานแถลงข่าว อย่างงาน Italian Film Festival รวมถึงจัดงานวัฒนธรรมอย่างเทศกาลภาพยนตร์ยุโรป น่าเสียดายที่ปีนี้จัดไม่ได้เพราะ COVID-19 แต่เราหวังว่าจะได้จัดงานนี้ต่อไป

ชีวิตในทำเนียบทูตบ้านเก่าย่านสีลมเป็นอย่างไรบ้าง

การมีบ้านแบบนี้เป็นความหรูหราอย่างหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ต่างขายที่ดินไปสร้างตึกสูงกันหมด พวกเราโชคดีมากที่ได้อยู่ในบ้านเก่าที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมของเมือง มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่จัดเลี้ยง บางทีผมก็คิดว่าถ้าไปอยู่คอนโดฯ หรูในสาทรที่มีวิวเมืองสวยๆ ก็ดีนะ แต่ว่าพวกเรามีความสุขที่อยู่ที่นี่ ซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ ผมเคยเจอคนจากรัฐบาลที่บอกว่าเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก แล้วก็ชอบเล่นในสวนด้วย 

คุณชอบส่วนไหนในบ้าน ได้เปลี่ยนอะไรในบ้านไหมตอนมาอยู่ที่นี่

ปกติทำเนียบจะตกแต่งเรียบร้อยอยู่แล้ว ดังนั้นแค่นำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดจากอิตาลีมาตกแต่งก็ทำได้ตามชอบ แล้วพอย้ายตำแหน่งค่อยเอาของเก่ากลับมาวาง ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ยกเว้นชั้นบนเพราะเราอยากใช้เฟอร์นิเจอร์ของเราเอง และมีแค่หนังสือกับนิตยสารที่เป็นของผม 

ผมชอบบ้านที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว มีหลายจุดที่ผมชอบ อย่างห้องนั่งเล่นที่เรานั่งคุยกัน แล้วก็มุมห้องกระจกที่ไว้ทานอาหารเช้า รู้สึกเหมือนได้อยู่กลางแจ้งเพราะมองเห็นต้นไม้สบายตา ชอบเพดานสูงๆ ที่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ซึ่งหาไม่ได้จากการอยู่ในตึกสูง เป็นอภิสิทธิ์ของการอยู่ที่นี่ 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ใช้ชีวิตในสีลม ยากไหม

เป็นย่านที่พลุกพล่านและมีชีวิตชีวา เราชอบที่เป็นย่านที่เดินได้ ออกไปเจอห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารหลายๆ แห่ง การเดินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา เราไม่ชอบนั่งรถตลอดเวลา และการอยู่ในย่านนี้ทำให้เราได้เดิน 

แต่ข้อเสียคือรถติดมากครับ โดยเฉพาะตอนเย็น เวลาจัดงานแขกต้องเผื่อเวลาเดินทางมาก เวลาผมกลับมาบ้านในเวลาเร่งด่วน บางทีต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงบนรถเพื่อจะเดินทางแค่สี่กิโลเมตร ดังนั้นบางทีเวลาไม่อยากขับรถ ผมก็ชอบขึ้นรถไฟฟ้า 

คุณเคยทำงานที่ซีเรีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ทำเนียบทูตอื่นๆ เป็นบ้านเก่าเหมือนที่นี่ไหม

แล้วแต่ครับ ทำเนียบทูตที่ปารีส ลอนดอน ลิสบอน เป็นโบราณสถาน ทำเนียบและสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นที่ลิสบอน Palace of the Counts of Pombeiro สร้างในศตวรรษที่ 18 ส่วน Villa Firenze ทำเนียบทูตที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นบ้านเก่าอายุเกือบร้อยปีที่สวยมากๆ 

ทำเนียบทูตที่อื่นก็ต่างกันไป มีหลายแบบมากครับ แต่ว่าต้องสวยงาม ดีไซน์ดี และสื่อว่าชาวอิตาลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรม บางแห่งก็ออกแบบโดยสถาปนิกอิตาลีอย่างที่โตเกียว 

งานหลักๆ ของเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยคืออะไรบ้าง

งานส่วนใหญ่ของผมคือการสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะเมืองไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน ผมอยากทำให้ความสัมพันธ์ด้านธุรกิจของเราพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าเทคโนโลยีของอิตาลีเข้ามาใช้ในเมืองไทย นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานของผม 

รวมไปถึงการสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในอิตาลี อย่างกรุ๊ปเซ็นทรัลที่ลงทุนซื้อห้างสรรพสินค้าใหญ่ของอิตาลีและประสบความสำเร็จ ไมเนอร์ที่ลงทุนโรงแรม แล้วก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทำงานร่วมกัน เรามีหอการค้าไทย-อิตาเลียน ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริษัทไทยและอิตาเลียน 

งานของผมเกี่ยวข้องกับทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่สนใจมากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนมักคิดถึง Food, Furniture และ Fashion เมื่อคิดถึงอิตาลี แต่จริงๆ แล้วประเทศที่มีอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากเยอรมนีคืออิตาลี และโรงงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น รถ Mercedes-Benz หรือ BMW ของเยอรมนีก็มีเทคโนโลยีอิตาลีอยู่ และอิตาลีก็ทำงานด้านเทคโนโลยียานอวกาศด้วย 

ผมอยากทำงานกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยอีกเยอะๆ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ตอนอยู่อเมริกาได้ทำงานด้านนี้เยอะ เลยเข้าใจความสำคัญว่าผลลัพธ์ของมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ 

ความร่วมมือกับเมืองไทยเรื่องไหนที่คุณอยากเล่าให้คนทั่วไปได้ฟัง

เรื่องความยั่งยืนครับ ใน ค.ศ. 2021 อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 และการประชุม COP 26 (การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ร่วมกับสหราชอาณาจักร เพราะฉะนั้น สถานทูตก็เลยร่วมมือกับเมืองไทยในหลายๆ ด้านในการสนับสนุนความยั่งยืน เรากำลังทำงานร่วมกับ ESCAP (คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล และ Siam Center 

และเราทำโครงการ Smart Talk Bangkok คล้ายๆ TED Talks จัดนิทรรศการสามวัน มีการแสดงสดจากคณะนักแสดงศิลปะการแสดงอิตาเลียนที่เน้นประเด็นความยั่งยืน โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทย หลายบริษัทในอิตาลีและเมืองไทย เพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักเรื่องความยั่งยืนและปัญหาโลกร้อนด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

โดยปกติ งานเทศกาลที่สถานทูตอิตาลีจัดมีอะไรบ้าง

เทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนช่วงเดือนตุลาคมเป็นเทศกาลแรกของเราใน ค.ศ. 2020 เพราะ COVID-19 ปกติเราจะมีเทศกาลอิตาเลียนหลากหลายทั้งปี เช่น ดนตรีคลาสสิกและดนตรีแจ๊สจากนักดนตรีอิตาลี นิทรรศการศิลปะอย่างที่เราเคยจัดงานคาราวัจโจ งานลีโอนาโด ดาวินชี และมีงานวัฒนธรรม ค.ศ. 2019 ก็มีงานบทสนทนาพหุวัฒนธรรมและทำหนังสือที่เล่าเรื่องราวระหว่างชาวไทยและชาวอิตาเลียน น่าสนใจที่หลายเรื่องเกี่ยวกับอาหาร (ยิ้ม) แล้วก็เรื่องเด็กที่เติบโตมากับหลายวัฒนธรรม 

