“ถ้าผมมีบ้านสักหลัง ผมจะทำให้มันเป็น Earthship”

เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ เอิร์ทชิป (Earthship) ครั้งแรกเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ด้วยวัยและเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัวในตอนนั้น เลยไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ นอกจากเข้าใจคร่าวๆ ว่ามันคือ บ้านที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ

จนกระทั่งมารู้จัก คริสเตียน แฟนชาวอเมริกันที่ออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกัน เรื่องของเอิร์ทชิปจึงกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้ง เพราะหนึ่งในความฝันวัยเด็กของคริสเตียน คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในเอิร์ทชิปที่สร้างเองกับมือ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

“ผนังบ้านทำจากยางรถยนต์เก่า สามในสี่ด้านของบ้านฝังอยู่ใต้ดิน น้ำดื่มน้ำใช้ได้มาจากฝนและหิมะ ไฟฟ้าก็ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์” 

คริสเตียนเล่าเรื่องเอิร์ทชิปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเด็กพูดถึงดิสนีย์แลนด์ เราไม่แน่ใจว่าอยากจะแชร์ความฝันนี้กับคริสเตียนด้วยหรือเปล่า เพราะฟังดูลำบากลำบนเกินมาตรฐานความรักสบายของเราไปมาก และเจ้าตัวก็คงจะอ่านสีหน้าเราออกเหมือนกัน เพราะคำบอกเล่าที่ตามมาทันทีคือ…

“มันไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดนะ ทีวี ตู้เย็น เตาอบ เครื่องทำน้ำอุ่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก็มี เราไปดูของจริงกันไหม คุณอาจจะเปลี่ยนใจอยากสร้างเองสักหลังก็ได้”

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Cecilia via flickr (CC BY 2.0)

บ้านจากกองขยะ

เอิร์ทชิปมีจุดเริ่มต้นเพราะข่าวสารคดีสั้นๆ ทางโทรทัศน์ 2 ตัว ช่วง ค.ศ. 1970

ตัวแรกเกี่ยวกับปริมาณการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น จากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำไปสร้างบ้าน

ตัวที่สองพูดถึงปัญหากระป๋องเบียร์และกระป๋องน้ำอัดลมจำนวนมากที่ถูกโยนทิ้งเรี่ยราดตามริมถนนและบนทางหลวง

 ข่าวทั้งสองประเด็นนี้กลายเป็นตัวจุดประกายให้สถาปนิกจบใหม่ไฟแรง ไมเคิล เรย์โนลด์ส (Michael Reynolds) ตัดสินใจซื้อที่ดินผืนเล็กๆ นอกเมืองทาออส (Taos) รัฐนิวเม็กซิโก แล้วออกไปรวบรวมกระป๋องเบียร์และกระป๋องน้ำอัดลมจากข้างทางด่วน ริมถนน กองขยะ ผับบาร์ในเมืองละแวกเดียวกัน เพื่อเอามาสร้างบ้าน!

“ถ้าปัญหาคือมีคนตัดไม้ไปสร้างบ้านจนป่ากำลังจะหมด กับมีกระป๋องเบียร์เปล่ากองอยู่เต็มข้างถนน เราก็ไปเอากระป๋องเบียร์มาสร้างบ้านแทนไม้ซะเลยสิ จะไปยากอะไร จริงไหม”

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr

บ้านกระป๋องเบียร์ของไมเคิลสร้างเสร็จภายใน 1 ปี ใช้กระป๋องเบียร์ไปทั้งหมด 70,000 กระป๋อง ลูกมือที่จ้างมาช่วยงานเป็นชาวบ้านแถวนั้นที่ไม่มีความรู้พื้นฐานหรือประสบการณ์การก่อสร้างมาก่อนเลย แต่ไมเคิลตั้งใจว่าแบบบ้านและวิธีการสร้างบ้านกระป๋องของเขาจะต้องไม่ซับซ้อน ไม่ว่าใครจึงเรียนรู้ที่จะสร้างบ้านแบบนี้เองได้ (Very low-tech, low-skill way to build.)

