โขม แปลว่า ละเอียด

พัสตร์ แปลว่า ผ้า

โขมพัสตร์ จึงแปลว่า ผ้าที่ละเอียดอย่างยิ่ง

โขมพัสตร์ เป็นแบรนด์ผ้าพิมพ์ลายสัญชาติไทยที่ยังคงทำด้วยมือทั้งหมด ตั้งแต่วาดลายลงบล็อกสกรีน ผสมสี และเลือกคู่สีที่ใช้กับผ้าจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เห็นเป็นต้องจำได้

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

เรารู้จัก ‘โขมพัสตร์’ ครั้งแรกตอนที่คุยกับ Indigo Skin กางเกงยีนส์แบรนด์ไทยคุณภาพ ที่เก่งเรื่องใส่รายละเอียดลูกเล่นความเป็นไทยลงไปจนถูกใจคนรักยีนส์ทั่วโลก

เป็นการทำความรู้จักกันสั้นๆ ที่รู้เพียงว่า ผ้าชั้นในของกระเป๋ากางเกงยีนส์รุ่นหนึ่งของ Indigo Skin ใช้ผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ เพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่า ช่างเป็นแบรนด์ผ้าไทยที่สุขุมมิใช่เล่น

ทันที The Cloud รู้ว่า โขมพัสตร์ ในมือทายาทรุ่นที่สาม กำลังสร้าง Khom (โขม) แบรนด์ใหม่ที่สนุกสนานขึ้นด้วยสีสันและลวดลาย เพราะลดทอนรายละเอียดความเป็นไทยจนเกิดเป็นกราฟิกที่เข้าถึงง่าย เราก็ขอนัดพบ คุณกจง-อัสสยา ทิมบลิค ที่ร้านโขมพัสตร์ สาขาสุขุมวิท 40 ในช่วงสายวันหนึ่ง

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

นอกจากเรื่องความเป็นมาของแบรนด์ ไปจนถึงเรื่องราวการรับช่วงต่อของอดีตนักการธนาคาร เราพบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้บางสิ่งยืนหยัดอยู่ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับตัวให้ทันสมัย แต่เป็นการรู้จักแก่นและตัวตนของเรา และเลือกรักษาสิ่งที่สำคัญ

พูดไปคุณคงไม่เชื่อ ว่าระหว่างที่สนทนาและเขียนบทความนี้อยู่ เจ้าผ้าพิมพ์ลายนับร้อยนับพันของโขมพัสตร์ ในชั้นตรงหน้า ปลุกสัญชาตญาณแม่บ้านญี่ปุ่นในตัวดิฉันจนเสียสมาธิไปหมด

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะใจแข็งพอ ไม่ลุกไปเลือกลายผ้ามาทำชุดกระโปรงก่อนที่จะอ่านบทความนี้จบ

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
ธุรกิจ : แบรนด์โขมพัสตร์ (พ.ศ. 2491)
ประเภทธุรกิจ : แฟชั่นและสิ่งทอ
อายุ : 70 ปี
ผู้ก่อตั้ง : พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร, หม่อมเจ้า ผจงรจิตร์ กฤดากร
ทายาทรุ่นที่สอง : ม.ร.ว. ภรณี รอสส์, ม.ร.ว. อัจฉรียา คงสิริ, ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์
ทายาทรุ่นที่สาม : คุณนันทสิริ อัสสกุล (น้ำผึ้ง), คุณอัสสยา ทิมบลิค (กจง)  (พ.ศ.2549)

พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์

แรกเริ่มเดิมทีกระบวนการของผ้าโขมพัสตร์หนึ่งผืนจะเริ่มตั้งแต่การทอผ้าด้วยมือ จนแล้วเสร็จออกมาเป็นผ้าผืนสำเร็จ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคทายาทรุ่นสองที่เริ่มเป็นธุรกิจเต็มตัว พี่น้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริหารตัดสินใจหยุดการทอผ้าเพื่อให้เวลากับการพัฒนาทักษะการพิมพ์ลายผ้า การออกแบบลาย และการทำสี จนโขมพัสตร์กลายเป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้

“โขมพัสตร์ในยุคของคุณแม่ (ม.ร.ว. อัจฉรียา คงสิริ) ซึ่งเป็นทายาทรุ่นสอง หลังจากเรียนจบจากวัฒนาวิทยาลัย ก็เลือกเรียนต่อด้านวิศวเคมีที่เยอรมนี เพื่อศึกษาเรื่องสีโดยตรง ก่อนจะกลับมาทำงานที่บ้าน โดยคุณแม่จะทำงานกับทางโรงงานโดยตรง ขณะที่คุณป้า (ม.ร.ว. ภรณี รอสส์) จะดูเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าและดูแลแฟชั่นโชว์ทั้งหมด และคุณน้า (ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์) จะดูแลธุรกิจทั้งการเงินและบริหารบุคลากร” คุณกจงเริ่มเล่าเส้นทางของโขมพัสตร์ก่อนมาถึงมือของเธอKhom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

บรรยากาศโรงงานโขมพัสตร์ในความทรงจำของคุณกจง นอกจากจะมีเครื่องจักรเครื่องโตและอบอวลไปด้วยความร้อนเพราะเครื่องทำงานตลอดเวลา ยังเรียงรายด้วยคนงานที่ขะมักเขม้นพิมพ์ผ้าด้วยมือกันมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งโรงงาน ขณะที่เรื่องการออกแบบลวดลายส่วนใหญ่จะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวที่พบเจอ ไม่ได้มีแนวทางหลักการมากมายนัก จนกระทั่งโรงละครแห่งชาติเข้ามาติดต่อขอให้โขมพัสตร์พัฒนาวิธีการทำผ้าเกี้ยว ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผ้าสำหรับใส่เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ เพื่อนำผ้าไปใช้สำหรับใส่แสดงละคร

