พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่บนถนนวิทยุ นอกจากทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา (เรื่องตอนแรกของคอลัมน์ The Embassy) และสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร (เรื่องที่มียอดอ่านสูงสุดของคอลัมน์ The Embassy) ก็ยังมีพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยที่ The Cloud สนใจ

ไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียว ทำเนียบเอกอัครราชทูตยังเป็นอาคารโบราณที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมาก และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี ค.ศ. 1987

เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย นายเคส พิเทอร์ ราเดอ (Kees Pieter Rade) ซึ่งมาประจำการที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยินดีเล่าเรื่องราวของสถานทูตให้เราฟัง

แต่ก่อนจะไปสนทนากับท่านทูต เรามาทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์กันสักนิด

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

ความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 400 ปี

การติดต่อระหว่างชาวดัตช์กับชาวไทยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1601 เมื่อเรือของ VOC (The East India Company) เดินทางมาถึงปัตตานี และตั้งสถานีการค้าที่นั่น

ปี ค.ศ. 1604 พ่อค้าของ VOC ได้ติดต่อกับกษัตริย์ของสยามที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้เกิดการตั้งสถานีการค้าแห่งแรกที่อยุธยาในปี ค.ศ. 1608 ในปีนั้นมีคณะผู้แทนกลุ่มแรกจากสยามเดินทางไปเนเธอร์แลนด์เป็นครั้งแรก เพื่อมอบจดหมายจากกษัตริย์อยุธยาให้ Prince Maurits ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหรืออุปราชของเนเธอร์แลนด์ในสมัยนั้น คณะผู้แทนจากสยามอยู่ที่นั่นเกือบ 2 ปี ถึงเดินทางกลับในปี ค.ศ. 1610

หลายศตวรรษต่อมา ความสัมพันธ์ของสองประเทศก็พัฒนาขึ้น แต่ก็ยังเน้นเรื่องการค้าเป็นหลัก มีชาวดัตช์ที่เป็นพ่อค้า ช่าง วิศวกร ที่ปรึกษา และอีกหลากหลายอาชีพ เดินทางมาเมืองไทยเรื่อยๆ

ตั้งสถานกงสุล

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1858 เนเธอร์แลนด์ตั้งสถานกงสุลในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีเรือของดัตช์มาเทียบท่าที่กรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตั้งสถานกงสุลแห่งแรก ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ก็เริ่มขยับขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการค้า

ผู้ที่มาประจำการเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์คนแรกเป็นชาวเยอรมันที่พูดไทยและดัตช์ได้ จากนั้นในปี ค.ศ. 1875 เนเธอร์แลนด์ก็ส่งนักการทูตคนแรกมาดูแล ปี ค.ศ. 1891 สถานกงสุลได้รับการยกระดับเป็นสถานกงสุลใหญ่

ปี ค.ศ. 1903 เนเธอร์แลนด์ส่ง (เฟอร์ดิแนนด์ โดเมล่า นิวเวนฮูส) Ferdinand Domela Nieuwenhuis ราชทูตคนแรกมาประจำที่กรุงเทพฯ ปี ค.ศ. 1907 สถานกงสุลใหญ่ก็ยกระดับเป็นสถานอัครราชทูต

ปี ค.ศ. 1957 ตำแหน่งราชทูตก็ยกระดับเป็น เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เริ่มต้นจากทุ่งนา

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1911 ในยุคของรัชกาลที่ 6 ยุคน้ันบริเวณนี้ยังเป็นนาข้าว แต่ก็เริ่มมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์บ้าง เมืองในยุคนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว ราคาที่ดินบริเวณนี้พุ่งสูงขึ้น ชาวนาจึงทยอยกันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (โอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย) เป็นหนึ่งในคนที่ซื้อที่ดินจากชาวนาที่ย้ายออกไป พื้นที่จำนวน 23 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

มีการสร้างบ้านซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคาจั่ว และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น จุดเด่นของอาคารหลังนี้คือหลังคาที่ซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย มีการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว

ข้อมูลจากสมาคมสถาปนิกสยามบอกว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นที่พักของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งย้ายออกไปในปี ค.ศ. 1913

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เปลี่ยนมือ

ปี ค.ศ. 1914 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้กับพระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งในปี ค.ศ. 1915 ได้ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน) ชื่อเจ้าของที่ดินผืนนี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์ โดยมีอธิบดีกรมพระคลังข้างที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน

15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานที่ดินและอาคารให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

ท่านเคยเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และผู้นำของเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘กบฏบวรเดช’ ทำให้ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา 16 ปี ท่านทรงเปิดโรงงานทอผ้าที่กัมพูชา เมื่อกลับมาเมืองไทยท่านทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ซึ่งทุกวันนี้โด่งดังระดับโลกในชื่อ โขมพัสตร์

ปี ค.ศ. 1932 พระองค์เจ้าบวรเดชเขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่ 2 ไร่ เพราะอยากได้เงินไปปรับปรุงบ้าน ได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียวก่อนที่จะกลายเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในอีก 17 ปีต่อมา

ปี ค.ศ. 1936 พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ในช่วงปี ค.ศ. 1936 – 1939 บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษใช้เป็นสำนักงานและ Clubhouse

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังสงครามสิ้นสุด ปี ค.ศ. 1946 ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ถูกใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก

