โขม แปลว่า ละเอียด

พัสตร์ แปลว่า ผ้า

โขมพัสตร์ จึงแปลว่า ผ้าที่ละเอียดอย่างยิ่ง

โขมพัสตร์ เป็นแบรนด์ผ้าพิมพ์ลายสัญชาติไทยที่ยังคงทำด้วยมือทั้งหมด ตั้งแต่วาดลายลงบล็อกสกรีน ผสมสี และเลือกคู่สีที่ใช้กับผ้าจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เห็นเป็นต้องจำได้

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

เรารู้จัก ‘โขมพัสตร์’ ครั้งแรกตอนที่คุยกับ Indigo Skin กางเกงยีนส์แบรนด์ไทยคุณภาพ ที่เก่งเรื่องใส่รายละเอียดลูกเล่นความเป็นไทยลงไปจนถูกใจคนรักยีนส์ทั่วโลก

เป็นการทำความรู้จักกันสั้นๆ ที่รู้เพียงว่า ผ้าชั้นในของกระเป๋ากางเกงยีนส์รุ่นหนึ่งของ Indigo Skin ใช้ผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ เพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่า ช่างเป็นแบรนด์ผ้าไทยที่สุขุมมิใช่เล่น

ทันที The Cloud รู้ว่า โขมพัสตร์ ในมือทายาทรุ่นที่สาม กำลังสร้าง Khom (โขม) แบรนด์ใหม่ที่สนุกสนานขึ้นด้วยสีสันและลวดลาย เพราะลดทอนรายละเอียดความเป็นไทยจนเกิดเป็นกราฟิกที่เข้าถึงง่าย เราก็ขอนัดพบ คุณกจง-อัสสยา ทิมบลิค ที่ร้านโขมพัสตร์ สาขาสุขุมวิท 40 ในช่วงสายวันหนึ่ง

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

นอกจากเรื่องความเป็นมาของแบรนด์ ไปจนถึงเรื่องราวการรับช่วงต่อของอดีตนักการธนาคาร เราพบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้บางสิ่งยืนหยัดอยู่ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับตัวให้ทันสมัย แต่เป็นการรู้จักแก่นและตัวตนของเรา และเลือกรักษาสิ่งที่สำคัญ

พูดไปคุณคงไม่เชื่อ ว่าระหว่างที่สนทนาและเขียนบทความนี้อยู่ เจ้าผ้าพิมพ์ลายนับร้อยนับพันของโขมพัสตร์ ในชั้นตรงหน้า ปลุกสัญชาตญาณแม่บ้านญี่ปุ่นในตัวดิฉันจนเสียสมาธิไปหมด

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะใจแข็งพอ ไม่ลุกไปเลือกลายผ้ามาทำชุดกระโปรงก่อนที่จะอ่านบทความนี้จบ

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
ธุรกิจ : แบรนด์โขมพัสตร์ (พ.ศ. 2491)
ประเภทธุรกิจ : แฟชั่นและสิ่งทอ
อายุ : 70 ปี
ผู้ก่อตั้ง : พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร, หม่อมเจ้า ผจงรจิตร์ กฤดากร
ทายาทรุ่นที่สอง : ม.ร.ว. ภรณี รอสส์, ม.ร.ว. อัจฉรียา คงสิริ, ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์
ทายาทรุ่นที่สาม : คุณนันทสิริ อัสสกุล (น้ำผึ้ง), คุณอัสสยา ทิมบลิค (กจง)  (พ.ศ.2549)

พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์

แรกเริ่มเดิมทีกระบวนการของผ้าโขมพัสตร์หนึ่งผืนจะเริ่มตั้งแต่การทอผ้าด้วยมือ จนแล้วเสร็จออกมาเป็นผ้าผืนสำเร็จ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคทายาทรุ่นสองที่เริ่มเป็นธุรกิจเต็มตัว พี่น้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริหารตัดสินใจหยุดการทอผ้าเพื่อให้เวลากับการพัฒนาทักษะการพิมพ์ลายผ้า การออกแบบลาย และการทำสี จนโขมพัสตร์กลายเป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้

