คู่สนทนาของฉันในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ร้านอาหารใจกลางทองหล่อในเสื้อยืดสีดำ สกรีนคำว่า ‘ขาดสติ’ เขาคือชายคนหนึ่งที่ฉันเคยชมผลงานการแรปของเขาในอินเทอร์เน็ต ซึ่งฉันชื่นชอบเป็นการส่วนตัว

คู่สนทนาที่ว่าคือหนึ่งในผู้แข่งขันที่ตกรอบอย่างสมศักดิ์ศรีจากรายการ The Rapper จากการแข่งขันในรอบ Play-off ของสาย B ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สุดแสนจะรักพี่เสียดายน้องเหลือเกิน

ชื่อตามบัตรประชาชนของเขาคือ กัลชาญ อัทรัณ

ชื่อเล่นของเขาคือ โตโย แต่ชื่อในวงการฮิปฮอป หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า aka คือ KQ

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

หนุ่มช่างไฟฟ้าแรงสูงจากเชียงรายคนนี้ คือผู้แข่งขันที่ปรากฏตัวในรายการเป็นคนแรก ด้วยไรม์แสนยียวน และการเลือกเพลงอันแสนชาญฉลาดอย่าง ลูกเสือจับมือ ทำให้เราจดจำเขาได้ในทันที

หนึ่งในเสน่ห์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการมัดใจผู้ชมจนมีแฟนๆ ที่ติดตามเขาอย่างเหนียวแน่นไม่แพ้ผู้แข่งขันคนอื่น คือภาษา ลูกล่อลูกชน และการเล่าเรื่องของเขาในแต่ละโชว์เฉกเช่นนักเล่าเรื่องมือฉมัง เมื่อเขาได้กำไมค์เมื่อไหร่ เขาพร้อมจะพรั่งพรูเรื่องราวสุดแสนจะเหนือความคาดหมาย แต่สนุกสนาน และมีสารบางอย่างให้เราได้ฉุกคิด หลังการแสดงของเขาจบลง

เชื่อได้เลยว่า ถ้าคุณได้ชมผลงานของเขาสักครั้ง ไม่ว่าจะหน้าจอช่องเวิร์คพอยท์ 23 ในคืนวันจันทร์ หรือคลิปสั้นย้อนหลังบนยูทูบ คุณคงหลงรักเขาได้ไม่ยาก และปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่าแรปของเขามันติดหูจริงๆ ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอเขาในรอบ Final Rhyme ก็ตาม

ก่อนที่เราจะได้ผู้ชนะของรายการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และการมาถึงของ The Rapper Concert ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน อันเป็นโอกาสที่เขาจะได้วาดลวดลายอันฉกาจฉกรรจ์บนเวทีอีกครั้ง (แถมบัตรจวนเจียนจะ Sold Out แล้วด้วย) ฉันจึงขอนัดพบเขา ก่อนที่เขาจะมีงานต่อในช่วงเย็น

เพื่อขอให้โตโยเล่านิทานชีวิตของเขาให้ฉันฟัง

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“กูแรปมานานนม มานมนาน”

นับจากวินาทีนี้ย้อนกลับไป 15 ปี ก็คงจะประมาณปีพุทธศักราช 2546

ขณะที่เด็กชายกัลชาญอยู่ในวัยที่ต้องทำบัตรประชาชนใบแรก เขายังคงใช้ชีวิตสนุกสนานเฉกเช่นเด็กมัธยมคนอื่น แต่เมื่อเขาได้ฟังเพลงของวง Thaitanium ที่ชมรมบีบอยในโรงเรียนของเขาเปิดเพื่อประกอบการเต้น

เขาเริ่มรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีจังหวะอะไรบางอย่าง

“ที่โรงเรียนมีชมรมเต้นบีบอย ผมก็เข้าชมรมนี้เพราะว่าอยากเต้น แต่ก็เต้นไม่ไหว ตอนเด็กตัวอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมาแรปดีกว่า เพราะจากเพลงของไทยเทเนียมที่ผมได้ยินวันนั้น เลยคิดว่าน่าสนใจ