ตัวผมเองคุณแม่เป็นชาวเยอรมัน และคุณพ่อเป็นคนอิตาเลียน ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผมเองก็เติบโตมากับวัฒนธรรมเยอรมันหลายอย่าง ก็เลยสนใจมุมมองของการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลาย อย่างไทยกับอิตาเลียน หรือไทยกับประเทศยุโรปอื่นๆ 

ทำไมสถานทูตอิตาลีถึงนิยมจัดกิจกรรมวัฒนธรรมมากมายในเมืองไทย

ตอนที่ผมมาถึง เราเพิ่งฉลองร้อยห้าสิบปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเมืองไทยและอิตาลี ซึ่งตอนเริ่มความสัมพันธ์ อิตาลีเพิ่งรวมประเทศเป็นราชอาณาจักรได้ไม่นาน หลังจากถูกปกครองโดยต่างชาติหรือแยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เราเพิ่งกลับมามีเอกภาพตอน ค.ศ. 1860 โรมไม่ใช่เมืองหลวง เพราะตอนนั้นโรมปกครองโดยพระสันตะปาปา จนถึง ค.ศ. 1870 เมืองหลวงเก่าของอิตาลีคือตูรินและฟลอเรนซ์ 

การที่รัฐในเวลานั้นเริ่มความสัมพันธ์กับประเทศที่อยู่ไกล เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 ชาวอิตาเลียนหลายคนเดินทางมาทำงานในเมืองไทย โดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินซึ่งได้เข้ามาทำงานศิลปะกับศิลปินไทย บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งคืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกวันที่ 15 กันยายนที่เป็นวันเกิดของอาจารย์ ยังมีลูกศิษย์ที่เคยเรียนด้วยมาร่วมงานด้วยอยู่เสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรามีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงหลัก รากของความสัมพันธ์มาจากวัฒนธรรมและผู้คน นักศึกษาและนักวิชาการหลายคนในไทยก็ไปเรียนต่อที่อิตาลี มิตรภาพระหว่างเรามาจากคนที่ชื่นชอบวิถีชีวิตของกันและกัน และอาหาร ขอโทษที่พูดเรื่องอาหารเยอะนะครับ แต่ผมรู้ว่ามันก็เป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมของคนไทยเหมือนกัน 

คนไทยชอบมาเที่ยวอิตาลี หลายคนไปหลายครั้งเพราะชื่นชอบ แต่จำนวนคนอิตาเลียนที่มาเมืองไทยมีมากกว่าเยอะเลยครับ ไวรัสนี้ทำให้คนอิตาเลียนหลายคนที่ชอบมาพักผ่อนที่ไทยครั้งละสองสามเดือนกลับมาไม่ได้ พวกเขาแทบอดทนรอไม่ไหวให้พรมแดนเปิด จะได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง 

สำหรับทูตอย่างผม การที่ประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมาตลอด ทำให้เราหาทางแก้ไขปัญหาทางการทูตได้ตลอด 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คนอิตาเลียนถูกใจอะไร ถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทย

ชอบความเป็นมิตรและการต้อนรับขับสู้ของคนไทย ความสวยงามของประเทศซึ่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ แต่ในที่อื่นๆ อย่างเชียงราย ภาคอีสาน และจังหวัดอื่นๆ ก็สวยงามมาก 

ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวใน ค.ศ. 1998 การมาเที่ยวไทยเป็นเรื่องที่คนยุโรปนิยมมากจนเป็นธรรมเนียม ไม่ใช่แค่คนอิตาเลียนนะครับ บางคนก็มาพักนานๆ ทุกปี ซื้อบ้านพักไว้ก็มี ก่อนช่วง COVID-19 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวอิตาเลียนมาไทยราวๆ 265,000 คน ซึ่งส่วนมากมาอยู่นานๆ หลายคนมาช่วงฤดูหนาว เรามีชาวอิตาเลียนที่พำนักในไทยถาวรราวๆ หกพันคน แต่ปกติมีถึงหนึ่งหมื่นคน ซึ่งก็เยอะอยู่นะครับ ขณะที่กัมพูชามีราวสองพันห้าร้อยคน ที่ลาวประมาณหนึ่งพันคน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือประมาณหนึ่งในสามที่ยังอยู่

ตอนที่ COVID-19 ระบาดใหม่ๆ คนอิตาเลียนในไทย กัมพูชา และลาว อยากกลับบ้านหรืออยู่แถวนี้มากกว่า

พวกเขาเปลี่ยนใจกันบ่อยมากเลยครับ (หัวเราะ) ที่กัมพูชาและลาวไม่ค่อยมีคนอิตาเลียนอยู่มากนัก ประเทศเหล่านั้นค่อนข้างเงียบสงบ ตอนแรกหลายคนอยากกลับบ้านเพราะกลัวว่าถ้าโรคระบาดหนักเข้า จะหาทางเข้าถึงการรักษาได้ยาก เราเลยร่วมมือกับหลายประเทศในยุโรปจัดเที่ยวบินพิเศษให้ชาวยุโรปกลับบ้านสามครั้ง 

ส่วนในเมืองไทย การหาเที่ยวบินพาณิชย์กลับอิตาลียังพอเป็นไปได้ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์ที่นี่ยังควบคุมได้มากกว่า หลายคนเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยอยู่แล้ว ทุกคนอยู่ที่นี่ต่อ นักท่องเที่ยวและคนที่มาชั่วคราวกลับกันไปบ้าง ซึ่งเราขอบคุณรัฐบาลไทยมากที่ขยายเวลาพำนักในประเทศไทย ให้พวกเขาได้มีเวลาตัดสินใจว่าอยู่เมืองไทยหรือกลับอิตาลี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก 

หลังสถานการณ์ COVID-19 ที่อิตาลีระบาดรอบสอง ทางรัฐบาลรับมือยังไงบ้าง

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การใส่หน้ากากกลายเป็นเรื่องจำเป็นครับ ช่วงพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เราเจอเคสใหม่ๆ ราวสี่หมื่นเคสต่อวัน ที่ตัวเลขดูเยอะเพราะไล่ตรวจโรควันละประมาณหนึ่งแสนคนทุกวัน ปัจจุบัน (มกราคม ค.ศ. 2021) เจอผู้ติดเชื้อใหม่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันคนต่อวัน ท้องถิ่นต่างๆ ก็ล็อกดาวน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าออก ที่ผ่านมาคนกักตัวอยู่บ้านหลายเดือน เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่ช่วยได้มาก 

ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ อิตาลีเจอวิกฤต COVID-19 อย่างหนักหนาสาหัส ส่วนหนึ่งเพราะเรามีประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก มาตรการเลยต้องเข้มงวดมาก และตอนนี้เราก็ตระหนักแล้วว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาดจนกว่าจะมีวัคซีน เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อ และเราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต้องหาสมดุล ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์สาธารณสุข 

แม้ว่าตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะกลับไปสูง แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ค.ศ. 2020 ค่าเฉลี่ยอายุต่ำลงมาก อัตราผู้เสียชีวิตก็ต่ำลงมากด้วย โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ ก็รับมือได้ดีขึ้น กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวก็รู้วิธีดูแลตัวเอง ปู่ย่าตายายต้องหลีกเลี่ยงการเจอหลานๆ ที่ไปโรงเรียนเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยง 

