จากท้องถนนอันวุ่นวายของกรุงย่างกุ้ง ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจประเทศเมียนมา สู่ความสงบเงียบและร่มเงาไม้ใหญ่บนถนนโปรม หนึ่งในถนนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก นับตั้งแต่เมียนมาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับเอกราชอีกเกือบ 200 ปีต่อมา

สองข้างทางเรียงรายไปด้วยสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ คล้ายถนนวิทยุของบ้านเราที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ และร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันยาวนานแน่นแฟ้น

รถเคลื่อนตัวผ่านระบบรักษาความปลอดภัยและรั้วคอนกรีตสูงใหญ่เข้าสู่แผ่นดินไทยผืนน้อยขนาด 7 ไร่

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง คืออาคาร 3 ชั้นหน้าตาเรียบง่ายเป็นมิตร ตั้งอยู่อย่างถ่อมตัวกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อรถเลี้ยวพ้นแมกไม้ อาคารหลังที่สองก็ปรากฏสู่สายตา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง โดดเด่นและสง่างามท่ามกลางพืชพรรณเขตร้อน อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นหลังนี้แสดงความแข็งแรงหนักแน่นตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมอังกฤษโบราณออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เส้นสายของผนังรับน้ำหนักรูปโค้งรอบตัวบ้านชั้นล่าง ตลอดจนหลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่วทรงสูง

‘ทำเนียบ’ แปลว่า บ้าน แม้เจ้าของบ้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระราชการของเอกอัครราชทูตที่มาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านทุกคนสืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ คือการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้เป็นอย่างดี จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2557

ฉันยืนสูดกลิ่นลมฝนอันสดชื่นของพม่าหน้าฝน เมื่อประตูทำเนียบทรงคุณค่าหลังนี้เปิดออก พร้อมรอยยิ้มต้อนรับจากเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวความพิเศษในบ้านแห่งแผ่นดินไทย ณ กรุงย่างกุ้ง หลังนี้

บ้านใกล้เรือนเคียง

“เอกอัครราชทูต คือตัวแทนคนไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสัมพันธ์ทางการทูตในยุคปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิชาการ และสังคม” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

คนไทยส่วนใหญ่จดจำเมียนมาในฐานะข้าศึกที่เข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา นั่นคือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่บันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน การรบราเพื่อแย่งชิงพื้นที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายใต้บริบทการปกครองสมัยก่อน เพราะฉะนั้น เราไม่ควรนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเมียนมาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เมียนมาได้รับเอกราชหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเกือบ 200 ปี อูนู นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมา เชิญประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของเมียนมา

นายกรัฐมนตรีไทย พันตรี ควง อภัยวงศ์ ตอบรับคำเชิญพร้อมส่งคณะผู้แทน นำโดยพระยาอภิบาลราชไมตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายตุล บุนนาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 ณ กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของเมียนมาช่วงเวลานั้น

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลไทยจึงเริ่มมองหาสถานที่สำหรับตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

แผ่นดินไทยไกลบ้าน

บ้านสไตล์บริติชทิวดอร์หลังนี้ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนมนาวรีและถนนโปรม ถือเป็นย่านผู้มีฐานะ คลาคล่ำไปด้วยชาวตะวันตก เจ้าของบ้านคือนายเดอ ซูซา (De Souza) เภสัชกรเชื้อชาติโปรตุเกสสัญชาติอังกฤษ ผู้มั่งคั่งจากการนำเข้ายารายใหญ่ สมัยที่พม่ายังคงเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานปีที่สร้างชัดเจน แต่หลักฐานการซื้อขายระหว่างนายเดอ ซูซา และเจ้าของบ้านดั้งเดิม ระบุ พ.ศ. 2445 จึงประมาณได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างก่อน พ.ศ. 2445 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว

3 ปีให้หลัง นับจากก้าวแรกความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและพม่า ข้อตกลงการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินขนาด 7 ไร่เศษ ระหว่างนายเดอ ซูซา และรัฐบาลไทยก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2494 เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ในที่สุดธงชาติไทยก็ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา ณ บ้านและแหล่งคุ้มภัยหลังใหม่ของเหล่าชาวไทยไกลบ้าน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

นอกจากใช้เป็นสถานที่ทำงานแล้ว อาคารหลังนี้ยังใช้เป็นที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและผู้นำไทยเรื่อยมา พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ทั้งสองพระองค์ทรงใช้อาคารหลังนี้ในการพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่นายอู วิน หม่อง ประธานาธิบดีและภริยา รวมถึงผู้นำรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นทำเนียบไม่กี่แห่งในต่างประเทศที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2538 – 2539 ระหว่างการดำรงตำแหน่งของท่านเอกอัครราชทูตปกศักดิ์ นิลอุบล รัฐบาลไทยปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเพียงอย่างเดียว และแยกส่วนของสถานเอกอัครราชทูตไปยังอาคารหลังใหม่

“ก่อนการปรับปรุง บ้านหลังนี้หลังเดียวเป็นทั้งที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูต อธิบายให้เห็นภาพคือ สำนักงานสถานทูตอยู่ชั้นล่าง ส่วนบ้านทูตที่ใช้อาศัยอยู่ชั้นบน” คุณตุ๊กอธิบาย

การออกแบบและก่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ ทำลายความสง่างามของทำเนียบเอกอัครราชทูตสไตล์บริติชทิวดอร์หลังเดิมที่ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน อาคารหลังใหม่อันเรียบง่ายถ่อมตัวสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2550 และเปิดทำการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด

เรื่องราวของเจ้าบ้าน

การเดินทางอันยาวนานตลอดอายุราชการของท่านทูตดำเนินมากว่า 30 ปี ก่อนมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

“การต้องเดินทางไปทำงานในที่ต่างๆ คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักการทูต เราจะปรับตัว ใช้ชีวิต ทำงานอย่างไรให้ดีและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะประจำการอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม จงมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศนั้นๆ แล้วมีความสุขกับที่ใหม่ งานใหม่ วัฒนธรรมใหม่”

