จากท้องถนนอันวุ่นวายของกรุงย่างกุ้ง ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจประเทศเมียนมา สู่ความสงบเงียบและร่มเงาไม้ใหญ่บนถนนโปรม หนึ่งในถนนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก นับตั้งแต่เมียนมาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับเอกราชอีกเกือบ 200 ปีต่อมา

สองข้างทางเรียงรายไปด้วยสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ คล้ายถนนวิทยุของบ้านเราที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ และร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันยาวนานแน่นแฟ้น

รถเคลื่อนตัวผ่านระบบรักษาความปลอดภัยและรั้วคอนกรีตสูงใหญ่เข้าสู่แผ่นดินไทยผืนน้อยขนาด 7 ไร่

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง คืออาคาร 3 ชั้นหน้าตาเรียบง่ายเป็นมิตร ตั้งอยู่อย่างถ่อมตัวกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อรถเลี้ยวพ้นแมกไม้ อาคารหลังที่สองก็ปรากฏสู่สายตา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง โดดเด่นและสง่างามท่ามกลางพืชพรรณเขตร้อน อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นหลังนี้แสดงความแข็งแรงหนักแน่นตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมอังกฤษโบราณออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เส้นสายของผนังรับน้ำหนักรูปโค้งรอบตัวบ้านชั้นล่าง ตลอดจนหลังคาปั้นหยาผสมหลังคาจั่วทรงสูง

‘ทำเนียบ’ แปลว่า บ้าน แม้เจ้าของบ้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระราชการของเอกอัครราชทูตที่มาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านทุกคนสืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ คือการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้เป็นอย่างดี จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2557

ฉันยืนสูดกลิ่นลมฝนอันสดชื่นของพม่าหน้าฝน เมื่อประตูทำเนียบทรงคุณค่าหลังนี้เปิดออก พร้อมรอยยิ้มต้อนรับจากเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวความพิเศษในบ้านแห่งแผ่นดินไทย ณ กรุงย่างกุ้ง หลังนี้

บ้านใกล้เรือนเคียง

“เอกอัครราชทูต คือตัวแทนคนไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสัมพันธ์ทางการทูตในยุคปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิชาการ และสังคม” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

คนไทยส่วนใหญ่จดจำเมียนมาในฐานะข้าศึกที่เข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา นั่นคือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่บันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน การรบราเพื่อแย่งชิงพื้นที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายใต้บริบทการปกครองสมัยก่อน เพราะฉะนั้น เราไม่ควรนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเมียนมาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เมียนมาได้รับเอกราชหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเกือบ 200 ปี อูนู นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมา เชิญประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของเมียนมา

นายกรัฐมนตรีไทย พันตรี ควง อภัยวงศ์ ตอบรับคำเชิญพร้อมส่งคณะผู้แทน นำโดยพระยาอภิบาลราชไมตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายตุล บุนนาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ หม่อมหลวงปีกทิพย์ มาลากุล ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 ณ กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของเมียนมาช่วงเวลานั้น

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลไทยจึงเริ่มมองหาสถานที่สำหรับตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

แผ่นดินไทยไกลบ้าน

บ้านสไตล์บริติชทิวดอร์หลังนี้ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนมนาวรีและถนนโปรม ถือเป็นย่านผู้มีฐานะ คลาคล่ำไปด้วยชาวตะวันตก เจ้าของบ้านคือนายเดอ ซูซา (De Souza) เภสัชกรเชื้อชาติโปรตุเกสสัญชาติอังกฤษ ผู้มั่งคั่งจากการนำเข้ายารายใหญ่ สมัยที่พม่ายังคงเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานปีที่สร้างชัดเจน แต่หลักฐานการซื้อขายระหว่างนายเดอ ซูซา และเจ้าของบ้านดั้งเดิม ระบุ พ.ศ. 2445 จึงประมาณได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างก่อน พ.ศ. 2445 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว

3 ปีให้หลัง นับจากก้าวแรกความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและพม่า ข้อตกลงการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินขนาด 7 ไร่เศษ ระหว่างนายเดอ ซูซา และรัฐบาลไทยก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2494 เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

ในที่สุดธงชาติไทยก็ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา ณ บ้านและแหล่งคุ้มภัยหลังใหม่ของเหล่าชาวไทยไกลบ้าน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

นอกจากใช้เป็นสถานที่ทำงานแล้ว อาคารหลังนี้ยังใช้เป็นที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและผู้นำไทยเรื่อยมา พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ทั้งสองพระองค์ทรงใช้อาคารหลังนี้ในการพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่นายอู วิน หม่อง ประธานาธิบดีและภริยา รวมถึงผู้นำรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นทำเนียบไม่กี่แห่งในต่างประเทศที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2538 – 2539 ระหว่างการดำรงตำแหน่งของท่านเอกอัครราชทูตปกศักดิ์ นิลอุบล รัฐบาลไทยปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเพียงอย่างเดียว และแยกส่วนของสถานเอกอัครราชทูตไปยังอาคารหลังใหม่

“ก่อนการปรับปรุง บ้านหลังนี้หลังเดียวเป็นทั้งที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูต อธิบายให้เห็นภาพคือ สำนักงานสถานทูตอยู่ชั้นล่าง ส่วนบ้านทูตที่ใช้อาศัยอยู่ชั้นบน” คุณตุ๊กอธิบาย

การออกแบบและก่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ ทำลายความสง่างามของทำเนียบเอกอัครราชทูตสไตล์บริติชทิวดอร์หลังเดิมที่ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน อาคารหลังใหม่อันเรียบง่ายถ่อมตัวสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2550 และเปิดทำการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด

เรื่องราวของเจ้าบ้าน

การเดินทางอันยาวนานตลอดอายุราชการของท่านทูตดำเนินมากว่า 30 ปี ก่อนมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

“การต้องเดินทางไปทำงานในที่ต่างๆ คือส่วนหนึ่งของชีวิตนักการทูต เราจะปรับตัว ใช้ชีวิต ทำงานอย่างไรให้ดีและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะประจำการอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม จงมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศนั้นๆ แล้วมีความสุขกับที่ใหม่ งานใหม่ วัฒนธรรมใหม่”

ฉันถามถึงการปรับตัวในการย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “อย่างแรกต้องปรับตัวกับอากาศก่อนเลย เพราะจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ 0 องศาฯ วันถัดมาเจอเข้ากับแดดเปรี้ยง 37 องศาฯ ของประเทศพม่าทันที”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ทำเนียบทูตแต่ละหลังมีข้าวของบางส่วนที่เป็นของหลวงอยู่ติดกับบ้านอยู่แล้ว พวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา โต๊ะ ตู้โชว์ อย่างแกรนด์เปียโนก็เป็นของเจ้าของบ้านคนเก่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเมื่อย้ายเข้าสู่ทำเนียบหลังใหม่ คือทำอย่างไรที่จะผสมผสานวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และตัวตนของเราสองคนลงไปในบ้าน หรือทำเนียบทูต” คุณตุ๊กเล่าพร้อมพาฉันเข้าสู่ Foyer

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ ชุดเก้าอี้ไม้คลาสสิกแบบพม่าดั้งเดิม ออกแบบโดยสถาปนิกพม่าในยุคโคโลเนียล จัดวางไว้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นกระเบื้องปูสลับขาวดำสไตล์โมเดิร์น ถือเป็นลูกเล่นที่ทำให้บ้านดูผ่อนคลายขึ้น ภาพวาดสีน้ำที่ประดับอยู่โดยรอบคือของสะสมที่ท่านทูตเริ่มเก็บตั้งแต่ออกประจำการต่างประเทศ

จาก Foyer มองขึ้นไปจะเห็นบันไดสู่ชั้นสองของตัวบ้าน โครงสร้างรับน้ำหนักรูปโค้ง หน้าต่าง ช่องลม ลูกกรง บันไดและราวบันไดตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยไม้สีเข้ม เพดานตีกรอบไม้เป็นเส้นตั้ง เส้นนอน และเส้นทแยง ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมแบบบริติชทิวดอร์

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ถัดมาจาก Foyer คือห้องโถงต้อนรับ ซึ่งนำไปสู่ห้องรับประทานอาหารและห้องรับแขก พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับอยู่บนผนังซึ่งกรุด้วยไม้โดยรอบห้อง บริเวณบัวแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์โคโลเนียล ท่านทูตบอกว่าห้องนี้มีไว้เพื่อคุยพูด Small Talk ในระหว่างรอเข้าโต๊ะอาหาร โดยจะมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเล็กน้อย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“แขกที่มาบ้านทูตคือแขกบ้านแขกเมือง เราเชิญเขามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทุกบทสนทนาคือการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ห้องโถงต้อนรับจึงเป็นเหมือนห้องเลี้ยงรับรอง ไม่มีเก้าอี้ เพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายในการเดินไปมาหาสู่พูดคุยกัน นับเป็นช่วงเวลาที่คณะทูตต่างประเทศหรือผู้ใหญ่ในประเทศนั้นๆ ผ่อนปรนท่าทีและมีเวลาให้เรามากที่สุด ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการหาข่าว แลกเปลี่ยนข้อมูล รับทราบท่าทีของประเทศเจ้าภาพ หรือท่าทีของต่างประเทศในประเด็นสำคัญ”

แขกบ้านแขกเมือง

“ทำเนียบเอกอัครราชทูตก็คือแผ่นดินไทย เราต้องดูแลให้สวยงามสมศักดิ์ศรี เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันช้านานและความเป็นไทย เมื่อเราเชิญแขกทางการทูตมาที่บ้าน เขาจะรับรู้ได้ว่า ประเทศเรามีวัฒนธรรมที่สวยงามและหลากหลาย ไม่ใช่แค่สิ่งของที่ประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่องอาหารไทย”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

คุณตุ๊กเล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตให้เอกอัครราชทูตมีผู้ติดตามได้ 3 คน ได้แก่ แม่ครัว ผู้ช่วยแม่ครัว และพนักงานจัดเลี้ยง เมื่อใดที่ทำเนียบจัดงานเลี้ยงรับรองแขก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมอาหารไทย ซึ่งคุณตุ๊ก ใช้คำว่า ‘Thai Food Diplomacy’ คือการนำอาหารไทยมาช่วยส่งเสริมและเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต

ทั้งนี้ปรุงอาหารรับรองแขกระดับประเทศถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ แม่ครัวต้องเข้าใจรสชาติความเป็นไทยแท้ดั้งเดิม และสามารถนำวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ มาประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารไทยให้เหมาะสมอีกด้วย

นอกจากการเชิญคณะทูตและผู้นำประเทศต่างๆ มาร่วมรับประทานอาหารแล้ว ทางฝ่ายหญิงจะมีการเชิญภริยานักการทูตและผู้นำระดับสูงมารับประทานของว่างช่วงเช้า เรียกว่า Morning Coffee หรือมารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ร่วมกัน

