Imagineer คือชื่อตำแหน่งคนทำงานสร้างสรรค์ ที่ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และจินตนาการ

เป็นคำเฉพาะที่จดทะเบียนและใช้เรียกพนักงานของบริษัท Walt Disney Imagineering ทีมสร้างสรรค์ วิจัย และพัฒนา เครื่องเล่นแก่บริษัทแม่อย่าง Walt Disney

ฟังดูอาจจะไม่คุ้นหู แต่ที่ต่างประเทศ Imagineer ถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจที่สุดในช่วง 4 – 5 ปีนี้ รองจากอาชีพบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ในเฟซบุ๊ก

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณเดล ชีฮาน (Dale Sheehan) Imagineer จาก Walt Disney Imagineering เพื่อพูดคุยกันสั้นๆ ถึงตำแหน่งงานชื่อเท่ และการอยู่เบื้องหลังงานออกแบบสร้างสรรค์เครื่องเล่นทั้งในอดีตและปัจจุบันของดิสนีย์แลนด์ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้าร่วมงานเปิดตัวและเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้ลองเล่น ‘Ant-Man and The Wasp: Nano Battle!’ เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

นอกไปจากเรื่องการทำงานเบื้องหลังเครื่องเล่นของดิสนีย์แลนด์

สารภาพตามตรงถึงประสบการณ์การเที่ยวดิสนีย์แลนด์ครั้งแรกเมื่ออายุ 30 ที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับปราสาทและสวนสนุกไปตลอดกาล ‘ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์’ ไม่ได้เป็นสถานที่ที่เหมาะกับแค่คู่รัก เด็กและครอบครัวเท่านั้น แต่เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ตอนต้นถึงปลายที่อยากหนีออกจากพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว

ขอแนะนำ ‘อาร์ซีเรสเซอร์’ เจ้ารถเหาะแล่นบนรางด้วยความเร็วสูงตามแรงดึงดูดของโลก ‘บิ๊ก กริซลีย์ เมาท์เทน รันอะเวย์ ไมน์ คาร์ส’ รถรางของเหมืองที่วิ่งเข้านอกออกในเมือง อลังการระดับระเบิดภูเขาเผากระท่อม โดยเฉพาะ ‘ไฮเปอร์สเปซ เมาท์เทน’ รถไฟเหาะพุ่งทะยานสู่ใจกลางกาแลกซีเหมือนอยู่ในจักรวาลสตาร์วอร์จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราจะเห็นขีดจำกัดความกลัวและยอมรับความกล้าในตัวเอง

อ่านจบแล้วใครค้นพบความฝันของตัวเอง จะเป็นนักออกแบบเครื่องเล่นมืออาชีพหรือนักเล่นเครื่องเล่นมือสมัครเล่น ก็ขอให้ส่งข่าวบอก The Cloud กันด้วยนะ

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

You may say that I’m a dreamer

โดยหน้าที่แล้ว ตำแหน่ง Imagineer ของเดลใน Walt Disney Imaginering ก็คือ Creative Producer หรือผู้อยู่ในทุกกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องเล่น ตั้งแต่หาไอเดียตั้งต้น พัฒนาและสร้างสรรค์จนถึงวันเปิดตัวเครื่องเล่นสู่สาธารณะ ซึ่งกว่าจะเป็นเครื่องเล่นสักเครื่องในสวนสนุกนั้น นอกจากจะเป็นงานที่ใหญ่มากแล้วยังมีทีมที่เกี่ยวของมากมายอยู่เบื้องหลัง ทั้งทีมออกแบบและสร้างสรรค์ที่กำหนดเรื่องราวที่จะเล่า ทีมการแสดง ทีมดูแลโครงการ ทีมโครงสร้างวางแผนตำแหน่งอาคารเครื่องเล่น

ในขั้นตอนแรกสุดของการทำงาน หรือที่ชาว Imagineer เรียกว่า Blue Sky นั้น เป็นกระบวนการเสาะหาไอเดีย นำทีมโดยทีมเล่าเรื่องและทีมเทคโนโลยีมาร่วมกันหารือเรื่องที่จะเล่า และความเป็นไปได้ของเครื่องเล่นนั้น ก่อนสรุปภาพรวมของไอเดียและรายละเอียดย่อยเท่าที่จำเป็นต่อการพัฒนาต่อ ตกผลึกจนทุกคนเห็นร่วมกันว่านี่เป็นเรื่องเล่าที่ดีแล้วจึงแยกย้ายกันทำงานในส่วนที่ต่างฝ่ายต่างถนัด

“เรามีทีมวิจัยและพัฒนาเพื่อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้คาแรกเตอร์นั้นๆ สมจริงมากยิ่งขึ้น มีกลไกหรือระบบที่สนับสนุนการเล่าเรื่องของคาแรกเตอร์นั้นให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น” เดลเล่า

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

 

But I’m not the only one

เมื่อเราถามถึงหลักการคัดเลือกเรื่องและตัวละครมาสร้างเครื่องเล่น

เดลก็รีบตอบทันทีว่า จุดแข็งของดิสนีย์คือ การมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเองเยอะ ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าหยิบมาสร้างสรรค์ต่อมากมายเต็มไปหมด

“ทุกเรื่องที่คุณพอจะจินตนาการออกเลย ในการทำงาน หลังจากเลือกคาแรกเตอร์แล้ว มีเรื่องที่อยากเล่าและรู้ว่าจะเล่าอย่างไรแล้ว พวกเราจะทำการศึกษาตลาดของสาขาที่ตั้งดิสนีย์แลนด์หรือรีสอร์ตในเครือ วิเคราะห์ว่าเรื่องราวหรือประสบการณ์แบบไหนที่คนในพื้นที่น่าจะชอบ อะไรคือเรื่องที่พวกเขาไม่ควรพลาด และใหม่มากพอ เราจะเล่าเรื่องนั้น จากนั้นกลับมาดูว่าเราเล่าเรื่องแบบไหนได้ดี ส่วนเรื่องเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเล่าเรื่องที่ทำไม่ได้เมื่อ 10 ปีก่อน แต่วันนี้เราทำได้แล้ว ทั้งหมดนี้คือหลักการ ดังนั้น พวกเราจะจินตนาการเป็นอะไรก็ย่อมได้” เดลเล่าถึงดีเอ็นเอที่มีอยู่ในตัวนักจินตวิศวกรทุกคน

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

Attraction please, attractions.