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr

ด้วยความคุ้นเคยกับการใช้อิฐสร้างบ้าน สิ่งแรกที่ไมเคิลทำหลังรวบรวมกระป๋องทั้งหมดมาได้ คือพยายามเปลี่ยนวัสดุทรงกลมให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยม

‘อิฐกระป๋องเบียร์’ ก้อนแรกทำจากกระป๋องเบียร์ 8 กระป๋อง กับเหล็กเส้น 1 เส้น หนักประมาณ 400 กรัม ไมเคิลใช้อิฐกระป๋องมาก่อเป็นผนัง และใช้ปูนผสมดินเหนียวเป็นตัวประสาน 

ในระหว่างการก่อสร้าง เขาทดลองใช้กระป๋องเปล่ามาวางเรียงกันทีละกระป๋องและประสานด้วยปูนผสมดินเหนียว ผลที่ได้คือ ผนังที่ก่อด้วยอิฐกระป๋องแข็งแรงและรับน้ำหนักได้มากกว่า แต่ผนังกระป๋องเรียงเดี่ยวมีน้ำหนักเบาและมีช่องว่างอากาศเยอะกว่า จึงทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่า ไมเคิลจึงใช้เทคนิคการก่อผนังแต่ละแบบตามจุดประสงค์ของการใช้งานห้องต่างๆ ภายในบ้าน และได้จดสิทธิบัตรการออกแบบอิฐกระป๋องเบียร์ใน ค.ศ. 1973 อีกด้วย

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr
บ้านจากกระป๋องเบียร์หลังแรก ไมเคิลตั้งชื่อให้ว่า Thumb House ©The U.S. National Archives via flickr

หลังประสบความสำเร็จกับบ้านหลังแรก ไมเคิลเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างและทุ่มเทเวลาให้การทดลองสร้างบ้านด้วยอะไรก็ตามที่ได้มาจากกองขยะ

บ้านแต่ละหลังที่เขาสร้างจึงมีรูปทรงแตกต่างกันไปตามข้อจำกัดของวัสดุที่หาได้ ในขณะเดียวกัน ก็ทดลองเพิ่มองค์ประกอบจำเป็นอื่นๆ ของบ้านเข้าไป เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้จริง เช่น ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ออกแบบหลังคาที่ช่วยเก็บน้ำฝน เพิ่มระบบกรองน้ำดื่มน้ำใช้ ระบบกำจัดน้ำเสีย ฯลฯ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Ingrid Pfau via flickr (CC BY 2.0)
Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ในยุคที่แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และสถาปัตยกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Architecture) ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ไมเคิลเลือกที่จะให้คำนิยามตัวเองใหม่ 

“ผมคิดว่า Architecture ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการสร้างอาคารใหญ่โตหรูหรา มากกว่าคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ผมต้องการสร้างบ้านที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับโลกใบนี้ได้อย่างยืนยาวและมีความสุข ผมไม่เรียกตัวเองว่าเป็น Architect เพราะผมคิดไม่เหมือนพวกเขา สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของหลักการและความแม่นยำ แต่ผมทำงานกับธรรมชาติ งานของผมคือการลองผิดลองถูกและต้องยืดหยุ่นได้ ผมเลือกที่จะเรียกสิ่งที่ผมทำว่า Biotecture และถ้าใครถาม ผมก็จะบอกว่าผมเป็น Biotech” 

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)
Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)
บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Felix Müller via wikimedia CC BY-SA 3.0

เอิร์ทชิปหลังแรก

ชื่อเอิร์ทชิปได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า เรือ (Ship) และยานอวกาศ (Spaceship) เพราะสิ่งก่อสร้างทั้งสองแบบจำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในมีชีวิตรอดได้ในระยะยาวแม้จะมีทรัพยากรจำกัด นั่นคือต้องเป็นที่อยู่อาศัย มีอาหารและน้ำสะอาดให้กิน มีไฟฟ้าให้ใช้ มีที่ทิ้งขยะ และมีระบบจัดการน้ำเสีย หลักการเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบและก่อสร้างเอิร์ทชิปให้เป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างยืนยาว