“โขมพัสตร์ในยุคของคุณแม่ (ม.ร.ว. อัจฉรียา คงสิริ) ซึ่งเป็นทายาทรุ่นสอง หลังจากเรียนจบจากวัฒนาวิทยาลัย ก็เลือกเรียนต่อด้านวิศวเคมีที่เยอรมนี เพื่อศึกษาเรื่องสีโดยตรง ก่อนจะกลับมาทำงานที่บ้าน โดยคุณแม่จะทำงานกับทางโรงงานโดยตรง ขณะที่คุณป้า (ม.ร.ว. ภรณี รอสส์) จะดูเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าและดูแลแฟชั่นโชว์ทั้งหมด และคุณน้า (ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์) จะดูแลธุรกิจทั้งการเงินและบริหารบุคลากร” คุณกจงเริ่มเล่าเส้นทางของโขมพัสตร์ก่อนมาถึงมือของเธอKhom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

บรรยากาศโรงงานโขมพัสตร์ในความทรงจำของคุณกจง นอกจากจะมีเครื่องจักรเครื่องโตและอบอวลไปด้วยความร้อนเพราะเครื่องทำงานตลอดเวลา ยังเรียงรายด้วยคนงานที่ขะมักเขม้นพิมพ์ผ้าด้วยมือกันมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งโรงงาน ขณะที่เรื่องการออกแบบลวดลายส่วนใหญ่จะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวที่พบเจอ ไม่ได้มีแนวทางหลักการมากมายนัก จนกระทั่งโรงละครแห่งชาติเข้ามาติดต่อขอให้โขมพัสตร์พัฒนาวิธีการทำผ้าเกี้ยว ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผ้าสำหรับใส่เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ เพื่อนำผ้าไปใช้สำหรับใส่แสดงละคร

“คุณชายยง (ม.ร.ว. ยงสวาสดิ์ กฤดากร) เห็นจึงแนะนำว่า น่าจะนำผ้าเกี้ยวมาต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อเก็บรักษาลายนี้ไว้ และจนถึงวันนี้ก็ยังมีคนมาหาซื้อผ้าเกี้ยวอยู่มากมาย” คุณกจงเล่าที่มาของลายผ้าสำคัญของโขมพัสตร์

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ลายเซ็น

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ใครคือกลุ่มลูกค้าที่ซื้อผ้าพิมพ์ลายไทย

และคำตอบของคุณกจงก็สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเธอบอกเราว่า กลุ่มลูกค้าของโขมพัสตร์ส่วนใหญ่ คือ คนไทย ขณะที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเริ่มรู้จักและให้ความสนใจโขมพัสตร์ ก่อนหน้าคุณกจงมารับช่วงต่อจากคุณแม่และพี่น้องไม่นาน ก่อนจะเสริมว่า สมัยนี้ก็ยังมีคนซื้อผ้าไปตัดเสื้ออยู่ และไม่ได้มีแค่ผ้าลายไทยทั้งหมดที่เป็นที่นิยม โขมพัสตร์ยังมีผ้าพิมพ์ลายดอกไม้หวานๆ  และกราฟิกเท่ๆ อีกด้วย

“แม้ยอดขายจะขึ้นๆ ลงๆ ตามระบบเศรษฐกิจ สิ่งที่ช่วยให้โขมพัสตร์ดำเนินมาถึงทุกวันนี้คือ แนวคิดของคุณแม่ที่ยึดถือเสมอมาว่า อย่าลงทุนเกินตัว ทำเท่าที่กำลังเราพอจะทำได้ ให้เราอยู่ได้ แค่ไม่ขาดทุน” คุณกจงยิ้มตอบเมื่อเราย้ำถามผลประกอบการโดยรวม

