Pearypie คือ Influencer ความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทยและอันดับต้นๆ ของเอเชีย มีคนติดตามอินสตาแกรมกว่า 1.5 ล้านคน

ใครตามอินสตาแกรมของเธอคงทราบดีว่า ปีที่ผ่านมาเธอใส่ชุดผ้าไทยดีไซน์เก๋ไปโพสท่าถ่ายรูปทั่วโลก

ผมคุยกับ แพรี่พาย หรือ อมตา จิตตะเสนีย์ ครั้งแรกที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนั้นเธอหอบหิ้วชุดผ้าไทยสุดเท่ไปใส่ถ่ายรูป หญิงสาวผู้ไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 15 เล่าว่า เธอกำลังสนุกกับการเดินทางไปตามหาผ้าไทยจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเอามาออกแบบเป็นชุดอย่างที่เราเห็น

ผมได้คุยกับเธออีกครั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ครั้งนั้นเธอไปร่วมทริปเรียนรู้การทอผ้าท้องถิ่นของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หญิงสาวผู้เรียนจบด้านออกแบบการแสดงจาก Central Saint Martins ที่อังกฤษบ่นให้ฟังว่า เธอไม่ได้โพสต์งาน ไม่ได้ทำวิดีโอสอนแต่งหน้า มาเกือบปีแล้ว เพราะเธอเบื่อความฟุ้งเฟ้อในวงการแฟชั่นและเครื่องสำอาง แล้วเธอก็เริ่มไม่แน่ใจว่าการทำวิดีโอที่บอกว่าควรมีเครื่องสำอางแบบนั้นแบบนี้ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้โลกหรือเปล่า

ผมนัดคุยกับแพรี่พายอีกครั้งที่ร้านอาหารออร์แกนิกย่านสุขุมวิทตอนเที่ยง เพราะเธอปฏิเสธนัดในคืนก่อนหน้า เนื่องจากช่วงนี้เธอต้องเข้านอนตอน 4 ทุ่ม และออกกำลังกายในช่วงกลางวันอย่างจริงจัง เธอว่า ตอนนี้เธอกำลังรักตัวเอง และตั้งใจดูแลสุขภาพตัวเอง หลังจากปล่อยปละมา 7 ปี

เกือบทุกครั้งที่เจอกัน ใบหน้าของแพรี่พายไม่มีเครื่องสำอาง หรือที่เราเรียกว่า หน้าสด

บทสนทนานี้ก็คล้ายๆ กัน เราพูดคุยแบบไร้เครื่องสำอาง ไม่มีเรื่องสีสันความหวือหวาของชีวิตในวงการแฟชั่น เพราะเธอเบื่อหน่ายมันเต็มที จนผมรู้สึกว่า เธอคนนี้เหมือนไม่ใช่แพรี่พายที่เห็นในหน้าจอ

บางทีผมก็สงสัยว่าคนที่ผมคุยด้วยคือ แพรี่พาย หรือ แพร อมตา กันแน่

Pearypie

คุณหยิบอัลบั้มภาพอะไรมาด้วย

แพรเพิ่งกลับมาจากสุรินทร์ ไปดูผ้ามา ชาวบ้านที่ทอผ้าไม่ได้เห็นหรอกว่าผ้าที่เขาทำมันไปที่ไหน ใครเอาไปใส่ ใส่แบบไหน แพรเลยพรินต์รูปของแพรไปให้เขาดูว่ามันแต่งแบบนี้ได้นะ เราเอาผ้าของเขาไปที่นั่นที่นี่ เล่าประสบการณ์ให้เขาฟัง ป้าเขาก็มีความสุขนะ ถ้าเขาได้เห็นภาพสวยๆ ว่าผ้าพวกนี้ได้ไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย มันสร้างแรงบันดาลใจได้ในระดับหนึ่ง แพรอาจจะติดใจกับประโยคหนึ่งที่เขาบอกว่า หลังจากรุ่นนี้คงไม่มีคนทำต่อแล้ว มันเป็นแค่รูป 3 อัลบั้ม แต่อาจจะเป็นกำลังใจที่ดีให้เขาก็ได้ มาที่นี่ก็เลยเอามาให้เขาดูด้วย เพราะเขาก็ไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา เหมือนใช้แนะนำกันและกัน

Pearypie Pearypie

คุณแนะนำตัวว่าทำอาชีพอะไร

เป็นช่างแต่งหน้า บางทีเราก็สอนชาวบ้านแต่งหน้า เพราะเครื่องมือเดียวที่เรารู้จักคือการแต่งหน้า แพรชอบจังหวะที่ถามว่าใครอยากลองแต่งหน้าบ้าง ทุกคนยกมือหมดเลย แต่งแล้วเขาก็ยิ้มกัน หัวเราะกัน มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามอบให้เขาได้ แลกกับที่เขาพยายามสอนเราเรื่องผ้า

แนะนำตัวว่าเป็นช่างแต่งหน้าได้เหรอ ตอนนี้คุณแทบไม่ได้ทำงานแต่งหน้าแล้ว

นั่นสิ ตอนนี้แพรทำอาชีพอะไรยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นช่างแต่งหน้า ไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์

เกิดอะไรขึ้น

มันเป็นช่วงที่กำลังหาทางเดินชีวิต แพรสอนแต่งหน้า ทำงานเบื้องหลัง ทำมาแล้วทุกอย่าง เดินทางเยอะ ใช้ร่างกายเยอะ จนมาถึงจุดที่เรามองเครื่องสำอางรอบตัวว่าเป็นขยะหมดเลย ทำไมเราต้องมารับผิดชอบขยะพวกนี้ด้วย ความสวยมันไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เราอยากหาเส้นทางเดินที่มีคุณค่ากว่านี้

เป็นมานานหรือยัง

ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นแพรเหนื่อยมากกับสิ่งที่ทำอยู่ เราใช้วันหนึ่งคุ้มค่าสุดๆ บางวันรับ 3 งาน บางทีบินไปประชุมที่แอลเอแล้วกลับเลย เราถามตัวเองว่า เป้าหมายของเราคืออะไรกันแน่ เราบอกตัวเองว่า ต้องค่อยๆ เลือกรับงาน ไม่ว่าจะเป็นงาน Influencer หรือเมกอัพอาร์ทิสต์ ซึ่งเป็นงานที่คนในเมืองไทยยังไม่ค่อยยอมรับ เมื่อก่อนเมืองไทยไม่เคยมีช่างแต่งหน้าผู้หญิงที่ได้รับการยอมรับนะ เราก็โดนว่า คนนี้ใคร เราก็ต่อสู้จนเลือดหยดสุดท้าย พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์ได้ ไม่ว่าเราจะมาจากครอบครัวแบบไหน เรียนจบที่ไหนมา