บางครั้งก็เชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องผ้าไหมไทย นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย ทั้งในด้านวัฒนธรรมไทยและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของอาหารไทย ถือเป็นการเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเหล่าสุภาพสตรีชั้นสูงไปด้วย

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภายใต้ความโอ่อ่าสง่างาม ฉันพบรายละเอียดน่ารักมากมายซุกซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้ทำเนียบหลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่น ผ้าพาดทอมือจากรัฐฉาน ตุ๊กตาเปเปอร์มาร์เช่ฝีมือชนเผ่าหนึ่งของพม่า จัดวางผสมผสานกับเรือไวกิ้งหล่อสัมฤทธิ์ ของสะสมเดิมของท่านทูตตั้งแต่ประจำการอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์

ในทำเนียบหลังนี้มีหมอนอิง 50 กว่าใบ ปลอกหมอนทุกใบคือผ้าไหมไทย

“พื้นที่ชั้นล่างค่อนข้างสาธารณะ เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ แต่ชั้นบนคือที่ของครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น คุณได้ขึ้นมาเยี่ยมชม แสดงว่าเราสนิทกันแล้วนะ” ท่านทูตเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะเดินนำฉันเดินขึ้นชั้นสองของตัวบ้าน

ตอนอยู่ชั้นล่าง ฉันลืมไปเสียสนิทว่าบ้านหลังนี้สร้างในสไตล์บริติชทิวดอร์ จนกระทั่งย่างเท้าสู่ชั้นบน ความหนักแน่นของสถาปัตยกรรมยุคกลางปรากฏต่อสายตาอีกครั้ง

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตชี้ให้ดูจุดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ประทับเพื่อทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยเมื่อครั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะผู้นำพม่าและภริยา ผนังโค้งสไตล์ทิวดอร์ที่ปรากฏในภาพเก่าแก่ใบนั้นเป็นโค้งเดียวกันกับที่อยู่ตรงหน้าฉันไม่มีผิดเพี้ยน

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ท่านทูตเล่าต่อว่า “ในการเสด็จฯ เยือนเมียนมาครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่มหาอาสนะคูหาด้วย หลายสิบปีต่อมา เมียนมาโดนพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้แต่ต้นจำปีเก่าแก่อายุร้อยปีที่หน้าทำเนียบเอกอัครราชทูตยังหักโค่นลงมา แต่ต้นโพธิ์ทรงปลูกกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด”

           

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

ท่านทูตอธิบายว่า หากประจำการอยู่ในประเทศใหญ่ งานที่ต้องรับผิดชอบจะค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะผลประโยชน์แห่งชาติมีความหลากหลาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในขณะที่ประเทศเล็กอย่างนอร์เวย์หรืออิสราเอล ที่ท่านได้ไปประจำการก่อนหน้านี้ อาจไม่ได้มีงานที่สลับซับซ้อนเช่นที่เมียนมา

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

หน้าที่หลักๆ ของสถานทูตไทยที่อิสราเอล คือการดูแลแรงงานไทยจำนวน 30,000 กว่าคนที่ไปทำงานอยู่ในนิคมเกษตรกรรม นอกเหนือจากนั้นเป็นงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ท่านทูตจึงเริ่มมองหางานส่วนวิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ที่น่าสนใจส่งกลับมาที่ประเทศไทย

อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญด้าน Trauma Management เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ศาสตร์ที่ว่าคือการดูแลผู้ป่วยจากผลของสงครามหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการรักษาแบบปกติ อาจเพราะอิสราเอลอยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้น มีผู้ไม่หวังดีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จึงพยายามพัฒนาศาสตร์แห่งการรักษานี้ขึ้นมา ท่านทูตจึงจัดตั้งโครงการเพื่อนำคณะผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปฝึกอบรมแพทย์ไทยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ท่านทูตเล่าต่อถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Maritime Medicine หรือเวชศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลรักษาคนเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ นักประดาน้ำ หรือวิศวกรแท่นขุดเจาะ สถานทูตไทยจึงติดต่อสถาบัน Norwegian Institute For Maritime Medicine เพื่อขอความร่วมมือในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปช่วยฝึกอบรมให้ความรู้แก่แพทย์ไทยที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ)

เมื่อท่านทูตย้ายมาประจำการ ณ กรุงย่างกุ้ง จึงจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำกรุงย่างกุ้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ทั้งสองประเทศส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Trauma Management และ Maritime Medicine มาที่ประเทศเพื่อฝึกอบรมให้แพทย์เมียนมา ทั้งแพทย์พลเรือนและแพทย์ทหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสนับสนุนงบประมาณในการนำแพทย์เมียนมามารับการฝึกอบรมด้วย เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในการเยียวยาผู้คนร่วมกันของหลายประเทศ

“การแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ถือเป็นการทูตรูปแบบหนึ่ง หลายคนอาจจะจำกัดความการทูตแบบนี้ว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ แต่ผมอยากจะบอกว่า นี่คือการทูตเพื่อประชาชน เราไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่การเจรจาด้านการเมือง หรือเศรษฐกิจเท่านั้น หน้าที่ของทูตคือการดึงองค์ความรู้ สิ่งดีๆ อันเป็นประโยชน์ที่เราได้พบเห็นในต่างแดน กลับไปให้ประชาชนไทย”