ฉันถามถึงการปรับตัวในการย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “อย่างแรกต้องปรับตัวกับอากาศก่อนเลย เพราะจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ 0 องศาฯ วันถัดมาเจอเข้ากับแดดเปรี้ยง 37 องศาฯ ของประเทศพม่าทันที”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ทำเนียบทูตแต่ละหลังมีข้าวของบางส่วนที่เป็นของหลวงอยู่ติดกับบ้านอยู่แล้ว พวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา โต๊ะ ตู้โชว์ อย่างแกรนด์เปียโนก็เป็นของเจ้าของบ้านคนเก่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเมื่อย้ายเข้าสู่ทำเนียบหลังใหม่ คือทำอย่างไรที่จะผสมผสานวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และตัวตนของเราสองคนลงไปในบ้าน หรือทำเนียบทูต” คุณตุ๊กเล่าพร้อมพาฉันเข้าสู่ Foyer

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ ชุดเก้าอี้ไม้คลาสสิกแบบพม่าดั้งเดิม ออกแบบโดยสถาปนิกพม่าในยุคโคโลเนียล จัดวางไว้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นกระเบื้องปูสลับขาวดำสไตล์โมเดิร์น ถือเป็นลูกเล่นที่ทำให้บ้านดูผ่อนคลายขึ้น ภาพวาดสีน้ำที่ประดับอยู่โดยรอบคือของสะสมที่ท่านทูตเริ่มเก็บตั้งแต่ออกประจำการต่างประเทศ

จาก Foyer มองขึ้นไปจะเห็นบันไดสู่ชั้นสองของตัวบ้าน โครงสร้างรับน้ำหนักรูปโค้ง หน้าต่าง ช่องลม ลูกกรง บันไดและราวบันไดตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยไม้สีเข้ม เพดานตีกรอบไม้เป็นเส้นตั้ง เส้นนอน และเส้นทแยง ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมแบบบริติชทิวดอร์

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ถัดมาจาก Foyer คือห้องโถงต้อนรับ ซึ่งนำไปสู่ห้องรับประทานอาหารและห้องรับแขก พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับอยู่บนผนังซึ่งกรุด้วยไม้โดยรอบห้อง บริเวณบัวแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์โคโลเนียล ท่านทูตบอกว่าห้องนี้มีไว้เพื่อคุยพูด Small Talk ในระหว่างรอเข้าโต๊ะอาหาร โดยจะมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเล็กน้อย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“แขกที่มาบ้านทูตคือแขกบ้านแขกเมือง เราเชิญเขามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทุกบทสนทนาคือการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ห้องโถงต้อนรับจึงเป็นเหมือนห้องเลี้ยงรับรอง ไม่มีเก้าอี้ เพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายในการเดินไปมาหาสู่พูดคุยกัน นับเป็นช่วงเวลาที่คณะทูตต่างประเทศหรือผู้ใหญ่ในประเทศนั้นๆ ผ่อนปรนท่าทีและมีเวลาให้เรามากที่สุด ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการหาข่าว แลกเปลี่ยนข้อมูล รับทราบท่าทีของประเทศเจ้าภาพ หรือท่าทีของต่างประเทศในประเด็นสำคัญ”

แขกบ้านแขกเมือง

“ทำเนียบเอกอัครราชทูตก็คือแผ่นดินไทย เราต้องดูแลให้สวยงามสมศักดิ์ศรี เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันช้านานและความเป็นไทย เมื่อเราเชิญแขกทางการทูตมาที่บ้าน เขาจะรับรู้ได้ว่า ประเทศเรามีวัฒนธรรมที่สวยงามและหลากหลาย ไม่ใช่แค่สิ่งของที่ประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่องอาหารไทย”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

คุณตุ๊กเล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตให้เอกอัครราชทูตมีผู้ติดตามได้ 3 คน ได้แก่ แม่ครัว ผู้ช่วยแม่ครัว และพนักงานจัดเลี้ยง เมื่อใดที่ทำเนียบจัดงานเลี้ยงรับรองแขก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมอาหารไทย ซึ่งคุณตุ๊ก ใช้คำว่า ‘Thai Food Diplomacy’ คือการนำอาหารไทยมาช่วยส่งเสริมและเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต

ทั้งนี้ปรุงอาหารรับรองแขกระดับประเทศถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ แม่ครัวต้องเข้าใจรสชาติความเป็นไทยแท้ดั้งเดิม และสามารถนำวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ มาประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารไทยให้เหมาะสมอีกด้วย

นอกจากการเชิญคณะทูตและผู้นำประเทศต่างๆ มาร่วมรับประทานอาหารแล้ว ทางฝ่ายหญิงจะมีการเชิญภริยานักการทูตและผู้นำระดับสูงมารับประทานของว่างช่วงเช้า เรียกว่า Morning Coffee หรือมารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ร่วมกัน

บางครั้งก็เชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องผ้าไหมไทย นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย ทั้งในด้านวัฒนธรรมไทยและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของอาหารไทย ถือเป็นการเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเหล่าสุภาพสตรีชั้นสูงไปด้วย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภายใต้ความโอ่อ่าสง่างาม ฉันพบรายละเอียดน่ารักมากมายซุกซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้ทำเนียบหลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่น ผ้าพาดทอมือจากรัฐฉาน ตุ๊กตาเปเปอร์มาร์เช่ฝีมือชนเผ่าหนึ่งของพม่า จัดวางผสมผสานกับเรือไวกิ้งหล่อสัมฤทธิ์ ของสะสมเดิมของท่านทูตตั้งแต่ประจำการอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์

ในทำเนียบหลังนี้มีหมอนอิง 50 กว่าใบ ปลอกหมอนทุกใบคือผ้าไหมไทย

“พื้นที่ชั้นล่างค่อนข้างสาธารณะ เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ แต่ชั้นบนคือที่ของครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น คุณได้ขึ้นมาเยี่ยมชม แสดงว่าเราสนิทกันแล้วนะ” ท่านทูตเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะเดินนำฉันเดินขึ้นชั้นสองของตัวบ้าน