จากอดีตนักออกแบบการแสดงและโรงละคร ที่ต่อมามีโอกาสฝึกงานที่ Walt Disney Imagineer และเริ่มต้นงานที่นี้อย่างจริงจังเรื่อยมา เดลเล่าประสบการณ์จากโรงละครที่นำมาใช้กับงานออกแบบเครื่องเล่นให้ฟังว่า

“การทำงานในละครเวทีสอนวิชาบริหารจัดการพื้นที่บนเวทีให้มัดใจและสร้างความตราตรึงแก่ผู้ชมทั้งโรงละคร ผ่านการทำงานเป็นทีมของฝ่ายสร้างสรรค์และนักแสดง การออกแบบเครื่องเล่นก็เช่นกัน เพราะทั้งไม่เพียงบอกเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ ยังต้องการสร้างความทรงจำที่ตราตรึง”

และถ้าคุณถามเขา ถึงเป้าหมายของการออกแบบเครื่องเล่นแต่ละครั้ง คงไม่มีคำตอบใดอธิบายความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีของคาแรกเตอร์นั้นไปสู่ทุกคนอย่างครบถ้วน

เดลบอกเราว่าเขาภูมิใจแค่ไหนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความทรงจำจากการใช้เวลาร่วมกันของคนรักและครอบครัว ซึ่งตลอดการสนทนาระหว่างเรา เดลพูดซ้ำๆ ว่าตัวเขาโชคดีเพียงใดที่ได้ทำงานร่วมกับทีมเก่งๆ

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

นอกจากความสนุกและประสบการณ์จากการได้มาทำงานที่ต่างเมือง ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม เพื่อสร้างสรรค์เครื่องเล่นพิเศษ หนึ่งในงานที่เดลภูมิใจคือ การออกแบบ ‘Stitch Encounter’ ให้แก่โตเกียวดิสนีย์แลนด์เมื่อ 2015 ซึ่งเขาต้องอยู่ญี่ปุ่นร่วมเดือนเพื่อศึกษาตลาด ผู้ชม แคสติ้งตัวละคร ไปจนถึงทำงานร่วมกับทีมต่างๆ เพื่อให้เรื่องราวที่ต้องการสื่อพิเศษและสมบูรณ์แบบ

“การมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลต่อการทำงานออกแบบเครื่องเล่นอย่างไรบ้าง” เราถาม

“เรื่องสำคัญที่สุดของงานออกแบบเครื่องเล่นคือ การทำหน้าที่นักเล่าเรื่อง ระหว่างที่เล่นเครื่องเล่น คุณไม่ได้เห็นเทคโนโลยี แต่คุณเห็นเรื่องราวที่อยู่ในนั้น และเทคโนโลยีก็ทำให้เรื่องที่เราอยากเล่าชัดเจนขึ้น เช่น การสร้างเกมที่ทำให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้เล่น (Interactive Game)” เดลตอบ ก่อนจะเสริมว่าเขาได้แรงบันดาลใจการออกแบบเครื่องเล่นมาจากเรื่องรอบๆ ตัว

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

เช่น Ant-Man and The Wasp: Nano Battle! ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่ชอบดูตอนเด็กเรื่อง Honey, I Shrunk the Kids (1989) เรื่องของวัยรุ่นที่บังเอิญเข้าไปในโลกที่ทุกอย่างมีขนาดใหญ่ไปหมด ทำให้เดลอยากลองสร้างเครื่องเล่นที่ทำให้ผู้เล่นอยู่ในสถานการณ์ตัวเล็กลงเท่ามดดูบ้าง

 

The day after tomorrowland

Ant-Man and The Wasp: Nano Battle! เป็นเครื่องเล่นใหม่ล่าสุดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง Hong Kong Disneyland, Walt Disney Imagineering และ Marvel Studio ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการเตรียมพร้อมเพื่อเป็นศูนย์กลางมาร์เวลของเอเชีย

โดยเครื่องเล่นนี้จะพาเราย่อส่วนจนเล็กเท่ากับมดเพื่อปฏิบัติภารกิจสู้เคียงข้างแอนท์แมน และ เดอะวอสพ์ ด้วยการขับ The Dagger ยานลำใหม่ของหน่วยชีลด์ พร้อมอาวุธปืนล่าสุด EMP Blaster เพื่อสู้กับฝูงบอทของไฮดร้า

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

ทั้งยังเป็นภาคต่อของเครื่องเล่น Iron Man Experience เครื่องเล่นสี่มิติที่จำลองการสู้รบระหว่างไอรอนแมนและกองกำลังไฮดร้า ด้วยภาพและเสียงเทคนิคพิเศษที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังบินอยู่จริงๆ ซึ่งหลังลองเล่นทั้งสองเครื่องเล่นแล้วรู้เลยว่าจะถูกใจแฟนๆ มาร์เวลอย่างแน่นอนเพราะไม่ต้องบินไกลถึงต่างทวีปก็สัมผัสฮีโร่ที่รักได้อย่างใกล้ชิด

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

“เป็นครั้งแรกของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ที่เราใช้เครื่องเล่น 2 เครื่องเล่าเรื่องๆ เดียวกัน โดยเชื่อมกันไว้ด้วยภารกิจ ครึ่งเรื่องแรกอยู่ใน Iron Man Experience อีกครึ่งอยู่ใน Ant-Man and The Wasp: Nano Battle!” เดล บอกเราซ้ำๆ ถึงเหตุผลที่ไม่ควรพลาดเครื่องเล่นใหม่ของทูมอร์โรว์แลนด์ ซึ่งใครอยากจะเล่นเก็บให้ครบทั้งสองเครื่องเล่น รวมถึงเครื่องเล่นในฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ภายใน 1 วัน เราแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อวางแผนรอบเวลา

ในฐานะสื่อมวลชนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชมชั้นใต้ดินของเครื่องเล่น Iron Man Experience นี้ เห็นเบื้องหลังของความสนุกที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนยานลำจริงก็ทึ่งมากๆ ดีใจที่ได้เห็นว่าเครื่องเล่นของส่วนสนุกระดับโลกนั้นทันสมัยและปลอดภัยไว้ใจได้แค่ไหน เพราะไม่เพียงเป็นเครื่องเล่นที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากๆ ด้วยการทดสอบเปิดซ้อมเครื่องเล่นกว่า 5,000 รอบก่อนให้บริการจริง และแม้ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์จะเปิดตัว Iron Man Experience มาตั้งแต่ 2017 แล้ว ก็ยังมีคนเข้าแถวรอเล่นอย่างหนาแน่นที่สุด

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

 

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้…สึก

“จนถึงวันนี้วิธีการทำงานออกแบบเครื่องเล่นเปลี่ยนไปจากอดีตยังไงบ้าง” เราถาม

เดลรีบตอบทันทีว่า วิธีการไม่เปลี่ยนโดยสิ้นเชิงอย่างที่ใครเข้าใจ แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เครื่องไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะการสร้างโลกของมาร์เวลสตูดิโอที่ทำให้แฟนๆ รับรู้ถึงความสมจริงจากเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ผูกต่อกับเป็นจักรวาลมาร์เวล

การสร้างเครื่องเล่นมาร์เวลจึงท้าทาย โดยเฉพาะการรักษาความรู้สึกร่วมนั้น ตัวอย่างความรู้สึกของการที่ตัวหดลงกลายเป็นมนุษย์มด เป็นโอกาสให้เดลและทีมงานได้พัฒนาเครื่องมือและค้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนเล่าเรื่องผ่านเครื่องเล่นอย่างพวกเขาต่อไป

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

www.hongkongdisneyland.com

Imagineer คือชื่อตำแหน่งคนทำงานสร้างสรรค์ ที่ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และจินตนาการ

เป็นคำเฉพาะที่จดทะเบียนและใช้เรียกพนักงานของบริษัท Walt Disney Imagineering ทีมสร้างสรรค์ วิจัย และพัฒนา เครื่องเล่นแก่บริษัทแม่อย่าง Walt Disney

ฟังดูอาจจะไม่คุ้นหู แต่ที่ต่างประเทศ Imagineer ถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจที่สุดในช่วง 4 – 5 ปีนี้ รองจากอาชีพบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ในเฟซบุ๊ก