ท่านทูตทิ้งท้ายถึงการจับมือกันครั้งล่าสุดระหว่างสถานทูตเอกอัครราชทูตฯ มูลนิธิชัยพัฒนาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Yezin ที่ชานกรุงเนปยีดอว่า “ทุกวันนี้เกษตรกรพม่ายังปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอยู่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เจอแมลง หรือโรคติดต่อทางพืช ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ผมคิดว่าการปลูกพืชผสมผสาน ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเมียนมาเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรรม”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ทางโครงการมูลนิธิชัยพัฒนาจะร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตร Yezin ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรม ตามแนวทางของศูนย์ศึกษาและการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในประเทศไทย โดยจะมีแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่สาธิต ใครมีปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปศุสัตว์ พืชไร่ ให้เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ มาศึกษาและได้เห็นเองว่าเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นทำได้จริง องค์ความรู้ที่ไทยจะมอบให้ในศูนย์แห่งนี้

โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านงบประมาณ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาในการวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งภาคเอกชนที่สนใจสามารถเข้ามีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ โครงการนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรเมียนมาแล้ว ยังถือเป็นถาวรวัตถุที่จะอยู่คู่ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาตลอดไป

 เพื่อนบ้านและมิตรภาพ 70 ปี

ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยเมียนมา

“เราจัดงานหลากหลายมิติ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของคนทุกระดับ ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลอย่างเดียว เราต้องดำเนินการในระดับประชาชนด้วย เพราะถ้าประชาชนของทั้งสองประเทศรู้จักกัน เข้าใจกัน ความสัมพันธ์จะเป็นไปอย่างราบรื่น” ท่านทูตอธิบาย

โครงการระดับประชาชนที่ท่านทูตหมายถึง คือนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติของไทยและศิลปินอาวุโสของเมียนมา การแสดงโขนของกรมศิลปากรใน 3 เมืองหลักของเมียนมา เทศกาลภาพยนตร์ไทย และเทศกาลอาหารไทย

“ภาพยนตร์ไทยแต่ละเรื่องบรรจุวัฒนธรรมเอาไว้มากมาย เมื่อคนเมียนมาได้ชมภาพยนตร์ นอกจากจะได้ความสุขแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ ซึมซับ วิถีชีวิต แนวความคิด และวัฒนธรรมไทยไปด้วย วัฒนธรรมอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรับประทาน คนเมียนมาชอบทานอาหารไทยมาก ส้มตำ ผัดกะเพรา น้ำพริก หรือแม้แต่กะปิเขาก็มีเหมือนเรา แต่ของเขาเรียกว่านาปิ”

นอกจากนี้ยังมีงาน Myanmar Insight โดยเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศให้มีความเสรีด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากหลังจากเปิดประเทศ งานสัมมมานี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ของเมียนมา โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการลงทุน

            

ดวงใจในบ้าน

ก่อนจะมาเป็นมาดามทูต คุณตุ๊กเคยรับราชการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมกระทรวงกับท่านทูตนานถึง 8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งต้องไปออกประจำการด้วยกันที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

“ตอนนั้นท่านทูตดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา ส่วนพี่เป็นเลขานุการเอก เมื่อต้องทำงานร่วมกัน เราก็ได้รู้จักตัวตนซึ่งกันและกันมากขึ้น พี่กับท่านทูตชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบงานศิลปะเหมือนกัน วิธีคิด ทัศนคติคล้ายคลึงกันไปหมด โดยที่เราไม่ได้นึกเลยว่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้ เราเป็นแฟนกันอยู่ 8 เดือนก็ตัดสินใจแต่งงานกัน นับว่าสั้นมากนะกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน

“แต่เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ใช่เลย”คุณตุ๊กเล่าย้อนความหลัง

ในช่วงแรกของการแต่งงาน คุณตุ๊กลาติดตามท่านทูตไปประจำการที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ลาติดตามคือการลาราชการ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศยังรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่ผู้ลาจะไม่ได้รับเงินเดือนและอายุราชการ โดยปกติจะลาได้ 4 ปี

“พี่ลาติดตามไปที่กรุงเบอร์ลินได้ 3 ปีกว่า จากนั้นกลับมารับราชการในกระทรวงฯ อยู่ 2 ปีกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ ตอนนั้นรู้ว่าเราคงทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ทั้งบทบาทความเป็นแม่และข้าราชการ เพราะงานกระทรวงการต่างประเทศถือว่าหนักพอสมควร เราต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง”

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

การเปลี่ยนบทบาทจากนักการทูตสาวมาเป็นภริยาทูตของคุณตุ๊กค่อนข้างราบรื่น ด้วยความที่รับราชการมาก่อน ทำให้เข้าใจเนื้องานทางการทูตเป็นอย่างดี

“พี่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร อะไรที่เราควรและไม่ควรทำ บทบาทไหนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของท่านทูต ขณะเดียวกัน วิธีคิดเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย หน้าที่ของเราต่อจากนี้ คือการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลทำเนียบ ดูแลการรับรองแขกนานาชาติ เป็นฝ่ายหลังที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”

ทุกย่างก้าวและการกระทำ คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตลอดหลายสิบปีของการรับใช้ประเทศชาติ ณ ต่างแดน ของท่านเอกอัครราชทูต จักร บุญ-หลง และ คุณตุ๊ก-กมลรัตน์ บุญ-หลง ภริยา

“เมื่อใส่หัวโขนของการเป็นทูตไทย เราต้องรำให้สวย ไม่ให้ใครมาดูถูกชาติเราได้ เพราะชื่อเสียงของประเทศชาติขึ้นอยู่กับเรา แต่เมื่อถอดหัวโขนนั้นออก ตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือคนปกติธรรมดา ตายายคู่หนึ่ง” ท่านทูตทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ย่างกุ้ง, สถานทูตไทย, เมียนมา, สถานทูตไทยในพม่า