ถึงต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่ภาพคนอิตาลีออกมาร้องเพลงและเล่นดนตรีตามระเบียงก็น่าประทับใจมาก

ความคิดสร้างสรรค์ของคนอิตาลีเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ความลำบากของการกักตัวอยู่บ้าน การล็อกดาวน์ส่งผลต่อสุขภาพจิตมาก ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปโดยสิ้นเชิง คุณแม่และลูกสาวของผมก็กักตัวอยู่ที่อิตาลี ถึงอยู่ที่นี่ผมจะไม่ออกไปไหน แต่มันก็ต่างกัน ผมยังไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่การกักตัวอยู่บ้านโดยรู้ว่าทั้งประเทศก็ต้องกักตัวเหมือนกัน ข้างนอกทุกอย่างเงียบสนิท มันน่ากลัวมากนะครับ 

การรับมือความโดดเดี่ยวทำให้เรารู้ว่าเราคิดถึงคนอื่นๆ มากขนาดไหน การร้องเพลงที่ระเบียงคือความพยายามปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ถึงเราจะติดต่อกันผ่านช่องทางดิจิทัลได้มากเท่าที่เราต้องการ แต่เราต่างคิดถึงสัมผัสของคนต่อคน ซึ่งโซเชียลมีเดียช่วยส่งต่อเรื่องนี้จนไวรัลไปทั่วโลกแบบไม่ได้ตั้งใจ ผมว่าทุกคนคงประทับใจที่ได้เห็น และผลตอบรับก็ดีมาก

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์) เป็นวันสุขภาพจิตโลก ผมอยากย้ำว่า COVID-19 ทำให้สุขภาพจิตของผู้คนย่ำแย่ลง เราควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนไทยและคนอิตาลีมีเหมือนกัน

หลายอย่างเลยครับ เราให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่กับลูก แต่รวมถึงครอบครัวขยาย เราชอบความอิสระ ชอบการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต ชอบช่วงเวลาดีๆ ชอบทำงานนะ แต่ว่าไม่ได้อยู่เพื่อทำงาน เราทำงานเพื่ออยู่ และขอโทษที่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว (ยิ้ม) เราชอบอาหาร และเราใส่ใจเปิดรับวัฒนธรรมอาหารใหม่ๆ ไม่ได้กินแต่อาหารบ้านตัวเองอย่างเดียว แต่ชอบทดลองกินอาหารอื่นด้วย ครอบครัวผมชอบอาหารไทย ถ้าออกไปกินข้างนอก ไม่ไปร้านอาหารอิตาเลียนก็จะไปร้านอาหารไทย

ร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ไหนที่เป็นร้านโปรดของคุณ

บอกแค่ร้านเดียวไม่ได้ครับ ต่อให้เลือกที่หนึ่งในใจได้ ผมก็จะไม่มีวันบอกคุณ (หัวเราะ) หลายร้านมาร่วมออกงาน Italian Cuisine Week in Thailand ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี มีร้านอาหารอิตาเลียนในไทยเยอะมาก ผมอาจจะไม่ได้เคยชิมทั้งหมด 

ในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีอาหารอิตาเลียนแท้ๆ เยอะเลยครับ วัตถุดิบมาจากอิตาลี สูตรการปรุงก็ตรงตามต้นฉบับ แต่ก็มีอาหารฟิวชันเยอะเหมือนกัน เช่น ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแทนพาสต้า ใช้วัตถุดิบไทยแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งสนุกสนานดีครับ แต่ในฐานะทูต เรื่องสำคัญสำหรับผมคือเวลาคุณไปจ่ายตลาด คุณควรรู้ว่าของที่คุณซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้ๆ หรือว่าไม่ใช่ เพราะมีของเลียนแบบเยอะ บางทีบนห่อมีธงอิตาลีแต่ว่าข้างในมาจากที่อื่น อันนั้นผมรับไม่ได้ ผู้บริโภคต้องรู้ว่าของที่เขาซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้รึเปล่า มันอาจราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่มันเป็นของแท้แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะชอบของทดลองหรือของดั้งเดิมก็ควรรู้ที่มา

นอกจากแบ่งปันเรื่องงาน พอเล่าให้ฟังได้ไหมว่าวันหยุดของคุณเป็นอย่างไร

ผมชอบท่องเที่ยว เมืองไทยสวยมากครับ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ผมชอบขับรถออกไปนอกเมือง ที่ที่ชอบมากๆ คือเกาะเกร็ด นนทบุรี มีคาเฟ่น่ารัก ปั่นจักรยานได้ แล้วก็มองเห็นแม่น้ำได้ตลอด

ช่วง COVID-19 นี้โรงแรม ร้านอาหาร และที่สวยๆ มากมายที่ปกติคนเยอะก็ว่างให้ไปเที่ยว ผมไม่ได้กลับไปอิตาลีเพราะการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ค.ศ. 2020 เลยเดินทางเที่ยวในประเทศไทย ที่นี่มีทิวทัศน์หลากหลายแบบน่าสนใจ ผมชอบเขาใหญ่ ชอบอุทยานและพื้นที่รอบๆ และจะกลับไปเที่ยวอีกแน่นอน 

มีที่หนึ่งชื่อ Toscana Valley เขาใหญ่ ตอนแรกผมคิดว่าจะดูปลอมนะ แต่ไปแล้วประทับใจมาก สร้างได้ถูกต้อง ไปแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปทัสคานี ซึ่งเป็นแคว้นที่ผมจากมา ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเลยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านแป๊บหนึ่ง 

ผมกับลูกชายไปเดินป่าที่เขาใหญ่ เราได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าพืชกินได้ที่นั่นมีมหาศาลมาก มีทั้งวัตถุดิบอาหารไทยและสมุนไพรไทยซึ่งกลายเป็นสินค้าหลายอย่างมาก ประทับใจวัฒนธรรมการใช้พืชดูแลสุขภาพ ซึ่งคล้ายๆ คนอิตาลีที่มีวัฒนธรรมอาหารเพื่อสุขภาพ 

ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีแม่น้ำใหญ่ทำให้เกษตรกรรมที่นี่ดี และทำให้พืชกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ชอบมาก แล้วผมก็ชอบกาญจนบุรี อยากขับรถไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณอีก สวยมาก มีภูเขาเขียวรอบๆ ถึงอากาศร้อนก็ชอบ แล้วก็ชอบเกาะต่างๆ กระบี่ ผมเพิ่งกลับจากสมุย ที่นั่นก็ดีมาก 

ผมชอบธรรมชาติ ต้องการธรรมชาติ ผมชอบอยู่กรุงเทพฯ นะ แต่ก็ต้องออกไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว ในชนบทที่มีต้นไม้เยอะๆ เพื่อหายใจและฟื้นฟูตัวเอง เหมือนอยู่ที่อิตาลี ผมชอบโรม แต่ก็ต้องหาเวลาไปเมืองอื่นที่มีธรรมชาติ 

คำถามสุดท้าย ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอิตาเลียนได้หนึ่งคำ คุณจะสอนคำว่าอะไร

