พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่บนถนนวิทยุ นอกจากทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา (เรื่องตอนแรกของคอลัมน์ The Embassy) และสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร (เรื่องที่มียอดอ่านสูงสุดของคอลัมน์ The Embassy) ก็ยังมีพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยที่ The Cloud สนใจ

ไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียว ทำเนียบเอกอัครราชทูตยังเป็นอาคารโบราณที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมาก และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี ค.ศ. 1987

เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย นายเคส พิเทอร์ ราเดอ (Kees Pieter Rade) ซึ่งมาประจำการที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยินดีเล่าเรื่องราวของสถานทูตให้เราฟัง

แต่ก่อนจะไปสนทนากับท่านทูต เรามาทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์กันสักนิด

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

ความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 400 ปี

การติดต่อระหว่างชาวดัตช์กับชาวไทยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1601 เมื่อเรือของ VOC (The East India Company) เดินทางมาถึงปัตตานี และตั้งสถานีการค้าที่นั่น

ปี ค.ศ. 1604 พ่อค้าของ VOC ได้ติดต่อกับกษัตริย์ของสยามที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้เกิดการตั้งสถานีการค้าแห่งแรกที่อยุธยาในปี ค.ศ. 1608 ในปีนั้นมีคณะผู้แทนกลุ่มแรกจากสยามเดินทางไปเนเธอร์แลนด์เป็นครั้งแรก เพื่อมอบจดหมายจากกษัตริย์อยุธยาให้ Prince Maurits ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหรืออุปราชของเนเธอร์แลนด์ในสมัยนั้น คณะผู้แทนจากสยามอยู่ที่นั่นเกือบ 2 ปี ถึงเดินทางกลับในปี ค.ศ. 1610

หลายศตวรรษต่อมา ความสัมพันธ์ของสองประเทศก็พัฒนาขึ้น แต่ก็ยังเน้นเรื่องการค้าเป็นหลัก มีชาวดัตช์ที่เป็นพ่อค้า ช่าง วิศวกร ที่ปรึกษา และอีกหลากหลายอาชีพ เดินทางมาเมืองไทยเรื่อยๆ

ตั้งสถานกงสุล

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1858 เนเธอร์แลนด์ตั้งสถานกงสุลในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีเรือของดัตช์มาเทียบท่าที่กรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตั้งสถานกงสุลแห่งแรก ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ก็เริ่มขยับขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการค้า

ผู้ที่มาประจำการเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์คนแรกเป็นชาวเยอรมันที่พูดไทยและดัตช์ได้ จากนั้นในปี ค.ศ. 1875 เนเธอร์แลนด์ก็ส่งนักการทูตคนแรกมาดูแล ปี ค.ศ. 1891 สถานกงสุลได้รับการยกระดับเป็นสถานกงสุลใหญ่

ปี ค.ศ. 1903 เนเธอร์แลนด์ส่ง (เฟอร์ดิแนนด์ โดเมล่า นิวเวนฮูส) Ferdinand Domela Nieuwenhuis ราชทูตคนแรกมาประจำที่กรุงเทพฯ ปี ค.ศ. 1907 สถานกงสุลใหญ่ก็ยกระดับเป็นสถานอัครราชทูต

ปี ค.ศ. 1957 ตำแหน่งราชทูตก็ยกระดับเป็น เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เริ่มต้นจากทุ่งนา

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1911 ในยุคของรัชกาลที่ 6 ยุคน้ันบริเวณนี้ยังเป็นนาข้าว แต่ก็เริ่มมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์บ้าง เมืองในยุคนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว ราคาที่ดินบริเวณนี้พุ่งสูงขึ้น ชาวนาจึงทยอยกันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (โอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย) เป็นหนึ่งในคนที่ซื้อที่ดินจากชาวนาที่ย้ายออกไป พื้นที่จำนวน 23 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

มีการสร้างบ้านซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคาจั่ว และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น จุดเด่นของอาคารหลังนี้คือหลังคาที่ซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย มีการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว

ข้อมูลจากสมาคมสถาปนิกสยามบอกว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นที่พักของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งย้ายออกไปในปี ค.ศ. 1913

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เปลี่ยนมือ

ปี ค.ศ. 1914 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้กับพระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งในปี ค.ศ. 1915 ได้ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน) ชื่อเจ้าของที่ดินผืนนี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์ โดยมีอธิบดีกรมพระคลังข้างที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน

15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานที่ดินและอาคารให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

ท่านเคยเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และผู้นำของเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘กบฏบวรเดช’ ทำให้ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา 16 ปี ท่านทรงเปิดโรงงานทอผ้าที่กัมพูชา เมื่อกลับมาเมืองไทยท่านทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ซึ่งทุกวันนี้โด่งดังระดับโลกในชื่อ โขมพัสตร์

ปี ค.ศ. 1932 พระองค์เจ้าบวรเดชเขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่ 2 ไร่ เพราะอยากได้เงินไปปรับปรุงบ้าน ได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียวก่อนที่จะกลายเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในอีก 17 ปีต่อมา

ปี ค.ศ. 1936 พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ในช่วงปี ค.ศ. 1936 – 1939 บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษใช้เป็นสำนักงานและ Clubhouse

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังสงครามสิ้นสุด ปี ค.ศ. 1946 ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ถูกใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก

หลังจากที่รัฐบาลออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ. 1948 พระองค์เจ้าบวรเดชก็เสด็จกลับประเทศไทย และขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1949 ด้วยราคา 1,850,000 บาท

ต่อมารัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินสองแปลงส่วนที่ติดกับถนนวิทยุ ซึ่งถูกพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อาคารหลังใหม่

เมื่อเวลาผ่านไปส่วนงานต่างๆ และจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาคารสำนักงานหลังเก่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอ ในปี ค.ศ. 2001 จึงได้สร้างอาคารอีกหลังตรงส่วนติดฝั่งถนนวิทยุให้เป็นส่วนงานพิธีการ ส่วนงานกงสุล และวีซ่า

เมื่อทางกระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์เห็นว่าอาคารสำนักงานหลังเก่าเล็ก และไม่ได้มาตรฐานสำนักงานสมัยใหม่ จึงได้ตัดสินใจรื้ออาคารหลังเก่า รวมถึงหลังที่สร้างติดส่วนถนนวิทยุออกไป และสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่บริเวณฝั่งซอยต้นสนขึ้นมาแทนในปี ค.ศ. 2004 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2005 เป็นสำนักงานในปัจจุบัน

ตัวอาคารแสดงถึงความเป็นดัตช์ผ่านการออกแบบที่เปิดโล่ง โปร่งใส สวยแบบมีฟังก์ชัน และเหมาะกับแสงแบบซีกโลกตะวันออก รวมถึงออกแบบให้มีความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตภายในและภายนอกอาคาร ที่เลือกบริเวณฝั่งต้นสนในการสร้างอาคารสำนักงานเพราะจะได้หลีกเลี่ยงการจราจรที่คราครั่งบนถนนวิทยุ รวมถึงเรื่องของการรักษาความปลอดภัยด้วย ที่อยู่และทางเข้าเป็นทางการของสถานทูตจึงเปลี่ยนมาเป็นฝั่งซอยต้นสนตั้งแต่นั้นมา

จากนั้นก็มีการบูรณะทำเนียบเอกอัครราชทูต และเติมอาคารสองชั้นเข้าไปอีกหลังเพื่อใช้เป็นที่พักของเอกอัครราชทูต เสร็จในปี ค.ศ. 2007 จากนั้นก็มีการจัดสวนใหม่ให้โปร่งโล่งขึ้น เพื่อให้มองจากถนนวิทยุเข้ามาแล้วเห็นตัวบ้านได้

แต่ก็ยังถือว่าพื้นที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่สำคัญต้นหนึ่งก็คือ ต้นสนประดิพัทธ์ ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับที่ปลูกในซอยต้นสนจนกลายมาเป็นชื่อซอย (ปัจจุบันแทบไม่เหลือแล้ว)

เรื่องราวของชาวดัตช์ที่เกี่ยวกับสวนอีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ

เมื่อเนเธอร์แลนด์เข้าไปปกครองอินโดนีเซียก็นำความรู้ในการจัดสวนไปให้ ทำให้ชาวชวามีความสามารถในด้านการจัดสวน อย่างการปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวง และการจัดสวนลุมพินีนั้นก็เป็นฝีมือของชาวชวา

ตอนนี้ก็ถึงเวลาสนทนากับท่านเอกอัครราชทูตแล้ว

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

ก่อนจะเป็นเอกอัครราชทูตประจำเป็นประเทศไทย คุณเคยเป็นทูตอาร์กติกมาก่อน

ใช่ ผมเป็น Arctic Ambassador คนแรกของเนเธอร์แลนด์ แต่ผมไม่ได้อยู่ที่อาร์กติกนะ (หัวเราะ) ไม่มีนักการทูตประจำอยู่ที่อาร์กติก ผมทำงานให้กระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบนโยบายของประเทศที่เกี่ยวกับขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ซึ่งมันสำคัญกับเนเธอร์แลนด์มาก เพราะพื้นที่หนึ่งในสามของเราอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล สนามบินที่อัมสเตอร์ดัมอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 4 เมตร ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเราจะมีปัญหามาก

เป็นตำแหน่งที่ไม่เหมือนนักการทูตทั่วไป

แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทูตอาร์กติกต้องไปร่วมงานประชุมนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของอาร์กติก ทำงานด้านความสัมพันธ์พหุภาคีกับประเทศในอาร์กติก ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีก็มีทูตอาร์กติก เราคุยกับพวกเขาทั้งเรื่องการทำงานเชิงอนุรักษ์และงานเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เหมือนงานของทูตที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศ

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อะไรคือสิ่งที่คุณเสิร์ชหาเป็นอย่างแรกเมื่อรู้ว่าต้องมาทำงานเมืองไทย

เรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วคือ ไทยเป็นประเทศที่สวยมาก อาหารก็อร่อย ผมเคยมาเที่ยวที่นี่เมื่อ 20 – 25 ปีก่อน แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมีชื่อเสียงมากที่เนเธอร์แลนด์ มีนักท่องเที่ยวชาวดัตช์มาเที่ยวเมืองไทยกว่า 200,000 คนต่อปี เมื่อเทียบกับประชากร 17 ล้านคนของเรา ถือว่าเยอะมาก