คุณหัดแต่งหน้าครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่

ประมาณ 15 แพรเริ่มมาจากคนที่ไม่มีอะไรบนหน้าเลย สมัยเด็กๆ เราโดนล้อว่าทำไมหน้าจืด ทำไมตาลอย ทำไมตาบวม ทำไมไม่มีขนตาบน เลยลองหน่อยก็ได้ แพรไปเรียนอังกฤษตอน ม.3 ก่อนไปเพื่อนทุกคนสวยหมด มีคิ้ว หน้าคม ส่วนเราเป็นเด็กอ้วน โดนจับตัดผมหน้าม้า ไปตัดที่ร้านตัดผมผู้ชายพร้อมพ่อกับน้องชายทีละ 50 บาท โรงเรียนให้ไว้ยาวได้ถึงติ่งหู แต่แม่เป็นคนประหยัดมาก ให้ตัดขึ้นมาถึงครึ่งหู จะได้ไม่ต้องไปตัดบ่อยๆ เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ได้สนใจเรื่องความสวยเลย

แต่งหน้าแล้วยังโดนล้ออยู่ไหม

โดนล้อหนักกว่าเดิมอีก เพราะเราปัดมาสคาร่าสีน้ำเงินไปเรียน แทนที่จะเป็นสีธรรมชาติ เลยไม่ได้แต่งหน้าอีก ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังไม่แต่งหน้า อาจจะแค่สโมกตาดำๆ แล้วออกไปปาร์ตี้ ไปเดตกับผู้ชายก็แค่หนีบๆ ขนตา มาแต่งหน้าจริงๆ ตอนอายุ 22 ช่วงที่เรียนจบแล้ว

ทำไมถึงชอบแต่งหน้า

ช่วงที่เรียนจบมีเวลา 1 ปีให้คิดว่าจะอยู่ต่อหรือกลับไทย ช่วงนั้นค้นพบว่าฉันชอบเมกอัพว่ะ แพรเรียนออกแบบการแสดง พูดถึงพื้นที่รอบข้าง คาแรกเตอร์คน เสื้อผ้า ความรู้สึกของคนนั่งมองตากัน อะไรก็ได้ที่เราอยากจะแสดงออก เราชอบเล่นกับคน สีหน้าของคน เลยลองใช้สื่อต่างๆ แพรใช้เครื่องสำอางเป็นเครื่องมือในการแสดงความเป็นตัวเอง เป็นภาษาของเรา แทนที่จะใช้สีน้ำ สีน้ำมัน ก็ใช้เครื่องสำอาง ทำแล้วสนุกดี มีความสุข

นับจากเร่ิมหัดแต่งหน้าใช้เวลานานไหมกว่าจะได้เข้าไปแต่งหน้าในงาน London Fashion Week

สองสามเดือน เมกอัพอาร์ทิสต์คนหนึ่งโพสต์รับสมัครคนไปลอนดอนแฟชั่นวีก เราก็ส่งอีเมลไป แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เพราะเราเพิ่งเร่ิมทำ ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเราจะทำงานได้รวดเร็วเสร็จภายใน 15 นาทีท่ามกลางความวุ่นวายได้ หรือถ้าทำผิดพลาดเราจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้ สุดท้ายเขาก็โทรมาเพราะเขาขาดคนพอดี

วันแรกที่ไปถึงตื่นเต้นมาก มีห้องหลายสิบห้อง ห้องที่เข้าไปทำเป็นการแต่งหน้าแบบลุคปากแดงคมชัด ทำเสร็จก็มีหัวหน้าเมกอัพอาร์ทิสต์มาเช็กว่าผ่านไหม แต่แพรเข้าผิดห้อง ห้องที่ต้องเข้าจริงๆ เป็นห้องที่แต่งลุคคล้ายๆ เรื่อง Avatar มีขีดเยอะๆ ไปถึงเมกอัพอาร์ทิสต์ห้องนั้นก็ด่าแรงมาก เธอหายไปไหนมา เพราะเธอไม่อยู่เลยทำให้โชว์ของฉันพัง อาจจะเพราะคนที่มาช่วยเขาวาดเส้นบนหน้าวาดไม่ตรง เราก็จับมือนางแบบคนหนึ่งไปนั่งแก้เส้นบนหน้าให้หมดเลย แล้วก็ถามว่านี่คือสิ่งที่คุณต้องการใช่ไหม เขาก็บอก ใช่ ทำที่เหลือทั้งหมดเลย พอนางแบบคนสุดท้ายเดินออกไป เขาก็มาจับมือเราแล้วบอกว่า คุณช่วยชีวิตฉันไว้ จากนั้นเราก็ได้งานเพิ่ม แต่ก็เป็นแบบไปถึงปุ๊บเขาก็โยนกระเป๋าให้เราแบก แล้วตัวเองเดินออกไปสูบบุหรี่

Pearypie

เหมือนทุกอย่างจะราบรื่น

แต่งานที่ทำไม่ได้เงินนะ ก่อนจะเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์คุณต้องเป็นผู้ช่วยช่างแต่งหน้าเจ๋งๆ สัก 2 ปีถึงจะเร่ิมมีงาน แปลว่าคุณต้องทำงานฟรี ไปล้างแปรง ไปแกะเพชรที่หน้านางแบบ ไปถือกระเป๋าให้เขา แพรทำแบบนั้นอยู่ปีกว่า จนไม่เหลือเงินที่จะอยู่ต่อแล้ว

คุณยอมทำงานฟรีเพื่อแลกกับอะไร

ประสบการณ์ ได้เห็นว่าคนที่เก่งกว่าเป็นยังไง เห็นระบบการทำงานของโปรดักชัน เห็นนางแบบหลายๆ แบบ เห็นว่าโลกแฟชั่น โลกความงามเป็นแบบนี้ แฟชั่นวีกเป็นแบบนี้ ได้พอร์ตฟอลิโอ ได้เรียนรู้ เพราะบางเทคนิคสอนกันไม่ได้ ต้องเรียนรู้กันหน้างาน ถ้าคุณฉลาดพอก็จะหยิบไปใช้ได้ พอแพรย้ายกลับมาแล้ว เขาก็ยังเรียกให้กลับไปช่วยนะ มีสินน้ำใจให้ 200 ปอนด์ ซึ่งไม่พอค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมหรอก แต่เราก็กลับไป อยากได้ประสบการณ์ด้วย มันกลายเป็นครอบครัวไปแล้ว ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกัน เราคิดถึงบรรยากาศนั้น อยากกลับไปตรงนั้นอีก