(เงียบคิดนาน) คำเดียวเองเหรอ ท้าทายมาก ผมน่าจะสอนคำว่า ขอบคุณครับ (Grazie) ขอบคุณสำหรับน้ำใจและมิตรภาพของคนไทยที่เราซาบซึ้งมาก ช่วง COVID-19 แต่ละประเทศไม่ได้แค่ปิดพรมแดน แต่ปิดความสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะความกลัวด้วย ผมคิดว่าเราไม่ควรลืมมิตรภาพระหว่างกัน มีคนอิตาเลียนมากมายที่อยากกลับมาเมืองไทย และคนไทยอีกหลายคนที่อยากไปอิตาลี ผมขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 

www.thaiembassy.it/index.php/

www.eliteplusmagazine.com/ 

en.wikipedia.org/wiki/Victor_Emmanuel_II_of_Italy 

8 กุมภาพันธ์ 2564
29 K

หลังกำแพงขาวสะอาดประดับตราแผ่นดินของอิตาลี กิ่งมะกอกและโอ๊กโอบล้อมดวงดาวในล้อฟันเฟือง เราเข้าสู่พื้นที่ของ Ambasciata d’Italia a Bangkok

สวนเขียวชอุ่ม ตัวบ้านขาวแต้มชมพูระเรื่อจากเฟื่องฟ้าที่ห้อยระย้าจากระเบียงชั้นสอง รถ Maserati สีขาวมันปลาบประจำตำแหน่งจอดนิ่งอยู่หน้าบันไดครึ่งวงกลมสีเขียวหยก เอกอัครราชทูต โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti) เปิดประตูบ้านออกมาทักทาย สมกับเป็นประเทศแห่งดีไซน์และไมตรี บรรยากาศทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยงดงามเหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปกติทำเนียบทูตเปิดต้อนรับแขกของสถานทูตเพียงเท่านั้น น้อยครั้งที่จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่เช้าวันนั้นที่ฝนตกพรำ ท่านทูตอนุญาตให้เราเข้าชมพร้อมพาสำรวจตัวบ้านด้วยตัวเอง ทั้งยินดีให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับบ้านและการทำงาน แบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

ก่อนเข้าไปสำรวจตัวบ้าน มาทำความรู้จักประวัติมิตรประเทศจากยุโรปกันเสียหน่อย

อิตาเลียนเยือนสยาม

ชาวอิตาเลียนคนแรกที่มาเยือนแดนสยามคือ นิโคโล คอนติ (Nicolò Conti) ใน ค.ศ. 1430 พ่อค้าและนักเดินทางชาวเวนิสผู้เดินทางทั่วอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาเยือนสยามในสมัยอาณาจักรอยุธยากำลังเติบโต คำบอกเล่าของเขาช่วยให้การทำแผนที่โลกฉบับ Fra Mauro แสดงทวีปเอเชียได้ละเอียดแม่นยำกว่าแผนที่อื่นที่เคยปรากฏก่อนหน้า และบันทึกการเดินทางของเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปยุคกลางได้รู้จักอุษาคเนย์

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและสยามงอกงามขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 อิตาลีและสยามลงนามสนธิสัญญาฉบับแรก คือสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ใน ค.ศ. 1868 ปีรัชสมัยแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 แห่งอิตาลี (King Vittorio Emanuele II of Italy) ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิตาลี ผู้รวมรัฐต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาราชอาณาจักรอิตาลีได้สำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ อิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย และอิตาลีเป็นประเทศยุโรปแรกที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนเมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ต่อมาราชสำนักสยามก็ต้อนรับชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินเข้ามาทำงาน เช่น มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟกรุงเทพ ตึกไทยคู่ฟ้า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ฯลฯ กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินเจ้าของผลงานภาพวาดบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม และบุคคลสำคัญที่คนไทยรักใคร่มาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร บิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย 

บ้านอิตาลี

สาธารณรัฐอิตาลีมีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลีที่เชียงใหม่และภูเก็ต (ส่วนสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำอิตาลีอยู่ที่กรุงโรม) 

บ้านหลังเก่าของสถานทูตอิตาลีเดิมอยู่ที่ถนนสาธรเหนือ มีทำเนียบทูตตั้งอยู่เคียงกัน จากนั้นย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ถนนนางลิ้นจี่ ต่อมาสถานทูตฯ ย้ายออกมาใน ค.ศ. 2011 พื้นที่เดิมกลายเป็นร้านอาหารและบริษัทเอกชน ส่วนสถานทูตย้ายมาอยู่ตึก All Seasons Place ถนนวิทยุ 

ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย สถานทูตฯ เช่าบ้านเก่าแสนสวยในรั้วขาว ซอยสีลม 19 ไว้เป็นที่พำนักตัวแทนประเทศ เดิมอาคารหลังนี้เป็นบ้าน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตต์ ณ สงขลา) สร้างในที่ดิน 3 ไร่ ที่ท่านได้จากทางคุณตาหรือทางตระกูลวัชราภัย เมื่อ ค.ศ. 1927 (พ.ศ. 2470) เป็นที่ดินยาวๆ ขนานกับซอยสีลม 19 ในที่ดินมีบ้านสามหลัง โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังกลาง 

หนังสือ Treasured Homes of Thailand ระบุว่า บ้านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์นี้ออกแบบโดยพระนรินทรักษา (ไม่ปรากฏขุนนางในราชทินนามนี้ จึงต้องค้นหาต่อไป) ต่อมาใน ค.ศ. 1929 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ให้ นายจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ออกแบบต่อเติมโถงและเฉลียงออกมา เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบน เน้นรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม วางแบบอสมมาตร ต่างไปจากส่วนดั้งเดิมที่มีลักษณะแบบคลาสสิกเรียบๆ ตกแต่งภายในด้วยลวดลายบัวไม้ คล้ายๆ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมในซอยพิพัฒน์ 

ทำเนียบทูตหลังนี้บรรจุประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากตัวสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค นายจิตรเสน เป็นบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ศึกษาที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส เมื่อกลับมาเมืองไทยใน ค.ศ. 1927 ได้ออกแบบอาคารมากมายในกรุงเทพมหานครที่เป็นมรดกของยุคนั้น เช่น สมาคมพาณิชย์จีน ถนนสาทร บ้านพระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา) สโมสรสีลม วังรื่นฤดี ถนนสุโขทัย และไปรษณีย์กลาง ต่อมาเข้าทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และออกแบบอาคารถนนราชดำเนินกลางด้วย ปัจจุบันอาคารที่เขาออกแบบหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก และบ้านหลังนี้ก็มีลายเซ็นของเขาชัดเจนทีเดียว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 28, กันยายน ค.ศ.1920, โรงเรียนอัสสัมชัญ 
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 60, กันยายน ค.ศ. 1928, โรงเรียนอัสสัมชัญ 

สำหรับเจ้าของบ้านเดิม เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าพระยา โดยรับราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เคยเป็นประธานศาลฎีกา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีหลายกระทรวง ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานองคมนตรี บ้านหลังนี้จึงเคยต้อนรับแขกสำคัญของประเทศมากมาย 

เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ถึงแก่อนิจกรรม บ้านตกเป็นของบุตรชายคนที่ 6 คุณจินดา ณ สงขลา ต่อมาคุณพิมสิริ ณ สงขลา ผู้เป็นภรรยา และบุตรสาว คุณวิภาดา โทณวณิก เป็นผู้ดูแลต่อมา และราว 20 กว่าปีก่อน สถานทูตอิตาลีจึงได้เช่าบ้านหลังนี้สำหรับเป็นทำเนียบทูต 