นอกจากลายและสีของผ้าโขมพัสตร์จะแตกต่างจากผ้าทั่วไป สิ่งที่คนไม่เห็นคือ กรรมวิธีการผลิตผ้าพิมพ์ลายที่ทำด้วยมือทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจที่ผ้าพิมพ์ลายของโขมพัสตร์จะให้สีเฉพาะแตกต่างกันในรอบการผลิต

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

คัดลายมือ

จากเรื่องราวของทายาทรุ่นสอง ที่พี่น้องทั้งสามแยกย้ายศึกษาต่อ เพราะรู้ว่าต้องกลับมารับช่วงต่อกิจการที่ครอบครัวประกอบการด้วยใจรักในสิ่งที่ทำ แต่คุณแม่ของคุณกจงก็ไม่เคยสร้างความกดดันหรือความคาดหวังของการเลือกเส้นทางสายนี้แต่อย่างใด

“ท่านอยากให้เราเลือกชีวิตแบบที่ต้องการเอง เราจึงเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ก่อนจะทำงานสายการเงินและธนาคารเหมือนคุณพ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่ต้องย้ายตามสามีไปต่างประเทศ เราจึงตัดสินใจใช้เวลาช่วงนั้นกลับไปเรียนปริญญาโทการจัดการอุตสาหกรรมสิ่งทอ เรียนรู้ถึงกรรมวิธีของการผลิต รู้จักเส้นใยเนื้อผ้าชนิดต่างๆ จากนั้นสมัครเข้าทำงานเพื่อหาประสบการณ์ในบริษัททำวอลเปเปอร์ชื่อ de Gournay ที่ลอนดอน เป็นบริษัทครอบครัวที่ขึ้นชื่อเรื่องการเขียนลายด้วยมือเช่นเดียวกับโขมพัสตร์”

“เมื่อมารับช่วงต่อธุรกิจโรงงานผ้าอย่างเต็มตัว วินาทีนั้นรู้เลยมั้ยว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” เราถาม ตามประสาแฟนคลับของงานผ้าพิมพ์ลาย

“ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นงานที่ยากเกินไป เหมือนอยู่ในจิตใต้สำนึก” คุณกจงตอบ

ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องงานอยู่ดี ที่อดีตนักการธนาคารดาวรุ่งจะเปลี่ยนกลับมาทำงานสายการผลิตและออกแบบซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โขมพัสตร์ในมือทายาทรุ่นสามอยู่ภายใต้การดูแลของคุณน้ำผึ้ง ลูกพี่ลูกน้องผู้รับหน้าที่ดูแลเรื่องการสื่อสารและการตลาด และคุณกจง ดูแลฝ่ายพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ ทั้งในโรงงานและงานออกแบบทั้งหมด

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ลายสะดวก

“ต่อให้เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรมากแค่ไหน เราพบว่าต้องเริ่มจากลงมือทำให้ดู เพื่อให้เกิดภาพเข้าใจที่ตรงกัน เพราะเขาจะไม่เข้าใจว่าคอลเลกชันคืออะไร จำเป็นแค่ไหน เพราะเมื่อก่อนใช้วิธีผลิตลายใหม่ตามรายสะดวก แต่เราอยากทำให้เกิดคอนเซปต์ มีคอลเลกชัน รู้จักนำเสนอเรื่องราวของเราออกไปสู่ลูกค้า” คุณกจงเล่าถึงสิ่งที่เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลง สร้างชีวิตชีวาให้กับแบรนด์อายุ 60 ปีในเวลานั้น

จนถึงวันนี้ 10 ปีแรกของการรับช่วงต่อ คุณกจงใช้เวลาช่วงแรกกับการดูแลระบบการทำงาน เริ่มจากระบบบาร์โค้ด ซึ่งที่ผ่านมาใช้วิธีบันทึกทุกอย่างด้วยลายมือ แต่เมื่อเริ่มนำซอฟต์แวร์มาใช้ ก็พบว่าระบบเบื้องหลังการจัดเก็บข้อมูลต่างหากที่สำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาไม่น้อย