ในแง่ของการทำงาน ผมพบว่าไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจมาก เป็นตลาดที่มีประชากร 70 ล้านคน เป็นโอกาสที่ดีของภาคธุรกิจดัตช์ที่จะมาทำธุรกิจที่นี่ ซึ่งปกติก็ติดต่อทำธุรกิจกันอยู่แล้ว เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์คือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปของไทย เมื่อส่งไปถึงรอตเตอร์ดัมก็กระจายต่อไปยังเยอรมนี เบลเยียม สินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากไทยคือ สินค้าเกษตร ส่วนสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งจากเนเธอร์แลนด์มาไทยก็คือสินค้าเกษตรเช่นกัน (เจ้าหน้าที่เสริมว่า นอกจากสินค้าเกษตร ยังมีสินค้าจำพวกเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเภสัชภัณฑ์ด้วย)

งานถัดมาคือเรื่องกงสุล เราคาดว่ามีประชากรชาวดัตช์ 20,000 คนอยู่ในเมืองไทย ที่ใช้คำว่าคาดเพราะเราไม่มีการสำรวจ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เรามีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดมาก เราต้องดูแลประชากรชาวดัตช์สองหมื่น และนักท่องเที่ยวสองแสนคน

เนเธอร์แลนด์เป็นเมืองหลวงจักรยานของโลก

ใช่เลย คุณรู้ไหมว่า ชาวเนเธอร์แลนด์มีจักรยานเฉลี่ยคนละ 1.7 คัน มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก อันดับสองคือเดนมาร์ก 1.1 คัน ตามมาห่างมาก (หัวเราะ)

คุณเป็นนักปั่นไหม

คุณคุ้นเคยกับการแข่งขันจักรยานทางไกลในยุโรปไหม มีเส้นทางแข่งขันคลาสสิกเส้นหนึ่งจากฝรั่งเศสไปเบลเยียม ยาว 220 กิโลเมตร ผมไม่ได้ไปแข่งในรายการนั้นนะ แต่ตอนหนุ่มๆ ผมกับเพื่อนๆ 4 คน เอาจักรยานเสือหมอบไปปั่นเส้นนี้ 5 ครั้ง ปั่นกันสนุกๆ แบบมือสมัครเล่น แต่การปั่นจบในหนึ่งวันก็ถือว่าไกลอยู่

ตอนอยู่อัมสเตอร์ดัม คุณใช้จักรยานในชีวิตประจำวันไหม

แน่นอนที่สุด ผมปั่นจักรยานทุกวัน อย่างแรกเลยเพราะมันดีต่อสุขภาพ ต่อส่ิงแวดล้อม มันคือวิธีเดินทางจากจุดเอไปจุดบีในอัมสเตอร์ดัมที่เร็วที่สุด ถ้าขับรถไปต้องเสียค่าจอดรถชั่วโมงละ 200 บาท ไปธุระ 3 ชั่วโมง ก็ 600 บาท แพงอยู่นะ มีรูปหนึ่งที่คลาสสิกมากๆ ตอนที่ประธานาธิบดีโอบามามาประชุมที่เนเธอร์แลนด์ เขาเดินทางมาที่ประชุมด้วยเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ ส่วนนายกรัฐมนตรีของเราขี่จักรยานไป มันแตกต่างกันมากๆ (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการเป็นเอกอัครราชทูตที่ประเทศไทย

ผมต้องพยายามไม่กินเยอะ (หัวเราะ) ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ การผสานความแตกต่างของสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ไทยมีวัฒนธรรมเฉพาะของตัวเอง ดัตช์ก็เช่นกัน มันน่าสนใจที่เราจะรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน นี่คือส่วนหนึ่งของงานเรา การดูแลชุมชนชาวดัตช์ที่นี่ก็ท้าทาย ที่เหลือเป็นเรื่องของความรื่นรมย์ในการทำงานแล้ว ผมได้รับสิทธิพิเศษในการทำงานที่นี่ท่ามกลางบรรยากาศที่เปรียบเหมือนโอเอซิสกลางเมืองใหญ่ที่มีประชากร 10 ล้านคน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต ผมรู้สึกพิเศษมากที่ได้ทำงานที่นี่ และได้พักที่นี่


บ้านหลังนี้ใช้จัดงานบ่อยแค่ไหน

เจ้าหน้าที่สถานทูตบอกว่า ในรอบปีหรือ 52 สัปดาห์ เราจะมีงานประมาณ 52 งาน แต่ผมว่ามันบ่อยกว่านั้นนะ เราจัดงานสัปดาห์ละ 1 – 2 งาน เรามีงานที่หลากหลายมาก นอกจากในตัวบ้าน เรายังใช้พื้นที่บริเวณสวนจัดหลายๆ งาน เมื่อเร็วๆ นี้เราจัดงานปาร์ตี้เฉลิมฉลองวันชาติมีแขก 900 คน มีวงดนตรีมาเล่นตั้งแต่เย็นถึงช่วงดึก (เจ้าหน้าที่เสริมว่า ทุกครั้งที่จัดงานปาร์ตี้ทางสถานทูตจะส่งจดหมายแจ้งให้เพื่อนบ้านโดยรอบทราบล่วงหน้าเพราะงานจะมีเสียงรบกวนถึงบริเวณใกล้เคียง) อีกทั้งยังมีฉายหนังกลางแปลง จัดงานระลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เราลดธงครึ่งเสาและยืนไว้อาลัย เมื่อวานมีงานประชุมเอกอัครราชทูตดัตช์ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เราประชุมร่วมกันปีละครั้ง พรุ่งนี้จะมีงานพูดคุยและนิทรรศการภาพถ่ายเรื่อง LGBTI นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ในตัวบ้านจึงดูโล่งและมีรูปของงานนิทรรศการมาแขวนตามผนัง 