“คุณชายยง (ม.ร.ว. ยงสวาสดิ์ กฤดากร) เห็นจึงแนะนำว่า น่าจะนำผ้าเกี้ยวมาต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อเก็บรักษาลายนี้ไว้ และจนถึงวันนี้ก็ยังมีคนมาหาซื้อผ้าเกี้ยวอยู่มากมาย” คุณกจงเล่าที่มาของลายผ้าสำคัญของโขมพัสตร์

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ลายเซ็น

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ใครคือกลุ่มลูกค้าที่ซื้อผ้าพิมพ์ลายไทย

และคำตอบของคุณกจงก็สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเธอบอกเราว่า กลุ่มลูกค้าของโขมพัสตร์ส่วนใหญ่ คือ คนไทย ขณะที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเริ่มรู้จักและให้ความสนใจโขมพัสตร์ ก่อนหน้าคุณกจงมารับช่วงต่อจากคุณแม่และพี่น้องไม่นาน ก่อนจะเสริมว่า สมัยนี้ก็ยังมีคนซื้อผ้าไปตัดเสื้ออยู่ และไม่ได้มีแค่ผ้าลายไทยทั้งหมดที่เป็นที่นิยม โขมพัสตร์ยังมีผ้าพิมพ์ลายดอกไม้หวานๆ  และกราฟิกเท่ๆ อีกด้วย

“แม้ยอดขายจะขึ้นๆ ลงๆ ตามระบบเศรษฐกิจ สิ่งที่ช่วยให้โขมพัสตร์ดำเนินมาถึงทุกวันนี้คือ แนวคิดของคุณแม่ที่ยึดถือเสมอมาว่า อย่าลงทุนเกินตัว ทำเท่าที่กำลังเราพอจะทำได้ ให้เราอยู่ได้ แค่ไม่ขาดทุน” คุณกจงยิ้มตอบเมื่อเราย้ำถามผลประกอบการโดยรวม

นอกจากลายและสีของผ้าโขมพัสตร์จะแตกต่างจากผ้าทั่วไป สิ่งที่คนไม่เห็นคือ กรรมวิธีการผลิตผ้าพิมพ์ลายที่ทำด้วยมือทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจที่ผ้าพิมพ์ลายของโขมพัสตร์จะให้สีเฉพาะแตกต่างกันในรอบการผลิต

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

คัดลายมือ

จากเรื่องราวของทายาทรุ่นสอง ที่พี่น้องทั้งสามแยกย้ายศึกษาต่อ เพราะรู้ว่าต้องกลับมารับช่วงต่อกิจการที่ครอบครัวประกอบการด้วยใจรักในสิ่งที่ทำ แต่คุณแม่ของคุณกจงก็ไม่เคยสร้างความกดดันหรือความคาดหวังของการเลือกเส้นทางสายนี้แต่อย่างใด

“ท่านอยากให้เราเลือกชีวิตแบบที่ต้องการเอง เราจึงเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ก่อนจะทำงานสายการเงินและธนาคารเหมือนคุณพ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่ต้องย้ายตามสามีไปต่างประเทศ เราจึงตัดสินใจใช้เวลาช่วงนั้นกลับไปเรียนปริญญาโทการจัดการอุตสาหกรรมสิ่งทอ เรียนรู้ถึงกรรมวิธีของการผลิต รู้จักเส้นใยเนื้อผ้าชนิดต่างๆ จากนั้นสมัครเข้าทำงานเพื่อหาประสบการณ์ในบริษัททำวอลเปเปอร์ชื่อ de Gournay ที่ลอนดอน เป็นบริษัทครอบครัวที่ขึ้นชื่อเรื่องการเขียนลายด้วยมือเช่นเดียวกับโขมพัสตร์”

“เมื่อมารับช่วงต่อธุรกิจโรงงานผ้าอย่างเต็มตัว วินาทีนั้นรู้เลยมั้ยว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” เราถาม ตามประสาแฟนคลับของงานผ้าพิมพ์ลาย

“ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นงานที่ยากเกินไป เหมือนอยู่ในจิตใต้สำนึก” คุณกจงตอบ

ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องงานอยู่ดี ที่อดีตนักการธนาคารดาวรุ่งจะเปลี่ยนกลับมาทำงานสายการผลิตและออกแบบซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โขมพัสตร์ในมือทายาทรุ่นสามอยู่ภายใต้การดูแลของคุณน้ำผึ้ง ลูกพี่ลูกน้องผู้รับหน้าที่ดูแลเรื่องการสื่อสารและการตลาด และคุณกจง ดูแลฝ่ายพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ ทั้งในโรงงานและงานออกแบบทั้งหมด

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ลายสะดวก

“ต่อให้เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรมากแค่ไหน เราพบว่าต้องเริ่มจากลงมือทำให้ดู เพื่อให้เกิดภาพเข้าใจที่ตรงกัน เพราะเขาจะไม่เข้าใจว่าคอลเลกชันคืออะไร จำเป็นแค่ไหน เพราะเมื่อก่อนใช้วิธีผลิตลายใหม่ตามรายสะดวก แต่เราอยากทำให้เกิดคอนเซปต์ มีคอลเลกชัน รู้จักนำเสนอเรื่องราวของเราออกไปสู่ลูกค้า” คุณกจงเล่าถึงสิ่งที่เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลง สร้างชีวิตชีวาให้กับแบรนด์อายุ 60 ปีในเวลานั้น