ทำไมถึงกลับเมืองไทย แทนที่จะอยู่สู้ที่อังกฤษต่อ

เราอยู่เมืองนอกมานานจนไม่มีเวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แล้วค่าใช้จ่ายที่โน่นมันเยอะระดับหนึ่ง การเป็นช่างแต่งหน้าต้องใช้เวลานานมากกว่าจะซื้อโน่นซื้อนี่ได้ ตอนนั้นเราเริ่มทำยูทูบ อินสตาแกรม เราก็ลงสิ่งที่เราชอบ มีคนเร่ิมติดตาม มีคนส่งของจากไทยมาให้เราเล่น ก็พอจะเห็นโอกาส น่าจะกลับมาทำสิ่งนี้ได้ที่เมืองไทย

ทำไมแพรี่พายถึงดังเร็วมาก

เราไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์ที่รีวิวว่าสีนี้ดี หรือแจกของเพื่อเรียกคนเข้ามา วิดีโอสอนแต่งหน้าที่ทำ อีก 10 ปีกลับมาดูก็ไม่เบื่อ ทุกชิ้นเราทำจากใจ นั่งเขียนสตอรี่บอร์ดเองหมด เราอยากให้เป็นพอร์ตฟอลิโอที่อยู่กับเราไปได้เรื่อยๆ กลับมาเมืองไทยแพรก็จับโซเชียลมีเดียเลย เราเห็นกลยุทธ์ว่าถ้าเราแชร์สิ่งที่เราชอบจริงๆ เป็นความรู้ แล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม คนจะมาหาเราเอง วิธีแต่งหน้าหรืออะไรหลายๆ อย่าง ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีสอน เช่น ใช้สีใหม่ๆ สีแปลกๆ แล้วก็เล่นเป็นลุคได้หลายแบบ ไม่ใช่แค่แต่งไปงานแฟนซี แต่แต่งเป็นงานอาร์ต เป็นธีม เป็นโน่นเป็นนี่ได้ แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้

คนทั่วไปคิดว่าคุณสอนแต่งหน้า แต่คุณกำลังบอกว่า คุณสอนให้คนเป็นตัวของตัวเอง

ใช่ เมื่อก่อนตอนแพรเรียนที่เมืองไทย ไม่เข้าใจก็ไม่กล้าถามครู ไม่กล้าแสดงออก กลัวโง่ แต่พอไปเรียนเมืองนอก ทุกคนกล้าถาม มีทัศนคติเป็นของตัวเอง ทำงานศิลปะให้วาดแอปเปิ้ล จะวาดยังไงก็ได้ ทำตามจินตนาการของคุณ คนไทยก็เป็นแบบนั้นได้ คนไทยมีกลุ่มที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน แต่อาจไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก อย่างน้องๆ ที่ติดตามแพรมีอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์เป็น LGBT ที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ มีน้องคนหนึ่งที่อินเดีย แพรไปเจอเขามาด้วยนะ ครอบครัวรับเขาไม่ได้เพราะเขาเป็นเกย์ เขาแทบจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เขาอึดอัดมาก ทุกครั้งที่เขาดูโพสต์เรา ดูสิ่งที่เราทำ มันทำให้เขามีกำลังใจอยากเดินต่อไป อยากเก็บเงินเลี้ยงตัวเองแล้วไปเรียนต่อเมืองนอก จะได้เป็นตัวของตัวเอง

แพรี่พายดังแค่ไหน

ได้เป็นพรีเซนเตอร์เยอะมาก ได้ไปออกรายการ มีงานติดต่อเข้ามาตลอด บางวันไปงานอีเวนต์ 3 งาน ทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 ต้องบินไปโน่นไปนี่ คนเริ่มมองว่าแพรี่พายไม่ใช่ Influencer ระดับประเทศ แต่เป็นระดับเอเชีย เราได้ไปเจอกับ Jessie J ไปเจอตัวท็อปของญี่ปุ่น เกาหลี เขาก็โค้งให้เรา เราก็รู้สึกว่าเท่ว่ะ สิ่งเหล่านี้ทำให้อีโก้เราสูงมาก อยากได้ อยากมี ไม่พอ เพราะทุกคนปฏิบัติกับเราแบบนั้น เราโดนสปอยล์มาตั้งแต่แรก

ปกติสินค้าคู่แข่งจะไม่ใช้ Influencer คนเดียวกัน แต่คุณดูจะเป็นข้อยกเว้น

แพรี่พายเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่างเลย จะทำอะไรก็ได้ กฎของเราคือ เราจะทำแต่สิ่งที่เราอยากทำ ถ้าทำงานกับแบรนด์ อย่างน้อยต้องเจอกันครึ่งๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียตัวตนของเรา ช่วงที่เปลี่ยนจากนิตยสารมาเป็นโซเชียลมีเดีย ทุกแบรนด์ใช้แพรี่พายหมดเลย แล้วที่ติดต่อเข้ามาไม่ใช่แค่งานบิวตี้ บางทีก็ขอ Tie-in รถ เครื่องซักผ้า ผ้าอนามัย น้ำยาล้างส่วนนั้นของผู้ชายก็ยังมี (หัวเราะ) พองานมันเยอะ มันเร่ง ก็จำกัดความคิดสร้างสรรค์ของเรา เราเร่ิมไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เพราะเขาบรีฟวันนี้จะเอางานอาทิตย์หน้า เรายังทำของเดือนที่แล้วไม่เสร็จเลย การสร้างผลงานบางอย่างมันต้องใช้เวลา วิดีโอบางตัว 3 เดือนก็ยังไม่เสร็จ กว่าจะนั่งวาดสตอรี่บอร์ด กว่าจะลองเทสต์ มันต้องใช้กระบวนการทางความคิดค่อนข้างเยอะ

