15 กุมภาพันธ์ 2562
65 K

“อย่างฮา ขายของสนั่นมาก”

นี่เป็นแคปชันบนโพสเฟซบุ๊กของเพื่อนเราคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่ค่อยจะยอมแชร์อะไรเท่าไหร่ การแชร์ครั้งนี้เลยพิเศษจนเราต้องขอเข้าไปชม

พาไปดูโรงแรมคืนละ 30,000 ที่ฮ่องกง

พาไปดูโรงแรมคืนละ 30,000 ที่ฮ่องกง !!!แต่ถ้าอยากให้ราคาลดลงแอพนี้ช่วยได้>> https://bit.ly/2p8fjti

Posted by พี่เอ็ด7วิ on Selasa, 18 September 2018

คลิปรีวิวโรงแรมในฮ่องกงที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างผ่านการแรป ทำให้เราตั้งใจดูตั้งแต่จนจบ แม้จะถึงช่วงขายของเราก็ยังคงดูต่อไปอย่างว่าง่าย เพราะว่ามันสนุกจนอยากจะลุกขึ้นมาร้องแรปตาม สารภาพ หลังจากดูจบเราก็หยุดตามไปดูโพสต์อื่นไม่ได้ จนอยากให้มีป้ายเขียนเตือนไว้ว่า ‘เพจนี้ เข้ามาแล้ว…ออกยาก’

พี่เอ็ด7วิ อาจจะเป็นเพจที่ได้ยินแค่ชื่อก็รู้สึกตลกแบบไม่มีเหตุผล แต่รู้ไหมว่า พี่เอ็ด7วิ กำลังเป็นเพจที่เนื้อหอมสุดๆ เต็มไปด้วยสปอนเซอร์เจ้าต่างๆ แต่จะว่าไปทั้งเพจก็ไม่มีคอนเทนต์อื่นใดนอกจากสปอนเซอร์ แถมยอดวิวยอดแชร์แต่ละคลิป ถล่มทลาย

นี่มันเพจอะไรกันเนี่ย!

ในยุคสมัยที่ผู้คนเลือกรับบริโภคสื่อและข่าวสารตามอัธยาศัย หนึ่งในอาชีพที่งานสนุกแต่ยากลำบากขึ้นคือ คนทำโฆษณา เพราะขณะที่ต้องคิดกลยุทธ์ล้านแปดเพื่อส่งสารไปถึงผู้รับอย่างแนบเนียนที่สุด ทุกคนก็พร้อมจะใช้ปลายนิ้วเลื่อนไถหนีหรือกดข้ามทันที

และการมาของเพจพี่เอ็ด7วิก็ล้มทุกทฤษฎีที่เคยมีมาด้วยการขายของแบบโต้งๆ แถมยังได้จำนวนไลก์และแชร์ถล่มทลายเข้าข่ายการเป็นไวรัลไปได้อีก

ที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงตั้งใจดู แต่ยังดูซ้ำ และอยากชวนให้เพื่อนดูต่อ

The Cloud จึงขอนัดหมายพิเศษ ชวน พี่เอ็ดดี้-จุมพฏ จรรยหาญ เจ้าของเพจ ‘พี่เอ็ด7วิ’ และสมาชิกทีมเสือร้องไห้ YouTuber ผู้ผลิตคลิปออนไลน์ที่ทั้งตลก เจ็บแสบ และโด่งดัง มีผู้ติดตามเป็นล้าน พูดคุยถึงความมุ่งมั่นขายของบนคลิปโดยที่ยังมีคนตามดูมากมาย การขายสปอนเซอร์รัวๆ และการทำให้คลิปวิดีโอทุกตัวดูสนุกและมียอดแชร์เยอะขนาดนี้

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

พี่เขาทำได้ยังไงเนี่ย!

“เพจผมคือร้านโชว์ห่วยครับ เปิดแผงขายของ ใครอยากขายอะไรก็เอามาให้ขายได้” พี่เอ็ดไม่ได้ยื่นนามบัตรให้เรา แต่ที่เขาพูดมาคือการแนะนำตัวที่เห็นภาพ ชัดเจน

เพจ ‘พี่เอ็ด7วิ’ มีจุดกำเนิดมาจากกลุ่ม ‘เสือร้องไห้’ ที่อยากให้สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสทำคอนเทนต์แบบที่ตัวเองชอบ พี่เอ็ดจึงเริ่มทำจากสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นคือภาพประกอบกับเพลงเนื้อหาตลกๆ และด้วยความเก๋าเกมจากเสือร้องไห้ พี่เอ็ดพบความจริงข้อหนึ่งเกี่ยวกับการหารายได้มาหล่อเลี้ยงเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งก็คือการขายของ ดังนั้น ต้องทำให้คนอยากดู พี่เอ็ดย้ำว่า เรื่องมันก็เรียบง่ายและเป๊ะปังประมาณนี้