หลังจากที่รัฐบาลออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ. 1948 พระองค์เจ้าบวรเดชก็เสด็จกลับประเทศไทย และขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1949 ด้วยราคา 1,850,000 บาท

ต่อมารัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินสองแปลงส่วนที่ติดกับถนนวิทยุ ซึ่งถูกพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อาคารหลังใหม่

เมื่อเวลาผ่านไปส่วนงานต่างๆ และจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาคารสำนักงานหลังเก่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอ ในปี ค.ศ. 2001 จึงได้สร้างอาคารอีกหลังตรงส่วนติดฝั่งถนนวิทยุให้เป็นส่วนงานพิธีการ ส่วนงานกงสุล และวีซ่า

เมื่อทางกระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์เห็นว่าอาคารสำนักงานหลังเก่าเล็ก และไม่ได้มาตรฐานสำนักงานสมัยใหม่ จึงได้ตัดสินใจรื้ออาคารหลังเก่า รวมถึงหลังที่สร้างติดส่วนถนนวิทยุออกไป และสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่บริเวณฝั่งซอยต้นสนขึ้นมาแทนในปี ค.ศ. 2004 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2005 เป็นสำนักงานในปัจจุบัน

ตัวอาคารแสดงถึงความเป็นดัตช์ผ่านการออกแบบที่เปิดโล่ง โปร่งใส สวยแบบมีฟังก์ชัน และเหมาะกับแสงแบบซีกโลกตะวันออก รวมถึงออกแบบให้มีความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตภายในและภายนอกอาคาร ที่เลือกบริเวณฝั่งต้นสนในการสร้างอาคารสำนักงานเพราะจะได้หลีกเลี่ยงการจราจรที่คราครั่งบนถนนวิทยุ รวมถึงเรื่องของการรักษาความปลอดภัยด้วย ที่อยู่และทางเข้าเป็นทางการของสถานทูตจึงเปลี่ยนมาเป็นฝั่งซอยต้นสนตั้งแต่นั้นมา

จากนั้นก็มีการบูรณะทำเนียบเอกอัครราชทูต และเติมอาคารสองชั้นเข้าไปอีกหลังเพื่อใช้เป็นที่พักของเอกอัครราชทูต เสร็จในปี ค.ศ. 2007 จากนั้นก็มีการจัดสวนใหม่ให้โปร่งโล่งขึ้น เพื่อให้มองจากถนนวิทยุเข้ามาแล้วเห็นตัวบ้านได้

แต่ก็ยังถือว่าพื้นที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่สำคัญต้นหนึ่งก็คือ ต้นสนประดิพัทธ์ ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับที่ปลูกในซอยต้นสนจนกลายมาเป็นชื่อซอย (ปัจจุบันแทบไม่เหลือแล้ว)

เรื่องราวของชาวดัตช์ที่เกี่ยวกับสวนอีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ

เมื่อเนเธอร์แลนด์เข้าไปปกครองอินโดนีเซียก็นำความรู้ในการจัดสวนไปให้ ทำให้ชาวชวามีความสามารถในด้านการจัดสวน อย่างการปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวง และการจัดสวนลุมพินีนั้นก็เป็นฝีมือของชาวชวา

ตอนนี้ก็ถึงเวลาสนทนากับท่านเอกอัครราชทูตแล้ว

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

ก่อนจะเป็นเอกอัครราชทูตประจำเป็นประเทศไทย คุณเคยเป็นทูตอาร์กติกมาก่อน

ใช่ ผมเป็น Arctic Ambassador คนแรกของเนเธอร์แลนด์ แต่ผมไม่ได้อยู่ที่อาร์กติกนะ (หัวเราะ) ไม่มีนักการทูตประจำอยู่ที่อาร์กติก ผมทำงานให้กระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบนโยบายของประเทศที่เกี่ยวกับขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ซึ่งมันสำคัญกับเนเธอร์แลนด์มาก เพราะพื้นที่หนึ่งในสามของเราอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล สนามบินที่อัมสเตอร์ดัมอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 4 เมตร ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเราจะมีปัญหามาก

เป็นตำแหน่งที่ไม่เหมือนนักการทูตทั่วไป

แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทูตอาร์กติกต้องไปร่วมงานประชุมนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของอาร์กติก ทำงานด้านความสัมพันธ์พหุภาคีกับประเทศในอาร์กติก ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีก็มีทูตอาร์กติก เราคุยกับพวกเขาทั้งเรื่องการทำงานเชิงอนุรักษ์และงานเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เหมือนงานของทูตที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศ

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อะไรคือสิ่งที่คุณเสิร์ชหาเป็นอย่างแรกเมื่อรู้ว่าต้องมาทำงานเมืองไทย

เรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วคือ ไทยเป็นประเทศที่สวยมาก อาหารก็อร่อย ผมเคยมาเที่ยวที่นี่เมื่อ 20 – 25 ปีก่อน แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมีชื่อเสียงมากที่เนเธอร์แลนด์ มีนักท่องเที่ยวชาวดัตช์มาเที่ยวเมืองไทยกว่า 200,000 คนต่อปี เมื่อเทียบกับประชากร 17 ล้านคนของเรา ถือว่าเยอะมาก

