Earth Appreciation 03: มาหาสมุทร คือทริปที่ The Cloud, โคคา-โคลา ประเทศไทย และ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ International Union for Conservation of Nature: IUCN ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อพาคนเมืองเดินทางไปทำความรู้จักและสร้างความเข้าใจเรื่องราวเรียบง่ายที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่ของธรรมชาติใกล้ตัวอย่าง ‘มหาสมุทร’

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้น้ำประปาที่ส่งตรงถึงก๊อก กินดื่มอาหารผลิตสำเร็จรูปในตู้แช่ ทิ้งขว้างข้าวของมากมายโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินทางไปที่ไหนต่อ เป็นชีวิตแสนสะดวกสบายที่ตัดขาดกับธรรมชาติรอบตัว

เมื่อเราตัดขาดกับธรรมชาติ เราจึงไม่รู้ว่าธรรมชาตินั้นสำคัญยังไง และตอนนี้ธรรมชาติกำลังประสบกับภัยคุกคามอะไรบ้าง เราเชื่อว่าคุณเคยเห็นและรับรู้ว่าสิ่งแวดล้อมกำลังป่วยหนัก ขยะพลาสติกกำลังล้นโลกผ่านหน้านิวส์ฟีดในโซเชียลมีเดีย แต่เรื่องราวเหล่านั้นช่างไกลตัวพวกเราเหลือเกิน

เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้เราใกล้และเข้าใจกันมากขึ้น เราจึงชวนคนเมืองข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา พร้อม เร แมคโดนัลด์ นักแสดง นักเดินทาง ผู้หลงใหลในธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คน และ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ เมกอัพอาร์ทิสต์ผู้กำลังเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความงดงามจากธรรมชาติรอบตัว

เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าธรรมชาติกำลังอยากบอกอะไรกับเรา

เกาะยาวใหญ่

01 จากต้นน้ำสู่มหาสมุทร

หลังขึ้นฝั่ง เราเริ่มต้นวิถีชาวเกาะด้วยการออกไปสำรวจระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ พี่เปิ้ล-สุปราณี กำปงซัน หัวหน้าแผนงานประเทศไทย IUCN หนึ่งในครูคนสำคัญของทริปเริ่มอธิบายว่า “ระบบนิเวศคือระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ที่มีการพึ่งพากันผ่านการส่งผ่านพลังงานและห่วงโซ่อาหารในบริเวณนั้นๆ”

เกาะยาวใหญ่มีภูเขาสูงเป็นแหล่งต้นน้ำ กำเนิดเป็นลำธารไหลคดเคี้ยวหล่อเลี้ยงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตไปทั่วเกาะ ก่อนจะทอดตัวลงสู่ทะเล

เกาะยาวใหญ่

แม้จะอยู่กลางทะเล แต่เกาะยาวใหญ่ไม่เคยขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปซื้อน้ำต่างถิ่น เพราะชาวเกาะยาวใหญ่ใช้น้ำจากการประปาภูเขา จากลำธารหลายสิบสายที่มีการทำฝายน้ำล้น การประปาภูเขานี้ มีค่าธรรมเนียมแค่เดือนละ 20 บาทเท่านั้น

“ชาวเกาะยาวใหญ่รักและหวงแหนผืนป่าชุมชน แหล่งต้นน้ำมาก แม้ไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชาวบ้านทุกคน ทุกเรือกสวน ที่มีอาณาบริเวณต่อเนื่องกับป่า จะมีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลความเรียบร้อยของเขตแดนป่าบริเวณนั้น” บังยา-ดุสิทธิ์ ทองเกิด ชาวชุมชนท้องถิ่นผู้เป็นเหมือนครูอีกคนของทริปเอ่ยขึ้น เมื่อเราถามถึงความผูกพันที่ชาวทะเลมีต่อป่าเขาบนเกาะ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

จากลำธารบนภูเขาสูงสู่มหาสมุทรกว้างใหญ่ บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างน้ำจืดจากภูเขาและน้ำเค็มจากทะเลแบบนี้ คือที่ๆ เราจะพบระบบนิเวศป่าชายเลน

ป่าชายเลนมีคุณค่าตามธรรมชาติทำหน้าที่ในการดักตะกอนและสะสมแร่ธาตุสารอาหารจากที่ราบบนแผ่นดิน ตะกอนเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน ใบไม้ที่เน่าเปื่อยอยู่ใต้น้ำเป็นอาหารของแบคทีเรียและแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์น้ำวัยอ่อน

เกาะยาวใหญ่

เราสามารถพบเห็นพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดได้ในป่าชายเลน โดยเฉพาะต้นโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่โดดเด่น พบเห็นได้ง่าย และคนส่วนใหญ่รู้จัก รากของต้นโกงกางและพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดอื่นๆเรียงตัวแน่นทึบกลายเป็นหลังคาธรรมชาติที่ช่วยบังแสงอาทิตย์ และเป็นแหล่งอนุบาลและคุ้มภัยให้เหล่าสัตว์น้ำวัยอ่อน

นอกจากนี้ รากพันธุ์ไม้ป่าชายเลนยังมีโครงสร้างซับซ้อน ทั้งทำหน้าที่พยุงลำต้นและเป็นรากอากาศที่ดูดซับออกซิเจนสู่รากที่อยู่ใต้ดิน แถมยังเป็นที่แหล่งที่อยู่อาศัยของเพรียงและหอยชนิดต่างๆ อีกทั้งเป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอีกด้วย

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บังอิบ-อิบร่อฮิม หยั่งทะเล ครูท้องถิ่นอีกคนของทริปเล่าให้ฟังถึงการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสพื้นที่ป่าชายเลน โดยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะยาวใหญ่ นั่นคือการพายเรือคายัคและนั่งเรือหางยาวเข้าไปเพื่อชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน โดยไม่มีการตัดกิ่งต้นโกงกางหรือพันธุ์ไม้ชนิดใดในผืนป่าโดยเด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องพายช้าๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัตว์ที่อาศัยอยู่

เกาะยาวใหญ่

เราได้พายเรือคายัคสำรวจป่าชายเลนเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง แดดข้างนอกร้อนเปรี้ยงแต่เมื่ออยู่ใต้ร่มเงาป่าชายเลน เราแทบไม่รู้สึกถึงไอแดดเลย มีแต่ความเย็นสบายสดชื่นจากน้ำและพืชพรรณโดยรอบ

เมื่อมองลอดแมกไม้ก็พบปลาตีน ปูก้ามดาบ ลิงแสม ตัวเงินตัวทอง และเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก็พบกับนกกระเต็น นกยางเขียว และเหยี่ยวแดง ที่บินมาทักทายเป็นระยะ

เกาะยาวใหญ่

จากป่าชายเลน เรามุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทะเลเพื่อสำรวจระบบนิเวศป่าชายหาดและระบบนิเวศหญ้าทะเล ซึ่งถือเป็นปราการด่านแรกสู่มหาสมุทร

พี่เอ็ม-กิตติพันธุ์ ทรัพย์คูณ อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก IUCN อธิบายว่า พื้นที่ป่าชายหาดเป็นรอยต่อระหว่างบนบกกับทะเล สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุม คลื่นลม กระแสน้ำ และไอความเค็มของน้ำทะเลที่ถูกพัดเข้ามาในบริเวณป่าชายหาด

พันธุ์ไม้ป่าชายหาดทำหน้าที่ป้องกันคลื่นลมและการกัดเซาะชายฝั่ง สะสมเม็ดทรายที่ถูกคลื่นลมพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่งทำให้เกิดเป็นสันทราย ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

ระหว่างเดินลัดเลาะบริเวณชายหาดลงไปในทะเล เราสังเกตเห็นสัตว์ทะเลที่แอบอยู่ตามหลืบมุมต่างๆ อย่างปูลม ปูเสฉวน และฝูงปูทหาร ที่อาศัยและหากินอยู่บนหาดทราย เคลื่อนตัวพร้อมกันนับหมื่นนับพันตัว ในช่วงที่น้ำลงเราได้เห็นสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่พบได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนปนทรายตามแนวชายฝั่ง

เกาะยาวใหญ่

พี่เปิ้ลอธิบายต่อว่า หญ้าทะเลเป็นแหล่งสะสมและกักเก็บตะกอนที่ถูกพัดพามาจากแนวชายฝั่งและปากแม่น้ำ เต็มไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เช่น หอยชักตีน ปลิงทะเล กั้ง และปู 

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

หญ้าทะเลมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝั่งเขตร้อนมาก เพราะมีบทบาทในการชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายและกัดเซาะของชายหาด เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งอาหารที่สำคัญของเต่าทะเลและพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก 1 ใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอาหารและหมุนเวียนธาตุอาหารไปยังในแหล่งนิเวศใกล้เคียง