Pearypie

งานเยอะขนาดนี้ส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

แพรเมื่อปีที่แล้วกับตอนนี้ไม่เหมือนกันเลย ปีที่แล้วไม่มีแรง เหนื่อย ท้อแท้ สิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ตอบความต้องการทางจิตวิญญาณเราเหมือนเมื่อก่อน เพราะเราหมดพลังไปกับงานลูกค้า จะนอนก็ยังต้องคิดถึงงาน แพรนอนไม่หลับ เคยไม่ได้นอนเดือนหนึ่ง ปวดหัว เครียด ร่างกายเริ่มเจ็บ บ่นว่าอยากตายตลอดเวลา ความสำเร็จไม่มีประโยชน์สำหรับเราแล้ว เราไม่อยากทำแล้ว

ไม่มีเรื่องอยากเล่าแล้ว

ไม่ใช่ เราจดไอเดียไว้ในสมุดบันทึกเต็มเล่ม มีเรื่องอยากเล่าอีกเยอะมาก ถ้าเราตายเอาเล่มนั้นไปใช้ได้เลย แค่เราไม่อยากทำแล้ว เราอยากให้งานของเรามีคุณค่า บางทีเราก็ขายตัวเองให้กับแบรนด์ที่เข้ามาหามากเกินไป เหมือนเราถือบอลลูนจนเราลอยขึ้นเรื่อยๆ พอมองลงมาข้างล่างก็เร่ิมตั้งคำถามว่า เรากำลังจะไปไหน จะปล่อยมือจากบอลลูนก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็ค่อยๆ ปล่อยบอลลูนทิ้งไปทีละลูก ตอนนี้เลยมาแลนดิ้งอยู่ตรงนี้

ตรงไหน

ตรงที่อยากพัก มันเหนื่อย สัญชาตญาณในใจบอกเราว่า มันไม่ใช่แล้ว เรามาออฟฟิศแล้วรู้สึกว่าทุกวันเหมือนวันคริสต์มาส เหมือนวันเกิดตัวเอง เพราะเต็มไปด้วยของที่แบรนด์ต่างๆ ส่งมาให้ มันเป็นการแข่งขันกันในวงการเครื่องสำอาง แบรนด์ฝั่งยุโรปกับเอเชียสู้กัน ก็ออกรองพื้นมาชนกัน 60 เฉด เขาก็ส่งมาให้เรา 60 เฉดทุกยี่ห้อ ได้ลิปสติกมาร้อยแท่ง แพ็กเกจจิ้งก็เร่ิมใหญ่ขึ้น เปิดมาก็มีกิมมิก ตอนแรกก็ตื่นเต้น สนุกดีนะ บางอันส่งมาจากอเมริกา กล่องใหญ่มาก เปิดออกมามีรองเท้าโรลเลอร์สเก็ต บางกล่องมีหมวก มีโทรทัศน์ยุค 80 แต่เครื่องสำอางข้างในก็เหมือนเดิม เขาทำแพ็กเกจมาเพื่อให้เราถ่ายรูปสวย หลังๆ พอเราดูสารคดีเยอะก็พบว่าเรานี่แหละต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน ตัวการทำปะการังตายเลย เดี๋ยวนี้เห็นของพวกนี้แล้วเฉยๆ มาก ทำไมเราต้องมาแกะขยะของพวกนี้ด้วย เหมือนไม่รักมันแล้ว

คุณก็เลยพัก

กว่าจะกล้าพูดกับตัวเองว่า กูพัก มันต้องใช้ความกล้าหาญมาก เพราะโลกโซเชียลพักไม่ได้ มีแต่คนถามว่า เมื่อไหร่จะออกวิดีโอใหม่คะ พี่แพรสอนแต่งหน้าหน่อย ต้องตอบข้อความที่เข้ามาอีก เราต้องต่อสู้กับความต้องการของตัวเอง ความต้องการของแม่ด้วย เขาไม่อยากให้เราหายตัวไปเลย เพราะเขาอยากให้เรามีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม ถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่เขาก็อยากให้เราเลี้ยงตัวเองได้ แต่สุดท้ายเราก็เหนื่อยกับการบินโดยไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ เป็นช่วงเดียวกับที่คุณย่าเสีย ร.9 สวรรคต เราเห็นว่าสุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย แล้วคุณค่าของความเป็นคนหรือคุณค่าของสิ่งที่เราทำอยู่คืออะไร

แล้วคืออะไร

ตอนนั้นยังไม่รู้ ช่วงที่เราหยุดงานเราก็แยกย้าย ไม่คุยเรื่องงานเลย ไปเที่ยว ไปเจอเพื่อน 10 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ได้โพสต์อะไรในยูทูปเลย เพิ่งกลับมาลงวิดีโสุรินทร์ป็นตัวแรก

ช่วงนั้นคุณทำอะไร

ไม่ได้ทำอะไร มีไปสอนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของการแต่งหน้า ทำยังไงคุณถึงจะมีลุคที่ดูน่าเชื่อถือ มีความมั่นใจในตัวเอง ตอนนั้นแพรยังมีสภาพอยากตายอยู่ อาจารย์ที่จัดงานให้ผ้าไทยเป็นของขวัญเขาบอกว่า ขอนแก่นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไทยนะ เราไปมาไม่รู้กี่ร้อยประเทศแล้ว แต่เราไม่รู้จักประเทศไทยเลย เพราะเราไม่เคยเที่ยวประเทศไทย วันนั้นก็เลยชวนเพื่อนไปตามหาหมู่บ้านที่ทอผ้าผืนนี้กัน

Pearypie

ไปยังไง

ขับรถถามทางไปเรื่อยๆ เรารู้แค่ชื่อตำบลชนบท เรานึกภาพว่าเป็นหมู่บ้านที่ต้องได้เจอคนกำลังสาวไหม ขับไปเรื่อยๆ ถามใครก็ไม่่รู้จักเลย จนผ่านบ้านที่เห็นอะไรเหลืองๆ ก็ลุยเข้าไปเลย ถามเขาว่า ทำอะไรคะ ทำมานานหรือยัง พูดคนเดียวเลย (หัวเราะ) ตื่นเต้นมาก เขาก็ไปเรียกหัวหน้ากลุ่มของเขามา แล้วพาไปดูห้องเล็กๆ ในบ้าน เขาเปิดผ้าผืนหนึ่งให้ดู เป็นผ้าที่กำลังจะเอาไปประกวดที่กรุงเทพฯ เคยชนะรางวัลพระราชทานของพระราชินีด้วย สวยมาก ย้อมด้วยสีจากเปลือกไม้ที่ต้องเข้าไปเก็บในป่า ผืนละ 30,000 บาท เราก็ตกใจ แม่ลดให้หนูหน่อยได้ไหม เดี๋ยวหนูแต่งหน้าให้ แม่บอกว่า ลดไม่ได้ ถ้าไปขายที่เมืองทองแพงกว่านี้อีก เราก็เลยอุดหนุนเขา แล้วชวนเขาคุยเพราะเราไม่รู้จักผ้าไทยมาก่อน