ในแง่ของการทำงาน ผมพบว่าไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจมาก เป็นตลาดที่มีประชากร 70 ล้านคน เป็นโอกาสที่ดีของภาคธุรกิจดัตช์ที่จะมาทำธุรกิจที่นี่ ซึ่งปกติก็ติดต่อทำธุรกิจกันอยู่แล้ว เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์คือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปของไทย เมื่อส่งไปถึงรอตเตอร์ดัมก็กระจายต่อไปยังเยอรมนี เบลเยียม สินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากไทยคือ สินค้าเกษตร ส่วนสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากเนเธอร์แลนด์มาไทยก็คือสินค้าเกษตรเช่นกัน (เจ้าหน้าที่เสริมว่า นอกจากสินค้าเกษตร ยังมีสินค้าจำพวกเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเภสัชภัณฑ์ด้วย)

งานถัดมาคือเรื่องกงสุล เราคาดว่ามีประชากรชาวดัตช์ 20,000 คนอยู่ในเมืองไทย ที่ใช้คำว่าคาดเพราะเราไม่มีการสำรวจ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เรามีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดมาก เราต้องดูแลประชากรชาวดัตช์สองหมื่น และนักท่องเที่ยวสองแสนคน

เนเธอร์แลนด์เป็นเมืองหลวงจักรยานของโลก

ใช่เลย คุณรู้ไหมว่า ชาวเนเธอร์แลนด์มีจักรยานเฉลี่ยคนละ 1.7 คัน มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก อันดับสองคือเดนมาร์ก 1.1 คัน ตามมาห่างมาก (หัวเราะ)

คุณเป็นนักปั่นไหม

คุณคุ้นเคยกับการแข่งขันจักรยานทางไกลในยุโรปไหม มีเส้นทางแข่งขันคลาสสิกเส้นหนึ่งจากฝรั่งเศสไปเบลเยียม ยาว 220 กิโลเมตร ผมไม่ได้ไปแข่งในรายการนั้นนะ แต่ตอนหนุ่มๆ ผมกับเพื่อนๆ 4 คน เอาจักรยานเสือหมอบไปปั่นเส้นนี้ 5 ครั้ง ปั่นกันสนุกๆ แบบมือสมัครเล่น แต่การปั่นจบในหนึ่งวันก็ถือว่าไกลอยู่

ตอนอยู่อัมสเตอร์ดัม คุณใช้จักรยานในชีวิตประจำวันไหม

แน่นอนที่สุด ผมปั่นจักรยานทุกวัน อย่างแรกเลยเพราะมันดีต่อสุขภาพ ต่อส่ิงแวดล้อม มันคือวิธีเดินทางจากจุดเอไปจุดบีในอัมสเตอร์ดัมที่เร็วที่สุด ถ้าขับรถไปต้องเสียค่าจอดรถชั่วโมงละ 200 บาท ไปธุระ 3 ชั่วโมง ก็ 600 บาท แพงอยู่นะ มีรูปหนึ่งที่คลาสสิกมากๆ ตอนที่ประธานาธิบดีโอบามามาประชุมที่เนเธอร์แลนด์ เขาเดินทางมาที่ประชุมด้วยเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ ส่วนนายกรัฐมนตรีของเราขี่จักรยานไป มันแตกต่างกันมากๆ (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการเป็นเอกอัครราชทูตที่ประเทศไทย

ผมต้องพยายามไม่กินเยอะ (หัวเราะ) ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ การผสานความแตกต่างของสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ไทยมีวัฒนธรรมเฉพาะของตัวเอง ดัตช์ก็เช่นกัน มันน่าสนใจที่เราจะรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน นี่คือส่วนหนึ่งของงานเรา การดูแลชุมชนชาวดัตช์ที่นี่ก็ท้าทาย ที่เหลือเป็นเรื่องของความรื่นรมย์ในการทำงานแล้ว ผมได้รับสิทธิพิเศษในการทำงานที่นี่ท่ามกลางบรรยากาศที่เปรียบเหมือนโอเอซิสกลางเมืองใหญ่ที่มีประชากร 10 ล้านคน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต ผมรู้สึกพิเศษมากที่ได้ทำงานที่นี่ และได้พักที่นี่


บ้านหลังนี้ใช้จัดงานบ่อยแค่ไหน

เจ้าหน้าที่สถานทูตบอกว่า ในรอบปีหรือ 52 สัปดาห์ เราจะมีงานประมาณ 52 งาน แต่ผมว่ามันบ่อยกว่านั้นนะ เราจัดงานสัปดาห์ละ 1 – 2 งาน เรามีงานที่หลากหลายมาก นอกจากในตัวบ้าน เรายังใช้พื้นที่บริเวณสวนจัดหลายๆ งาน เมื่อเร็วๆ นี้เราจัดงานปาร์ตี้เฉลิมฉลองวันชาติมีแขก 900 คน มีวงดนตรีมาเล่นตั้งแต่เย็นถึงช่วงดึก (เจ้าหน้าที่เสริมว่า ทุกครั้งที่จัดงานปาร์ตี้ทางสถานทูตจะส่งจดหมายแจ้งให้เพื่อนบ้านโดยรอบทราบล่วงหน้าเพราะงานจะมีเสียงรบกวนถึงบริเวณใกล้เคียง) อีกทั้งยังมีฉายหนังกลางแปลง จัดงานระลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เราลดธงครึ่งเสาและยืนไว้อาลัย เมื่อวานมีงานประชุมเอกอัครราชทูตดัตช์ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เราประชุมร่วมกันปีละครั้ง พรุ่งนี้จะมีงานพูดคุยและนิทรรศการภาพถ่ายเรื่อง LGBTI นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ในตัวบ้านจึงดูโล่งและมีรูปของงานนิทรรศการมาแขวนตามผนัง 