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณเดล ชีฮาน (Dale Sheehan) Imagineer จาก Walt Disney Imagineering เพื่อพูดคุยกันสั้นๆ ถึงตำแหน่งงานชื่อเท่ และการอยู่เบื้องหลังงานออกแบบสร้างสรรค์เครื่องเล่นทั้งในอดีตและปัจจุบันของดิสนีย์แลนด์ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้าร่วมงานเปิดตัวและเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้ลองเล่น ‘Ant-Man and The Wasp: Nano Battle!’ เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

นอกไปจากเรื่องการทำงานเบื้องหลังเครื่องเล่นของดิสนีย์แลนด์

สารภาพตามตรงถึงประสบการณ์การเที่ยวดิสนีย์แลนด์ครั้งแรกเมื่ออายุ 30 ที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับปราสาทและสวนสนุกไปตลอดกาล ‘ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์’ ไม่ได้เป็นสถานที่ที่เหมาะกับแค่คู่รัก เด็กและครอบครัวเท่านั้น แต่เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ตอนต้นถึงปลายที่อยากหนีออกจากพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว

ขอแนะนำ ‘อาร์ซีเรสเซอร์’ เจ้ารถเหาะแล่นบนรางด้วยความเร็วสูงตามแรงดึงดูดของโลก ‘บิ๊ก กริซลีย์ เมาท์เทน รันอะเวย์ ไมน์ คาร์ส’ รถรางของเหมืองที่วิ่งเข้านอกออกในเมือง อลังการระดับระเบิดภูเขาเผากระท่อม โดยเฉพาะ ‘ไฮเปอร์สเปซ เมาท์เทน’ รถไฟเหาะพุ่งทะยานสู่ใจกลางกาแลกซีเหมือนอยู่ในจักรวาลสตาร์วอร์จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราจะเห็นขีดจำกัดความกลัวและยอมรับความกล้าในตัวเอง

อ่านจบแล้วใครค้นพบความฝันของตัวเอง จะเป็นนักออกแบบเครื่องเล่นมืออาชีพหรือนักเล่นเครื่องเล่นมือสมัครเล่น ก็ขอให้ส่งข่าวบอก The Cloud กันด้วยนะ

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

You may say that I’m a dreamer

โดยหน้าที่แล้ว ตำแหน่ง Imagineer ของเดลใน Walt Disney Imaginering ก็คือ Creative Producer หรือผู้อยู่ในทุกกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องเล่น ตั้งแต่หาไอเดียตั้งต้น พัฒนาและสร้างสรรค์จนถึงวันเปิดตัวเครื่องเล่นสู่สาธารณะ ซึ่งกว่าจะเป็นเครื่องเล่นสักเครื่องในสวนสนุกนั้น นอกจากจะเป็นงานที่ใหญ่มากแล้วยังมีทีมที่เกี่ยวของมากมายอยู่เบื้องหลัง ทั้งทีมออกแบบและสร้างสรรค์ที่กำหนดเรื่องราวที่จะเล่า ทีมการแสดง ทีมดูแลโครงการ ทีมโครงสร้างวางแผนตำแหน่งอาคารเครื่องเล่น

ในขั้นตอนแรกสุดของการทำงาน หรือที่ชาว Imagineer เรียกว่า Blue Sky นั้น เป็นกระบวนการเสาะหาไอเดีย นำทีมโดยทีมเล่าเรื่องและทีมเทคโนโลยีมาร่วมกันหารือเรื่องที่จะเล่า และความเป็นไปได้ของเครื่องเล่นนั้น ก่อนสรุปภาพรวมของไอเดียและรายละเอียดย่อยเท่าที่จำเป็นต่อการพัฒนาต่อ ตกผลึกจนทุกคนเห็นร่วมกันว่านี่เป็นเรื่องเล่าที่ดีแล้วจึงแยกย้ายกันทำงานในส่วนที่ต่างฝ่ายต่างถนัด

“เรามีทีมวิจัยและพัฒนาเพื่อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้คาแรกเตอร์นั้นๆ สมจริงมากยิ่งขึ้น มีกลไกหรือระบบที่สนับสนุนการเล่าเรื่องของคาแรกเตอร์นั้นให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น” เดลเล่า

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

 

But I’m not the only one

เมื่อเราถามถึงหลักการคัดเลือกเรื่องและตัวละครมาสร้างเครื่องเล่น

เดลก็รีบตอบทันทีว่า จุดแข็งของดิสนีย์คือ การมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเองเยอะ ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าหยิบมาสร้างสรรค์ต่อมากมายเต็มไปหมด

“ทุกเรื่องที่คุณพอจะจินตนาการออกเลย ในการทำงาน หลังจากเลือกคาแรกเตอร์แล้ว มีเรื่องที่อยากเล่าและรู้ว่าจะเล่าอย่างไรแล้ว พวกเราจะทำการศึกษาตลาดของสาขาที่ตั้งดิสนีย์แลนด์หรือรีสอร์ตในเครือ วิเคราะห์ว่าเรื่องราวหรือประสบการณ์แบบไหนที่คนในพื้นที่น่าจะชอบ อะไรคือเรื่องที่พวกเขาไม่ควรพลาด และใหม่มากพอ เราจะเล่าเรื่องนั้น จากนั้นกลับมาดูว่าเราเล่าเรื่องแบบไหนได้ดี ส่วนเรื่องเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเล่าเรื่องที่ทำไม่ได้เมื่อ 10 ปีก่อน แต่วันนี้เราทำได้แล้ว ทั้งหมดนี้คือหลักการ ดังนั้น พวกเราจะจินตนาการเป็นอะไรก็ย่อมได้” เดลเล่าถึงดีเอ็นเอที่มีอยู่ในตัวนักจินตวิศวกรทุกคน

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

Attraction please, attractions.

จากอดีตนักออกแบบการแสดงและโรงละคร ที่ต่อมามีโอกาสฝึกงานที่ Walt Disney Imagineer และเริ่มต้นงานที่นี้อย่างจริงจังเรื่อยมา เดลเล่าประสบการณ์จากโรงละครที่นำมาใช้กับงานออกแบบเครื่องเล่นให้ฟังว่า

“การทำงานในละครเวทีสอนวิชาบริหารจัดการพื้นที่บนเวทีให้มัดใจและสร้างความตราตรึงแก่ผู้ชมทั้งโรงละคร ผ่านการทำงานเป็นทีมของฝ่ายสร้างสรรค์และนักแสดง การออกแบบเครื่องเล่นก็เช่นกัน เพราะทั้งไม่เพียงบอกเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ ยังต้องการสร้างความทรงจำที่ตราตรึง”

และถ้าคุณถามเขา ถึงเป้าหมายของการออกแบบเครื่องเล่นแต่ละครั้ง คงไม่มีคำตอบใดอธิบายความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีของคาแรกเตอร์นั้นไปสู่ทุกคนอย่างครบถ้วน

เดลบอกเราว่าเขาภูมิใจแค่ไหนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความทรงจำจากการใช้เวลาร่วมกันของคนรักและครอบครัว ซึ่งตลอดการสนทนาระหว่างเรา เดลพูดซ้ำๆ ว่าตัวเขาโชคดีเพียงใดที่ได้ทำงานร่วมกับทีมเก่งๆ