ทำไมยอมจ่ายเงิน 30,000 เพื่อผ้าไทยที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร

มันสวยมากเลย เอามาก่อน

แล้วได้แต่งหน้าไหม

แต่ง เรามีอายแชโดว์กับลิปสติกอยู่ในรถ ระหว่างที่เรากำลังเกลี่ยอายแชโดว์ลงบนเปลือกตา แม่เขาก็ตัวสั่น แล้วน้ำตาก็ไหล เขาดีใจที่เกิดมาไม่เคยมีใครทำกับเขาแบบนี้ เพราะการแต่งหน้ามันไม่ได้ง่ายเหมือนที่กรุงเทพฯ แม่เขาชอบมาก พาเราไปเดินเที่ยวทั่วหมู่บ้านเลย อาจจะอยากเดินไปอวดคนอื่นด้วย (หัวเราะ) ไปดูบ้านนี้ปลูกหม่อน บ้านนี้สาวไหม บ้านนี้เอาไหมมาทอ เราหิวเขาก็เด็ดกล้วยมาให้ หิวน้ำแต่ไม่มีใครหยิบเงินมาด้วย เขาก็พาไปเลี้ยงแล้วลงบัญชีไว้

เขาถามว่า เราจะไปกินข้าวเย็นที่ไหน เราบอกว่า จะไปกินส้มตำ เขาก็บอกว่า ไม่ต้อง เดี๋ยวเขาตำให้กินเอง ก่อนกลับฝนตกหนักมาก เขาก็ให้คนไปปีนมะพร้าวเก็บมะพร้าวมาให้ทะลายหนึ่ง วันนั้นเราเหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุขมาก

เราสงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องดูแลเราขนาดนี้ จากที่เราเคยมีความทุกข์มาปีกว่า เจอเหตุการณ์นี้ ได้เจอความใจดี ความเอ็นดู ความเป็นผู้ให้ มันเติมเต็มพลังชีวิตของเราที่หมดจนไม่รู้จะไปขุดหาจากที่ไหนแล้ว เราอยู่ในกรุงเทพฯ เราบินไปเมืองนอก 24 ครั้งต่อปี เราเจอคนมากมาย แต่ทำไมถึงไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับที่อื่นเลย

ชีวิตเขาง่ายมาก เขาไม่ต้องการอะไรในชีวิตเลย แค่มีคนข้างนอกมาคุยกับเขา เขาได้โชว์สิ่งที่เขาทำ ได้เห็นคนทำอะไรใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยเห็น ผ้าผืนนั้นมันไม่ใช่แค่ผ้าแล้ว แต่เป็นความประทับใจ เป็นความใจดี เป็นสิ่งที่เราอยากเป็น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าคุณค่าจริงๆ

คุณอยากเป็นแบบไหน

อยากมีชีวิตง่ายๆ แบบแม่ๆ พวกแกเป็นใครมาจากไหนไม่่รู้ แต่ฉันให้ใจเลย ฉันพร้อมต้อนรับและให้ โดยที่ไม่มีให้ร้องขอ แค่เราไปซื้อผ้า เขาไม่ต้องทำอะไรให้เราขนาดนั้นก็ได้

เอาผ้าผืนนั้นไปทำอะไร

ตัดสูท เอาไปใส่ที่ปารีส เวลาไปเที่ยวไหนแพรชอบรีเสิร์ชก่อน คิดว่าถ้าไปสถานที่นี้ก็อยากใส่สีประมาณนี้ ปารีสน่าจะเหมาะกับชุดสีเทาๆ ดูโรแมนติกดี แพรใส่ชุดนี้ไปงานโชว์ของ Dior เอางานของ Dior ตั้งแต่ยุคแรกมาโชว์ แพรเดินเข้าไปในห้องหนึ่งแล้วคิดว่าเรายืนเป็นหุ่นในห้องนั้นได้เลย คือชุดของเราสวยพอๆ กับงาน Dior เลย มีแต่คนเดินเข้ามาชมว่า ชุดคุณเท่มาก นี่คือผ้าอะไรเหรอ สวยมากเลย เป็นชุดที่ใส่แล้วประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ประทับใจผ้า แต่ทุกครั้งที่คิดถึงผ้า เราจะคิดถึงแม่ๆ

Pearypie

การเอาผ้าไทยตัดชุดใส่ไปงาน Dior   ต้องใช้ความกล้าไหม

ไม่ใช้ความกล้าค่ะ ใช้ความโง่ (หัวเราะ) ปกติคนจะไม่ตัดผ้า 4 เมตรผืนนั้น แต่ใช้วิธีจ้างคนมาหมุดเย็บสดเพื่อใส่ไปงาน เสร็จงานก็ตัดด้ายออก เอาไปซักรีดเก็บเป็นผืนเหมือนเดิม ไม่ตัดทำลายมัน แต่ตอนนั้นเราไม่รู้จักผ้าไทย ก็ตัดเป็นชุดเลย

คำชมครั้งนั้นส่งผลกับชีวิตคุณยังไง

ดีใจ ผ้าไทยมันก็เวิร์กว่ะ ผ้าไทยมันสวย เท่ แล้วก็แมตช์กับอย่างอื่นได้ เมื่อก่อนแพรชอบฟาสต์แฟชั่น แบบ Supreme อะไรที่เป็นประกาศตัวแบบใหญ่ๆ เสียงดังๆ แต่พอได้ลองใส่ผ้าไทย มันก็เอามาใส่กับรองเท้าไนกี้ได้ มันทำให้เราเลิกซื้อฟาสต์แฟชั่นเลย เพราะรู้สึกว่าพวกนั้นมีอายุของมัน แต่ผ้าไทยอยู่ได้เรื่อยๆ