“ผมเริ่มสนใจแรปจริงๆ ตอน ม.3 ตอนนั้นผมหาเพลงแรปฟังเยอะมาก วันหนึ่งผมเข้าเว็บสยามฮิพฮอพ (www.siamhiphop.com-ปัจจุบันปิดตัวแล้ว) ตอนนั้นที่เว็บแจกโปรแกรมทำเพลงฮิปฮอปให้ฟรี ผมก็โหลดโปรแกรมมาลงในคอม แล้วก็ขโมยไมค์แม่ไปอัด ตอนนั้นยังไม่มีเพลงก็เอาทำนองจากเกม Ragnarok มาแล้วก็แรปกับเพลงมั่วๆ ตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลยนะ ตื่นเต้นตั้งแต่เอาเสียงเราอัดลงไปในคอมได้แล้ว (หัวเราะ) ผมก็คิดในใจเลยว่า ‘อย่างนี้เราก็ต้องทำซีดีขายได้สิวะ’ แต่ก็ไม่ได้ทำขายจริงจัง

“ผมเคยเอาเพลงไปให้เพื่อนฟังด้วยนะ เพื่อนกลุ่มแรกๆ มันก็บอกว่า ‘แรปอะไรของมึงวะ’ ‘Slang Slang Shit Shit Man’ มันก็เอาไรม์ผมไปอ่าน มันก็แรปมั่ง ‘Slang Slang Shit Shit Man’ มันก็ร้องอย่างนั้นทั้งเพลง เห็นเพื่อนๆ สนุกก็เลยชวนเพื่อนไปอัดเพลงด้วยกัน โตโยเล่าเรื่องในวัยเด็กของเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“แรปมาแหลกลาน แรปตั้งแต่สมัยที่หัวนมกูยังไม่แตกพาน”

เด็กชายกัลชาญในตอนนั้นสู่นายกัลชาญในเวลาต่อมา แม้ลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไปแต่ความเชื่อในฮิปฮอปยังคงเหนียวแน่นไปเปลี่ยนแปลง

จนในที่สุด เขาเริ่มพาตัวเองสู่การประกวดแข่งขันที่เกี่ยวกับฮิปฮอป

“ตอนนั้นผมเคยแข่งออดิโอแบทเทิลกับ ‘ปู่จ๋าน ลองไมค์’ ด้วย” เขาพูดถึงบุคคลที่สุดท้ายจะเวียนมาบรรจบพบเจอในเวลาต่อมา “วันนั้นเราก็แข่งกัน แรปด่ากัน ตอนนั้นผมแพ้ปู่จ๋านยับเลย เขาด่าผมเป็นมาสคอตของยางมิชลิน (หัวเราะ) “ปู่จ๋านๆ MC วิเศษ KQ คนละเกรด” ประมาณนี้ครับ

“หลังจากแข่งจบปู่จ๋านก็ทักมาบอกผมว่า ทำเพลงกันมั้ย ผมก็ตอบตกลงไป ผมก็หาบีทให้แก เลือกเพลงไร้สาระนี่แหละ เพราะทำกันสนุกๆ ทำกันประมาณ 2 วันแล้วก็ลงเลย ก็แบ่งให้กันฟังในวงการเล็กๆ ครับ เพื่อนๆ ที่ได้ฟังก็บอกว่าเพลงนี้พูดได้หลายเรื่องมากเลย ตอนนั้นก็สนุกดีครับที่ได้ทำงานกับปู่จ๋าน”

“แรปกระชับมิตร บางทีก็แรปแบบแดกดัน”

กลับมาที่ปี 2560 ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวงการฮิปฮอปไทย ‘เดือด’ ขนาดไหน

จากชายที่คลั่งไคล้ในการแรป เขาตัดสินใจลงแข่งขันแรปแบทเทิลนอกกระแสที่โด่งดังมากอย่าง Rap is Now, The War is On Season 3 ซึ่งผลการแข่งขันในครั้งนั้น เขาเป็นรองชนะเลิศ โดยแพ้ OAK แชมป์ในปีนั้นไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ

โตโยพาตัวเองเข้าสู่การแข่งขันแรปแบทเทิลมาหลายต่อหลายเวที แต่การแข่ง Rap is Now ในครั้งนั้น คือสถานที่ ‘ฉายแสง’ ของเขาให้เปล่งประกายในวงการฮิปฮอปไทย และทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เมื่อมีคนรัก ก็ต้องยอมรับกับคำติชมที่เป็นก้อนหินให้ได้

นั่นคือสัจธรรมประการหนึ่งเมื่อใครสักคนอยู่ในที่แจ้ง

“การแข่ง Rap is Now เครียด แต่มัน เราขึ้นเวทีขึ้นไปให้คนอื่นด่าเรา เราลงจากเวทีมีคนตามด่าเราในคอมเมนต์ด้วย ผู้แข่งขันทุกคนก็โดนครับ แต่มันดีตรงที่ว่าแข่งเสร็จแล้วได้เพื่อนนะ เราขอโทษขอโพยกัน ได้เพื่อน มิตรภาพ ได้สังคมเยอะ ได้คอนเนกชันดีๆ” โตโยพูดถึงการแข่งขัน Rap is Now

1 ปีต่อมาหลังจากการแข่งขัน Rap is Now จบลง มีรายการแข่งขันแรปชื่อว่า The Rapper เกิดขึ้น จึงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่โตโยจะพาตัวเองเข้าสู่การแข่งขันแรปบนสื่อกระแสหลัก

ว่าแต่การพาตัวเองเข้าสู่สมรภูมิรบครั้งใหม่ เขากลัวอะไรบ้างไหม

“กลัวแรปหลุดครับ กลัวอย่างเดียวเลย สำหรับเวทีประกวดแล้วแรปหลุดคือคนที่ตายแล้วบนเวที ถึงคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คุณแรปหลุด คุณมีโอกาสตกรอบสูงเลยนะ ผมอาจจะโดนมาตั้งแต่ Rap is Now แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องแรปหลุด และแรปเปอร์จะกลัวเรื่องนี้มากที่สุด”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“ถ้าอยากจะโชว์สปิริตต้องแรปอาทิตย์ละแปดวัน”

ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าการที่เขามีศิลปะในการแรปที่ไม่เหมือนใคร เขามีวิธีคิดจากอะไร และได้คำแนะนำจากโค้ชหรือโปรดิวเซอร์ในรายการ The Rapper อย่างไรบ้าง

“ผมแต่งมาจากการเล่นคำตลอดเลยครับ แต่ผมไม่ได้คิดวางโครงเรื่องอะไรก่อนเลยนะ ผมจะเล่นคำเน้นเชื่อมโยง ต่อยอดไปเรื่อยๆ เช่น โชว์กระบี่ไร้เทียมทานตอนรอบ Play-off คำว่ากระบี่จะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง จังหวัดกระบี่ ไปตีกระบี่ กระบี่เป็นเหมือนมีดนี่หว่า อะไรเปรียบเทียบกับกระบี่ได้บ้าง ก็เป็นมีดปอกผลไม้ เป็นดาบไลต์เซเบอร์ ผมจะเน้น ตอนแรกผมจะเอาแบบเป็นหนังจีนกำลังภายในเลย แต่พอผมไปปรึกษาพี่กอล์ฟ (ฟักกลิ้ง ฮีโร่-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ผม Respect แก แกก็บอกว่าเอาแค่กลิ่นของหนังจีนกำลังภายในพอ ที่เหลือก็เป็นตัวของตัวเอง

“หรือรอบ Battle ที่ผมต้องแข่งกับพี่อุ้ย (ICE Maiden) ปู่จ๋านให้โจทย์เป็นเพลง บาปบริสุทธิ์ ของ คาราบาว ปู่ให้เล่าเรื่องของผู้ชายที่ผู้หญิงไม่เข้าใจ กับเรื่องของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่เข้าใจ ผมก็ปรึกษากับพี่อุ้ยแล้วตกลงกันว่า เราแสดงเป็นสามีภรรยาเลยดีกว่า จะเห็นภาพชัดกว่า ระหว่างซ้อมผมกับพี่อุ้ยจะแลกไรม์ให้กันดูตลอด ช่วยกันปรับว่าอย่างนี้ดีมั้ยๆ ตอนแรกผมก็แต่ง ‘A Yo A Yo What’s up Girl’ พี่อุ้ยเขาก็ ‘A Yo A Yo What’s up boy ว่ายังไงจ้ะ’ ล้อผมกลับมา”