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

นอกจากความสนุกและประสบการณ์จากการได้มาทำงานที่ต่างเมือง ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม เพื่อสร้างสรรค์เครื่องเล่นพิเศษ หนึ่งในงานที่เดลภูมิใจคือ การออกแบบ ‘Stitch Encounter’ ให้แก่โตเกียวดิสนีย์แลนด์เมื่อ 2015 ซึ่งเขาต้องอยู่ญี่ปุ่นร่วมเดือนเพื่อศึกษาตลาด ผู้ชม แคสติ้งตัวละคร ไปจนถึงทำงานร่วมกับทีมต่างๆ เพื่อให้เรื่องราวที่ต้องการสื่อพิเศษและสมบูรณ์แบบ

“การมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลต่อการทำงานออกแบบเครื่องเล่นอย่างไรบ้าง” เราถาม

“เรื่องสำคัญที่สุดของงานออกแบบเครื่องเล่นคือ การทำหน้าที่นักเล่าเรื่อง ระหว่างที่เล่นเครื่องเล่น คุณไม่ได้เห็นเทคโนโลยี แต่คุณเห็นเรื่องราวที่อยู่ในนั้น และเทคโนโลยีก็ทำให้เรื่องที่เราอยากเล่าชัดเจนขึ้น เช่น การสร้างเกมที่ทำให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้เล่น (Interactive Game)” เดลตอบ ก่อนจะเสริมว่าเขาได้แรงบันดาลใจการออกแบบเครื่องเล่นมาจากเรื่องรอบๆ ตัว

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

เช่น Ant-Man and The Wasp: Nano Battle! ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่ชอบดูตอนเด็กเรื่อง Honey, I Shrunk the Kids (1989) เรื่องของวัยรุ่นที่บังเอิญเข้าไปในโลกที่ทุกอย่างมีขนาดใหญ่ไปหมด ทำให้เดลอยากลองสร้างเครื่องเล่นที่ทำให้ผู้เล่นอยู่ในสถานการณ์ตัวเล็กลงเท่ามดดูบ้าง

 

The day after tomorrowland

Ant-Man and The Wasp: Nano Battle! เป็นเครื่องเล่นใหม่ล่าสุดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง Hong Kong Disneyland, Walt Disney Imagineering และ Marvel Studio ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการเตรียมพร้อมเพื่อเป็นศูนย์กลางมาร์เวลของเอเชีย

โดยเครื่องเล่นนี้จะพาเราย่อส่วนจนเล็กเท่ากับมดเพื่อปฏิบัติภารกิจสู้เคียงข้างแอนท์แมน และ เดอะวอสพ์ ด้วยการขับ The Dagger ยานลำใหม่ของหน่วยชีลด์ พร้อมอาวุธปืนล่าสุด EMP Blaster เพื่อสู้กับฝูงบอทของไฮดร้า

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

ทั้งยังเป็นภาคต่อของเครื่องเล่น Iron Man Experience เครื่องเล่นสี่มิติที่จำลองการสู้รบระหว่างไอรอนแมนและกองกำลังไฮดร้า ด้วยภาพและเสียงเทคนิคพิเศษที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังบินอยู่จริงๆ ซึ่งหลังลองเล่นทั้งสองเครื่องเล่นแล้วรู้เลยว่าจะถูกใจแฟนๆ มาร์เวลอย่างแน่นอนเพราะไม่ต้องบินไกลถึงต่างทวีปก็สัมผัสฮีโร่ที่รักได้อย่างใกล้ชิด

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

“เป็นครั้งแรกของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ที่เราใช้เครื่องเล่น 2 เครื่องเล่าเรื่องๆ เดียวกัน โดยเชื่อมกันไว้ด้วยภารกิจ ครึ่งเรื่องแรกอยู่ใน Iron Man Experience อีกครึ่งอยู่ใน Ant-Man and The Wasp: Nano Battle!” เดล บอกเราซ้ำๆ ถึงเหตุผลที่ไม่ควรพลาดเครื่องเล่นใหม่ของทูมอร์โรว์แลนด์ ซึ่งใครอยากจะเล่นเก็บให้ครบทั้งสองเครื่องเล่น รวมถึงเครื่องเล่นในฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ภายใน 1 วัน เราแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อวางแผนรอบเวลา

ในฐานะสื่อมวลชนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชมชั้นใต้ดินของเครื่องเล่น Iron Man Experience นี้ เห็นเบื้องหลังของความสนุกที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนยานลำจริงก็ทึ่งมากๆ ดีใจที่ได้เห็นว่าเครื่องเล่นของส่วนสนุกระดับโลกนั้นทันสมัยและปลอดภัยไว้ใจได้แค่ไหน เพราะไม่เพียงเป็นเครื่องเล่นที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากๆ ด้วยการทดสอบเปิดซ้อมเครื่องเล่นกว่า 5,000 รอบก่อนให้บริการจริง และแม้ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์จะเปิดตัว Iron Man Experience มาตั้งแต่ 2017 แล้ว ก็ยังมีคนเข้าแถวรอเล่นอย่างหนาแน่นที่สุด

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

 

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้…สึก

“จนถึงวันนี้วิธีการทำงานออกแบบเครื่องเล่นเปลี่ยนไปจากอดีตยังไงบ้าง” เราถาม

เดลรีบตอบทันทีว่า วิธีการไม่เปลี่ยนโดยสิ้นเชิงอย่างที่ใครเข้าใจ แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เครื่องไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะการสร้างโลกของมาร์เวลสตูดิโอที่ทำให้แฟนๆ รับรู้ถึงความสมจริงจากเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ผูกต่อกับเป็นจักรวาลมาร์เวล

การสร้างเครื่องเล่นมาร์เวลจึงท้าทาย โดยเฉพาะการรักษาความรู้สึกร่วมนั้น ตัวอย่างความรู้สึกของการที่ตัวหดลงกลายเป็นมนุษย์มด เป็นโอกาสให้เดลและทีมงานได้พัฒนาเครื่องมือและค้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนเล่าเรื่องผ่านเครื่องเล่นอย่างพวกเขาต่อไป

ดิสนีย์แลนด์, นักออกแบบเครื่องเล่น

www.hongkongdisneyland.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

8 มิถุนายน 2564
4 K

รถราทั้งชนิดมากล้อน้อยล้อเคลื่อนตัวขวักไขว่ไปมา ส่งเสียงเครื่องยนต์กึ่งดังกึ่งเบาเข้าหูเราอย่างไม่ทิ้งช่วง ป้ายสีฟ้าบอกว่านี่คือหัวถนนทรงสวัสดิ์ บริเวณแยกจุดตัดกับถนนทรงวาด

ความพลุกพล่านของผู้คน สัญลักษณ์แห่งความเรืองรองในอดีตของย่านการค้าสำคัญ ตอนนี้บางตาลงมากจนน่าใจหาย ย่ำเท้าไม่นานก็พาตัวเองมาอยู่ตรงข้ามตึกแถวสูงสามชั้นกว้างหนึ่งคูหา ฟอนต์โลหะคำว่า ‘จิรวัฒน์’ สะท้อนพรายแดดวับทันทีที่เงยคอชม ราวกระซิบให้รู้ว่า Google Maps พาเรามาถึงร้านรับทำฉลุแผ่นป้ายโลหะสำหรับพ่นสีทาสีเจ้าเก่าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ
เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ประตูเหล็กบานเลื่อนเอกลักษณ์ของร้านค้ายุคเก่าเปิดกว้างออก เผยให้เห็นผืนสังกะสีฉลุอักษรหลากภาษาหลายสิบแผ่น ห้อยเรียงรายเป็นจังหวะตลอดสองฟากผนัง โต๊ะกลางร้านมีกลุ่มชายวัยกลางคนสวมแว่นตา มือขวาจับค้อน มือซ้ายถือสิ่ว สายตาเล็งไปที่สังกะสีแผ่นบาง แล้วตอกค้อนลงบนสิ่วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่นานก็เกิดเป็นแบบอักษรช่องว่างบนโลหะดั่งใจหมาย