ภาพ:  พิชชา ฤกษ์อร่ามม, ศิริลักษณ์ ป้องมี 

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกากำลังสร้างอาคารหลังใหม่ในรอบเกือบ 30 ปี เป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ในเขตสถานเอกอัครราชทูตฯ ใจกลางถนนวิทยุ มูลค่าการก่อสร้างตึกนี้สูงถึง 625 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างคนงานไทยประมาณ 2,000 คนตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในแวดวงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเมืองไทย หลายคนเมื่อนึกภาพสถานเอกอัครราชทูตของแดนอินทรี คงเห็นภาพเขตแดนต้นไม้ร่มรื่น บ้านโบราณที่เป็นที่พำนักเอกอัครราชทูต หรืออาคารสำนักงานสีขาวจากทศวรรษ 90 ตั้งตระหง่านในรั้วขาว

วันนี้ (7 ตุลาคม ค.ศ. 2021) พิธีตักหน้าดินเริ่มขึ้น และอาคารออฟฟิศหลังใหม่ที่รวมการออกแบบและเทคโนโลยีล้ำสมัยได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว ก่อนอาคารนี้จะเสร็จสิ้นและเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนในราวๆ ค.ศ. 2025 เราได้พูดคุยกับอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต ไมเคิล ฮีธ (Michael Heath) รวมถึงต่อสายตรงถึงทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก คริสโตเฟอร์ ชาร์เปิลส์ (Christopher Sharples) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและหัวหน้าบริษัท SHoP Architects และ นาดีน เบอร์เกอร์ (Nadine Berger) รองหัวหน้าและผู้จัดการโครงการนี้ เพื่อพาผู้อ่านไปทำความรู้จักออฟฟิศใหม่ที่รวมเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กว่า 33 ไร่ ก่อนใคร 

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

The New Office 

แม้อาณาเขตของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกากินบริเวณกว้างใหญ่มากทั้งสองฝั่งของถนนวิทยุ พื้นที่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่อาคาร แต่เป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่น บริเวณทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ กระจายอยู่ในอาคารหลายหลัง 

พื้นที่ของออฟฟิศใหม่นี้อยู่ระหว่างทิศตะวันตกของถนนวิทยุ กับทิศตะวันออกของถนนร่วมฤดี เดิมบริเวณนี้เคยมีอาคารที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 60 ต่อมาทีมสถาปนิก Kallmann McKinnell & Wood เข้ามาสร้างอาคารใหม่ในยุค 90 ให้มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น อาคารต่างๆ ที่กระจัดกระจายสามารถเดินถึงกันได้ภายใน 15 นาที แต่เนื่องจากสถานเอกอัคราชทูตแห่งนี้ทำหน้าที่ศูนย์กลางการดำเนินงานระดับภูมิภาคมาเป็นเวลานาน มากกว่าครึ่งของพนักงานสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมีหน้าที่รับผิดชอบงานระดับภูมิภาค บริหารจัดการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ออฟฟิศผืนนี้จึงไม่เพียงพอต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากทั้งอเมริกันชนและชาวไทย

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เหตุผลที่ต้องสร้างอาคารใหม่คือเรามีภารกิจหลายสิ่งหลายอย่าง เรามีหน่วยงานสี่สิบเจ็ดหน่วยงานที่นี่ ดูแลทั้งภารกิจด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ การทหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งตอนนี้เราต้องกระจายกันอยู่ในหลายๆ ตึกในกรุงเทพฯ แต่ออฟฟิศนี้จะรวบรวมให้ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันในตึกเดียว ซึ่งจะทำให้การติดต่อทำงานสะดวกขึ้น และดูแลความปลอดภัยของทุกคนให้รัดกุมได้” อุปทูตไมเคิลอธิบายเบื้องหลังของโปรเจกต์ยักษ์ ซึ่งท่านได้ทราบข่าวมาตั้งแต่เป็นกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาที่สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ใน ค.ศ. 2016 จึงคะเนได้ว่าโครงการนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่อย่างน้อยๆ 7 ปีก่อน 

“อาคารใหม่ของสถานทูตที่ออกแบบอย่างทันสมัยแห่งนี้ จะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับประเทศไทยและอาเซียน เพื่อยกระดับประเด็นสำคัญของภูมิภาค รวมทั้งการปรับปรุงด้านสาธารณสุข การจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ อาคารนี้ออกแบบให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมแบบไทยเดิม และผมหวังว่าอาคารหลังใหม่นี้จะเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางของมิตรภาพระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างยืนยาวในอนาคต

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เราเรียกตึกนี้ว่า The NOX ย่อมาจาก New Office Annex” อุปทูตบอกชื่อเล่นของตึกนี้ให้ฟัง “ผมคิดว่าถ้าตึกนี้เสร็จ มันคงเป็นออฟฟิศที่สบายและน่าอยู่ มีวิวที่สวยงาม ดีไซน์ก็สวยงามด้วย ตึกนี้มีความหมายกับผมมาก ผมเติบโตที่เมือง Cerritos แคลิฟอร์เนีย ตอนอายุสิบสี่ปีใน ค.ศ. 1978 ศาลากลางของเมืองของผมเป็นศาลากลางแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มันอยู่ใกล้บ้าน ครอบครัวผมเลยเดินไปงานพิธีเปิดที่มีผู้ว่าฯ มาเปิดงาน ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนเริ่มตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และสี่สิบกว่าปีต่อมา ที่ทำงานของผมก็กำลังจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีสีเขียวด้วยเหมือนกัน”