คุณชอบมุมไหนที่สุดในบ้าน

ตรงนี้เลย (โซฟารับแขก) มันสบายมาก ในครัวก็ดีนะ มันเป็นครัวที่สวยมาก มีหน้าต่างเล็กๆ มองออกไปเห็นสวน เป็นครัวที่รื่นรมย์ต่างจากครัวทั่วไป อีกที่ที่พิเศษมากๆ ก็คือ หอคอยด้านบน เป็นห้องเล็กๆ ร้อนหน่อย แต่เป็นสถานที่ที่ดี ถ้าคุณไม่อยากคุยกับใครก็ขึ้นไปบนนั้นแล้วปิดประตู (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

พื้นที่ชั้นสองใช้ทำอะไร

ไม่ได้ใช้งานมากนัก ตอนนี้ใช้เก็บของเป็นหลัก มีห้องพักแขก แล้วก็มีทางเดินเชื่อมไปบ้านพักของผมซึ่งเป็นอาคารที่สร้างใหม่อยู่ติดกัน ในอนาคตผมอยากใช้พื้นที่นี้จัดนิทรรศการศิลปะ แสดงภาพวาด


คุณชอบพื้นที่สีเขียวในสถานทูตไหม

มันเยี่ยมมาก ผมชอบสัตว์ที่นี่มาก ผมเรียกมันว่า อีกัวน่า เออ ภาษาไทยเรียกว่าอะไรนะ (หันไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตอบว่า ตัวเงินตัวทอง) มันตัวใหญ่มาก ยาวเกือบ 2 เมตร จะเรียกว่าเป็นจระเข้ตัวน้อยๆ ก็ได้ มันว่ายน้ำตลอดเวลา กินปลาในน้ำ มีรังซึ่งผมเดาว่าอยู่ใต้บ้านหลังนี้ ตอนกลางคืนคุณจะเห็นมันกลับรัง หายไปใต้บ้านหลังนี้ ผมชอบตอนกลางคืนนะ คุณจะได้ยินเสียงเหมือนป่ากลางกรุงเทพฯ ที่นี่มีกระรอกตัวน้อยปีนต้นไม้ มีนก มีสัตว์อื่นๆ เราควรรักษามันไว้ให้เป็นสมบัติของกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา (เจ้าหน้าที่เสริมว่า มีปู่เต่าเป็นสัตว์ที่อยู่คู่สถานทูตมานานมาก พี่ๆ คนสวนที่อยู่มานานบอกว่าปู่เต่าอยู่มาก่อนเขา คาดว่าเกิน 40 ปี ท่านทูตเพิ่งมาประจำที่นี่ยังไม่มีโอกาสเจอปู่เต่าของเรา)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

เวลาว่างคุณทำอะไร

นอกจากอ่านหนังสือ ผมพยายามวิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน ที่สวนลุมพินี ผมไปวิ่งตอนเย็น มันสนุกมากที่ได้วิ่งที่นั่น เพราะมีคนไทยวิ่งกันเป็นพันคน ทั้งหนุ่ม แก่ อ้วน ผอม วิ่งเร็ว วิ่งช้า และเดิน ผมวิ่งจากสถานทูตไป 700 เมตร วิ่ง 2 รอบ 5 กิโลเมตร วิ่งกลับมาก็ 6.5 กิโลเมตร


คุณวิ่งคนเดียวเหรอ

ใช่ แต่วันอาทิตย์ผมไปวิ่งกับชมรมวิ่งนักการทูต เราพบกันวันอาทิตย์ตอนห้าโมงเย็น คุยกันสัก 10 นาที แล้วต่างคนก็ต่างวิ่งตามจังหวะของตัวเอง เราวิ่งความเร็วไม่เท่ากัน ไม่ได้แข่งกัน สมาชิกทั้งหมดน่าจะมีประมาณ 15 คน มีทูตไอริช สวีเดน นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ บางครั้งก็มีเพื่อนๆ ทูตมาด้วย แต่ไม่เคยมากันครบสักที เป็นกลุ่มที่ดี


คุณต้องเรียนภาษาไทยไหม

ไม่ต้อง แต่ผมอยากเรียนนะ ในกลุ่มนักการทูตเราคุยเรื่องนี้กันว่า คุณต้องเรียนภาษาไทยมากแค่ไหน และคุณอยากเรียนภาษาไทยมากแค่ไหน ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากมาก ผมพยายามเรียนรู้ประโยคง่ายๆ แต่ถ้าให้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการใช้ชีวิตเป็นภาษาไทย ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้นะ (หัวเราะ)