หญ้าทะเลเจริญเติบโตได้ในบริเวณที่น้ำมีความขุ่น ปริมาณตะกอนสูง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในขณะที่น้ำลงต่ำสุดในช่วงน้ำลงแนวน้ำลงต่ำสุดถึง 1 กิโลเมตร ชาวบ้านเกาะยาวใหญ่จึงมักมาคราดหอยแครงในหาดเลน และหาหอยชักตีนตามแนวหญ้าทะเล ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญที่เป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน

การไปเกาะยาวใหญ่ครั้งนี้พวกเราได้ร่วมกันปล่อยลูกหอยชักตีนลงสู่ท้องทะเล ลูกหอยตัวเล็กจิ๋วใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเติบโตจนได้ขนาดพอเหมาะที่ชาวบ้านสามารถจับไปเป็นอาหารได้ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่เก็บลูกหอยไปก่อนเวลาที่พวกมันเติบโตเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลประชากรของหอยชักตีนในธรรมชาติไว้

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

02 จับปลายังไงให้ยั่งยืน

“ทะเลเป็นเหมือนตู้เย็นของชาวบ้าน เราไม่มีอะไรกินเราก็มาหาในทะเล” จ๊ะดำ-กานดา โต๊ะไม สมาชิกสภาเทศบาล หมู่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ ผู้หวงแหนและตั้งใจอนุรักษ์ท้องถิ่นไว้เอ่ยขึ้น เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะท้องทะเลของเกาะยาวใหญ่นั้นยังอุดมสมบูรณ์ เดินลงทะเลไปแค่ไม่กี่สิบเมตรก็สามารถหาวัตถุดิบสดจากท้องทะเลมาปรุงอาหารใต้อร่อยๆ ได้แล้ว

เกาะยาวใหญ่

ช่วงบ่ายของวันนั้น เราได้ลองสวมวิญญาณเป็นชาวประมงพื้นบ้าน เยี่ยมชมกระชังเลี้ยงปลาบริเวณใกล้ชายฝั่ง ทดลองจับสัตว์ทะเลด้วยวิธีอย่างการยั่งยืน โดยลองตกเบ็ดปลาทรายด้วยไม้ระกำ ไม้ระกำมีข้อดีคือน้ำหนักเบา หาง่ายในชุมชน ด้วยความที่เนื้อไม้เบาทำให้เราสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนเวลาปลาตอดเหยื่อได้ง่าย เหยื่อที่ใช้ก็คือไส้เดือนทะเลที่ฝังตัวอยู่ในดินเลนบริเวณนั้น

เหมือนจะง่าย แต่พอทดลองจริงปรากฏว่ายากกว่าที่คิด หลังพวกเราชาวทริปพยายามอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเราก็ตกปลาทรายได้ เรียกเสียงเฮดังลั่นหาด ปลาทรายที่ตกได้ถูกนำไปทอดกระเทียมกลิ่มหอมฉุย แถมเป็นครั้งแรกของหลายคนในทริปที่ได้ชิมอาหารทะเลที่จับด้วยตัวเอง

เกาะยาวใหญ่เกาะยาวใหญ่

พื้นที่เกาะยาวใหญ่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีระบบนิเวศอีกหลายประเภทที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นโครงข่ายสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ 

เกาะยาวใหญ่

ค่ำวันนั้น หลังอิ่มหนำกันด้วยมื้ออาหารจากท้องทะเลฝีมือชาวบ้านแบบปักษ์ใต้แท้ๆ เราล้อมวงนั่งคุยกับ พี่ธนู แนบเนียน ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามชวนคิดว่า ‘มหาสมุทรเป็นของใคร’ และเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกปักทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเลเป็นที่รักของชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวพังงา

เกาะยาวใหญ่

พี่ธนูบอกว่า เมื่อก่อนเกาะยาวใหญ่และท้องทะเลไทยมีการทำประมงอวนลากและอวนรุน การประมงประเภทนี้จะเน้นจับปลาครั้งละมากๆ โดยไถลากอวนขนาดมหึมาครูดไปกับพื้นมหาสมุทร โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับท้องทะเล ระบบนิเวศ และสัตว์น้ำหลากหลายประเภทที่อาจโดนต้อนกว้านจับไปพร้อมกันในคราวเดียว

เกาะยาวใหญ่

แต่หลังจาก พ.ศ. 2535 มีการรณรงค์เรื่องเครื่องมือประมงทำลายล้างจำพวกนั้น ด้วยการดูแลของหน่วยงานภาครัฐและการผลักดันของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งมารวมตัวกันทั่วภาคใต้ ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทยเพื่อผลักให้เครื่องมือทำลายทางการประมงเหล่านี้ออกไปจากเขตน้ำตื้นในระยะ 3,000 เมตร  

25 ปีหลังจากมีการรณรงค์ ตอนนี้เกาะยาวใหญ่ไม่มีการประมงประเภทนั้นอีก เพราะชาวบ้านรู้ดีว่าเป็นการประมงที่ทำลายสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลอย่างร้ายแรง หากเราคิดว่ามหาสมุทรนี้เป็นของเรา ก็เป็นหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ของใคร ซึ่งเราทุกคนจะต้องปกป้องผืนมหาสมุทรแห่งนี้

เกาะยาวใหญ่

บังสอม-ถาวร คงบำรุง และ ผู้ใหญ่ดำ-ประวิทย์ งานแข็ง ช่วยอธิบายเพิ่มว่า การประมงหลักของชาวบ้านทุกวันนี้จะเป็นการวางอวนกุ้งแชบ๊วย อวนปลา และเบ็ดราว ซึ่งมีวิธีการแตกต่างจากอวนลากหรืออวนรุนโดยสิ้นเชิง การประมงที่ชาวบ้านเลือกใช้ไม่ทำลายทรัพยากรทางทะเล แต่เน้นอยู่อย่างพึ่งพิงอิงอาศัยกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกระชังเลี้ยงปลาที่ลอยอยู่นอกชายฝั่ง ถือเป็นอาชีพเสริมรายได้ของพี่น้องชาวประมงจากการเลี้ยงปลาเก๋า ปลากะพง ในสภาวะแวดล้อมแบบธรรมชาติ โดยสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชังจะจับสัตว์น้ำและแพลงก์ตอนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นๆ เป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

การจับปลาของชาวบ้านมีกฎระเบียบเคร่งครัดชัดเจนที่รู้กันดีทั่วทั้งเกาะ คือทำการประมงพื้นบ้านแบบไม่ทำลายล้าง ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ เป็นการประมงพื้นบ้านบริเวณชายฝั่งที่ช่วยดูแลรักษาทรัพยากรให้ยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไปให้ลูกหลาน เรียกว่าเป็นอาหารทะเลออร์แกนิกหรืออาหารทะเลยั่งยืน เพราะสัตว์ทะเลถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ และเป็นมาตรฐานในการประมงที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ทุกวันนี้ชาวบ้านในแต่ละครัวเรือนจะมีอย่างน้อย 3 อาชีพ คือทำประมง ทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้จำพวกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ และทำนาข้าว เป็นวิถีของคนเกาะยาวที่ประกอบอาชีพหมุนเวียนตามฤดูกลาง ช่วงมรสุม ชาวบ้านออกทะเลไปหาปลาไม่ได้ก็มากรีดยางพารา พอช่วงยางพาราผลัดใบก็ออกไปจับปลา

เกาะยาวใหญ่

03 ข้ามทะเลมาทำความเข้าใจพลาสติก

บนเกาะยาวใหญ่ นอกจากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อีกสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและมีจำนวนมหาศาลคือ ‘ขยะ’

บ่ายวันต่อมาทุกคนในทริป มาหาสมุทรช่วยกันเก็บขยะบนชายหาดโละวัก บนเกาะยาวใหญ่ ใช้เวลาเพียง 30 นาที เราเก็บขยะพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม เศษผ้า อุปกรณ์ประมง และรองเท้าแตะได้ถึง 161.6 กิโลกรัม

คุณคิดว่าขยะในทะเลที่ลอยอยู่ในผืนน้ำและถูกคลื่นพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่ง กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ธรรมชาติ มันส่งผลเสียอะไรอีกบ้าง นอกเหนือจากสร้างความรกหูรกตาให้กับทัศนียภาพที่งดงาม ทำให้สัตว์ทะเลและนกที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่

คำตอบหลากหลายจากเพื่อนร่วมทริปที่เราได้ฟังน่าวิตกกังวลกว่าที่คิด อย่างแรกคือการเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เพราะขยะก็ไม่ใช่ขยะประเภทเดียว มันมีเศษอาหารหมักหมมรวมกันกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค 

และเมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ หลังถูกปล่อยออกสู่ธรรมชาติ มันจะค่อยๆสลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งหมายถึงพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการแม้ขนาดจะเล็กลงก็ตาม 

เกาะยาวใหญ่

โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และพลาสติกคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น พลาสติกจึงไม่ใช่ตัวร้ายที่ทำลายโลกใบนี้ แต่เราต้องมีระบบการจัดการกับขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปริมาณขยะที่จะปนเปื้อนสู่ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

เกาะยาวใหญ่

ทุกวันนี้พบขยะในทะเลจำนวนมหาศาล 80เป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมบนบก และ 20มาจากกิจกรรมทางทะเล ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี 2560 พบว่าเฉพาะขยะจากจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดมีปริมาณถึง 11 ล้านตัน