จนถึงวันนี้ 10 ปีแรกของการรับช่วงต่อ คุณกจงใช้เวลาช่วงแรกกับการดูแลระบบการทำงาน เริ่มจากระบบบาร์โค้ด ซึ่งที่ผ่านมาใช้วิธีบันทึกทุกอย่างด้วยลายมือ แต่เมื่อเริ่มนำซอฟต์แวร์มาใช้ ก็พบว่าระบบเบื้องหลังการจัดเก็บข้อมูลต่างหากที่สำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาไม่น้อย

ลำดับต่อมา ได้แก่ การทำแผนการกระตุ้นยอดขาย เพราะจะตั้งรับให้ลูกค้ามาหาเหมือนแต่ก่อนคงไม่ได้ เธอจึงคิดถึงการทำแบรนดิ้งจากแบรนด์ที่มี ทำอย่างไรจึงจะส่งต่อแก่นของโขมพัสตร์ไปสู่คนรุ่นใหม่

“เข้ามาทำจริงถึงได้รู้ว่าการสร้างแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีมากที่เรามีแบรนด์และสายงานการผลิตที่แข็งแรง โชคดีที่สุดคือเราไม่ได้ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ไป” คุณกจงเล่า

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ออกลายมาเลย ออกลายให้เห็น

สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนระหว่าง แบรนด์โขมและแบรนด์โขมพัสตร์ คือสีสันที่มีและลวดลายที่ลดทอนรายละเอียดไทยๆ บางส่วนออก จนเป็นลายผ้าที่สีสวยดูร่วมสมัย

คุณกจงเล่าที่มาให้ฟังว่า เธอเริ่มจากสังเกตตัวเองว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของครอบครัวมากนักนั้นเป็นเพราะอะไร พบว่าไม่ว่าจะด้วยสีสัน ลวดลายหรือแบบทรง เธออยากจะลองทำเสื้อผ้าในแบบที่เธออยากซื้อใส่

จากเมื่อก่อนที่โขมพัสตร์ขายผ้าพิมพ์ลาย 90 % เดี๋ยวนี้มีสัดส่วนเป็น 60 % ที่เหลือเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปและข้าวของเครื่องใช้ ทั้งการนำลายผ้ามาประยุกต์ทำสีใหม่ เปลี่ยนให้เข้าถึงได้และใช้งานได้จริง และเปลี่ยนแบบทรงการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้ร่วมสมัยขึ้น

“สนุกมากนะ เมื่อคิดได้อย่างนั้น เราก็สนุกกับการต่อยอด ทดลอง เสาะหา สร้างสรรค์สีหรือคู่สีใหม่ๆ โดยมีแรงบันดาลใจจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา และการเดินทางที่เรามักจะชอบสังเกตการแต่งตัวของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมต่างๆ แล้วนำกลับมาคิดต่อ”

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ขายผ้า เอาเถอะหนา…รอด

ระหว่างชวนคุณกจงคุยเรื่องความเหมือนและต่างของการทำธุรกิจในแต่ละยุค อยู่ๆ ก็นึกอิจฉาคนที่ทำธุรกิจสมัยก่อน เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีสื่อสารเร็วอย่างปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการยุคนั้นไม่สามารถเห็นความเป็นไปของร้านคู่แข่งได้ ยกเว้นว่าจะปลอมตัวไปสืบราชการลับถึงร้านเขา

“ซึ่งก็ทำให้เราจดจ่อ ทำในสิ่งที่อยากทำ และทำออกมาให้ดี จนกระทั่งออกมาเป็นสินค้าหรือบริการ ที่แม้แต่เราเองก็อยากซื้ออยากใช้” แม้จะอาศัยจุดแข็งของแบรนด์เรื่องคุณภาพทำการตลาดแบบปากต่อปาก มาถึงวันนี้คุณกจงก็ยอมรับกับเราว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทาย และเธอก็กำลังเรียนรู้อย่างจริงจัง

“ถึงแม้เราไม่มีคู่แข่งที่พิมพ์ผ้าด้วยมือ หรือมีลายเยอะแยะอย่างเรา ขณะเดียวกันตัวเลือกในตลาดมีเยอะขึ้น คนเลือกซื้อผ้าไปตัดน้อยลง และเมื่อลงมาเล่นในตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็เจอกับตัวเลือกที่มีมากกว่าหลายเท่า หลายสไตล์ หลายระดับ สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ให้เสียเอกลักษณ์ของเรา

“ที่สำคัญเราคิดว่าอาจจะทำธุรกิจแต่พอดีๆ พอให้มีความสุขกับการทำงาน แต่ว่าอย่าให้ขาดทุน หรือทำให้เราสามารถดูแลพนักงานเราได้ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศที่โรงงานหรือในออฟฟิศของโขมพัสตร์ก็มีความเป็นครอบครัวมากๆ ไม่เพียงพวกเราจะสืบทอดกันมา 3 รุ่น ตัวพนักงานเองเขาก็ส่งผ่านกันมาและทุกคนก็รักสิ่งที่ทำ” คุณกจงเล่า

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

เราจะทำดีที่สุด

ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่คุณกจงยอมรับกับเราว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าในโลกของธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นั้นเดินหน้าเร็ว และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเรายังคงอยู่ในกระแสธารานี้

และขณะที่ส่วนของงานสร้างสรรค์ต้องมองไปข้างหน้า เราก็ไม่อาจจะวิ่งได้ทันที โดยละเลยระบบการทำงานที่มีอยู่ก่อน ทั้งวิธีคิดทำงานแบบใหม่และการเลือกสรรออกแบบหน้าร้าน เพื่อเป็นตัวแทนนำเสนอสิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำงานออกมา