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากนิวยอร์กสู่บางกอก

ทีมงานผู้ออกแบบตึกใหม่นี้คือ SHoP บริษัทสถาปนิกจากนิวยอร์กที่เคยทำงานออกแบบอาคารใหญ่หลากหลายรูปแบบมาแล้วใน 5 ทวีป มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โจทย์ของพวกเขาคือการสร้างอาคารสำนักงานที่แข็งแรงทนทานต่อภัยพิบัติ ไม่ว่าพายุฝน น้ำท่วม ไปจนถึงเหตุก่อการร้ายต่างๆ งานนี้จึงลงทุนกับโครงสร้างเน้นความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุก่อสร้างมาจากทั้งเมืองไทยและสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานสหรัฐอเมริกา และทุ่มเทให้ระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด โดย The NOX จะเป็นอาคารที่รองรับเจ้าหน้าที่กว่า 1,000 คน และใช้งานได้ยั่งยืนไปอีกอย่างน้อย 50 ปี 

“เราทำงานให้ฝ่ายสำนักปฏิบัติอาคารต่างประเทศ (Overseas Buildings Operations) หรือ OBO ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในทั่วโลก แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นแขกในบ้านเมืองอื่น มรดกสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และมิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสถาปัตยกรรมและสถานที่ จึงเป็นแรงบันดาลใจการออกแบบของเรา 

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ มีตึกสูงร่วมสมัยมากมายเหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ซึ่งตึกกระจกเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เป็นเรื่องไม่ยากที่จะสร้างตึกแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของเราครับ หน้าที่ของเราคือสร้างตึกที่เป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ ซึ่งต้องเป็นตึกที่ทนทาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงแสดงออกคุณค่าของชาวอเมริกัน แสดงออกถึงผลงานของสถาปนิกและเทคโนโลยีวิศวกรรมอเมริกันด้วย 

“และเรายังใส่ใจกับบริบทรอบข้างเป็นพิเศษ คือความเป็นเมืองไทยและความเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งมีวัฒนธรรมซับซ้อนปะปนมานับร้อยๆ ปี ทำให้กรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่และเป้าหมายภารกิจทำให้ที่นี่แตกต่าง” คริสโตเฟอร์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

 ก่อนตึกจะออกมารูปร่างหน้าตาแบบนี้ ทีมงาน SHoP เดินทางมาเมืองไทยราวๆ 7 ครั้งในเวลา 2 ปี เพื่อเก็บข้อมูลเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เช่น ทีมสถาปนิก A49 

“เราใช้เวลาเดินทางและศึกษาสถาปัตยกรรมและมรดกวัฒนธรรมในเมืองและนอกเมือง ทั้งบ้านทรงไทย วัด ศาลา สถาปัตยกรรมล้านนา และเมืองหลวงเก่าอยุธยา วัตถุดิบ เครื่องตกแต่ง และสีสันที่รุ่มรวย เราศึกษาผ้าโบราณ กระเบื้อง ลวดลายพืชพรรณสัตว์ป่า ทำให้เราได้คิดถึงการผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และคิดว่าจะดึงภาพรูปทรง สีสัน ลวดลายที่เราเห็นเข้ามาในอาคารยังไง” นาดีนอธิบายเสริม

ทีมงานศึกษาดูงานสถาปัตยกรรมไทยจากที่ต่างๆ เช่น ปาร์คนายเลิศ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พวกเขาชอบแนวคิดเรือนชานแบบไทยๆ ที่เชื่อมต่อพื้นที่ในบ้านอย่างชาญฉลาด ให้เป็นหนึ่งเดียวกับภูมิทัศน์ธรรมชาติข้างนอก ทั้งยังทำให้อากาศถ่ายเทหมุนเวียน เป็นวิธีการทำให้ผู้คนอยู่สบายในสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี

The NOX

The NOX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ 6 ชั้นแรกเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น โถง โรงอาหาร ห้องประชุม เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตจำนวนมากใช้ร่วมกันกับสาธารณชน และชั้นบนจะเป็นส่วนออฟฟิศที่เป็นทาวเวอร์สูงขึ้นไป 

ชั้นล่างนี้เรียกว่าเป็น Village ที่ยืมไอเดียชานเรือนไทยมาดัดแปลงใช้งาน มีทางเดินกว้าง เพดานสูงโปร่ง เปิดสู่ภูมิทัศน์รอบข้าง 5 – 6 ชั้นแรกนี้จะสูงพอๆ กับสเกลต้นก้ามปูยักษ์ที่สูงราวๆ 20 เมตรที่อยู่รอบๆ และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ส่วนออฟฟิศสูงขึ้นไปจากนั้นเป็นอาคาร 14 ชั้นที่จะอยู่ระนาบเดียวกับตึกสูงรอบๆ เขตปทุมวัน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เรารู้สึกว่าอาคารนี้ไม่ควรเป็นอาคารกระจกที่เรียกร้องให้คนสนใจมันเพียงฝ่ายเดียว อาคารนี้ใหญ่มากนะครับ แต่เราก็อยากให้อาคารที่ออกมามีสเกลมนุษย์ เราสร้างตึกเพื่อมนุษย์ สัมพันธ์กับมนุษย์ และทำให้คนสัมพันธ์กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อพนักงานทั้งชาวอเมริกันและชาวไทยที่ทำงานที่นี่ เลยออกแบบแท่งแผ่นอะลูมิเนียมเล็กๆ ห่อหุ้มรอบผนังกระจกของตัวอาคาร เพื่อสร้างร่มเงาให้อาคารเหมือนรั้วระเบียง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นวิว โดยไม่โดนแดดปะทะตรงๆ ในออฟฟิศ ซึ่งฟาซาดนี้จะลดอุณหภูมิตึกได้มาก และลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้มากๆ เมื่อมองมาที่นี่คุณจะไม่เห็นตึกกระจก แต่เห็นพื้นที่เปิดกว้าง