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่


คำศัพท์ภาษาดัตช์คำไหนแปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้

Gezellig หมายถึง บรรยากาศสบายๆ แต่มันมากกว่านั้น มันหมายถึงรู้สึกดีที่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน รู้สึกสบาย เป็นคำที่ดัตช์มาก ชาวดัตช์ทุกคนรู้ว่าแปลว่าอะไร ถ้าคุณเดินในอัมสเตอร์ดัมหรือเมืองอื่น มองเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ช่วงหัวค่ำ คุณจะเห็นด้านใน ไม่มีใครปิดม่าน มันเป็นความรู้สึกของการเปิดเผย เป็นความรู้สึกของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดัตช์มาก คาแรกเตอร์ของชาวดัตช์คือเปิดเผย ตรงไปตรงมา ผมไม่รู้ว่ามีชาติไหนที่เปิดม่านตอนหัวค่ำแบบนี้อีกนะ นอกจากนี้เราก็ยังมีคำที่คนต่างชาติออกเสียงไม่ได้ เพราะจะมีเสียงในลำคอเยอะๆ อย่างเช่น Scheveningen (ชื่อชายหาด) หรือ Afsluitdijk (ชื่อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

คำถามสุดท้าย ช่วงบอลโลกปีนี้คนดัตช์จะทำอะไรกัน

ผมคิดว่าการสัมภาษณ์นี้จบแล้วนะ (หัวเราะ) ผมเคยบอกว่า ในสถานทูตเรามีอิสรภาพในการแสดงความเห็น และเราต่อต้านการเซ็นเซอร์ แต่สิ่งหนึ่งผมห้ามแน่ๆ คือการพูดคำสองคำในประโยคเดียวกัน คุณจะพูดคำว่า World ในความหมายไหนก็ได้ คุณจะพูดว่า Cup ในความหมายไหนก็ได้ แต่ห้ามพูดคำว่า World Cup ติดกัน เพราะทีมชาติเราไม่ได้ไปแข่งด้วย (หัวเราะ)

ส่วนตัวผมเชียร์เบลเยียม ผมเคยอยู่ท่ี่นั่นนานพอสมควร ชาวเบลเยียมน่ารัก คนดัตช์ส่วนใหญ่ชอบเบลเยียมมาก พวกเขามีทีมฟุตบอลที่ดี เราจะเชียร์เบลเยียม

เยี่ยมสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ดูบ้านเก่ากว่า 100 ปี บนพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปี 2018 เป็นวาระครบรอบ 500 ปีสนธิสัญญาทางการค้าเเละไมตรีฉบับเเรกระหว่างโปรตุเกสเเละสยาม

แต่มิตรภาพระหว่างโปรตุเกสและไทยยืนยงมายาวนานกว่า 500 ปี โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เดินทางมาติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ค.ศ.1511

สถานทูตโปรตุเกสเป็นสถานทูตแห่งแรกในกรุงเทพฯ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2

ทำเนียบทูต (บ้านพักทูต) ของโปรตุเกส เป็นอาคารทรงโคโลเนียลแบบโปรตุเกสอายุกว่า 150 ปี บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในวาระการเฉลิมฉลอง 50 ปีของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อ ค.ศ. 1984

เมื่อเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ฟรานซิสกู วาช ปาตตู (Francisco Vaz Patto) ทราบว่า The Cloud สนใจบ้านหลังนี้ ท่านก็ยินดีเปิดบ้านพาเราเยี่ยมชม

ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกสฉบับย่อ

ค.ศ. 1511

ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่ติดต่อกับสยามตั้งแต่ ค.ศ.1511 โดยทำสนธิสัญญาทางการค้าและไมตรีฉบับแรกใน ค.ศ. 1518 เนื้อหาหลักว่าด้วยพันธไมตรีด้านการค้าและการเผยแผ่ศาสนา จากนั้นก็มีทหารอาสาชาวโปรตุเกสมารับราชการสงครามในกองทัพไทย มีการนำวิทยาการแบบตะวันตกมาเผยแพร่ เช่น การใช้ปืนแบบยุโรป และการตัดถนนโดยใช้เข็มทิศส่องกล้อง สมเด็จพระไชยราชาธิราชพระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสตั้งภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอยุธยา เรียกกว่า บ้านโปรตุเกส หรือ เกาะโปรตุเกส เพราะมีคลองล้อมรอบ มีการสร้างโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นครั้งแรกในสยาม และกลุ่มมิชชันนารีโปรตุเกสได้นำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาในราชสำนักอยุธยา เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และสาธารณสุข ชาวโปรตุเกสจำนวนมากแต่งงานกับคนไทย ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 มีประชากรในหมู่บ้านโปรตุเกสกว่า 3,000 คน

ค.ศ. 1760 – 1780

เมื่อเข้าสู่ยุคธนบุรี ทหารชาวโปรตุเกสก็เดินทางตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมาตั้งถิ่นฐานที่กรุงธนบุรี บนที่ดินพระราชทานย่านกุฎีจีนและโบสถ์ซางตาครู้สในปัจจุบัน

ค.ศ. 1820

ในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมเด็จพระราชินี Maria แห่งโปรตุเกส เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำหรับค้าขายและที่พักของกงสุลโปรตุเกส ปัจจุบันคือที่ตั้งของโกดังที่ปรับให้กลายเป็นสำนักงานของสถานทูตโปรตุเกสและทำเนียบทูต ซึ่งทำเนียบทูตหลังแรกเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้ไผ่ แล้วก็มีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ มีโบสถ์กาลหว่าร์ (ภาษาโปรตุเกสออกเสียงว่า กาลวาริอุ)