เล่าประวัติศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ตามท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เข้ามาชมทำเนียบกันดีกว่า

ในบ้านเก่า

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

เดินลัดสนามแสนเขียวร่มรื่นหน้าบ้าน ซึ่งเคยเป็นลานจัดฉายหนังเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2 ปีซ้อน ผ่านศาลพระภูมิสีขาวดีไซน์เก๋ข้างบ้านเข้ามาในตัวทำเนียบ จะพบความโอ่อ่าน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ดูปลอดโปร่งอยู่สบายจากเพดานสูงและกรอบประตูมีช่องลมฉลุ ส่วนต่างๆ ของบ้านทะลุมองถึงกัน ตัวบ้านสภาพดีมากเพราะเจ้าของดูแลปรับปรุงอยู่เสมอ พื้นไม้และสวิตช์ไฟโบราณยังคงใช้งานได้ดี

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

  ห้องรับรองเล็กๆ ติดกับโถงบันไดทางหน้าบ้าน เคยกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวของท่านทูตเมื่อต้อง Work From Home ช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในปีที่แล้ว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่รับแขกเป็นห้องโล่งยาว มีมุมโซฟาหลายมุมสำหรับจัดเลี้ยงรับรองแขกได้หลายสิบคน โต๊ะรับแขกทุกโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลาย มีทั้งนิตยสาร หนังสือภาพถ่าย ไปจนถึงตำราอาหาร ซึ่งเป็นคอลเลกชันส่วนตัวของท่านทูตผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ต่อขยายด้านข้างตัวบ้านคือที่โปรดของท่านทูต เฉลียงพื้นหินอ่อนปูทับด้วยเสื่อสาน ผนังกระจกด้านข้างรับแสงธรรมชาติและวิวสวนอันร่มรื่น ขณะเดียวกันก็เว้าเป็นช่องที่นั่งแสนสบาย ปกติท่านทูตจะเล่นโยคะและรับประทานอาหารเช้าที่นี่ ยามแขกมาเยือน ห้องที่ดูอบอุ่นนี้ใช้รับรองผู้คนและเป็นห้องเลี้ยงอาหารกลางวันได้เช่นกัน

ลึกเข้าไปในด้านหลังตัวบ้านมีห้องอาหารโต๊ะเล็ก เชื่อมกับห้องรับประทานอาหารค่ำขนาดใหญ่ที่ระดับพื้นต่ำกว่าด้านหน้า ตกแต่งโทนสีเข้มที่เต็มไปด้วยศิลปะเอเชีย เป็นทั้งที่จัดเลี้ยงดินเนอร์ และดัดแปลงเป็นห้องแถลงข่าวได้ 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ชั้นสองและชั้นสามเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านทูตและครอบครัว มีทั้งห้องนอนเจ้าบ้านและห้องนอนแขก เมื่อวนครบรอบชั้นหนึ่งของบ้านแล้ว ขอเชิญพบไฮไลต์แสนสนุกของทำเนียบทูต ใต้บันไดมีห้องลับสู่ชั้นใต้ดิน ภายนอกมีกรอบหลอกเสมือนหน้าต่างอันแนบเนียน ต้องเปิดบานไม้ออกจึงพบทางเข้าอันลึกลับ สันนิษฐานว่าใช้งานเป็นห้องหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปีนบันไดลงไปด้านล่างจะพบประตูลูกกรงเหล็กเก่าแก่กับตู้เซฟโบราณ แต่บรรยากาศไม่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะทางทำเนียบทาสีห้องเป็นสีขาว ติดเครื่องปรับอากาศอย่างดี ใช้เป็นห้องสำหรับเก็บชีสและไวน์อิตาเลียน กลิ่นอายห้องนี้จึงเหมือนห้องใต้ดินในบ้านยุโรปดีๆ นี่เอง 

รู้จักบ้านเก่ากันเรียบร้อย ขอเชิญเอนหลังนั่งลงที่โซฟานุ่มๆ จิบ Espresso กาแฟดำถ้วยเล็กฉบับอิตาลี แล้วสนทนากับเจ้าบ้าน ท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยผู้เคยประจำการที่เซเนกัล ซีเรีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ามารับตำแหน่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับเมืองไทย กัมพูชา และลาว ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 และพาครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใจกลางสีลมตลอดมา

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ทำไมสถานทูตอิตาลีจึงเลือกเช่าบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบทูต

ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆ เพราะทูตคนก่อนๆ ตกหลุมรักบ้านนี้ และย่านนี้ก็เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจตั้งแต่ตอนนั้น อยู่ใกล้บางรักซึ่งมีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสและโปรตุเกส ตัวบ้านเองก็มีลักษณะแบบไทยผสมอิทธิพลอิตาลี ใช้หินอ่อนอิตาลีปูพื้น เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ 

สิบปีที่แล้วมีทูตคนหนึ่งตัดสินใจย้ายทำเนียบไปที่นนทบุรี แล้วทูตสองคนก่อนหน้าผมก็ย้ายกลับมาที่นี่ เราโชคดีที่ตอนย้ายกลับมาบ้านหลังนี้ว่างพอดี และได้ทำให้ที่นี่เป็น House of Italy

เอกลักษณ์ของ House of Italy เป็นอย่างไร

เอกลักษณ์คือการต้อนรับขับสู้ผู้คน ความเป็นมิตร อาหาร และศิลปะ 

ที่นี่เป็นที่ที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน คนชอบมาที่นี่ ภรรยาของผมและผมก็ชอบชวนเพื่อนๆ มาพบปะกัน เราเคยจัดงานหลายแบบ ทั้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่นงานเลี้ยงรับรองบริษัทสัญชาติอิตาลีที่มาอยู่ไทย หอการค้าไทย หรือถ้าต้องรับรองบุคคลสำคัญจากทั้งสองประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม เราจะจัดงานเลี้ยงที่นี่ งานใหญ่ที่สุดที่เคยจัดที่นี่คืองานเลี้ยงสำหรับคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษาบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล มีคนมาร้อยห้าสิบคน 

เราเคยจัดงานแต่งงานให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของอิตาลีด้วย เป็นงานที่พิเศษมาก ปกติทำเนียบทูตไม่ใช้จัดงานแบบนี้ เคยจัดแค่สองครั้งเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นคนสำคัญในสถานทูตฯ ของเรา มีแขกเพื่อนๆ ชาวไทยมาเต็มเลยครับ จริงๆ แขกมาจากทั่วโลกเลย เพราะเจ้าสาวไม่ใช่คนไทย ผมก็ยินดีไปกับเขาด้วย 

นอกจากนั้นก็มีงานแถลงข่าว อย่างงาน Italian Film Festival รวมถึงจัดงานวัฒนธรรมอย่างเทศกาลภาพยนตร์ยุโรป น่าเสียดายที่ปีนี้จัดไม่ได้เพราะ COVID-19 แต่เราหวังว่าจะได้จัดงานนี้ต่อไป