คุณชอบมุมไหนที่สุดในบ้าน

ตรงนี้เลย (โซฟารับแขก) มันสบายมาก ในครัวก็ดีนะ มันเป็นครัวที่สวยมาก มีหน้าต่างเล็กๆ มองออกไปเห็นสวน เป็นครัวที่รื่นรมย์ต่างจากครัวทั่วไป อีกที่ที่พิเศษมากๆ ก็คือ หอคอยด้านบน เป็นห้องเล็กๆ ร้อนหน่อย แต่เป็นสถานที่ที่ดี ถ้าคุณไม่อยากคุยกับใครก็ขึ้นไปบนนั้นแล้วปิดประตู (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

พื้นที่ชั้นสองใช้ทำอะไร

ไม่ได้ใช้งานมากนัก ตอนนี้ใช้เก็บของเป็นหลัก มีห้องพักแขก แล้วก็มีทางเดินเชื่อมไปบ้านพักของผมซึ่งเป็นอาคารที่สร้างใหม่อยู่ติดกัน ในอนาคตผมอยากใช้พื้นที่นี้จัดนิทรรศการศิลปะ แสดงภาพวาด


คุณชอบพื้นที่สีเขียวในสถานทูตไหม

มันเยี่ยมมาก ผมชอบสัตว์ที่นี่มาก ผมเรียกมันว่า อีกัวน่า เออ ภาษาไทยเรียกว่าอะไรนะ (หันไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตอบว่า ตัวเงินตัวทอง) มันตัวใหญ่มาก ยาวเกือบ 2 เมตร จะเรียกว่าเป็นจระเข้ตัวน้อยๆ ก็ได้ มันว่ายน้ำตลอดเวลา กินปลาในน้ำ มีรังซึ่งผมเดาว่าอยู่ใต้บ้านหลังนี้ ตอนกลางคืนคุณจะเห็นมันกลับรัง หายไปใต้บ้านหลังนี้ ผมชอบตอนกลางคืนนะ คุณจะได้ยินเสียงเหมือนป่ากลางกรุงเทพฯ ที่นี่มีกระรอกตัวน้อยปีนต้นไม้ มีนก มีสัตว์อื่นๆ เราควรรักษามันไว้ให้เป็นสมบัติของกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา (เจ้าหน้าที่เสริมว่า มีปู่เต่าเป็นสัตว์ที่อยู่คู่สถานทูตมานานมาก พี่ๆ คนสวนที่อยู่มานานบอกว่าปู่เต่าอยู่มาก่อนเขา คาดว่าเกิน 40 ปี ท่านทูตเพิ่งมาประจำที่นี่ยังไม่มีโอกาสเจอปู่เต่าของเรา)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เวลาว่างคุณทำอะไร

นอกจากอ่านหนังสือ ผมพยายามวิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน ที่สวนลุมพินี ผมไปวิ่งตอนเย็น มันสนุกมากที่ได้วิ่งที่นั่น เพราะมีคนไทยวิ่งกันเป็นพันคน ทั้งหนุ่ม แก่ อ้วน ผอม วิ่งเร็ว วิ่งช้า และเดิน ผมวิ่งจากสถานทูตไป 700 เมตร วิ่ง 2 รอบ 5 กิโลเมตร วิ่งกลับมาก็ 6.5 กิโลเมตร


คุณวิ่งคนเดียวเหรอ

ใช่ แต่วันอาทิตย์ผมไปวิ่งกับชมรมวิ่งนักการทูต เราพบกันวันอาทิตย์ตอนห้าโมงเย็น คุยกันสัก 10 นาที แล้วต่างคนก็ต่างวิ่งตามจังหวะของตัวเอง เราวิ่งความเร็วไม่เท่ากัน ไม่ได้แข่งกัน สมาชิกทั้งหมดน่าจะมีประมาณ 15 คน มีทูตไอริช สวีเดน นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ บางครั้งก็มีเพื่อนๆ ทูตมาด้วย แต่ไม่เคยมากันครบสักที เป็นกลุ่มที่ดี


คุณต้องเรียนภาษาไทยไหม

ไม่ต้อง แต่ผมอยากเรียนนะ ในกลุ่มนักการทูตเราคุยเรื่องนี้กันว่า คุณต้องเรียนภาษาไทยมากแค่ไหน และคุณอยากเรียนภาษาไทยมากแค่ไหน ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากมาก ผมพยายามเรียนรู้ประโยคง่ายๆ แต่ถ้าให้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการใช้ชีวิตเป็นภาษาไทย ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้นะ (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่