 
สถานทูตโปรตุเกส
ค.ศ. 1860

ทำเนียบทูตหลังปัจจุบันสร้างในช่วงกลางปี 1860 เป็นอาคารทรงโคโลเนียลแบบโปรตุเกสผสมกับความเป็นไทย เดิมทีวัสดุที่ใช้ก่อสร้างทั้งหมดส่งตรงมาจากโปรตุเกส แต่เรือที่ขนส่งล่มระหว่างทาง จึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุท้องถิ่นแทน ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการปรับปรุงอาคารหลังนี้หลายส่วน เช่น เพิ่มระบบไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ

สถานทูตในโกดังเก่า

สถานทูตโปรตุเกส

สำนักงานของสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสอยู่ภายในอาคารปูนสองชั้นสีเหลืองอ่อนที่ดูมิดชิด เมื่อผลักประตูเข้าไปภายใน หลายคนคงรู้สึกว่า ที่นี่ดูเหมือนออฟฟิศของดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากกว่าสถานทูต

อาคารหลังนี้เดิมคือโกดังเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ เมื่อการขนส่งเปลี่ยนรูปแบบไป โกดังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว สถานทูตชวนวิศวกรและสถาปนิกชาวโปรตุเกสมาดัดแปลงโกดังโครงไม้อายุกว่าร้อยปีหลังนี้ให้กลายเป็นสำนักงานสุดโมเดิร์น และย้ายสำนักงานของสถานทูตจากชั้นล่างของทำเนียบทูตมาอยู่ที่นี่

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

หากยืนตรงกลางโถง เราจะมองทะลุกระจกใสเข้าไปยังห้องทำงานได้ทุกห้องทั้งชั้นบนและชั้นล่าง รวมถึงห้องทำงานของท่านทูตที่อยู่ชั้นสอง ให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองมาก

ท่านทูตฟรานซิสกู วาช ปาตตู ชวนเราขึ้นมานั่งคุยในห้องทำงาน ท่านเล่าว่า นี่คือโกดังไม้ยุคเก่าหลังท้ายๆ ที่ยังหลงเหลือบนถนนสายนี้ แล้วก็ออกตัวว่าที่นี่เป็นสถานทูตเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่แค่ 7 คน แต่ก็ทำงานครบทุกด้าน ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังดูแลงานในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ด้วย

“อาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่สวย มีความสะดวกสบายและไม่สะดวกสบาย ตามประสาอาคารเก่า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าบ่น เพราะการได้นั่งทำงานที่นี่ถือเป็นสิ่งที่พิเศษมาก” ท่านทูตเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ข้ามกำแพง

สถานทูตโปรตุเกส

ถ้าพูดถึงสถานทูตโปรตุเกส สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นงานสตรีทอาร์ตบนกำแพงหน้าสถานทูต ซึ่งกล้าหาญขนาดเจาะกำแพงปูนให้เป็นภาพใบหน้าคน

“ไอเดียของผมเอง” ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “เราทำเมื่อต้นปี 2017 ศิลปินชื่อวีลส์ (Vhils) เขาเป็นศิลปินชื่อดังของโปรตุเกส งานสตรีทอาร์ตของเขาใช้วิธีเจาะกำแพง ดังนั้น มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่หายไป พอเขามาถึงเขาก็ตระเวนถ่ายรูปคนท้องถิ่น แล้วก็เอามาทำเป็นภาพบนกำแพง เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยกับโปรตุเกส”

ความคิดนี้มาจากท่านทูตรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของโปรตุเกสในสายตาคนทั่วไปคือ อนุรักษ์นิยม แต่ตอนนี้โปรตุเกสไม่ใช่แบบนั้นแล้ว วิธีแสดงให้คนเห็นว่าโปรตุเกสโมเดิร์นก็คือเอาศิลปินโมเดิร์นของโปรตุเกสมาสร้างงานศิลปะโมเดิร์น

“เป็นการมอบของขวัญจากเราให้กรุงเทพฯ ด้วย มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายภาพตลอดทั้งวันเลย”

ท่านทูตเล่าต่อว่า ในปี 2561 ซึ่งครบรอบ 500 ปีสนธิสัญญาทางการค้าเเละไมตรีฉบับเเรกระหว่างโปรตุเกสเเละสยาม จะเชิญวีลส์กลับมาสร้างงานอีกครั้งในเทศกาล Bukruk รวมถึงเชิญศิลปินโปรตุเกสรุ่นใหม่ทั้งนักเขียน นักดนตรี และนักออกแบบ มาร่วมงานต่างๆ ในเมืองไทย

ในส่วนของการค้าและการลงทุน จะมีการจัดประชุมเพื่อให้นักธุรกิจจากโปรตุเกสได้แสดงให้เห็นว่าโปรตุเกสไม่ได้มีแค่อาหารกับไวน์ แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีอุตสาหกรรมกระดาษ มีสตาร์ทอัพซึ่งเติบโตเร็วมาก เมืองลิสบอนถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสตาร์ทอัพของยุโรป เพราะเป็นเมืองที่ค่าครองชีพถูก จึงดึงดูดหนุ่มสาวมากมายให้มาเริ่มต้นธุรกิจ