กลับจากปารีสมาก็ไปหาซื้อผ้าผืนใหม่

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แพรพักไม่ได้ทำงาน ก็มีผืนที่ 2 3 4 ตอนนี้มีเป็นร้อยชุดแล้วมั้งคะ (หัวเราะ) แพรไปน่าน เชียงใหม่ อุบล อุดร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ตอนแรกที่เรายังไม่รู้อะไรก็ไปหาผ้าที่เข้าถึงง่ายก่อน ไปหาผ้าย้อมครามที่เคยผ่านตามาแล้ว หลังจากที่รู้ความโง่ของตัวเอง ก็ซื้อผ้าเมตรละ 2,000 บาทแทน เอามาตัดแบบลำลอง ใส่ครั้งสองครั้งคนก็จำได้แล้ว ผ้าเป็นผ้าไหมเราต้องซักแห้ง แต่ผ้ามัดหมี่ย้อมครามจะดูแลง่ายกว่า ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป แล้วก็เริ่มไปหาลายโบราณ ได้เห็นลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากประเทศเพื่อนบ้าน มันมีเรื่องราวอยู่ในผ้าด้วย

PearypiePearypie

คุณใส่ชุดผ้าไทยไปงานประเภทไหน

ใส่ไปเที่ยว แพรจะคิดว่าวันนี้ไปที่นี่จะใส่ชุดแบบไหน สีอะไร ถึงจะเข้ากับสถานที่ แล้วค่อยออกแบบชุด ตัดชุด บางทีเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แพรจะไปดูมินเนี่ยนที่ Universal Studio ก็หาผ้าไทยสีเหลืองมาตัดเป็นชุด ตอนไปไร่ชาที่ชิซึโอกะกับ The Cloud ก็มีชุดสีเขียวที่ไปไร่ชา วันที่ขึ้นเรือเฟอร์รี่ก็อยากใส่ชุดคล้ายๆ กิโมโนแบบใส่สบายๆ ตอนไปบุรีรัมย์ก็เป็นผ้าย้อมดินภูเขาไฟ

ที่เห็นคุณโพสต์รูปใส่ชุดผ้าไทยไปเที่ยวที่ต่างๆ ในอินสตาแกรม นั่นคือคุณโพสต์สนุกๆ ไม่ใช่งาน

ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น แพรเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผ้าไทยเท่านั้นเอง

ใส่ชุดผ้าไทยไปต่างประเทศยังได้รับคำชมอีกไหม

ตอนแพรใส่ผ้าไทยไปเดินถนนที่อินเดีย มีคนเข้ามารุมขอถ่ายรูปเยอะมาก มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดแบบคลุมทั้งตัว เขาให้สามีมาถามว่า ขอถ่ายรูปกับเราได้ไหม พอเราบอกว่าได้ เขาไปเปลี่ยนชุดมาโพสถ่ายเลย สนุกมาก คือเขาตื่นเต้นกับผ้าเรา เราก็ตื่นเต้นกับผ้าเขา ตอนไปไร่องุ่นที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนที่แล้วก็ตัดชุดคอนเซปต์ชุดของนักเรียนศิลปะสีแดง เดินเข้าไปในร้านอาหาร เชื่อไหมว่าหันมามองกันทุกโต๊ะ ไปเดินในเมืองต่างจังหวัด ทุกที่ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาขอถ่ายรูปด้วย บอกว่าชุดเราสวย เราก็บอกว่า ฉันมาจากเมืองไทย นี่คือผ้าไทย ย้อมสีธรรมชาตินะ เมื่อก่อนตอนเราเดินทางไปทั่วโลก ได้เจอ Influencer มากมาย ไปสอนที่เวียดนาม อินโดนีเซีย ก็เจอแต่คนเดินมาถ่ายรูปคู่ ทักทายกันไม่กี่คำแล้วก็ไป คุณสวยจังเลย คุณทำยังไง เหมือนไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกัน แต่พอใส่ผ้าไทยก็มีเรื่องเล่ามากขึ้น

ใครเป็นคนออกแบบชุดพวกนี้ให้คุณ

แพรสเกตช์แบบเอง แล้วให้ช่างส่วนตัวที่ทำงานกับเรามานานเอาไปตัด เขาอยู่กับแพรมาตั้งแต่แพรยังใส่เสื้อลายโปเกมอน ลายพริกหยวก (หัวเราะ) เขารู้สไตล์เราอยู่แล้ว

Pearypie Pearypie Pearypie

ออกแบบชุดง่ายงั้นเลยเหรอ

ด้วยความที่เรามีสไตล์ค่อนข้างชัด เคยกลับบ้านไปแล้วเห็นเสื้อตัวเองคนละยี่ห้อ คนละสี แต่สไตล์เหมือนกันไหม เราเป็นแบบนั้น เราดึงความเป็นสไตล์ของเราออกมาก่อน แล้วก็เอาผ้าไทยไปประยุกต์โดยคิดว่าไม่ใช่ว่าตัดแล้วใส่ได้ครั้งเดียว

ถ้าใครชมว่าชุดสวย คุณก็ควรได้เครดิต

ให้เครดิตแม่แพรดีกว่า เขาเป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่งของแพรี่พาย ไม่ว่าเราจะทำอะไรเขาสนับสนุนหมด ตอนแต่งหน้าปีแรกที่ทำงานเก็บพอร์ตฯ แบบไม่ได้เงิน มีแต่เสียเงินซื้อเครื่องสำอาง แม่ก็บอกว่า เอาเลย ทำให้เต็มที่ พอเราทำงานแต่งหน้า เขาก็ชอบแต่งหน้าไปด้วย พอมาทำผ้าไทย เขาก็ไปหาซื้อผ้ามาให้เรา ผ้าส่วนใหญ่ของแพรแม่เป็นคนซื้อมาให้ ข้อมูลเขาแน่นมาก รู้หมดว่าผ้าอะไร ลายอะไร แม่เพิ่งใส่ผ้าไทยพร้อมแพร ถ้าเป็นหนังสือตอนนี้แพรกำลังเปิดสารบัญ ส่วนแม่ไปถึงบทที่ 8 แล้ว (หัวเราะ)

ผ้าไทยใส่ยังไงให้ดูไม่เชย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของผ้าแต่ละชนิดก่อน ได้ผ้าผืนหนึ่งมาก็ต้องรู้น้ำหนักของผ้า ความพลิ้ว ใยผ้า พอเอามาทาบกับตัวเราแล้วเป็นอย่างที่เราอยากเป็นไหม มันอาจจะค่อนข้างยาก เพราะใช่่ว่าทุกคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ราคาของผ้าอีก แพรอยากให้เริ่มจากผ้าไหมที่ลายไม่ได้ยิ่งใหญ่มาก แต่ต้องไม่ใช่ลายพิมพ์ และต้องย้อมสีธรรมชาติ ไม่ใช่สีเคมี