ที่สำคัญคือการยอมรับว่า กระบวนการนี้ต้องการเวลา

“เรามักจะบอกตัวเองเสมอว่า จำเป็นต้องให้เวลากับการสร้างแบรนด์นี้อย่างน้อย 3 ปี ถึงจะรู้ว่าสิ่งนี้คือคำตอบของการรับช่วงต่อแบรนด์หรือไม่ เร็วเกินไปถ้าจะรีบตัดสินสิ่งที่ทำในวันนี้” คุณกจงพูดถึงโขมแบรนด์น้องใหม่ที่อายุเพียง 8 เดือน ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำว่า

“มักจะมีคนถามจงเสมอว่า มีคำแนะนำอะไรสำหรับแบรนด์ใหม่ๆ บ้าง เราพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเอง ทำให้เขายอมแพ้กับสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ และเร็วเกินไป ทั้งที่อาจจะต้องรอดู ยอมให้ขาดทุนก่อนใน 2 – 3 คอลเลกชันก่อนจะคืนทุนมา เช่นเดียวกับที่เราอยากให้แบรนด์ Khom ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมานี้ ตั้งตัวและเติบโตได้อย่างแบรนด์โขมพัสตร์ และอยากให้สินค้าของเราไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ โดยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์อย่างแข็งขัน”

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
ภาพ : Khomapastr

โขมพัสตร์ (พ.ศ. 2491)

โรงงานโขมพัสตร์ที่หัวหิน ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือประมาณปี ค.ศ. 1948 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร และหม่อมเจ้า ผจงรจิตร์ กฤดากร โดยมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ทางการเมืองยุคหนึ่ง ทำให้ท่านตาและท่านยายของคุณกจงต้องย้ายไปอยู่ที่เวียดนาม

“เป็นจังหวะเดียวกับที่ท่านตาไม่ได้ทำงานราชการแล้ว จึงเริ่มทำธุรกิจเพื่อจุนเจือครอบครัว โดยเริ่มจากลงมือย้อมผ้าแพรขาย และเพราะพูดภาษาฝรั่งเศสได้ จึงติดต่อซื้อสีจากต่างประเทศเข้ามา ก่อนจะกลับมาตั้งโรงงานที่หัวหิน และพัฒนารูปแบบส่งต่อความเชี่ยวชาญจนเป็นโขมพัสตร์ในทุกวันนี้”

“จากความรักที่มีต่อผ้า ผสมความตั้งใจของท่านตาที่อยากนำลายไทยมาอยู่บนผ้าด้วยวิธี screenprint ไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าแรกสุดหรือไม่ แต่เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำลายผ้าด้วยวิธีการนี้ ซึ่งยุคนั้นนิยมเขียนลายไทยด้วยมือทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตผ้าลายไทยจำเป็นต้องใช้เวลา” คุณกจงเล่าย้อนความตั้งใจแรกเริ่มของผู้ก่อตั้งโขมพัสตร์จากคำบอกเล่าของครอบครัว

โขมพัสตร์ในยุคแรกเริ่มนั้น แม้จะเริ่มต้นแบรนด์จากความรัก ทดลองและลงมือทำด้วยตัวเอง จนออกมาเป็นผ้าพิมพ์ลายไทยคุณภาพดี แต่กระแสการตอบรับของตลาดไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะคนยุคนั้นมีรสนิยมและชื่นชอบสินค้าจากประเทศตะวันตก ไม่นิยมลายไทยบนผ้ามากนัก ผู้ก่อตั้งจึงปรับจากลายไทยมาเป็นลายวิถีชีวิตคนไทย แล้วนำเสนอสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ชาติตะวันตก เช่น กิจกรรมทานน้ำชาตอนบ่าย ทำหมอน ผ้าพันคอ และอื่นๆ นับจากวันนั้น โขมพัสตร์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาด แต่หลังจากนั้น 4 ปี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร ก็สิ้นพระชนม์ โขมพัสตร์จึงได้รับการดูแลและสานต่อโดยท่านยายของคุณกจงทั้งหมด

แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ในตอนนั้นเพราะเกิดไม่ทัน คุณกจงก็เล่าเรื่องโขมพัสตร์ที่จดจำจากภาพถ่ายว่า สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ ที่ตั้งโรงงานเป็นแหล่งปลูกฝ้ายชั้นดีของประเทศ และก่อนจะมีเครื่องจักรผลิตผ้าแบบสมัยนี้ หลังพิมพ์ผ้าเสร็จจะต้องนำผ้าไปตากแดดเรียงกันเป็นแถวยาวๆ

จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 70 ปีแล้ว ที่ผ้าพิมพ์ลายสัญชาติไทยแบรนด์นี้อยู่มาอย่างยาวนาน

“คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โขมพัสตร์ยังคงอยู่สร้างสรรค์คุณค่าและความสวยงามแบบไทยๆ ท่ามกลางกระแสที่ไหลเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา” เราถามทายาทรุ่นที่สาม

“สำหรับเราคิดว่าคงเป็นเพราะเรายังคงรักษากรรมวิธีการผลิตและเทคนิคที่ใช้แบบเดิมไว้ทั้งหมด และสิ่งนี้ทำให้คนกลับมาหาเราจริงๆ ต่อให้ปัจจุบันจะมีตัวเลือกมากมายในตลาดแค่ไหน สำหรับคนที่หลงใหลชื่นชอบการประดิดประดอย คุณภาพ และความประณีตของเรา ก็จะยังคงติดตามเราอยู่

“และอาจจะเป็นด้วยเราไม่ได้มีความทะเยอทะยาน อยากจะเติบโตเกินกำลังที่เราจะทำไหว เพราะในวันที่เราตัดสินใจลงทุนกับบางเรื่องมากจนเกินไป ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ และเพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่วันนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเติบโตไปอีกขั้น” คุณกจงตอบ