“สีหนึ่งที่ผมเห็นจากเมืองไทยคือสีบรอนซ์ชุบเคลือบ (Anodized Bronze) เราทำฟาซาดสีนี้ ซึ่งจะมองว่าสว่างก็ได้ มืดก็ได้ สีสันของตึกจะเปลี่ยนไปตลอดวัน วันไหนฟ้ามีเมฆตึกก็หม่น วันไหนแดดจ้าสีก็จะสดใสอบอุ่น และเวลากลางคืนเราก็ออกแบบให้มันเรืองแสง สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นในกรุงเทพฯ คือดราม่าและสีสันยามกลางคืน ตอนกลางคืนวัดส่องแสงสว่าง เราจับไอเดียว่าเมืองมีชีวิตในยามค่ำคืนด้วยออกมา 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ในแง่การใส่ความเป็นอเมริกัน เราคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรที่จะเก็บรักษาของดีเดิมให้มาอยู่ในตึกได้อย่างร่วมสมัยในศตวรรษนี้ แท่งอะลูมิเนียมรอบๆ ตึกใช้เทคนิคดิจิทัลสร้างทั้งหมด หยิบยืมรูปทรงและลวดลายของทั้งสองชาติมาใส่ไว้ และส่งไปที่เครื่องผลิตโดยตรง เทคโนโลยีอเมริกันมาช่วยให้การทำงานกับวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดโดยตรงเกิดขึ้น เหมือนการทำงานของช่างงานคราฟต์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี

“ความท้าทายของอาคารนี้คือข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัย และการออกแบบให้ตรงตามการใช้งานพื้นที่ สิ่งที่เราสนใจคือ ตึกนี้เป็นที่ทำงานของประชาชนคนอเมริกันและคนไทย ดังนั้น ต้องมีบรรยากาศของการอยู่ในประเทศอื่น และการอยู่ในประเทศตัวเอง ผสมผสานกัน” คริสโตเฟอร์อธิบายการดีไซน์อย่างชัดเจน

“โครงการนี้ซับซ้อนมาก โจทย์หลักๆ สามอย่างคือการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ ในพื้นที่มีต้นก้ามปูและทิวทัศน์สวยงามซึ่งต้องเก็บไว้ให้ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวกับอาคาร อีกอย่างคือบรรจุทุกการใช้งานในตึกเดียว ให้ผู้ใช้งานทั้งพนักงานและผู้มาเยือนได้ประสบการณ์ที่ดี และสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด เพราะอากาศร้อนชื้น ฝนตกทั้งปี อาคารนี้ต้องทนทานต่อพายุฝน ใช้น้ำวนซ้ำ และต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นาดีนกล่าวเสริม

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เราคิดว่า ‘คลอง’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เจ๋งมากในการรับมือกับพายุฝน และเวลาฝนไม่ตกก็ยังเป็นองค์ประกอบที่สวยงามมาก แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องยกอาคารให้สูงเพื่อให้แน่ใจว่าถ้าฝนตกหนักมากๆ น้ำจะไม่ท่วม และหาวิธีจัดการระบายน้ำ ให้อากาศผ่านได้ด้วย” คริสโตเฟอร์แถมเรื่องการวางอาคารทั้งชุดบนแท่นสูงเหนือพื้นและคลองด้านล่าง ซึ่งสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมล้านนา

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ และน่าจะทำให้คนไทยยิ้มกว้างคือแผนกกงสุล ต่อไปจะเข้าถึงง่ายขึ้นมาก อาคารใหม่นี้จะมีอาคารและทางเข้าส่วนของฝ่ายกงสุลโดยเฉพาะ พื้นที่รอขอวีซ่าจะได้รับการจัดการใหม่ ไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีการต่อคิวยาวมาด้านนอก มีสวนที่เห็นวิวต้นไม้สวยงามให้เดินผ่านก่อนเดินเข้าล็อบบี้ การออกแบบนี้ผู้มาเยือนจะได้รับการปกป้องจากแสงแดดและฝนตั้งแต่ทางเข้า เป็นการออกแบบประสบการณ์การต้อนรับที่ดีขึ้นที่ทีมงานภูมิใจมาก

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

“ตอนนาดีนกับผมมาเมืองไทยครั้งแรก สิ่งที่พวกเราประทับใจมากคือการเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในหลายๆ เมืองของอเมริกา ผมรู้สึกว่าคอนเซ็ปต์การเข้าถึงธรรมชาติของคนไทยกับคนอเมริกันต่างกัน คนอเมริกันรู้สึกว่าตัวเราแปลกแยกจากธรรมชาติ หรือพยายามจะควบคุมธรรมชาติ ขณะที่คนไทยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่า 