แต่คนส่วนใหญ่อาจจะออกแบบชุดเองไม่ได้เหมือนคุณ

งั้นเริ่มจากผ้าถุง ใส่แบบดั้งเดิมเลย แต่เลือกผ้าให้ดี ผ้าถุงแมตช์กับเสื้อกล้าม เสื้อยืดได้ง่ายๆ เอาผ้ามาเปลี่ยนเป็นผ้าคลุมไหล่ ผ้าโพกหัว ก็ได้ ถ้าอยากลองตัดชุดไปออกงานผ้าฝ้ายบุรีรัมย์ก็เหมาะเพราะราคาไม่แพง ย้อมสีธรรมชาติ แล้วก็ใส่สบาย ถ้าอยากอัพเกรดตัดชุดไปออกงานอีเวนต์ ก็ต้องไปดูที่ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ ต้องไปเลือกผ้าเอง แล้วศึกษาข้อมูลของผ้าแต่ละชนิดก่อน

เราจะเห็นแพรี่พายเปิดแบรนด์แฟชั่นชุดผ้าไทยไหม น่าจะมีคนรอซื้อแน่ๆ

แพรไม่ใช่นักออกแบบ แล้วก็ไม่เคยคิดอยากจะเอาผ้าไทยมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เราแค่มีความสุขที่ได้เจอคนในชุมชนแล้วช่วยเขาในสิ่งที่เราช่วยได้ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบคนอื่นๆ ว่าผ้าไทยเอามาทำแบบนี้ก็ได้ ถ้าใครชอบแบบของแพร ก๊อปไปใช้ได้เลย

หรือเราจะเห็นแพรี่พายสอนใส่ชุดผ้าไทย แทนสอนแต่งหน้า

แพรหยุดทำงานมาปีหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าอยากทำอะไร แต่พอมีผ้าไทยเข้ามา เราก็มีความสุขมากขึ้น มีแรงบันดาลใจ ผ้าเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่อยากทำ 7 ปีที่ผ่านมา แพรทำอะไรเยอะมาก ซึ่งมันไม่ได้สูญเปล่านะ แต่เราต้องบาลานซ์มันให้ได้ ครึ่งปีที่แล้วแพรเคยคิดว่า หรือว่าแพรี่พายจะหายจากโลกใบนี้ไปเลย เข้าป่าไปเลย แต่ในเมื่อเรามีแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เราขับเคลื่อนคนอื่นไปพร้อมๆ กับตัวเราได้ ค่อยๆ ไปแบบช้าๆ แต่อย่างน้อยเราก็เป็นหนึ่งเสียงที่ทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น

ถ้าวันหนึ่งแพรี่พายกลายเป็น Influencer ด้านผ้าไทย คุณอยากจะบอกอะไรคนที่ติดตามคุณ

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แพรอยากให้คนกล้าเป็นตัวของตัวเอง ผ่านการแต่งหน้า แต่สุดท้ายเราก็ถามตัวเองว่า เราพาคนไปในทิศทางที่ผิดหรือเปล่า อันนี้ออกใหม่ต้องรีบไปซื้อ อันนี้แพรี่พายมีทุกคนต้องมี เราถึงรู้สึกว่าพอแล้ว

ส่วนเรื่องผ้าไทย มันไม่ใช่แค่ความสวยของผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่ความสวยของผ้าที่ทอเสร็จแล้วมาอยู่บนตัวเรา แต่มันเป็นการเดินทางของผ้าหนึ่งผืน กว่าจะได้ผ้าหนึ่งผืนมันต้องใช้เวลา ใช้คน แม่ๆ มีความสุขกับการทำผ้า เขาภูมิใจกับสิ่งที่ทำ เราได้ไปเห็นตรงนั้นก็ภูมิใจไปกับเขาด้วย เราอยากให้คนมองผ้าตรงนั้น เป็นการเดินทางและคุณค่าของผ้า มากกว่าจะเอาไปตัดเป็นอะไร สไตล์ไหน หรือเก็บไว้เป็นผ้าผืน จะดูเชยหรือไม่เชยมันอยู่ที่ความคิดของเรา ประโยคหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมากก็คือ พอหมดรุ่นป้าก็ไม่มีใครทำแล้ว แล้วใครจะทำต่อล่ะ มันเป็นคำถามที่เรายังไม่สามารถตอบได้ว่าจะทำยังไงต่อ

Pearypie Pearypie

คุณอยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทยในมุมไหน

ตอนนี้แพรไม่ได้อยากเก่งเรื่องผ้าไทย แพรอยากดูแลตัวเองก่อน อยากเริ่มนับหนึ่งใหม่กับตัวเอง เรามาคุยกันในจังหวะที่แพรกำลังจะจบบทแรกของหนังสือเล่มนี้แล้วเริ่มบทใหม่ แพรเพิ่งมีแรงกลับมาทำงานได้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมานี่เอง กลับมาครั้งนี้แพรอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากตัวเราก่อน ดูแลร่างกาย ดูแลจิตใจ แล้วเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ก่อนจะไปเพิ่มคุณค่าให้ผ้าไทยหรือให้คนอื่นๆ เราต้องซ่อมตัวเองก่อนถึงจะไปช่วยคนอื่นได้ สวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวท่านเองก่อน แล้วค่อยใส่ให้คนรอบข้าง นั่นคือส่ิงที่เราได้ยินบนเครื่องบินตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ชีวิตบทแรกของคุณมีชื่อบทว่า

(คิดนาน) Was it really me? ก็สับสนอยู่นะว่าที่ทำอยู่มันดีจริงหรือเปล่า ตอนแรกก็เครียดนะว่าจะทำยังไงดีถ้าไม่มีงาน ถ้าแบรนด์ไม่ติดต่อมา ถ้าไม่มีคอนเทนต์ลง แต่ตอนนี้ช่างแม่ง ไม่มีก็ไม่มี (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณสนุกกับการรับงานประเภทไหน

ก็ยังไม่ค่อยรับนะ เป็นช่วงเอาเงินที่ได้จากการทำงาน 7 ปีมาซื้อผ้า (หัวเราะ) ยังรับงานแต่งหน้าบ้าง แต่น้อยมาก แพรชอบไปสอนตามหน่วยงานต่างๆ สอนในมหาวิทยาลัยบ้าง สอนแต่งหน้าให้เข้ากับชุดผ้าไทย สอนเรื่องการแต่งหน้าให้คนในโรงพยาบาล ถ้าเราแต่งหน้าให้สดใส ผู้ป่วยก็สดชื่นไปด้วย ส่วนมากแพรรับงานพวกนี้ บางงานก็ได้ค่าวิทยากร 500 บาท แต่เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข

ทำไมชอบงานบรรยาย

เพราะแพรอยากถ่ายทอดความรู้ อาจเป็นเพราะได้เจอคุณแม่ที่ขอนแก่น ทำให้เราอยากเป็นผู้ให้บ้าง ถึงแม้ว่าสิ่งที่แพรทำมาตลอดคือเมกอัพ แต่แพรก็พยายามสอดแทรกความรู้เข้าไปในเนื้อหาที่ทำเสมอ ไม่ใช่แค่สอนให้คนสวยอย่างเดียว

เท่าที่เคยเจอกัน คุณมักจะหน้าสดมากกว่าแต่งหน้า การไม่แต่งหน้าคือการพยายามส่งสารอะไรบางอย่างหรือเปล่า

การที่เราจะรักตัวเอง ต้องรักจากใจจริงๆ ความสวยต้องมาจากข้างใน เวลาเราคุยกันมันจะมีแรงสั่นสะเทือนจากแพรถึงคุณ คุณรับแล้วก็ส่งกลับมา มันไม่จำเป็นต้องมีเรื่องของความสวยก็ได้ มันเป็นเรื่องของจิตใจ จิตวิญญาณ แต่ด้วยสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบัน ค่านิยมเรื่องความสวยมันกลวงมาก เราอึดอัดกับการอยู่ตรงนี้ เราถึงอยากเดินออกมา ความสวยที่ทุกคนพูดถึงกันคือการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ต้นเหตุ แพรได้รับคำถามเยอะมากว่า พี่แพรคะ ใช้รองพื้นอะไรแล้วจะติดทนทั้งวัน หน้าไม่มัน ตอบเลยว่าไม่มี โฆษณามันโกหก อายไลเนอร์ที่ไม่เลอะ ไม่แพนด้า ก็ไม่มีหรอก บางทีก็ต้องเช็ดบ้าง มันไม่มีเครื่องสำอางอะไรที่จะอยู่กับหน้าเราไปจนตาย เราต้องเข้าใจหลักการของความสวยก่อนว่าคืออะไร

คุณไม่อายหน้าสดของตัวเอง

ไม่อายนะ มันเป็นธรรมชาติ แพรแทบจะหน้าสดทุกวันเลย ถ้าไม่ต้องไปออกงานหรือถ่ายรูป ก็ใช้ชีิวิตเหมือนคนทั่วไป ไปช้อปปิ้ง ไป The EmQuatier ไปยิม ไปวิ่งสวนลุม ไปเจอเพื่อน ไปดูหนัง ด้วยหน้าสดตลอดเวลา อยากให้หน้าได้พัก อยากเข้าถึงความสวยที่แท้จริงข้างในมากกว่า แพรค่อนข้างชอบตัวเองตอนไม่แต่งหน้าด้วยซ้ำ ดูเป็นเด็กติงต๊องๆ

แล้วถ้าโดนล้อ

ก็คิดว่าเป็นเรื่องตลก บางทีขับรถเครียดแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ได้หัวเราะบ้าง

แพรี่พายผู้เต็มไปด้วยอีโก้คนนั้นหายไปตอนไหน

ตอนเจอกับป้าๆ ตอนนี้แพรอยากเป็นแค่เด็กติงต๊องคนหนึ่งเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าป้าๆ ไม่ใช่คนที่ต้องเดินตัวตรงไปออกงาน แล้วก็มีคนมาขอถ่ายรูป เข้ามารุมเพราะต้องการประโยชน์จากเรา ตอนนี้อีโก้พวกนั้นหายไปหมดแล้ว

ความรู้สึกของการเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอชุดผ้าไทย แทนที่จะเป็นฟาสต์แฟชั่นเป็นยังไงบ้าง

มีอยู่วันหนึ่งแพรกลับบ้านไปแล้วโละของทุกอย่างที่เป็นฟาสต์แฟชั่นออกหมด เพราะมีคนให้เสื้อผ้าแบรนด์เนมมาเยอะมาก แพรเก็บใส่ถุงดำ 15 ถุง เปิด Clearance Sale ขายของเลย แต่เอาจริงๆ ผ้าไทยมันก็ใส่ยากเหมือนกัน บางทีแค่อยากไปซื้อของปากซอย จะใส่ผ้าไทยไปก็ลำบากหน่อย ก็คิดว่าไม่น่าขายเสื้อยืดตัวนั้นไปเล้ย (หัวเราะ)

ผ้าผืนถัดไปที่กำลังตามหาคือ

ผ้าสีขาว เป็นผ้าที่ไม่มีอะไรเลย อาจจะผืนใหญ่ก็ได้ ผืนเล็กก็ได้ เป็นผ้าที่เรากล้าเร่ิมชีวิตใหม่ของเราได้

แพรหน้าสดที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ตอนนี้ กับแพรี่พายบล็อกเกอร์ชื่อดัง ต่างกันยังไง

แพรี่พายเป็นแค่ภาพนิ่งหรือวิดีโอ เป็นไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งที่เขาเลือกที่จะเปิดให้ผู้ที่ติดตามเห็น ต่างกับแพรตัวจริงมากนะ แพรตัวจริงไม่ได้สวยเป๊ะทุกวัน เป็นคนบ๊องๆ ไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ไม่ได้รับคำชมเหมือนที่ได้รับจากโลกเสมือนจริง แพรก็ทำในสิ่งที่คนปกติทำกัน แพรชอบตีปิงปอง ถ้าอยู่กับเพื่อนจะเพี้ยน ชอบแกล้งเพื่อน ชอบกับคุยกับตุ๊กตา ชอบจับโปเกมอน ชอบอยู่ร้านหนังสือ ชอบออกจากบ้านมาคุยกับคน ชอบอยู่คนเดียว ชอบลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น เล่นโยคะ หัดปั้น ตอนนี้แพรเริ่มนั่งสมาธิ 10 นาทีหลังออกกำลังกายเสร็จ

แล้วก็มีช่วงเวลาที่ไม่อยากทำอะไรเลย คนมักจะคิดว่าต้องทำนั่นทำนี่ แต่บางทีการอยู่นิ่งๆ โดยไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไร แค่มีลมหายใจอยู่กับปัจจุบันก็พอ

Pearypie

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load