คำศัพท์ภาษาดัตช์คำไหนแปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้

Gezellig หมายถึง บรรยากาศสบายๆ แต่มันมากกว่านั้น มันหมายถึงรู้สึกดีที่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน รู้สึกสบาย เป็นคำที่ดัตช์มาก ชาวดัตช์ทุกคนรู้ว่าแปลว่าอะไร ถ้าคุณเดินในอัมสเตอร์ดัมหรือเมืองอื่น มองเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ช่วงหัวค่ำ คุณจะเห็นด้านใน ไม่มีใครปิดม่าน มันเป็นความรู้สึกของการเปิดเผย เป็นความรู้สึกของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดัตช์มาก คาแรกเตอร์ของชาวดัตช์คือเปิดเผย ตรงไปตรงมา ผมไม่รู้ว่ามีชาติไหนที่เปิดม่านตอนหัวค่ำแบบนี้อีกนะ นอกจากนี้เราก็ยังมีคำที่คนต่างชาติออกเสียงไม่ได้ เพราะจะมีเสียงในลำคอเยอะๆ อย่างเช่น Scheveningen (ชื่อชายหาด) หรือ Afsluitdijk (ชื่อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

คำถามสุดท้าย ช่วงบอลโลกปีนี้คนดัตช์จะทำอะไรกัน

ผมคิดว่าการสัมภาษณ์นี้จบแล้วนะ (หัวเราะ) ผมเคยบอกว่า ในสถานทูตเรามีอิสรภาพในการแสดงความเห็น และเราต่อต้านการเซ็นเซอร์ แต่สิ่งหนึ่งผมห้ามแน่ๆ คือการพูดคำสองคำในประโยคเดียวกัน คุณจะพูดคำว่า World ในความหมายไหนก็ได้ คุณจะพูดว่า Cup ในความหมายไหนก็ได้ แต่ห้ามพูดคำว่า World Cup ติดกัน เพราะทีมชาติเราไม่ได้ไปแข่งด้วย (หัวเราะ)

ส่วนตัวผมเชียร์เบลเยียม ผมเคยอยู่ท่ี่นั่นนานพอสมควร ชาวเบลเยียมน่ารัก คนดัตช์ส่วนใหญ่ชอบเบลเยียมมาก พวกเขามีทีมฟุตบอลที่ดี เราจะเชียร์เบลเยียม

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บ้านไม้สีขาวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาด 22 ไร่ ริมถนนวิทยุ หลังนี้มีอายุ 103 ปี

เป็นบ้านวัยคุณปู่ที่ให้ความรู้สึกทั้งร่มเย็นและอบอุ่น

บ้านหลังนี้ได้รางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2527

ที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวกลางเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

และที่นี่ทำหน้าที่เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา มาครบ 70 พอดี

ในวาระนี้ คุณกลิน เดวีส์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยินดีเปิดบ้านอายุร้อยกว่าปีหลังนี้ ให้เว็บไซต์อายุไม่กี่วันอย่าง The Cloud ได้เป็นแขกพิเศษ

ย้ายบ้าน

“วันหนึ่ง เราขับรถไปบ้านของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามถนนดินขรุขระ ถนนนั้นชื่อว่า ถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุของกองทัพเรือ ในฤดูฝน ถนนเป็นโคลนตมจนแทบจะใช้การไม่ได้ แต่บนถนนแห่งนี้ เรามองไปสุดทางเดินสายหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยต้นจามจุรี เห็นบ้านเก่าโทรมหลังหนึ่งทาสีน้ำตาลช็อกโกแลต บานเกล็ดห้อยกระเท่เร่ อันที่จริง บ้านหลังนี้ทรุดเอียงไปข้างหนึ่ง สวนขนาดใหญ่รอบตัวเรือนเต็มไปด้วยขยะจากสงครามขึ้นสนิม อันได้แก่ ซากรถจี๊ป รถบรรทุก โครงตั้งปืนใหญ่ และรถถัง ที่กองทัพญี่ปุ่นทิ้งไว้ คูน้ำกว้างที่ล้อมรอบบริเวณบ้านก็มีขยะขึ้นสนิมโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แลดูน่าเกลียดมาก”

นั่นคือภาพแรกของบ้านหลังนี้ในความทรงจำของ นางโจเซฟิน สแตนตัน ภริยาของนายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก ซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ Brief Authority ในช่วงพ.ศ. 2490 มีการสำรวจหาสถานที่เพื่อใช้เป็นบ้านพักอย่างเป็นทางการของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หลังจากเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้รับอนุมัติให้เช่า ‘บ้านพักที่เหมาะสม’ ซึ่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นนั้นมีสถานที่ให้เลือกไม่มาก

นางสแตนตันจึงตัดสินใจขออนุญาตบูรณะบ้านหลังนี้จากกระทรวงการต่างประเทศ เธอเล่าว่า “คนงานกลุ่มใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมเรือน ซึ่งเป็นงานใหญ่สาหัสที่กินเวลากว่าหลายเดือน และยิ่งลำบากด้วยเหตุที่ว่ากรุงเทพฯ ช่วงหลังสงครามนั้นขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสีทา เครื่องสุขภัณฑ์ สายไฟทุกชนิด พัดลม เครื่องมือวัสดุงานช่าง ของจำเป็นแทบทุกอย่างนั้นกว่าจะได้มาต้องไปหาตามร้านขายของมือสองหรือ ‘ตลาดมืด’ และทั้งหมดมีคุณภาพไม่สู้ดีนัก…”

บ้านไม้หลังนี้จึงกลับมามีชีวิตอีกครั้งและกลายมาเป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ขึ้นบ้านเก่า