ตอนอยู่ชั้นล่าง ฉันลืมไปเสียสนิทว่าบ้านหลังนี้สร้างในสไตล์บริติชทิวดอร์ จนกระทั่งย่างเท้าสู่ชั้นบน ความหนักแน่นของสถาปัตยกรรมยุคกลางปรากฏต่อสายตาอีกครั้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตชี้ให้ดูจุดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ประทับเพื่อทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยเมื่อครั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะผู้นำพม่าและภริยา ผนังโค้งสไตล์ทิวดอร์ที่ปรากฏในภาพเก่าแก่ใบนั้นเป็นโค้งเดียวกันกับที่อยู่ตรงหน้าฉันไม่มีผิดเพี้ยน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตเล่าต่อว่า “ในการเสด็จฯ เยือนเมียนมาครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่มหาอาสนะคูหาด้วย หลายสิบปีต่อมา เมียนมาโดนพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้แต่ต้นจำปีเก่าแก่อายุร้อยปีที่หน้าทำเนียบเอกอัครราชทูตยังหักโค่นลงมา แต่ต้นโพธิ์ทรงปลูกกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด”

           

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

ท่านทูตอธิบายว่า หากประจำการอยู่ในประเทศใหญ่ งานที่ต้องรับผิดชอบจะค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะผลประโยชน์แห่งชาติมีความหลากหลาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในขณะที่ประเทศเล็กอย่างนอร์เวย์หรืออิสราเอล ที่ท่านได้ไปประจำการก่อนหน้านี้ อาจไม่ได้มีงานที่สลับซับซ้อนเช่นที่เมียนมา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

หน้าที่หลักๆ ของสถานทูตไทยที่อิสราเอล คือการดูแลแรงงานไทยจำนวน 30,000 กว่าคนที่ไปทำงานอยู่ในนิคมเกษตรกรรม นอกเหนือจากนั้นเป็นงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ท่านทูตจึงเริ่มมองหางานส่วนวิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ที่น่าสนใจส่งกลับมาที่ประเทศไทย

อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญด้าน Trauma Management เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ศาสตร์ที่ว่าคือการดูแลผู้ป่วยจากผลของสงครามหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการรักษาแบบปกติ อาจเพราะอิสราเอลอยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้น มีผู้ไม่หวังดีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จึงพยายามพัฒนาศาสตร์แห่งการรักษานี้ขึ้นมา ท่านทูตจึงจัดตั้งโครงการเพื่อนำคณะผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปฝึกอบรมแพทย์ไทยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ท่านทูตเล่าต่อถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Maritime Medicine หรือเวชศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลรักษาคนเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ นักประดาน้ำ หรือวิศวกรแท่นขุดเจาะ สถานทูตไทยจึงติดต่อสถาบัน Norwegian Institute For Maritime Medicine เพื่อขอความร่วมมือในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปช่วยฝึกอบรมให้ความรู้แก่แพทย์ไทยที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ)

เมื่อท่านทูตย้ายมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง จึงจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำกรุงย่างกุ้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ทั้งสองประเทศส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Trauma Management และ Maritime Medicine มาที่ประเทศเพื่อฝึกอบรมให้แพทย์เมียนมา ทั้งแพทย์พลเรือนและแพทย์ทหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสนับสนุนงบประมาณในการนำแพทย์เมียนมามารับการฝึกอบรมด้วย เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในการเยียวยาผู้คนร่วมกันของหลายประเทศ

“การแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ถือเป็นการทูตรูปแบบหนึ่ง หลายคนอาจจะจำกัดความการทูตแบบนี้ว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ แต่ผมอยากจะบอกว่า นี่คือการทูตเพื่อประชาชน เราไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่การเจรจาด้านการเมือง หรือเศรษฐกิจเท่านั้น หน้าที่ของทูตคือการดึงองค์ความรู้ สิ่งดีๆ อันเป็นประโยชน์ที่เราได้พบเห็นในต่างแดน กลับไปให้ประชาชนไทย”

ท่านทูตทิ้งท้ายถึงการจับมือกันครั้งล่าสุดระหว่างสถานทูตเอกอัครราชทูตฯ มูลนิธิชัยพัฒนาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Yezin ที่ชานกรุงเนปยีดอว่า “ทุกวันนี้เกษตรกรพม่ายังปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอยู่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เจอแมลง หรือโรคติดต่อทางพืช ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ผมคิดว่าการปลูกพืชผสมผสาน ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเมียนมาเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรรม”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทางโครงการมูลนิธิชัยพัฒนาจะร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตร Yezin ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรม ตามแนวทางของศูนย์ศึกษาและการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในประเทศไทย โดยจะมีแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่สาธิต ใครมีปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปศุสัตว์ พืชไร่ ให้เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ มาศึกษาและได้เห็นเองว่าเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นทำได้จริง องค์ความรู้ที่ไทยจะมอบให้ในศูนย์แห่งนี้

โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านงบประมาณ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาในการวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งภาคเอกชนที่สนใจสามารถเข้ามีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ โครงการนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรเมียนมาแล้ว ยังถือเป็นถาวรวัตถุที่จะอยู่คู่ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาตลอดไป

 เพื่อนบ้านและมิตรภาพ 70 ปี

ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยเมียนมา

“เราจัดงานหลากหลายมิติ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของคนทุกระดับ ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลอย่างเดียว เราต้องดำเนินการในระดับประชาชนด้วย เพราะถ้าประชาชนของทั้งสองประเทศรู้จักกัน เข้าใจกัน ความสัมพันธ์จะเป็นไปอย่างราบรื่น” ท่านทูตอธิบาย

โครงการระดับประชาชนที่ท่านทูตหมายถึง คือนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติของไทยและศิลปินอาวุโสของเมียนมา การแสดงโขนของกรมศิลปากรใน 3 เมืองหลักของเมียนมา เทศกาลภาพยนตร์ไทย และเทศกาลอาหารไทย