กรุงเทพมหานคร :
โขมพัสตร์ สาขาสำนักงานใหญ่ ถนนนเรศ โทร. 0-2266-8415 / โขมพัสตร์ และโขม สาขาสุขุมวิท Miracle Mall สุขุมวิท  ซอย 41 โทร. 0-2260-8889 / โขม ecotopia ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery
ประจวบคีรีขันธ์ :
Flagship store หัวหิน โทร. 0-3251-1250
www.facebook.com/khomapastrfabrics

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท สมใจบิซกรุ๊ป จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ขายปลีก-ส่งเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2498

อายุ : 67 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณสมใจและคุณนิยม เผดิมชิต

ทายาทรุ่นสอง : คุณสมสลวยและคุณณัฐวุฒิ วิทยานนท์, คุณลาวัลย์และคุณชาย ผดุงโยธี

ทายาทรุ่นสาม : คุณนพนารี พัวรัตนอรุณกร, คุณวิภวานีและคุณวิธวินท์ วิทยานนท์

ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง มีร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ตั้งอยู่ นักเรียนในละแวกนั้นรู้จักดีในนาม ‘สมใจ’ ซึ่งตั้งตามชื่อคุณยายผู้ก่อตั้ง

สมใจเริ่มจากร้านขายสารานุกรม ก่อนจะเพิ่มสินค้าจำพวกเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ เป็นแหล่งวัสดุและอุปกรณ์ชั้นดีของนักเรียนมัธยมและนักเรียนศิลปะ ผูกพันกันแบบที่นักเรียนเข้ามาฝากกระเป๋าเวลาโดดเรียนอยู่เสมอ

จากรุ่นก่อตั้ง มารุ่นสอง สู่ทายาทรุ่นสาม สมใจ เครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ ขยายหลายสาขาทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 

การค้าขายเพิ่มจากแค่หน้าร้านเป็นช่องทางออนไลน์

ระบบคลังสินค้าและการจัดซื้อที่เคยแยกขาดกันเป็นสาขา เปลี่ยนมาใช้ร่วมกันตรงกลาง

การบริหารธุรกิจที่เริ่มจากแบ่งให้ลูกทั้งสี่ดูแลคนละสาขา ก็มอบอำนาจให้ผู้จัดการแต่ละร้าน รวมถึงจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลภาพรวม

ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร หนึ่งในทายาทรุ่นสามเข้ามารับช่วงต่อหลังเรียนจบปริญญาโทและทำงานที่อเมริกาพักใหญ่ พร้อมความตั้งใจว่าอยากเห็นธุรกิจครอบครัวที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กเติบโตขึ้น

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

วิสัยทัศน์รุ่นตายาย

เรื่องราวของร้านนี้เริ่มขึ้นเมื่อคุณตานิยมและคุณยายสมใจแต่งงานกัน ทั้งคู่อยากทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว จึงเริ่มมองหาห้องแถวเพื่อทำมาค้าขาย เป็นช่วงเดียวกับที่คูหาหนึ่งบริเวณวัดราชบูรณะ (หรือที่คนในละแวกเรียกกันว่า วัดเลียบ) ว่างอยู่ ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2498 ร้าน ‘สมใจ’ จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีสินค้ารายการแรกเป็นสารานุกรม

ในสมัยนั้น สารานุกรมเป็นหนังสือที่ต้องมีทุกบ้าน แต่เพราะร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง จึงมักมีนักเรียนเดินเข้ามาถามหาดินสอปากกาและเครื่องเขียนชนิดอื่น ๆ 

บางธุรกิจอาจเลือกขายเฉพาะสารานุกรมต่อไป แต่คุณยายมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง โดยมองเรื่องการตอบโจทย์ลูกค้าเป็นหลัก จึงค่อย ๆ เพิ่มสินค้าจำพวกเครื่องเขียนต่าง ๆ จากคลังสินค้าที่มีแต่สารานุกรม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เริ่มมีอุปกรณ์อื่นเข้ามา 20 เปอร์เซ็นต์ 40 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์ จนขยายร้านที่ 2 ที่ 3 ใกล้เคียง และสาขา 4 ที่ดิโอลด์สยาม 

ร้านแรกขายแต่กระดาษ ร้านสองขายเครื่องเขียน ร้านสามเป็นอุปกรณ์ศิลป์ ส่วนร้านสี่เป็นอุปกรณ์ศิลป์เกรดศิลปิน

ร้านสี่ร้านบริหารโดยทายาทรุ่นสองทั้งสี่คนของคุณตานิยมและคุณยายสมใจ ซึ่งเป็นรุ่นที่ตั้งใจสร้างระบบการจัดการและการควบคุมภายในแต่ละสาขาขึ้นมา เพื่อจะขยายสาขาได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นสาขาที่ 5 ที่ตึกวรรณสรณ์ สาขาที่ 6 ที่จามจุรีแสควร์ และสาขาที่ 7 ที่สยาม ก่อนจะเปิดสาขาให้ห้างสรรพสินค้าและต่างจังหวัด

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

ทายาทรุ่นสาม

สาขาสยามและสาขาในห้างทำให้สมใจเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ธุรกิจดำเนินไปเรื่อย ๆ จนทายาทรุ่นสามเริ่มเข้ามาทำงาน

วิภ-วิภวานี วิทยานนท์ บริหารฝ่ายบุคคล ระบบไอที และ Warehouse

เนม-วิธวินท์ วิทยานนท์ รับผิดชอบฝ่ายขายและการดำเนินงานหน้าร้านทั้งหมด

ตาล ดูแลการตลาด การจัดซื้อ และการขายออนไลน์

ทั้งสามปรับปรุง 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ พัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ให้เชื่อมต่อทุกสาขาเข้าส่วนกลาง และสร้างแบรนดิ้งที่ชัดเจน