ลำดับต่อมา ได้แก่ การทำแผนการกระตุ้นยอดขาย เพราะจะตั้งรับให้ลูกค้ามาหาเหมือนแต่ก่อนคงไม่ได้ เธอจึงคิดถึงการทำแบรนดิ้งจากแบรนด์ที่มี ทำอย่างไรจึงจะส่งต่อแก่นของโขมพัสตร์ไปสู่คนรุ่นใหม่

“เข้ามาทำจริงถึงได้รู้ว่าการสร้างแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีมากที่เรามีแบรนด์และสายงานการผลิตที่แข็งแรง โชคดีที่สุดคือเราไม่ได้ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ไป” คุณกจงเล่า

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ออกลายมาเลย ออกลายให้เห็น

สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนระหว่าง แบรนด์โขมและแบรนด์โขมพัสตร์ คือสีสันที่มีและลวดลายที่ลดทอนรายละเอียดไทยๆ บางส่วนออก จนเป็นลายผ้าที่สีสวยดูร่วมสมัย

คุณกจงเล่าที่มาให้ฟังว่า เธอเริ่มจากสังเกตตัวเองว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของครอบครัวมากนักนั้นเป็นเพราะอะไร พบว่าไม่ว่าจะด้วยสีสัน ลวดลายหรือแบบทรง เธออยากจะลองทำเสื้อผ้าในแบบที่เธออยากซื้อใส่

จากเมื่อก่อนที่โขมพัสตร์ขายผ้าพิมพ์ลาย 90 % เดี๋ยวนี้มีสัดส่วนเป็น 60 % ที่เหลือเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปและข้าวของเครื่องใช้ ทั้งการนำลายผ้ามาประยุกต์ทำสีใหม่ เปลี่ยนให้เข้าถึงได้และใช้งานได้จริง และเปลี่ยนแบบทรงการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้ร่วมสมัยขึ้น

“สนุกมากนะ เมื่อคิดได้อย่างนั้น เราก็สนุกกับการต่อยอด ทดลอง เสาะหา สร้างสรรค์สีหรือคู่สีใหม่ๆ โดยมีแรงบันดาลใจจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา และการเดินทางที่เรามักจะชอบสังเกตการแต่งตัวของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมต่างๆ แล้วนำกลับมาคิดต่อ”

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

ขายผ้า เอาเถอะหนา…รอด

ระหว่างชวนคุณกจงคุยเรื่องความเหมือนและต่างของการทำธุรกิจในแต่ละยุค อยู่ๆ ก็นึกอิจฉาคนที่ทำธุรกิจสมัยก่อน เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีสื่อสารเร็วอย่างปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการยุคนั้นไม่สามารถเห็นความเป็นไปของร้านคู่แข่งได้ ยกเว้นว่าจะปลอมตัวไปสืบราชการลับถึงร้านเขา

“ซึ่งก็ทำให้เราจดจ่อ ทำในสิ่งที่อยากทำ และทำออกมาให้ดี จนกระทั่งออกมาเป็นสินค้าหรือบริการ ที่แม้แต่เราเองก็อยากซื้ออยากใช้” แม้จะอาศัยจุดแข็งของแบรนด์เรื่องคุณภาพทำการตลาดแบบปากต่อปาก มาถึงวันนี้คุณกจงก็ยอมรับกับเราว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทาย และเธอก็กำลังเรียนรู้อย่างจริงจัง

“ถึงแม้เราไม่มีคู่แข่งที่พิมพ์ผ้าด้วยมือ หรือมีลายเยอะแยะอย่างเรา ขณะเดียวกันตัวเลือกในตลาดมีเยอะขึ้น คนเลือกซื้อผ้าไปตัดน้อยลง และเมื่อลงมาเล่นในตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็เจอกับตัวเลือกที่มีมากกว่าหลายเท่า หลายสไตล์ หลายระดับ สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ให้เสียเอกลักษณ์ของเรา