แต่เพื่อให้ชัดเจนขึ้นไปอีก

(เพื่ออรรถรส โปรดอ่านท่อนต่อไปนี้ในจังหวะเพลงแรป)

เราเลยอยากชวนทุกคนมาฟังเรื่องเด็ด 7 เรื่อง จากพี่เอ็ด 7 วิ ล้อมวงกันเข้ามาสิ มาฟังเรื่องเด็ด 7 วิกัน

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

1

ขายยังไงให้บันเทิง

เมื่อก่อนเรามี TV Direct อย่างไร ทุกวันนี้พี่เอ็ดก็ให้ความบันเทิงเราอย่างนั้น

พี่เอ็ดทำเพจด้วยความคิดที่อยากแก้ไขเรื่องคับข้องใจของตัวเองว่า เวลาเพจจะขายของทำไมต้องทำปิดบัง ทำไมต้องทำอ้อมๆ “ขายเลยดีไหม ขายมา ยกทรงตัวนี้ใส่แล้วไม่อึดอัด เพราะยางยืดมันเป็นอย่างงี้ มันมีที่ระบายอากาศตรงนี้ คนก็จะ อ๋อ-เข้าใจ-จบ” เขาบอกเราแบบนี้ และเราก็เชื่อว่าหลายคนก็คงจะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน

แต่ด้วยความเก๋าเกมในวงการโฆษณาและการเป็นอินฟลูเอนเซอร์จากการทำรายการเสือร้องไห้ ทำให้เขารู้ว่า ขายตรงๆ ก็อาจจะเป็นการให้ยาขมมากไป กินบ่อยๆ คนคงระอา ทางที่ดีคือต้องเคลือบน้ำตาลเข้าไปเล็กน้อย พอให้กินง่ายๆ แถมได้ประโยชน์

เหมือนที่ TV Direct มีซาร่ากับจอร์จ พี่เอ็ดก็มีภาพกับเพลงเข้ามาช่วยตบมุกไปมา เป็นน้ำตาลเคลือบให้การขายของไหลลื่น ชวนดู ชวนลุ้น ไปจนจบด้วยเหมือนกัน

แถมตลอดทางพี่เอ็ดก็ยังเอาความตรง ความจริงใจในการขาย มาเป็นเสน่ห์ให้คนรักและติดตาม เรื่องนี้พี่เอ็ดเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เวลาเราเจอคนมาพูดดีๆ ด้วย แล้วค่อยตบท้ายด้วยการขายของ เราก็คงไม่รู้สึกว่าเขาจริงใจและน่าคบหามากเท่าคนที่ก็บอกมาเลยตรงๆ ว่ามีของมาขายนะ และยิ่งถ้าเขามาดี มาให้แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ เราก็คงรู้สึกว่าคนคนนี้น่าคบ

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

2

โฆษณาแบบ Low Cost

พอขึ้นชื่อว่าเป็นโฆษณาค่าผลิตมันก็มักจะแพงหูฉีี่ เพราะเราก็มักจะยึดติดกับความเนี้ยบเป๊ะของการผลิต ตั้งแต่การขายสตอรี่บอร์ด ขายสคริปต์ให้เข้าใจตรงกันว่าแต่ละฉากเราจะเห็นอะไรบ้าง และการเตรียมการผลิตที่ละเอียดไปถึงขั้นสีเสื้อของตัวประกอบ

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนมาเป็นยุคสื่อออนไลน์ครองโลก ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าคลิปไวรัลขึ้นมา

ความหมายที่แท้จริงของคลิปไวรัลก็คือ คลิปวิดีโอที่คนดูแล้วชอบจนส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง แต่ความหมายข้างเคียงที่มาพร้อมกันก็คือ การทำวิดีโอราคาถูกที่ทำได้ง่ายๆ เร็วๆ และไม่ได้มีพิธีรีตองในการเตรียมผลิตมากนัก

ความดีงามในแง่ธุรกิจของคลิปราคาถูกทำให้เจ้าของสินค้าสองจิตสองใจ นั่นคือ อยากได้ความชัดเจนในราคาถูก

“สิ่งที่เราทำไม่ใช่คลิปไวรัลนะ แต่เป็นโฆษณาโลว์คอสต์” พี่เอ็ดรีบบอก

พระเจ้าจอร์จ ไอเดียพี่มันยอดมากเลย! (ซาร่ารำพึงรำพัน)