“สวนลุมพินีเหมือนเซ็นทรัลพาร์กของเรา แต่มีผ้าเจ็ดสีพันรอบต้นไม้ ตามริมคลองก็มีต้นก้ามปู โรงแรมใกล้ๆ ก็มีต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเข้ามา ทุกพื้นที่มีความเป็นป่าความเป็นธรรมชาติผสมกับความเป็นเมือง พลังงานแบบนี้ที่ทำให้เราตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีธรรมชาติ บ้านเรามีไคโยตี้ มีหนู แต่ธรรมชาติของไทยมันอยู่ร่วมทับซ้อนกันเป็นหนึ่งเดียวกับเมือง แถมยังมีนก งูยักษ์ ตัวเงินตัวทอง เมืองไทยมีความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่ผมคิดว่าสวยงาม” 

คริสโตเฟอร์เล่าความประทับใจต่อพื้นที่สีเขียว หนึ่งในข้อกำหนดที่ทีมงานสถาปนิกหมายมั่นปั้นมือ คือการเก็บภูมิทัศน์ร่มรื่นและคลองที่มีแต่เดิมเอาไว้ รวมถึงศาลาไทยและศาลาเฉลิมพระเกียรติที่อยู่ในคลองด้วย

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ยิ่งมีโรคระบาด ชีวิตเรายิ่งต้องการต้นไม้ ต้องการพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ผลวิจัยวิทยาศาสตร์ก็ชี้ว่าแค่มองเห็นต้นไม้ก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ พืชพรรรณเหล่านี้ยังเติบโตเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งผลต่อคน ธรรมชาติคือหนึ่งในวัสดุสำคัญในโครงการนี้ครับ Faye Harwell นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของเรา ออกแบบทางเดินที่เป็นเนินสูงขึ้นเป็นเกลียวขึ้นตึก เมื่ออาคารสร้างเสร็จ น่าจะสนุกถ้าได้ลองเดินในสวนแล้ววนขึ้นตึก ผ่านศาลาไทย เข้าไปในตึก เริ่มจากทางเข้ากงสุลแล้วเดินขึ้นไป” 

นาดีนรับช่วงอธิบายต่อ “เราอยากเก็บรักษาภูมิทัศน์สวยงามที่พนักงานคุ้นเคย และยังจะปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะต้นไม้ยังดูดซับน้ำฝนให้ด้วย พื้นที่นี้จะทำให้คนจากทั้งสองวัฒนธรรมต่างอยู่สบาย มี Public Space ทั้งในตึกและกลางแจ้ง ซึ่งช่วยทำให้คนใกล้ชิดธรรมชาติและสื่อสารกันมากขึ้น

“มีวิธีการหลายอย่างในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม งานนี้ไม่ใช่แค่การทำงานจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว แต่ข้อกำหนดต่างๆ และแรงบันดาลใจจากเมืองไทย รวมถึงการเคารพสิ่งที่พื้นที่มีอยู่และมอบให้ ทำให้เราสร้างตึกที่ทนทาน ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้นมาได้ ทั้งยังน่าอยู่ สวยงาม สง่างามทั้งกลางวันและกลางคืน” 

Green Working Space

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติ หรือ Certified Wildlife Habitat กับสหพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติ (NWF) ในอเมริกา เพราะมีพื้นที่มีปัจจัยที่เป็นมิตรกับสัตว์ต่างๆ คือมีแหล่งอาหาร น้ำ พื้นที่หลบภัย และพื้นที่ให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูก ที่นี่จึงมีนกและปลาหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงงู เต่า และตัวเงินตัวทอง 

ความอุดมสมบูรณ์ที่มีเป็นทุนเดิม ยิ่งทำให้โครงการนี้มีเป้าหมายการก่อสร้างอาคารให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับ Silver ภายใต้มาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) และมีองค์ประกอบมากมายที่ออกแบบมาเพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น 

เราอยู่ในศตรวรรษที่ 21 ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตอันดับหนึ่ง ถึงตอนนี้จะมีวิกฤตโควิด-19 ร่วมด้วย แต่วิกฤตที่เราจะเผชิญตลอดชีวิต ไปจนถึงรุ่นลูกหลานของเราคือปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราต้องพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายซึ่ง ก็คือการลดการปล่อยคาร์บอน ลดวิกฤตโลกร้อน” อุปทูตไมเคิลยืนยันเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อม 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“วัฒนธรรมสีเขียวของที่นี่ค่อนข้างแข็งแรง เรามีหน่วยงาน Greening Diplomacy Initiative (GDI) ที่สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาทั่วโลกจะจัดการแข่งขันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกัน ว่าที่ไหนจะมีพื้นที่สีเขียว และลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาในประเทศไทยชนะรางวัลมาแล้วสามครั้งในรอบแปดปี เราชอบแข่งขันมาก ทูตคนก่อนๆ ก็ชอบและใส่ใจการแข่งขันนี้ด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราแข่งกันทำเรื่องที่มีประโยชน์”

ท่านทูตเล่าว่าปัจจุบันอาคารในสถานเอกอัครราชทูตก็ลดใช้พลังงานแล้ว เช่น ใช้ไฟ LED ประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้ทุกคนประหยัดไฟ ซึ่งทำให้ค่าไฟที่นี่ลดลงมา 12 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 5 ปี เจ้าหน้าที่ต่างคนก็ต่างร่วมมือดูแลสิ่งแวดล้อมในแบบของตัวเอง เช่น เข้าร่วม World Car-Free Day และ World Cleanup Day ร่วมกันเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา 

เมื่อประกอบกับการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจากสถาปนิก ออฟฟิศใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาที่เราจะได้เห็นในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเปี่ยมมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างแน่นอน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

ภาพบางส่วน : สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลอ้างอิง

Th.usembassy.gov

OBO_Bangkok-Monograph_THAI_eBook.pdf

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load