ไม่กี่วันหลังงานฉลองครบรอบ 70 ปี ในการทำหน้าที่เป็นบ้านพักของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ผมกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง มุมมองจากหน้าประตูรั้ว ดูเป็นบ้านที่สวยงามและร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สบายตาด้วยพื้นที่สีเขียว บ้านไม้ก็ดูงามสง่า แตกต่างจากที่นางโจเซฟิน สแตนตัน เห็นครั้งแรกเมื่อ 70 ปีก่อน

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

เมื่อผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากเข้ามา พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังบ้านพัก ทักทายเจ้าหน้าที่สถานทูตชาวอเมริกันอีก 2 – 3 คน แล้วถอดรองเท้าเดินขึ้นชั้นสองของบ้าน ซึ่งเป็นที่พักของท่านทูตกับภรรยา และใช้เป็นที่รับแขกพิเศษ

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“ผมขอแสดงความยินดีกับการเปิดตัวเว็บไซต์ของคุณเมื่อวาน” ท่านทูต กลิน เดวีส์ เริ่มต้นทักทายพวกเราด้วยความเป็นกันเองและรอยยิ้ม ท่านพาเราไปนั่งคุยที่ชุดรับแขกใกล้หน้าต่างที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ผมเริ่มต้นถามถึงความเป็นอเมริกันในบ้านหลังนี้

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านอเมริกัน เป็นส่วนผสมของบ้านแบบไทยกับยุโรปสไตล์วิกตอเรียน สร้างด้วยวัสดุแบบไทยคือไม้สัก ซึ่งตกแต่งได้สวยมาก นายเบลีย์ เจ้าของบ้านคนแรก เป็นคนมีอารมณ์ขัน เขาจึงใส่อารมณ์ขันเข้ามาในบ้าน คุณจะเห็นงานปั้นหน้าคนอยู่ตรงโค้งเหนือหน้าต่าง ทุกหน้ามีจมูกแบบฝรั่งแต่มีตาแบบไทย แล้วก็มีใบหน้าที่แตกต่างกันหมดเลย”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ท่านทูตเล่าประวัติบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า นายโฮเรชีโอ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษ ของบริษัท Bangkok Dock Company ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทอเมริกันแรกๆ ที่ดำเนินกิจการในสยาม สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 หรือ 103 ปีก่อน นายเบลีย์ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเครื่องเงินให้แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยปฏิบัติราชการเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้รับพระราชทินนามว่า ‘พระปฏิบัติราชประสงค์’

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

นายเบลีย์แต่งงานกับชาวไทย ทายาทคนหนึ่งในตระกูลของเขาก็คือนักแสดงชื่อดัง วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หลังจากที่วิศวกรชาวอังกฤษเสียชีวิตใน พ.ศ. 2463 กระทรวงการคลังก็ซื้อบ้านหลังนี้ แล้วใช้เป็นที่ทำการของสถานทูตเบลเยียมในช่วง พ.ศ. 2465 – 2470

พ.ศ. 2470 เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศได้ขอโอนบ้านหลังนี้ไปอยู่ในการดูแลของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อใช้เป็นบ้านพักของนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันคนที่ 4 ของกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ยึดบ้านหลังนี้ แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกว่าญี่ปุ่นใช้บ้านหลังนี้ทำอะไร นอกจากเป็นที่พักของทหาร ในปัจจุบันยังมีคราบน้ำมันที่เปื้อนกระเบื้องปูนอกชานและรอยไหม้จางๆ จากเตาถ่าน 1 – 2 รอยบนพื้นไม้สักอยู่

เมื่อสงครามสงบลง นางโจเซฟิน สแตนตัน ก็มาพบบ้านหลังนี้ และติดต่อขอเช่าจากรัฐบาลไทย เพื่อใช้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา นับถึงวันนี้ก็ครบ 70 ปีพอดี

เยี่ยมบ้าน

“บ้านหลังนี้สวยมาก เราโชคดีมากที่ได้อยู่ที่นี่ เรามีห้องอีก 2 – 3 ห้องด้านหลัง เป็นห้องส่วนตัว แต่โดยรวมๆ แล้วบ้านหลังนี้เอาไว้รับแขก มีคนมากมายมาที่นี่” พูดจบ ท่านทูตกลิน เดวีส์ ก็ชวนเราเดินสำรวจพื้นที่ชั้นสองของบ้าน

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“โครงสร้างพื้นฐานของบ้านหลังนี้เป็นแบบเรือนไม้เขตร้อนดั้งเดิม ใช้ระบบเสาโครงค้ำยัน หนุนหลังคาและพื้นทั้งหมดด้วยโครงและเสา พอเวลาผ่านมา 1 ศตวรรษ คุณจะเห็นว่าพื้นเริ่มไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นัก” ท่านทูตชี้ให้ดูพื้นตรงระเบียง แล้วอธิบายต่อว่า เมื่อก่อนเป็นระเบียงโล่ง แต่มาติดกระจกและเครื่องปรับอากาศเมื่อ พ.ศ. 2516 จากนั้นก็พาเราเดินต่อไปดูผนังไม้สักที่เพิ่งขูดสีที่ทาไว้ 70 ปีออก เผยผิวไม้สักดั้งเดิม ซึ่งกำลังรอขัดด้วยขี้ผึ้ง