รู้จักกันผ่านภาษา

สถานทูตโปรตุเกส

เมื่อถามถึงคำศัพท์ภาษาไทย ท่านทูตส่ายหน้าแล้วบอกว่า เคยเรียนเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ แต่ค่อนข้างยาก จึงพูดได้แค่คำศัพท์พื้นฐานไม่กี่คำ ท่านทูตเล่าว่า คำศัพท์ภาษาไทยหลายคำเป็นคำยืมมาจากภาษาโปรตุเกส อย่างเช่น ศาลา มาจากคำว่า sala (สาลา) ซึ่งในภาษาโปรตุเกสหมายถึง ห้องนั่งเล่น คำว่า สบู่ ก็มาจากคำว่า sabão (ซาเบา) คำว่า ขนมปัง ก็มาจากคำว่า pão (เปา)

แล้วก็ยังมีอีกหลายคำที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่ามาจากภาษาโปรตุเกส เช่น กะละแม มาจาก caramelo (การาเมลุ) คำว่า กัมประโด (ผู้ทําหน้าที่หาลูกค้าให้บริษัทหรือธนาคาร) มาจาก comprador (กอมปราดอร์) แปลว่า คนซื้อ และ เลหลัง มาจากคำว่า leilão (เลย์เลา) แปลว่า ประมูล

เห็นคำภาษาโปรตุเกสที่กลายเป็นคำภาษาไทยแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า มีคำภาษาโปรตุเกสคำไหนที่ไม่มีคำแปลในภาษาอื่น

“โซแดด (saudade)” ท่านทูตตอบทันที “มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆ เวลาที่คุณคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อน แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกมากๆ เพลงยุคเก่ามักจะพูดถึงความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่ผสมกันทั้งความเศร้าและความสุขที่นึกถึงความทรงจำที่สวยงามของมิตรภาพหรือบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่โปรตุเกสมาก”

ท่านทูตอธิบายที่มาของคำนี้ว่า โปรตุเกสอยู่ริมฝั่งตะวันตกของยุโรป ด้านขวาติดสเปนซึ่งทำสงครามกันมายาวนาน จึงเดินทางผ่านสเปนไปเชื่อมต่อกับยุโรปไม่ได้ ส่วนทางซ้ายติดมหาสมุทรก็เลยต้องนั่งเรือเดินทางไปทั่วโลกแทน ในช่วงศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสมีประชากร 4 ล้านคน แต่ประชากร 1 ล้านคนกำลังเดินทางอยู่นอกประเทศ การเดินทางของชาวโปรตุเกสที่ไปพบวัฒนธรรมที่แตกต่างทำให้โปรตุเกสเป็นประเทศในยุโรปได้รับอิทธิพลจากเอเชีย อเมริกา อเมริกาใต้ และแอฟริกา เยอะมาก แล้วก็เกิดคำศัพท์คำนี้

เดินทางอย่างโปรตุเกส

สถานทูตโปรตุเกส

“ในอดีตเราเป็นประเทศยากจน แล้วก็ต้องสู้กับสเปน เราต้องหาเงิน การค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่ดี เราจึงเดินทางไปหาพื้นที่ใหม่ เช่น ไปอินเดียเพื่อควบคุมการค้าเครื่องเทศ เพราะตอนนั้นเครื่องเทศแพงเหมือนทองหรือเพชร ประเทศอื่นขนส่งเครื่องเทศจากเอเชียมายุโรปทางบก เราคิดว่าถ้าขนส่งทางน้ำน่าจะเร็วกว่า เมื่อเราควบคุมการค้าเครื่องเทศเราก็ทำเงินได้มาก โปรตุเกสจึงมีอำนาจมากในช่วงนั้น” ท่านทูตเล่าประวัติศาสตร์การเดินเรือของโปรตุเกสให้ฟัง

โปรตุเกสไม่ได้คิดจะยึดสยามเป็นเมืองขึ้น เพียงแค่ทำธุรกิจค้าอาวุธพวกปืนใหญ่และปืนยาวกับสยามเท่านั้น แต่โปรตุเกสก็ทำสงครามเพื่อยึดครองหลายประเทศ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยังคงมีสัมพันธ์ที่ดีกับโปรตุเกส เช่น บราซิล มาเก๊า หรือโมซัมบิก

ท่านทูตผู้เกิดที่โมซัมบิกเล่าว่า “ในยุคนั้นกษัตริย์ที่ส่งคนโปรตุเกสไปทั่วโลกมีคำสั่งให้เราใช้วิธีสร้างสัมพันธ์แล้วก็สร้างครอบครัวกับคนท้องถิ่น แทนที่จะไปยึด เพราะเรามีประชากรนิดเดียว จะไปสู้กับเขาได้ยังไง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชุมชนชาวโปรตุเกสในอยุธยาถึงมี 3,000 คน เพราะเขามีครอบครัวชาวไทย ตอนนี้คุณก็ยังเห็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส วิธีการแบบนี้มีพลังมากกว่า เพราะเราจะกลายเป็นเพื่อนกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน”