“ที่สำคัญเราคิดว่าอาจจะทำธุรกิจแต่พอดีๆ พอให้มีความสุขกับการทำงาน แต่ว่าอย่าให้ขาดทุน หรือทำให้เราสามารถดูแลพนักงานเราได้ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศที่โรงงานหรือในออฟฟิศของโขมพัสตร์ก็มีความเป็นครอบครัวมากๆ ไม่เพียงพวกเราจะสืบทอดกันมา 3 รุ่น ตัวพนักงานเองเขาก็ส่งผ่านกันมาและทุกคนก็รักสิ่งที่ทำ” คุณกจงเล่า

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม

เราจะทำดีที่สุด

ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่คุณกจงยอมรับกับเราว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าในโลกของธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นั้นเดินหน้าเร็ว และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเรายังคงอยู่ในกระแสธารานี้

และขณะที่ส่วนของงานสร้างสรรค์ต้องมองไปข้างหน้า เราก็ไม่อาจจะวิ่งได้ทันที โดยละเลยระบบการทำงานที่มีอยู่ก่อน ทั้งวิธีคิดทำงานแบบใหม่และการเลือกสรรออกแบบหน้าร้าน เพื่อเป็นตัวแทนนำเสนอสิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำงานออกมา

ที่สำคัญคือการยอมรับว่า กระบวนการนี้ต้องการเวลา

“เรามักจะบอกตัวเองเสมอว่า จำเป็นต้องให้เวลากับการสร้างแบรนด์นี้อย่างน้อย 3 ปี ถึงจะรู้ว่าสิ่งนี้คือคำตอบของการรับช่วงต่อแบรนด์หรือไม่ เร็วเกินไปถ้าจะรีบตัดสินสิ่งที่ทำในวันนี้” คุณกจงพูดถึงโขมแบรนด์น้องใหม่ที่อายุเพียง 8 เดือน ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำว่า

“มักจะมีคนถามจงเสมอว่า มีคำแนะนำอะไรสำหรับแบรนด์ใหม่ๆ บ้าง เราพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเอง ทำให้เขายอมแพ้กับสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ และเร็วเกินไป ทั้งที่อาจจะต้องรอดู ยอมให้ขาดทุนก่อนใน 2 – 3 คอลเลกชันก่อนจะคืนทุนมา เช่นเดียวกับที่เราอยากให้แบรนด์ Khom ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมานี้ ตั้งตัวและเติบโตได้อย่างแบรนด์โขมพัสตร์ และอยากให้สินค้าของเราไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ โดยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์อย่างแข็งขัน”

Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
Khom จากโขมพัสตร์ แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือที่มีอายุกว่า 70 ปี ในมือทายาทรุ่นที่สาม
ภาพ : Khomapastr

โขมพัสตร์ (พ.ศ. 2491)

โรงงานโขมพัสตร์ที่หัวหิน ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือประมาณปี ค.ศ. 1948 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร และหม่อมเจ้า ผจงรจิตร์ กฤดากร โดยมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ทางการเมืองยุคหนึ่ง ทำให้ท่านตาและท่านยายของคุณกจงต้องย้ายไปอยู่ที่เวียดนาม

“เป็นจังหวะเดียวกับที่ท่านตาไม่ได้ทำงานราชการแล้ว จึงเริ่มทำธุรกิจเพื่อจุนเจือครอบครัว โดยเริ่มจากลงมือย้อมผ้าแพรขาย และเพราะพูดภาษาฝรั่งเศสได้ จึงติดต่อซื้อสีจากต่างประเทศเข้ามา ก่อนจะกลับมาตั้งโรงงานที่หัวหิน และพัฒนารูปแบบส่งต่อความเชี่ยวชาญจนเป็นโขมพัสตร์ในทุกวันนี้”