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนั่งเล่น แต่ตอนนี้เป็นห้องอาหาร” ท่านทูตพาเดินเข้ามาอีกห้องซึ่งมีโต๊ะตัวยาววางเด่นอยู่กลางห้อง แล้วพาเดินไปดูห้องอาหารเดิม ซึ่งตอนนี้ปรับเป็นห้องนั่งเล่น แต่ไม่ค่อยได้ใช้เพราะมืดไปหน่อย ท่านทูตชอบนั่งเล่นที่ริมหน้าต่างมากกว่า

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ท่านทูตพาเราเดินกลับมาที่มุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง แล้วโชว์รูปที่ตั้งอยู่บนเปียโนให้ดูทีละรูป เร่ิมด้วยพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะกำลังทรงเปียโน แล้วก็รูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ขณะเสด็จฯ มางานเลี้ยงในสวนของสถานทูต อีกรูปเป็นนักแสดงชาวอเมริกันชื่อดัง มาร์ลอน แบรนโด ที่มาเยือนสถานทูตเมื่อครั้งเดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Ugly American ในประเทศไทย (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมแสดงด้วยในบทนายกรัฐมนตรี) ที่เหลือเป็นภาพของท่านทูตกลิน ที่ถ่ายร่วมกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร สมเด็จพระเทพฯ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกหลายคน

“ผมชอบบ้านนี้ตรงพื้นที่มันโปร่งโล่ง เราไม่ค่อยให้ใครขึ้นมาบนนี้เพราะกลัวมันทรุด แล้วก็ห้ามเต้นบนบ้านด้วย ตอนมาถึงผมได้รับบันทึกข้อความว่า คุณห้ามเต้นบนบ้าน” ท่านทูตหัวเราะเสียงดัง

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

แขกบ้านแขกเมือง

“ที่นี่เป็นมากกว่าที่พัก เป็นพื้นที่สำหรับดำเนินงานด้านการทูต เราใช้การทูตเพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ คุยเรื่องหนักๆ บ้าง เรื่องสนุกๆ บ้าง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญเราจะคุยกันที่นี่ เรามีแขก มีงานเลี้ยงต้อนรับ มารับประทานอาหารเที่ยง หรือมาสัมมนา บ่อยมาก สองสามครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่านั้น”

ท่านทูตบอกว่า แขกที่มาเยือนมีทั้งตัวแทนจากรัฐบาลไทย แขกจากสหรัฐอเมริกา และภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศ รวมไปถึงคนในแวดวงศิลปวัฒธรรมด้วย ซึ่งการเลี้ยงต้อนรับจะจัดกันบริเวณชั้นล่างของบ้าน

“เราเพิ่งจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่ม LGBTI community มีคนมาหลายร้อยคน เป็นงานใหญ่มาก แล้วก็ยังมีงานที่เชิญศิลปินชาวไทย ผู้กำกับหนัง สื่อมวลชน นักวิชาการ นักเรียน ไม่นานมานี้เรามีแขกเป็นนักร้องและนักแสดงบรอดเวย์ซึ่งมาพร้อมนักร้องชาวไทย เขาร้องเพลงและเล่นเปียโนที่นี่ด้วย ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเมืองไทยมากขึ้น”

ถ้าใครเคยได้มาร่วมงานของสถานทูตอเมริกาอยู่บ้าง คงทราบดีว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับการเชิญแขกที่เป็นนักเรียนนักศึกษามาก ท่านทูตให้เหตุผลว่า “งานส่วนหนึ่งของสถานทูตก็คือ การพยายามทำความเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่กำลังคิดอะไร เราอยากคุยกับพวกเขา อยากให้เขาเข้าใจอเมริกา เราพยายามมองหาเด็กเก่งๆ ในเมืองไทย เราอยากรู้จักพวกเขา เราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

อยู่บ้าน

ท่านทูตบอกว่า สิ่งที่ดีมากอีกอย่างของบ้านนี้ก็คือ ที่นี่มีพื้นที่สีเขียวขนาด 22 ไร่ มีทางน้ำที่เชื่อมมาจากคลอง เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีสัตว์อาศัยอยู่มากมายตามธรรมชาติ เช่น นกที่อาศัยบนยอดไม้ ฝูงปลาและสัตว์เลื้อยคลานที่แหวกว่ายอยู่ในสระ จึงได้รับการรับรองจาก U.S. National Wildlife Federation ว่าเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติหรือ Certified Wildlife Habitat เพราะมีปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติอย่างครบถ้วน ได้แก่ แหล่งอาหารและน้ำ ที่กำบังที่ปลอดภัย และที่อยู่อาศัยให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูกของตน

“พื้นที่ตรงนี้เป็นของประเทศไทย เราเช่ามา 70 ปีแล้ว เราดูแลอย่างดีเพราะมันเป็นของประเทศไทย วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้อยู่ที่นี่ก็หวังว่าเมืองไทยจะดูแลมันต่อ นอกจากนี้เรายังมีพื้นที่ในส่วนของสถานทูตอีก 3 แปลง ซึ่งเราดูแลเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน”

หลายเดือนก่อน สถานทูตเพิ่งมีงานปล่อยเต่าในสถานทูต เป็นการช่วยชีวิตเต่า 89 ตัว จากการถูกทอดทิ้งและบาดเจ็บเพราะอาศัยในแหล่งที่ผิดธรรมชาติ สถานทูตจึงขอมาปล่อยภายในสถานทูตโดยทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และเยาวชนทั้งโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทย

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

เมื่อถามว่า ท่านทูตใช้เวลากับพื้นที่ไหนในบ้านนานที่สุด คำตอบคือ

“ผมอยู่ที่สระว่ายน้ำบ้าง อ่านหนังสือในห้องบ้าง อยู่ที่ยิมเล็กๆ ในบ้านพักรับรองของแขกบ้าง บางทีก็ที่ศาลา บรรยากาศตรงนั้นดีมาก เมื่อร้อยปีก่อนตอนนายเบลีย์สร้างบ้านหลังนี้ เขาขุดสระน้ำเล็กๆ เชื่อมกับคลอง แล้วก็ติดสปริงบอร์ดสำหรับโดดน้ำอันแรกของเมืองไทย ตอนนี้ฐานของบอร์ดก็ยังอยู่นะ เป็นคอนกรีต พอสถานทูตซื้อบ้านหลังนี้มา ก็สร้างสระว่ายน้ำขึ้นมาใหม่ ผมชอบไปที่ศาลานะ ตรงนั้นคุณจะได้เห็นนกสวยๆ เต่า บางทีก็งูเหลือมตัวใหญ่มาก” ท่านทูตหัวเราะ แล้ววิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ในสถานทูตดัตช์เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน “รังของมันอยู่ที่ต้นจามจุรี ผมเคยเจอมันกำลังเฝ้าไข่อยู่”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ออกจากบ้าน

ผมถามท่านทูตว่าพอจะมีเวลาเดินไปถ่ายรูปที่ศาลาไหม เขาหยิบคิวนัดหมายประจำวัน ซึ่งเป็นตารางที่พิมพ์ใส่ไว้ในซองพลาสติกขนาดเท่าโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดู แล้วตอบว่า ได้ ด้วยความที่เห็นตารางของวันนี้แน่นเอี้ยด ผมเลยอยากรู้ว่าวันนี้ท่านมีนัดหมายกี่งาน

“9 งาน ถือว่าเกินมาตรฐานนิดหน่อย บางวันมี 6 – 7 งาน ถ้ารวมงานตอนกลางคืนด้วย บางวันก็ 10 – 11 งาน อย่างคืนนี้เป็นวันเกิดของควีนเอลิซาเบธ เป็นวันชาติของสหราชอาณาจักร”

ระหว่างเดินไปที่ศาลา เราก็คุยกันต่อ

“ผมกับภรรยาชอบเดินทางมาก เราชอบเดินทางไปตามที่่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย แล้วก็เมืองต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ผมชอบเชียงใหม่ เป็นเมืองที่สวยมาก คนอเมริกันชอบทะเล เราไปทะเลทางภาคใต้หลายครั้ง ผมชอบอุทยานแห่งชาติด้วย” ท่านทูตเล่า

ในการเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ท่านทูตพยายามไปพบเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ทำงานในระดับจังหวัด พยายามไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยท้องถิ่น และคุยกับคนอเมริกันที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่เดินทางมาสอนหนังสือ

“เมืองไทยเป็นประเทศที่สวยงาม แต่สิ่งที่สวยที่สุดคือคนไทย 60 – 70 ล้านคน ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันทั้งขนาด ตำแหน่ง และประวัติศาสตร์ แต่เรามีบางสิ่งเหมือนกัน เราให้ค่ากับสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือ ครอบครัว เสรีภาพ การเป็นเอกราช และเรารักความสนุกเหมือนกัน นั่นทำให้คนอเมริกันกับไทยมีความสัมพันธ์กันมาเกือบ 200 ปี เป็นเพื่อนกันโดยธรรมชาติ”

ท่านทูตขยายความเรื่องความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับอเมริกาเรื่องการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติว่า “เราตั้งอุทยานแห่งชาติด้วยความคิดชุดเดียวกัน อเมริกาต้ั้งมาร้อยกว่าปี แต่ไทยเพิ่งตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็มีอุทยานแห่งชาติสวยๆ มากมาย อเมริกามีประสบการณ์บางอย่าง เช่นการรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การจัดการขยะ การเก็บเงินมาดูแลอุทยาน ในขณะที่ไทยก็มีประสบการณ์ในการอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่า อย่างนกเงือก หรือเสือ เราเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้”

ผมปิดท้ายบทสนทนาด้วยคำถามที่ว่า ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอเมริกันได้สักคำ ท่านทูตกลินจะสอนคำว่าอะไร

“สนุก” ท่านทูตออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ แล้วหัวเราะร่วน “คนอเมริกันชอบ chill out คำว่า สนุก น่าจะเป็นคำที่ถูกต้อง แต่ยังมีคำดีๆ อีกหลายคำ ผมชอบคำว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ‘วัฒนธรรม’ มันเท่มาก ภาษาของคุณเป็นภาษาดนตรี ผมชอบคำที่เสียงเพราะ จนต้องไปหาว่ามันแปลว่าอะไร คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ก็เป็นการแสดงออกที่ดี คนอเมริกันน่าจะชอบ ผมเรียนภาษาไทยกับครูทุกสัปดาห์ แต่ผมพบว่า การเริ่มต้นเรียนภาษามันง่ายกว่านี้ถ้าเรียนตอนอายุสักสี่สิบ ไม่ใช่หกสิบแบบผม” ท่านทูตปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ภาพ: หนังสือ Residential Heritage โดยสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ

The Residence of the American Ambassador

Location: ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Note: ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้า

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load