“ภาพยนตร์ไทยแต่ละเรื่องบรรจุวัฒนธรรมเอาไว้มากมาย เมื่อคนเมียนมาได้ชมภาพยนตร์ นอกจากจะได้ความสุขแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ ซึมซับ วิถีชีวิต แนวความคิด และวัฒนธรรมไทยไปด้วย วัฒนธรรมอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรับประทาน คนเมียนมาชอบทานอาหารไทยมาก ส้มตำ ผัดกะเพรา น้ำพริก หรือแม้แต่กะปิเขาก็มีเหมือนเรา แต่ของเขาเรียกว่านาปิ”

นอกจากนี้ยังมีงาน Myanmar Insight โดยเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศให้มีความเสรีด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากหลังจากเปิดประเทศ งานสัมมมานี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ของเมียนมา โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการลงทุน

            

ดวงใจในบ้าน

ก่อนจะมาเป็นมาดามทูต คุณตุ๊กเคยรับราชการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมกระทรวงกับท่านทูตนานถึง 8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งต้องไปออกประจำการด้วยกันที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ตอนนั้นท่านทูตดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา ส่วนพี่เป็นเลขานุการเอก เมื่อต้องทำงานร่วมกัน เราก็ได้รู้จักตัวตนซึ่งกันและกันมากขึ้น พี่กับท่านทูตชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบงานศิลปะเหมือนกัน วิธีคิด ทัศนคติคล้ายคลึงกันไปหมด โดยที่เราไม่ได้นึกเลยว่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้ เราเป็นแฟนกันอยู่ 8 เดือนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน นับว่าสั้นมากนะกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน

“แต่เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ใช่เลย”คุณตุ๊กเล่าย้อนความหลัง

ในช่วงแรกของการแต่งงาน คุณตุ๊กลาติดตามท่านทูตไปประจำการที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ลาติดตามคือการลาราชการ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศยังรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่ผู้ลาจะไม่ได้รับเงินเดือนและอายุราชการ โดยปกติจะลาได้ 4 ปี

“พี่ลาติดตามไปที่กรุงเบอร์ลินได้ 3 ปีกว่า จากนั้นกลับมารับราชการในกระทรวงฯ อยู่ 2 ปีกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ ตอนนั้นรู้ว่าเราคงทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ทั้งบทบาทความเป็นแม่และข้าราชการ เพราะงานกระทรวงการต่างประเทศถือว่าหนักพอสมควร เราต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

การเปลี่ยนบทบาทจากนักการทูตสาวมาเป็นภริยาทูตของคุณตุ๊กค่อนข้างราบรื่น ด้วยความที่รับราชการมาก่อน ทำให้เข้าใจเนื้องานทางการทูตเป็นอย่างดี

“พี่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร อะไรที่เราควรและไม่ควรทำ บทบาทไหนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของท่านทูต ขณะเดียวกัน วิธีคิดเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย หน้าที่ของเราต่อจากนี้ คือการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลทำเนียบ ดูแลการรับรองแขกนานาชาติ เป็นฝ่ายหลังที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”

ทุกย่างก้าวและการกระทำ คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตลอดหลายสิบปีของการรับใช้ประเทศชาติ ณ ต่างแดน ของท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา

“เมื่อใส่หัวโขนของการเป็นทูตไทย เราต้องรำให้สวย ไม่ให้ใครมาดูถูกชาติเราได้ เพราะชื่อเสียงของประเทศชาติขึ้นอยู่กับเรา แต่เมื่อถอดหัวโขนนั้นออก ตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือคนปกติธรรมดา ตายายคู่หนึ่ง” ท่านทูตทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภาพ:  พิชชา ฤกษ์อร่ามม, ศิริลักษณ์ ป้องมี 

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อายุบวร! ผู้อ่านทุกท่าน 

คอลัมน์ The Embassy ฉบับนี้มีเรื่องพิเศษ 2 อย่าง 

ข้อแรก เรื่องนี้ส่งตรงจากใจกลางกรุงโคลัมโบ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกา หลังจากห่างหายการเล่าเรื่องสถานทูตไทยในต่างแดนไปนาน สถานเอกอัครราชทูตไทยในศรีลังกาได้พาชาวก้อนเมฆ มาเยือนไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย 

ข้อสอง แทนที่จะเล่าเรื่องสถานเอกอัครราชทูตหรือทำเนียบเอกอัครราชทูตตามขนบที่เคยเขียนมา เราพามาเปิด ‘สยามนิวาส’ บ้านแห่งวัฒนธรรมของชาวไทย ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงที่ทำการสถานทูตไทยหลังเก่า ฟื้นชีวิตบ้านโมเดิร์นเขตร้อนมาใช้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ท่านทูตพจน์ หาญพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ให้เกียรติพาชมบ้านหลังนี้ พร้อมเจาะลึกเรื่องราวของประเทศศรีลังกา เกาะในเอเชียใต้ที่อยู่ใกล้อินเดียและมัลดีฟส์

ก่อนหน้าพาทัวร์บ้าน ขอเริ่มด้วยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสักเล็กน้อย

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

Buddhist Diplomacy

คนไทยได้ยินชื่อศรีลังกา เป็นอันต้องนึกถึงศาสนาพุทธเป็นอันดับแรก ๆ ประชากรกว่า 70% ของประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธนิการเถรวาทเหมือนคนไทย นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางมาไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้วที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ และคนศรีลังกาก็ชอบเที่ยวเมืองไทยตลอดมา

เรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างสองประเทศนี้ผ่านศาสนาเป็นอย่างไร เราสรุปข้อมูลจากหนังสือ ‘กัลยาณมิตร’ โดย ฐากูร พานิช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ มาสั้น ๆ ดังนี้ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและศรีลังกามีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาประเทศไหนมาเทียบเคียง ไทยและศรีลังกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1955 แต่ก่อนหน้านั้น ไทยได้รับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากศรีลังกา เกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ในเมืองไทยเมื่อ 700 กว่าปีก่อน โดยพระราหุล พระสงฆ์ชาวลังกาได้จาริกจากพุกาม มาตั้งลังกาวงศ์ที่นครศรีธรรมราช 