โดย 14% หรือ 1.5 ล้านตันต่อปีถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 12% ของขยะที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้องเป็นขยะพลาสติก ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 185,000 ตันต่อปี และมีสถิติที่น่าตกใจคือ 10 – 15% เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดลงสู่ทะเล หรือประมาณ 18,000 – 27,000 ตันต่อปี

และหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ปริมาณขยะในประเทศไทยในปี 2560 มีปริมาณมากถึง 27 ล้านตัน หากเทียบจำนวนประชากรกับประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ นับว่าเราสร้างรอยเท้าขนาดใหญ่มหึมาให้กับระบบนิเวศ 

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

เหตุผลที่เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเกาะยาวใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาเก็บขยะ แต่เราอยากสร้าง ‘ความเข้าใจ’ เพื่อนำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้อย่างถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

กระป๋องโลหะที่ดูเหมือนเป็นวัสดุชิ้นเดียว จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลากหลายประเภท ห่วงเปิดกระป๋องคือโลหะชนิดหนึ่ง ตัวกระป๋องก็อีกชนิดหนึ่ง แม้แต่ขวดน้ำที่เราดื่มกันทุกวันนี้ ฝาขวด ตัวขวด พลาสติกหุ้มฝาขวด หรือฉลาก ล้วนเป็นพลาสติกคนละชนิดกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถนำไปเข้าสู่กระบวนรีไซเคิลรวมกันได้

ดังนั้น การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีตามประเภทที่แท้จริง จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาจากต้นทางที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุดแล้วในวันนี้ ขยะจะไม่ลอยข้ามมหาสมุทรมาไกลแสนไกลจนถึงหาดที่เรายืนอยู่นี้ เราทุกคนจะมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะบนโลกใบนี้จากที่ใดก็ได้แม้แต่บ้านของเราเอง

ชาวบ้านหอบหิ้วปลาที่เพิ่งตกได้สดๆ ใหม่ๆ จากท้องทะเลมาปิ้งกินกันบริเวณชายหาดที่เรากำลังเก็บขยะกันอยู่ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของเกาะแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาจากท้องทะเลที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทั้งมนุษย์และสัตว์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติจากขยะพลาสติกที่เราทิ้ง สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ เพราะทุกชีวิตในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่จุลินทรีย์ แพลงก์ตอน ไปจนถึง กุ้ง หอย ปู ปลา และมนุษย์ ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่

เกาะยาวใหญ่

04 แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

หลักคิดสากลการจัดการขยะที่ถูกต้องเริ่มจากการใช้น้อย ใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reduce Reuse Recycle ซึ่งการจะทำให้เกิดการจัดการเหล่านั้นได้ ต้องเริ่มมาจากการคัดแยกขยะก่อนอย่างที่เราบอกไปข้างต้น

ทันทีที่คุณอ่านบทความนี้จบ และมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาแยกขยะแบบเดียวกับพวกเราชาวทริป ‘มาหาสมุทร’ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเริ่มต้นแยกวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ออกจากขยะเศษอาหารอย่างเด็ดขาด

เช่น ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และกระดาษ ซึ่งถ้าเปียกน้ำหรือปนกับเศษอาหารก็จะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เลย หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป ลองมองหาร้านรับซื้อวัสดุรีไซเคิลใกล้บ้านที่คุณจะสามารถนำวัสดุเหล่านั้นไปส่งต่อเพื่อจัดการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีต่อไป 

เกาะยาวใหญ่

บนหาดที่พวกเรายืนอยู่นี้เต็มไปด้วยขยะมากมายหลายประเภท พี่เปิ้ลค่อยๆ อธิบายวิธีการจำแนกขยะอย่างง่าย จำกลับไปจำแนกที่บ้านได้อย่างแน่นอนว่า

‘พลาสติก’ มี 2 ประเภท คือพลาสติกแบบใสและพลาสติกแบบขุ่น ขวดพลาสติกทึบมีสีอย่างขวดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ขวดน้ำมันเครื่อง ล้วนอยู่ในจำพวกพลาสติกแบบขุ่น เสื้อ ‘มาหาสมุทร’ ที่ทุกคนใส่อยู่วันนั้นก็มาจากการรีไซเคิลขวดพลาสติกแบบใสหรือ PET ออกมาเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกฉีดสีทุกชนิดที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ อย่างกะละมัง เก้าอี้ ต่างมีวัสดุตั้งต้นเป็นพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้วทั้งสิ้น

เกาะยาวใหญ่

ฝาขวดน้ำ ฝาขวดนม ไปจนถึงหลอดพลาสติก หลอดชานมไข่มุก คือพลาสติกประเภทเดียวกับขวดขุ่น ซึ่งยากต่อการจัดเก็บ จึงเล็ดรอดไปสู่ทะเล มหาสมุทร ได้ง่าย

บนหาดเรายังเจอโฟมจำนวนมาก ตั้งแต่ชิ้นใหญ่ไปจนถึงเล็ก โฟมบอร์ดที่ยังคงสภาพดี สามารถนำมารีไซเคิลกลับเป็นโฟมแผ่นใหม่ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่โฟมที่แช่น้ำทะเลจนเปื่อยยุ่ยกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำกลับมารีไซเคิล

หนังยางที่ใช้รัดถุงแกงเราสามารถนำกลับมาใช้ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่ได้รับมาใหม่ ล้างทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ใช้ หรือถ้ามีจำนวนมากเก็บสะสมไว้ที่บ้านอยู่แล้ว ลองนำไปให้แม่ค้าร้านข้าวแกงแถวบ้านใช้ต่อ เราเชื่อว่าแหล่าแม่ค้ายินดีรับน้ำใจที่จะช่วยโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บรรจุภัณฑ์ประเภท ‘แก้ว’ มี 2 ประเภท คือแก้วสีและแก้วใส

‘กระป๋อง’ เครื่องดื่มและอาหารก็มี 2 ประเภท คือกระป๋องสังกะสีและกระป๋องอะลูมิเนียม พี่เปิ้ลแอบบอกเคล็ดลับจากจำแนกอย่างง่ายว่าให้มองที่ก้นกระป๋อง กระป๋องเครื่องดื่มบางชนิดถ้าเป็นสีขาวคือกระป๋องสังกะสี แยกให้ดี เพราะมีกระบวนการรีไซเคิลแตกต่างกัน

และสุดท้ายคือ ‘กระดาษ’ 

คนบนเกาะยาวใหญ่เองก็กำลังหาทางออกที่ดีที่สุด ในการจัดการขยะแต่ละประเภทอยู่เช่นกัน ขยะอินทรีย์ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะนำไปเป็นอาหารสัตว์ ฝังกลบและนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ ขยะอันตรายก็มีการรวบรวมจัดเก็บโดยมีเทศบาลตำบลเกาะยาวใหญ่เป็นจุดรับ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้ชุมชนมีการคัดแยกขยะ เราเห็นถุงอวนตาข่ายใส่ขวดพลาสติกวางคู่กับถังขยะเป็นระยะ พี่เปิ้ลบอกว่า ขวดพลาสติกเหล่านี้ต้องขนออกจากเกาะไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นขวดพลาสติกที่สะอาด เพราะถ้ามีน้ำ เศษขยะ หรือเศษทราย อยู่ข้างใน การขนขวดเหล่านี้ออกจากเกาะไปแสนไกลสู่โรงงานรีไซเคิลจะไม่มีผลอะไรเลย เนื่องจากไม่ถูกรับซื้อ

เมื่อเราและคนรอบตัวเริ่มแยกขยะ คนในครอบครัวร่วมมือกันทำ ทุกชุมชนมีระบบการจัดการขยะที่ถูกต้องเหมาะสม มันจะทำให้ปริมาณขยะจากต้นทางไปปลายทางน้อยลง ป้องกันการเล็ดรอดของขยะเหล่านั้นลงสู่ท้องทะเล และสารพิษปนเปื้อนเหล่านั้นก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์

เกาะยาวใหญ่

05 ในน้ำมีปลา ในอาหารมีชีวิต

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะยาวใหญ่ เรานั่งลงเรียนรู้เรื่องทะเลผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table

เกาะยาวใหญ่

หัวหน้าทีมมื้อนี้คือ อุ้ม-คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ แห่งร้านตรัง โคอิ เชฟอุ้มไปเลือกสรรวัตถุดิบจากท้องทะเลด้วยตัวเอง เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่หยิบมาพลิกแพลงด้วยวิธีการปรุงที่หลากหลาย จนกลายเป็นเซ็ตอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษที่น่าสนใจทั้งรสชาติและเรื่องราว