ปัญหาที่สมใจเจอมาตลอดคือ การทุจริต ชนิดที่ทุกปีต้องขึ้นโรงพัก เหล่าคนรุ่นสามใช้เวลา 2 ปีในการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ ใช้แรงงานให้น้อยลง ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล รายชื่อผู้ขาย รายชื่อลูกค้า การให้เครดิตลูกหนี้ หรือการขอเครดิตเจ้าหนี้ ไปจนถึงข้อมูลต่าง ๆ ของพนักงาน 

ตาลเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนจะไปซื้อปากกา ที่สาขาสยามกับสาขาตึกวรรณสรณ์ราคาไม่เท่ากันนะ เพราะระบบของแต่ละร้านเป็นเอกเทศ ไม่เชื่อมต่อกัน เรา Centralize ทั้งหมดให้อยู่ตรงกลาง เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน

“อย่างสาขาวรรณสรณ์ชื่อสินค้าคือ ปากกา Lamy แต่สยามใช้ Lamy ปากกา พอเรียกไม่เหมือนกัน ราคาก็ต่าง และเราก็ดูสต็อกทั้งหมดไม่ได้”

เช่นเดียวกับระบบการจัดซื้อ เมื่อข้อมูลของสินค้ารวมกันที่ตรงกลางแล้ว ทายาทรุ่นสามจึงยกเลิกวิธีการสั่งของแบบ ‘ร้านใครร้านมัน’ แต่วิเคราะห์จากจำนวนที่มีทั้งหมดองค์กร แล้วอนุมัติโดยผู้จัดการแต่ละสาขาอีกที

“หรืออย่างระบบ HR เมื่อก่อนเราไม่เคยมี ข้างล่างร้านจะมีประตูสไลด์ ๆ เป็นห้องจ่ายเงิน เงินที่ขายได้เอามารวมที่ห้อง แล้วแบ่งว่าไปทำอะไรต่อ เป็นธุรกิจเงินสด ไม่มีระบบอะไร เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้จับเงินสดแล้ว”

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

ระบบเปลี่ยน คนต้องเปลี่ยน

การเปลี่ยนระบบไม่ใช่งานที่ยากที่สุด เพราะสำหรับทายาทธุรกิจทุกคน โจทย์หินมาหลังจากนั้น

เปลี่ยนระบบแล้วคนต้องทำอย่างไร คือคำถามถัดมาที่ต้องตอบให้ได้ พนักงานเก่า ๆ ของสมใจลาออกไปกว่าร้อยละ 20 เพราะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ไหว 

คำถามข้อที่ 2 ของผู้รับช่วงต่อคือ จะพาคนทั้งหมดโตไปด้วยกันอย่างไร

“ตอนขึ้นระบบใหม่ ๆ คลินิกความงามที่เราไปประจำเล่าให้ฟังว่า เขาขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วได้ยินพนักงานสมใจคุยกันว่าเราโหดมาก ช่วงนั้นเราเคี่ยวสุด ๆ เพราะอยากให้ธุรกิจก้าวต่อไป”

วิธีทำงานเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากระบบ A ไป B โดยไม่ใช่วิธีการทำคู่ขนานเพื่อทดลองก่อน เพราะคำนวณแล้วว่างานจะหนักขึ้นมาก 

จากไม่เคยต้องทำเอกสารเกี่ยวกับบุคคล อยากลางานแค่เดินไปแจ้ง ตอนนี้ต้องขออนุมัติวันลาผ่านระบบ

จากที่สินค้าเข้าร้านแค่เช็กใบแจ้งหนี้แล้วขายเลย ก็เปลี่ยนมาตรวจสอบอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ใบสั่งซื้อ นับสต็อกสินค้าทุกสัปดาห์ว่าตรงกับรายงานของส่วนกลางไหม แล้วค่อยนำออกไปวางขายเป็นครั้ง ๆ ไป

พนักงานขนส่งมีระบบตรวจว่าไปที่ไหนมาบ้าง จอดกี่นาที 

ส่วนหน้าร้าน ตาลเล่าว่าสมัยก่อนพนักงานสามารถแจกของให้ลูกค้าสมาชิกได้เลย ไม่ต้องรออนุมัติ มาตอนนี้ต้องทำตามเงื่อนไขของบริษัท

ขั้นตอนการทำงานก็เพิ่มขึ้นมาก เรียกได้ว่า จาก 1 เป็น 20 

“ทุกวันนี้เวลาประชุม ก็ยังมีคนบอกอยู่ว่างานเยอะขึ้นมาก ท้อ นอกจากให้กำลังใจกันระหว่างทาง เราต้องทำให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เขาทำนั้นสำคัญแค่ไหน สำคัญกับบริษัทยังไง ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้สึกว่าทำงานหนักแต่ไม่มีค่า 

“แรก ๆ เข้ามาเราก็ไม่รู้หรอก ไม่รู้ว่าคุณค่าของงานที่ทำมันสำคัญกับแต่ละคนยังไง เราค่อยเรียนรู้จากเขามาเรื่อย ๆ พอเราเข้าใจกันและกัน มันก็ไปต่อได้”

ระบบทำให้การดำเนินงานทุกส่วนโปร่งใส คัดคนที่ไม่ซื่อตรงออกไป ส่วนพนักงานดี ๆ ที่ยังอยู่ด้วยกัน บริษัทก็หมั่นจัดเทรนนิ่งเสริมสร้างทักษะในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ อบรมเรื่องความเป็นผู้นำสำหรับตำแหน่งระดับผู้จัดการ หรือฝึกฝนเกี่ยวกับระบบปฏิบัติงานและความรู้เรื่องสินค้าพื้นฐาน เป็นต้น 