หลังจากนั้นสองดินแดนก็มีสัมพันธ์ทางศาสนาต่อกันโดยตลอด เช่น การอาราธนาพระสงฆ์จากลังกามาเยือนสยาม การส่งสงฆ์จากหัวเมืองต่าง ๆ ไปบวชแปลงที่ศรีลังกา การรับพุทธศิลปะและปฏิมากรรมแบบศรีลังกามาปรับใช้กับท้องถิ่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากลังกามาประดิษฐานในสยาม รวมถึงการศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ จากลังกา 

ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตหนึ่งในคณะราชทูตฝรั่งเศสจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บันทึกไว้ว่า ชาวสยามเชื่อว่าเมืองฝางหรือเมืองฟัน มีพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 

ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมถอยลง ทั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง การรุกรานจากภายนอก และการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของชาติยุโรปที่เผยแผ่คริสต์ศาสนา พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ ทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่นในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ ก็เช่นกัน ทั้งสองรัชกาลได้ทรงแต่งตั้งคณะทูตมาขอพระสงฆ์จากพระเจ้ากรุงสยาม ไปอุปสมบทพระที่ศรีลังกา ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือช่วงประมาณ 270 ปีที่แล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
ชาวศรีลังกามาร่วมกิจกรรมแสดงดนตรีและหุ่นกระบอกไทย ที่จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร

การเดินทางโดยเรือสมัยนั้นยาวนานและอันตรายมาก คณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีเถระ ต้องเดินทางจากสยามด้วยเรือของชาวดัตช์ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเสากระโดงหัก เรือไปเกยตื้นที่นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ต้องเดินทางเกินกว่า 5 เดือนกว่าจะถึงจุดหมายที่เมืองแคนดี้ 

คณะสงฆ์สยามชุดพระอุบาลีเถระได้บรรพชาอุปสมบทชาวลังกาเป็นพระภิกษุ 600 รูป เป็นสามเณร 3,000 รูป เกิดเป็นคณะสงฆ์นิกาย ‘สยามวงศ์’ หรือ ‘สยามนิกาย’ ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และมีวัดศรีลังกาภายใต้สยามวงศ์ถึง 5,500 แห่ง 

ในยุครัตนโกสินทร์ มีการส่งสมณทูตไปศรีลังกาอีก 4 ครั้ง เหตุการณ์สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระลังกาตั้งแต่สมัยพระองค์ทรงผนวชอยู่ จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์สั่งเครื่องพิมพ์จากอังกฤษ ส่งให้สงฆ์ลังกาพิมพ์หนังสือ ลังกาโลกา เป็นภาษาสิงหล ออกเผยแพร่เรื่องพุทธศาสนา และปัจจุบันเครื่องพิมพ์นี้ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

แม้ไม่ใช่ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ชาวไทยที่เดินทางไปศรีลังกาต่างก็รู้สึกคุ้นเคย ไม่แปลกแยกแตกต่างนัก เพราะมีวัฒนธรรมศาสนาใกล้เคียงกัน Buddhist Diplomacy ดำเนินมากว่า 700 ปี และจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแข็งแรง 

การกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ และการดูแลความสัมพันธ์ระดับประชาชนก็สำคัญเช่นกัน โดยสถานทูตไทยได้ปักหมุดหมายใหม่ ณ สยามนิวาส อดีตที่ทำการสถานทูตไทย 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

จากคลินิกหมอทมิฬ สู่ที่ทำการสถานทูตไทย

เอกสารที่สถานทูตไทยในศรีลังกาเก็บไว้ ระบุว่าเดิมพื้นที่สยามนิวาสเป็นของ Frederick Charles Loos เศรษฐีนักกฎหมายชาวเบอร์เกอร์ (ชาวศรีลังกาเชื้อสายยุโรป) ซึ่งเรียกที่ดินแปลงหัวมุมถนนนี้เรียกว่า Peak View ต่อมาเมื่อเสียชีวิตลง ลูกหลานได้แบ่งที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็น 6 แปลงย่อย โดย Dr. L.G. Arumugum แพทย์หญิงชาวทมิฬศรีลังกาได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ โดยปลูกบ้านในราวปลายยุค 50 ถึงต้นยุค 60 และเปิดเป็นคลินิกรักษาคนไข้หลากหลายเชื้อชาติ 

บ้านหลังใหญ่ขนาด 2 ชั้น มี 9 ห้องด้านบน และห้องโถงใหญ่ตรงกลาง ด้านล่างมี 7 ห้อง หน้าตาละม้ายบ้านโมเดิร์นในสุขุมวิทหรือย่านอารีย์-สะพานควาย ยุค 60 – 70 หลังคาลาด เป็นบ้านเขตร้อนชื้นที่ออกแบบให้ลมผ่านบางส่วน ไม่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ที่ดินเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬทวีความรุนแรงขึ้น ชาวสิงหลต้องการขับไล่ชาวทมิฬซึ่งเดิมมาจากอินเดียตอนใต้ออกไป มีการก่อจลาจลเผาทำลายทรัพย์สินของคนทมิฬ บ้านหลังนี้ก็เคยเป็นเป้าหมาย แต่รอดพ้นมาได้เพราะบรรดาเพื่อนบ้านและคนไข้ชาวสิงหลของคุณหมอได้ช่วยห้ามไว้ 

ในที่สุด คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์ประจำคนไทยในกรุงโคลัมโบมานาน จึงตัดสินใจย้ายบ้าน และรีบติดต่อขายบ้านหลังนี้ให้รัฐบาลไทยในปี 1984 สำหรับใช้เป็นที่ทำการสถานทูต โดยเธอและลูกสาวอพยพไปออสเตรเลีย