เกาะยาวใหญ่

เริ่มจาก Welcome Drink เครื่องดื่มล้างรสชาติที่ติดค้างอยู่ในปากเรามาตลอดทั้งวัน ก่อนจะเข้าสู่เมนูอาหาร อย่าง Mojito มะพร้าวอ่อน รสชาติกลมกล่อมที่ให้ความสดชื่นตั้งแต่จิบแรกมาจากการผสมกันของน้ำมะพร้าวอ่อน, น้ำตะไคร้ และน้ำดอกดาหลา ซึ่งเป็นไม้ดอกท้องถิ่นทางภาคใต้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมปลูก เพราะดอกจากความสวยงามแล้ว สามารถนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้ประกอบอาหารได้

เกาะยาวใหญ่

ตามมาด้วยหอยนางรม ท็อปด้วยซอร์เบต์ดอกดาหลาและผิวมะนาว เชฟอุ้มอธิบายว่า เสน่ห์ของหอยนางรมคือความหวาน ดังนั้น ควรรับประทานสดเพื่อคงรสชาติวัตถุดิบเอาไว้ให้มากที่สุด ความเปรี้ยวของดอกดาหลาและความฝาดเล็กๆ ของผิวมะนาว เข้ากันได้ดีมากกับผิวสัมผัสหนึบหนับของหอยนางรมสด

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

อีกจานที่พิเศษมากคือ เมนูหอยชักตีนซอสตะไคร้ ลูกหอยชักตีนที่พวกเรามีโอกาสปล่อยลงสู่ท้องทะเลเมื่อวันก่อน หลายเดือนต่อมาจะเติบโตเต็มวัยและสามารถจับมาปรุงอาหารได้ โดยไม่เสียสมดุลประชากรของหอยชักตีนตามธรรมชาติ ซอสตะไคร้รสชาติหวานมันเพราะมีส่วนผสมของมะม่วงหิมพานต์ พืชยืนต้นที่ชาวบ้านบนเกาะยาวใหญ่นิยมปลูกเป็นอาชีพเสริม

เกาะยาวใหญ่

เนื้อปลาเก๋าชิ้นโตเสิร์ฟพร้อมอาจาดแตงกวาที่ดองในน้ำส้มสายชูจากสับปะรด ผลไม้พื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต

เชฟอุ้มเล่าว่า ทุกเมนูที่ตั้งใจปรุงในคืนนี้จะมีรสชาติอมเปรี้ยว เพราะวัตถุดิบหลักคือสัตว์ทะเลซึ่งมีความหวานและกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวจะช่วยกลบกลิ่นคาวและลดความเลี่ยน รวมถึงช่วยลดอุณหภูมิและความชื้นในร่างกาย เพราะภาคใต้มีสภาพอากาศร้อนชื้น

เกาะยาวใหญ่

ไอศครีมกะทิสดเสิร์ฟพร้อมขนมบ้าบิ่น ขนมพื้นถิ่นขึ้นชื่อของเกาะยาวใหญ่ เชฟอุ้มตั้งใจโรยหน้าด้วยเนื้อมะพร้าวและลูกหยี ผลไม้พื้นเมืองอีกชนิดของภาคใต้ เพื่อบาลานซ์ให้ขนมหวานจานนี้มีรสชาติอมเปรี้ยว

เนื้อมะพร้าวที่ใช้ในเมนูนี้เป็นลูกเดียวกับน้ำมะพร้าวที่ใช้ทำ Welcome Drink ด้วย ถือเป็นการทำอาหารแบบ Zero-waste ไม่มีวัตถุดิบเหลือใช้ และขอบอกเลยว่าอร่อยมาก

เชฟอุ้มกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะปล่อยให้เราเพลิดเพลินกับอาหารและบรรยากาศดีต่อใจว่า “ชีวภาพทางทะเล ถ้ามันมีความสมบูรณ์ สุดท้ายมันก็มีความสมบูรณ์ คืนชีวิตชีวาให้เรา ถ้าเขามีชีวิตที่ดี เราก็จะมีชีวิตที่ดี มาเที่ยวทะเลก็อย่าทำลายเขา แล้วเขาก็จะไม่ทำร้ายเราเหมือนกัน”

06 สองมือเล็กๆ ของเรา

ตลอดทั้งทริป ‘มาหาสมุทร’ เราได้พบเรื่องราวน่าทึ่งมากมายของธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่โอบกอดมนุษย์ตัวเล็กๆ เอาไว้ และในขณะเดียวกัน เราก็ได้สัมผัสกับปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นจากสองมือเล็กๆ ของมนุษย์

ดังนั้น หนทางแก้ไขจึงต้องมาจากสองมือของทุกคน ไม่ใช่แค่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง 

พี่ธนูบอกว่า การดูแลมหาสมุทรก็เหมือนการดูแลรักษาบ้านของพวกเรา ท้องทะเลไม่มีเขตกั้น ไม่ว่าจะเป็นคนเกาะยาว คนภูเก็ต คนพังงา คนกรุงเทพฯ คนเชียงใหม่ คนขอนแก่น ถ้าเราคิดว่าทะเลเป็นของเรา เราจะช่วยกันทะนุถนอม ดูแลรักษา และปกป้อง บ้านของเรา

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทุกครั้งที่เราปฏิเสธการรับหลอดหรือถุงพลาสติก แยกขยะเพื่อนำขวดพลาสติกไปรีไซเคิล หรือพยายามใช้ถุงพลาสติกซ้ำแทนการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ก็ถือเป็นการร่วมแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มต้นที่ตัวเองแล้ว

พี่เปิ้ลเล่าว่า ที่เกาะยาวใหญ่ทุกคนได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะ จากที่ไม่เคยพูดคุยกัน ตอนนี้ชุมชนหันมาร่วมมือกัน เทศบาลลุกขึ้นมาจริงจังกับเรื่องนี้ ตอนนี้ IUCN ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเข้ามาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการบริหารจัดการขยะ

เกาะยาวใหญ่

ภาคเอกชนที่ว่าคือ โคคา-โคลาประเทศไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ระดับโลก World without Waste เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าตามเก็บบรรจุภัณฑ์ของโคคา-โคลา และใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2573 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568 และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากขยะมูลฝอยทั้งบนพื้นดินและในทะเล

โคคาโคลา ตั้งใจแก้ไขปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ โดยเริ่มจากการทำงานวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องของ ‘ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน’ ในการทำความเข้าใจกับปัญหาขยะในประเทศ และระบบจัดการบริหารขยะปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

เป็นงานวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาวิเคราะห์เส้นทางของบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิเนียมในประเทศไทย (Material Flow Analysis) เริ่มตั้งแต่การผลิต และเมื่อถูกส่งต่อไปถึงมือผู้บริโภคแล้วมันเดินทางไปที่ไหนต่อ ทำการศึกษาเพื่อจะได้รู้ที่อยู่ของปัญหา และตามไปแก้ไขจัดการให้ถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้โคคา-โคลา IUCN และชุมชนบนเกาะยาวใหญ่ กำลังร่วมมือกันเสริมสร้างความตระหนัก และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการขยะในชุมชนบนพื้นที่เกาะยาวใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รวมถึงสนับสนุนการจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกได้รับทราบถึงความพยายามของคนในชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะในระดับชุมชน

เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมระดับบุคคล และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการจัดการขยะพลาสติกทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศต่อไป

เกาะยาวใหญ่

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร โคคา-โคลา ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ในการผลิตเครื่องดื่มให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย และถูกสุขอนามัย โค้กจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกด้วยนอกเหนือจากขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียม

โค้กตระหนักดีว่าบรรจุภัณฑ์พวกนี้ ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม คนทิ้งไปแล้วไม่ได้มีการจัดการแยกขยะเพื่อนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล มันก็จะกลายเป็นขยะที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะอยู่ในหลุมฝังกลบ หรือแม้แต่การเล็ดลอดไปสู่ลำคลอง แม่น้ำ และในที่สุดในท้องทะเลที่เห็นกับตาในทริปครั้งนี้

จึงเป็นที่มาของโครงการสร้างความตระหนักด้านการจัดการขยะในชุมชมบนเกาะยาวใหญ่ และทริป มาหาสมุทรในครั้งนี้ เพราะโค้กรู้ดีว่าไม่เฉพาะชุมชนริมทะเลเท่านั้นที่ต้องจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร แต่คนต้นทางผู้ผลิตขยะจำนวนมหาศาลจากในเมืองอย่างพวกเราด้วย ที่จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ไปได้อย่างยั่งยืน

ทริป ‘มาหาสมุทร’ ประกอบด้วยคนหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม ผู้ดูแลโรงงานแหอวน จนถึงเจ้าของร้านน้ำยาแบ่งขาย ทุกคนมีพื้นเพที่ต่างกัน และก็มีความคาดหวังที่หอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาต่างกันด้วย 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหลังจากที่เราร่วมทำความรู้จักทะเลอย่างใกล้ชิดมาตลอดทั้งทริป นั่นคือ ‘ความเข้าใจ’ ที่นำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการเห็นปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเลได้รับการแก้ไข

ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เราได้รับบนเกาะยาวใหญ่ อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ของคนไม่กี่สิบคน แต่เราเชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้จะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปยังคนอีกมากมายในสังคมและกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

เกาะยาวใหญ่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

“สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา”