หลายคนเลือกอยู่ต่อกับสมใจ เช่น พี่แตน อายุ 60 กว่าปี เป็นพนักงานเก่าแก่ที่สุดของร้าน เขารักการทำงานที่นี่มากจนตาลแซวว่า น่าจะทำงานไปจนอายุ 85

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

สร้างตัวตนให้แบรนด์ครอบครัว

ชื่อของ ‘สมใจ’ อาจจะคุ้นหูลูกค้าและเป็นร้านลำดับแรก ๆ ที่นึกถึงเมื่อต้องซื้อเครื่องเขียน แต่ถ้าลองนึกเป็นภาพ หลายคนนึกไม่ออก

สมใจไม่เคยออกแบบแบรนดิ้ง เวลาทำสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ จึงไม่มีไกด์ไลน์ที่ชัดเจน แม้แต่สีของแบรนด์ก็ไม่เคยมีมาก่อน ครั้งหนึ่งบัตรสมาชิกของร้านเป็นรูปชินจัง เพียงเพราะคุณพ่อชอบชินจังเท่านั้น

โลโก้เองก็ไม่เคยถูกกำหนดขนาดกว้างยาวหรือระยะช่องว่าง สีเสื้อพนักงานและสีถุงไม่ต้องพูดถึง ตาลบอกว่ามีมาแล้วทุกสี บางปีใช้สีฟ้ากับชมพู เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากสีประจำโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“เราได้ พี่พิม Teaspoon (พิม จงเจริญ) ซึ่งเป็นแฟนสมใจอยู่แล้ว มาช่วยวางไดเรกชัน บนโจทย์ที่อยากให้เก๋ขึ้น ใหม่ขึ้น ซึ่งเราไม่มีงบมากมาย รุ่นสองเขาไม่เข้าใจว่าการทำแบรนดิ้งคือยังไง แต่พอใช้ต้นทุนไม่มาก เขาก็มองว่าเป็นการลงทุนมากกว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย

“พี่พิมให้เลือกหนึ่งสีที่จะเป็นสีประจำแบรนด์ สุดท้ายเลือกสีเขียว เพราะคุณยายเกิดวันพุธ”

การทำแบรนดิ้งทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำมากขึ้น นึกถึงสมใจต้องนึกสีเขียว 

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

Go Online

จากแบรนดิ้งต่อเนื่องมาถึงการทำเว็บไซต์ ที่ตอนแรกตาลคิดว่าไม่ยาก

“เราคิดว่าพร้อม แต่จริง ๆ ไม่พร้อม ข้อมูลสินค้าเรามีกว่า 60,000 รายการ จำได้ว่ามีน้องที่มาช่วยออนไลน์สองสามคน ช่วยกันจัดประเภทสินค้ากัน

“ช่วงแรกโดน Complain เรื่องการขนส่งตลอด ส่งของช้า ส่งของแตก ระบบเว็บนี่เปลี่ยนมา 3 รอบ เพราะไม่พร้อม ตอนที่คอลแลบกับ BNK48 แล้ววางขายผ่านเว็บ ถ้าคนเข้ามากกว่า 50 คน เว็บเจ๊งเลย เราไม่พร้อมถึงขนาดว่าตอนนั้นต้องพรีออเดอร์ผ่าน Google Form สุดท้ายตัดสินใจลงทุนทำเว็บอย่างจริงจัง”

แม้จะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ ที่หลายครั้งก่อนทายาทคนนี้ก็รู้สึกยังไม่คุ้มค่า เพราะยอดขายเทียบไม่ได้กับการเปิดหน้าร้านใหม่ 

โควิด-19 ตอกย้ำให้รู้ว่ามาถูกทาง ขณะเดียวกันสมใจก็ขยายการขายไปบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่าง Shopee และ Lazada

สต็อก Shopee กับ Lazada แยกกันและอยู่คนละสาขา มีรุ่นพี่บอกตาลว่าคิดผิดที่แยกกันแบบนี้ เพราะต้องใช้คนทำงาน 2 ที่ และยากในการบริหารจัดการ แต่กลายเป็นว่า ตอนที่มีพนักงานติดโควิดที่สาขาหนึ่ง ก็ไปใช้สต็อกของอีกสาขาได้

จุดเด่นของประสบการณ์การซื้อของที่สมใจคือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องสินค้าของพนักงาน ผู้เป็นมากกว่าพนักงานขาย แต่เหมือนที่ปรึกษา (หลังจากคุยกับตาลเสร็จ เราเดินลงไปดูกระดาษหน้าร้าน พี่พนักงานผู้ชายก็อธิบายอย่างละเอียดให้เห็นข้อแตกต่างของแต่ละประเภท ข้อดี ข้อเสีย แบบไม่กั๊กความรู้ใด ๆ )

การทำออนไลน์จึงเป็นความท้าทายของธุรกิจ ว่าจะสามารถยกประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้ ขึ้นสู่โลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร

“หนึ่งคือ คำอธิบายสินค้า สอง การตอบแชท เราเอาใจใส่เรื่องนี้มาก เพราะเป็นช่องทางที่จะถ่ายทอดความเป็นสมใจให้ลูกค้าได้เห็น และสุดท้ายที่น่าประทับใจที่สุดคือ การแพ็กของส่ง ส่งเร็ว และห่ออย่างดี จะสั่งเล็กน้อยกี่บาท เราห่อเหมือนกันหมด เราเคยลองสั่งของแล้วคิดเลยว่า แย่ละ กำไรหมดแล้วเนี่ย” ทายาทรุ่นสามหัวเราะ