ไมเคิลพูดถึงแนวคิดของเอิร์ทชิปมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างบ้านกระป๋องเบียร์ใน ค.ศ. 1971 และหลังจากใช้เวลานานกว่า 17 ปี เอิร์ทชิปหลังแรกก็เสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1988 โดยมีหลักการสำคัญในการก่อสร้างด้วยกันทั้งหมด 5 ข้อ คือ

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

1. ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหาได้ในท้องถิ่น

เอิร์ทชิปไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็นวัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม เช่นในสหรัฐฯ มียางรถยนต์เก่ากว่า 2.5 ล้านเส้นที่กองทับถมกันเป็นภูเขาขนาดย่อม เอิร์ทชิปที่สร้างในสหรัฐฯ จึงใช้ยางรถยนต์เก่า ใส่ดินไว้ด้านในจนแน่น วางเรียงกันคล้ายการก่ออิฐทำผนังบ้าน ความกว้างและความแข็งแรงของยางรถยนต์ทำหน้าที่เป็นผนังรับน้ำหนักหลังคาบ้านได้เป็นอย่างดี 

©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

หรือเอิร์ทชิปที่จาเมกา ใช้กระป๋องเบียร์กับขวดเหล้าที่มีอยู่เกลื่อนกลาดมาทำความสะอาดและตัดคอขวดทิ้งให้เหลือแต่ก้นขวด หลังจากนั้น เอาก้นขวด 2 ใบ มาประกบกัน ก่อนจะนำมาวางเรียงเป็นผนัง โดยใช้ปูนผสมดินเหนียวเป็นตัวยึด ผนังขวดแก้วลักษณะนี้จะนิยมใช้เป็นผนังตกแต่งเพื่อความสวยงาม และใช้ทำผนังสำหรับห้องที่ต้องการให้มีแสงธรรมชาติจากภายนอกลอดผ่านเข้ามา

หัวใจสำคัญคือ ต้องเป็นวัสดุที่มีอยู่แล้วในพื้นที่นั้น เพราะจุดประสงค์ดั้งเดิมของเอิร์ทชิปคือการลดขยะ และการขนส่งวัสดุมาจากแหล่งอื่นย่อมหมายถึงการเผาผลาญเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น

2. ระบบทำความร้อนและความเย็นแบบธรรมชาติ

เอิร์ทชิปต้องมีอุณหภูมิพอเหมาะให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดปี ในทุกสภาพอากาศบนโลก โดยไม่พึ่งเครื่องปรับอากาศ เตาผิง หรือเตาน้ำมัน

การสร้างเอิร์ทชิปจึงพิจารณากันตั้งแต่สภาพแวดล้อมภายนอกที่จะมีผลต่อระดับความร้อนที่เข้ามาในบ้าน เช่น ทิศทางแดด ทิศทางการไหลของลม หรือร่มเงาของต้นไม้

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ส่วนอุณหภูมิภายในบ้านจะพึ่งพาผนังยางรถยนต์เป็นหลัก ดินที่อัดแน่นอยู่ด้านในทำให้ผนังที่ทำจากยางรถยนต์กลายเป็นมวลความร้อนขนาดใหญ่ (Thermal Mass) ทำหน้าที่สะสมความร้อนในช่วงกลางวันและปล่อยความร้อนในช่วงกลางคืน บ้านจึงอบอุ่นแม้ในฤดูหนาว

ส่วนในฤดูร้อนก็ใช้หลักการระบายอากาศ (Natural Cooling) เพราะโดยปกติแล้วอากาศร้อนจะลอยขึ้นด้านบน เอิร์ทชิปจึงมีช่องลมบนเพดานไว้ให้เปิด-ปิดเพื่อระบายความร้อนออก อากาศที่เย็นกว่าจะไหลจากด้านล่างขึ้นไปแทนที่อากาศร้อน อุณหภูมิในบ้านจึงเย็นสบายแม้ไม่มีลมพัด 

3. ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

เอิร์ทชิปทุกหลังมีแผงโซลาร์เซลล์ และใช้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่สำรอง มีตัวควบคุมการชาร์จประจุไฟฟ้าและมีตัวแปลงไฟฟ้า ในตอนกลางวัน กระแสไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นกระแสตรงจะถูกส่งไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่จนเต็ม ไฟฟ้ากระแสตรงที่เหลือจะถูกจ่ายให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กระแสตรงได้เลย หรือผ่านตัวแปลงไฟฟ้าไปเป็นกระแสสลับก่อนก็ได้ ส่วนตอนกลางคืนจะใช้ไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ตามปกติ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ตามสถิติแล้วเอิร์ทชิปหลังหนึ่งใช้ไฟฟ้าแค่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ของบ้านธรรมดา เพราะมาตรการหลายอย่างช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟกระแสตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานในการแปลงไฟฟ้า การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน การใช้เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้ก๊าซโพรเพนในการทำความร้อนเพื่อปรุงอาหาร การลดการทำงานของปั๊มน้ำด้วยการวางถังเก็บน้ำไว้บนที่สูง แล้วอาศัยแรงโน้มถ่วงในการจ่ายน้ำ

ส่วนพลังงานไฟฟ้าจากลมมักนิยมใช้กันในเอิร์ทชิปที่สร้างติดทะเล เพราะค่าติดตั้งสูง หากอยู่ในพื้นที่ที่ลมไม่แรงพอและไม่สม่ำเสมอ

4. มีระบบกักเก็บและกรองน้ำฝน

พื้นที่บนหลังคาของเอิร์ทชิปจะกักน้ำฝนและหิมะที่ละลายไปเก็บไว้ที่ถังเก็บน้ำ น้ำในถังจะไหลลงไปที่ปั๊มน้ำ และผ่านกระบวนการกรองเพื่อแยกสารปนเปื้อน เชื้อโรค และแบคทีเรีย ก่อนจะถูกส่งต่อไปที่เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์และถังควบคุมแรงดันน้ำ หลังจากนั้นก็นำน้ำไปดื่ม ใช้ชำระล้างร่างกาย ล้างจาน และซักผ้าได้

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Kyle Greenberg via flickr (CC BY 2.0)

ในบ้านที่เราอยู่อาศัยกันทุกวันนี้ น้ำที่ใช้แล้วหนึ่งครั้งจะไหลลงสู่ท่อและไปรวมกันที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ก่อนจะถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำหรือทะเล แต่น้ำทุกหยดในเอิร์ทชิปจะถูกนำกลับมาใช้ถึง 4 ครั้ง คือ 

ครั้งแรก น้ำสะอาดจากเครื่องกรองน้ำ ใช้ดื่ม ใช้ชำระร่างกาย ล้างจาน และซักผ้า 

ครั้งที่สอง น้ำที่ใช้แล้ว (Greywater) จะถูกส่งผ่านท่อไปยังสวนในบ้าน ซึ่งเรียกว่า Botanical Cells หรือระบบพืชกรองน้ำเสีย เป็นการให้พืชช่วยกรองหรือฟอกน้ำให้สะอาดขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่พืชดูดซับธาตุอาหารในน้ำเสีย ร่วมกับการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ที่นิยมทำกันในเอิร์ทชิป คือการแบ่งพืชออกเป็นช่องหรือกล่องสี่เหลี่ยม และทำให้มีความลึกลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ เพื่อให้น้ำไหลลงไปเองตามแรงโน้มถ่วง

เมื่อน้ำผ่านการกรองด้วยพืชครบทุกขั้นแล้ว จะไหลไปรวมกันอยู่ที่บ่อพักน้ำที่สร้างไว้ติดสวน น้ำในบ่อนี้คือน้ำที่รอใช้กดชักโครก ซึ่งจะเป็นการใช้น้ำครั้งที่สาม

น้ำที่กดไหลลงชักโครกไปแล้ว เรียกว่า น้ำโสโครก (Blackwater) จะถูกส่งออกไปยังหม้อบำบัดนำเสียอีกครั้ง หลังจากกระบวนการนี้ ถ้าไม่ปล่อยน้ำลงสู่คลองหรือทะเล จะใช้น้ำครั้งที่สี่ ได้ด้วยการส่งน้ำไปให้ต้นไม้ในสวนนอกบ้าน 