สำหรับเด็กคนหนึ่งที่มีความเป็นฮิปฮอปในตัวอย่างเข้มข้น การที่ได้เข้ามาสู่สังเวียนการแข่งขันที่มีแรปเปอร์มากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศ ถือเป็นการท่องยุทธจักรที่โตโยแทบไม่มีโอกาสสัมผัสในชีวิต ทั้งการแรปต่อหน้าโปรดิวเซอร์ทั้งสอง ซึ่งเป็นที่สุดของวงการฮิปฮอปไทยอย่างโจอี้ บอย และ ขันเงิน เนื้อนวล รวมถึงได้อยู่ในทีมโค้ชปู่จ๋าน ลองไมค์ ที่เคยทำเพลงร่วมกันเมื่อหลายปีก่อน และได้แข่งกับแรปเปอร์หญิงสาย Underground คนแรกๆ ของไทยอย่าง ICE Maiden

“พี่อุ้ยแกเป็นกันเองดีครับ แกเป็นตำนาน ผมฟังแกตั้งแต่ ม.2 ผมหัดแรปก็ได้ยินเสียงแกในอัลบั้ม Mixtape พอมาเจอแก ตอนแรกผมก็เกร็งๆ อยู่ เหมือนแกเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ผมก็ไม่กล้าเล่นอะไรมาก แต่ได้รู้จักแก แกเป็นอัธยาศัยดีครับ

“ส่วนปู่จ๋าน แกสอนผมว่า ทำยังไงก็ได้ให้คนดูสนุกที่สุด และไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องให้คนดูได้อะไรจากเราไปด้วย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“กูหายใจไม่ค่อยจะทัน”

ถึงแม้ว่า KQ จะตกรอบ Play-off ไปอย่างน่าเสียดาย แต่การตกรอบของเขาก็สร้างคำถามในใจให้กับผู้ชม

ในรอบ ‘8 บาร์เข้าชิง’ ผู้แข่งขันจะต้องแรปสดในโจทย์เดียวกัน และบีทเพลงเดียวกันภายใน 8 บาร์

ซึ่งโจทย์จากโปรดิวเซอร์ประจำรายการในวันนั้นคือ การแรปนำเสนอตัวเอง โดย KQ เล่าถึงการเตรียมตัวในการแข่งขันวันนั้นว่า

“จริงๆ ทีมงานให้โจทย์มาก่อน พอได้ฟังบีตแล้วไรม์ของพี่ขันในเพลงธีมรายการก็โผล่มาในหัว เนื้อเพลงท่อนที่ว่า “ถ้ากรีดเลือดกูไหลออกมา มันหลั่งเป็นเพลงฮิปฮอป” ผมก็คิดว่า เราลองล้อโค้ชกับเพลงธีมดีกว่า ก็เลยแปลงเนื้อเป็น “ถ้ากรีดเลือดออกมา กูบอกได้เลยว่ากรุ๊ปบี”

“แล้วท่อนที่พี่กอล์ฟร้องว่า ถึงเรียนไม่จบ แต่แรปเป็นงาน ปอ-รอ-อะ-จอ-อำ (ประจำ)” ผมก็เอามาล้อเป็น ไม่ได้แรปเป็นงานประจำ ก็ปีนเสาไฟอยู่ทุกที” เพราะผมไม่ได้แรปเป็นงานประจำจริงๆ ส่วนท่อนของปู่จ๋านที่ร้องว่า “พ่อตาผมยังไม่มองหน้าและยังไม่รับเป็นเขยเลย” เราก็หยิบลูกเขยมาเล่น คือเราล้อโค้ชกับโปรดิวเซอร์ทีละคนๆ ตามบีท แล้วบาร์สุดท้ายผมก็ขอโทษ เพราะผมไม่ได้มีเจตนาจะไป Disrespect พี่ๆ เขา”