รัฐบาลไทยรับซื้อและที่ดินขนาด 159 ตารางวา ด้วยงบประมาณที่เหลือจากการซื้อสถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ด้วยสนนราคา 6 ล้านรูปีศรีลังกา หรือราว ๆ เกือบ 6 ล้านบาทไทย ตามค่าแลกเปลี่ยนเงินตราในยุคนั้น (1 รูปี = 1.09 บาท ในปี 1984, 1 รูปี = 10 สตางค์ ในปี 2022) 

เมื่อได้บ้านหลังนี้มา กระทรวงการต่างประเทศก็ปรับปรุงเป็นที่ทำการสถานทูตไทย ด้านล่างเป็นที่ทำวีซ่า ด้านบนเป็นออฟฟิศ โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเดิมของบ้าน ทำเลที่ตั้งนับว่างดงามลงตัวมาก อยู่บนถนน Dr. C.W.W. Kannangara Mawatha ตรงข้ามสวนสาธารณะใหญ่ เยื้อง ๆ กับ Town Hall หรือศาลาเทศบาลเมืองโคลัมโบพอดิบพอดี ทั้งยังรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานสำคัญ ๆ ของทั้งรัฐบาลและเอกชน 

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เกิดเหตุระเบิดจากความไม่สงบบริเวณศาลาเทศบาล เพื่อความปลอดภัย สถานทูตไทยจึงย้ายที่ทำการออกจากอาคารในปี 2001 บ้านหลังนี้จึงปิดไว้ ไม่ได้ใช้งานนับแต่นั้น

ตัดภาพมาปี 2022 ย่านนี้ไร้เหตุก่อการร้าย มิหนำซ้ำนอกจากเป็นแหล่งราชการ ถนนเส้นนี้ยกระดับเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็กำลังจะเปิดใกล้ ๆ ถ้าให้เปรียบเทียบทำเลกับกรุงเทพฯ อาจบอกได้ว่าเป็นทำเลทองเสมือนเส้นถนนวิทยุ 

ท่านทูตพจน์และชาวนักการทูตไทยในศรีลังกา เห็นพ้องตรงกันว่าอาคารเก่าสมบัติของชาติไทยนี้มีคุณค่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทรุดโทรมเสียหาย จึงตัดสินใจซ่อมแซมและใช้งานบ้านหลังนี้อีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

“เราจัดการทำความสะอาดครั้งใหญ่ รื้อจุดที่เสียหาย ทาสี ติดไฟใหม่ ทำห้องน้ำใหม่ ติดเสาธงไทยอีกครั้ง แล้วพบว่าโครงสร้างบ้านแข็งแรงดีมาก ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อปฏิกูลที่เชื่อมต่อไปถนนเป็นเหล็กหล่ออย่างดี ใช้งานได้ดีถึงทุกวันนี้ ข้างในกลายเป็นดินปุ๋ยหมัก 21 ปี ที่เราเอามาปลูกต้นไม้ที่รอบบ้านนี้ต่อได้ เราทำใหม่แค่ระบบน้ำดีและระบบไฟฟ้าเท่านั้น” อาทิตย์ ประสาทกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้ร่วมดูแลการรีโนเวตบ้าน อธิบายอย่างละเอียด

“วิศวกรที่มาประเมินตึกบอกว่าผนังหนา 1 ฟุต ไม่มีรอยร้าวที่ไหนเลย เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุค 50 – 60 ใจกลางเมืองที่สภาพดี เขาบอกว่าอาคารแบบนี้ในโคลัมโบก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้วนะ ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่แค่ในโคลัมโบหรอก บ้านแบบนี้ในไทยก็หายไปเยอะมาก ๆ แล้วเหมือนกัน

“ครั้นจะย้ายกลับมาเป็นออฟฟิศคงต้องใช้เงินมหาศาล วิธีที่ง่าย เร็ว และคุ้มค่าที่สุด คือใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของสถานทูตไทย และรวมไปถึงชาวอาเซียนด้วยนะ พวกเราทุกคนที่สถานทูตเชื่อว่าถ้าเราทำสเปซให้ดี เดี๋ยวกิจกรรมก็ตามมาเอง” 

สยามนิวาส

ท่านทูตพจน์ หาญพล เป็นผู้ตั้งชื่อ สยามนิวาส หรือ Siam Nivasa ในภาษาสิงหล

“คำว่า สยาม เป็นที่รู้จักในศรีลังกาอยู่แล้วว่าหมายถึงเมืองไทย ส่วนคำว่า Nivasa ก็คือนิวาสหรือบ้าน ชื่อสยามนิวาสจึงหมายถึง House of Siam

“เราอยู่ในที่ศูนย์กลางของเมือง อยากให้ใครผ่านไปผ่านมาได้รู้ว่ามีความเป็นไทยอยู่ตรงนี้ เนื่องจากบ้านปิดไปนาน เราก็อยากเอาชีพจรไปใส่ในบ้านให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา จัดกิจกรรมต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยไว้นิ่งเฉย ๆ อย่างงานเปิดตัวบ้านด้วยการแสดงหุ่นกระบอก ทูตอาเซียนมาทุกคน แล้วชอบกันมาก เป็นกิจกรรมที่ดี ต่อไปก็จะมีกิจกรรมหลากหลายอีกเรื่อย ๆ ”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ภายในงานเปิดตัวสยามนิวาส มีการแสดงหุ่นกระบอกและเวิร์กชอปทำหุ่นกระบอกเล็ก ๆ ของตัวเองโดยบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย นำโดย นิเวศ แววสมณะ และคณะ ทำให้เด็ก ๆ ลูกครึ่งไทย-ศรีลังกาสนุกกันมาก การแสดงดนตรีเครื่องสายของนักดนตรี ณัฐพันธุ์ นุชอำพันธุ์ และ กมล บูรณกุล เสียงขิมผสานไวโอลินบรรเลงดนตรีไทยอ่อนหวาน ผสานด้วยซอของท่านทูตพจน์ที่รื้อฟื้นทักษะตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย มาร่วมแจมให้บรรยากาศบ้านสดชื่นมีชีวิตชีวา เป็นกันเอง 