5. การผลิตอาหารในเอิร์ทชิป

เดิมที การมีพื้นที่สีเขียวในเอิร์ทชิปมีจุดประสงค์เพื่อบำบัดน้ำใช้แล้ว ต้นไม้ที่ปลูกจึงมักเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แต่ภายหลังเริ่มมีการทดลองปลูกพืชที่ให้ผลิตผล เช่น แตงกวา มะเดื่อ พริกหยวก มะเขือเทศ โหระพา กล้วย ฯลฯ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ส่วนพื้นที่สีเขียวนอกบ้านที่ใช้บำบัดน้ำโสโครก ยังเป็นพืชไม้ดอกไม้ประดับอยู่ แต่เอิร์ทชิปบางหลังก็ปลูกต้นไม้ที่ให้ผลผลิตแบบเก็บกินได้จากต้น เช่น แอปเปิ้ล เชอร์รี และหลีกเลี่ยงพืชหัวที่ให้ผลผลิตบนดินหรือใต้ดิน เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง เผือก แคร์รอต ฯลฯ 

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

นอกจากพืชแล้ว ก็ยังมีการทดลองเลี้ยงสัตว์ในเอิร์ทชิป เช่น ปลาคาร์ปเพื่อความสวยงาม ปลานิลไว้ทำอาหาร และไก่ไว้เก็บไข่กิน

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Kyle Greenberg via flickr (CC BY 2.0)

ตลอดชีวิตการทำงานของไมเคิลในอเมริกา เขาต้องงัดข้อกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายและคณะกรรมการสถาปนิกอยู่บ่อยๆ เพราะเอิร์ทชิปละเมิดกฎการสร้างอาคารมากมายหลายข้อ

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1990 ไมเคิลโดนเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งรวมตัวกันฟ้อง สาเหตุมาจากบ้านที่เขาออกแบบหลายหลังมีปัญหาหลังคารั่ว เขาพยายามไกล่เกลี่ยอยู่ปีกว่าแต่ก็ไม่เป็นผล

ค.ศ. 1998 ไมเคิลมีโอกาสได้เดินทางไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่สูญเสียบ้านจากเหตุการณ์เฮอริเคนมิตช์ ในประเทศฮอนดูรัส โดยไปร่วมสร้างเอิร์ทชิปในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ประสบภัยเรียนรู้วิธีการสร้างและสร้างบ้านอยู่เองได้ และใน ค.ศ. 2005 ไมเคิลก็ไปให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเดียวกันกับตอนเกิดเหตุการณ์เฮอริเคนริตาในประเทศเม็กซิโก และเหตุการณ์สึนามิที่หมู่เกาะอันดามัน

การต่อสู้เพื่อใบอนุญาตยาวนานถึง 17 ปี ทำให้ไมเคิลตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเอิร์ทชิป เพื่อให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย จนกระทั่งได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพคืนใน ค.ศ. 2007

หลังจากนั้น สถาบันสถาปนิกอเมริกัน (The American Institute of Architects) ได้เชิญไมเคิลไปเป็นวิทยากรเรื่องเอิร์ทชิปที่สำนักงานใหญ่ในรัฐโคโลราโด

ปัจจุบัน ไมเคิลยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเอิร์ทชิปหลังต่อๆ ไป ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันจะช่วยต่อลมหายใจให้โลกได้ 

“ช่วยบอกหน่อยว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรในสิบคำ”

“อย่า ยอม แพ้”

– ไมเคิล เรย์โนลด์ส บทสัมภาษณ์จาก Wall Street Journal ปี 2009

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

เอิร์ทชิปใน The Greater World Earthship Community เปิดให้ผู้สนใจเข้าพักค้างคืนได้ ราคาขึ้นอยู่กับขนาดบ้านและฤดูกาล จะจองผ่านเว็บไซต์ของเอิร์ทชิปโดยตรงที่นี่ หรือจองผ่าน Airbnb ก็ได้ นอกจากห้องพักแล้ว ก็มีศูนย์ให้ความรู้ และโรงเรียนสำหรับผู้สนใจ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเอิร์ทชิปโดยตรงเลยค่ะ

Garbage Warrior (2007) ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับไมเคิล เรย์โนลด์ส และเอิร์ทชิปในช่วงประสบปัญหาโดนเพิกถอนใบอนุญาต และการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติในประเทศต่างๆ

แหล่งข้อมูล

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load