แรปขนาด 8 บาร์ที่ KQ แรปไปบนเวทีในโชว์นั้น เหมือนจะเป็นการโชว์ศักยภาพที่เอื้อให้เขาได้ไปต่อในรอบ Final Rhyme แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาจะสื่อเลย

“ตอนแข่งในห้องส่งไม่มีใครเข้าใจเลยครับ จริงๆ พี่โจ้อาจจะรู้ก็ได้ แต่แกก้มหน้าตอนผมแรปอยู่ ผมก็คิดในใจ ‘เอาแล้ว แกโกรธกูเปล่าวะ’ วันต่อมาหลังถ่ายรายการจบ ผมก็ส่งข้อความไปขอโทษแกว่า “พี่ ผมขอโทษนะครับ เมื่อวานอาจจะแบบล่วงเกินหรือลามอะไร” แต่ก็ไม่มีเจตนาจะไป Disrespect อะไรพี่เขา แต่เพื่อความบันเทิง”

เมื่อรายการ The Rapper เทปนั้นออกอากาศ มีแฟนรายการส่วนหนึ่งที่หยิบไรม์เจ้าปัญหาของ KQ มาวิเคราะห์และตีความ จึงทราบว่า นั่นคือการล้อเลียนที่เหนือคาดกว่าที่เขาได้แสดงในการแข่งขัน

จึงเป็นการ ‘ตกรอบ’ ที่น่าเสียดายเสียเหลือเกิน ในความคิดของฉันและผู้ชมหลายๆ คน

“แต่กูจะยังไม่ยอมตาย มึงยังไม่ต้องมาขายประกัน”

ในภาพของแรปเปอร์ที่ลีลาแพรวพราวไม่เป็นสองรองใคร จริงๆ แล้วโตโยยังคงทำงานประจำเป็นช่างไฟแรงสูง ประจำการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย

“ตอนแรกพี่ชายไปเรียนก่อนตั้งแต่ ม.3 แล้วแม่ก็ส่งผมไปเรียนต่อ เขาเห็นว่าเรียนจบออกมาแล้วจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของการไฟฟ้าฯ แม่ก็เลยส่งให้ไปเรียน เรียนจบมาผมก็ทำงานที่นี่ครับ” โตโยเล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าเรียนในโรงเรียนช่างไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

สิ่งหนึ่งที่ฉันสนใจในอาชีพนี้ ไม่ใช่เพียงแต่การเล่นกับไฟฟ้า แต่เป็นเนื้องานที่โตโยรับผิดชอบในแต่ละวัน

“งานของอาชีพช่างไฟฟ้าแรงสูงก็คือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ยังจ่ายไฟปกติ ไปจ่ายหม้อแปลงใหม่ หรือขยายเขตส่งไฟฟ้าใหม่ หรือเวลาการจ่ายไฟฟ้ามีปัญหา ผมสามารถซ่อมไฟฟ้าแบบไม่ต้องดับไฟ ชาวบ้านก็ยังใช้ไฟได้ปกติ”

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชีพของโตโย คือการได้รับผิดชอบการซ่อมบำรุงไฟฟ้าในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการค้นหาน้องๆ นักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าอคาเดมี่ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

“ผมเข้าไปช่วง 4 – 5 วันแรกที่มีการค้นหาน้องๆ 13 คน ก็ได้รับมอบหมายให้ไปติดหม้อแปลงเพิ่มและเชื่อมไฟในถ้ำ ผมเข้าไปตอนกลางคืนก็เอารถไปจอดรอ คืนนั้นรถเต็มเส้นทางเข้าหน้าถ้ำ และมีคนเยอะมากเลยครับ กว่าจะเริ่มงานได้ กว่าจะเข้าไปได้ก็ตีหนึ่ง แต่ใช้เวลาทำงานไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว

“ผมเห็นความเหนื่อยของเจ้าหน้าที่ เห็นพี่ๆ ทหารนั่งหมดเรี่ยวหมดแรงกันอยู่หน้าถ้ำ ความเปียก ความแฉะของพื้นที่ปฏิบัติงาน ตอนผมไปรอจะเชื่อม เราก็นั่งมองข้างนอกถ้ำ ผมก็คิดถึงน้องๆ ที่อยู่ข้างในถ้ำ ขนาดเราไปไม่กี่ชั่วโมงเราก็ยังหิว ยังเหนื่อย ผมสงสารน้องๆ มาก ผมนั่งมองอยู่นอกถ้ำก็รู้สึกภูมิใจครับที่ได้ไปช่วย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“จะแรปไปถึงวันที่กูมีสายระโยงระยาง”

ฉันเคยดูบทสัมภาษณ์ของ KQ อยู่บ้าง ซึ่งเขาพูดว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนเงียบๆ

KQ ที่อยู่ตรงหน้าฉันก็เหมือนกัน เขาไม่ได้มีภาพที่ตรงกับตัวตนในรายการมากสักเท่าไหร่ ในทางกลับกัน เขาบอกเองว่าเขาเป็นคนที่ไม่มี ‘วิถีฮิปฮอป’ อยู่ในตัวอีกด้วย

แล้วมันจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ ฉันสงสัย

“ผมไม่ได้มีวิถีฮิปฮอปนะ ชีวิตประจำวันก็คือทำงาน กลับมาก็อยู่บ้านเหมือนคนธรรมดา วิถีฮิปฮอปก็อาจจะเป็นแค่ภาพในรายการ แค่ทำเพลง แต่ถ้าจะไปเป็นแก๊งเป็นกลุ่ม ผมไม่มีเลยนะ เมื่อก่อนอาจจะมีนะตอนเด็กๆ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมก็มีแก๊ง ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบกูเลยนะ (หัวเราะ) ก็มีเพื่อนอยู่ แต่ก็อาจจะเลิกทำเพลงไปแล้ว”

ฉันมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับวิถีฮิปฮอปที่ฉันอยากรู้อยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดิสแรป หรือการแรปด่ากันด้วยคำผรุสวาท แรปด่าทอเสียๆ หายๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันแรปแบทเทิลหลายๆ เวที

ฉันสงสัยว่าแรปเปอร์จะแรปด่ากันไปทำไม

“มันก็เหมือนนักมวยครับ ทำไมต้องตีกัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ มันอาจจะเป็นวัฒนธรรมฮิปฮอป ถ้าไม่มีมันก็ไม่ใช่แรป แต่ก็ไม่ใช่การด่าแบบโกรธแค้นกันนะ ส่วนตัวผมไม่โกรธหรอก อย่างตอน Rap is Now ที่บอกว่าเตี๊ยมมันก็ไม่มีนะ คนแข่งไม่ได้แบ่งไรม์ให้กันนดู ถ้าเตรียมมาก็ต้องเตรียม ถ้าคุณไม่ได้ขึ้นมาแรปสดบนเวที คุณก็ต้องเตรียมไรม์มาแก้เขาด้วย เขาจะด่าเรื่องอะไรผม ผมก็เตรียมไป เขาจะด่าว่าผมอ้วน ไอ้เอ๋อ ไอ้ปัญญาอ่อน ก็ต้องเตรียมไปว่าเขาจะด่าแบบนี้”

อีกหนึ่งคำถามที่ฉันอยากถามเขา คือเขาเชื่ออะไรมากกว่ากัน ระหว่างแรปสด กับแรปจดที่เตรียมมากจากบ้าน

“ตอนแรกการแข่งแบทเทิลในเมืองไทยคือแรปสด พอขึ้นมาอยู่บนเวทีแข่งขัน จะมีช่วงหนึ่งที่ผมไปดูการแข่งแรปแบทเทิลสดแล้วมันน่าเบื่อมากเลยครับ ยืนดูแล้วก็มีคำซ้ำๆ เดิมๆ เช่น ไอ้ควาย พ่อมึงตาย วนไปวนมา เลยต้องมีการ ‘จด’ เข้ามาช่วย แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวกัน มันอยู่ที่ว่าคุณจะถนัดอะไรมากกว่า แต่ผมถนัดจดมากกว่า เพราะว่าบางทีผมก็คิดไม่ทัน แต่สำหรับคนแรปสดแล้วคิดก็ถือว่าสุดยอดเลย เจ๋งกว่าเยอะเลย”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

“ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นสูงสุด หรือชีวิตจะลงสะพาน”

“ตลอด 15 ปีที่คุณสนใจแรปและฮิปฮอป คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในวงการฮิปฮอปไทย” ฉันถาม

“เปลี่ยนแปลงเยอะมากเลยครับ เปลี่ยนจากเพลงนอกกระแสมาเป็นเพลงกระแสหลักไปเลย เมื่อก่อนมันก็มีคนฟังอยู่เฉพาะกลุ่ม ไปไหนก็มีแต่กลุ่มเล็กๆ งานปาร์ตี้เล็กๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็เดินไปไหนใครก็ฟังฮิปฮอป ขนาดแม่ผมเอาเพลงกระบี่ไร้เทียมทานที่ผมแรปเปิดออกเสียงตามสายในโรงเรียน”

ฉันถึงกับหัวเราะร่ากับคำตอบนั้น เพราะถ้าขนาดคนในครอบครัวยังนำเพลงของลูกไปเผยแพร่ในที่สาธารณะ ไม่ต้องสืบเลยว่า คนเป็นแม่จะภูมิใจในลูกของเขาขนาดไหน

เส้นทางในวงการแรปของโตโยจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ เพราะเจ้าตัวเองบอกกับฉันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

การท่องยุทธจักรในครั้งนี้ยังไม่จบ แต่การเดินทางแวะในจุดหมายต่างๆ ย่อมมีบทเรียน

ฉันจึงถามเขาว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดของการอยู่ในวงการฮิปฮอปไทย คืออะไร

“ผมได้บทเรียนสองข้อ ข้อแรกคือ เราไม่ได้เจ๋งที่สุด มีคนที่เก่งกว่าเราอีกเยอะ ผมเรียนรู้จากการตกรอบ จากการพ่ายแพ้ แล้วมันทำให้ผมเอาข้อผิดพลาดกลับไปพัฒนาตัวเอง อีกข้อคือ การวางตัวครับ เราต้องวางตัวให้ดี บางทีเรามีชื่อเสียงแล้วเราก็อาจจะหลงระเริงไปบ้าง เราต้องไม่ลืมว่า เราเป็นคนธรรมดาที่ยังทำงานหาเช้ากินค่ำอยู่”

ก่อนที่เราจะแยกกัน ฉันขอให้เขาแรปสั้นๆ ขนาด 8 บาร์ ในหัวข้อ ‘นิทานชีวิตของ KQ’ ให้ฟัง

นื่คือไรม์ที่เขาแรปให้ฉันฟัง

“กูแรปมานานนม มานมนาน แรปมาแหลกหลาน แรปตั้งแต่สมัยที่หัวนมกูยังไม่แตกพาน

แรปกระชับมิตร บางทีก็แรปแบบแดกดัน ถ้าอยากจะโชว์สปิริตต้องแรปอาทิตย์ละแปดวัน

กูหายใจไม่ค่อยจะทัน แต่กูจะยังไม่ยอมตาย มึงยังไม่ต้องมาขายประกัน

จะแรปไปถึงวันที่กูมีสายระโยงระยาง ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นสูงสุด หรือชีวิตจะลงสะพาน”

โตโย, kq, แรป, แรปเปอร์,  The Rapper, Rapper, ฮิปฮอป, hiphop

ขอขอบคุณสถานที่
โครงการ The Commons

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographers

วริศรา ศิริพลไพบูลย์

เด็กบัญชี ปีสอง ถิ่นกำเนิดจากขอนแก่น ชอบตื่นเช้ามาออกกำลังรับวิตามินดี รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ กำลังเรียนรู้วิถีการเป็นช่างภาพ

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load