“จากความรักที่มีต่อผ้า ผสมความตั้งใจของท่านตาที่อยากนำลายไทยมาอยู่บนผ้าด้วยวิธี screenprint ไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าแรกสุดหรือไม่ แต่เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำลายผ้าด้วยวิธีการนี้ ซึ่งยุคนั้นนิยมเขียนลายไทยด้วยมือทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตผ้าลายไทยจำเป็นต้องใช้เวลา” คุณกจงเล่าย้อนความตั้งใจแรกเริ่มของผู้ก่อตั้งโขมพัสตร์จากคำบอกเล่าของครอบครัว

โขมพัสตร์ในยุคแรกเริ่มนั้น แม้จะเริ่มต้นแบรนด์จากความรัก ทดลองและลงมือทำด้วยตัวเอง จนออกมาเป็นผ้าพิมพ์ลายไทยคุณภาพดี แต่กระแสการตอบรับของตลาดไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะคนยุคนั้นมีรสนิยมและชื่นชอบสินค้าจากประเทศตะวันตก ไม่นิยมลายไทยบนผ้ามากนัก ผู้ก่อตั้งจึงปรับจากลายไทยมาเป็นลายวิถีชีวิตคนไทย แล้วนำเสนอสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ชาติตะวันตก เช่น กิจกรรมทานน้ำชาตอนบ่าย ทำหมอน ผ้าพันคอ และอื่นๆ นับจากวันนั้น โขมพัสตร์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาด แต่หลังจากนั้น 4 ปี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร ก็สิ้นพระชนม์ โขมพัสตร์จึงได้รับการดูแลและสานต่อโดยท่านยายของคุณกจงทั้งหมด

แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ในตอนนั้นเพราะเกิดไม่ทัน คุณกจงก็เล่าเรื่องโขมพัสตร์ที่จดจำจากภาพถ่ายว่า สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ ที่ตั้งโรงงานเป็นแหล่งปลูกฝ้ายชั้นดีของประเทศ และก่อนจะมีเครื่องจักรผลิตผ้าแบบสมัยนี้ หลังพิมพ์ผ้าเสร็จจะต้องนำผ้าไปตากแดดเรียงกันเป็นแถวยาวๆ

จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 70 ปีแล้ว ที่ผ้าพิมพ์ลายสัญชาติไทยแบรนด์นี้อยู่มาอย่างยาวนาน

“คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โขมพัสตร์ยังคงอยู่สร้างสรรค์คุณค่าและความสวยงามแบบไทยๆ ท่ามกลางกระแสที่ไหลเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา” เราถามทายาทรุ่นที่สาม

“สำหรับเราคิดว่าคงเป็นเพราะเรายังคงรักษากรรมวิธีการผลิตและเทคนิคที่ใช้แบบเดิมไว้ทั้งหมด และสิ่งนี้ทำให้คนกลับมาหาเราจริงๆ ต่อให้ปัจจุบันจะมีตัวเลือกมากมายในตลาดแค่ไหน สำหรับคนที่หลงใหลชื่นชอบการประดิดประดอย คุณภาพ และความประณีตของเรา ก็จะยังคงติดตามเราอยู่

“และอาจจะเป็นด้วยเราไม่ได้มีความทะเยอทะยาน อยากจะเติบโตเกินกำลังที่เราจะทำไหว เพราะในวันที่เราตัดสินใจลงทุนกับบางเรื่องมากจนเกินไป ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ และเพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่วันนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเติบโตไปอีกขั้น” คุณกจงตอบ

กรุงเทพมหานคร :
โขมพัสตร์ สาขาสำนักงานใหญ่ ถนนนเรศ โทร. 0-2266-8415 / โขมพัสตร์ และโขม สาขาสุขุมวิท Miracle Mall สุขุมวิท  ซอย 41 โทร. 0-2260-8889 / โขม ecotopia ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery
ประจวบคีรีขันธ์ :
Flagship store หัวหิน โทร. 0-3251-1250
www.facebook.com/khomapastrfabrics

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load