ประโยคคลาสสิกที่เจ้าชายน้อยกล่าวไว้นี้ อาจหมายความรวมถึงจุลินทรีย์ด้วยก็เป็นได้

คำว่าจุลินทรีย์หรือจุลชีพ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่หลายชนิดเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตั้งแต่แบคทีเรียไปจนถึงเห็ดรา ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเราและโลก

ในกิจกรรม Earth Appreciation ลำดับที่ 9 นี้ เราจะพาไปสำรวจจักรวาลมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วเหล่านี้กัน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมลำดับสุดท้ายของซีรีส์เรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติที่ The Cloud ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการจัดกิจกรรมพิเศษ 5 ครั้ง เพื่อชวนคนเมืองละสายตาจากหน้าจอมือถือ มาสัมผัสและเรียนรู้ธรรมชาติในสวนแนวคิดใหม่กลางเมือง 

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

บุคคลสำคัญที่ช่วยออกแบบกิจกรรมทั้ง 5 ครั้ง และมาเป็นวิทยากรของเราวันนี้ ก็คือนักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติคนสำคัญของประเทศไทย นั่นคือ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ดร.อ้อย อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว เจ้าของพื้นที่ชุ่มน้ำนูนีนอย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เธอได้ฟื้นฟูไว้เพื่อให้เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมธรรมชาติศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ที่ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักสืบสายลม นักสืบสายน้ำ นักสืบชายหาด

และวันนี้ เราจะมาเรียนรู้หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้น นั่นก็คือ นักสืบสายลม

ตรวจสุขภาพปอดของเมือง

หากเดินไปถามผู้คนตามท้องถนน คงมีคนไม่มากนักที่จะรู้จักคำว่า ‘ไลเคน’

“ไลเคนคือรากับสาหร่ายที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นเหมือนหุ้นส่วนธุรกิจ สาหร่ายมีคลอโรฟิลล์สังเคราะห์แสงได้ ก็ทำหน้าที่เหมือนแม่ครัวสร้างอาหารและแบ่งให้รา ส่วนราคือเจ้าของบ้าน มีเส้นใยถักทอห่อหุ้มสาหร่าย ปกป้องสาหร่ายจากสารพัดอย่าง ทำให้ไลเคนขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ป่าเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร เขตทุนดราใกล้ขั้วโลก ไปจนถึงทะเลทราย ไลเคนทนความแห้งแล้งได้ แต่อย่างเดียวที่มันไม่ทนก็คือมลภาวะ” ดร.อ้อย แนะนำให้ทุกคนรู้จักสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่ชื่อไลเคน  

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ไลเคนชื่อ ร้อยเหรียญ

ด้วยความที่ไลเคนไม่ทนมลภาวะนี้เอง ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่งชี้คุณภาพอากาศ เพราะไลเคนแต่ละชนิดมีความทนทานต่อมลพิษในระดับต่างกัน บางชนิดมีความอ่อนไหวสูง เจอมลพิษแค่นิดเดียวก็อยู่ไม่ได้แล้ว ทำให้ถ้าเจอไลเคนกลุ่มนี้ที่ไหน ก็ดีใจได้ว่าที่นั่นมีอากาศที่บริสุทธิ์ บางชนิดค่อนข้างทนทาน ทนมลพิษได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าเจอไลเคนกลุ่มนี้เป็นหลักก็แปลว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับพอใช้ แต่ถ้าที่ไหนเจอไลเคนกลุ่มที่ทนทานสูงเป็นหลัก ก็แปลได้ว่าคุณภาพอากาศเข้าขั้นน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้าไม่เจอไลเคนสักชนิด ก็อาจแปลได้ว่าสุขภาพปอดของเมืองควรพบคุณหมอได้แล้ว  

ในคู่มือ ‘นักสืบสายลม’ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิโลกสีเขียว ได้แบ่งไลเคนตามระดับความทนทานต่อมลพิษเป็น 4 ระดับ คือ กลุ่มทนทานสูง (อากาศแย่) กลุ่มทนทานปานกลาง (อากาศพอใช้) กลุ่มอ่อนไหว (อากาศดี) และกลุ่มอ่อนไหวมาก (อากาศบริสุทธิ์ดีมาก) ซึ่งกลุ่มหลังนี้พบเฉพาะในเขตป่าเขาเท่านั้น  

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

ความสนุกของการดูไลเคนก็คือ นอกจากเราจะได้เล่นบทนักสืบแล้ว ยังทำให้เราได้มองโลกในมุมที่ต่างออกไป เป็นการมองโลกในรายละเอียด มองให้เห็นความสวยงามของสิ่งเล็ก ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราอาจเคยมองข้าม เพียงแค่ต้นไม้ต้นเดียวก็อาจมีอะไรให้ดูได้เป็นชั่วโมง ซึ่ง ดร.อ้อย เปรียบว่า เหมือนการดำน้ำดูปะการังบนผิวของต้นไม้

“หน้าตาของไลเคนมีหลากหลายมาก บางชนิดเหมือนคุกกี้ทาร์ตที่มีแยมตรงกลาง บางชนิดเหมือนลิปสติก บางชนิดก็เหมือนถ้วยแชมเปญ” ดร.อ้อย แสดงภาพไลเคนอันหลากหลายให้ดู ซึ่งทั่วโลกมีรวมแล้วหลายหมื่นชนิด มีทั้งขึ้นบนก้อนหิน กำแพง หลังคาบ้าน แม้แต่บนถนน แต่ที่เห็นได้ง่ายที่สุดและเป็นที่ที่เราจะตามหากันวันนี้ ก็คือไลเคนที่ขึ้นบนต้นไม้   

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ความหลากหลายของไลเคนทั่วโลก

ทีมงานเริ่มแจกคู่มือนักสืบสายลม ที่เป็นคู่มือการจำแนกไลเคนในเมืองแบบง่าย ๆ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพอากาศ พร้อมอุปกรณ์สำคัญของการสำรวจที่ ดร.อ้อย เรียกว่า ‘ตาวิเศษ’ นั่นก็คือแว่นขยาย

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

“การจำแนกไลเคน เราจะเริ่มจากดูลักษณะรวม ๆ ก่อนว่า รูปร่างของมันเป็นแบบไหน เป็นผืนเป็นดวง เป็นใบ หรือเป็นพุ่ม” ดร.อ้อย ชวนให้เราเปิดหน้าแรกของคู่มือ ซึ่งมีภาพของไลเคนกลุ่มต่าง ๆ อยู่ ซึ่งแต่ละภาพก็จะมีเลขหน้าเพื่อให้เราเข้าไปดูรายละเอียด โดยจะบอกจุดเด่นรวมถึงคู่แฝดที่หน้าตาคล้ายกันเอาไว้

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

แต่ก่อนที่เราจะจำแนกไลเคนได้ ต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่ไม่ใช่ไลเคน อย่างแรกก็คือรา วิธีแยกความแตกต่างทำได้ง่าย ๆ โดยใช้เล็บขูดเบา ๆ เป็นบริเวณเล็ก ๆ ถ้าเห็นสีเขียวข้างใต้ แปลว่านั่นคือไลเคน เพราะมีสาหร่ายอยู่ร่วมด้วย ถ้าไม่มีก็แปลว่าเป็นแค่ราอย่างเดียว สิ่งมีชีวิตต่อมาที่อาจดูคล้ายไลเคนก็คือสาหร่ายหรือตะไคร่ ถ้าใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ ๆ จะเห็นเป็นเส้นสายสีเขียว ส่วนพืชจิ๋วอย่างมอส เราจะเห็นเป็นใบเล็ก ๆ มีเส้นกลางใบ ส่วนลิเวอร์เวิร์ตจะเป็นแผ่นหยัก ถ้าใช้แว่นขยายส่องจะเห็นเป็นจุดพรุน

การสำรวจวันนี้เราแบ่งเป็น 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะสำรวจไลเคนบนต้นไม้ 1 ต้น พร้อมจดบันทึกชนิดไลเคนที่เจอบนต้นนั้น ซึ่งเราสำรวจในสวนเฟสเก่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่อยู่มานาน ทำให้เป็นไลเคนที่บ่งบอกคุณภาพอากาศของที่นี่ได้ ขณะที่ต้นไม้ที่เพิ่งปลูกในสวนเฟสใหม่ อาจเป็นไลเคนที่ติดมาตั้งแต่อยู่ที่โรงเพาะชำต่างจังหวัด

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

เมื่อปฏิบัติการนักสืบสายลมเริ่มขึ้น เด็ก ๆ ก็วิ่งนำไปส่องไลเคนก่อนใคร ความท้าทายของการจำแนกก็คือ การต้องสังเกตรายละเอียด เพราะหลายชนิดมีคู่แฝดที่หน้าตาคล้ายกัน เช่น ไลเคนกลุ่มที่เป็นผืนสีเขียวมีใบ ถ้าขอบใบเผยอขึ้น ก็คือ ‘สาวน้อยกระโปรงบานบางกอก’ แต่ถ้าขอบใบแนบชิดไปกับลำต้น ก็ต้องสังเกตต่อว่า แผ่นใบแผ่ออกแบน ๆ หรือเบียดชิดเป็นลอนนูน ถ้าเป็นแบบแรกก็คือ ‘หัตถ์ทศกัณฑ์กุมน้ำแข็ง’ แต่ถ้าเป็นแบบหลังก็คือ ‘ริ้วแพร’ ซึ่ง ดร.อ้อย บอกว่าให้นึกถึงผ้าแพรที่มีรอยจีบซ้อนกันเป็นริ้ว