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

เรามีนัดกับ อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทรุ่นสองวัย 59 ผู้สืบทอดเทคนิคการฉลุลายบนโลหะแห่งร้านจิรวัฒน์ เจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง ที่ทำตั้งแต่แผ่นฉลุโลหะ สังกะสี สำหรับทาสีหรือพ่น เพื่อบอกข้อความบนวัสดุต่างๆ ทั้งกระสอบข้าว ผืนผ้าใบ ลังไม้ โลงศพ ไปจนถึงรถเมล์ รถแท็กซี่ รถของหน่วยงานราชการ และมีลูกค้าอยู่เกือบทั่วทั้งประเทศ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าร้านจิรวัฒน์กำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ร่วมกับ Lohameka Studio แบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ ในงาน Made in Charoenkrung 2 จัดขึ้นโดย Creative Economy Agency (CEA) ก็ยิ่งเร้าให้เรารีบมาคุยกับทายาทรุ่นสองท่านนี้

เถ้าแก่อนันต์ยิ้มรับคำโอภาปราศรัยจากผู้มาเยือนด้วยอารมณ์แจ่มชื่นเหมือนพระอาทิตย์ตอนบ่ายวันนั้น เขาเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมสุดคลาสสิกสมกับเป็นเจ้าบ้านมืออาชีพ พร้อมต่อบทสนทนาเคล้าเสียงฉลุโลหะอย่างฉะฉานชัดเจน

จากบางแคสู่เจริญกรุง

“ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510”

นายช่างมากฝีมือคู่สนทนารีบอธิบายรับทันควันเมื่อเราเริ่มซักไซ้ที่มาที่ไป

ร้านจิรวัฒน์เริ่มต้นจากความคิดก้าวหน้าของพ่อเถ้าแก่อนันต์ ชัยวัฒน์ จิรกิตตยากร เจ้าของรุ่นแรก หนุ่มชาวบางแคผู้ข้ามฟากมายังฝั่งพระนครเพื่อทำงานเลี้ยงตัวด้วยอาชีพช่างฉลุในร้านของพี่สาวและพี่เขย ย่านตลาดน้อย เมื่อสะสมทักษะและทุนรอนมากพอ จึงขยับขยายออกมาเปิดกิจการของตัวเองในย่านเจริญกรุง บนหัวถนนทรงสวัสดิ์ หยิบเอา ‘จิร’ พยางค์แรกของนามสกุลมาผสมกับ ‘วัฒน์’ พยางค์สุดท้ายของชื่อตัว ได้ ‘จิรวัฒน์’ ชื่อร้านความหมายมงคล เดิมตั้งอยู่ห้องคูหาถัดไปทางสี่แยก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ เลยย้ายมาที่นี่แทน

“พ่อคงเห็นว่าตรงนี้เป็นแหล่งค้าข้าวและผลผลิตทางการเกษตร ถ้ามาเปิดร้านยังไงก็มีงานจ้างทำแผ่นโลหะไว้พ่นสีตีกระสอบแน่ๆ

“แล้วก็เป็นตามคาด” เขาเฉลยพลางยิ้มกริ่ม ส่งแววตาภาคภูมิใจในตัวพ่อ

“สมัยนั้นงานชุกมาก พวกโรงสีมาสั่งกันทีสามสิบห้าสิบแผ่นสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะใช้บ่อยเลยพังง่าย เมื่อก่อนใช้กระสอบป่าน ไม่ใช่กระสอบพลาสติก เขาต้องให้เราฉลุแผ่นเหล็กไว้ทาสีบนกระสอบอยู่แล้ว งานอีกชนิดที่เข้ามาบ่อยคือสำหรับใช้พ่นบนผ้าใบและท่อแป๊บ แม้กระทั่งบริษัท Bangkok Cable ก็ทำงานให้เขามาตลอด”

เปลี่ยนมือ

เถ้าแก่อนันต์เติบโตท่ามกลางเหล่าช่างลูกจ้างมากฝีมือ ใช้ชีวิตวัยเด็กวิ่งซนในหมู่แผ่นสังกะสีแกะลายนับสิบนับร้อยอย่างไม่ประสา ว่าสิ่งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ทางปัญญาอันมีค่ายิ่ง พอเป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชาเอาไว้แม้แต่น้อย

“จนกระทั่งช่วง มศ.1 – 2 อายุประมาณสิบหก สิบเจ็ด ผมเกเรมาก ชนิดที่ว่าโดดเรียนไปกับเพื่อนแบบถึงไหนถึงกัน พ่อเลยบังคับให้เรามาฝึกทำที่ร้าน เอามาไว้ใกล้หูใกล้ตา เดี๋ยวเถลไถลไปไหนต่อไหน พอได้มาลองทำจริงถึงเริ่มมีความคิดอยากเรียนรู้ทักษะนี้ติดตัวและสืบทอดเอาไว้เหมือนกัน”

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ช่างฉลุวัยหนุ่มเริ่มฝึกทักษะโดยใช้วิชาครูพักลักจำ มีแบบอักษร แผ่นสังกะสี ค้อน และสิ่ว หลากไซส์ เป็นอาจารย์คอยสั่งสอน ตามวิถีช่างฝีมือที่ต้องตั้งต้นเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ไม่มีใครมาจับมือทำเป็นหลักสูตรตายตัว

หลังหัดทำได้คล่องแคล่ว ทายาทช่างยังไม่ได้รับช่วงกิจการต่อในทันที เขาทำงานที่ร้านและไปช่วยงานเพื่อนที่เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน หลังคุณพ่อเสีย จึงมารับช่วงต่อเต็มตัว 10 กว่าปีนี้เอง

ร้านจิรวัฒน์หลังเปลี่ยนผ่านสู่มือทายาทรุ่นสอง ยังคงเป็นแหล่งรวมความชำนิชำนาญเช่นเดิม แถมเถ้าแก่อนันต์เพิ่มพูนทักษะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเขียนแบบตัวอักษร จึงพอจะทำงานได้สะดวกโยธินขึ้นมา

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก

4 ทศวรรษ คือช่วงเวลาที่เถ้าแก่อนันต์ลับเหลี่ยมลับคมวิชาฉลุเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นกามนิตหนุ่ม แม้ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพจริงจังแต่เริ่ม แต่ทักษะที่เขามีก็ไม่เป็นสองรองใคร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ก็พัฒนารุดหน้ารวดเร็วชนิดที่ว่าไม่มีช่างฝีมือคนใดตามทัน เครื่องฉลุเลเซอร์ อำนวยความสะดวกได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดใส่กลิ่นอายของงานคราฟต์ทำมือ ผสมความพิถีพิถันลงไปในผลงานทุกชิ้น เหมือนร้านฉลุเจ้าเก่านี้ได้เลย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“สมัยที่รถเมล์ยังใช้เอกชนวิ่ง เขามาให้ผมฉลุแผ่นโลหะไว้พ่นบอกสายข้างตัวรถทั้งนั้น รถแท็กซี่ผมก็ทำให้ตั้งแต่สมัยเริ่มมีการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ไปจนถึงตราหน่วยงานราชการที่เอาไว้พ่นติดรถหลวงของหน่วยงานต่างๆ เทศบาลท้องถิ่นนี่ลูกค้าเราแทบจะเกือบทั้งประเทศ แม้กระทั่งฉลุเป็นลายมังกรไว้พ่นข้างโลงศพคนจีนผมก็รับทำด้วยนะ” ช่างใหญ่ประจำย่านเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน ชี้มือชี้ไม้ให้ดูบรรดาผลงานรอบด้าน ประหนึ่งเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต

“แต่ไม่มีจุดไหนที่เรียกว่าเป็นยุคทองอย่างจริงจังหรอก” เขาเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมขยายความ

“ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนงานเยอะหน่อยเพราะว่าเขายังต้องใช้วิธีการพ่นแบบดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ซบเซาลงไปเยอะเหมือนกัน ตอน พ.ศ. 2540 โดนไปทีหนึ่งเพราะล้มกันหมด มาโควิดช่วงนี้ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกทีหนึ่ง พอธุรกิจลูกค้าเขาไม่มีงาน ก็ไม่มาจ้างเรา”

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

เหล่าช่างฉลุแห่งจิรวัฒน์ยังคงนั่งโหมงานตลอดบ่ายวันนั้น ส่งเสียงระงมเติมรสให้บทสนทนาดังขึ้น ดังขึ้น แสงแดดเริ่มพาดตัวเข้าสู่ด้านในของร้านเรื่อยๆ บ่งบอกเข็มชั่วโมงที่กำลังเดินทางลงไป

งานที่ภายนอกดูตรงไปตรงมามากที่สุด ย่อมต้องมีจุดที่เวลาและประสบการณ์เท่านั้นจะอำนวยเคล็ดลับและทักษะให้คนทำได้

“ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก มีแต่ความละเอียด” เขาปฏิเสธอย่างถ้อยที 

ไม่ใช่เพราะว่างานฉลุโลหะแบบนี้ง่ายดายปานกับปอกกล้วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวอาบน้ำ ที่ทำให้เถ้าแก่อนันต์เห็นพื้นฐานอันซับซ้อนในงานฝีมือแขนงนี้

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“พิมพ์แบบใส่กระดาษมาแปะทับบนแผ่นสังกะสี ฉลุตามลายแล้วไสให้เรียบเป็นอันเสร็จ มีแต่ใช้เวลามากหรือน้อยก็เท่านั้น” เถ้าแก่อธิบายขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายในประโยคเดียว 

“อย่างตราพระปรมาภิไธยหรือตราหน่วยงานราชการ มีรายละเอียดเยอะมาก ต้องนั่งทำเป็นวันๆ ลุกไม่ได้เลย มีของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่คิดว่าท้าทายหน่อย เขาจ้างให้แกะลายของกรมเพื่อไปทาสีบนแทงก์น้ำใหญ่ๆ เราต้องไปฉลุลาย ดัดโค้ง ทำงานที่ตรงไซต์นั้น”

คงต้องจบไป ผมปล่อยแบบธรรมชาตินี่แหละ

“งานนี้สอนให้อดทน มีความมานะ เพราะเราใช้เทคนิคอย่างคนรุ่นเก่ามาตลอด แทบไม่ใช่เทคโนโลยีมาช่วยเลย บางครั้งช่างต้องโหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่ม” ช่างฉลุผู้ช่ำชองเผยแง่งามอีกด้านของอาชีพ

“แต่ถ้าหมดผมก็คงต้องจบไป ปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนี้แหละ มีงานเข้ามาก็ทำ ไม่มีงานเดี๋ยวก็นั่งมองหน้ากับช่างกันไปก่อน”

ระหว่างที่คู่สนทนาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ้นหวังปนเศร้า ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเจือหัวเราะในลำคอเบาๆ พอให้บทสนทนาไม่แห้งแล้ง เรารู้สึกเสียดายอย่างจับใจ เมื่อได้รู้ว่าเถ้าแก่ไม่มีแผนส่งต่อทักษะอันน่าทึ่งแขนงนี้ให้ใคร อีกใจก็ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลึกๆ เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนที่หลงใหลในเสน่ห์ และเห็นคุณค่าของงานคราฟต์ทำมืออย่างการฉลุแผ่นป้ายโลหะของร้านจิรวัฒน์เสมอ และเชื่อยิ่งกว่าว่าคนเหล่านี้พร้อมช่วยเหลืออุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากฝีมือเจ้านี้ให้คงอยู่ เป็นหลักฐานแสดงความเรืองรองของงานช่างโลหะไทยได้อีกนาน

หวังว่าพวกเขาคงจะเดินทางมาพบกันในเร็ววัน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายคล้อยเต็มที บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราชิงรบเร้าให้เถ้าแก่โชว์เหนือฉลุสังกะสีให้เห็นก่อนคราวอำลามาถึง

“ได้ มาสิ” นายช่างตอบรับ แล้วลุกขึ้นเดินฉับไปคว้าเก้าอี้ตัวกลม วางลงท่ามกลางหมู่ช่าง นั่งลงจัดท่าทางทะมัดทะแมง สวมแว่นตาเติมความแม่นยำ มือขวากำค้อนแม่นมั่น ยกขึ้นกระแทกเข้ากับแท่งสิ่วไซส์จิ๋วที่ประจำอยู่บนร่องรอยแนวฉลุ เสียงโลหะกระทบกันดังทีแล้วทีเล่า จนออกมาเป็นตัวอักษรตามแบบ

สองมือของเขาจับผลงานขึ้นมาใกล้หน้าเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนบ่ายหน้าไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้นัดหมาย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ร้านจิรวัฒน์

รับฉลุป้ายโลหะสำหรับใช้ทาสีหรือพ่นสีทับลงบนพื้นผิววัสดุเจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง 

ที่ตั้ง : เลขที่ 363 ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2266 8669

วันนี้เทคนิคระดับเซียนจากร้านจิรวัฒน์ได้โคจรมาเจอกับกลเม็ดการดีไซน์เครื่องประดับสุดเก๋จากแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ Lohameka Studio ร่วมกันต่อยอดของดีสุดเก๋าประจำย่านเจริญกรุงให้คงอยู่ต่อไปในโครงการ Made in Charoenkrung 2 โดย Creative Economy Agency (CEA) ทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกเฉพาะผู้เขาร่วมงาน Bangkok Design Week 2021 ติดตามงานออกแบบทั้งหมดของโครงการเมดอินเจริญกรุงได้ที่ madein.myneighbour

8 มิถุนายน 2564
4 K

รถราทั้งชนิดมากล้อน้อยล้อเคลื่อนตัวขวักไขว่ไปมา ส่งเสียงเครื่องยนต์กึ่งดังกึ่งเบาเข้าหูเราอย่างไม่ทิ้งช่วง ป้ายสีฟ้าบอกว่านี่คือหัวถนนทรงสวัสดิ์ บริเวณแยกจุดตัดกับถนนทรงวาด