สวนโปรตุเกส

สวนโปรตุเกส
สวนโปรตุเกส

ท่านทูตพาพวกเราเดินจากอาคารสำนักงานไปยังทำเนียบทูต จุดแรกที่เดินผ่านคือ สวนโปรตุเกส ซึ่งเป็นพื้นที่ของสถานทูตแต่ให้โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เช่า โดยมีข้อตกลงร่วมกับโรงแรมว่า ให้โรงแรมสร้างสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และเป็นผู้ดูแลพื้นที่ โดยที่ท่านทูตและแขกของสถานทูตสามารถใช้บริการได้ ข้อตกลงนี้ทำให้สถานทูตมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เล่นกีฬาโดยที่ไม่ต้องลงทุนและจ่ายค่าดูแลรักษา

สนามหญ้า

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ท่านทูตพาเราเดินมาที่สนามหญ้าริมแม่น้ำ มุมหนึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาซึ่งกำลังบูรณะ ท่านทูตบอกว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบโปรตุเกสกับช่างไม้จากเชียงใหม่ ถ้าทำเสร็จแล้วจะเอาไว้ใช้จัดเลี้ยงรับรองในยามค่ำคืน

“ในสวนของเรามีสัตว์เลื้อยคลานที่มาจากแม่น้ำ มีงูมาบ้าง มีอีกา ค้างคาว นกนางนวล แล้วก็นกที่ชอบร้องเพลงตอนบ่ายสาม ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ไม่ได้วุ่นวาย ไม่มีเสียงรถยนต์ มีเสียงเรือบ้าง แต่กลางคืนเงียบสงบมาก” ท่านทูตเล่าถึงสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วชวนให้เราหันกลับไปมองทำเนียบทูต

“บ้านหลังนี้มีระเบียงใหญ่ด้านหน้า หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ เพราะเมื่อก่อนเราเดินทางทางน้ำ ไม่ใช่ทางถนนเจริญกรุง”

ตลอดร้อยห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา บ้านหลังนี้ผ่านการปรับปรุงครั้งสำคัญเมื่อ ค.ศ. 2013 ซึ่งพยายามปรับให้กลับไปคล้ายบ้านในยุคแรกมากที่สุด รื้อกระจกที่เคยติดบริเวณระเบียงออก เพื่อเปลี่ยนจากการใช้เครื่องปรับอากาศมาเป็นอากาศธรรมชาติ รวมถึงปรับปรุงพื้นไม้ ประตูไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วย

เปิดประตูบ้าน

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ท่านทูตเปิดประตูบ้านเดินนำเราเข้ามาด้านใน

“คุณจะเห็นว่าพื้นบ้านอยู่ต่ำ เพราะบ้านทรุดลงเล็กน้อย แล้วเราก็ถมสวนให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ประตูไม้อันนี้พิเศษมาก มาจากบ้านของครอบครัวโปรตุเกสในอยุธยา ส่วนหนึ่งเป็นลายแบบไทย แล้วก็มีลายแบบโปรตุเกส” ท่านทูตชี้ให้ดูประตูไม้โบราณ

สถานทูตโปรตุเกส

เดิมพื้นที่ชั้นล่างของทำเนียบใช้เป็นสำนักงานของสถานทูต แล้วก็มีคุกอยู่ชั้นใต้ดิน เพราะยุคก่อนหากคนโปรตุเกสที่เดินทางมากับเรือทำผิด ท่านทูตจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าต้องติดคุกก็จะขังไว้ชั้นใต้ดิน แล้วค่อยส่งใส่เรือส่งกลับไปโปรตุเกส แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว

สถานทูตโปรตุเกส

“ห้องนี้ใช้เลี้ยงรับรอง” ท่านทูตพาเดินมาดูอีกห้อง “เมื่อวานเพิ่งมีงานเลี้ยงคริสต์มาสของชาวโปรตุเกสที่อยู่ในเมืองไทย เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก คนรุ่นก่อนเป็นคนที่มีอายุ แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่มาทำธุรกิจ และทำงานที่นี่”

ชั้นบน

สถานทูตโปรตุเกส

“ในอาคารนี้ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เพราะเชื่อมถึงกันหมด บันไดเป็นศูนย์กลางของบ้านที่เชื่อมถึงทุกส่วน ทุกห้องติดบันได เป็นโครงสร้างบ้านแบบเก่าเหมือนวังของยุโรป” ท่านทูตพาเดินขึ้นบันไดไม้มาที่ชั้นสอง ซึ่งมีห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องอาหารขนาดเล็ก และห้องอาหารขนาดใหญ่ซึ่งมีภาพวาดของศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ประดับอยู่ 2 รูป

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ระเบียง

“นี่คือส่วนที่ผมชอบที่สุดในบ้าน” ท่านทูตเปิดประตูพาเราเดินออกมาที่ระเบียงซึ่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา “เรากินอาหารเช้าตรงนี้ ตอนเช้าอากาศดีมาก ส่วนตอนเย็น เมื่อก่อนมองออกไปจะเป็นพระอาทิตย์ตกที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ตอนนี้กลายเป็นไอคอนสยามแล้ว มันคืออนาคตของกรุงเทพฯ”

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้อยู่ในบ้านที่เต็มด้วยประวัติศาสตร์หลังนี้ ท่านทูตตอบว่า

“ที่นี่เป็นเหมือนอนุสาวรีย์ เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เราจะดูแลมันอย่างดีที่สุด พยายามไม่เปลี่ยนแปลงมัน ไม่ใช่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เรา แต่เพราะมันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยด้วย”

ฟรานซิสกู วาช ปาตตู Francisco Vaz Patto
 

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load