ชีวิตในทำเนียบทูตบ้านเก่าย่านสีลมเป็นอย่างไรบ้าง

การมีบ้านแบบนี้เป็นความหรูหราอย่างหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ต่างขายที่ดินไปสร้างตึกสูงกันหมด พวกเราโชคดีมากที่ได้อยู่ในบ้านเก่าที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมของเมือง มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่จัดเลี้ยง บางทีผมก็คิดว่าถ้าไปอยู่คอนโดฯ หรูในสาทรที่มีวิวเมืองสวยๆ ก็ดีนะ แต่ว่าพวกเรามีความสุขที่อยู่ที่นี่ ซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ ผมเคยเจอคนจากรัฐบาลที่บอกว่าเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก แล้วก็ชอบเล่นในสวนด้วย 

คุณชอบส่วนไหนในบ้าน ได้เปลี่ยนอะไรในบ้านไหมตอนมาอยู่ที่นี่

ปกติทำเนียบจะตกแต่งเรียบร้อยอยู่แล้ว ดังนั้นแค่นำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดจากอิตาลีมาตกแต่งก็ทำได้ตามชอบ แล้วพอย้ายตำแหน่งค่อยเอาของเก่ากลับมาวาง ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ยกเว้นชั้นบนเพราะเราอยากใช้เฟอร์นิเจอร์ของเราเอง และมีแค่หนังสือกับนิตยสารที่เป็นของผม 

ผมชอบบ้านที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว มีหลายจุดที่ผมชอบ อย่างห้องนั่งเล่นที่เรานั่งคุยกัน แล้วก็มุมห้องกระจกที่ไว้ทานอาหารเช้า รู้สึกเหมือนได้อยู่กลางแจ้งเพราะมองเห็นต้นไม้สบายตา ชอบเพดานสูงๆ ที่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ซึ่งหาไม่ได้จากการอยู่ในตึกสูง เป็นอภิสิทธิ์ของการอยู่ที่นี่ 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ใช้ชีวิตในสีลม ยากไหม

เป็นย่านที่พลุกพล่านและมีชีวิตชีวา เราชอบที่เป็นย่านที่เดินได้ ออกไปเจอห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารหลายๆ แห่ง การเดินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา เราไม่ชอบนั่งรถตลอดเวลา และการอยู่ในย่านนี้ทำให้เราได้เดิน 

แต่ข้อเสียคือรถติดมากครับ โดยเฉพาะตอนเย็น เวลาจัดงานแขกต้องเผื่อเวลาเดินทางมาก เวลาผมกลับมาบ้านในเวลาเร่งด่วน บางทีต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงบนรถเพื่อจะเดินทางแค่สี่กิโลเมตร ดังนั้นบางทีเวลาไม่อยากขับรถ ผมก็ชอบขึ้นรถไฟฟ้า 

คุณเคยทำงานที่ซีเรีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ทำเนียบทูตอื่นๆ เป็นบ้านเก่าเหมือนที่นี่ไหม

แล้วแต่ครับ ทำเนียบทูตที่ปารีส ลอนดอน ลิสบอน เป็นโบราณสถาน ทำเนียบและสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นที่ลิสบอน Palace of the Counts of Pombeiro สร้างในศตวรรษที่ 18 ส่วน Villa Firenze ทำเนียบทูตที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นบ้านเก่าอายุเกือบร้อยปีที่สวยมากๆ 

ทำเนียบทูตที่อื่นก็ต่างกันไป มีหลายแบบมากครับ แต่ว่าต้องสวยงาม ดีไซน์ดี และสื่อว่าชาวอิตาลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรม บางแห่งก็ออกแบบโดยสถาปนิกอิตาลีอย่างที่โตเกียว 

งานหลักๆ ของเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยคืออะไรบ้าง

งานส่วนใหญ่ของผมคือการสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะเมืองไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน ผมอยากทำให้ความสัมพันธ์ด้านธุรกิจของเราพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าเทคโนโลยีของอิตาลีเข้ามาใช้ในเมืองไทย นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานของผม 

รวมไปถึงการสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในอิตาลี อย่างกรุ๊ปเซ็นทรัลที่ลงทุนซื้อห้างสรรพสินค้าใหญ่ของอิตาลีและประสบความสำเร็จ ไมเนอร์ที่ลงทุนโรงแรม แล้วก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทำงานร่วมกัน เรามีหอการค้าไทย-อิตาเลียน ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริษัทไทยและอิตาเลียน 

งานของผมเกี่ยวข้องกับทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่สนใจมากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนมักคิดถึง Food, Furniture และ Fashion เมื่อคิดถึงอิตาลี แต่จริงๆ แล้วประเทศที่มีอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากเยอรมนีคืออิตาลี และโรงงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น รถ Mercedes-Benz หรือ BMW ของเยอรมนีก็มีเทคโนโลยีอิตาลีอยู่ และอิตาลีก็ทำงานด้านเทคโนโลยียานอวกาศด้วย 

ผมอยากทำงานกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยอีกเยอะๆ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ตอนอยู่อเมริกาได้ทำงานด้านนี้เยอะ เลยเข้าใจความสำคัญว่าผลลัพธ์ของมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ 

ความร่วมมือกับเมืองไทยเรื่องไหนที่คุณอยากเล่าให้คนทั่วไปได้ฟัง

เรื่องความยั่งยืนครับ ใน ค.ศ. 2021 อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 และการประชุม COP 26 (การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ร่วมกับสหราชอาณาจักร เพราะฉะนั้น สถานทูตก็เลยร่วมมือกับเมืองไทยในหลายๆ ด้านในการสนับสนุนความยั่งยืน เรากำลังทำงานร่วมกับ ESCAP (คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล และ Siam Center 

และเราทำโครงการ Smart Talk Bangkok คล้ายๆ TED Talks จัดนิทรรศการสามวัน มีการแสดงสดจากคณะนักแสดงศิลปะการแสดงอิตาเลียนที่เน้นประเด็นความยั่งยืน โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทย หลายบริษัทในอิตาลีและเมืองไทย เพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักเรื่องความยั่งยืนและปัญหาโลกร้อนด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

โดยปกติ งานเทศกาลที่สถานทูตอิตาลีจัดมีอะไรบ้าง

เทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนช่วงเดือนตุลาคมเป็นเทศกาลแรกของเราใน ค.ศ. 2020 เพราะ COVID-19 ปกติเราจะมีเทศกาลอิตาเลียนหลากหลายทั้งปี เช่น ดนตรีคลาสสิกและดนตรีแจ๊สจากนักดนตรีอิตาลี นิทรรศการศิลปะอย่างที่เราเคยจัดงานคาราวัจโจ งานลีโอนาโด ดาวินชี และมีงานวัฒนธรรม ค.ศ. 2019 ก็มีงานบทสนทนาพหุวัฒนธรรมและทำหนังสือที่เล่าเรื่องราวระหว่างชาวไทยและชาวอิตาเลียน น่าสนใจที่หลายเรื่องเกี่ยวกับอาหาร (ยิ้ม) แล้วก็เรื่องเด็กที่เติบโตมากับหลายวัฒนธรรม 

ตัวผมเองคุณแม่เป็นชาวเยอรมัน และคุณพ่อเป็นคนอิตาเลียน ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผมเองก็เติบโตมากับวัฒนธรรมเยอรมันหลายอย่าง ก็เลยสนใจมุมมองของการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลาย อย่างไทยกับอิตาเลียน หรือไทยกับประเทศยุโรปอื่นๆ 