ความพลุกพล่านของผู้คน สัญลักษณ์แห่งความเรืองรองในอดีตของย่านการค้าสำคัญ ตอนนี้บางตาลงมากจนน่าใจหาย ย่ำเท้าไม่นานก็พาตัวเองมาอยู่ตรงข้ามตึกแถวสูงสามชั้นกว้างหนึ่งคูหา ฟอนต์โลหะคำว่า ‘จิรวัฒน์’ สะท้อนพรายแดดวับทันทีที่เงยคอชม ราวกระซิบให้รู้ว่า Google Maps พาเรามาถึงร้านรับทำฉลุแผ่นป้ายโลหะสำหรับพ่นสีทาสีเจ้าเก่าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ
เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ประตูเหล็กบานเลื่อนเอกลักษณ์ของร้านค้ายุคเก่าเปิดกว้างออก เผยให้เห็นผืนสังกะสีฉลุอักษรหลากภาษาหลายสิบแผ่น ห้อยเรียงรายเป็นจังหวะตลอดสองฟากผนัง โต๊ะกลางร้านมีกลุ่มชายวัยกลางคนสวมแว่นตา มือขวาจับค้อน มือซ้ายถือสิ่ว สายตาเล็งไปที่สังกะสีแผ่นบาง แล้วตอกค้อนลงบนสิ่วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่นานก็เกิดเป็นแบบอักษรช่องว่างบนโลหะดั่งใจหมาย

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

เรามีนัดกับ อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทรุ่นสองวัย 59 ผู้สืบทอดเทคนิคการฉลุลายบนโลหะแห่งร้านจิรวัฒน์ เจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง ที่ทำตั้งแต่แผ่นฉลุโลหะ สังกะสี สำหรับทาสีหรือพ่น เพื่อบอกข้อความบนวัสดุต่างๆ ทั้งกระสอบข้าว ผืนผ้าใบ ลังไม้ โลงศพ ไปจนถึงรถเมล์ รถแท็กซี่ รถของหน่วยงานราชการ และมีลูกค้าอยู่เกือบทั่วทั้งประเทศ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าร้านจิรวัฒน์กำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ร่วมกับ Lohameka Studio แบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ ในงาน Made in Charoenkrung 2 จัดขึ้นโดย Creative Economy Agency (CEA) ก็ยิ่งเร้าให้เรารีบมาคุยกับทายาทรุ่นสองท่านนี้

เถ้าแก่อนันต์ยิ้มรับคำโอภาปราศรัยจากผู้มาเยือนด้วยอารมณ์แจ่มชื่นเหมือนพระอาทิตย์ตอนบ่ายวันนั้น เขาเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมสุดคลาสสิกสมกับเป็นเจ้าบ้านมืออาชีพ พร้อมต่อบทสนทนาเคล้าเสียงฉลุโลหะอย่างฉะฉานชัดเจน

จากบางแคสู่เจริญกรุง

“ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510”

นายช่างมากฝีมือคู่สนทนารีบอธิบายรับทันควันเมื่อเราเริ่มซักไซ้ที่มาที่ไป

ร้านจิรวัฒน์เริ่มต้นจากความคิดก้าวหน้าของพ่อเถ้าแก่อนันต์ ชัยวัฒน์ จิรกิตตยากร เจ้าของรุ่นแรก หนุ่มชาวบางแคผู้ข้ามฟากมายังฝั่งพระนครเพื่อทำงานเลี้ยงตัวด้วยอาชีพช่างฉลุในร้านของพี่สาวและพี่เขย ย่านตลาดน้อย เมื่อสะสมทักษะและทุนรอนมากพอ จึงขยับขยายออกมาเปิดกิจการของตัวเองในย่านเจริญกรุง บนหัวถนนทรงสวัสดิ์ หยิบเอา ‘จิร’ พยางค์แรกของนามสกุลมาผสมกับ ‘วัฒน์’ พยางค์สุดท้ายของชื่อตัว ได้ ‘จิรวัฒน์’ ชื่อร้านความหมายมงคล เดิมตั้งอยู่ห้องคูหาถัดไปทางสี่แยก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ เลยย้ายมาที่นี่แทน

“พ่อคงเห็นว่าตรงนี้เป็นแหล่งค้าข้าวและผลผลิตทางการเกษตร ถ้ามาเปิดร้านยังไงก็มีงานจ้างทำแผ่นโลหะไว้พ่นสีตีกระสอบแน่ๆ

“แล้วก็เป็นตามคาด” เขาเฉลยพลางยิ้มกริ่ม ส่งแววตาภาคภูมิใจในตัวพ่อ

“สมัยนั้นงานชุกมาก พวกโรงสีมาสั่งกันทีสามสิบห้าสิบแผ่นสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะใช้บ่อยเลยพังง่าย เมื่อก่อนใช้กระสอบป่าน ไม่ใช่กระสอบพลาสติก เขาต้องให้เราฉลุแผ่นเหล็กไว้ทาสีบนกระสอบอยู่แล้ว งานอีกชนิดที่เข้ามาบ่อยคือสำหรับใช้พ่นบนผ้าใบและท่อแป๊บ แม้กระทั่งบริษัท Bangkok Cable ก็ทำงานให้เขามาตลอด”

เปลี่ยนมือ

เถ้าแก่อนันต์เติบโตท่ามกลางเหล่าช่างลูกจ้างมากฝีมือ ใช้ชีวิตวัยเด็กวิ่งซนในหมู่แผ่นสังกะสีแกะลายนับสิบนับร้อยอย่างไม่ประสา ว่าสิ่งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ทางปัญญาอันมีค่ายิ่ง พอเป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชาเอาไว้แม้แต่น้อย

“จนกระทั่งช่วง มศ.1 – 2 อายุประมาณสิบหก สิบเจ็ด ผมเกเรมาก ชนิดที่ว่าโดดเรียนไปกับเพื่อนแบบถึงไหนถึงกัน พ่อเลยบังคับให้เรามาฝึกทำที่ร้าน เอามาไว้ใกล้หูใกล้ตา เดี๋ยวเถลไถลไปไหนต่อไหน พอได้มาลองทำจริงถึงเริ่มมีความคิดอยากเรียนรู้ทักษะนี้ติดตัวและสืบทอดเอาไว้เหมือนกัน”

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ช่างฉลุวัยหนุ่มเริ่มฝึกทักษะโดยใช้วิชาครูพักลักจำ มีแบบอักษร แผ่นสังกะสี ค้อน และสิ่ว หลากไซส์ เป็นอาจารย์คอยสั่งสอน ตามวิถีช่างฝีมือที่ต้องตั้งต้นเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ไม่มีใครมาจับมือทำเป็นหลักสูตรตายตัว

หลังหัดทำได้คล่องแคล่ว ทายาทช่างยังไม่ได้รับช่วงกิจการต่อในทันที เขาทำงานที่ร้านและไปช่วยงานเพื่อนที่เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน หลังคุณพ่อเสีย จึงมารับช่วงต่อเต็มตัว 10 กว่าปีนี้เอง

ร้านจิรวัฒน์หลังเปลี่ยนผ่านสู่มือทายาทรุ่นสอง ยังคงเป็นแหล่งรวมความชำนิชำนาญเช่นเดิม แถมเถ้าแก่อนันต์เพิ่มพูนทักษะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเขียนแบบตัวอักษร จึงพอจะทำงานได้สะดวกโยธินขึ้นมา