ยอดออเดอร์ออนไลน์ที่น้อยที่สุดคือ 20 – 30 บาท 90 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ แสดงให้เห็นว่าความพยายามที่อยากสร้างประสบการณ์แบบสมใจบนโลกออนไลน์น่าจะสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย
คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย
คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

บริหารโดยครอบครัว… และมืออาชีพ

ทายาทรุ่นสามบริหารสมใจร่วมกับทายาทรุ่นสองมาตั้งแต่ต้น

รุ่นสามเป็นหน่วยค้นคว้า ค้นหาวิธีการและโซลูชันใหม่ ๆ

รุ่นสองใช้ประสบการณ์ยาวนานที่มี ตัดสินใจอนุมัติ

ช่วงแรกมีปัญหาเยอะมาก เพราะมุมมองไม่เหมือนกัน แต่โชคดีที่รุ่นสองรับฟังเหตุผลเสมอ สำคัญคือคนรุ่นเก่ายอมรับว่ามีบางเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เท่าทัน และคนรุ่นใหม่ก็ไม่มั่นใจเพราะประสบการณ์น้อย พอลดอีโก้ลงมา ก็ร่วมกันหาทางออกได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น พร้อมแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ไม่ซ้อนทับกัน

“ธุรกิจจะตายไม่ตาย อยู่ที่ครอบครัวชัดเจนเพียงพอหรือเปล่า เราใส่หมวกหลายใบ เถียงกันในที่ประชุมเสร็จ กลับไปต้องทานข้าวพร้อมหน้า บางครั้งเราต้องพูดคะ ขา ในที่ประชุม ช่วงแรกเขินนะ แต่มันช่วยดึงสติกลับมาว่า นี่เรากำลังทำงานอยู่”

ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังฉีกกฎธุรกิจครอบครัวแบบเก่า ด้วยการจ้างมืออาชีพเข้ามาทำงานในตำแหน่ง CFO (Chief Financial Officer) เพราะไม่มีสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ เชี่ยวชาญ ช่วยบริหารให้สมใจแข็งแรงและเติบโตได้ต่อไป 

การมีมืออาชีพร่วมทีมยังทำให้การทำงานของสมาชิกครอบครัวต้อง ‘มืออาชีพ’ ไปด้วย

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา The Cloud ได้คุยกับ ดร.ปุณณมี สัจจกมล Head of CEO Office ของบริษัท พรเกษม กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของสมใจ เขาเล่าว่าในช่วงโควิด-19 ที่พรเกษมต้องปิดคลินิก แล้วเปลี่ยนการจ่ายยาทั้งหมดผ่านการส่งไปรษณีย์ ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่างสำหรับหีบห่อ ซัพพลายเออร์เจ้าเดียวที่หาสินค้าให้ได้ทันเวลาคือสมใจ 

“พี่ใหญ่ (ดร.ปุณณมี) บอกว่า ‘แม้สมใจจะไม่ใช่เจ้าที่ราคาถูกที่สุด แต่เรายืนยันที่จะซื้อจากเขา เพราะวันที่เราเดือดร้อน เขาเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วย’”

ตาลอมยิ้มหลังเล่าเล่าเรื่องพี่ใหญ่จบ สำหรับสมใจแล้ว ความสัมพันธ์กับคู่ค้าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ แน่นแฟ้นตั้งแต่รุ่นคุณยาย คือการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ลูกเรียนจบหรือยัง ภรรยาเป็นอย่างไรบ้าง คือมื้ออาหารในวันสำคัญหลายมื้อ คืออีกครอบครัวที่ต้องดูแลกัน

สินค้าทั้งหมด 20,000 รายการ รายชื่อคู่ค้าที่สั่งสินค้าทุกสัปดาห์มากกว่า 50 เจ้า การดูแลความสัมพันธ์ในยุคสมัยของทายาทรุ่นสามก็แตกต่างออกไป 

มิตรภาพยังอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือความร่วมมือทางธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เธอบอกว่าสิ่งสำคัญคือ การเข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่าย เอาใจเขามาใส่ใจเรา และประเมินสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความเป็นกลาง หากมีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ก็ช่วยกัน เช่น ข้อมูลการขายสินค้าที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้า เป็นต้น

กฎ 5 ข้อที่ตาลยึดถือในการรับช่วงต่อคู่ค้า คือ ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจ ช่างสังเกต ไปจนถึงรวดเร็วและแข็งแรง 

สมใจ

ทายาทรุ่นสามที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสมใจ ย้อนนึกไปถึงวันแรกที่เริ่มทำงาน

จากตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่ American Express สหรัฐอเมริกา ทำงานท่ามกลางซูเปอร์สตาร์ใน Top Tier ของสายงานต่าง ๆ การทำงานธุรกิจที่บ้านต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

แต่นี่คือการผจญภัยบนเส้นทางที่ตาลและ ‘สมใจ’ ไม่เคยเดินมาก่อน 

เธอเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน และถ้าวันหนึ่งถึงเส้นชัยของตัวเอง หรือไม่สามารถมอบอะไรให้ธุรกิจต่อไปอีกแล้ว ก็พร้อมไปทำงานอย่างอื่น 

“เราพยายามทำให้ตำแหน่ง CMO (Chief Marketing Officer) ของเราเป็นกลาง เป็นแค่ตำแหน่งหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าของและไม่ใช่ตัวเรา เป็นตำแหน่งที่ใครก็สามารถรับช่วงต่อได้ 

“วันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นใหม่เข้ามา เราคุยสิ่งเดียวกันนี้กับครอบครัวด้วย เพื่อถ้าวันหนึ่งเกิดใครคนไหนไม่พร้อมทำต่อ มีภาระหน้าที่ หรือมีทางเลือกที่ดีกว่ากับตัวเองและครอบครัว เราต่างจะได้ขยับออกมาได้”

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load