ความโลว์คอสต์เป็นยังไงคงไม่ต้องบรรยายมาก ทุกคนที่เคยใช้บริการสายการบินราคาประหยัดก็จะคุ้นเคยดีว่ามันเป็นการตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อให้ราคาต่ำที่สุด

ส่วนโฆษณากับคลิปไวรัลต่างกันยังไงนั้นขอให้ทุกคนนึกถึงคลิปล่าสุดที่ดูแล้วอยากแชร์ นั่นคือคลิปไวรัลและคลิปล่าสุดที่ดูแล้วลุกออกไปซื้อทันทีนั่นแหละ คือโฆษณา

การทำโฆษณาแบบโลว์คอสต์ของพี่เอ็ดคือการคงไว้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับการให้คนอยากจะไปซื้อสินค้า ซึ่งก็คือเนื้อหาที่สนุกและการขายของที่ได้ผล

ไม่มีการขายสตอรี่บอร์ด ไม่มีการประชุมเตรียมการผลิต และไม่มีการมาวุ่นวายที่หน้ามอนิเตอร์ ทุกอย่างจบกันที่การคุยคอนเซปต์กว้างๆ เรื่องของสินค้าที่อยากจะขาย และทีมโปรดักชันก็ประกอบไปด้วยพี่เอ็ดและทีมงานอีกเพียง 1 – 2 คนเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่สบายใจ พี่เอ็ดก็มีบริการเป็นออปชันเสริมให้เลือกกดเลือกซื้อเพิ่มได้ตลอดเวลา

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

3

เงินมาผ้าหลุด

“อยากได้สตอรี่บอร์ดหรือครับ ได้, อยากให้ทำภาพให้สวยงามกว่านี้นะครับ ได้, อยากจะเข้ามาดูตัดต่อด้วยหรอครับ ได้ครับ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม” ทั้งหมดทั้งมวลนี้พี่เอ็ดทำเพื่อรักษาอุดมการณ์เริ่มแรกของการทำเพจเอาไว้ นั่นก็คือการ

ทำ เพื่อ เงิน

“จริงๆ เพจนี้มีมาหลายปีแล้ว แต่มาเริ่มทำจริงจังก็ตอนภรรยามาบอกว่าท้องลูกคนที่ 2 ต้องการเงินครับ คือมันก็ไม่ได้แย่นะ ถ้าจะบอกว่าเราทำเพื่อเงิน ผมบอกทุกคนเลยว่าที่ทำเนี่ยทำเพื่อเงิน (หัวเราะ)” พี่เอ็ดบอกเราอย่างจริงใจ เหมือนกับที่จอร์จกับซาร่ามาช่วยกันขายเครื่องออกกำลังกายยังไงอย่างงั้น

เพราะงบน้อย พี่เอ็ดจึงแทบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ คิดเอง เล่นเอง บางทีก็ถ่ายเอง และตัดต่อเอง ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ดีเพราะตัวเองเองนี่แหละที่จะรู้ว่าความสนุกของเรื่องราวอยู่ตรงไหน

“หลักการทำงานคือ ก็ตัดไปจนกว่ามันจะสนุก” พี่เอ็ดเล่า

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

4

ต้นทุนที่มองไม่เห็น

ในการทำงาน แม้เจ้าของสินค้าจะได้รับบริการระดับโลว์คอสต์ แต่ยอดผู้ชมและยอดแชร์กลับเป็นระดับพรีเมียม เพราะพี่เอ็ดใช้ต้นทุนส่วนใหญ่ไปใช้เป็นค่าความคิด แทนที่จะเป็นค่าบริการหรือค่าผลิต

ฟังดูไปได้สวย แต่เรื่องเศร้ามันอยู่ตรงนี้

“พอเราขายความคิดเป็นหลัก มันจับต้องไม่ได้ บางคนคิดว่ามันไม่ใช้ต้นทุนแล้วก็มองมันไร้ค่า” พี่เอ็ดบอกว่า เขาเคยท้อใจที่ลูกค้าไม่เชื่อและโดนแก้งานอย่างถล่มทลายจนสคริปต์ไม่เหลือความสนุก เขาจึงไปถามคนนั้นคนนี้ขอคำแนะนำ

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำนั้นง่ายมาก นั่นคือ การขอแยกทาง

หลายคนเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ติสท์ พี่เอ็ดจึงยอมรับว่า “เออ กูติสท์”