และยิ่งมีขนมไทยอร่อย ๆ และเวิร์กชอปทำขนมไทยจากวัตถุดิบศรีลังกาของ พาฝัน ศุภวานิช Culinary Artist เจ้าของหวานนวล คิทเช่น สตูดิโอ การมาเยือนสยามนิวาสยิ่งสนุกสนาน เอร็ดอร่อย น่าจดจำและมาเยือนซ้ำอีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

โดยปกติ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมส่งออกการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยเคยไปจัดการแสดงในหลายประเทศ ซึ่งมักจัดในพื้นที่ของเจ้าบ้านประเทศนั้น ๆ การมาเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ได้จัดทัวร์แสดงในเมืองต่าง ๆ ทั้งศาลากลางโคลัมโบ โรงแรม โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลอดจนวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร แต่การแสดงในสยามนิวาส เป็นครั้งแรกที่คณะศิลปินไทยได้แสดงผลงานใน Cultural Center ไทยในต่างแดน 

เอกอัครราชทูตอธิบายว่าประเทศไทยมีมูลนิธิไทย (Thailand Foundation) ที่ดูแลการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยมานาน แต่ไม่ได้มีการลงทุนสร้างศูนย์เผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ แบบที่ประเทศมหาอำนาจทำกัน เหมือนที่จีนมีสถาบันขงจื่อ ญี่ปุ่นมี Japan Foundation เยอรมนีมี Goethe-Institut ฝรั่งเศสมี Alliance Francaise หรืออังกฤษมี British Council 

ท่านทูตพจน์หยิบภาพถ่ายเก่าของสยามนิวาสมาให้ดู

“ตอนนี้หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ แต่ดูภาพนี้สิ แต่ก่อนมันต้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น มันเล่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาของที่ทำการสถานทูตไทย และตอนนี้เรากำลังจะมีศูนย์วัฒนธรรมไทยของเราเอง เป็นการเริ่มต้นแบบเล็ก ๆ เรียบง่าย ใช้อาคารที่มีอยู่เดิม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยที่สุด”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

การใช้งานสยามนิวาสในอนาคต ในฐานะ Cultural Center มีได้หลากหลาย เช่น ใช้บ้านจัดงานวันชาติแทนที่จะไปเช่าโรงแรม ใช้เป็นที่ชุมนุมของคนไทยในโคลัมโบ หรือชุมนุมนักเรียนศรีลังกาในไทย เปิดเป็นตลาดให้คนมาขายของ ใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย จัดเวิร์กชอป จัดสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ลูกหลานคนไทยในศรีลังกา หรือสอนนักธุรกิจที่ทำงานติดต่อกับเมืองไทย 

ผนังบ้านหลายห้องก็ใช้จัดนิทรรศการหมุนเวียนได้ ที่สำคัญคือกำลังจะมีโครงการ Artist in Residence เชิญศิลปินจากไทยมาพำนักและทำงานศิลปะที่นี่ หรือเปิดให้อาสาสมัครส่งโครงการที่น่าสนใจสำหรับคนไทยและคนศรีลังกาเข้ามา แลกกับการได้ที่พักฟรี รวมถึงอาจจะมีห้องพักสำหรับคนไทยตกทุกข์ได้ยากให้มาพักชั่วคราว ใคร ๆ ที่มาใช้งานจะได้รู้สึกดี รู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย

ท่านทูตพจน์ตอกย้ำความสำคัญของบ้านหลังนี้ 

“ศรีลังกากำลังประสบความลำบากหลายอย่าง แต่ทางการที่นี่ก็ให้เกียรติคณะทูตมาตลอด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องตอบแทนความปรารถนาดีที่มีต่อเรา เป็นเพื่อนกันก็ไม่ควรทอดทิ้ง บ้านที่แสดงความเป็นไทยจะเปิดต้อนรับ ให้เกิดความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ว่าเราเป็นกัลยาณมิตรกันมาตลอด ตั้งแต่หยั่งรากที่นี่ และไม่เคยทิ้งไปไหน” 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

คุยกับทูต

ปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยบทสนทนากับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ เพื่อทำความเข้าใจศรีลังกาให้มากขึ้น และอาจทำให้เราอยากไปเยือนกรุงลงกา อาณาจักรของทศกัณฐ์ที่มีอยู่จริง เพื่อพิสูจน์ว่าดินแดนแห่งชาซีลอนนี้น่าสนใจเหมือนที่ท่านทูตพูดจริงไหม

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ท่านทูตดื่มชาซีลอนวันละกี่แก้ว

ไม่เยอะ เพราะชาเขาเข้มมาก คนไทยเรานิยมดื่มชาแบบจีน คือดื่มเปล่า ๆ หลังอาหาร แต่ที่นี่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ รับวัฒนธรรมทั้งอังกฤษและอินเดียด้วย เขาชงชาซีลอนแบบเข้มข้น แล้วใส่นม ใส่น้ำตาล บางทีมีใส่มาซาล่าด้วย ดื่มให้พลังงานเป็นอาหารเช้า 

จริง ๆ ศรีลังกาเคยปลูกกาแฟด้วยนะ แต่ในอดีตเกิดโรคพืชก็เลยหายไป กลายเป็นปลูกชาเป็นหลัก เหลือกาแฟไม่มากและเป็นของเอกชน อย่างร้าน The Cricket Club Café ข้างทำเนียบทูต เจ้าของเป็นสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เขามีไร่กาแฟบนภูเขา ได้คุยกันตอนตัดกิ่งต้นไม้ริมทำเนียบ ทางเราตกแต่งไม่ให้ไปรุกล้ำบ้านเขา แล้วเขาก็เอากาแฟมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากนั้นที่มีวิกฤตหน้าบ้าน ก็คุยกันตลอด