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ชื่อไลเคนจากซ้ายไปขวา : สาวน้อยกระโปรงบานบางกอก – หัตถ์ทศกัณฑ์กุมน้ำแข็ง – ริ้วแพร

ส่วนกลุ่มไลเคนที่เป็นก้อนนูนสีเหลือง เมื่อส่องดูจะเห็นว่ามีรูเล็ก ๆ มากมาย ดร.อ้อย ชวนให้สังเกตว่า ถ้าเป็น ‘หนึ่งผลหนึ่งรู’ ที่ดูเหมือนปากปล่องภูเขาไฟหรือไหกระเทียมดอง นั่นก็คือ ‘ไหทองโรยขมิ้น’ ส่วน ‘ผลรวม- 1 ก้อนหลายรู’ เป็นไลเคนที่ชื่อว่า ‘ร้อยรู’

“คำว่า ‘ผล’ ก็คืออับสปอร์ของมัน ไลเคนขยายพันธุ์ด้วยสปอร์และการแตกหน่อ ซึ่งลักษณะของหน่อก็จะใช้จำแนกได้ด้วย บางชนิดแตกหน่อเป็นแท่งยาว ๆ บางชนิดเป็นแท่งสั้น ๆ บางชนิดเป็นเหมือนผงแป้ง บางชนิดเป็นกิ่ง”

ส่วนลักษณะของผลหรืออับสปอร์ก็มีหลากหลาย บางชนิดเหมือนปากปล่องภูเขาไฟ เช่น พริกไทยร้อยเม็ด บางชนิดเหมือนจานขนม เช่น ร้อยเหรียญ บางชนิดเป็นลายเส้น เช่น หลังตุ๊กแก แม้แต่ระดับความจมความลอยของผลก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือจำแนกได้ เช่น ถ้าเป็นผลสีดำและกึ่ง ๆ จมอยู่ในผืนไลเคนสีเทาก็คือ ‘สิวหัวช้างจิ๋ว’ แต่ถ้าเป็นผลสีดำบนผืนไลเคนสีเขียว ลอยอยู่เหมือนมีใครเอาผลไปแปะไว้ ก็คือ ‘ไฝพระอินทร์’

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
แถวบนจากซ้ายไปขวา : ไหทองโรยขมิ้น – ร้อยรู แถวล่าง : พริกไทยร้อยเม็ด – สาคูถั่วดำ

 หลายคนประทับใจกับชื่อภาษาไทยของไลเคน ซึ่งในยุคแรกตั้งโดยภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ชอบตั้งชื่อตามตัวละครในวรรณคดี จากนั้นเมื่อทีมมูลนิธิโลกสีเขียวมาพัฒนาคู่มือนักสืบสายลมจึงมีการตั้งชื่อเพิ่มเติม ซึ่งทีมนี้เป็นสายขนม ชื่อไลเคนจึงมีทั้งสาคูถั่วดำ โดรายากิ ไปจนถึงซ่าหริ่มน้ำกะทิ (ที่ตั้งมาตั้งแต่ก่อนยุคการเมืองแบ่งขั้ว)

 “ชื่อโดรายากิเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรุ่น ตอนแรกก่อนจะเป็นชื่อนี้ เราเสนอชื่อขนมโบราณไป เด็ก ๆ รุ่นใหม่ก็ไม่รู้จัก พอน้อง ๆ เขาเสนอชื่อมาบ้าง ก็เป็นขนมที่เราไม่รู้จัก เลยได้มาเป็นโดรายากิของโดราเอมอนที่เป็นจุดเชื่อมต่อของคน 2 รุ่น” ดร.อ้อย เล่าเกร็ดสนุก ๆ ของการตั้งชื่อ  

 เมื่อทุกทีมสำรวจเสร็จสิ้น ทีมงานก็จดบันทึกข้อมูลชนิดไลเคนที่พบในตารางแบบฟอร์ม โดยไลเคน 1 ชนิดที่แต่ละกลุ่มพบจะนับเป็น 1 ครั้ง ซึ่งได้ผลสรุปว่า พบกลุ่มทนทานสูง 20 ครั้ง กลุ่มทนทานปานกลาง 31 ครั้ง จากไลเคนทั้งหมด 12 ชนิด ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ที่นี่มีอากาศพอใช้

 “เราไม่เคยสำรวจเจอไลเคนกลุ่มอากาศดีในกรุงเทพฯ เลย แต่เราก็ใส่ไว้ในคู่มือ เพราะหวังว่าสักวันเราจะไปถึงจุดที่มีไลเคนกลุ่มนี้ในเมืองได้” ดร.อ้อย เล่าจากประสบการณ์ที่ทีมมูลนิธิโลกสีเขียวสำรวจไลเคนในเมืองกรุงมานับสิบปี

บนแผนที่ที่ ดร.อ้อย แสดงให้ดู คือผลการสำรวจไลเคนที่สวนลุมพินีในปีต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นว่า สิ่งที่เหมือนกันของผลสำรวจในทุกปีก็คือ ตรงใจกลางของสวนมีคุณภาพอากาศดีกว่าริมขอบสวนที่ติดถนน และฝั่งที่ติดถนนวิทยุมีคุณภาพอากาศดีกว่าฝั่งที่ติดถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า ต้นไม้ริมถนนช่วยดูดซับมลพิษได้

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

“ที่น่าสนใจคือที่แคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีงานวิจัยหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก เขาสำรวจไลเคนคล้าย ๆ กับที่เราทำนี่แหละ และแสดงออกมาเป็นแผนที่ สีเขียวคือกลุ่มอากาศดี สีเหลืองคือพอใช้ สีแดงคืออากาศแย่ แล้วก็เอามาเปรียบเทียบกับแผนที่แสดงจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอด สีแดงคือจำนวนผู้ป่วยเยอะ สีเขียวคือผู้ป่วยน้อย ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ มันเหมือนแผนที่เดียวกันเลย” ดร.อ้อย แสดงภาพแผนที่ 2 ภาพให้ดู ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า คุณภาพอากาศคือสิ่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพของเรา และไลเคนก็คือเครื่องมือง่ายที่สุดที่จะตรวจวัดสิ่งนี้

 แม้ปัจจุบันเราจะมีเครื่องมือเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศมากมายที่วัดได้ทั้งค่า PM 2.5 หรือสารพิษอื่น ๆ แต่ ดร.อ้อย บอกว่าการใช้ไลเคนก็ยังมีความสำคัญและมีข้อดีที่แตกต่างออกไป

 “อย่างแรกคือเรื่องราคา ถ้าซื้อเครื่องตรวจเล็ก ๆ ราคา 6,000 กว่าบาทแล้ว แต่ถ้าใช้ไลเคน ก็แค่คู่มือนี้เล่มเดียว ซึ่งทุกคนเข้าถึงได้ ข้อดีของเครื่องวัดที่ใช้วิธีตรวจทางเคมีคือการวัดตัวเลขได้เป๊ะ ๆ บอกได้ว่ามีสารอะไรบ้าง แต่ข้อจำกัดคือวัดได้เฉพาะขณะนั้น แค่ลมพัดมาค่าก็เปลี่ยน แต่ขณะที่ไลเคนคือการวัดผลกระทบทางชีวภาพซึ่งจะอยู่ยาว บอกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาคุณภาพอากาศของพื้นที่ตรงนั้นเป็นยังไง”

หลายคนคงจำได้ว่าในช่วง PM 2.5 สูง ๆ เราจะเห็นข่าวการฉีดน้ำไล่ฝุ่นแถว ๆ เครื่องตรวจวัด ซึ่งอาจหลอกเครื่องตรวจวัดได้ แต่หลอกไลเคนไม่ได้

“เราหวังว่าในอนาคตของกรุงเทพฯ จะไม่ได้มีไลเคนแค่กลางสวน แต่จะมีอยู่ริมถนนที่เราสัญจรด้วย ซึ่งที่สิงคโปร์มีนะคะ ขนาดต้นไม้ริมถนนก็มีไลเคนกลุ่มทนทานปานกลาง ส่วนในสวนพฤกศาสตร์ก็มีกลุ่มอากาศดีเลย”