พี่เอ็ดเชื่อว่าการรักษามาตรฐานที่เป็นประหนึ่งแบรนดิ้งของเพจและตัวตนของเขานั้นสำคัญมาก จะนับว่าเป็นอีกหนึ่งต้นทุนหลักเลยก็ได้ เพราะลูกค้าจะเชื่อและยอมจ่ายค่าความคิดก็เมื่อเห็นผลงานที่ผ่านมาของเราแล้วเขาเชื่อใจ

การยอมรับงานที่ไม่สามารถทำได้เท่ามาตรฐานของเพจนั้น สำหรับคนทำเพจแล้ว มันแทบจะเรียกว่าเป็นการทุบหม้อข้าวกันเลยทีเดียว

สำหรับใครที่กำลังคิดว่าความติสท์นี้เท่ อยากมีคนเอาเงินมาให้เราทำอะไรที่เราอยากทำไปได้เรื่อยๆ ใช่! เราก็อยาก จึงรีบถามเคล็ดลับจากเจ้าตัว

“เรียนจบมาก็ติสท์ได้เลยนะ ถ้าบ้านรวย มีกินมีใช้ ไม่จำเป็นต้องหาเงิน แต่ถ้าต้องทำมาหากินผมแนะนำให้ขยัน ไม่เลือกงาน และฝึกให้เยอะจนเก่งก่อน แล้วค่อยมาติสท์”

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

5

วิชาที่ไม่มีสอน

พี่เอ็ดบอกเราว่า เขาก็ไม่แน่ใจว่าความสามารถในการคิดอะไรตลกๆ ที่เราเห็นในคลิปต่างๆ นี่มันมาจากไหน ทั้งนี้เขายืนยันว่าเขาก็ไม่ใช่คนตลก แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ คงเป็นเพราะความที่ไม่ได้มีทุกอย่างมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาต้องคิดค้นวิธีเล่นสนุกแบบไม่มีเครื่องเกม คิดประดิษฐ์ของเล่นเองเพราะพ่อแม่ไม่ซื้อให้ เสริมสร้างให้เขาช่างคิด ช่างสังเกต แล้วก็ช่างจินตนาการ

พี่เอ็ดเห็นความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธสำคัญสำหรับชีวิต จนถึงกับวางแผนว่า

“ผมว่าผมจะให้ลูกผมอดๆ อยากๆ ถ้าอยากได้ดินสอสีก็จะให้แค่สี่สีให้ลูกไปผสมสีดูเอาเอง”

ติสท์อีกแล้ว

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

6

โลกออนไลน์สมัยนี้…อยู่ยาก

เมื่อการทำโฆษณายากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์ก็เลยผุดเป็นดอกเห็ด

พี่เอ็ดให้สูตรเด็ดการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ประสบความสำเร็จว่า เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร

“อย่างการที่ผมเชื่อแนวทางการทำคอนเทนต์แบบนี้ ก็เป็นเพราะว่าผมก็ทำเป็นแต่แบบนี้ ผมไม่คิดว่าผมเป็นคนทำโฆษณาที่เก่งเพราะผมก็ทำได้อยู่แบบเดียว คือการทำภาพกับเพลง แล้วก็ตลก”

โชคดี ที่ความตลกเป็นสิ่งที่สังคมกำลังต้องการในเวลาที่รอบด้านมีแต่เรื่องไม่ตลก

ในระยะ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา การโฆษณาทางออนไลน์ท้าทายขึ้นมาก แม้คนดูจะไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนมากๆ คือ แพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีจำนวนมาก และมีข้อบังคับอะไรหลายอย่างที่ทำให้เข้าถึงคนได้ยากขึ้น เรื่องนี้พี่เอ็ดบอกเราว่า “เราก็ต้องคิดงานให้ละเอียดขึ้น ให้คนอยากแชร์ อยากคอมเมนต์”

แม้คลิปของพี่เอ็ดจะดูเหมือนทำง่ายๆ แต่จากสิ่งที่เขาเล่าทำให้เรารู้ว่าพี่เอ็ดทำการบ้านเรื่องเนื้อหาดีมากๆ

“เวลาทำคลิปออกไปแต่ละคลิปผมก็จะมานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมอันนี้คนแชร์เยอะ เออ มันน่าจะมีอะไรดี ทำไมอันนี้วิวน้อยกว่าที่คาด เพื่อเอาไว้พัฒนาคลิปต่อไป” พี่เอ็ดเล่า

7

ความลำบากสร้างคน  

ก่อนจาก พี่เอ็ดทิ้งท้ายอย่างไม่ทิ้งแบรนดิ้งว่า

“ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำนะ เพิ่งจะมาทำก็ตอนอยากได้เงินนี่แหละ”

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load