‘วิกฤติหน้าบ้าน’ คืออะไร

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ศรีลังกาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน น้ำมันจึงขาดแคลนอย่างหนักและแพงมาก คนต้องมาเข้าคิวเติมน้ำมัน แล้วปั๊มน้ำมันหนึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบ (ราว ๆ 200 เมตร) คนก็เอารถมาต่อแถวยาวเป็นกิโลเมตร คิวยาวปิดหน้าบ้าน ซึ่งจริง ๆ เขาจอดรถไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่ไหว เราก็เข้าใจว่าเขาเดือดร้อน ขอความร่วมมือแค่ว่าให้เว้นทางเข้า-ออกให้หน่อย ไม่อยากให้เกิดความไม่พอใจกัน 

ช่วงที่หนักหนาที่สุด คิวเติมน้ำมันคือ 24 ชั่วโมง คนเอารถมาจอดไว้ กลับบ้านไป แล้วขี่จักรยานกลับมาขยับคิวเรื่อย ๆ ซึ่งช่วงนั้นมีคนเป็นลมเสียชีวิต กลายเป็นข่าวดังไปทั่วว่าคนศรีลังการอคิวน้ำมันจนตาย 

ข่าวศรีลังกาที่คนไทยได้เห็นในปีนี้ดูน่ากลัวทีเดียว ท่านทูตช่วยอธิบายได้ไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจศรีลังการุมเร้า เข้า IMF มาแล้ว 16 ครั้ง เกิดจากการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดมาหลายปี งบขาดดุล ทั้งจากนโยบายลดภาษีเอาใจประชาชน การพึ่งพาการนำเข้า การไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ และก่อนหน้านี้มีนโยบายงดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็วเกินไป ผลผลิตชา ข้าว พืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็ลดลงทันที เกษตรกรก็ขาดทุนเดือดร้อน ยิ่งมีโควิดต่อด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน รายได้การท่องเที่ยวก็หดลง เงินตราต่างประเทศที่เข้าถึงคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 ล้านคนก็หายไป 

ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจและเริ่มประท้วง จากที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายปลายปี 2019 แล้วก็พาลไม่พอใจตระกูลราชปักษาที่ครองอำนาจการเมืองมาตลอด และดำเนินโครงการอย่างการสร้างสนามบินที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือท่าเรือที่ลงเอยเป็นกรรมสิทธิ์ประเทศจีน 99 ปี คนศรีลังการู้สึกว่าตระกูลราชปักษาร่ำรวยขึ้นมาก ได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบาก 

กลายเป็นมีกลุ่มเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ให้ออกจากตำแหน่งไป มีคำกล่าวว่า ‘Gota go home’ โกตาหมายถึงประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งสุดท้ายก็ลาออก และปัจจุบันก็มีรัฐบาลชุดใหม่ ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจยังคงอยู่ 

ถ้าเราไปตลาด ดูเผิน ๆ เห็นการซื้อขายของปกติ แต่ในความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวของแพงขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นตาม และมีการเก็บภาษีมากขึ้น ถึงศรีลังกามีความอุดมสมบูรณ์ แต่คนไม่มีเงินซื้ออาหาร คนทำงานรายวันได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จากประชากรทั้งหมด 22 ล้านคน มี 3 ล้านคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) รัฐบาลปัจจุบันต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ ระงับงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเงินกู้ มาช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ยากเปราะบางที่สุดก่อน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจน่าจะยังคงมีอีกพักใหญ่ ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศและหน่วยงานก็เข้ามาช่วยแล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ประเทศไทยช่วยอะไรศรีลังกาบ้าง

เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขศรีลังกาติดต่อมาว่าเขาขาดแคลนยาจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเขารู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยา ในฐานะที่เราเป็นประเทศขนาดกลาง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ และองค์กรพุทธศาสนาในไทยก็ร่วมบริจาคเงินและข้าวสารอาหารให้คนที่ลำบาก ซึ่งเราก็แบ่งให้คนทุกศาสนา ไม่ใช่แค่คนพุทธ 

นอกจากเป็นพุทธเถรวาทเหมือนกัน ไทยกับศรีลังกามีอะไรคล้ายกันอีกบ้าง

การต้อนรับขับสู้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนศรีลังกาเป็นคนนุ่มนวล ใจดี มีน้ำใจ มีสัมมาคารวะ แล้วก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่เป็นไรเหมือนคนไทย วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างเขาไม่ได้ถูกกลืนไปโดยชาวต่างชาติ ขนาดเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ เขาก็ยังถอดรองเท้าในบ้าน ชีวิตในบ้านแบบเอเชีย คล้าย ๆ คนไทย

สิ่งที่ท่านทูตชอบในโคลัมโบคืออะไร

ต้นไม้เขียวดี สิ่งหนึ่งที่อาจดีกว่าบ้านเราคือเขาดูแลต้นไม้ใหญ่ได้ดีมาก ชอบปลูกต้นไม้ตามบ้านตามถนนหนทาง คนชอบสวนป่ามากกว่าสวนตกแต่ง ที่นี่ร้อนชื้น แต่ไม่ร้อนหัวแตกเพราะมีต้นไม้ร่มรื่นทุกที่ เป็นเมืองหลวงเขตร้อนที่เขียวครึ้ม ถ้าไปดูสวนของบาวา (Lunuganga สวนของ เจฟฟรีย์ บาวา สถาปนิกดังของศรีลังกา) จะเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวของศรีลังกา ออกไปนอกเมืองจะเห็นว่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ถนนหนทางอาจยังไม่ดีมากนัก แต่เขายังไม่สูญเสียสิ่งแวดล้อมไป และคนศรีลังกาก็ตระหนักว่าเขามีทรัพยากรธรรมชาติรุ่มรวย 

อีกอย่างที่ชอบคือมีความสบายใจในการเดินท้องถนน ไม่มีคนล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว คนไม่น่ากลัวหรือท่าทีคุกคาม ค่อนข้างปลอดภัย และสุดท้ายคือมีสินค้าพื้นเมืองมากมาย ราคาน่าสนใจมาก มีส่าหรี โสร่ง เสื้อผ้าลินิน งานคราฟต์ต่าง ๆ ตอนนี้ศรีลังกามาเที่ยวได้แล้ว คนไทยก็น่ามาทำความรู้จักศรีลังกาให้มากขึ้น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load