ความสำคัญของไลเคนไม่ได้เป็นแค่ตัวชี้วัดคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่ในธรรมชาติ ไลเคนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้โลก ดร.อ้อย เล่าว่า เวลาที่มีเกาะภูเขาไฟเกิดใหม่กลางมหาสมุทร ไลเคนคือสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรก ๆ ที่ขึ้นไปบุกเบิกพื้นที่ โดยราในไลเคนจะปล่อยสารเคมีออกมาเพื่อย่อยสลายหินและดูดซึมแร่ธาตุ ราแต่ละชนิดก็จะปล่อยสารเคมีที่ต่างกันไป ทำให้จากดินแดนอันแห้งแล้งที่มีแต่ก้อนหิน ก็เริ่มมีดินและความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้น ไลเคนจึงเป็นเหมือนผู้ปรับสภาพพื้นที่ที่ทำให้ดินแดนใหม่กลายเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตมากมาย

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

จักรวาลใหญ่ใต้ฝ่าเท้า

สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่มีความสำคัญต่อชีวิตเราไม่ได้มีเพียงแค่ไลเคนเท่านั้น แต่ในผืนดินใต้ฝ่าเท้าของเราลงไป ยังมีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ล้วนทำหน้าที่สำคัญ ยิ่งถ้าเป็นในป่าที่สมบูรณ์ เพียงแค่หยิบดินมาหนึ่งกำมือ ก็อาจมีจำนวนชนิดของจุลินทรีย์มากกว่าชนิดของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั่วทวีปอเมริกาเหนือเสียอีก ซึ่งจักรวาลใต้ดินนี้เป็นเหมือนพรมแดนใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังสนใจศึกษา

“ในธรรมชาติ ต้นไม้ที่เราเห็นบนดินเป็นชีวิตแค่ครึ่งเดียว แต่อีกครึ่งหนึ่งอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นครึ่งที่สนับสนุนชีวิตข้างบน หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Wood Wide Web ที่ต้นไม้ทั้งป่ามีระบบรากเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายเส้นใยของรา เป็นเหมือนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของต้นไม้” ดร.อ้อย เล่าถึงอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติที่ตามองไม่เห็น

เส้นใยของราใต้ดินนี้ มีความสัมพันธ์กับรากต้นไม้อย่างแนบแน่น ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างรากับสาหร่ายในไลเคน ซึ่งในระบบใต้ดินนี้ ราจะทำหน้าที่ดูดซึมธาตุอาหารในดินและส่งให้ต้นไม้ ในขณะที่ต้นไม้ก็จะส่งผลผลิตจากการสังเคราะห์แสง เช่น น้ำตาล ไปให้ราเป็นของตอบแทน

“เรารู้กันว่าต้นไม้สร้างอาหารเองได้จากการสังเคราะห์แสง แต่แค่นั้นยังไม่พอต่อการเติบโต ต้นไม้ยังต้องการแร่ธาตุอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แม้ว่าในอากาศจะเต็มไปด้วยก๊าซไนโตรเจนหรือ N2 แต่ไนโตรเจนในรูปนี้ พืชยังดึงมาใช้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยราที่จะช่วยเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนให้อยู่ในรูปอื่น ๆ เช่น ไนเตรตที่ละลายน้ำและพืชดูดซึมไปใช้ได้ ทำให้รากับต้นไม้กลายเป็นหุ้นส่วนกัน เส้นใยราหลอมรวมกับรากไม้ ราช่วยต้นไม้ดูดซึมแร่ธาตุจากดิน ต้นไม้ก็แบ่งน้ำตาลให้รา จุลชีพอื่น ๆ ในดิน ก็มารวมกันอยู่ที่รากไม้ เป็นเหมือนโลกซาฟารีใต้ดิน”

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

บทบาทของเส้นใยราไม่ได้มีเพียงแค่การดูดซึมสารอาหารและส่งให้พืชเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่ต้นไม้ใช้ส่งข้อมูลหากันด้วย เช่น เมื่อมีฝูงแมลงศัตรูพืชโจมตีที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ก็รับรู้ได้ ทำให้ปล่อยสารเคมีออกมาที่ใบเพื่อป้องกันตัว อีกทั้งเส้นใยโครงข่ายนี้ยังเป็นเหมือนทางด่วนเพื่อเดลิเวอรี่อาหารจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้น เช่น ต้นแม่ส่งอาหารให้ต้นลูกที่อยู่ภายใต้ร่มเงาและได้รับแสงแดดน้อย 

“แม้แต่หนอนที่จะมาไชรากต้นไม้ ก็เคยมีการค้นพบว่า เส้นใยราจะช่วยทำบ่วงเกี่ยวรัดหนอนไว้ไม่ให้เข้าถึงรากไม้ ซึ่งทุกวันนี้ นักวิจัยก็กำลังพยายามแกะรหัสภาษาที่ต้นไม้ส่งหากันผ่านโครงข่ายนี้ เป็นเหมือนพรมแดนใหม่ที่น่าตื่นเต้นมาก”

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

เมื่อ ดร.อ้อย เล่าจบ ผู้ร่วมงานคนหนึ่งก็บอกว่า ฟังแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Avatar ที่ต้นไม้ในป่ามีเครือข่ายเส้นใยที่เชื่อมต่อถึงกัน

เช่นเดียวกับในหนัง ทุกวันนี้ความสัมพันธ์สุดมหัศจรรย์นี้กำลังถูกทำลายลงด้วยการกระทำของมนุษย์ ซึ่งหนึ่งในตัวการที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงก็คือปุ๋ยเคมี

 “พอเราใส่ปุ๋ยเคมีให้พืช ต้นไม้ก็เลยเสียนิสัย กลายเป็นต้นไม้ติดยา กินแต่อาหารสำเร็จรูป จู่ ๆ ได้ของฟรี ก็หยุดแบ่งน้ำตาลให้รา พอไม่มีรา ดินก็เลยตาย กลายเป็นดินแข็ง ๆ ต้นไม้ตอนนี้ก็ไม่มีเพื่อนใต้ดินแล้ว เพราะต้นไม้ไม่แบ่งอะไรให้เลย แมลงมาก็ไม่มีใครเตือนหรือป้องกัน แล้วพอฝนตก ดินก็ถูกชะลงไป เพราะไม่มีใครช่วยดูดซับปุ๋ยที่มันมากเกิน ไนโตรเจนจากปุ๋ยก็ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลอง ไปจนทะเล เกิดเป็นแดนมรณะหรือ Dead Zone ในทะเล เป็นบ่อเกิดของวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าเล่าแล้วจะยาวมาก”

ดร.อ้อย เล่าถึงการเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ตั้งแต่มนุษย์ ท้องไร่ท้องนา ผืนป่า ไปจนถึงมหาสมุทร ซึ่งทุกวันนี้ความไม่เข้าใจธรรมชาติของผู้คนกำลังทำลายสายใยอันซับซ้อนนี้ ซึ่งที่สุดแล้วก็จะเป็นการทำลายตัวเอง ดังนั้น ก่อนที่โลกจะเดินไปถึงจุดนั้น เราทุกคนจึงควรต้องมาฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจและรักษาระบบที่โอบอุ้มชีวิตของพวกเราไว้

Reconnect with Nature

ประโยคที่ว่า “เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” อาจมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เราเคยคิด

“ร่างกายของเรา เป็นเซลล์ของเราจริง ๆ แค่ส่วนเดียวเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือจุลชีพมากมายที่อาศัยอยู่ร่วมกับเรา ทั้งในลำไส้ บนผิวหนัง และแทบทุกที่ บางชนิดช่วยเราย่อยอาหาร บางชนิดช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพเราขึ้นกับจุลชีพเหล่านี้ เพราะเราวิวัฒนาการมาด้วยกัน” ดร.อ้อย เล่าถึงอีกหนึ่งความสำคัญของเหล่าตัวจิ๋วที่มีนามว่าแบคทีเรีย

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

แต่ทุกวันนี้ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป หลายคนพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋องที่ผ่านการฆ่าเชื้อ ใช้ชีวิตอยู่ในตึกสูง ห้องแอร์ โดยที่วัน ๆ เท้าแทบไม่เปื้อนดิน ทำให้เราห่างเหินกับจุลินทรีย์ที่ดีมากมายที่มีอยู่ในธรรมชาติ

“มีงานวิจัยพบว่า คนที่สุขภาพดีมีจุลินทรีย์ในร่างกายที่หลากหลาย เปรียบได้กับระบบนิเวศป่าเขตร้อน ในขณะที่คนสุขภาพไม่ดี ความหลากหลายของจุลินทรีย์จะน้อยกว่า เหมือนอยู่ในระบบนิเวศทะเลทราย ทำให้การแพทย์ยุคนี้มีการสกัดจุลชีพจากอุจจาระคนที่สุขภาพดี มาเป็นยาให้คนสุขภาพไม่ดี”

แต่แทนที่เราจะต้องไปรับจุลินทรีย์ที่ดีด้วยวิธีนั้น ดร.อ้อย บอกว่ามีวิธีที่ง่ายกว่า นั่นก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ

“มีการพบว่าเวลาเราออกไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ระบบภูมิคุ้มกันก็ดีขึ้นแล้ว แล้วถ้าเราลองถอดรองเท้าและใช้เท้าเปล่าสัมผัสดิน ประจุไฟฟ้าที่เราสะสมมาทั้งวันจากการเผาผลาญที่เกิดเป็นอนุมูลอิสระ ก็จะถูกแลกเปลี่ยนกับพื้นดินที่เป็นประจุลบ”

ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นพูดถึงเรื่องประจุลบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนในสมองหรือการช่วยให้ผ่อนคลาย ซึ่งแหล่งที่ดีมากของประจุลบนอกจากผืนดินแล้วก็คือแหล่งน้ำ เคยมีงานวิจัยว่า ในพื้นที่ธรรมชาติ เช่น ป่าเขาหรือทะเล มีประจุลบมากกว่าในเมืองคอนกรีตหลายเท่า

“นอกจากนั้น ในดินทั่วโลกจะมีแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อ Mycobacterium vaccae ที่จะกระตุ้นให้สมองเราหลังสารเซโรโทนินหรือสารเคมีแฮปปี้ ทำให้กิจกรรมบำบัดจิตใจหลายแห่งใช้วิธีให้คนทำสวน แล้วอีกอย่างก็คือน้ำมันหอมระเหยจากพืชที่จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเรา ทำให้ที่ญี่ปุ่นมีกิจกรรมที่เรียกว่า การอาบป่า คือพาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ เพื่อรับจุลชีพ รับประจุลบ รับน้ำมันหอมระเหยจากพืช”

และนั่นเป็นเหตุผลของการที่เรามักจะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย สบายใจ เมื่อได้เข้าไปสู่พื้นที่ธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้ เห็นทะเล เห็นน้ำตก เห็นดอกไม้ ไม่ต่างจากท่อนหนึ่งในบทเพลงที่ว่า “ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า”

แม้กรุงเทพฯ จะไม่เหลือป่าแล้ว แต่อย่างน้อยการมีพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำกลางเมืองแบบนี้ ก็คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คนเมืองได้สัมผัสธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

และวันนี้ หลังจากที่เราได้สำรวจไลเคนกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาที่ ดร.อ้อย จะพาเราไปอาบป่ากลางเมืองกัน

ระหว่างทาง เราได้หยุดดูนกเค้าจุดที่ตำแหน่งประจำ ซึ่งวันนี้อยู่กันถึง 4 ตัว จากนั้นทีมงานของสวนเบญจกิติก็เปิดเส้นทางพิเศษให้ได้เดินเยี่ยมชมสวนในโซนที่ยังไม่เปิดให้คนทั่วไป ได้เดินผ่านบ่อน้ำบ่อที่ 1 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการบำบัดน้ำจากคลองไผ่สิงโตด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ซึ่งระหว่างทาง ดร.อ้อย ชวนดูพืชพรรณท้องถิ่นหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือต้นแขมที่ขึ้นอยู่ข้าง ๆ ดงธูปฤาษี ซึ่งเธอบอกว่าอยากให้มีต้นแขมมากกว่านี้ เพราะเป็นพืชท้องถิ่นและนกมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าธูปฤาษีที่เป็นพืชต่างถิ่น ส่วนตรงพืชบกที่ขึ้นเองอยู่ตามสองข้างทาง เธอก็ชี้ชวนให้ดูพืชหลายชนิดที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็น กะทกรก โทงเทง ผักโขม ที่หากคนไม่รู้จักก็จะนึกว่าเป็นวัชพืช

“พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีฟังก์ชันเยอะมาก เป็นถิ่นอาศัยให้สัตว์หลายชนิด กักเก็บคาร์บอนได้มหาศาล แล้วอาหารก็เยอะมาก เป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ต ของกินเต็มไปหมด และสำคัญที่สุดคือเป็นฟองน้ำรองรับน้ำเวลาฝนตกหนัก ๆ ถ้าเรารักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในกรุงเทพฯ ไว้ได้ เราก็จะมีฟองน้ำที่ช่วยป้องกันน้ำท่วมเมือง แล้วพืชน้ำก็ยังช่วยบำบัดสารพิษ คือมีบริการทางนิเวศเยอะมาก”

ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำแบบนี้ ก็คือหน้าตาของกรุงเทพฯ ในอดีต ก่อนที่เราจะถมคูคลอง สร้างถนน สร้างตึกสูง จนทำให้น้ำไม่มีที่ไปและท่วมเมืองอยู่บ่อยครั้ง

“ถ้าเราจะทำกรุงเทพฯ ให้ยั่งยืน เราต้องออกแบบให้อยู่ร่วมกับระบบนิเวศดั้งเดิมคือพื้นที่ชุ่มน้ำ เราจะได้ไม่ต้องไปต้านกับแรงธรรมชาติ กรุงเทพฯ สมัยก่อน เรามีหนองสลับกับโคก อย่างแถวสุวรรณภูมิ แต่ก่อนเรียกหนองงูเห่า ส่วนดอนเมืองเป็นที่ดอน เขาเรียกทุ่งเหยี่ยว เพราะมีเหยี่ยวและแร้งเยอะ” ดร.อ้อย เล่าถึงภาพในอดีตของบางกอก ซึ่งเคยเต็มไปด้วยสัตว์มากมาย รวมถึงแรดและสมัน ซึ่งเป็นกวางที่มีเขาอลังการและพบที่เดียวในโลกคือลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่พวกเราก็ทำให้มันสูญพันธุ์

“การได้เห็นพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก เพราะในยุคหนึ่ง พื้นที่บึงหรือหนองแบบนี้จะถูกมองว่าเป็นบึงเน่า ๆ ถ้าจะพัฒนาต้องถมเรียบ เป็นสนามกอล์ฟ เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่น่าดีใจที่วันนี้เราพัฒนากลับมาในรูปแบบนี้”

ทีมงานของสวนเบญจกิติบอกว่า วันที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักและน้ำท่วมเมืองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่นี่น้ำไม่ท่วม เพราะมีบ่อมากมายไว้รองรับน้ำ ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ น้ำก็ซึมลงใต้ดินได้ ซึ่งก็ทำให้เราจินตนาการว่า หากกรุงเทพฯ มีพื้นที่แบบนี้มากขึ้น ฝนตกมา น้ำก็จะมีที่ไป ไม่ต้องไหลมาท่วมบ้านอย่างทุกวันนี้

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

“สิ่งที่อยากเห็นก็คือ อยากให้ที่นี่พัฒนาไปในทิศทางที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น มีพืชพื้นถิ่นที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งก็น่ารอดูว่าจะมีสัตว์อะไรกลับมาบ้าง”

หนึ่งในสัตว์ที่หลายคนอยากให้กลับมาก็คือหิ่งห้อย ซึ่ง ดร.อ้อย ได้บอกในสิ่งเดียวกับที่ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ พูดไว้ในกิจกรรมครั้งแรกว่า ข้อจำกัดสำคัญของหิ่งห้อยคือมลภาวะทางแสง เพราะหิ่งห้อยสื่อสารกันด้วยการกะพริบแสง หากแสงไฟยามค่ำคืนยังเจิดจ้า หิ่งห้อยก็จะอยู่ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราพอช่วยได้คือการปรับรูปแบบโคมไฟ โดยอาจหาที่ครอบหลอดไฟไม่ให้แสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งประหยัดพลังงานได้ด้วย โดยอาจใช้หลอดไฟที่วัตต์ต่ำกว่า แต่ยังได้ความสว่างที่ทางเดินเท่าเดิม

“มลภาวะแสงส่งผลกระทบต่อคนและสัตว์พอ ๆ กับมลพิษแบบอื่นเลย ที่อเมริกามีนกเป็นล้าน ๆ ตัวตายเพราะชนกระจกเพราะโดนแสงล่อ ส่วนค้างคาวหรือผีเสื้อกลางคืนก็ได้ผลกระทบ แม้แต่คนเราก็เช่นกัน มีการพบว่าแสงที่ฟุ้งกระจายมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องอยู่กับความมืด เราแค่ควบคุมทิศทางแสงให้ส่องเฉพาะในที่ที่เราต้องการ การปล่อยแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้าก็เหมือนปล่อยให้ท่อน้ำรั่ว”

เธอบอกว่าถ้าจัดการให้ดีก็ยังมีความหวัง โดยยกตัวอย่างบ้านของเธอที่เชียงดาวว่า ในค่ำคืนที่ฟ้าเปิด จะได้เห็นทั้งดาวบนฟ้าและดาวบนดิน (หรือหิ่งห้อย) ซึ่งไม่มีอะไรที่จะวิเศษไปกว่านั้นอีกแล้ว

เราก็หวังว่าสักวันกรุงเทพฯ จะเดินไปถึงจุดนั้น วันที่ริมถนนใหญ่มีไลเคนบ่งบอกว่าคุณภาพอากาศดี มีพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งไว้รองรับน้ำยามฝนตกหนักและเป็นบ้านให้สรรพสัตว์ได้มาพักอาศัย มีการควบคุมมลภาวะทางแสงที่ดีจนหิ่งห้อยกลับมา มีพื้นที่สีเขียวที่เดินถึงได้ภายใน 15 นาที

และเมื่อวันนั้นมาถึง กรุงเทพฯ ก็อาจใช้คำว่า ‘ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว’ ได้อย่างเต็มปาก

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load