ทำไมสถานทูตอิตาลีถึงนิยมจัดกิจกรรมวัฒนธรรมมากมายในเมืองไทย

ตอนที่ผมมาถึง เราเพิ่งฉลองร้อยห้าสิบปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเมืองไทยและอิตาลี ซึ่งตอนเริ่มความสัมพันธ์ อิตาลีเพิ่งรวมประเทศเป็นราชอาณาจักรได้ไม่นาน หลังจากถูกปกครองโดยต่างชาติหรือแยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เราเพิ่งกลับมามีเอกภาพตอน ค.ศ. 1860 โรมไม่ใช่เมืองหลวง เพราะตอนนั้นโรมปกครองโดยพระสันตะปาปา จนถึง ค.ศ. 1870 เมืองหลวงเก่าของอิตาลีคือตูรินและฟลอเรนซ์ 

การที่รัฐในเวลานั้นเริ่มความสัมพันธ์กับประเทศที่อยู่ไกล เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 ชาวอิตาเลียนหลายคนเดินทางมาทำงานในเมืองไทย โดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินซึ่งได้เข้ามาทำงานศิลปะกับศิลปินไทย บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งคืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกวันที่ 15 กันยายนที่เป็นวันเกิดของอาจารย์ ยังมีลูกศิษย์ที่เคยเรียนด้วยมาร่วมงานด้วยอยู่เสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรามีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงหลัก รากของความสัมพันธ์มาจากวัฒนธรรมและผู้คน นักศึกษาและนักวิชาการหลายคนในไทยก็ไปเรียนต่อที่อิตาลี มิตรภาพระหว่างเรามาจากคนที่ชื่นชอบวิถีชีวิตของกันและกัน และอาหาร ขอโทษที่พูดเรื่องอาหารเยอะนะครับ แต่ผมรู้ว่ามันก็เป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมของคนไทยเหมือนกัน 

คนไทยชอบมาเที่ยวอิตาลี หลายคนไปหลายครั้งเพราะชื่นชอบ แต่จำนวนคนอิตาเลียนที่มาเมืองไทยมีมากกว่าเยอะเลยครับ ไวรัสนี้ทำให้คนอิตาเลียนหลายคนที่ชอบมาพักผ่อนที่ไทยครั้งละสองสามเดือนกลับมาไม่ได้ พวกเขาแทบอดทนรอไม่ไหวให้พรมแดนเปิด จะได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง 

สำหรับทูตอย่างผม การที่ประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมาตลอด ทำให้เราหาทางแก้ไขปัญหาทางการทูตได้ตลอด 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คนอิตาเลียนถูกใจอะไร ถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทย

ชอบความเป็นมิตรและการต้อนรับขับสู้ของคนไทย ความสวยงามของประเทศซึ่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ แต่ในที่อื่นๆ อย่างเชียงราย ภาคอีสาน และจังหวัดอื่นๆ ก็สวยงามมาก 

ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวใน ค.ศ. 1998 การมาเที่ยวไทยเป็นเรื่องที่คนยุโรปนิยมมากจนเป็นธรรมเนียม ไม่ใช่แค่คนอิตาเลียนนะครับ บางคนก็มาพักนานๆ ทุกปี ซื้อบ้านพักไว้ก็มี ก่อนช่วง COVID-19 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวอิตาเลียนมาไทยราวๆ 265,000 คน ซึ่งส่วนมากมาอยู่นานๆ หลายคนมาช่วงฤดูหนาว เรามีชาวอิตาเลียนที่พำนักในไทยถาวรราวๆ หกพันคน แต่ปกติมีถึงหนึ่งหมื่นคน ซึ่งก็เยอะอยู่นะครับ ขณะที่กัมพูชามีราวสองพันห้าร้อยคน ที่ลาวประมาณหนึ่งพันคน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือประมาณหนึ่งในสามที่ยังอยู่

ตอนที่ COVID-19 ระบาดใหม่ๆ คนอิตาเลียนในไทย กัมพูชา และลาว อยากกลับบ้านหรืออยู่แถวนี้มากกว่า

พวกเขาเปลี่ยนใจกันบ่อยมากเลยครับ (หัวเราะ) ที่กัมพูชาและลาวไม่ค่อยมีคนอิตาเลียนอยู่มากนัก ประเทศเหล่านั้นค่อนข้างเงียบสงบ ตอนแรกหลายคนอยากกลับบ้านเพราะกลัวว่าถ้าโรคระบาดหนักเข้า จะหาทางเข้าถึงการรักษาได้ยาก เราเลยร่วมมือกับหลายประเทศในยุโรปจัดเที่ยวบินพิเศษให้ชาวยุโรปกลับบ้านสามครั้ง 

ส่วนในเมืองไทย การหาเที่ยวบินพาณิชย์กลับอิตาลียังพอเป็นไปได้ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์ที่นี่ยังควบคุมได้มากกว่า หลายคนเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยอยู่แล้ว ทุกคนอยู่ที่นี่ต่อ นักท่องเที่ยวและคนที่มาชั่วคราวกลับกันไปบ้าง ซึ่งเราขอบคุณรัฐบาลไทยมากที่ขยายเวลาพำนักในประเทศไทย ให้พวกเขาได้มีเวลาตัดสินใจว่าอยู่เมืองไทยหรือกลับอิตาลี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก 

หลังสถานการณ์ COVID-19 ที่อิตาลีระบาดรอบสอง ทางรัฐบาลรับมือยังไงบ้าง

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การใส่หน้ากากกลายเป็นเรื่องจำเป็นครับ ช่วงพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เราเจอเคสใหม่ๆ ราวสี่หมื่นเคสต่อวัน ที่ตัวเลขดูเยอะเพราะไล่ตรวจโรควันละประมาณหนึ่งแสนคนทุกวัน ปัจจุบัน (มกราคม ค.ศ. 2021) เจอผู้ติดเชื้อใหม่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันคนต่อวัน ท้องถิ่นต่างๆ ก็ล็อกดาวน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าออก ที่ผ่านมาคนกักตัวอยู่บ้านหลายเดือน เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่ช่วยได้มาก 

ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ อิตาลีเจอวิกฤต COVID-19 อย่างหนักหนาสาหัส ส่วนหนึ่งเพราะเรามีประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก มาตรการเลยต้องเข้มงวดมาก และตอนนี้เราก็ตระหนักแล้วว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาดจนกว่าจะมีวัคซีน เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อ และเราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต้องหาสมดุล ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์สาธารณสุข 

แม้ว่าตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะกลับไปสูง แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ค.ศ. 2020 ค่าเฉลี่ยอายุต่ำลงมาก อัตราผู้เสียชีวิตก็ต่ำลงมากด้วย โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ ก็รับมือได้ดีขึ้น กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวก็รู้วิธีดูแลตัวเอง ปู่ย่าตายายต้องหลีกเลี่ยงการเจอหลานๆ ที่ไปโรงเรียนเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยง 

ถึงต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่ภาพคนอิตาลีออกมาร้องเพลงและเล่นดนตรีตามระเบียงก็น่าประทับใจมาก

ความคิดสร้างสรรค์ของคนอิตาลีเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ความลำบากของการกักตัวอยู่บ้าน การล็อกดาวน์ส่งผลต่อสุขภาพจิตมาก ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปโดยสิ้นเชิง คุณแม่และลูกสาวของผมก็กักตัวอยู่ที่อิตาลี ถึงอยู่ที่นี่ผมจะไม่ออกไปไหน แต่มันก็ต่างกัน ผมยังไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่การกักตัวอยู่บ้านโดยรู้ว่าทั้งประเทศก็ต้องกักตัวเหมือนกัน ข้างนอกทุกอย่างเงียบสนิท มันน่ากลัวมากนะครับ 