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก

4 ทศวรรษ คือช่วงเวลาที่เถ้าแก่อนันต์ลับเหลี่ยมลับคมวิชาฉลุเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นกามนิตหนุ่ม แม้ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพจริงจังแต่เริ่ม แต่ทักษะที่เขามีก็ไม่เป็นสองรองใคร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ก็พัฒนารุดหน้ารวดเร็วชนิดที่ว่าไม่มีช่างฝีมือคนใดตามทัน เครื่องฉลุเลเซอร์ อำนวยความสะดวกได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดใส่กลิ่นอายของงานคราฟต์ทำมือ ผสมความพิถีพิถันลงไปในผลงานทุกชิ้น เหมือนร้านฉลุเจ้าเก่านี้ได้เลย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“สมัยที่รถเมล์ยังใช้เอกชนวิ่ง เขามาให้ผมฉลุแผ่นโลหะไว้พ่นบอกสายข้างตัวรถทั้งนั้น รถแท็กซี่ผมก็ทำให้ตั้งแต่สมัยเริ่มมีการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ไปจนถึงตราหน่วยงานราชการที่เอาไว้พ่นติดรถหลวงของหน่วยงานต่างๆ เทศบาลท้องถิ่นนี่ลูกค้าเราแทบจะเกือบทั้งประเทศ แม้กระทั่งฉลุเป็นลายมังกรไว้พ่นข้างโลงศพคนจีนผมก็รับทำด้วยนะ” ช่างใหญ่ประจำย่านเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน ชี้มือชี้ไม้ให้ดูบรรดาผลงานรอบด้าน ประหนึ่งเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต

“แต่ไม่มีจุดไหนที่เรียกว่าเป็นยุคทองอย่างจริงจังหรอก” เขาเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมขยายความ

“ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนงานเยอะหน่อยเพราะว่าเขายังต้องใช้วิธีการพ่นแบบดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ซบเซาลงไปเยอะเหมือนกัน ตอน พ.ศ. 2540 โดนไปทีหนึ่งเพราะล้มกันหมด มาโควิดช่วงนี้ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกทีหนึ่ง พอธุรกิจลูกค้าเขาไม่มีงาน ก็ไม่มาจ้างเรา”

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

เหล่าช่างฉลุแห่งจิรวัฒน์ยังคงนั่งโหมงานตลอดบ่ายวันนั้น ส่งเสียงระงมเติมรสให้บทสนทนาดังขึ้น ดังขึ้น แสงแดดเริ่มพาดตัวเข้าสู่ด้านในของร้านเรื่อยๆ บ่งบอกเข็มชั่วโมงที่กำลังเดินทางลงไป

งานที่ภายนอกดูตรงไปตรงมามากที่สุด ย่อมต้องมีจุดที่เวลาและประสบการณ์เท่านั้นจะอำนวยเคล็ดลับและทักษะให้คนทำได้

“ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก มีแต่ความละเอียด” เขาปฏิเสธอย่างถ้อยที 

ไม่ใช่เพราะว่างานฉลุโลหะแบบนี้ง่ายดายปานกับปอกกล้วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวอาบน้ำ ที่ทำให้เถ้าแก่อนันต์เห็นพื้นฐานอันซับซ้อนในงานฝีมือแขนงนี้

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“พิมพ์แบบใส่กระดาษมาแปะทับบนแผ่นสังกะสี ฉลุตามลายแล้วไสให้เรียบเป็นอันเสร็จ มีแต่ใช้เวลามากหรือน้อยก็เท่านั้น” เถ้าแก่อธิบายขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายในประโยคเดียว 

“อย่างตราพระปรมาภิไธยหรือตราหน่วยงานราชการ มีรายละเอียดเยอะมาก ต้องนั่งทำเป็นวันๆ ลุกไม่ได้เลย มีของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่คิดว่าท้าทายหน่อย เขาจ้างให้แกะลายของกรมเพื่อไปทาสีบนแทงก์น้ำใหญ่ๆ เราต้องไปฉลุลาย ดัดโค้ง ทำงานที่ตรงไซต์นั้น”

คงต้องจบไป ผมปล่อยแบบธรรมชาตินี่แหละ

“งานนี้สอนให้อดทน มีความมานะ เพราะเราใช้เทคนิคอย่างคนรุ่นเก่ามาตลอด แทบไม่ใช่เทคโนโลยีมาช่วยเลย บางครั้งช่างต้องโหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่ม” ช่างฉลุผู้ช่ำชองเผยแง่งามอีกด้านของอาชีพ

“แต่ถ้าหมดผมก็คงต้องจบไป ปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนี้แหละ มีงานเข้ามาก็ทำ ไม่มีงานเดี๋ยวก็นั่งมองหน้ากับช่างกันไปก่อน”

ระหว่างที่คู่สนทนาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ้นหวังปนเศร้า ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเจือหัวเราะในลำคอเบาๆ พอให้บทสนทนาไม่แห้งแล้ง เรารู้สึกเสียดายอย่างจับใจ เมื่อได้รู้ว่าเถ้าแก่ไม่มีแผนส่งต่อทักษะอันน่าทึ่งแขนงนี้ให้ใคร อีกใจก็ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลึกๆ เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนที่หลงใหลในเสน่ห์ และเห็นคุณค่าของงานคราฟต์ทำมืออย่างการฉลุแผ่นป้ายโลหะของร้านจิรวัฒน์เสมอ และเชื่อยิ่งกว่าว่าคนเหล่านี้พร้อมช่วยเหลืออุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากฝีมือเจ้านี้ให้คงอยู่ เป็นหลักฐานแสดงความเรืองรองของงานช่างโลหะไทยได้อีกนาน

หวังว่าพวกเขาคงจะเดินทางมาพบกันในเร็ววัน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายคล้อยเต็มที บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราชิงรบเร้าให้เถ้าแก่โชว์เหนือฉลุสังกะสีให้เห็นก่อนคราวอำลามาถึง

“ได้ มาสิ” นายช่างตอบรับ แล้วลุกขึ้นเดินฉับไปคว้าเก้าอี้ตัวกลม วางลงท่ามกลางหมู่ช่าง นั่งลงจัดท่าทางทะมัดทะแมง สวมแว่นตาเติมความแม่นยำ มือขวากำค้อนแม่นมั่น ยกขึ้นกระแทกเข้ากับแท่งสิ่วไซส์จิ๋วที่ประจำอยู่บนร่องรอยแนวฉลุ เสียงโลหะกระทบกันดังทีแล้วทีเล่า จนออกมาเป็นตัวอักษรตามแบบ

สองมือของเขาจับผลงานขึ้นมาใกล้หน้าเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนบ่ายหน้าไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้นัดหมาย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ร้านจิรวัฒน์

รับฉลุป้ายโลหะสำหรับใช้ทาสีหรือพ่นสีทับลงบนพื้นผิววัสดุเจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง 

ที่ตั้ง : เลขที่ 363 ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2266 8669

วันนี้เทคนิคระดับเซียนจากร้านจิรวัฒน์ได้โคจรมาเจอกับกลเม็ดการดีไซน์เครื่องประดับสุดเก๋จากแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ Lohameka Studio ร่วมกันต่อยอดของดีสุดเก๋าประจำย่านเจริญกรุงให้คงอยู่ต่อไปในโครงการ Made in Charoenkrung 2 โดย Creative Economy Agency (CEA) ทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกเฉพาะผู้เขาร่วมงาน Bangkok Design Week 2021 ติดตามงานออกแบบทั้งหมดของโครงการเมดอินเจริญกรุงได้ที่ madein.myneighbour

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load