การรับมือความโดดเดี่ยวทำให้เรารู้ว่าเราคิดถึงคนอื่นๆ มากขนาดไหน การร้องเพลงที่ระเบียงคือความพยายามปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ถึงเราจะติดต่อกันผ่านช่องทางดิจิทัลได้มากเท่าที่เราต้องการ แต่เราต่างคิดถึงสัมผัสของคนต่อคน ซึ่งโซเชียลมีเดียช่วยส่งต่อเรื่องนี้จนไวรัลไปทั่วโลกแบบไม่ได้ตั้งใจ ผมว่าทุกคนคงประทับใจที่ได้เห็น และผลตอบรับก็ดีมาก

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์) เป็นวันสุขภาพจิตโลก ผมอยากย้ำว่า COVID-19 ทำให้สุขภาพจิตของผู้คนย่ำแย่ลง เราควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนไทยและคนอิตาลีมีเหมือนกัน

หลายอย่างเลยครับ เราให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่กับลูก แต่รวมถึงครอบครัวขยาย เราชอบความอิสระ ชอบการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต ชอบช่วงเวลาดีๆ ชอบทำงานนะ แต่ว่าไม่ได้อยู่เพื่อทำงาน เราทำงานเพื่ออยู่ และขอโทษที่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว (ยิ้ม) เราชอบอาหาร และเราใส่ใจเปิดรับวัฒนธรรมอาหารใหม่ๆ ไม่ได้กินแต่อาหารบ้านตัวเองอย่างเดียว แต่ชอบทดลองกินอาหารอื่นด้วย ครอบครัวผมชอบอาหารไทย ถ้าออกไปกินข้างนอก ไม่ไปร้านอาหารอิตาเลียนก็จะไปร้านอาหารไทย

ร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ไหนที่เป็นร้านโปรดของคุณ

บอกแค่ร้านเดียวไม่ได้ครับ ต่อให้เลือกที่หนึ่งในใจได้ ผมก็จะไม่มีวันบอกคุณ (หัวเราะ) หลายร้านมาร่วมออกงาน Italian Cuisine Week in Thailand ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี มีร้านอาหารอิตาเลียนในไทยเยอะมาก ผมอาจจะไม่ได้เคยชิมทั้งหมด 

ในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีอาหารอิตาเลียนแท้ๆ เยอะเลยครับ วัตถุดิบมาจากอิตาลี สูตรการปรุงก็ตรงตามต้นฉบับ แต่ก็มีอาหารฟิวชันเยอะเหมือนกัน เช่น ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแทนพาสต้า ใช้วัตถุดิบไทยแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งสนุกสนานดีครับ แต่ในฐานะทูต เรื่องสำคัญสำหรับผมคือเวลาคุณไปจ่ายตลาด คุณควรรู้ว่าของที่คุณซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้ๆ หรือว่าไม่ใช่ เพราะมีของเลียนแบบเยอะ บางทีบนห่อมีธงอิตาลีแต่ว่าข้างในมาจากที่อื่น อันนั้นผมรับไม่ได้ ผู้บริโภคต้องรู้ว่าของที่เขาซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้รึเปล่า มันอาจราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่มันเป็นของแท้แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะชอบของทดลองหรือของดั้งเดิมก็ควรรู้ที่มา

นอกจากแบ่งปันเรื่องงาน พอเล่าให้ฟังได้ไหมว่าวันหยุดของคุณเป็นอย่างไร

ผมชอบท่องเที่ยว เมืองไทยสวยมากครับ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ผมชอบขับรถออกไปนอกเมือง ที่ที่ชอบมากๆ คือเกาะเกร็ด นนทบุรี มีคาเฟ่น่ารัก ปั่นจักรยานได้ แล้วก็มองเห็นแม่น้ำได้ตลอด

ช่วง COVID-19 นี้โรงแรม ร้านอาหาร และที่สวยๆ มากมายที่ปกติคนเยอะก็ว่างให้ไปเที่ยว ผมไม่ได้กลับไปอิตาลีเพราะการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ค.ศ. 2020 เลยเดินทางเที่ยวในประเทศไทย ที่นี่มีทิวทัศน์หลากหลายแบบน่าสนใจ ผมชอบเขาใหญ่ ชอบอุทยานและพื้นที่รอบๆ และจะกลับไปเที่ยวอีกแน่นอน 

มีที่หนึ่งชื่อ Toscana Valley เขาใหญ่ ตอนแรกผมคิดว่าจะดูปลอมนะ แต่ไปแล้วประทับใจมาก สร้างได้ถูกต้อง ไปแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปทัสคานี ซึ่งเป็นแคว้นที่ผมจากมา ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเลยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านแป๊บหนึ่ง 

ผมกับลูกชายไปเดินป่าที่เขาใหญ่ เราได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าพืชกินได้ที่นั่นมีมหาศาลมาก มีทั้งวัตถุดิบอาหารไทยและสมุนไพรไทยซึ่งกลายเป็นสินค้าหลายอย่างมาก ประทับใจวัฒนธรรมการใช้พืชดูแลสุขภาพ ซึ่งคล้ายๆ คนอิตาลีที่มีวัฒนธรรมอาหารเพื่อสุขภาพ 

ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีแม่น้ำใหญ่ทำให้เกษตรกรรมที่นี่ดี และทำให้พืชกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ชอบมาก แล้วผมก็ชอบกาญจนบุรี อยากขับรถไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณอีก สวยมาก มีภูเขาเขียวรอบๆ ถึงอากาศร้อนก็ชอบ แล้วก็ชอบเกาะต่างๆ กระบี่ ผมเพิ่งกลับจากสมุย ที่นั่นก็ดีมาก 

ผมชอบธรรมชาติ ต้องการธรรมชาติ ผมชอบอยู่กรุงเทพฯ นะ แต่ก็ต้องออกไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว ในชนบทที่มีต้นไม้เยอะๆ เพื่อหายใจและฟื้นฟูตัวเอง เหมือนอยู่ที่อิตาลี ผมชอบโรม แต่ก็ต้องหาเวลาไปเมืองอื่นที่มีธรรมชาติ 

คำถามสุดท้าย ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอิตาเลียนได้หนึ่งคำ คุณจะสอนคำว่าอะไร

(เงียบคิดนาน) คำเดียวเองเหรอ ท้าทายมาก ผมน่าจะสอนคำว่า ขอบคุณครับ (Grazie) ขอบคุณสำหรับน้ำใจและมิตรภาพของคนไทยที่เราซาบซึ้งมาก ช่วง COVID-19 แต่ละประเทศไม่ได้แค่ปิดพรมแดน แต่ปิดความสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะความกลัวด้วย ผมคิดว่าเราไม่ควรลืมมิตรภาพระหว่างกัน มีคนอิตาเลียนมากมายที่อยากกลับมาเมืองไทย และคนไทยอีกหลายคนที่อยากไปอิตาลี ผมขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 

www.thaiembassy.it/index.php/

www.eliteplusmagazine.com/ 

en.wikipedia.org/wiki/Victor_Emmanuel_II_of_Italy 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load